แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย พ.ศ. 2547

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
แผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดีย พ.ศ. 2547
ความเสียหายที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต หลังคลื่นสึนามิพัดถล่ม
แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย พ.ศ. 2547 ซึ่งตั้งอยู่ใน Earth
แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย พ.ศ. 2547
วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547
เวลา 00:58:50 UTC
(07:58:50 เวลาท้องถิ่น)
ขนาด 9.1-9.3 Mw

ระดับความรุนแรงที่รู้สึกได้ lX ตามมาตราเมอร์คัลลี่

ความลึก 30 กิโลเมตร (19 ไมล์)
จุดเหนือศูนย์เกิดแผ่นดินไหว 3°18′58″N 95°51′14″E / 3.316°N 95.854°E / 3.316; 95.854พิกัดภูมิศาสตร์: 3°18′58″N 95°51′14″E / 3.316°N 95.854°E / 3.316; 95.854
ประเภท แผ่นดินไหวเมกะทรัสต์
แผ่นดินไหวใต้ทะเล
(เขตมุดตัว)
ประเทศที่ได้รับผลกระทบ อินโดนีเซีย, ศรีลังกา, อินเดีย, ไทย, มัลดีฟส์, โซมาเลีย, พม่า, มาเลเซีย, แทนซาเนีย, เซเชลส์, บังคลาเทศ, แอฟริกาใต้, เยเมน, เคนยา, มาดากัสการ์
สึนามิ ใช่ (สูงสุด 30 เมตร)
ผู้ประสบภัย ผู้เสียชีวิต 230,210 – 280,000+ ราย[1][2]

แผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดีย พ.ศ. 2547 เป็นแผ่นดินไหวใต้ทะเล เกิดขึ้นเมื่อเวลา 07.58 น. ตามเวลาในประเทศไทย (00:58 UTC) เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) ศูนย์กลางอยู่ลึกลงไปในมหาสมุทรอินเดีย ใกล้ด้านตะวันตกของตอนเหนือเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ทำให้เกิดความเสียหายบนเกาะสุมาตรา และยังรับรู้ได้ในภาคใต้ของประเทศไทย

แผ่นดินไหวเกิดจากการยุบตัวของเปลือกโลกใต้มหาสมุทรอินเดีย กระตุ้นให้เกิดคลื่นสึนามิสูงราว 30 เมตร[3] เข้าท่วมทำลายบ้านเรือนตามแนวชายฝั่งโดยรอบมหาสมุทรอินเดีย ประมาณการว่ามีผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ใน 14 ประเทศมากกว่า 230,000 - 280,000คนหรือมากกว่า 280,000 คน นับเป็นหนึ่งในภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ประเทศที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดได้แก่ ประเทศอินโดนีเซีย รองลงมาคือประเทศศรีลังกา ประเทศอินเดีย และประเทศไทย ตามลำดับ

ความรุนแรงของแผ่นดินไหวอยู่ระหว่างแมกนิจูด 9.1 ถึง 9.3 ตามมาตราโมเมนต์ ทำให้แผ่นดินไหวครั้งนี้นับเป็นแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงเป็นอันดับที่สามตามที่เคยวัดได้จากเครื่องวัดแผ่นดินไหว (Seismometer) นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นแผ่นดินไหวที่มีคาบเวลายาวนานที่สุด โดยการสังเกตคาบเวลาอยู่ที่ประมาณ 8.3 ถึง 10 นาที ส่งผลให้แผ่นดินทั่วทั้งผืนโลกเคลื่อนตัวไปถึง 1 เซนติเมตร [4] และยังเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวในจุดอื่น ๆ ของโลกอีกด้วย [5]

ลักษณะแผ่นดินไหว[แก้]

แผ่นดินไหวถูกบันทึกครั้งแรกด้วยค่าความรุนแรงแมกนิจูด 8.8 ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 จึงได้ปรับเพิ่มเป็นแมกนิจูด 9.0[6] โดยศูนย์เตือนภัยสึนามิมหาสมุทรแปซิฟิกได้ยอมรับค่าใหม่นี้ ส่วนสำนักธรณีวิทยาสหรัฐอเมริกา (United States Geological Survey) ยังคงยึดค่าเดิมที่ประมาณการไว้ที่แมกนิจูด 9.1 ด้านผลการศึกษาล่าสุดในปี พ.ศ. 2549 บ่งชี้ว่าความรุนแรงของแผ่นดินไหวมีค่าระหว่างแมกนิจูด 9.1–9.3 อย่างไรก็ตาม ดอกเตอร์ฮิโระโอะ คะนะโมริ (Hiroo Kanamori) แห่งสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนียแนะนำว่าแมกนิจูด 9.2 เหมาะสมที่จะใช้เป็นค่าตัวแทนสำหรับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ครั้งนี้[7]

จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวเกิดขึ้นใต้มหาสมุทรอินเดีย ลึกลงไป 30 กิโลเมตร (19 ไมล์) จากระดับน้ำทะเล ห่างจาก เกาะซิเมอลูเอ ไปทางทิศเหนือประมาณ 160 กิโลเมตร (100 ไมล์) ซึ่งตัวเกาะตั้งอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกของเกาะสุมาตรา โดยรอยเลื่อนซุนดาเมกะทรัสต์ (Sunda megathrust) ได้เลื่อนตัวแตกออกยาวถึง 1,300 กิโลเมตร (810 ไมล์)[8] ทำให้เกิดแผ่นดินไหวและตามด้วยคลื่นสึนามิ ประชาชนในประเทศบังคลาเทศ อินเดีย มาเลเซีย พม่า ไทย สิงคโปร์ และมัลดีฟส์รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว[9] จากนั้นรอยเลื่อนย่อย (Splay fault) จึงขยับตาม ทำให้พื้นทะเลเกิดรอยแตกยาวในเวลาไม่กี่วินาที และเกิดน้ำทะเลยกตัวสูงและเพิ่มความเร็วแก่คลื่นให้มากขึ้น จากนั้นคลื่นสึนามิได้เข้าทำลายเมืองล็อกนา (Lhoknga) ใกล้กับเมืองบันดาอาเจะฮ์ จนราบเป็นหน้ากลอง[10]

ด้านธรณีสัณฐาน อินโดนีเซียตอนเหนือและตะวันออกใกล้กับนิวกินีจะตั้งอยู่บนแนววงแหวนแห่งไฟแห่งแปซิฟิก ส่วนตอนใต้พาดไปทางตะวันตกของประเทศเป็นแนวแผ่นดินไหวเรียกว่า แนวแอลไพด์ ผ่านเกาะติมอร์ ฟลอเรส บาหลี ชวา และเกาะสุมาตรา

แผนภูมิวงกลม แสดงขนาดโมเมนต์แผ่นดินไหวที่วัดได้ทั้งหมดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1906–2005 เปรียบเทียบกับแผ่นดินไหวขนาดใหญ่แต่ละครั้ง แผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดียแสดงสีน้ำเงินเข้ม

แผ่นดินไหวใหญ่ครั้งนี้เกิดขึ้นในเขตมุดตัวของเปลือกโลก ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวขนาดเมกะทรัสต์อยู่เสมอ มีค่าโมเมนต์แผ่นดินไหวสูงในระดับศตวรรษ โดยหากรวมค่าโมเมนต์แผ่นดินไหวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในรอบ 100 ปี ตั้งแต่ ค.ศ. 1906 จนถึง 2005 แผ่นดินไหวที่อินโดนีเซียครั้งนี้จะมีขนาดโมเมนต์แผ่นดินไหวถึง 1 ใน 8 ของแผ่นดินไหวทั้งหมดดังกล่าว นอกจากนี้ หากรวมกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่อะแลสกา ค.ศ. 1964 และที่ชิลี ค.ศ. 1960 จะมีขนาดโมเมนต์สูงถึงครึ่งหนึ่งของแผ่นดินไหวทั้งหมดดังกล่าว หากเทียบกับแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในซานฟรานซิสโกปี ค.ศ. 1906 กับแผ่นดินไหวครั้งนี้ ถือว่าครั้งนั้นมีขนาดเล็กมาก (หากแต่ครั้งนั้นเกิดความเสียหายไม่แพ้กัน)

นับตั้งแต่ ค.ศ. 1900 แผ่นดินไหวในครั้งนี้ถือว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 รองจากแผ่นดินไหวในชิลี ค.ศ. 1960 (แมกนิจูด 9.5) และแผ่นดินไหวในอะแลสกา ค.ศ. 1964 (แมกนิจูด 9.2) นอกจากนี้มีอีกเพียงสองครั้งที่มีขนาดแมกนิจูด 9.0 ได้แก่ แผ่นดินไหวที่คาบสมุทรคัมชัตคา ทางตะวันออกของรัสเซีย เมื่อ ค.ศ. 1952[11] และแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น ค.ศ. 2011 เหตุการณ์แผ่นดินไหวดังกล่าวล้วนก่อให้เกิดคลื่นสึนามิในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกแทบทั้งสิ้น ถึงกระนั้นกลับมีจำนวนผู้เสียชีวิตไม่มากอย่างมีนัยสำคัญ โดยสาเหตุหลักคือ ชายฝั่งใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหวมีประชากรอาศัยเบาบาง พื้นที่ที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวเหล่านั้นมาก รวมถึงความมีประสิทธิภาพของระบบสาธารณูปโภคและระบบเตือนภัย เช่น ในกรณีของประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น

แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ (ขนาดเมกะทรัสต์) ครั้งอื่น เกิดขึ้นใน ค.ศ. 1868 ในประเทศเปรู (แผ่นเปลือกโลกนาสกาและแผ่นอเมริกาใต้) ค.ศ. 1827 ในโคลอมเบีย (แผ่นนาสกาและแผ่นอเมริกาใต้) ค.ศ. 1812 ในเวเนซูเอลา (แผ่นแคริบเบียนและแผ่นอเมริกาใต้) และแผ่นดินไหวคาสคาเดีย ค.ศ. 1700 ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอเมริกา (แผ่นฮวนเดอฟูกาและแผ่นอเมริกาเหนือ) ทั้งหมดที่กล่าวมานี้คาดว่ามีความรุนแรงมากกว่าแมกนิจูด 9 แต่ไม่มีตัวเลขชัดเจนถึงขนาดที่แท้จริงในขณะนั้น

การเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดจากแผ่นเปลือกโลก อินโดออสเตรียมุดใต้แผ่นยูเรเชีย ซึ่งแผ่นอินโดออสเตีรยมีการเคลื่อนเข้าไปในแผ่นยูเรเชียทำให้เกิดแนวปะทะยาวตั้งแต่หมู่เกาะนิโคบาร์(อินเดีย)ยาวลงไปถึงเกาะสุมาตรา(อินโดนีเซีย) แผ่นดินไหวครั้งนี้เป็นแผ่นดินไหวที่มีขนาดใหญ่และรุนแรงมาก โดยจุดศูนย์กลางอยู่ใกล้กับเกาะสุมาตรา(อินโดนีเซีย)เมืองบันดาอาเจะฮ์ ขนาด9.1-9.3แมกนิจูด(lX) และสร้างรอยแตกขึ้นไปถึงหมูเกาะนิโคบาร์ และประเทศพม่า มีขนาดการทำลายร้าง1,400-1,600 ก.ม.จากจุดศูนย์กลาง กินเวลา8.3-10นาทีเป็นแผ่นดินไหวที่มีเวลามากที่สุด เมื่อมีขนาดถึง9.1-9.3แมกนิจูด และเกิดตรงแนวมุดตัวของแผ่นเปลือกโลกทำให้แผ่นเปลือกโลกยุบตัวออกมา (ถ้าสังเกต แนวปะทะของรอยต่อแผ่นเปลือกโลกไม่เท่ากันโดยแผ่นดินไหวเมื่อปี2547 แผ่นเปลือกโลกยูเรเชียขยับออกมาเป็นระยะทางกว่า1,000ก.ม.) การที่เปลือกโลกขนาดใหญ่ขยับออกมา หรือยกตัว จะแทนที่นำหลายพันล้านตันในมหาสมุทรที่ลึกเป็นพันๆกิโลเมตร และทำให้เกิดเป็นคลื่น กระจายตัวออกไป ส่วนความรุนแรงของสุนามินั้นขึ้นอยู่กับการขยับของแผ่นเปลือกโลกด้วย เช่น แผ่นดินไหวครั้งนี้รอยแตกยาวเป็น1000 กิโลเมตรยาวขึ้นไปถึง หมูเกาะนิโบาร์ แต่จุดที่ได้รับผลสึนามิที่หนักนั้น จะอยู่บริเวณ อินโดนีเซีย ไทย ศรีลังกา อินเดีย สาเหตุเพราะ ในบริเวณนี้เป็นบริเวณที่ใกล้กับจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวขนาด9.1-9.3แมกนิจูดมากที่สุดในบริเวณนี้แผ่นเปลือกโลกขยับออกมามาก ซึ่งก่อให้เกิดสึนามิ ซึ่งการที่แผ่นยูเชียที่ถูกแผ่นอินโดออสเตรียมุดลงไปด้านล้างนั้นทำให้เกิดแรงบีบอัดอย่างมหาศาลโดยแผ่นอินโดนีเชียเคลื่อนมุดเข้าแผ่นยูเรเชียตลอด ทำไห้สะสมพลังงานมายาวนานอาจถึง100-1,000ปีซึ่งช้ามาก และปล่อยพลังงานออกมาในรูปแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ และมีสึนามิตามมาบ่อยครั้ง แต่ครั้งนี้แปลกมากที่สึนามิมีความรุนแรงมากถึงขนาดฆ่าคน280,000คน ประเทศรอบมหาสมุทรอินเดียหนักสุดคือ อินโดนีเซียโดยเฉพาะเมืองบันดาอาเจะฮ์ได้รับผลกระทบมากที่สุด(สึนามิสูง30-35เมตร) และสึนามิยังเดินทางมายังไทยและอีกฝั่งเดินทางไปหาศรีลังกา อินเดีย มัลดีฟ ทวีปแอฟริกา ซึ่งสึนามิที่เกิดจากแผ่นไหวมีอัตตราการเคลื่อนที่ที่เร็วมากประมาณ600-800 ก.ม./ช.ม. และสึนามิส่วนหนึ่งยังเดินทางข้ามมหาสมุทรอื่นผ่านประเทศแอฟริกาใต้

ข้อสังเกตแผ่นดินไหวที่สามารถก่อให้เกิดสึนามิและการทำลายล้างสูง ส่วนมากมักจะเกิดอยู่ในมหาสมุทรและมีขนาดใหญ่ถึง8.0-9.0+แมกนิจูดและชอบเกิดอยู่บริเวณแนวรอยต่อแผ่นเปลือกโลกและมักเกิดไม่ลึกมาก ซึ่งตรงกับแผ่นดินไหวที่ประเทศชีลี9.4-9.6แมกนิจูด(แผ่นนาสคามุดใต้แผ่นอเมริกาใต้) แผ่นดินไหวที่ประเทศสหรัฐขนาด9.2แมกนิจูด (แผ่นแปปซิฟิกมุดใต้แผ่นอเมริกาเหนือ แผ่นดินไหวที่ประเทศอินโดนีเซียขนาด 9.1-9.3แมกนิจูด(แผ่นอินโดออสเตรียมุดใต้แผ่นยูเรเชีย) แผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่นขนาด9.0-9.1แมกนิจูด(แผ่นแปซิฟิกมุดใต้แผ่น อเมริกาเหนือ) แผ่นดินไหวที่ประเทศรัสเซียขนาด9.0แมกนิจูด(แผ่นแปซิฟิกมุดใต้แผ่นอเมริกาเหนือ) ซึ่งแผ่นดินไหวที่กล่าวข้างต้น ก่อให้เกิดสึนามิทั้งสิ้น และทุกครั้งที่เกิดแผ่นดินไหวขนาด9.0+แมกนิจูด จะสร้างความเสียหายระดับสูงทั้งนั้นเช่น ญี่ปุ่นเมื่อปี 2554 และแผ่นดินไหวเมื่อปี2547

แผ่นดินไหวขนาด8.7แมกนิจูดเมื่อปี2555 ที่มหาสมุทรอินเดียจุดศุนย์กลางใกล้กับเกาสุมาตราที่เป็นที่ตกตื่นกันในบริเวณเสี่ยงภัยซึ่งอาจซํ้ารอยแผ่นดินไหวเมื่อปีพ.ศ. 2547 ต่อมาพบว่าเกิดสึนามิขนาดเล็กข้อสังเกตคือว่า จริงอยู่ว่าแผ่นดินไหวนี้มีขนาดใหญ่8.7แมกนิจูดซึ่งก่อให้เกิดสึนามิขนาดใหญ่ได้ แต่แผ่นดินไหวครั้งนี้ไม่เกิดบริเวณแนวรอยต่อแผ่นเปลือกโลก ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดสึนามิ แต่โอกาศจะเกิดสึนามิขนาดใหญ่เท่าเมื่อปี2547มีโอกาศน้อยมาก เพราะรอยเลื่อนเคลื่อนที่ผ่านกัน นั้นมีการเคลื่อนที่ในแนวระนาบซึ่งแทนที่น้ำได้น้อย เช่น แผ่นดินไหวเมื่อปี2547และแผ่นดินไหวของญี่ปุ่นปี2554 เกิดบนแนวรอยต่อแผ่นเปลือกโลก2แผ่นและขนาดแผ่นดินมีขนาด9.0แมกนิจูด ทำให้เกิดสึนามิที่มีขนาดใหญ่

แผ่นดินไหวขนาด9.0แมกนิจูดขึ้นไป มีสาเหตุมาจากอะไร และทำไมถึงเกิดสึนามิขนาดใหญ่ตามมา

แผ่นดินไหวขนาด9.0+แมกนิจูดขึ้นไปมีอยุ่ประมาณ5ครั้ง(ของโลก)ที่เครื่องวัดแผ่นดินไหวสามารถวัดได้ 1.แผ่นดินไหวที่ประเทศชิลี 9.5 แมกนิจูด 2.แผ่นดินไหว สหรัฐฯ 9.2 แมกนิจูด 3.แผ่นดินไหวที่อินโดนีเซีย(มหาสมุทรอินเดีย) 9.1-9.3 แมกนูจูด ส่วนมากนิยม(9.2) 4.แผ่นดินไหวญี่ปุ่น ขนาด9.0-9.1 แมกนิจูด 5.แผ่นดินไหวรัสเซีย 9.0แมกนิจูด แผ่นดินไหวที่กล่าวมา ข้างต้นเป็นแผ่นดินไหวที่เกิดไม่บ่อย มาก แต่มีโอกาศเกิดอยู่ตลอด เป็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่มาก ปล่อยพลังออกมามาก ทำให้ท้องทะเลสั่นสะเทื่อน แผ่นดินไหวทั้งหมดนี้ เกิดจาก1.รอยเลื่อนที่ประเทสไทย นิยมเรียกว่า ย้อนมุมตํ่า กล่าวคือแผ่นเปลือกโลกหนึ่งจะยกตัวขึ้นกระทันหันหลังเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งจะยกนํ้าขึ้นมาเป็นสึนามินั่นเอง แต่ในสากล นิยมเรียกว่า เขตมุดตัวของแผ่นเปลือก กล่าวคือ ลองคิดดูว่า แผ่นเปลือกโลกหนึ่ง ถูกอีกแผ่นหนึ่ง มุดลงข้างด้านล่างและแผ่นที่มุดลงด้านล่างก็ดึงแผ่นที่ถูกมุดลงมาด้วยอย่างช้าๆ และเมื่อแผ่นที่ถูกดึง มีความเครียดสูง ก็จะดีดตัวกลัว และดันนํ้าทะเลขึ้นมาด้วย ซึ่ง บนพื้นดินก็สามารถพบได้ รอยเลื่อนประเภทนี้อันตรายมากเพราะมันมี่พลังงานมาก เช่น การเกิด ของเทือกเขาหิมาลัย ก็เกิดจากแผ่นดินมุดตัว โดยแผ่นดินอินเดีย มุดลงด้านล่าง แผ่นยูเรเชีย จุดเกิดการบีบอัด สร้างเทือกเขาสูงขึ้นมา และสร้างแผ่นดินไหวขนาดใหญ่มาก เคย ทำแผ่นดินไหว 8.6แมกนิจูด มาแล้ว เพราะฉะนั้นมันจะอันตรายมาก ถ้ารอยเลื่อนประเภทนี้อยู่บนพื้นดิน และถ้ามันไปอยู่แถบชนบทที่มีคนอยู่จำนวนมาก 2.ความลึก ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการจะดูว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้จะมีแรงสั่นสะเทือนมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความลึกด้วย เช่นแผ่นดินไหว ครั้งหนึ่ง ขนาด7.5 เกิดบนพื้นดิน ลึกจากผิดโลก 10 กิโลเมตร อันนี้จะสร้างความเสียหายที่รุนแรงมาก ถ้าเทียบกับมาตราเมอร์คัลลี่ จะอยู่ประมาณ X-Xl เลยที่เดียว ซึ่งสามารถอ้างได้จากแผ่นดินไหวที่ประเทศเฮติ ที่ฆ่าคนนับ 200,000 คน เลยที่เดียว มันมีขนาด7.0 ซึ่งอยู่ในขั้นที่แรง แต่มาตราเมอร์คัลลี่มัน เท่ากับX ซึ่งรุนแรงมาก มาตราเมอร์คัลลีของมันมากกว่า แผ่นดินไหว ขนาด9.1-9.3 ของอินโดนีเซีย กับแผ่นดินไหว 9.0-9.1 ของญี่ปุ่นที่มีมาตราเมอร์คัลลี่ lX ข้อสังเกตคือว่าแผ่นดินไหว ของเฮตินั้น เกิดบนประเทศ และหมู่บ้าน และตื้นมากจากพื้นผิว แรงแผ่นดินไหวเขาเลยได้รับขนาด7.0เต็มๆอยู่แล้ว แต่แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย กับ ญี่ปุ่นเกิดนอกชายฝั่งห่างจากประทศไปไกล หลายร้อยกิโลเมตร ซึ่งมีผลอย่างมากต่อแรงแผ่นดินไหวที่จะกระจายเข้ามาสู่ประเทศ ทำไห้แรงแผ่นดินไหวที่เข้ามาในประเทศลดลง เหลือประมาณ 7.0 ของญี่ปุ่น มีจังหวัดหนึ่งได้รับแรงแผ่นดินไหวครั้งนี้ 7.0 แมกนิจูด ไม่ใช่9.0แมกนิจูด ตามที่คนพูดกัน ซึ่ง7.0แมกนจูด ตึกของประเทศญี่ปุ่นสามารถ ต้านทานและทนได้อยู่แล้ว แต่ประเทศญี่ปุ่นจะกลัว กับสึนามิเสียมากกว่าแรงแผ่นดินไหวสะอีกเพราะ สึนามินั้น มีพลังมากและมีการทำลายล้างสูงมาก เมื่อในปี 2011 ของญี่ปุ่นที่สึนามิสารมาถโจมตี ที่กั้นสึนามิของญี่ปุ่นได้ง่ายดาย ด้วยความสูง 40.5 เมตร ทำให้โรงงานนิวเคลียระเบิด เป็นต้น 3.ขนาดของแผ่นดินไหวก็สำคัญมากเช่นกัน ขนาดของแผ่นดินไหว สามารถบอกได้ว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้จะเกิดสึนามิได้ ถ้ามีขนาด มากกว่า 7.5ขึ้นไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว 7.5 นั้นส่วนมากสึนามิจะไม่ค่อยแรงเท่าไหร่ ส่วนมากที่แรงมากๆจะอยู่ที่ขนาด 8.5-9.0+ แต่ถึงอย่างไรขนาดของแผ่นดินไหว ก็ไม่สามารถ การันตีได้ว่าจะเกิดหรือไม่เกิดสึนามิ เพราะมันสามารถ เพิ่มขึ้นและลดลงได้ เช่นแผ่นดินไหว ขนาด 9.0-9.1 ของญี่ปุ่น รู้หรือไม่ว่าแท้ที่จริงแล้วตอนแรกมันไม่ได้มีขนาดเท่านี้เลย ในตอนแรกของการเกิดแผ่นดินไหว ใหญ่ครั้งนี้ ขนาดมันอยู่ที 7.0+ 8.1 และตอนหลังมาปรับเพิ่มเป็น8.8 แมกนิจูก และหลังเกิดสึนามิไปแล้วปรับเป็น 8.9 และ 9.0 และปัจุบัน ก็เพิ่มขึ้นเป็น 9.1 แมกนิจูด เพราะ ฉะนั้นทำไห้รู้ว่าการเตือนภัย สึนามิเป็นเรื่องที่อ่อนไหวมาก บ้างครั้งอาจจะเกิดมันก็ไม่เกิด อันที่ไม่น่าจะเกิดก็กลับเกิด เพราะฉะนั้น บริเวณที่เสี่ยงภัย ของไทยคือ บริเวณภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามันนั้นมีโอกาศเกิดสึนามิมาก นอกชายฝั่งออกไปนั้น จะเป็นรอยต่อแผ่นเปลือกโลกขนาดใหญ่(แผ่นอินโดออสเตรียกับแผ่นยูเรเซีย) และยังมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา พื้นที่บริเวณนี้ควารมีการระวังภัยตลอดเวลา ถ้าพบเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่และอยู่บริเวณรอยต่อแผ่นเปลือกโลก ควรฟังการเตือนภัยอย่างเข้มงวด และปฏิบัติตาม ด้วย โดยรวมแผ่นดินไหวขนาด9.0+ ขึ้นไป ส่วนมากสิ่งที่น่ากลัวของพวกมันคือสึนามิ ส่วนรองลงมาคือแรงแผ่นดินไหว นั้นเอง

ภาพเคลื่อนไหวของคลื่นสึนามิสุมาตรา (ที่มา: องค์การสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา

สรุปความเสียหายและจำนวนผู้เสียชีวิต[แก้]

ประเทศที่ได้รับความเสียหาย ยืนยัน โดยประมาณ ได้รับบาดเจ็บ สูญหาย ไร้ที่อยู่อาศัย
ประเทศอินโดนีเซีย 130,736 167,799 n/a 37,063 500,000+
ประเทศศรีลังกา2 35,322 35,322 21,411 n/a 516,150
ประเทศอินเดีย 12,405 18,045 n/a 5,640 647,599
ประเทศไทย 5,395 8,212 8,457 2,817 7,000
ประเทศโซมาเลีย 78 289 n/a n/a 5,000
ประเทศพม่า 61 400–600 45 200 3,200
ประเทศมัลดีฟส์ 82 108 n/a 26 15,000+
ประเทศมาเลเซีย 68 75 299 6 n/a
ประเทศแทนซาเนีย 10 13 n/a n/a n/a
หมู่เกาะเซเชลส์ 3 3 57 n/a 200
ประเทศบังกลาเทศ 2 2 n/a n/a n/a
ประเทศแอฟริกาใต้ 2 2 n/a n/a n/a
ประเทศเยเมน 2 2 n/a n/a n/a
ประเทศเคนยา 1 1 2 n/a n/a
ประเทศมาดากัสการ์ n/a n/a n/a n/a 1,000+
รวม ~184,167 ~230,273 ~125,000 ~45,752 ~1.69 ล้าน

ผลกระทบในประเทศไทย[แก้]

แผนที่แสดงประเทศที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นสึนามิ

ความเสียหายด้านชีวิตและทรัพย์สิน[แก้]

ข้อมูล ณ วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2548 มีจำนวนผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้สูญหาย ในประเทศไทย มีจำนวนทั้งหมด 5,309 คน ผู้สูญหายจำนวนทั้งหมด 3,370 คน ต่อมาได้มีการรับแจ้งจากญาติพี่น้องของผู้ประสบภัยภายหลังการเกิดเหตุ จำนวนดังกล่าวนี้ลดลงเพราะได้พบผู้ที่รับแจ้งว่าสูญหายบางคนแล้ว นอกจากนี้ยังมีการค้นพบศพผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีการตรวจสอบเอกลักษณ์ของศพที่เก็บรักษาไว้เพื่อให้ทราบว่าเป็นผู้ใด ในรายงานของกระทรวงมหาดไทยที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2548 เหตุการณ์ในครั้งนี้ยังทำให้ คุณพุ่ม เจนเซน พระราชนัดดาใน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระโอรสใน ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ถึงแก่อนิจกรรมด้วย นอกจากมีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้สูญหายเป็นจำนวนมากแล้ว ยังมีความเสียหายในด้านทรัพย์สิน ได้แก่ บ้านเรือนของราษฎร โรงแรม บังกะโล เกสต์เฮาส์ ร้านค้า ร้านอาหาร ทรัพย์สินส่วนตัวของนักท่องเที่ยว ยานพาหนะ ตลอดจนระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ อาทิ ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ถนน เป็นมูลค่ากว่าพันล้านบาท [12]

ความเสียหายด้านเศรษฐกิจ[แก้]

ด้านเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยจังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ จังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่ ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเสียชีวิต และบาดเจ็บมากที่สุด มีแหล่งท่องเที่ยวได้รับความเสียหายมาก จำนวน 8 แห่ง คือ

ภาพเหตุการณ์ประชาชนกำลังวิ่งหนีคลื่นสึนามิเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ที่จังหวัดภูเก็ต
  • ชายทะเลเขาหลักในอุทยานแห่งชาติเขาหลัก ลำรู่ ตำบลคึกคัก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา (เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวเสียชีวิตและบาดเจ็บมากที่สุด)
  • เกาะสิมิลัน อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา
  • หาดราไวย์ ตำบลราไวย์ อำเภอเมืองฯ จังหวัดภูเก็ต
  • หาดกะรน ตำบลกะรน อำเภอเมืองฯ จังหวัดภูเก็ต
  • หาดกมลา ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต
  • หาดป่าตอง ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต
  • เกาะพีพี ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่
  • บ้านหาดทรายขาว กิ่งอำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง

อ้างอิง[แก้]

  1. Earthquakes with 50,000 or More Deaths
  2. "Asia-Pacific | Indonesia quake toll jumps again". BBC News. 2005-01-25. 
  3. Paulson, Tom. "New findings super-size our tsunami threat." Seattlepi.com. February 7, 2005.
  4. Walton, Marsha. "Scientists: Sumatra quake longest ever recorded." CNN. May 20, 2005
  5. West, Michael; Sanches, John J.; McNutt, Stephen R. "Periodically Triggered Seismicity at Mount Wrangell, Alaska, After the Sumatra Earthquake." Science. Vol. 308, No. 5725, 1144–1146. May 20, 2005.
  6. McKee, Maggie. "Power of tsunami earthquake heavily underestimated." New Scientist. 9 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2005.
  7. EERI Publication 2006–06, หน้า 14.
  8. Nalbant, S., Steacy, S., Sieh, K., Natawidjaja, D., and McCloskey, J. "Seismology: Earthquake risk on the Sunda trench." Nature. Vol. 435, No. 7043, 756–757. 9 June 2005. Retrieved 16 May 2009. Archived 18 May 2009.
  9. Lovholt, F., Bungum, H., Harbitz, C.B., Glimsal, S., Lindholm, C.D., and Pedersen, G. "Earthquake related tsunami hazard along the western coast of Thailand." Natural Hazards and Earth System Sciences. Vol. 6, No. 6, 979–997. 30 November 2006. Retrieved 16 May 2009. Archived 18 May 2009.
  10. Sibuet, J-C., Rangin, C., Le Pichon, X., Singh, S., Cattaneo, A., Graindorge, D., Klingelhoefer, F., Lin, J-Y., Malod, J., Maury, T., Schneider, J-L., Sultan, N., Umber, M., Yamaguchi, H., and the "Sumatra aftershocks" team, "26 December 2004 great Sumatra–Andaman earthquake: Co-seismic and post-seismic motions in northern Sumatra." Earth and Planetary Science Letters. Vol. 263, Issues. 1–2, 88–103. 15 November 2007. Retrieved 16 May 2009. Archived 18 May 2009.
  11. "Kamchatka Earthquake, 4 November 1952." United States Geological Survey.
  12. ความเสียหายที่ประเทศไทยได้รับจากพิบัติภัยคลื่นสึนามิ

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]