ประเทศไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ชาวไทย)
"ไทย" เปลี่ยนทางมาที่นี่ สำหรับความหมายอื่น ดูที่ ไทย (แก้ความกำกวม)

พิกัดภูมิศาสตร์: 15°24′N 101°18′E / 15.4°N 101.3°E / 15.4; 101.3

ราชอาณาจักรไทย
ธงชาติ ตราแผ่นดิน
เพลงชาติเพลงชาติไทย
เพลงชาติไทย (บรรเลง)

เพลงสรรเสริญพระบารมีสรรเสริญพระบารมี
สรรเสริญพระบารมี (บรรเลง)
ที่ตั้งของ ประเทศไทย  (สีเขียว)ในอาเซียน  (สีเทาเข้ม)  —  [คำอธิบายสัญลักษณ์]
ที่ตั้งของ ประเทศไทย  (สีเขียว)

ในอาเซียน  (สีเทาเข้ม)  —  [คำอธิบายสัญลักษณ์]

เมืองหลวง
(และเมืองใหญ่สุด)
กรุงเทพมหานคร
13°44′N 100°30′E / 13.733°N 100.500°E / 13.733; 100.500
ภาษาราชการ ภาษาไทย
ภาษาพื้นเมือง รัฐบาลรับรอง 62 ภาษา
เดมะนิม ชาวไทย
การปกครอง
•  พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร
•  นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นิติบัญญัติ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
สถาปนา
•  กรุงศรีอยุธยา 3 เมษายน 1893 – 7 เมษายน 2310 
•  กรุงธนบุรี 28 ธันวาคม 2310 – 6 เมษายน 2325 
•  กรุงรัตนโกสินทร์ 6 เมษายน 2325 
•  ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ 24 มิถุนายน 2475 
•  รัฐธรรมนูญปัจจุบัน 6 เมษายน 2560 
พื้นที่
•  รวม 513,115 ตร.กม. (50)
198,115 ตร.ไมล์ 
•  แหล่งน้ำ (%) 0.4 (2,230 ตร.กม.)
ประชากร
•  2560 (ประเมิน) 66,188,503 คน[1][2] (20)
•  2553 (สำมะโน) 65,981,659 คน[3] 
•  ความหนาแน่น 132.1 คน/ตร.กม. (88)
342 คน/ตร.ไมล์
จีดีพี (อำนาจซื้อ) 2561 (ประมาณ)
•  รวม 1.228 ล้านล้านดอลลาร์[4] 
•  ต่อหัว 18,734 ดอลลาร์[4] 
จีดีพี (ราคาตลาด) 2561 (ประมาณ)
•  รวม 514,700 ล้านดอลลาร์[5] 
•  ต่อหัว 7,588 ดอลลาร์[5] 
จีนี (2556) 37.8[6] 
HDI (2559) Increase 0.740[7] (สูง) (ที่ 87)
สกุลเงิน บาท (฿) (THB)
เขตเวลา (UTC+7)
ขับรถด้าน ซ้ายมือ
โดเมนบนสุด .th
รหัสโทรศัพท์ +66

ประเทศไทย มีชื่ออย่างเป็นทางราชการว่า ราชอาณาจักรไทย เป็นรัฐชาติอันตั้งอยู่บนคาบสมุทรอินโดจีนและมลายู ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนด้านตะวันออกติดประเทศลาวและประเทศกัมพูชา ทิศใต้เป็นแดนต่อแดนประเทศมาเลเซียและอ่าวไทย ทิศตะวันตกติดทะเลอันดามันและประเทศพม่า และทิศเหนือติดประเทศพม่าและลาว มีแม่น้ำโขงกั้นเป็นบางช่วง ประเทศไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 50 ของโลก มีเนื้อที่ 513,115 ตารางกิโลเมตร[8] และมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 20 ของโลก คือ ประมาณ 66 ล้านคน กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางการบริหารราชการแผ่นดินและนครใหญ่สุดของประเทศ และการปกครองส่วนภูมิภาค จัดระเบียบเป็น 76 จังหวัด[9] แม้จะมีการสถาปนาระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยระบบรัฐสภาในปี 2475 แต่กองทัพยังมีบทบาทในการเมืองไทยสูง ล่าสุด เกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และมีการปกครองแบบเผด็จการทหารนับแต่นั้น

พบหลักฐานการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องในอาณาเขตประเทศไทยปัจจุบันตั้งแต่ 20,000 ปีก่อนคริสตกาล ชาวไทเริ่มอพยพเข้าสู่บริเวณนี้ในคริสต์ศตวรรษที่ 11 แล้วเข้ามาตั้งแว่นแคว้นต่าง ๆ ที่สำคัญได้แก่ อาณาจักรสุโขทัย อาณาจักรล้านนาและอาณาจักรอยุธยา นักประวัติศาสตร์มักถือว่าอาณาจักรสุโขทัยเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ไทย ต่อมาอาณาจักรอยุธยาค่อย ๆ เรืองอำนาจมากขึ้นจนเป็นมหาอำนาจในภูมิภาค การติดต่อกับชาติตะวันตกเริ่มด้วยผู้แทนทางทูตชาวโปรตุเกสในปี 2054 อาณาจักรรุ่งเรืองอย่างมากในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่หลังจากนั้นค่อย ๆ เสื่อมอำนาจโดยมีสาเหตุส่วนหนึ่งจากการผลัดแผ่นดินที่มีการนองเลือดหลายรัชกาล จนสุดท้ายกรุงศรีอยุธยาถูกทำลายสิ้นเชิงในปี 2310 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงรวบรวมแผ่นดินที่แตกออกเป็นก๊กต่าง ๆ และสถาปนาอาณาจักรธนบุรีที่มีอายุ 15 ปี ความวุ่นวายในช่วงปลายอาณาจักรนำไปสู่การสำเร็จโทษพระองค์โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมราชวงศ์จักรีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในช่วงต้นกรุงประเทศเผชิญภัยคุกคามจากชาติใกล้เคียง แต่หลังรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา ชาติตะวันตกเริ่มมีอิทธิพลในภูมิภาคเป็นอย่างมาก นำไปสู่การเข้าเป็นภาคีแห่งสนธิสัญญาไม่เป็นธรรมหลายฉบับ กระนั้น สยามไม่ตกเป็นอาณานิคมของตะวันตกชาติใด ม่ีการปรับให้สยามทันสมัยและรวมอำนาจปกครองในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สยามเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

ในปี 2475 เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญโดยไม่เสียเลือดเนื้อ คณะราษฎรมีบทบาทนำทางการเมืองและในพุทธทศวรรษ 2480 นายกรัฐมนตรี จอมพล แปลก พิบูลสงคราม ทำให้ประเทศมีลักษณะฟาสซิสต์ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ไทยเข้ากับฝ่ายอักษะ แต่ฝ่ายสัมพันธมิตรส่วนใหญ่ไม่ยอมรับการประกาศสงคราม[10] ในช่วงสงครามเย็น ประเทศไทยเป็นพันธมิตรกับสหรัฐซึ่งสนับสนุนรัฐบาลทหารมาก รัฐประหารที่มีจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นหัวหน้าคณะทำให้คณะราษฎรหมดอำนาจ มีการฟื้นฟูพระราชอำนาจ และมีมาตรการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค ผลของเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ทำให้เกิดประชาธิปไตยระบบรัฐสภาช่วงสั้น ๆ[11] ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2531[12] หลังพุทธทศวรรษ 2540 มีวิกฤตการเมืองระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนและต่อต้านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรมาจนปัจจุบัน รวมทั้งเกิดรัฐประหารสองครั้ง โดยครั้งล่าสุดเกิดในปี 2557 รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นฉบับที่ 20 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 หลังมีการลงประชามติรับร่างเมื่อหนึ่งปีก่อน

ประเทศไทยเป็นสมาชิกสหประชาชาติ เอเปก อีกทั้งเป็นร่วมผู้ก่อตั้งอาเซียน ประเทศไทยเป็นพันธมิตรของสหรัฐตั้งแต่สนธิสัญญาซีโต้ในปี 2497 ถือเป็นประเทศอำนาจนำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศอำนาจปานกลางในเวทีโลก[13]:104 ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง-สูงและประเทศอุตสาหกรรมใหม่ มีรายได้หลักจากภาคอุตสาหกรรมและบริการ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจทำให้มีการอพยพเข้าสู่เมืองในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ตามประมาณการในปี 2560 จีดีพีของประเทศไทยมีมูลค่าราว 432,898 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับว่าเศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจใหญ่สุดเป็นอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และใหญ่เป็นอันดับที่ 26 ของโลก

เนื้อหา

ชื่อเรียก

ดูเพิ่มเติมที่: สยาม

ชาวต่างชาติเรียกอาณาจักรอยุธยาว่า "สยาม" เมื่อราวปี 2000[14] เดิมประเทศไทยเองก็เคยใช้ชื่อว่า สยาม มาแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยปรากฏใช้เป็นชื่อประเทศชัดเจนในปี 2399[15] ทว่าคนไทยไม่เคยเรียกตนเองว่า "สยาม" หรือ "ชาวสยาม" เลย[16] ส่วนคำว่า "คนไทย" นั้น จดหมายเหตุลาลูแบร์ได้บันทึกไว้ชัดเจนว่า ชาวอยุธยาเรียกตนเองเช่นนั้นมานานแล้ว[17]

ต่อมา เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2482 รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรัฐนิยม ฉบับที่ 1 เปลี่ยนชื่อประเทศ พร้อมกับเรียกประชาชน และสัญชาติจาก "สยาม" มาเป็น "ไทย" ซึ่งจอมพล ป. ต้องการบอกว่าดินแดนนี้เป็นของชาวไทยมิใช่ของเชื้อชาติอื่นตามลัทธิชาตินิยมในเวลานั้น[18] ต่อมามีการเปลี่ยนชื่อประเทศกลับเป็นสยามอีกช่วงสั้น ๆ เมื่อปี 2488 และเปลี่ยนกลับมาใช้ว่าไทยอีกครั้งเมื่อปี 2491 ซึ่งเป็นช่วงที่จอมพล ป. พิบูลสงครามกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี การเปลี่ยนชื่อในครั้งนี้ยังเปลี่ยนจาก "Siam" ในภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส เป็น "Thaïlande" ในภาษาฝรั่งเศส และ "Thailand" ในภาษาอังกฤษอย่างในปัจจุบัน[16] อย่างไรก็ตาม ชื่อ สยาม ยังคงเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ

ภูมิประเทศ

ดูบทความหลักที่: ภูมิศาสตร์ไทย

ประเทศไทยตั้งอยู่กลางคาบสมุทรอินโดจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังอยู่บนคาบสมุทรมลายูด้วย อยู่ระหว่างละติจูด 5° ถึง 21° เหนือ และลองติจูด 97° ถึง 106° ตะวันออก ประเทศไทยมีพื้นที่ 513,115 ตารางกิโลเมตร เป็นอันดับที่ 51 ของโลกและอันดับที่ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากประเทศอินโดนีเซียและเมียนมาร์ ประเทศไทยมีอาณาเขตทางทะเล (maritime zone) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 กว่า 320,000 ตารางกิโลเมตร มีความยาวชายฝั่งทะเลทั้งฝั่งอ่าวไทย และฝั่งอันดามันรวมถึงช่องแคบมะละกาตอนเหนือ รวมความยาวชายฝั่งทะเลในประเทศไทยทั้งสิ้นกว่า 3,101 กิโลเมตร[19]

ประเทศไทยมีลักษณะภูมิประเทศที่หลากหลาย ภาคเหนือเป็นพื้นที่ภูเขาสูงสลับซับซ้อน จุดสูงที่สุดในประเทศไทย คือ ดอยอินทนนท์ ณ 2,565 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล รวมทั้งยังปกคลุมด้วยป่าไม้อันเป็นต้นน้ำที่สำคัญของประเทศ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ของที่ราบสูงโคราช สภาพของดินค่อนข้างแห้งแล้งและไม่ค่อยเอื้อต่อการเพาะปลูก ภาคกลางเป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง มีแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำใหญ่ที่สุดในประเทศซึ่งเกิดจากแม่น้ำปิงและแม่น้ำน่านที่ไหลมาบรรจบกันที่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ ทำให้ภาคกลางเป็นภาคที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด และถือได้ว่าเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก[20] ภาคใต้เป็นส่วนหนึ่งของคาบสมุทรไทย-มลายู[21] ขนาบด้วยทะเลทั้งสองด้าน มีจุดที่แคบลง ณ คอคอดกระ แล้วขยายใหญ่เป็นคาบสมุทรมลายู ทะเลสาบสงขลาเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ส่วนภาคตะวันตกเป็นหุบเขาและแนวเทือกเขาซึ่งพาดตัวมาจากทางตะวันตกของภาคเหนือ

แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำโขงถือเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญของประเทศไทย การผลิตของภาคอุตสาหกรรมการเกษตรต้องอาศัยผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้จากแม่น้ำทั้งสองและสาขา อ่าวไทยมีพื้นที่ประมาณ 320,000 ตารางกิโลเมตร รองรับน้ำซึ่งไหลมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำบางปะกง และแม่น้ำตาปี ถือเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยว เนื่องจากน้ำตื้นใสตามแนวชายฝั่งของภาคใต้และคอคอดกระ นอกจากนี้ อ่าวไทยยังเป็นศูนย์กลางทางอุตสาหกรรมของประเทศ เพราะมีท่าเรือหลักที่สัตหีบ ถือได้ว่าเป็นประตูที่จะนำไปสู่ท่าเรืออื่น ๆ ในกรุงเทพมหานคร ภาคใต้มีสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวมาก ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ จังหวัดระนอง จังหวัดพังงา จังหวัดตรัง และหมู่เกาะตามแนวชายฝั่งของทะเลอันดามัน

ภูมิอากาศ

ดูบทความหลักที่: ภูมิอากาศไทย

ภูมิอากาศของไทยส่วนใหญ่เป็นแบบ "ภูมิอากาศร้อนชื้นเขตร้อนหรือสะวันนา" ตามการแบ่งเขตภูมิอากาศแบบเคิปเปน[22] ส่วนปลายใต้สุดและตะวันออกสุดของประเทศมีภูมิอากาศแบบมรสุมเขตร้อน ประเทศไทยมีอุณหภูมิเฉลี่ยระหว่าง 18–34 °C[23] ภูมิอากาศของประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตามฤดูกาล ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคมมีลักษณะเป็นการเคลื่อนของอากาศอุ่นชื้นจากมหาสมุทรอินเดีย ทำให้เกิดฝนตกหนักเป็นบริเวณส่วนใหญ่ของประเทศ ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์นำพาอากาศเย็นแห้งจากประเทศจีนปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ ส่วนในภาคใต้ ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือนำอากาศแบบไม่รุนแรงและฝนตกหนักในชายฝั่งตะวันออก[24]:2

สามารถแบ่งได้เป็น 3 ฤดูกาล ฤดูแรกเป็นฤดูฝนหรือฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม) ฝนตกหนักที่สุดในเดือนสิงหาคมและกันยายน[24]:2 ซึ่งทำให้เกิดอุทกภัยบางครั้ง นอกจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้แล้ว ร่องความกดอากาศต่ำ (Intertropical Convergence Zone) และพายุหมุนเขตร้อนก็มีส่วนทำให้เกิดฝนตกหนักในฤดูฝนด้วย กระนั้น ปกติมีช่วงปลอดฝนสั้น ๆ 1 ถึง 2 สัปดาห์ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม เนื่องจากร่องความกดอากาศต่ำเคลื่อนขึ้นเหนือไปภาคใต้ของประเทศจีน[24]:4 ฤดูหนาวหรือฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศมีอากาศแห้งและอุณหภูมิไม่ร้อนมาก ยกเว้นภาคใต้ที่มีฝนตกหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน[24]:2 ส่วนฤดูร้อนหรือฤดูก่อนมรสุมกินเวลาตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคมซึ่งมีอากาศร้อน

เนื่องจากที่ตั้งในแผ่นดินและละติจูด ภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ กลางและตะวันออกของประเทศไทยประสบอากาศร้อนเป็นเวลานาน เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดของปี ปกติอุณหภูมิมักสูงถึง 40 °C โดยยกเว้นพื้นที่ชายฝั่งที่ลมทะเลทำให้อุณหภูมิตอนกลางวันไม่ร้อนเกินไป ในทางตรงข้าม การพัดของลมเย็นจากประเทศจีนทำให้อุณหภูมิต่ำลง ซึ่งบางกรณีอาจเข้าใกล้หรือต่ำกว่า 0 °C ได้[24]:3 ภาคใต้มีอากาศไม่รุนแรงตลอดปี มีความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวันกลางคืนและระหว่างฤดูกาลน้อยเนื่องจากอิทธิพลของทะเล[24]:3

พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศมีฝนตกเฉลี่ยทั้งปี 1,200 ถึง 1,600 มิลลิเมตร[24]:4 แต่ในบางพื้นที่ที่เป็นฝั่งรับลมของภูเขา เช่น จังหวัดระนองและจังหวัดตราดมีปริมาณฝนกว่า 4,500 มิลลิเมตรต่อปี ส่วนบริเวณแห้งแล้งคือฝั่งรับลมของหุบเขาภาคกลางและส่วนเหนือสุดของภาคใต้ซึ่งมีปริมาณฝนเฉลี่ยต่อปีน้อยกว่า 1,200 มิลลิเมตร[24]:4 พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศมีอากาศแห้งระหว่างมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและฝนตกในมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ในภาคใต้ ฝนตกหนักเกิดทั้งในฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้ โดยมีมากสุดในเดือนกันยายนในฝั่งตะวันตก และตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมกราคมในฝั่งตะวันออก[24]:4

ความหลากหลายทางชีวภาพ

ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพของทั้งพืชและสัตว์อยู่มาก อันเป็นรากฐานอันมั่นคงของการผลิตในภาคเกษตรกรรม และประเทศไทยมีผลไม้เมืองร้อนหลากชนิด[20] พื้นที่ราว 29% ของประเทศเป็นป่าไม้ รวมไปถึงพื้นที่ปลูกยางพาราและกิจกรรมปลูกป่าบางแห่ง[25] ประเทศไทยมีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ากว่า 50 แห่ง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอีก 56 แห่ง โดยพื้นที่ 12% ของประเทศเป็นอุทยานแห่งชาติ (ปัจจุบันมี 110 แห่ง[26]) และอีกเกือบ 20% เป็นเขตป่าสงวน[25] ประเทศไทยมีพืช 15,000 สปีชีส์ คิดเป็น 8% ของสปีชีส์พืชทั้งหมดบนโลก[27] ในประเทศไทย พบนก 982 ชนิด นอกจากนี้ ยังเป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม และสัตว์เลื้อยคลานกว่า 1,715 สปีชีส์ซึ่งมีการบันทึก[28]

การลักลอบล่าสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ยังเป็นปัญหาสำคัญ นักล่ามักฆ่าสัตว์อย่างเสือโคร่ง เสือดาวและแมวใหญ่อื่นเพื่อเอาหนัง มีการเลี้ยงหรือล่าสัตว์หลายชนิดรวมทั้งเสือโคร่ง หมี จระเข้และงูจงอางเพื่อเอาเนื้อ แม้การค้าสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ผิดกฎหมาย แต่ตลาดนัดจตุจักรในกรุงเทพมหานครยังขึ้นชื่อเรื่องการขายสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อยู่[29]

ประวัติศาสตร์

ดูบทความหลักที่: ประวัติศาสตร์ไทย

ยุคก่อนประวัติศาสตร์

แผนที่แสดงการกระจายทางภูมิศาสตร์ของผู้พูดภาษาตระกูลไท-กะได จะเห็นรูปแบบทั่วไปของการย้ายถิ่นของเผ่าที่พูดภาษาไทตามแม่น้ำและช่องเขาต่าง ๆ[30]:27

มีหลักฐานบ่งชี้ว่ามีมนุษย์อยู่อาศัยในอาณาเขตประเทศไทยปัจจุบันอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุคหินเก่าอย่างน้อยราว 20,000 ปี[31]:4 พบหลักฐานการปลูกข้าวเก่าแก่สุดเมื่อ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล[30]:4 สำริดปรากฏระหว่าง 1,250–1,000 ปีก่อนคริสตกาลโดยคาดว่ารับมาจากตอนใต้ของจีน[30]:4 ประมาณ 500 ปีก่อนคริสตกาลเริ่มปรากฏการใช้เหล็ก[30]:5 อาณาจักรฟูนันเป็นอาณาจักรแรกสุดและทรงอำนาจที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เจริญขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล[31]:5 ต่อมา ชาวมอญอาศัยช่วงที่ฟูนันเสื่อมลงตั้งอาณาจักรของตน คือ อาณาจักรทวารวดีและอาณาจักรหริภุญชัยในคริสต์ศตวรรษที่ 6 ส่วนชาวเขมรตั้งอาณาจักรใหญ่มีศูนย์กลางอยู่ที่อังกอร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 9[31]:7 อาณาจักรตามพรลิงค์เป็นรัฐมลายูที่ควบคุมการค้าผ่านช่องแคบมะละกาที่ทรงอำนาจที่สุด เจริญขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 10[31]:5

หลักฐานจีนบันทึกถึงชาวไทครั้งแรกในศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล มีการถกเถียงกันว่า อาณาจักรน่านเจ้าเป็นอาณาจักรของคนไทหรือไม่ เดิมมีแนวคิดเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของชนชาติไทอยู่หลายแนวคิด ปัจจุบันแนวคิดที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือ คนไทมาจากเวียดนามเหนือบริเวณเดียนเบียนฟู[32] สังคมตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำ เป็นสังคมแบบล่าสัตว์-เก็บของป่าเป็นหลักและนับถือผี มีบันทึกว่าหญิงมีสถานภาพทางสังคมสูง สามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้[32] ราวคริสต์ศตวรรษที่ 11 เริ่มมีคนไทมาอยู่อาศัยในอาณาเขตประเทศไทยปัจจุบันซึ่งในเวลานั้นมีอาณาจักรมอญและเขมรอยู่[32] ทำให้วัฒนธรรมไทยได้รับอิทธิพลจากอินเดีย มอญและเขมร[33]

อาณาจักรสุโขทัยและแคว้นต่าง ๆ

ดูบทความหลักที่: อาณาจักรสุโขทัย และ อาณาจักรล้านนา
เขตอิทธิพลในแหลมอินโดจีน ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13

เมื่อจักรวรรดิขแมร์เสื่อมอำนาจเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13[34] ทำให้เกิดรัฐใหม่ขึ้นเป็นจำนวนมากในเวลาไล่เลี่ยกัน อาทิ ชาวไท มอญ เขมร และมลายู นักประวัติศาสตร์ไทยเริ่มถือเอาสมัยอาณาจักรสุโขทัย นับตั้งแต่ปี 1781 เป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ชาติไทย ซึ่งตรงกับสมัยรุ่งเรืองของอาณาจักรล้านนาและอาณาจักรล้านช้าง อาณาจักรสุโขทัยมีการปกครองแบบปิตุราชาที่ผู้ปกครองใกล้ชิดกับคนในบังคับ อาณาจักรสุโขทัยแผ่ขยายดินแดนออกไปอย่างกว้างขวางในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ผู้ประดิษฐ์อักษรไทย มีเครื่องดินเผาสวรรคโลกเป็นสินค้าออกสำคัญ แต่เสถียรภาพของอาณาจักรได้อ่อนแอลงภายหลังการสวรรคตของพระองค์ ในรัชกาลพญาลิไท อาณาจักรรับอิทธิพลของศาสนาพุทธนิกายเถรวาทแบบลังกาวงศ์

ส่วนเหนือขึ้นไป พญามังรายซึ่งสืบราชสมบัติหิรัญนครเงินยางเชียงราว ทรงตั้งอาณาจักรล้านนาขึ้นในปี 1839 ทรงรวบรวมแว่นแคว้นขึ้นในแถบลุ่มแม่น้ำปิง พระมหากษัตริย์ล้านนาล้วนสืบเชื้อสายจากพระองค์ต่อเนื่องกันกว่าสองศตวรรษ และสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการแต่งงานกับเจ้าเมืองต่าง ๆ จรดแม่น้ำน่านทางทิศตะวันออกและเหนือแม่น้ำโขงขึ้นไป[35]:8 ส่วนบริเวณเมืองท่าบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีการตั้งสหพันธรัฐในบริเวณเพชรบุรี สุพรรณบุรี ลพบุรีและอยุธยาในคริสต์ศตวรรษท่ี่ 11[35]:8

อาณาจักรอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ตอนต้น

อาณาจักรอยุธยากำเนิดจากจากอาณาจักรละโว้และอาณาจักรสุวรรณภูมิที่อยู่ใกล้เคียง พระเจ้าอู่ทองทรงก่อตั้งอาณาจักรอยุธยาเมื่อปี 1893 การขยายอาณาเขตช่วงแรกอาศัยการพิชิตดินแดนและการอภิเษกทางการเมือง ในปี 1895 และ 1936 อาณาจักรอยุธยายกทัพไปตีเมืองพระนคร เมืองหลวงของจักรวรรดิขแมร์ ได้ทั้งสองครั้ง[36]:236–7 ทำให้อาณาจักรอยุธยาเป็นมหาอำนาจแทนจักรวรรดิขแมร์ การเข้าแทรกแซงสุโขทัยอย่างต่อเนื่องทำให้สุโขทัยตกเป็นประเทศราชและส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยาตามลำดับ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงปฏิรูปการปกครองใหม่ ซึ่งบางส่วนได้ใช้มาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงสถาปนาระบบศักดินา อย่างไรก็ตาม อาณาจักรอยุธยาไม่ใช่รัฐเดี่ยว แต่เป็นเครือข่ายราชรัฐและจังหวัดบรรณาการที่สวามิภักดิ์ต่อพระมหากษัตริย์อยุธยาตามระบบมณฑล[37]:355 เนื่องจากขาดกฎสืบราชสมบัติและระบบคุณธรรมนิยม เมืื่อใดที่มีการผลัดแผ่นดินจะมีเจ้าหรือขุนนางทรงอำนาจยกทัพเข้าเมืองหลวงเพื่ออ้างสิทธิ์ทำให้เกิดการนองเลือดบ่อยครั้ง[38] ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 อยุธยาพยายามยกทัพไปตีรัฐสุลต่านมะละกาทางใต้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ[31]:11, 13

การยึดครองมะละกาของโปรตุเกสในปี 2054 ทำให้กรุงศรีอยุธยาเริ่มติดต่อกับชาติตะวันตก[39] ขณะเดียวกัน ราชวงศ์ตองอูของพม่าเริ่มมีอำนาจมากขึ้น กระทั่งขยายดินแดนมายังกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้และพระเจ้าบุเรงนอง การสงครามยืดเยื้อนับสิบปีส่งผลให้กรุงศรีอยุธยาตกเป็นประเทศราชของอาณาจักรตองอูในปี 2112[40] สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้เวลา 15 ปีสร้างภาวะครอบงำในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาอีกครั้งหนึ่ง[35]:11

จากนั้น กรุงศรีอยุธยาได้รุ่งเรืองถึงขีดสุด[41] ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของอยุธยารุ่งเรืองขึ้นอย่างมากในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับฝรั่งเศส ฮอลันดา และอังกฤษ ผู้เดินทางชาวยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 16 และ 17 ยกอาณาจักรอยุธยาว่าเป็นสามมหาอำนาจแห่งเอเชียร่วมกับจีนและอินเดีย[30]:ix อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของชาวต่างชาติในกรุงศรีอยุธยาที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ชนชั้นสูง ในปี 2231 เกิดการปฏิวัติ หลังจากนั้นการติดต่อกับชาติตะวันตกก็ซบเซาลง[42]

อาณาจักรอยุธยาเริ่มเสื่อมอำนาจลงราวพุทธศตวรรษที่ 24 ความขัดแย้งภายในติด ๆ กันหลายรัชกาล และการสงครามกับราชวงศ์คองบอง (อลองพญา) จนส่งผลให้เสียกรุงครั้งที่สองเมื่อปี 2310 ซึ่งก่อนหน้านั้นกรุงศรีอยุธยาว่างเว้นจากศึกสงครามมากว่า 150 ปี[43]:22 หลังจากนั้นบ้านเมืองแตกออกเป็นก๊กเป็นเหล่ารวมทั้งสิ้น 5 ก๊ก ในปีเดียวกัน เจ้าตากได้รวบรวมไพร่พลขับไล่พม่า และย้ายราชธานีมาอยู่ที่กรุงธนบุรี พระองค์ทรงรวบรวมแผ่นดินให้อยู่ภายใต้พระองค์ ด้านสงครามภายนอก กองทัพธนบุรีสามารถขับไล่พม่าออกจากล้านนาได้ในปี 2318 และยึดกรุงเวียงจันทน์ได้ในปี 2321 อาณาจักรธนบุรีมีอายุเพียง 15 ปีและสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียว หลังเกิดความขัดแย้งช่วงปลายรัชกาล พระองค์และพระราชโอรสทั้งหลายทรงถูกสำเร็จโทษโดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ผู้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2325

กรุงรัตนโกสินทร์ การปรับให้ทันสมัยและการรวบอำนาจปกครอง

การยกดินแดนให้ฝรั่งเศสและอังกฤษ ระหว่างปี 2393–2451

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กรุงรัตนโกสินทร์สามารถป้องกันการเข้าตีของพม่า และยุติการบุกครองของพม่า ก่อนพระองค์สวรรคตสามารถสถาปนาอำนาจปกครองเหนือพื้นที่ไพศาลอันเป็นที่ตั้งของประเทศลาวและกัมพูชาปัจจุบัน[44] ในปี 2364 จอห์น ครอว์เฟิร์ดถูกส่งมาเจรจาความตกลงการค้าฉบับใหม่กับกรุงรัตนโกสินทร์ซึึ่งเป็นสัญญาณแรกของปัญหาที่จะครอบงำการเมืองสยามในคริสต์ศตวรรษที่ 19[45]

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เซอร์จอห์น เบาริ่ง ราชทูตอังกฤษ ได้เข้ามาทำสนธิสัญญาเบาว์ริง ซึ่งเป็นสนธิสัญญาไม่เป็นธรรมฉบับแรก ๆ อันนำมาสู่การทำสนธิสัญญากับชาติอื่นด้วยเงื่อนไขที่คล้ายกัน[46] หากก็นำมาซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจในกรุงเทพมหานครและการค้าระหว่างประเทศ[47] ต่อมา การคุกคามของจักรวรรดินิยมทำให้สยามยอมยกดินแดนประเทศราชให้ฝรั่งเศสและบริเตนในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และดำรงบทบาทของตนเป็นรัฐกันชนระหว่างเจ้าอาณานิคมทั้งสอง[48] หากแม้จะถูกกดดันอย่างหนักจากชาติมหาอำนาจ สยามก็ยังสามารถธำรงตนเป็นรัฐเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งไม่ตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก แต่ก็ต้องรับอิทธิพลจากประเทศตะวันตกเข้ามาอย่างมาก จนนำไปสู่การปฏิรูปทางสังคมและวัฒนธรรม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาระบบมณฑลเทศาภิบาลซึ่งมีการส่งข้าหลวงจากส่วนกลางไปปกครองดินแดนส่วนต่าง ๆ และยุติอำนาจของเจ้าท้องถิ่น รวมทั้งการเลิกทาสและไพร่ซึ่งเป็นพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่ี่ขึ้นชื่อที่สุด

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้สยามเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดยอยู่ฝ่ายเดียวกับฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้ประเทศได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ นำไปสู่การแก้ไขสนธิสัญญาอันไม่เป็นธรรมทั้งหลายเพื่อให้ชาติมีอธิปไตยอย่างแท้จริง แต่กว่าจะเสร็จก็ล่วงถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล[49]

ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ สงครามโลกครั้งที่สอง และสงครามเย็น

วันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรนำปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทำให้คณะราษฎรเข้ามามีบทบาททางการเมือง ปลายปี 2476 เกิดกบฏบวรเดช ซึ่งหวังเปลี่ยนแปลงการปกครองกลับสู่สมบูรณาญาสิทธิราช แต่ล้มเหลว ปี 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีความเห็นไม่ลงรอยกับรัฐบาลจึงทรงสละราชสมบัติในปี 2478 สภาผู้แทนราษฎรเลือกพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลเป็นพระมหากษัตริย์ ซึ่งขณะนั้นทรงศึกษาอยู่ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์

เดือนธันวาคม 2481 จอมพล แปลก พิบูลสงคราม ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และกองทัพเริ่มมีอำนาจมากขึ้น รัฐบาลรับแนวคิดแบบฟาสซิสต์มาใช้และเริ่มต่อต้านชาวจีน วันที่ 23 มิถุนายน 2482 มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก "สยาม" มาเป็น "ไทย" ในปี 2484 เกิดสงครามขนาดย่อมขึ้นระหว่างวิชีฝรั่งเศสกับไทย ทำให้ไทยได้ดินแดนเพิ่มจากลาวและกัมพูชา วันที่ 8 ธันวาคม ปีเดียวกัน ประเทศญี่ปุ่นบุกครองไทย และรัฐบาลลงนามเป็นพันธมิตรทางทหารกับญี่ปุ่น และประกาศสงครามกับสหรัฐและสหราชอาณาจักร มีการตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้นทั้งในและต่างประเทศเพื่อต่อต้านรัฐบาลและการยึดครองของญี่ปุ่น ในปี 2487 กรุงเทพมหานครถูกฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์และประสบความยากลำบากทางเศรษฐกิจ ประเทศญี่ปุ่นยอมจำนนเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2488 หลังสงคราม ประเทศไทยลงนามความตกลงสมบูรณ์แบบเพื่อเลิกสถานะสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร

พระราชพิธีราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ในเดือนมิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลเสด็จสวรรคตอย่างเป็นปริศนา และสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลเดชทรงสืบราชสมบัติต่อมา

ในปี 2497 ประเทศไทยลงนามเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีโต้) เป็นพันธมิตรกับสหรัฐ ในปี 2500 เกิดรัฐประหารโดยมีจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหัวหน้า ทำให้คณะราษฎรหมดอำนาจ จอมพลสฤษดิ์เพิ่มพูนอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ และรื้อฟื้นพระราชประเพณีต่าง ๆ เช่น พระราชพิธีแรกนาขวัญ การมอบกราบ เป็นต้น รัฐบาลสหรัฐสนับสนุนรัฐบาลสฤษฎิ์มาก และในปี 2504 หลังสหรัฐเข้าสงครามเวียดนาม รัฐบาลไทยทำข้อตกลงลับโดยส่งทหารเข้าสู่ประเทศลาวและเวียดนาม รวมทั้งอนุญาตให้สหรัฐเข้ามาตั้งฐานทัพอากาศในประเทศเพื่อใช้ทิ้งระเบิดประเทศเวียดนามเหนือ ฝ่ายเวียดนามเหนือตอบโต้โดยให้การสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

สงครามเวียดนามเร่งให้เกิดการทำให้ทันสมัยและการกลายเป็นตะวันตกของสังคมไทย ประเทศไทยเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตก มีการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างมากและมีการอพยพจากชนบทสู่เมืองเพื่อหางาน แต่ราษฎรในชนบทยังยากจน มีการเคลื่อนไหวคัดค้านรัฐบาลของนิสิตนักศึกษาที่เรียก ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เริ่มในปี 2511 และในเดือนตุลาคม 2514 มีการชุมนุมใหญ่และมีการสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิต ที่เรียก "เหตุการณ์ 14 ตุลา" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงแต่งตั้งสัญญา ธรรมศักดิ์เป็นนายกรัฐมนตรีนับว่าพระมหากษัตริย์เข้ามาบทบาททางการเมืองโดยตรงครั้งแรกนับแต่ปี 2475[11] ผลของเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดประชาธิปไตยระบบรัฐสภาช่วงสั้น ๆ[11] ที่มักเรียกว่า "ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน"

ร่วมสมัย

ปลายปี 2519 การเคลื่อนไหวของนักศึกษาเอียงเป็นฝ่ายซ้ายมากขึ้น ฝ่ายกองทัพและพรรคการเมืองฝ่ายขวาเริ่มโฆษณาชวนเชื่อกล่าวหาว่านักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ ความตึงเครียดระหว่างคนงานและเจ้าของโรงงานรุนแรงขึ้นและขบวนการสิทธิพลเมืองเคลื่อนไหวมากขึ้นหลังปี 2516 เหตุการณ์ลงเอยด้วยการสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ใน "เหตุการณ์ 6 ตุลา" วันเดียวกัน เกิดรัฐประหาร แล้วมีการแต่งตั้งธานินทร์ กรัยวิเชียรเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีแนวคิดขวาจัด เขาดำเนินการกวาดล้างมหาวิทยาลัย สื่อและข้าราชการ มีปัญญาชน ฝ่ายซ้ายและนักศึกษาเข้ากับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเพิ่มขึ้น ปีต่อมา เกิดรัฐประหารอีกครั้งแล้วเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 2521 รัฐบาลเกรียงศักดิ์เสนอนิรโทษกรรมต่อนักคอมมิวนิสต์ไทย และเขาเยือนประเทศจีนและทำข้อตกลงเพื่อยุติการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย การสู้รบกับคอมมิวนิสต์ยุติลงอย่างสิ้นเชิงเมื่อปี 2523[50] ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2531[12]

ในปี 2534 คณะทหารที่เรียก คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ รัฐประหารโค่นรัฐบาลพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ โดยอ้างว่ามีการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างหนัก หลังการเลือกตั้งทั่วไปปี 2535 พรรคร่วมรัฐบาลเสนอชื่อพลเอก สุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งที่ปฏิเสธก่อนหน้านี้ ทำให้เกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาล เกิดการสลายการชุมนุมทำให้มีผู้เสียชีวิต เรียก "พฤษภาทมิฬ" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชรับสั่งให้พลเอก สุจินดา คราประยูร และพลตรี จำลอง ศรีเมือง เข้าเฝ้า แล้วหลังจากนั้นพลเอกสุจินดาก็ลาออก

ปี 2540 เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินที่เรียก "วิกฤตต้มยำกุ้ง" ทำให้ไทยต้องกู้ยืมเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ต่อมา ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสองสมัยติดต่อกัน เขาเป็นนายกรัฐมนตรีที่เป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุด ได้ดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจจนประสบผลหลายอย่าง แต่ก็ตกเป็นที่กล่าวหาอย่างกว้างขวางเช่นกัน ในปี 2547 เกิดคลื่นสึนามิพัดถล่มภาคใต้และเริ่มต้นความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้อีกครั้ง เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองขึ้นโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ต้องการให้ทักษิณพ้นจากตำแหน่งระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่สอง ในปี 2549 มีรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณ รัฐบาลทหารปกครองประเทศหนึ่งปีจนมีการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปในปี 2550

พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปในปี 2550 และจัดตั้งรัฐบาล ต่อมา พธม. จัดการชุมนุมใหญ่ในปี 2551 ซึ่งมีการปิดท่าอากาศยานดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรครัฐบาล 3 พรรค หลังจากนั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนทักษิณ ชุมนุมประท้วงรัฐบาลในปี 2552 และ 2553 ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2554 ผลปรากฏว่าพรรคเพื่อไทย นำโดยยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้ง และเป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล ในปีเดียวกัน เกิดมหาอุทกภัย มีพื้นที่ประสบภัย 65 จังหวัด

ปลายปี 2556 เกิดวิกฤตการณ์การเมืองรอบใหม่ มีสาเหตุหลักจากสภาผู้แทนราษฎรผลักดันร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ[51] เกิดการชุมนุมประท้วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลยุบสภาผู้แทนราษฎร และจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 แต่ศาลรัฐธรรมนูญเพิกถอนการเลือกตั้ง วันที่ 20 พฤษภาคม กองทัพบกประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ และอีกสองวันต่อมาได้ ยึดอำนาจการปกครองประเทศ ต่อมาระหว่างการปกครองของรัฐบาลทหาร ในปี 2560 มีการออกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับล่าสุดหลังการลงประชามติเมื่อปีก่อน

การเมืองการปกครอง

พระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร.jpeg General Prayut Chan-o-cha (cropped).jpg
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ
บดินทรเทพยวรางกูร

พระมหากษัตริย์ตั้งแต่ปี 2559
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2557

เดิมประเทศไทยมีการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ตั้งแต่สมัยอาณาจักรอยุธยาเป็นต้นมา มีการปกครองแบบรวมศูนย์เด็ดขาดตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว[52] ครั้นวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรปฏิวัติในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้วเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ

ในปี 2560 ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 20 ฉบับ นับเป็นประเทศที่มีรัฐธรรมนูญมากที่สุดในทวีปเอเชีย ประเทศไทยขาดเสถียรภาพทางการเมืองสูงและมีรัฐประหารหลายครั้ง หลังเปลี่ยนรัฐบาลสำเร็จ รัฐบาลทหารมักยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเก่าและร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีการเปลี่ยนสมดุลอำนาจฝ่ายการปกครองเรื่อยมา นอกจากนี้ พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ยังเปลี่ยนไปตามรัฐธรรมนูญด้วย[53] ประเทศไทยมีรัฐประหารมากเป็นอันดับ 4 ของโลก[54] และมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี 2559 "ประเทศไทยมีทหารหรืออดีตทหารเป็นนายกรัฐมนตรีในประเทศไทยเป็นเวลา 57 จาก 85 ปีนับแต่ล้มสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปี 2475"[55]

ในทางพฤตินัย ปัจจุบันประเทศไทยปกครองในระบอบเผด็จการทหาร ในปี 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ต่อมา มีประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลง ต่อมาในปี 2560 มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ในรัฐธรรมนูญดังกล่าว ระบุว่า ประเทศไทยมีรูปแบบรัฐเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา หรือใช้ว่า ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยกำหนดรูปแบบองค์กรบริหารอำนาจทั้งสามส่วนดังนี้

สำหรับราชการส่วนท้องถิ่น มีการแบ่งเป็นผู้บริหารท้องถิ่นและสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งข้าราชการฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนแทบทุกระดับ

ระบบพรรคการเมืองของไทยเป็นแบบหลายพรรค นายกรัฐมนตรีมาจากพรรคการเมืองต่าง ๆ แต่ก็มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากรัฐประหารหลายคน หลัง พ.ศ. 2544 มีพรรคการเมืองครอบงำสองพรรค คือ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเปลี่ยนมาจากพรรคพลังประชาชนและพรรคไทยรักไทยตามลำดับ และพรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองซึ่งเป็นพันธมิตรทางการเมืองของ ทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งทั่วไปทุกครั้งตั้งแต่ปีนั้น พรรคการเมืองอื่น เช่น พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา เป็นต้น

การแบ่งเขตการปกครอง

ประเทศไทยแบ่งเขตการบริหารออกเป็น (1) ราชการส่วนกลาง ได้แก่ กระทรวง, ทบวง และกรม (2) ราชการส่วนภูมิภาค ประกอบด้วย 76 จังหวัด 878 อำเภอ 7,255 ตำบล[9] จังหวัดล่าสุดของประเทศไทย คือ จังหวัดบึงกาฬซึ่งแยกจากจังหวัดหนองคายในปี 2554 และ (3) ราชการส่วนท้องถิ่น ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด, เทศบาล, องค์การบริหารส่วนตำบล, กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา

แผนที่ประเทศไทยแบบคลิกได้ เมื่อคลิกที่ชื่อจังหวัดแล้วจะลิงก์ไปบทความจังหวัดนั้น ๆ

จังหวัดเชียงราย จังหวัดพะเยา จังหวัดน่าน จังหวัดแพร่ จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดลำปาง จังหวัดลำพูน จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดเลย จังหวัดหนองคาย จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครพนม จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดยโสธร จังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดสุโขทัย จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดพิจิตร จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดชัยนาท จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดลพบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดสระบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนครนายก จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดสระแก้ว จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด จังหวัดตาก จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดระนอง จังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดตรัง จังหวัดพัทลุง จังหวัดสตูล จังหวัดสงขลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาสMap TH provinces by geographic.png
เกี่ยวกับภาพนี้


การแบ่งจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศไทยออกเป็น 6 ภาคแบบราชบัณฑิตยสถานโดยใช้เกณฑ์ด้านภูมิศาสตร์[56]

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีบทบาทมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ โดยเข้าไปมีส่วนร่วมในองค์การระหว่างประเทศและองค์การท้องถิ่น ประเทศไทยเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐมาตั้งแต่การลงนามองค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2497 ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และมีความสัมพันธ์กับประเทศสมาชิก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า การธนาคาร การเมือง และด้านวัฒนธรรม นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้ให้ความร่วมมือกับองค์การท้องถิ่น อาทิ องค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป[57]

ประเทศไทยลงนามความตกลงการค้าเสรีทวิภาคีกับประเทศบาห์เรน จีน เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ชิลี และเปรู และความตกลงการค้าเสรีกับประเทศอาเซียน และความตกลงการค้าพหุภาคี (ในฐานะอาเซียน) กับประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์[58] สมัยนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ประกาศว่าประเทศไทยจะเลิกรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศและทำงานร่วมกับประเทศผู้บริจาคเพื่อช่ว่ยพัฒนาประเทศพื้นบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ทักษิณมุ่งให้ประเทศไทยเป็นผู้นำภูมิภาค แต่เขาก็สร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเผด็จการทหารพม่า รวมทั้งการให้สินเชื่อ[59] ในสมัยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประเทศไทยมีข้อพิพาทกับประเทศกัมพูชาเหนือความเป็นเจ้าของปราสาทพระวิหาร เกิดกรณีพิพาทพรมแดนระหว่างปี 2551–2554 หลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับชาติตะวันตกเสื่อมลง และไทยหันไปเข้ากับประเทศจีนมากขึ้น[60]

กองทัพ

ดูบทความหลักที่: กองทัพไทย

พระมหากษัตริย์ดำรงตำแหน่งจอมทัพไทยโดยนิตินัย ในทางปฏิบัติ กองทัพอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของกระทรวงกลาโหม มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้สั่งการ และอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกองบัญชาการกองทัพไทย โดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นผู้บัญชาการ กองทัพไทยแบ่งออกเป็น 3 เหล่าทัพ ได้แก่ กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ทุกวันนี้กองทัพไทยมีกำลังทหารทั้งสิ้น 1,025,640 นาย และมีกำลังหนุนกว่า 200,000 นาย และมีกำลังกึ่งทหารประจำการกว่า 113,700 นาย[61] ในปี 2558 เครดิตสวิสจัดอันดับว่าประเทศไทยมีดัชนีกำลังทางทหารสูงเป็นอันดับที่ 16 ของโลก[62] งบประมาณกลาโหมเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าจาก 78,100 ล้านบาทในปี 2548 เป็น 207,000 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2559 คิดเป็นประมาณร้อยละ 1.5 ของจีดีพี[63][64]

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติไว้ว่าการป้องกันประเทศเป็นหน้าที่ของพลเมืองไทยทุกคน[65] ชายไทยทุกคนมีหน้าที่รับราชการทหาร โดยชายสัญชาติไทยต้องไปแสดงตนเพื่อลงบัญชีทหารกองเกินในปีที่อายุย่างเข้าสิบแปดปี และจักมีสภาพเป็นทหารกองเกิน[66] กองทัพจะเรียกเกณฑ์ทหารกองเกินชายซึ่งมีอายุย่างเข้า 21 ปี[67] ส่วนทหารกองเกินที่เป็นนักศึกษาวิชาทหารจะได้รับการยกเว้นการเรียกเข้ามาตรวจเลือกเพื่อเข้ารับราชการทหารกองประจำการในยามปกติ[68]

ประเทศไทยยังเคยส่งทหารเข้าร่วมในกองกำลังนานาชาติในติมอร์ตะวันออก, อัฟกานิสถาน, อิรัก, บุรุนดี[69] และปัจจุบัน ในดาร์ฟูร์ ประเทศซูดาน[70]

กองทัพไทยขึ้นชื่อเรื่องมีทหารทุจริต เช่น จากกรณีการซื้อยุทธภัณฑ์ไม่ได้มาตรฐานหรือแพงเกิน การลักลอบค้ามนุษย์[71] รวมทั้งการใช้เส้นสายฝากตั้งญาติเป็นนายทหาร ซึ่งพลเอก ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม แถลงว่า หลายคนในกองทัพก็ทำ[72]

อาชญากรรมและการบังคับใช้กฎหมาย

คดีอาชญากรรมรวมทั่วประเทศเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเดือนละประมาณร้อยละ 1.3 ระหว่างเดือนมกราคม 2540 – ธันวาคม 2554 ในช่วงนโยบายปราบปรามยาเสพติดของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร (กุมภาพันธ์–เมษายน 2546) อาชญากรรมยาเสพติดลดลงร้อยละ 64.6 แต่การฆ่าคนและอาชญากรรมอื่นต่อบุคคลเพิ่มขึ้น[73]:162 จังหวัดชลบุรีและภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีอาชญากรรมสูงสุดสองอันดับแรก แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่อาชญากรรมรุนแรง[73]:162 อัตราชำระคดี (clear-up) ของตำรวจโดยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 86.78 ระหว่างปี 2550–2554[73]:163 จำนวนแรงงานเข้าเมืองมิชอบด้วยกฎหมายแปรผันตรงกับอัตราอาชญากรรมถ่วงน้ำหนัก ส่วนคะแนนทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ จำนวนพระภิกษุและความหนาแน่นของประชากรแปรผกผันกับอัตราอาชญากรรมถ่วงน้ำหนัก[73]:163 ประเทศไทยมีปัญหาจำนวนอาวุธปืน ชาวไทยประมาณร้อยละ 10 เป็นเจ้าของปืน และมีอัตราการเสียชีวิตเกี่ยวกับปืนที่มีรายงานสูงสุดในทวีปเอเชีย[74] สหประชาชาติวิจารณ์ประเทศไทยว่าไม่สามารถขจัดความเป็นทาสและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในภาคประมง[75]

สถิติปี 2555 พบว่าชาวไทยประสบเหตุอาชญากรรม 152,228 คน เป็นอาชญากรรมต่อทรัพย์สินมากที่สุด (ร้อยละ 92.5)[76]:v ทรัพย์สินที่ถูกขโมยส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินที่สามารถนำติดตัวไปได้ นอกจากนั้นเป็นเครื่องใช้นอกและในบ้าน เครื่องประดับ เป็นต้น[76]:vi ประสบเหตุอาชญากรรมต่อชีวิตและร่างกาย 7,879 คน เป็นการถูกทำร้ายร่างกายมากที่สุด (ร้อยละ 79.8)[76]:vii ส่วนใหญ่ผู้ประสบเหตุอาชญากรรมไม่ได้แจ้งตำรวจ โดยเฉลี่ยร้อยละ 66.6 ยกเว้นอาชญากรรมทางเพศและอาชญากรรมต่อชีวิตและร่างกายที่มีการแจ้งตำรวจเกินครึ่ง (ร้อยละ 67.2 และ 55 ตามลำดับ)[76]:26 สาเหตุที่ไม่แจ้งส่วนใหญ่ (ร้อยละ 64.8) ระบุว่า คิดว่าตำรวจไม่สามารถช่วยได้[76]:27

มีรายงานว่า กำลังความมั่นคงบางครั้งใช้กำลังเกินกว่าเหตุและถึงตายต่อผู้ต้องสงสัยและมีวิสามัญฆาตกรรม การฆ่าคนตามอำเภอใจและการฆ่าคนไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งมีรายงานว่า บางครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารทรมานและทุบตีผู้ต้องสงสัยเพื่อรีดคำสารภาพ และหนังสือพิมพ์รายงานกรณีที่พลเมืองกล่าวหาเจ้าหน้าที่ความมั่นคงกรณีดังกล่าว[77] ประเทศไทยมีผู้ต้องขังประมาณ 306,000 คนในปี 2559[77] ผู้ต้องขังก่อนพิจารณาคดีในศาลคิดเป็นร้อยละ 18 ของประชากรเรือนจำ ในปีงบประมาณ 2559 มีผู้เสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัว 762 คน[77] ประกาศ คสช. ให้อำนาจทหารกักขังบุคคลได้โดยไม่ตั้งข้อหาหรือการพิจารณาคดีไม่เกินเจ็ดวัน[77] นอกจากนี้ ยังมีประกาศ คสช. ให้อำนาจทหารยศร้อยโทขึ้นไปมีอำนาจของตำรวจในคดีอาญา 27 ชนิด[77] มีหลายกรณีที่กล่าวหาว่าตำรวจใช้อำนาจมิชอบ แต่ผู้ถูกกล่าวหามักไม่ถูกลงโทษ[77] ในศาลพลเรือน รัฐบาลจัดหาความช่วยเหลือทางกฎหมาย แต่ความช่วยเหลือดังกล่าวมีรายงานว่ามีคุณภาพต่ำ[77]

ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงต่อการฉ้อราษฎร์บังหลวงในหลายภาคส่วนของประเทศ[75] ธุรกิจระบุว่ามีการจ่ายสินบนเพื่อให้ได้คำวินิจฉัยที่เป็นประโยชน์กับตน หลังรัฐประหารปี 2557 ฝ่ายตุลาการถูกทำให้เป็นเรื่องการเมืองอย่างสูง กระบวนการทางกฎหมายในประเทศไทยมักช้าและบางทีมีการใช้วิธีการนอกกฎหมายเพื่อมีผลต่อคำพิพากษา[75] ฝ่ายความมั่นคงในประเทศไทยมีชื่อเสียงว่าเป็นสถาบันที่ฉ้อฉลที่สุดในประเทศเนื่องจากความพัวพันกับการเมืองและระบบอุปถัมภ์[75] บริษัทที่ไม่จ่ายค่าอำนวยความสะดวกแก่ข้าราชการอาจเสียเปรียบด้านการแข่งขันเทียบกับบริษัทอื่น[75] มีรายงานว่าการฮั้วประมูลทำให้เกิดการแข่งขันประมูลสัมปทานของรัฐอย่างไม่เป็นธรรม[75] การบังคับใช้กฎหมายในประเทศไทยมีความผันแปรและการดำเนินคดีการฉ้อราษฎร์บังหลวงระดับสูงมีรายงานว่ามีแรงจูงใจทางการเมือง[75]

ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทยมีการเรียกว่า "อาจเป็นกฎหมายอาญาว่าด้วยการหมิ่นประมาทที่รุนแรงที่สุดในโลก"[78] และ "โหด"[79] องค์การนิรโทษกรรมสากลถือว่าผู้ถูกจำคุกฐานดังกล่าวเป็นนักโทษการเมือง[80] คณะทำงานว่าด้วยการกักขังโดยพลการของสหประชาชาติถือว่าการกักขังก่อนพิจารณาคดีถือว่าละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ[81]

เศรษฐกิจ

ดูบทความหลักที่: เศรษฐกิจไทย
เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจที่สำคัญ
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในรูปตัวเงิน 11.375 ล้านล้านบาท (2555) [82]
การเติบโตของจีดีพี 2.9% (2556) [83]
ดัชนีราคาผู้บริโภค 0.19% (ทั่วไป)
0.74% (พื้นฐาน) (2559)
[84]
อัตราการว่างงาน 1.0% (2559) [84]
หนี้สาธารณะรวม 6.37 ล้านล้านบาท (ธ.ค. 2560) [85]
ความยากจน 13.15% (2554) [86]
กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงและศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ

ประเทศไทยมีเศรษฐกิจแบบผสม ประเทศไทยมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากประเทศอินโดนีเซีย ในปี 2556 กองทุนการเงินระหว่างประเทศรายงานว่า ประเทศไทยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในรูปตัวเงินเป็นอันดับที่ 29 ของโลก อยู่ที่ 387,156 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[87] และมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่ความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อเป็นอันดับที่ 24 ของโลก อยู่ที่ 673,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[88] ประเทศไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ และเพิ่งเป็นประเทศมีรายได้ปานกลาง-สูงในปี 2554[89]

โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติจัดให้ประเทศไทยเป็น "ผู้ประสบความสำเร็จสูง" ในเอเชียตะวันออก[90] ในปี 2556 ประเทศไทยมีดัชนีการรับรู้การทุจริตค่อนข้างต่ำ โดยอยู่อันดับที่ 102 จาก 177 ประเทศ[91] เมื่อเดือนกันยายน 2557 การสำรวจองค์การต่อต้านทุจริต 12 แห่งในทวีปเอเชียมองว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นองค์การต่อต้านทุจริตเป็นองค์การที่ถูกใช้ทางการเมืองมากที่สุด[92]

ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับที่ 24 ของโลก และมีมูลค่าการนำเข้าเป็นอันดับที่ 23 ของโลก ประเทศคู่ค้าหลัก ได้แก่ ประเทศจีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ออสเตรเลีย ฮ่องกงและเกาหลีใต้[93] เครื่องจักรเป็นทั้งสินค้านำเข้าและส่งออกที่สำคัญที่สุดของไทย[94] ในปี 2556 ประเทศไทยมีการส่งออกสุทธิ 390,957 ล้านบาท[83] ธนาคารโลกเป็นเจ้าหนี้ต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดของไทย[95]

ในปี 2556 จีดีพีมาจากการใช้จ่ายของครัวเรือน 54.4% การใช้จ่ายของรัฐบาล 13.8% การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร 26.7%[83] การส่งออกเป็นสัดส่วน 74% ของจีดีพี[96] ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนต่อจีดีพีมากที่สุดคือ 38.1% ภาคการค้าส่ง ค้าปลีกมีสัดส่วนต่อจีดีพี 13.4% ภาคการขนส่งและการสื่อสารมีสัดส่วนต่อจีดีพี 10.2% ภาคเกษตรกรรมมีสัดส่วนต่อจีดีพี 8.3%[97] ในปี 2552–2553 ประเทศไทยส่งชิ้นส่วนและส่วนประกอบออก ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์เป็นสำคัญ มูลค่า 48,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือ 25% ของมูลค่าการส่งสินค้าออก[90]

ประเทศไทยมีกำลังแรงงาน 39.38 ล้านคน อยู่ในภาคเกษตรกรรมมากที่สุด 15.41 ล้านคน หรือ 39.1% ของกำลังแรงงาน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ค่าแรงขั้นต่ำทางการทุกจังหวัดเป็น 300 บาท อัตราการว่างงานของประเทศอยู่ที่ 1.0%[84] ซึ่งน้อยเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่แนวโน้มแรงงานกว่าครึ่งประกอบอาชีพที่ไม่มั่นคงหรืออาชีพที่ไม่เป็นทางการ[98] กับทั้ง 40% มีปัญหาการทำงานต่ำระดับ[99]

ความเหลื่อมล้ำของรายได้ในประเทศไทยถือว่าสูงสุดประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครัวเรือนที่รวยที่สุด 20% มีรายได้ครัวเรือนเกินครึ่ง ดัชนีจีนีของรายได้ครัวเรือนอยู่ที่ 0.51 ความแตกต่างของระดับการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคเป็นปัจจัยกำหนดความยากจนและความเหลื่อมล้ำของภูมิภาคในประเทศไทย ครอบครัวรายได้น้อยและยากจนกระจุกอยู่ในภาคเกษตรกรรมอย่างมาก และ 90% ของผู้ยากจนอาศัยอยู่ในชนบท[100] กรุงเทพมหานครซึ่งมีผลิตภัณฑ์จังหวัดสูงสุดมีมูลค่าผลิตภัณฑ์จังหวัดเป็น 406.9 เท่าของจังหวัดแม่ฮ่องสอนซึ่งมีน้อยที่สุด

ด้วยการขาดเสถียรภาพจากการประท้วงใหญ่ในปี 2553 การเติบโตของจีดีพีของประเทศไทยอยู่ที่ราว 4–5% ลดลงจาก 5–7% ในรัฐบาลพลเรือนก่อน ความไม่แน่นอนทางการเมืองถูกระบุเป็นสาเหตุหลักของการเสื่อมของความเชื่อมั่นนักลงทุนและผู้บริโภค กองทุนการเงินระหว่างประเทศทำนายว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวอย่างแข็งแรงจากจีดีพีเพิ่มขึ้น 0.1% ในปี 2554 เป็น 5.5% ในปี 2555 และ 7.5% ในปี 2556 เนื่องจากนโยบายการเงินที่อำนวยความสะดวกของธนาคารแห่งประเทศไทย ตลอดจนมาตรการกระตุ้นการคลังรวมที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เสนอ[101] หลังรัฐประหารในประเทศไทยเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 สำนักข่าวทั่วโลกเอเอฟพีจัดพิมพ์บทความซึ่งอ้างว่า ประเทศไทยอยู่ ณ "ขอบภาวะเศรษฐกิจถดถอย" บทความดังกล่าวมุ่งสนใจชาวกัมพูชาเกือบ 180,000 คนที่ออกนอกประเทศเนื่องจากเกรงการจำกัดการเข้าเมือง ก่อนสรุปด้วยสารสนเทศว่าเศรษฐกิจไทยหดตัว 2.1% ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงปลายเดือนมีนาคม 2557[102]

เกษตรกรรม

ดูบทความหลักที่: เกษตรกรรมในประเทศไทย

การพัฒนาการเกษตรตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1960 ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจอุตสาหกรรมของประเทศ[103] ในพื้นที่ชนบท อาชีพเกษตรกรรมคิดเป็นกึ่งหนึ่งของการจ้างงาน[103] ในปี 2555 ประเทศไทยมีที่ดินเพาะปลูกได้ 165,600 ตารางกิโลเมตร คิดเป็น 32.3% ของพื้นที่ประเทศ[104] ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 55% ใช้ปลูกข้าว ในปี 2551 ประเทศไทยส่งข้าวออกราว 10 ล้านตัน คิดเป็นประมาณ 33% ของการค้าข้าวทั่วโลก[105] ข้าวเป็นพืชผลสำคัญสุดของประเทศ และประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งมาช้านาน จนประเทศอินเดียและเวียดนามแซงเมื่อไม่นานนี้[106]

ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางรายใหญ่ที่สุดของโลก[107] คิดเป็นร้อยละ 40 ของยางธรรมชาติโลก[108] พืชที่มีมูลค่าการผลิตสูงสุดอื่น ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง เนื้อไก่ เนื้อหมู มะม่วง มังคุด ฝรั่ง สัปปะรด รวมทั้งพวกผลไม้เขตร้อน[104] กุ้ง ข้าวโพดและถั่วเหลือง[109] ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของโลก และเป็นผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่อันดับ 5 ของโลก[110] ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่สุดในอาเซียน[111]

อุตสาหกรรม

Women wearing gloves and masks on an assembly line
คนงานสายการผลิตในโรงงานในจังหวัดฉะเชิงเทรา

บริษัทเกือบทั้งหมดของไทย กว่า 2.7 ล้านวิสาหกิจ คิดเป็นร้อยละ 99.7 จัดเป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในปี 2560 SME คิดเป็นการจ้างงานร้อยละ 80.3 ของการจ้างงานทั้งหมด (13 ล้านคน) ในปี 2556 สัดส่วนต่อจีดีพีของ SME อยู่ที่ร้อยละ 37.4 มีรายงานว่า SME ร้อยละ 70 ปิดกิจการภายใน "ไม่กี่ปี"[112]:47

อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เป็นภาคส่งออกใหญ่สุดของไทย คิดเป็นประมาณร้อยละ 15 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2557 การส่งออกดังกล่าวรวมมูลค่า 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีคนงานประมาณ 780,000 คนในปี 2558 คิดเป็นร้อยละ 12.2 ของการจ้างงานทั้งหมดในภาคการผลิต แต่ผู้ผลิตกำลังย้ายการผลิตไปยังประเทศที่มีค่าแรงถูกกว่าประเทศไทย[113] อุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยใหญ่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และใหญ่สุดเป็นอันดับที่ 9 ของโลก[114] โดยมีการจ้างงานประมาณ 417,000 ตำแหน่งในปี 2558 คิดเป็นร้อยละ 10 ของจีดีพีประเทศ[115]:12-13 คนงานกว่าร้อยละ 70 ในทั้งสองภาคมีความเสี่ยงสูงต่อการเสียงานให้กับหุ่นยนต์[115]:39[115]:xix

พลังงาน

ดูบทความหลักที่: พลังงานในประเทศไทย
โรงแยกก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ที่จังหวัดระยอง

ประเทศไทยเป็นผู้นำน้ำมันและแก๊สธรรมชาติเข้าสุทธิ มีการผลิตและปริมาณสำรองน้ำมันน้อยและต้องนำเข้าเป็นส่วนใหญ่เพื่อการบริโภค แม้ว่ามีปริมาณสำรองแก๊สธรรมชาติที่พิสูจน์แล้วขนาดใหญ่ แต่ยังต้องนำเข้าเพื่อให้ทันอุปทานในประเทศ การบริโภคพลังงานหลักของประเทศไทยมาจากเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ คิดเป็นกว่า 80% ของทั้งหมด ในปี 2553 ประเทศไทยบริโภคพลังงานจากน้ำมันมากที่สุด (39%) รองลงมาคือ แก๊สธรรมชาติ (31%) ชีวมวลและของเสีย (16%) และถ่านหิน (13%) ในเดือนมกราคม 2556 ออยล์แอนด์แก๊สเจอร์นัล ว่า ประเทศไทยมีน้ำมันสำรอง 453 ล้านบาร์เรลและมีแก๊สธรรมชาติสำรองที่พิสูจน์แล้ว 10.1 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อันดับสองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจากประเทศสิงคโปร์ เชื้อเพลิงดีเซลเป็นสัดส่วนหนึ่งในสามของผลิตภัณฑ์น้ำมัน และเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับการขนส่ง[116]

ในปี 2554 ประเทศไทยมีสมรรถภาพติดตั้งผลิตไฟฟ้าประมาณ 32.4 กิกะวัตต์ โดยผลิตจากแก๊สธรรมชาติมากที่สุด (71%) ประเทศไทยคิดสนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์เพื่อลดการพึ่งพาแก๊สธรรมชาติ แต่หลังภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิในปีนั้น ทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกที่เสนอถูกเลื่อนไปหลังปี 2569[116]

การขนส่ง

ดูบทความหลักที่: การขนส่งในประเทศไทย
แผนที่ถนนในประเทศไทย

ประเทศไทยมีทางหลวงความยาว 390,000 กิโลเมตร[117] และมีเครือข่ายถนน 462,133 สาย[118] ในปี 2560 ประเทศไทยมียานพาหนะจดทะเบียน 37 ล้านคัน เป็นรถจักรยานยนต์ 20 ล้านคัน และมีที่ไม่ได้จดทะเบียนอีกหลายล้านคัน[118] ในปี 2559 ประเทศไทยเป็นประเทศที่การจราจรติดขัดมากที่สุดในโลก[119] สหประชาชาติจัดอันดับถนนในประเทศไทยว่าอันตรายสูงสุดเป็นอันดับสองของโลก โดยมียอดผู้เสียชีวิตจากยานพาหนะกว่า 30,000 คนต่อปี ซึ่งเป็นอัตราต่อหัวสูงสุดเป็นอันดับสองของโลกรองจากประเทศลิเบีย[117] ผู้เสียชีวิตร้อยละ 73 เป็นผู้ขี่รถจักรยานยนต์[118]

ประเทศไทยมีรางรถไฟยาว 4,034 กิโลเมตร และการขนส่งสินค้าทางรางคิดเป็นร้อยละ 1.4 ของน้ำหนักบรรทุกทั้งหมดในปี 2558[117] ในปี 2555 มีผู้โดยสารทางราง 40.8 ล้านคน[120] การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นผู้ดำเนินการเส้นทางรางแห่งชาติของประเทศ ซึ่งถูกมองว่าไร้ประสิทธิภาพและไม่ยอมเปลี่ยนแปลง รถไฟมักช้าและอุปกรณ์ส่วนใหญ่เก่าและมีการบำรุงรักษาไม่ดี ความพยายามของรัฐบาลในการจัดโครงสร้างใหม่และโอนเป็นของเอกชนถูกสหภาพคัดค้านอย่างหนักตลอดมา[121][122] ในช่วงปีหลัง มีความพยายามก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง

ประเทศไทยมีท่าอากาศยานพาณิชย์ 38 แห่ง[123]:3 ในปี 2559 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นท่าอากาศยานที่มีผู้โดยสารมากที่สุดของประเทศและเป็นอันดับที่ 20 ของโลก[124] ประเทศไทยมีทางน้ำในประเทศที่ใช้เดินเรือได้ 3,700 กิโลเมตร แม่น้ำเจ้าพระยาและคลองแสนแสบเป็นวิธีการขนส่งทางน้ำหลัก มีผู้โดยสารกว่า 360,000 คนต่อวัน ท่าเรือหลักของไทย คือ ท่าเรือคลองเตยและแหลมฉบัง

การท่องเที่ยว

ในปี 2560 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 35.38 ล้านคน[125] จำนวนนักท่องเที่ยวเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจากเดิมที่มีชาวต่างชาติ 336,000 ราย และทหารที่เข้ามาพัก 54,000 นายในปี 2510[126] ประเทศที่นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศมากที่สุด ได้แก่ จีน มาเลเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่นและลาว[125]

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศตั้งขึ้นในปี 2522[127] นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีการจัดตั้งตำรวจท่องเที่ยวเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ[125]

ประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก 5 แหล่ง ได้แก่ นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง และป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่

ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 9 ของโลกในด้านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2559[128] รายงานความสามารถแข่งขันการเดินทางและการท่องเที่ยวปี 2558 จัดอันดับประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 35 จาก 141 ประเทศ โดยประเทศไทยมีคะแนนสูงในด้านทรัพยากรธรรมชาติและโครงสร้างพื้นฐานบริการนักท่องเที่ยว แต่มีคะแนนต่ำในด้านความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยและความมั่นคง[129]

การค้าประเวณีและการท่องเที่ยวทางเพศถือเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจ ประมาณการในปี 2546 ระบุมูลค่าไว้ 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณร้อยละ 3 ของเศรษฐกิจ[130] เชื่อว่าเงินนักท่องเที่ยวอย่างน้อยร้อยละ 10 ใช้ค้าประเวณี[131]

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ประเทศไทยจัดเป็นประเทศนวัตกรรมมากที่สุดอันดับที่ 45 ในดัชนีนวัตกรรมบลูมเบิร์กปี 2561[132] ในปี 2556 ประเทศไทยมีรายจ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 0.5 ของจีดีพี เป็นรายจ่ายจากภาครัฐร้อยละ 51.3 และจากภาคเอกชนร้อยละ 48.7 รัฐบาลมีแผนใช้สิ่งจูงใจภาษีเพื่อเพิ่มการลงทุนของเอกชน[133]:74 การวิจัยและพัฒนาในประเทศไทยมีสัดส่วนงานวิจัยประยุกต์สูงกว่างานวิจัยพื้นฐานมาก ข้อมูลในปี 2552 พบว่าประเทศไทยมีนักวิจัย 38,500 คนหรือเทียบเท่าเต็มเวลา (FTE) 22,000 คน[133]:74 ประเทศไทยมีจำนวนงานวิจัยตีพิมพ์มากเป็นอันดับสามในอาเซียน รองจากประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์[133]:75 ในปี 2553 มีผู้ขอจดสิทธิบัตรในประเทศไทย 1,925 ฉบับ และมีการออกให้ 772 ฉบับ เกินครึ่งของผู้ขอจดสิทธิบัตรไม่ใช่พลเมือง และคิดเป็นกว่าร้อยละ 90 ของสิทธิบัตรที่ออกให้[133]:75 ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ลงนามองค์การความร่วมมืออวกาศเอเชีย-แปซิฟิก (APSCO) ซึ่งมีประเทศจีนเป็นผู้นำ[133]:79

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศไทยก้าวหน้าอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2551 องค์กรส่งเสริมการวิจัยสำคัญอย่าง สวทช., สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) ช่วยประสานงานระหว่างมหาวิทยาลัยกับบริษัท อุตสาหกรรมการผลิตของไทยส่วนใหญ่พึ่งพาการผลิตท้องถิ่นของบริษัทต่างชาติ ทำให้มีผลลัพธ์การวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีน้อย[133]:80

จุดแข็งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยอยู่ในสายอาหาร-เทคโนโลยีชีวภาพ-ชีววิทยาศาสตร์-เกษตรศาสตร์ เทคโนโลยีพลังงาน และการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์[134]:103

เศรษฐกิจเงา

ฟรีดริช ชไนเดอร์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวออสเตรีย กล่าวว่า เศรษฐกิจเงาของประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลก[135] เขาประมาณการเศรษฐกิจเงาของประเทศไทยไว้ที่ร้อยละ 40.9 ของจีดีพีจริงในปี 2557 โดยรวมการพนันและอาวุธเบา แต่ไม่รวมยาเสพติด[136] เขานิยามว่า "เศรษฐกิจเงา" หมายถึง สินค้าและบริการชอบด้วยกฎหมายแต่ถูกปิดบังจากทางการ เขาประมาณการว่ามีผู้ให้กู้อย่างไม่เป็นทางการประมาณ 200,000 คนทั่วประเทศ ซึ่งคิดดอกเบี้ยสูงมาก ทำให้เกิดภาระต่อผู้กู้ยืมรายได้น้อย[137]

ประชากรศาสตร์

ดูเพิ่มเติมที่: ประชากรศาสตร์ไทย

ประชากร

ประชากรไทย
ปี ประชากร   ±%  
2453 8,131,247 —    
2462 9,207,355 +13.2%
2472 11,506,207 +25.0%
2480 14,464,105 +25.7%
2490 17,442,689 +20.6%
2503 26,257,916 +50.5%
2513 34,397,371 +31.0%
2523 44,824,540 +30.3%
2533 54,548,530 +21.7%
2543 60,916,441 +11.7%
2553 65,926,261 +8.2%
แหล่งที่มา: [2] สำนักงานสถิติแห่งชาติ

กระทรวงมหาดไทยประมาณว่า ประเทศไทยมีประชากร 65,931,550 คน[138] ซึ่งมากเป็นอันดับที่ 20 ของโลก แต่คาดว่าประชากรจะลดลงก่อนปี 2563[139]:i ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่อัตราเจริญพันธุ์ลดลงเร็วที่สุดในโลก ระหว่างปี 2513 ถึง 2533 อัตราเจริญพันธุ์ระหว่างประเทศลดลงจาก 5.5 เหลือ 2.2 สาเหตุจากการคุมกำเนิด ขนาดครอบครัวที่ปรารถนาลดลง สัดส่วนผู้สมรสลดลง และการสมรสช้า[139]:i ในปี 2552 อัตราเจริญพันธุ์รวมของไทยอยู่ที่ 1.5[139]:4 ในปี 2553 อัตราการเกิดอย่างหยาบอยู่ที่ 13 ต่อ 1,000[139]:31 คาดว่าจำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 15 ภายในปี 2573[139]:32 จำนวนประชากรในวัยทำงานทั้งหมดจะเริ่มลดลงหลังปี 2563[139]:7

จำนวนการเกิดของวัยรุ่นสูงขึ้น โดยสถิติหญิงอายุ 15–19 ปีที่เคยสมรสในปี 2553 มีประมาณ 330,000 คน[139]:28 และในปี 2552 มีจำนวนการเกิดจากแม่อายุไม่เกิน 19 ปีจำนวน 765,000 คน[139]:31 การทำแท้งไม่ชอบด้วยกฎหมายในประเทศไทย ยกเว้นผู้ประกอบกิจแพทย์ภายใต้บางเงื่อนไขเท่านั้น ในปี 2549–2552 มีการทำแท้งชักนำเกิน 60,000 คนต่อปี[139]:28

ประเทศไทยถือว่ามีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ราวร้อยละ 75–95 ของประชากรเป็นชาติพันธุ์ไท ซึ่งรวมสี่ภูมิภาคหลัก คือ ไทยกลางร้อยละ 30 อีสานหรือลาวร้อยละ 22 ล้านนาร้อยละ 9 และใต้ร้อยละ 7 และมีไทยเชื้อสายจีนร้อยละ 14 ของประชากร ที่เหลือเป็นไทยเชื้อสายมลายู ชาวมอญ ชาวเขมร และชาวเขาหลายเผ่า[140] ไทยที่มีบรรพบุรุษจีนบางส่วนมีถึง ร้อยละ 40 ของประชากร[141] ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่รัฐบาลรับรอง 62 กลุ่ม[142]

ในปี 2553 ประเทศไทยมีการมีลักษณะแบบเมืองร้อยละ 34 ซึ่งต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศที่มีเครื่องชี้ภาวะการพัฒนาพอ ๆ กัน[139]:14 การเคลื่อนย้ายของประชากรส่วนใหญ่เป็นแบบชั่วคราวตามฤดูกาล[139]:14 กรุงเทพมหานครเป็นตัวอย่างสุดโต่งของความเป็นเอกนคร (urban primacy) โดยในปี 2536 กรุงเทพมหานครมีประชากรมากกว่านครใหญ่ที่สุดสามอันดับถัดมารวมกันระหว่าง 7.5 ถึง 11 เท่า[139]:14 ผู้ย้ายออกชาวไทยส่วนมากเป็นลูกจ้างทักษะต่ำ โดยม่ีเดินทางไปประเทศปลายทางเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้น้อยลง แต่ตะวันออกกลางและประเทศตะวันตกเพิ่มขึ้น[139]:ix เมื่อปลายปี 2550 มีประมาณการว่าคนต่างด้าวที่อาศัยและทำงานอยู่ในประเทศไทยมี 2.8 ล้านคน ซึ่งจำนวนนี้รวมผู้มีใบอนุญาตทำงานในประเทศ นักเรียนนักศึกษา ผู้มีคู่สมรสชาวไทยและผู้ตั้งถิ่นฐานหลังเกษียณ ตลอดจนนักท่องเที่ยวที่อยู่เกินวีซ่า[139]:ix

เมื่อปี 2553 ในประชากรอายุมากกว่า 13 ปี มีผู้สมรส 38,001,676 คน หม้าย 3,833,699 คน หย่า 670,030 คน และไม่เคยสมรส 16,957,651 คน[143]

นครใหญ่

ศาสนา

ดูเพิ่มเติมที่: ศาสนาในประเทศไทย
ศาสนาในประเทศไทย[145]
ศาสนา %
พุทธ
  
94.6%
อิสลาม
  
4.2%
คริสต์
  
1.1%
อื่น ๆ
  
0.1%

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยไม่ระบุศาสนาใดเป็นศาสนาประจำชาติ รัฐธรรมนูญรับรองเสรีภาพในการนับถือศาสนาของพลเมืองไทยทุกคน แต่กำหนดให้พระมหากษัตริย์ต้องนับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท กฎหมายห้ามกล่าวหมิ่นประมาทศาสนาพุทธรวมถึงพระสงฆ์ และคุ้มครองศาสนสถานและศาสนพิธีของศาสนาอื่น[146] ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 บัญญัติว่า "รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท [...] และต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด" ในช่วงปีหลังมีการเรียกร้องให้บัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ตามสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2557 ประชากรไทยนับถือศาสนาพุทธ ประมาณร้อยละ 94.6[145] ส่วนใหญ่นับถือนิกายเถรวาท ซึ่งถือได้ว่าเป็นศาสนาประจำชาติของประเทศไทยโดยพฤตินัย ทั้งนี้ ประเทศไทยถือได้ว่ามีผู้นับถือศาสนาพุทธมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ในปี 2559 ประเทศไทยมีวัดทั้งสิ้น 40,580 วัด[147] มีพระสงฆ์ 33,749 รูป และสามเณร 6,708 รูปทั่วประเทศ[148] นักวิชาการบางส่วนเชื่อว่าศาสนาพุทธเข้าสู่ประเทศไทยจากอินเดียในรัชกาลพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งราชวงศ์โมริยะในช่วงคริสต์สหัสวรษที่ 1[149]:157

ศาสนาที่มีจำนวนผู้นับถือรองลงมา ได้แก่ ศาสนาอิสลาม มีผู้นับถือประมาณร้อยละ 4.2[145] เป็นนิกายซุนนีร้อยละ 99[150] มุสลิมอาศัยอยู่ในจังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลาและสตูล มากที่สุด[150] แต่มุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้คิดเป็นเพียงร้อยละ 18 ของมุสลิมในประเทศไทย[150] ทั่วประเทศมีมัสยิด 3,406 แห่ง มุสลิมในประเทศไทยส่วนใหญ่มีเชื้อสายมลายู ซึ่งสะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกับประเทศมาเลเซีย[150] เชื่อว่ามีการเผยแผ่ศาสนาอิสลามสู่คาบสมุทรมลายูโดยพ่อค้าอาหรับในคริสต์ศตวรรษที่ 13[150]

มีชาวไทยนับถือศาสนาคริสต์ประมาณร้อยละ 1.1[145] ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 54.56) นับถือนิกายโปรเตสแตนต์[151] ศาสนาคริสต์เข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อประมาณกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 เมื่อมิชชันนารีชาวโปรตุเกสจากมะละกาเข้ามาเผยแผ่ศาสนา[152] นอกจากนี้ ยังมีผู้นับถือศาสนาอื่นอีก เช่น ศาสนาฮินดู ศาสนาซิกข์ ศาสนายูดาห์ ศาสนาบาไฮ รวมประมาณร้อยละ 0.1[145] ชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนพอสมควรยังคงถือศาสนาของชาติพันธุ์จีน รวมทั้งเต๋า ขงจื๊อ และศาสนาพื้นบ้านจีน (เช่น อนุตตรธรรมและเต๋อเจี่ยฮุ่ย) ศาสนาเหล่านี้ไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ และในการศึกษาทางสถิตินับสาวกเป็นพุทธเถรวาท[153] สำหรับประชาคมชาวยิวนั้น มีประวัติยาวนานตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17

การสำรวจของเครือข่ายอิสระทั่วโลก/สมาคมแกลลัประหว่างประเทศ (WIN/GIA) ในปี 2560 พบว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่นับถือศาสนามากที่สุดในโลก โดยมีผู้ระบุตนว่าเป็นศาสนิกชนร้อยละ 98 ไม่เป็นศาสนิกชนร้อยละ 1 และผู้เชื่ออเทวนิยมอีกร้อยละ 1[154]

ภาษา

ดูบทความหลักที่: ภาษาในประเทศไทย
แผนที่ชาติพันธุ์ภาษาในประเทศไทย ปี 2517

ประเทศไทยมีภาษาไทยเป็นภาษาทางการ เป็นภาษาหลักที่ใช้ติดต่อสื่อสาร การศึกษาและเป็นภาษาพูดที่ใช้กันทั่วประเทศ โดยใช้อักษรไทยเป็นรูปแบบมาตรฐานในการเขียน นอกเหนือจากภาษาไทยกลางแล้ว ภาษาไทยสำเนียงอื่นยังมีการใช้งานในแต่ละภูมิภาคเช่น ภาษาไทยถิ่นเหนือ ถิ่นใต้ และถิ่นอีสาน รัฐบาลรับรอง 5 ตระกูลภาษา 62 ภาษาในประเทศไทย[155]:3

นอกเหนือจากภาษาไทยแล้ว ในประเทศไทยยังมีการใช้ภาษาของชนกลุ่มน้อยเช่น ภาษาจีนโดยเฉพาะสำเนียงแต้จิ๋ว ภาษาลาวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งบางครั้งนิยามว่าภาษาลาวสำเนียงไทย ภาษามลายูปัตตานีทางภาคใต้ นอกจากนี้ก็มีภาษาอื่นเช่น ภาษากวย ภาษากะยาตะวันออก ภาษาพวน ภาษาไทลื้อ ภาษาไทใหญ่ รวมไปถึงภาษาที่ใช้กันในชนเผ่าภูเขา ประกอบด้วยตระกูลภาษามอญ-เขมร เช่น ภาษามอญ ภาษาเขมร ภาษาเวียดนาม และภาษามลาบรี; ตระกูลภาษาออสโตรนีเซียน เช่น ภาษาจาม; ตระกูลภาษาจีน-ทิเบต เช่น ภาษาม้ง ภาษากะเหรี่ยง และภาษาไตอื่น ๆ เช่น ภาษาผู้ไท ภาษาแสก เป็นต้น

ประชากรอายุเกิน 5 ปีแบ่งตามภาษา
(นับเฉพาะที่มีผู้พูดเกิน 1 แสนคน)
สถิติสหประชาชาติปี 2543[156]
ภาษา จำนวนผู้พูด (คน)
ภาษาไทย 52,325,037
ภาษาเขมร 1,291,024
ภาษามาเลย์ 1,202,911
ภาษากะเหรี่ยง 317,968
ภาษาจีน 231,350
ภาษาม้ง 112,686

ภาษาอังกฤษมีสอนในระดับโรงเรียนและมหาวิทยาลัย แต่ผู้ที่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้คล่องในประเทศไทยยังมีน้อยอยู่ ส่วนใหญ่อยู่ในเขตเมืองและในครอบครัวมีการศึกษาดีเท่านั้น สำหรับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษนั้น จากที่ไทยเคยอยู่ในระดับแนวหน้าในปี 2540 แต่เมื่อกลางปี 2549 กลับล้าหลังประเทศลาวและเวียดนาม[157]

การศึกษา

ดูบทความหลักที่: การศึกษาในประเทศไทย
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย สถาปนาเมื่อปี 2459

การศึกษาภาคบังคับในประเทศไทยเริ่มมีขึ้นตั้งแต่ปี 2464[158] กฎหมายกำหนดให้รัฐบาลจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานแบบให้เปล่าแก่ประชาชนเป็นเวลา 12 ปี ส่วนการศึกษาภาคบังคับกำหนดไว้ 9 ปี (ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3) ในปีการศึกษา 2555 มีผู้เรียนในและนอกระบบโรงเรียน 16,376,906 คน แบ่งเป็นในระบบ 13,931,095 คน สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) 2,445,811 คน นักเรียน นิสิต นักศึกษาในระบบโรงเรียนมีสัดส่วนในสถานศึกษารัฐบาลมากกว่าเอกชน[159]

ผู้เรียนร้อยละ 99 สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 85 สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น[160] ประมาณร้อยละ 75 เรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย[161]:46 สำหรับนักเรียนทุก 100 คนในโรงเรียนประถม มี 85.6 คนศึกษาต่อระดับ ม. 1; 79.6 คนศึกษาต่อถึงชั้น ม. 3 และเพียง 54.8 คนศึกษาต่อถึงระดับ ม. 6 หรือสถาบันอาชีวะ[162] อัตรารู้หนังสือของไทยอยู่ที่ร้อยละ 93.5[163]

มหาวิทยาลัยของไทย 5 แห่งติดอันดับ 100 มหาวิทยาลัยดีที่สุดในทวีปเอเชีย[164] ในปีงบประมาณ 2556 งบประมาณการศึกษาไทยเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.9 ของจีดีพี และร้อยละ 20.6 ของงบประมาณแผ่นดิน[159] ซึ่งมากเป็นอันดับต้น ๆ ของอาเซียน ทว่า สภาเศรษฐกิจโลกจัดให้คุณภาพการศึกษาของไทยต่ำสุดใน 8 ประเทศอาเซียนที่พิจารณา[165] นักเรียนไทยกว่าครึ่งในโรงเรียนไม่ได้ทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อความสำเร็จของตนและการพัฒนาประเทศ ยูเนสโกและโออีซีดีแนะนำให้ประเทศไทยมีการทบทวนหลักสูตร เพิ่มการกวดขันกระบวนการพัฒนาการทดสอบมาตรฐาน ให้ครูใช้ยุทธศาสตร์การสอนและประเมินผลที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง รวมทั้งเพิ่มเวลาสอนและลดหน้าที่บริหาร[166]:15–16

ในการสำรวจเด็กไทย 72,780 คนระหว่างเดือนธันวาคม 2553 ถึงมกราคม 2554 ในระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า นักเรียนชาวไทยมีระดับเชาวน์ปัญญาเฉลี่ย 98.53 ซึ่งน้อยกว่ามาตรฐานระหว่างประเทศที่ 100 อภิชัย มงคล อธิบดีกรมสุขภาพจิต ว่า ไม่ควรโทษระบบการศึกษาไทยว่าทำให้เยาวชนไทยมีเชาวน์ปัญญาต่ำ เพราะสาเหตุหลักเกิดจากการพร่องไอโอดีน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นอย่างขาดความอบอุ่นในครอบครัว ถูกแยกจากธรรมชาติและอาหารไม่เหมาะสม[167] ผลการศึกษาล่าสุดเสนอว่าความบกพร่องทางสติปัญญาในพื้นที่ชนบทบางแห่งอาจสูงถึงร้อยละ 10[168] สถานที่เกิดเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการทำนายความสำเร็จทางการศึกษาในประเทศไทย นักเรียนจากครอบครัวยากจนในพื้นที่ทุรกันดารมีการเข้าถึงการศึกษาคุณภาพต่ำกว่านักเรียนในเมือง[160] คาดว่าเกิดจากการจัดสรรทรัพยากรศึกษาอย่างไม่เท่าเทียม การฝึกครูที่อ่อน ความยากจน และ (ในกรณีของชนกลุ่มน้อย) การไม่รู้ภาษาไทยกลาง[169][170][171]

สาธารณสุข

โรงพยาบาลศิริราชในกรุงเทพมหานครเป็นโรงพยาบาลเก่าแก่สุดและใหญ่สุดในประเทศไทย

ในปี 2558 ประเทศไทยมีความคาดหมายคงชีพเมื่อเกิด 75 ปี (ชาย 71 ปี หญิง 79 ปี)[172] ในปี 2548–2549 มีอัตราตายทารก 11.3 ต่อการเกิดมีชีพ 1,000 คน

ระหว่างปี 2548–2551 สาเหตุการตายอันดับแรกในประเทศไทย คือ เส้นเลือดในสมองแตกทั้งชายและหญิง โรคที่พบอันดับถัดมาในชาย ได้แก่ อุบัติเหตุบนท้องถนน เอดส์ หัวใจขาดเลือด ปอดอุดกั้นเรื้อรัง และตับแข็ง ในหญิง ได้แก่ โรคเบาหวาน หัวใจขาดเลือด เอดส์ ไตวายเรื้อรังและปอดอักเสบ สาเหุตการป่วยที่พบมาก เช่น กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ, กลุ่มโรคระบบกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูกและข้อ, กลุ่มโรคระบบทางเดินอาหาร, กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด และกลุ่มโรคของต่อมไร้ท่อ เป็นต้น สาเหตุความพิการที่พบมาก เช่น สายตาเลือนลางทั้ง 2 ข้าง, สายตาเลือนลางข้างเดียว, หูตึง 2 ข้าง, อัมพฤกษ์ และแขนขาลีบ/เหยียดงอไม่ได้ โรคเอดส์เป็นปัญหาการเสียปีสุขภาวะของคนไทยเป็นอันดับแรก รองลงมาในชายคือ อุบัติเหตุจราจรและติดสุรา รองลงมาในหญิงคือเอดส์และเบาหวาน[173] ประเทศไทยมีอุบัติการณ์มะเร็งท่อน้ำดีสูงที่สุดในโลก[174] ในปี 2552 สำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานว่า ทุก 1,000 การคลอดมีชีพ เกิดจากมารดาวัยรุ่น 60 การคลอด[175]:1

ในปี 2555 ประเทศไทยมีรายจ่ายด้านสาธารณสุขคิดเป็นร้อยละ 3.9 ของจีดีพี หรือร้อยละ 14.2 ของรายจ่ายภาครัฐทั้งหมด[176] ประเทศไทยมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งครอบคลุมคนไทยร้อยละ 99[177] ในปี 2552 รายจ่ายด้านสาธารสุขของประเทศร้อยละ 75.8 มาจากภาครัฐ และร้อยละ 24.2 มาจากภาคเอกชน ในปี 2547 ประเทศไทยมีความหนาแน่นของแพทย์อยู่ที่ 2.98 ต่อประชากร 10,000 คน[178] ตั้งแต่ปี 2533 กฎหมายกำหนดให้บุคคลที่ไม่ได้ทำงานรับราชการต้องส่งเงินเข้า สำนักงานประกันสังคม โดยสำนักงานประกันสังคมจะกำหนดสถานพยาบาลให้ผู้ประกันตนเลือกในแต่ละปี ปัจจุบัน โรงพยาบาลที่สังกัดสำนักงานประกันสังคมมีไม่เพียงพอต่อผู้ประกันตนที่อยู่ในระบบดังกล่าว กล่าวคือ ผู้ประกันตนจำนวนกว่า 13 ล้านคน แต่มีโรงพยาบาลเพียง 159 โรง[179] ข้าราชการมีสิทธิใช้บริการโรงพยาบาลของรัฐได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สิทธินี้รวมถึงบิดามารดาของข้าราชการด้วย

วัฒนธรรม

ดูบทความหลักที่: วัฒนธรรมไทย

วัฒนธรรมไทยได้รับอิทธิพลหลักจากวัฒนธรรมอินเดีย จีน ขอม ตลอดจนวิญญาณนิยม ศาสนาพุทธและศาสนาฮินดู

วัฒนธรรมแห่งชาติของไทยเป็นการสร้างสรรค์ใหม่ ซึ่งวัฒนธรรมไทยที่ยึดถือกันในปัจจุบันไม่มีอยู่เมื่อกว่าร้อยปีก่อน บ่อเกิดสามารถสืบย้อนไปได้ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หลวงพิบูลสงครามสนับสนุนการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยกลางเป็นวัฒนธรรมแห่งชาตินิยามและยับยั้งมิให้ชนกลุ่มน้อยแสดงออกซึ่งวัฒนธรรมของตน วัฒนธรรมพลเมืองของไทยปัจจุบันนิยามว่าประเทศไทยเป็นดินแดนของคนไทยกลาง มีศาสนาเดียวคือ พุทธนิกายเถรวาท และปกครองโดยราชวงศ์จักรี[180]:589–90

ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเน้นว่า คนส่วนใหญ่ไม่สามารถตรัสรู้และไปถึงนิพพาน และดีที่สุดที่ทำได้คือ การสะสมบุญผ่านการปฏิบัติที่เป็นพิธีกรรมอย่างสูง เช่น การถวายอาหารพระสงฆ์และการบริจาคเงินเข้าวัด คำสอนทางศาสนาถูกเลือกให้สนับสนุนมุมมองทางโลกแบบศาสนาขงจื๊อใหม่ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่สามเสาหลัก ศาสนาพุทธของไทยยังรวมการบูชาวิญญาณของกัมพูชาและความเชื่อว่าพระมหากษัตริย์เป็นสมมุติเทพ นอกจากนี้ยังเน้นรูปแบบมากกว่าแก่นสาร[180]:595–6

คนไทยเน้นและให้คุณค่ารูปแบบมารยาทภายนอกอย่างยิ่งเพื่อรักษาความสัมพันธ์ สังคมไทยเป็นสังคมไม่เผชิญหน้าที่เลี่ยงการวิจารณ์ในที่สาธารณะ การเสียหน้าเป็นความเสื่อมเสียแก่คนไทย จึงมุ่งประนีประนอมในสถานการณ์ลำบาก[181]:7 การไหว้เป็นแบบการทักทายและแสดงความเคารพของผู้น้อยต่อผู้ใหญ่ตามประเพณีและมีแบบพิธีเข้มงวด[181]:7

คนไทยเคารพความสัมพันธ์แบบมีลำดับชั้น เมื่อคนไทยพบคนแปลกหน้าจะพยายามจัดให้อยู่ในลำดับชั้นทันทีเพื่อให้ทราบว่าควรปฏิบัติด้วยอย่างไร มักโดยถามเรื่องที่วัฒนธรรมอื่นมองว่าเป็นคำถามส่วนตัวอย่างยิ่ง สถานภาพมีเสื้อผ้า ลักษณะปรากฏทั่วไป อายุ อาชีพ การศึกษา นามสกุลและความเชื่อมโยงทางสังคมเป็นตัวกำหนด[181]:11

ความสนุกเป็นองค์ประกอบสำคัญของชีวิตประจำวันของคนไทย คนไทยมีอารมณ์ขันในเกือบทุกสถานการณ์ บางคนมองว่าความสนุกเป็นการแสดงออกซึ่งปัจเจกนิยมในสังคมที่มีการทำตามกันอย่างสูง รวมทั้งเป็นสิ่งรบกวนจากเรื่องที่จริงจังในชีวิต เช่น อนิจจังและความรับผิดชอบ[182]:146

ศิลปะ

ดูบทความหลักที่: ศิลปะไทย
พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ศิลปะไทยมีลักษณะที่ยืมหรือรับมาจากศิลปะอื่น เช่น อินเดีย มอญ-เขมร สิงหล จีน เป็นต้น มีคุณสมบัติเอกลักษณ์หลายอย่าง ศิลปะและงานฝีมือของอินเดียเป็นต้นแบบของศิลปะพุทธในประเทศไทย นอกจากนี้ ศิลปะพุทธในประเทศไทยยังเป็นผลของเชื้อชาติต่าง ๆ ที่ตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้มาแต่โบราณ ศิลปะทวารวดีเป็นสำนักศิลปะพุทธแรกในประเทศไทย[183]:59 ศิลปะพุทธในประเทศไทยสามารถแบ่งออกได้เป็นห้าสำนักตามยุค ได้แก่ เชียงแสน สุโขทัย อู่ทอง อยุธยาและกรุงเทพมหานคร ศิลปะพุทธไทยยังมีร่องรอยของศิลปะทวารวดี สุวรรณภูมิและลพบุรีอยู่บ้าง แต่ศิลปะพุทธไทยมีความเป็นปัจเจกและเอกเทศ นอกจากนี้ ศิลปะพุทธไทยยังได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะอินเดียเพียงบางส่วน มิใช่ทั้งหมดดังศิลปะก่อนไทยช่วงแรก[183]:70

ศิลปะไทยสมัยใหม่เริ่มด้วยการทำลายรูปแบบเดิมของสังคมหลังการปฏิวัติปี 2475 อิทธิพลศิลปะในสมัยใหม่ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากงานของศิลป์ พีระศรี วัฒนธรรมอเมริกันยังมีอิทธิพลต่อศิลปินไทยที่ศึกษาในสหรัฐและภาพยนตร์ฮอลลีวูด ศิลปินสมัยใหม่อย่างกมล ทัศนาญชลีรวมความคิดแบบอเมริกันเข้าสู่ศิลปะไทย[31]:113

เครื่องปั้นเผาของไทยเป็นส่วนสำคัญของการค้าระหว่างคนไทยและอาณาจักรใกล้เคียงในยุคเจ้าขุนมูลนาย เครื่องปั้นเผาเก่าแก่สุดของไทย ได้แก่ เครื่องปั้นเผาบ้านเชียง มีอายุกว่า 3,600 ปี

อาหาร

ดูบทความหลักที่: อาหารไทย

ปัจจุบันข้าวและพริกเป็นส่วนประกอบสำคัญที่สุดของอาหารไทย[184] ส่วนประกอบอื่น เช่น กระเทียม น้ำมะนาว และน้ำปลา อาหารไทยมีข้าวกล้องและข้าวซ้อมมือเป็นพื้น[110] ตามสถิติพบว่า ชาวไทยรับประทานข้าวขาวมากกว่า 100 กิโลกรัมต่อคนต่อปี[185] อาหารที่ขึ้นชื่อที่สุดของคนไทย คือ น้ำพริกปลาทู พร้อมกับเครื่องเคียงที่จัดมาเป็นชุด[186] อาหารไทยหลายชนิดใส่กะทิและขมิ้นสดคล้ายกับอาหารอินเดีย มาเลเซียและอินโดนีเซีย[187] อาหารไทยหลายชนิดเดิมเป็นอาหารจีน เช่น โจ๊ก ซาลาเปา ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าและข้าวขาหมู เต้าเจี้ยว ซอสถั่วเหลืองและเต้าหู้[188] เครื่องจิ้มกินกับผักดิบหรือผักสดเป็นส่วนสำคัญที่สุดของมื้ออาหารไทย[189] อาหารไทยกินกับน้ำจิ้มและเครื่องปรุงหลายชนิด เช่น พริกน้ำปลา พริกป่น น้ำจิ้มไก่ พริกน้ำส้ม ด้านเดวิด ทอมป์สัน พ่อครัวชาวออสเตรเลีย กล่าวว่า อาหารไทยไม่เรียบง่าย แต่เน้น "การจัดเรียงส่วนที่ไม่เข้ากันให้เกิดอาหารที่กลมกล่อม"[190]

ต้มยำกุ้งเป็นอาหารไทยที่ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงทั่วโลกอย่างหนึ่ง ประเทศไทยขึ้นชื่อเรื่องอาหารข้างถนนและกรุงเทพมหานครได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงอาหารข้างถนนโลก[191] อาหารข้างถนนมีลักษณะเป็นอาหารตามสั่งที่ประกอบได้รวดเร็ว เช่น ผัดกะเพรา ผัดคะน้า ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน เป็นต้น เมื่อปี 2554 เว็บไซต์ CNNgo ได้จัดอันดับ 50 เมนูอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกโดยการลงคะแนนเสียงทางเฟซบุ๊ก ปรากฏว่า แกงมัสมั่นได้รับเลือกให้เป็นอาหารที่อร่อยที่สุดในโลก[192]

ภาพยนตร์

ดูบทความหลักที่: ภาพยนตร์ไทย
จำรัส สุวคนธ์ และ มานี สุมนนัฎ ดาราคู่แรกของไทย

ภาพยนตร์ไทยมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน ภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกถ่ายทำในประเทศไทย คือ เรื่อง นางสาวสุวรรณ ผู้สร้าง คือ บริษัทภาพยนตร์ ยูนิเวอร์ซัล ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้ผู้แสดงทั้งหมดเป็นคนไทย[193] ในปี 2470 ภาพยนตร์เรื่อง โชคสองชั้น เป็นภาพยนตร์ขนาด 35 มิลลิเมตร ขาว-ดำ ไม่มีเสียง ได้รับการยอมรับให้เป็นภาพยนตร์ประเภทเรื่องแสดงเพื่อการค้าเรื่องแรกที่คนไทยสร้าง[194]

ช่วงหลังปี 2490 ถือเป็นช่วงยุคเฟื่องฟูของภาพยนตร์ไทย สตูดิโอถ่ายทำและภาพยนตร์มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แต่เมื่อประเทศไทยเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพยนตร์ไทยก็ซบเซาลง กระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ กิจการภาพยนตร์ในประเทศไทยค่อย ๆ ฟื้นตัว ได้เปลี่ยนไปสร้างเป็นภาพยนตร์ขนาด 16 มิลลิเมตรแทน และเมื่อบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะคับขัน ภาพยนตร์ไทยหลายเรื่องได้แสดงบทบาทของตนในฐานะกระจกสะท้อนปัญหาการเมืองและสังคมระหว่าง พ.ศ. 2516–2529 ต่อมาภาพยนตร์ไทยในช่วงปี 2530–2539 โดยในตอนต้นทศวรรษวัยรุ่นเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ นอกจากภาพยนตร์ประเภทวัยรุ่นแล้ว หนังผี และหนังบู๊ รวมทั้งหนังโป๊ และหนังเกรดบี ก็มีการผลิตมามากขึ้น

ปัจจุบันประเทศไทยมีภาพยนตร์ที่มุ่งสู่ตลาดโลก เช่น ภาพยนตร์เรื่อง ต้มยำกุ้ง ที่สามารถขึ้นไปอยู่บนตารางบ็อกซ์ออฟฟิสในสหรัฐ และยังมีภาพยนตร์ไทยหลายเรื่องที่เป็นที่ยอมรับในเทศกาลภาพยนตร์ ล่าสุด ภาพยนตร์เรื่อง ลุงบุญมีระลึกชาติ กำกับโดยอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ได้รับรางวัลปาล์มทองคำในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ครั้งที่ 63 นับเป็นภาพยนตร์จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เรื่องแรกที่ได้รับรางวัลนี้[195] ปัจจุบันภาพยนตร์เรื่อง พี่มาก..พระโขนง ที่ออกฉายในปี 2556 เป็นภาพยนตร์ไทยที่ทำเงินสูงสุดในประเทศ โดยทางจีทีเอช ผู้ผลิต ประมาณว่าภาพยนตร์ทำรายได้ทั่วประเทศ 1,000 ล้านบาท[196]

ดนตรีและนาฏศิลป์

ดูบทความหลักที่: ดนตรีไทย และ นาฏศิลป์ไทย
การแสดงโขน

ดนตรีไทยเดิมช่วงแรกได้รับอิทธิพลจากดนตรีจีน อินเดียและเขมร ต่อมา รับเอาลักษณะของดนตรีประเทศใกล้เคียงอย่างพม่าและมาเลย์เข้ามาด้วย อิทธิพลสมัยหลังมาจากประเทศญี่ปุ่นและประเทศตะวันตก[197]:1 "เถา" เป็นเทคนิคการประพันธ์ที่สำคัญที่สุดและใช้บ่อยที่สุดในดนตรีไทยเป็นเวลาหลายร้อยปี เป็นเทคนิคที่รับมาจากปัลลาวีในภาคใต้ของอินเดีย[197]:3 ดนตรีไทยเดิมมีสามกลุ่มวงหลัก ได้แก่ วงปี่พาทย์ วงเครื่องสายและวงมโหรี ดนตรีไทยสมัยสุโขทัยเครื่องสายเรียบง่าย ปี่ไม้ไผ่ กลองและการขับลำนำ[197]:3 มนตรี ตราโมทเขียนว่า ชาวอยุธยาทุกคนเล่นดนตรีเป็นงานอดิเรกและกิจกรรมยามว่าง นอกจากนี้ ในสมัยอยุธยาเกิดเครื่องดนตรีใหม่ ได้แก่ ระนาดและฆ้องวง[197]:13 ตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1800 ถึงปี 2475 ถือเป็นสมัย "คลาสสิก" ของดนตรีไทยเดิม[197]:15 ช่วงกลางคริสต์ทศวรรษ 1930 ประเทศตะวันตกเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้น และรัฐบาลขัดขวางหรือปิดกั้นการบรรเลงดนตรีไทยในที่สาธารณะ[197]:16 หลังจากนั้นมีความพยายามรื้อฟื้นดนตรีไทย มีการแสดงละครที่ใช้ดนตรีไทยในโรงละครแห่งชาติทุกปีแต่ผู้ชมเป็นคนต่าวด้าวมากกว่าคนไทย[197]:17

รำไทยแบ่งได้เป็นสองชนิดหลัก คือ รำพื้นบ้านและรำคลาสสิก รำพื้นบ้านมีความแตกต่างกันในสี่ภาค รำคลาสสิกมีท่าเคลื่อนไหว 108 ท่า[198]:46 ละครรำถือกำเนิดจากรามเกียรติ์ ในสมัยอยุธยา โขนเป็นละครรำของไทยที่มีชื่อเสียงที่สุด โขนมีการเคลื่อนไหวกระฉับกระเฉงและเป็นทางการ มีเครื่องแต่งกายสีสันวิจิตร และสวมหน้ากาก ส่วนละครเป็นรำไทยที่เป็นทางการน้อยกว่า แบ่งชนิดหลักได้เป็นละครชาตรี ละครนอกและละครใน สังข์ทอง เป็นตัวอย่างละครที่มีลักษณะของละครรำที่ดี คือ โรแมนซ์ ความรัก สงคราม การแก้แค้น เหนือธรรมชาติและการไถ่บาป[182]:62–3 ละครรำพื้นบ้าน ได้แก่ ลิเกและมโนห์รา การแสดงหุ่นกระบอกของไทยเก่าแก่กว่าละครรำทุกชนิด[182]:64 ตัวอย่างเช่น หนังใหญ่และหนังตะลุง รำพื้นบ้าน เช่น ฟ้อนเทียนในภาคเหนือ ฟ้อนภูไท รำวงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนงิ้วก็ยังเป็นที่นิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้

เทศกาลประเพณี

เทศกาลลอยกระทงในจังหวัดเชียงใหม่

สมัยกรุงศรีอยุธยา พระราชวังจัดประเพณีหลวงทุกเดือน เรียก "พระราชพิธีสิบสองเดือน" เช่น พิธีจรดพระราชนังคัล (พิธีแรกนา), พิธีจองเปรียงลดชุดลอยโคม วันสงกรานต์ เป็นต้น พระราชพิธีสิบสองเดือนมีการรับศาสนาฮินดูเข้ามาผสมผสาน ส่วนประเพณีราษฎร์มีเกือบตลอดปี ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียก "ฮีตสิบสอง" นอกจากนี้ ยังมีประเพณีขอฝนต่าง ๆ เช่น พระราชพิธีพิรุณศาสตร์ขอฝน พิธีแห่นางแมว พิธีจุดบั้งไฟ เป็นต้น ประเพณีหลวงส่วนใหญ่ยกเลิกไปแล้ว ประเพณีราษฎร์ที่ยังคงปฏิบัติสืบเนื่องมาอยู่ เช่น ประเพณีขอฝน ประเพณีลอยกระทง ประเพณีสงกรานต์ เป็นต้น[199]

ประเทศไทยจัดเทศกาลพุทธที่สำคัญและเป็นวันหยุดราชการ ได้แก่ มาฆบูชาในเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม วิสาขบูชาในเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายน อาสาฬหบูชาและเข้าพรรษาในเดือนกรกฎาคม ออกพรรษาในเดือนตุลาคม มีเทศกาลทำบุญ คือ ทอดกฐินในช่วงออกพรรษา และวันสารทเดือนสิบในกลางเดือนกันยายน[182]:137–9

นอกจากนี้ ยังมีเทศกาลที่ริเริ่มใหม่ที่กลุ่มสังคมและองค์การธุรกิจสนับสนุน ทั้งเป็นการแสดง นิทรรศการ งานบันเทิงต่าง ๆ เช่น งานช้างสุรินทร์ที่เริ่มในคริสต์ทศวรรษ 1960 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังส่งเสริมงานจัดแสดงสินค้าท้องถิ่น[200]:122

วรรณกรรม

ดูบทความหลักที่: วรรณกรรมไทย

วรรณกรรมไทยสามารถแบ่งได้เป็นสี่สมัยใหญ่ ๆ ตามราชธานี วรรณกรรมสุโขทัยเน้นกล่าวถึงวัฒนธรรมและศาสนาเป็นหลัก จารึกพ่อขุนรามคำแหงเป็นงานวรรณกรรมแรกที่ใช้อักษรไทย ไตรภูมิพระร่วงแจกแจงปรัชญาพุทธจากคัมภีร์ต่าง ๆ และอาจถือได้เป็นวาทนิพนธ์วิจัยแรกของไทย[201]:65 ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีร้อยกรองรูปแบบใหม่ ๆ เกิดขึ้น เช่น ลิลิต กาพย์ห่อโคลง กาพย์เห่เรือ กลอนกลบทและเพลงยาว งานวรรณกรรมที่สำคัญในสมัยนี้ เช่น ลิลิตยวนพ่าย, ลิลิตพระลอ, จินดามณีซึ่งเป็นตำราเรียนแรกของไทย, ตำนานศรีธนนชัย รวมทั้งงานวรรณคดีนาฏกรรมอย่างอิเหนาและรามเกียรติ์ ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีงานเกี่ยวกับสงคราม เช่น การแปลสามก๊กและราชาธิราช[201]:68 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นกษัตริย์นักกวี ทรงประพันธ์และทำให้แพร่หลายซึ่งละครและนิยายพื้นบ้านหลายเรื่องอย่างอิเหนา ไกรทอง และสังข์ทอง พระอภัยมณีเป็นผลงานสำคัญของกวีเอกสุนทรภู่ นอกจากนี้งานสำคัญอื่น เช่น เสภาขุนช้างขุนแผน ต่อมา ในห้วงที่มีการตั้งแท่นพิมพ์ในปี 2387 พบการเขียนลีลาตะวันตกในนิตยสารและบทความหนังสือพิมพ์ เรื่องสั้น นวนิยายและการแปลวรรณกรรม[201]:ุ69–70 หลังการปฏิวัติสยามปี 2475 วรรณกรรมเปลี่ยนเป็นวรรณกรรมประชานิยม (popular literature) โดยนวนิยายได้รับความนิยมอย่างมาก[201]:70 นักเขียนสมัยใหม่ที่สำคัญ เช่น หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช, หม่อมราชวงศ์นิมิตรมงคล นวรัตน, สุภา สิริสิงห, กัณหา เคียงศิริ (ก.สุรางคนางค์), จิระนันท์ พิตรปรีชา, จิตร ภูมิศักดิ์, ชาติ กอบจิตติ และกุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา)[202]:227

กีฬา

ดูเพิ่มเติมที่: กีฬาในประเทศไทย
มวยไทย กีฬาประจำชาติของไทย

มวยไทยเป็นกีฬาประจำชาติไทย นักมวยไทยมักเป็นแชมเปียนระดับไลต์เวทของสมาคมมวยโลกเสมอ[200]:107 ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ประเทศไทยรับกีฬาตะวันตกเข้ามาหลายชนิด โดยเริ่มมีการแข่งขันในโรงเรียนในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ตามมาด้วยในระบบการศึกษาสมัยใหม่[203]:38 ฟุตบอลเป็นกีฬายอดนิยมในประเทศไทย[204] โดยทีมชาติไทยได้แชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน 4 สมัย แต่ยังไม่เคยผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ส่วนสนุกเกอร์ แบดมินตัน เทนนิส รักบี้ กีฬาขี่ม้าและกีฬาทางน้ำได้รับความนิยมรองลงมา สำหรับกีฬาไทยเดิมที่ได้รับความนิยมนั้น ได้แก่ ว่าวพนัน (kite fighting) แข่งเรือและตะกร้อ[205]

ประเทศไทยเข้าร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนครั้งแรกในปี 2495 และกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในปี 2545 ประเทศไทยทำผลงานดีที่สุดในกีฬาชกมวย[204] นักมวยสากลสมัครเล่น สมรักษ์ คำสิงห์เป็นนักกีฬาชาวไทยคนแรกผู้คว้าเหรียญทองในโอลิมปิกฤดูร้อน 1996 นักกีฬาไทยทำผลงานได้ดีในกีฬาซีเกมส์[204] ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 4 ครั้ง (ในปี 2509, 2513, 2521 และ 2541) และซีเกมส์ 6 ครั้ง นอกจากนี้ยังเคยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเอเชียนคัพและฟุตบอลโลกหญิงเยาวชนอีกด้วย

สื่อมวลชน

ในรายงานเสรีภาพสื่อปี 2558 ของฟรีดอมเฮาส์ระบุว่าสื่อไทย "ไม่เสรี" และจัดอยู่ในอันดับที่ 166 จาก 199 ประเทศในด้านเสรีภาพสื่อ[206] หลังรัฐประหารในปี 2549 และ 2557 สื่อไทยถูกจำกัดและมีการตรวจพิจารณา

ปัจจุบันโทรทัศน์เป็นสื่อยอดนิยมในประเทศไทย ประมาณการว่าชาวไทยเกือบร้อยละ 80 ยึดโทรทัศน์เป็นแหล่งข่าวหลัก[207] สถานีโทรทัศน์ภาคพื้นดินจำนวนหกแห่งมีรัฐบาลเป็นเจ้าของ ละครโทรทัศน์ไทยเป็นรูปแบบรายการที่ได้รับความนิยม มีเอกลักษณ์ เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องชนชั้นสูงในสังคมไทย ตัวละครแบ่งดีเลวชัดเจน สามารถเดาตอนจบของเรื่องได้ง่าย มักจบแบบสุข มีการนำมาทำซ้ำกันบ่อยครั้ง พระเอกนางเอกมักเป็นคนฐานะดี[208]

ประเทศไทยมีหนังสือพิมพ์และนิตยสารหลายร้อยฉบับทุกสัปดาห์ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐมียอดจำหน่ายประมาณ 1 ล้านฉบับต่อวัน[209] ส่วน มติชน มียอดขาย 900,000 ฉบับ[209] จำนวนผู้อ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสารลดลง โดยชาวไทยอายุ 15–24 ปีร้อยละ 50.1 ระบุว่าตนอ่านนิตยสารในปี 2558 ลดลงจากร้อยละ 61.7 ในปี 2556 การบอกรับสมาชิกสิ่งพิมพ์ลดลงเมื่อมีผู้อ่านทางอุปกรณ์เคลื่อนที่มากขึ้น[210]

ในปี 2559 ประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต รวมผู้ใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่ 43.87 ล้านคน[211] รายงานผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2560 พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 6 ชั่วโมง 30 นาทีต่อวัน[212]:30 ในปี 2559 พบว่า ประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไปใช้สมาร์ทโฟนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากที่สุด (90.4%) รองลงมาได้แก่ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (50.1%) คอมพิวเตอร์พกพา (24.9%) และแท็บเล็ด (15.2%)[213]:8

อ้างอิง

  1. กรมการปกครอง, ระบบสถิติทางการทะเบียน จำนวนประชากรแยกรายอายุ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๐
  2. ประกาศสำนักทะเบียนกลางเรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560. สืบค้น 25-2-2560.
  3. ตารางที่ 1 ประชากร จำแนกตามเพศ ครัวเรือนจำแนกตามประเภทของครัวเรือน จังหวัด และเขตการปกครอง. สำนักงานสถิติแห่งชาติ. สืบค้น 7-9-2557.
  4. 4.0 4.1 "Thailand". International Monetary Fund. สืบค้นเมื่อ 29 January 2018. 
  5. 5.0 5.1 "Thai Economic Performance in Q4 and 2017 and Outlook for 2018". National Economic and Social Development Board. สืบค้นเมื่อ 21 February 2018. 
  6. "Thailand". World Bank. 
  7. "Human Development Report 2016 – "Human Development for everyone"". HDRO (Human Development Report Office) United Nations Development Programme. สืบค้นเมื่อ 21 March 2017. 
  8. ราชบัณฑิตยสถาน. (2545). อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 1. ราชบัณฑิตยสถาน. หน้า 4.
  9. 9.0 9.1 "ประกาศกรมการปกครอง เรื่อง แจ้งข้อมูลทางการปกครอง". กรมการปกครอง. 13 มีนาคม 2560. สืบค้นเมื่อ 4-3-61. 
  10. "The postwar crisis and the return of Phibunsongkhram". Encyclopædia Britannica. สืบค้นเมื่อ 11-3-18. 
  11. 11.0 11.1 11.2 "The 1973 revolution and its aftermath". Encyclopædia Britannica. สืบค้นเมื่อ 11-3-18. 
  12. 12.0 12.1 "Partial democracy and the search for a new political order". Encyclopædia Britannica. สืบค้นเมื่อ 11-3-18. 
  13. Ping, Jonathan H. (2005). Middle Power Statecraft: Indonesia, Malaysia, and the Asia Pacific. Ashgate. ISBN 0754644677. 
  14. สุจิตต์ วงษ์เทศ. คนไทยมาจากไหน?. สำนักพิมพ์มติชน บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน). หน้า 73.
  15. ชัย เรืองศิลป์ (2541). ประวัติศาสตร์ไทยสมัย พ.ศ. 2352-2453 ด้านเศรษฐกิจ. ไทยวัฒนาพานิช. ISBN 974-08-4124-4. หน้า 183.
  16. 16.0 16.1 "ประเทศไทย หรือประเทศสยาม". การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. Archived from the original on 2008-01-31. สืบค้นเมื่อ 07-05-2010. 
  17. สุจิตต์ วงษ์เทศ. คนไทยมาจากไหน?. สำนักพิมพ์มติชน บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน). หน้า 217.
  18. ชนิดา ศักดิ์ศิริสัมพันธ์. หน้า 57–58.
  19. http://www.mkh.in.th/index.php/2010-03-22-18-01-39 อาณาเขตทางทะเล (Maritime Zone)ฐานข้อมูลความรู้ทางทะเล
  20. 20.0 20.1 ชนิดา ศักดิ์ศิริสัมพันธ์. หน้า 103.
  21. Tourism Authority of Thailand. หน้า 22.
  22. Dr. Susan L. Woodward (1997–2014). "Tropical Savannas". Biomes of the World. S. L. Woodward. สืบค้นเมื่อ 23 February 2014. 
  23. "ข้อมูลประเทศไทย - ภูมิอากาศ". การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. Archived from the original on 2008-01-19. สืบค้นเมื่อ 07-05-2010. 
  24. 24.0 24.1 24.2 24.3 24.4 24.5 24.6 24.7 24.8 "The Climate of Thailand". Thai Meteorological Department. สืบค้นเมื่อ 18 August 2016. 
  25. 25.0 25.1 "Thai Forests > Dept. National Parks, Wildlife & Plants" (ใน English). Thai Society for the Conservation of Wild Animals. สืบค้นเมื่อ 23-06-2010. 
  26. "Nature of National Park" (ใน English). National Park of Thailand. สืบค้นเมื่อ 26-07-2010.  [ลิงก์เสีย]
  27. "Thai Forests > Geography of the Forest Regions" (ใน English). Thai Society for the Conservation of Wild Animals. สืบค้นเมื่อ 23-06-2010. 
  28. "THAILAND: Environmental Profle" (ใน English). Mongabay.com. สืบค้นเมื่อ 26-07-2010. 
  29. "Bangkok market a hub for illegal international trade in freshwater turtles and tortoises". International Union for Conservation of Nature (IUCN). 2008-04-25. สืบค้นเมื่อ 28 July 2016. 
  30. 30.0 30.1 30.2 30.3 30.4 Baker, Chris; Phongpaichit, Pasuk (2017). A History of Ayutthaya. Cambridge University Press. ISBN 9781107190764. 
  31. 31.0 31.1 31.2 31.3 31.4 31.5 Barbara Leitch LePoer (1989). Thailand: A Country Study. Federal Research Devision, Library of Congress. ISBN 978-0739715666. 
  32. 32.0 32.1 32.2 E. Jane Keyes, James A. Hafner and Others (2018). "Thailand: History". Encyclopædia Britannica. สืบค้นเมื่อ 4-4-18. 
  33. Charles F. Keyes (1997), "Cultural Diversity and National Identity in Thailand", Government policies and ethnic relations in Asia and the Pacific (MIT Press): 203 
  34. 4th edition "ANKOR an introduction to the temples" Dawn Rooney ISBN 962-217-683-6
  35. 35.0 35.1 35.2 Christopher John Baker; Pasuk Phongpaichit (2005). "A history of Thailand" (ใน English). Everbest Printing Co., Ltd. สืบค้นเมื่อ 09-05-2010. 
  36. Coedès, George (1968). Walter F. Vella, ed. The Indianized States of Southeast Asia. trans.Susan Brown Cowing. University of Hawaii Press. ISBN 978-0-8248-0368-1. 
  37. Higham, Charles (1989). The Archaeology of Mainland Southeast Asia. Cambridge, England: Cambridge University Press. ISBN 0-521-27525-3. สืบค้นเมื่อ 6 September 2009. 
  38. "The Aytthaya Era, 1350–1767". U. S. Library of Congress. สืบค้นเมื่อ 25 July 2009. 
  39. ชนิดา ศักดิ์ศิริสัมพันธ์. (2542). หน้า 39.
  40. ชนิดา ศักดิ์ศิริสัมพันธ์. หน้า 39-40.
  41. ชนิดา ศักดิ์ศิริสัมพันธ์. หน้า 40.
  42. ชนิดา ศักดิ์ศิริสัมพันธ์. หน้า 43.
  43. Baker, Chris; Phongpaichit, Pasuk (2009). A history of Thailand (2 ed.). Cambridge University Press. ISBN 0521767687. 
  44. "The Greenwood Encyclopedia of International Relations: S-Z by Cathal J. Nolan". Google Books. สืบค้นเมื่อ November 21, 2015. 
  45. "The Crawford Papers — A Collection of Official Records relating to the Mission of Dr. John Crawfurd sent to Siam by the Government of India in the year 1821". Cambridge.org. Cambridge Journals Online. 1971. p. 285. สืบค้นเมื่อ 27 September 2015. 
  46. "Siam"[ลิงก์เสีย]. Encyclopædia Britannica Eleventh Edition. London. 1911. Retrieved 2007-04-24.
  47. "Ode to Friendship, Celebrating Singapore - Thailand Relations: Introduction". National Archives of Singapore. 2004. สืบค้นเมื่อ 2007-04-24. 
  48. เพ็ญศรี ดุ๊ก. (2542). การต่างประเทศกับเอกราชและอธิปไตยของไทย. บริษัท เท็กซ์ แอนด์ เจอร์นัล พับลิเคชั่น จำกัด. หน้า 3.
  49. เพ็ญศรี ดุ๊ก. (2542). การต่างประเทศกับเอกราชและอธิปไตยของไทย. บริษัท เท็กซ์ แอนด์ เจอร์นัล พับลิเคชั่น จำกัด. หน้า 186.
  50. ชนิดา ศักดิ์ศิริสัมพันธ์. หน้า 60.
  51. "Protests as Thailand senators debate amnesty bill". The Guardian. 11 November 2013. สืบค้นเมื่อ 13 January 2014. 
  52. ธเนศวร์ เจริญเมือง. (2547). รัฐศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ แนวคิดประชาธิปไตย, การเมืองไทย และแผ่นดินแม่. ยูโรปา เพรส บริษัท จำกัด. หน้า 82.
  53. IDE DISCUSSION PAPER No. 164
  54. สถิติที่ไม่น่าภูมิใจเมื่อไทยติดอันดับที่ 4 ประเทศที่มีการรัฐประหารบ่อยที่สุดในโลก | Siam Intelligence
  55. Gray, Denis D. (2015-08-2015). "Deadly bombing in military-ruled Thailand adds to mounting woes in one-time 'Land of Smiles'". U.S. News & World Report. Associated Press. สืบค้นเมื่อ 23 August 2015. 
  56. การแบ่งภูมิภาคในประเทศไทย
  57. OSCE. Partners for Co-operation. สืบค้น 8 พฤษภาคม 2553.
  58. FTA by country/economy. Asian Regional Integration Center. สืบค้น 1-3-61
  59. Thaksin to face charges over Burma telecom deal. ICT News, August 2, 2007 url: http://www.burmait.net/ict-news/2007/aug07/thaksin-to-face-charges-over-burma-telecom-deal/
  60. Prashanth Parameswaran. (2014). Thailand Turns to China. The Diplomat. Accessed 3-1-2018.
  61. Mongabay.com. COUNTRY PROFILES Thailand: NATIONAL SECURITY. สืบค้นเมื่อ 25 เมษายน 2553.
  62. O’Sullivan, Michael; Subramanian, Krithika (2015-10-17). The End of Globalization or a more Multipolar World? (รายงาน). Credit Suisse AG. http://publications.credit-suisse.com/tasks/render/file/index.cfm?fileid=EE7A6A5D-D9D5-6204-E9E6BB426B47D054. เรียกข้อมูลเมื่อ 2017-07-14. 
  63. "Bullets, cluster bombs at Thai arms fair despite censure over junta rule". Agence France Presse. 2015-11-04. สืบค้นเมื่อ 8 November 2015. 
  64. "Thailand Raises Defence Budget 5%". Defense Studies. 2014-07-17. สืบค้นเมื่อ 8 November 2015. 
  65. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก ราชกิจจานุเบกษา 6 เมษายน 2560 หน้า 1.
  66. มาตรา 4 (2), มาตรา 16 และ 18 แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497
  67. มาตรา 22 ถึง 27 แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497
  68. มาตรา 14 (3) แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497
  69. ทีมข่าวความมั่นคง คม ชัด ลึก. ผ่าภารกิจ"กองทัพไทย"ในดาร์ฟูร์!"รักษาสันติภาพก็เหมือนได้ซ้อมรบ". สืบค้น 8 พฤษภาคม 2553.
  70. กองบัญชาการกองทัพไทย. บทความประชาสัมพันธ์ กองกำลังกองทัพไทยในภารกิจรักษาสันติภาพผสมสหประชาชาติ-สหภาพแอฟริกาในดาร์ฟูร์[ลิงก์เสีย]. สืบค้น 8 พฤษภาคม 2553.
  71. Thailand’s Crooked Army
  72. "พล.อ.ปรีชา" รับตั้งลูกตัวเองเป็นทหาร อ้างเรียนจบต้องมีงานทำ ไม่ผิดปกติ
  73. 73.0 73.1 73.2 73.3 Punyasavatsut, Arunee (February 2016). "Determinants of the Weighted Crime Rate in Thailand". Journal of Economics, Business and Management 4 (2). สืบค้นเมื่อ 4-3-18. 
  74. "Thailand has highest reported rate of gun-related deaths in Asia: Report". Channel NewsAsia. 18 Feb 2016. สืบค้นเมื่อ 4-3-18. 
  75. 75.0 75.1 75.2 75.3 75.4 75.5 75.6 "Thailand Corruption Report". GAN Business Anti Corruption. GAN Business Anti Corruption. สืบค้นเมื่อ 4-3-18. 
  76. 76.0 76.1 76.2 76.3 76.4 "สรุปผลที่สำคัญการสำรวจข้อมูลสถิติอาชญากรรมภาคประชาชน พ.ศ. 2555 (อาชญากรรมที่เกิดระหว่างเดือนตุลาคม 2553 – กันยายน 2554)". สำนักงานสถิติแห่งชาติ. สำนักงานสถิติแห่งชาติ. 2555. สืบค้นเมื่อ 3-3-61. 
  77. 77.0 77.1 77.2 77.3 77.4 77.5 77.6 "Country Reports on Human Rights Practices for 2016: Thailand". US Department of State. US Department of State. 2016. สืบค้นเมื่อ 3-3-18. 
  78. "How powerful people use criminal-defamation laws to silence their critics". The Economist. 13 July 2017. สืบค้นเมื่อ 14 July 2017. 
  79. Thailand lese majeste: 'More arrests' due over Crown Prince plot
  80. Bangkok Post, All eyes on Article 112, 18 September 2011
  81. Human Rights Watch. World Report 2014: Thailand
  82. "Thai Economic Performance in Q1 and Outlook for 2013". Office of the National Economic and Social Development Board. สืบค้นเมื่อ 20 May 2013. [ลิงก์เสีย]
  83. 83.0 83.1 83.2 ภาวะเศรษฐกิจไทย ปี 2556[ลิงก์เสีย]. ธนาคารแห่งประเทศไทย. สืบค้น 3-9-2557.
  84. 84.0 84.1 84.2 รายงานภาวะเศรษฐกิจไทย ปี 2559. ธนาคารแห่งประเทศไทย. สืบค้น 18-2-2561.
  85. ข้อมูลหนี้สาธารณะคงค้าง. สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ. สืบค้น 18-2-2561.
  86. "Indicators ทางสังคม". Office of the Economic and Social Development Board. สืบค้นเมื่อ 1 March 2013. [ลิงก์เสีย]
  87. "Report for Selected Countries and Subjects". World Economic Outlook. International Monetary Fund. April 2014. สืบค้นเมื่อ 31 May 2014. 
  88. "Report for Selected Countries and Subjects (PPP valuation of country GDP)". IMF. April 2014. 
  89. Thailand Overview. The World Bank. สืบค้น 4-9-2557.
  90. 90.0 90.1 UNDP Report lists Thailand among Asia’s fastest growing UNDP Report lists Thailand among Asia’s fastest growing UNDP. สืบค้น 4-9-2557.
  91. Corruption Perceptions Index 2013. Transparency International. สืบค้น 4-9-2557.
  92. เปิดรายงาน PERC ฉบับเต็ม! ทำไมถึงให้คะแนนเสียง "Boo-โห่ไล่" ป.ป.ช.
  93. ระบบรายงานข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของไทย สืบค้น 4-9-2557.
  94. ธนาคารแห่งประเทศไทย. สินค้าออกและสินค้าเข้าจำแนกตามกลุ่มสินค้า
  95. ข้อมูลหนี้ต่างประเทศจำแนกตามแหล่งเงินกู้. สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ. สืบค้น 4-9-2557.
  96. Exports of goods and services (% of GDP). The World Bank. สืบค้น 8-9-2557.
  97. ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจไทย[ลิงก์เสีย]. ธนาคารแห่งประเทศไทย. สืบค้น 4-9-2557.
  98. TNSO The National Statistical Office of Thailand. "over half of all Thailand’s workers are in vulnerable employment (defined as the sum of own-account work and unpaid family work) and more than 60 per cent are informally employed, with no access to any social security mechanisms." Thailand. A labour market profile, International Labour Organization, 2013.
  99. Fernquest, Jon (4 Feb 2015). "Why Thailand's unemployment rate is ridiculously low". สืบค้นเมื่อ 3-3-18. 
  100. Bird, Kelly; Hattel, Kelly; Sasaki, Eiichi; Attapich, Luxmon. (2011). Poverty, Income Inequality, and Microfinance in Thailand[ลิงก์เสีย]. Asian Development Bank. สืบค้น 4-9-2557.
  101. Phisanu Phromchanya (24 February 2012). "Thailand Economy To Rebound Strongly In 2012,". Wall Street Journal. สืบค้นเมื่อ 26 April 2012. 
  102. "Cambodian exodus from Thailand jumps to nearly 180,000". AFP. AFP. 17 June 2014. สืบค้นเมื่อ 17 June 2014. [ลิงก์เสีย]
  103. 103.0 103.1 Henri Leturque and Steve Wiggins 2010.Thailand's progress in agriculture: Transition and sustained productivity growth. London: Overseas Development Institute
  104. 104.0 104.1 Country profile. FAOSTAT. สืบค้น 4-9-2557. (อังกฤษ)
  105. Thailand. IRRI. สืบค้น 4-9-2557. (อังกฤษ)
  106. International Grains Council. "Grain Market Report (GMR444)", London, 14 May 2014. Retrieved on 13 Jun 2014.
  107. Thailand Leads World in Rubber Production and Advance R&D Bank of Thailand. สืบค้น 4-9-2557.
  108. Boonthanom, Surapan (20 January 2017). "Thai floods harm key region for world's rubber". Reuters. สืบค้นเมื่อ 21 January 2017. 
  109. Mydans, Seth (18 Jul 2010). "Wasps to Fight Thai Cassava Plague". The New York Times. 
  110. 110.0 110.1 เอกลักษณ์ประจำชาติของไทย. สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. สืบค้น 9-12-2553.
  111. Thongnoi, Jitsiree (2015-10-18). "Milking the system". Bangkok Post. สืบค้นเมื่อ 18 October 2015. 
  112. Getting Back on Track; Reviving Growth and Securing Prosperity for All; Thailand Systematic Country Diagnostic. Washington: World Bank Group. 2016-11-07. 
  113. "LG Electronics to move Thailand TV production to Vietnam". Reuters. 2015-03-17. สืบค้นเมื่อ 23 Mar 2015. 
  114. "Production Statistics". OICA (International Organization of Motor Vehicle Manufacturers). Archived from the original on 6 November 2013. สืบค้นเมื่อ 26 November 2012. 
  115. 115.0 115.1 115.2 Chang, Jae-Hee; Rynhart, Gary; Huynh, Phu (July 2016). ASEAN in transformation: How technology is changing jobs and enterprises (Bureau for Employers' Activities (ACT/EMP) working paper; No. 10 ed.). Geneva: International Labour Office, Bureau for Employers' Activities (ACT/EMP). ISBN 978-92-2-131142-3. สืบค้นเมื่อ 1 April 2017. 
  116. 116.0 116.1 Thailand – Analysis – U.S. Energy Information Administration (EIA). EIA. (02-20-2013). Retrieved on 5-9-2014.
  117. 117.0 117.1 117.2 Janssen, Peter (23 January 2017). "Thailand's expanding state 'threatens future growth'". Nikkei Asian Review. สืบค้นเมื่อ 23 January 2017. 
  118. 118.0 118.1 118.2 Head, Jonathan (19 January 2017). "Life and death on Thailand's lethal roads". BBC News. สืบค้นเมื่อ 19 January 2017. 
  119. ไทยรถติดที่ 1 ของโลก-ผลสำรวจชี้ไม่มีทางกำจัดปัญหาได้ถาวร
  120. Rail Transport of Thailand[ลิงก์เสีย]. AJTP Information Center. สืบค้น 7-9-2557.
  121. Mahitthirook, Amornrat; Marukatat, Saritdet (22 December 2010). "Getting on track needs strong political will". Bangkok Post. 
  122. Bowring, Philip (23 October 2009). "Thailand's Railways: Wrong Track". Asia Sentinel. Asia Sentinel. สืบค้นเมื่อ 22 August 2012. 
  123. "Airports of Thailand Plc. for the Fiscal Year 2014 (Oct 2013-Sep 2014)". AOT Investor Relations Center. Airports of Thailand (AOT) PLC. สืบค้นเมื่อ 16 Feb 2015. 
  124. "2016 Annual Airport Traffic Report". Port Authority of New York and New Jersey. 2017-04-28. สืบค้นเมื่อ 2017-05-10. 
  125. 125.0 125.1 125.2 "สถิตินักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย ปี 2560 (จำนวนยอดสะสมเบื้องต้น)". การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. สืบค้นเมื่อ 2 มี.ค. 61. 
  126. Ouyyanont, Porphant (2001). "The Vietnam War and Tourism in Bangkok's Development, 1960–70". Southeast Asian Studies 39 (2): 157–187. 
  127. "เกี่ยวกับ ททท.". การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. สืบค้นเมื่อ 2 มี.ค. 61. 
  128. UNWTO Tourism Highlights: 2017 Edition | World Tourism Organization (ใน English). doi:10.18111/9789284419029. 
  129. The Travel & Tourism Competitiveness Report 2015. Geneva: World Economic Forum (WEF). 2015. pp. 323–325. ISBN 978-92-95044-48-7. สืบค้นเมื่อ 7 May 2015. 
  130. Martin, Lorna. "Paradise Revealed". Taipei Times. สืบค้นเมื่อ 29 January 2015. 
  131. Jamrisko, Michelle; Lu, Wei (January 23, 2018). "The U.S. Drops Out of the Top 10 in Innovation Ranking". Bloomberg Technology. สืบค้นเมื่อ 3-3-18. 
  132. 133.0 133.1 133.2 133.3 133.4 133.5 "Current Status on Science and Technology in ASEAN Countries (Tentative Edition)". Overseas Research Project. September 2015. สืบค้นเมื่อ 3-3-18. 
  133. ASEAN. Study on the State of S&T Development in ASEAN 1. สืบค้นเมื่อ 3-3-18. 
  134. Schneider, Friedrich; Enste, Dominik (March 2003). Hiding in the Shadows: The Growth of the Underground Economy (Economic Issues No. 30 ed.). International Monetary Fund (IMF). สืบค้นเมื่อ 7 August 2015. 
  135. Blake, Chris (2015-07-01). "Bangkok's Sex Shops, Street Bars Survive Graft Crackdown". BloombergBusiness. สืบค้นเมื่อ 5 July 2015. 
  136. "PM wants pico-finance operators nationwide". The Nation. 2 March 2017. สืบค้นเมื่อ 2 March 2017. 
  137. [http://stat.bora.dopa.go.th/stat/statnew/dashboard/index.php?statType=1 ข้อมูลประชากรและบ้าน คณะกรรมการบูรณาการ ฐานข้อมูลประชาชนและการบริการภาครัฐ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย]
  138. 139.00 139.01 139.02 139.03 139.04 139.05 139.06 139.07 139.08 139.09 139.10 139.11 139.12 139.13 Impact of Demographic Change in Thailand. United Nations Population Fund. 2011. ISBN 978-974-680-287-1. 
  139. Barbara A. West (2009), Encyclopedia of the Peoples of Asia and Oceania, Facts on File, p. 794, ISBN 1438119135 
  140. Theraphan Luangthomkun (2007). "The Position of Non-Thai Languages in Thailand". Language, Nation and Development in Southeast Asia (ISEAS Publishing): 191. 
  141. Draper, John (03 Jan 2016). "2016: The Year of Thailand's Quantum Ethnic Communities?". Prachathai. สืบค้นเมื่อ 3-3-18. 
  142. ตารางที่ 11 ประชากรอายุ 13 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพสมรส กลุ่มอายุ เพศ และเขตการปกครอง. สำนักงานสถิติแห่งชาติ. สืบค้น 7-9-2557.
  143. สำนักบริหารการทะเบียน. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ระบบสถิติทางการทะเบียน : รายงานสถิติจำนวนประชากรและบ้านประจำปี พ.ศ. 2560." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: [http://stat.dopa.go.th/stat/statnew/upstat_age_disp.php
  144. 145.0 145.1 145.2 145.3 145.4 [1], สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2557, สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สืบค้น 4 กุมภาพันธ์ 2559.
  145. "International Religious Freedom Report, Thailand". US Department of State. 2549. 
  146. "จำนวนวัด จำแนกตามนิกาย พ.ศ. 2552 - 2559". สำนักงานสถิติแห่งชาติ. สืบค้นเมื่อ 3-3-61. 
  147. "จำนวนพระภิกษุ สามเณร ในศาสนาพุทธ จำแนกเป็นรายภาค และจังหวัด พ.ศ. 2550 - 2559". สำนักงานสถิติแห่งชาติ. สืบค้นเมื่อ 3-3-61. 
  148. Thakur, Upendra (1986). Some Aspects of Asian History and Culture. Abhinav Publications. ISBN 8170172071. 
  149. 150.0 150.1 150.2 150.3 150.4 "Muslim in Thailand". Royal Thai Embassy, Riyadh, Saudi Arabia. สืบค้นเมื่อ 3-3-18. 
  150. ดูที่ สถิติคริสต์ศาสนิกชนและคริสตจักรในประเทศไทย
  151. "ศาสนาคริสต์". สารานุกรมไทยฉบับเยาวชน. สืบค้นเมื่อ 3-3-18. 
  152. Kataoka, Tatsuki (December 2012). "Religion as Non-religion: The Place of Chinese Temples in Phuket, Southern Thailand". Southeast Asian Studies (Center for Southeast Asian Studies, Kyoto University) 1 (3): 461–485. 
  153. "Wayback Machine". 2017-11-14. Archived from the original on 2017-11-14. สืบค้นเมื่อ 2018-02-27. 
  154. International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination; Reports submitted by States parties under article 9 of the Convention: Thailand (ใน English with appended Thai government translation). United Nations Committee on the Elimination of Racial Discrimination. 28 July 2011. สืบค้นเมื่อ 8 October 2016. 
  155. Population by language, sex and urban/rural residence, UNSD Demographic Statistics, United Nations Statistics Division, UNdata, last update 5 July 2013.
  156. SAMEO Conference, Singapore, April 2006
  157. คณะกรรมการเฉพาะกิจจัดทำหนังสือเมืองไทยของเรา เล่ม 2. หน้า 104.
  158. 159.0 159.1 สถิติการศึกษาฉบับย่อ 2555[ลิงก์เสีย]. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. สืบค้น 7-9-2557.
  159. 160.0 160.1 Mala, Dumrongkiat (7 January 2018). "Govt seeks to close the great class divide". Bangkok Post. สืบค้นเมื่อ 1 February 2018. 
  160. Education in Thailand: An OECD-UNESCO Perspective; Reviews of National Policies for Education (PDF ed.). Paris: OECD/UNESCO. 2016. ISBN 9789264259119. สืบค้นเมื่อ 1 February 2018. 
  161. Wipatayotin, Apinya (2018-01-07). "Ex-education chief urges reform". Bangkok Post. สืบค้นเมื่อ 1 February 2018. 
  162. BTI 2014 | Thailand country Report Archived 27 July 2014 at the Wayback Machine.
  163. QS University Rankings: Asia | Top Universities
  164. อึ้ง!การศึกษาไทยรั้งท้ายอาเซียน. คมชัดลึก. 3-9-2556. สืบค้น 8-9-2557.
  165. OECD/UNESCO (2016). "Education in Thailand: An OECD-UNESCO Perspective, Reviews of National Policies for Education". OECD Publishing, Paris. สืบค้นเมื่อ 4-3-18. 
  166. MOPH reports low IQ among Thai youth. NNT. สืบค้น 8-9-2557.
  167. Maxwell, Daniel; Kamnuansilpa, Peerasit (2015-06-06). "Low IQ levels a wake-up call for Thailand". Bangkok Post. สืบค้นเมื่อ 6 June 2015. 
  168. Draper, John (2012). "Revisiting English in Thailand". Asian EFL Journal 14 (4): 9–38. ISSN 1738-1460. 
  169. Draper, John (12 December 2011). "Solving Isaan's education problem". The Isaan Record. 
  170. Draper, John (21 February 2014). "PISA Thailand regional breakdown shows inequalities between Bangkok and Upper North with the rest of Thailand". The Isaan Record. 
  171. "Global Health Observatory Data Repository: Life expectancy – Data by country" (CSV). Geneva, Switzerland: World Health Statistics 2015, World Health Organization, WHO. 2015. สืบค้นเมื่อ 2015-05-21. "the technical health information is based on data accurate with respect to the year indicated (2013)" 
  172. บทที่ 5 สถานสุขภาพและปัญหาสุขภาพของคนไทย[ลิงก์เสีย]. จาก รายงานการสาธารณสุขไทย ๒๕๕๑-๒๕๕๓. กระทรวงสาธารณสุข. สืบค้น 7-9-2557.
  173. Vatanasapt, V; Sriamporn, S; Vatanasapt, P (2002). "Cancer control in Thailand". Japanese journal of clinical oncology. 32 Suppl: S82–91. PMID 11959881. 
  174. "Situation Analysis of Adolescent Pregnancy in Thailand: Synthesis Report 2015". UNICEF. สืบค้นเมื่อ 3-3-18. 
  175. Thailand statistics summary (2002 - present). WHO. สืบค้น 7-9-2557.
  176. Country Cooperation at a Glance: Thailand. WHO. สืบค้น 7-9-2557.
  177. "Thailand - Country statistics". Global Health Observatory. World Health Organization. สืบค้นเมื่อ 21 December 2011. 
  178. สปส. ควรมี รพ. เป็นของตัวเอง จริงหรือ!!!
  179. 180.0 180.1 Otto F. von Feigenblatt. The Thai Ethnocracy Unravels: A Critical Cultural Analysis of Thailand’s Socio-Political Unrest. Journal of Alternative Perspectives in the Social Sciences. สืบค้น 7-9-2557.
  180. 181.0 181.1 181.2 "Thai Cultural Profile 2012". Tablelands Regional Council Community Partners Program. Archived from the original on |archiveurl= requires |archivedate= (help). สืบค้นเมื่อ 7-9-2014. 
  181. 182.0 182.1 182.2 182.3 Kislenko, Arne (2004). Culture and Customs of Thailand. Greenwood Publishing Group. ISBN 0313321280. 
  182. 183.0 183.1 Jermsawatdi (1979). Thai Art with Indian Influence. Abhinav Publications. ISBN 8170170907. 
  183. Cummings, Joe (2000). World Food: Thailand. Melbourne, Australia: Lonely Planet. p. 79. 
  184. IRRI country profile Thailand[ลิงก์เสีย]
  185. คณะกรรมการเฉพาะกิจจัดทำหนังสือเมืองไทยของเรา เล่ม 2. หน้า 45.
  186. "Thai Food". thaiso.com. 20 January 2010. Archived from the original on 27 September 2013. สืบค้นเมื่อ 29 October 2013.  Unknown parameter |df= ignored (help)
  187. "Royal Thai Consulate General: Thai Cuisine". Thaicongenvancouver.org. สืบค้นเมื่อ 29 Oct 2013. 
  188. "First Time Eating New Food and International Cuisine at Restaurants". The Food Virgin. สืบค้นเมื่อ 29 October 2013. 
  189. Tucker, Ian (19 September 2010). "One night in Bangkok on the trail of Thai street food". The Observer (London). สืบค้นเมื่อ 29 October 2013. 
  190. "The Hairy Bikers' Asian Adventure, Thailand - Bangkok and the Central Plains". BBC. 
  191. 2 World's 50 most delicious foods[ลิงก์เสีย]
  192. "ประวัติภาพยนตร์ไทย" เว็บไซต์ rimpingfunds.com
  193. "ความรุ่งโรจน์ ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ยุคบุคเบิก" เว็บไซต์ thaifilm.com
  194. "ลุงบุญมีระลึกชาติ"ของ"เจ้ย"คว้าปาล์มทองคำ
  195. “จีทีเอช” จัดงานฉลองรายได้ “พี่มาก..พระโขนง”10 ล้านคนดู 1000 ล้านรายได้ 10000 ล้านคำขอบคุณอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา แขกร่วมงานมากมาย[ลิงก์เสีย]
  196. 197.0 197.1 197.2 197.3 197.4 197.5 197.6 Morton, David (1976). The Traditional Music of Thailand. p. University of California Press. ISBN 0520018761. 
  197. Phillips, Douglas A. (2007). Thailand. Infobase Publishing. ISBN 1438105452. 
  198. "พระราชพิธีและประเพณีท้องถิ่น". สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ ๑๘. สืบค้นเมื่อ 16-3-61. 
  199. 200.0 200.1 Goodman, Jim (2002). Cultures of the world: Thailand. Marshall Cavendish. ISBN 0761414789. 
  200. 201.0 201.1 201.2 201.3 "THAILAND : TRAITS and TREASURES". National Identity Office, Office of the Permanent Secretary, Prime Minister's Office, Royal Thai Government. สืบค้นเมื่อ 31-3-18. 
  201. Fry, Gerald W.; Nieminen, Gayla S.; Smith, Harold E. (2013). Historical Dictionary of Thailand. Scarecrow Press. ISBN 9780810875258. 
  202. Hong, Fan (2013). Sport, Nationalism and Orientalism: The Asian Games. Routledge. ISBN 1317997719. 
  203. 204.0 204.1 204.2 "Sports and recreation". Encyclopædia Britannica. สืบค้นเมื่อ 1-4-18. 
  204. "Sports Activities in the Philippines, Thailand and Viet Nam". ASEAN. 2014. สืบค้นเมื่อ 4-4-18. 
  205. Freedom of the Press 2015. Washington DC: Freedom House. April 2015. p. 23. สืบค้นเมื่อ 6 May 2015. 
  206. "History and politics of public television in Thailand". Archived from the original on July 20, 2009. สืบค้นเมื่อ April 14, 2009. 
  207. กสทช.จัดถก "ละครไทยในฝัน" กรุยทาง "วิชาชีพ" กำกับกันเอง
  208. 209.0 209.1 Thongtep, Watchiranont; Pratruangkrai, Petchanet (2016-10-19). "Newspapers covering HM's death become collector's items". The Nation. สืบค้นเมื่อ 9 January 2017. 
  209. Panyalimpanun, Thitipol (2016-03-01). "Why Thailand’s print media is facing a grim future". Asian Correspondent. สืบค้นเมื่อ 13 March 2016. 
  210. "ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย". เนคเทค. สืบค้นเมื่อ 3-3-18. 
  211. "รายงานผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2560". สพธอ. สำนักงานพัฒนาธุรกิจทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน). สืบค้นเมื่อ 3-3-18. 
  212. "การสำรวจการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน พ.ศ. 2559". สำนักงานสถิติแห่งชาติ. สืบค้นเมื่อ 3-3-18. 

บรรณานุกรม

  • ชนิดา ศักดิ์ศิริสัมพันธ์. (2542). ท่องเที่ยวไทย. บริษัท สำนักพิมพ์หน้าต่างสู่โลกกว้าง จำกัด. ISBN 974-86261-9-9.
  • Tourism Authority of Thailand. (1996). The 'Personality' of Thailand. Darnsitha Press Co., Ltd. ISBN 974-8236-29-5.
  • คณะกรรมการเฉพาะกิจจัดทำหนังสือเมืองไทยของเรา เล่ม 2. (2535) เมืองไทยของเรา ฉบับที่สอง. สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี. ISBN 974-7771-27-6.

แหล่งข้อมูลอื่น

Wikivoyage-Logo-v3-icon.svg ประเทศไทย ข้อมูลการท่องเที่ยวจาก วิกิท่องเที่ยว

รัฐบาล
อื่น ๆ