ข้ามไปเนื้อหา

จังหวัดนครศรีธรรมราช

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก นครศรีธรรมราช)
จังหวัดนครศรีธรรมราช
การถอดเสียงอักษรโรมัน
  อักษรโรมันChangwat Nakhon Si Thammarat
จากซ้ายไปขวา บนลงล่าง : กำแพงเมืองนครศรีธรรมราช วัดพระมหาธาตุ สนามกีฬานครศรีธรรมราช ท่าอากาศยานนานาชาตินครศรีธรรมราช สถานีรถไฟนครศรีธรรมราช
คำขวัญ: 
เราชาวนครฯ อยู่เมืองพระ มั่นอยู่ในสัจจะศีลธรรม กอปรกรรมดี มีมานะพากเพียร ไม่เบียดเบียนทำอันตรายผู้ใด
แผนที่ประเทศไทย จังหวัดนครศรีธรรมราชเน้นสีแดง
แผนที่ประเทศไทย จังหวัดนครศรีธรรมราชเน้นสีแดง
แผนที่ประเทศไทย จังหวัดนครศรีธรรมราชเน้นสีแดง
ประเทศ ไทย
การปกครอง
  ผู้ว่าราชการ สมชาย ลีหล้าน้อย
(ตั้งแต่ พ.ศ. 2567)
  นายก อบจ. วาริน ชิณวงศ์
(ตั้งแต่ พ.ศ. 2567)
พื้นที่
  ทั้งหมด
9,942.502 ตร.กม. (3,838.821 ตร.ไมล์)
  อันดับอันดับที่ 18
ประชากร
 (พ.ศ. 2566)[2]
  ทั้งหมด
1,540,953 คน
  อันดับอันดับที่ 8
  ความหนาแน่น154.98 คน/ตร.กม. (401.4 คน/ตร.ไมล์)
   อันดับความหนาแน่นอันดับที่ 26
รหัส ISO 3166TH-80
ชื่อไทยอื่น ๆนคร เมืองคอน คอน นครศรี ตามพรลิงก์ ลิกอร์ คิวคูตอน ตันเหมยหลิง ละคร[3]
สัญลักษณ์ประจำจังหวัด
  ต้นไม้แซะ
  ดอกไม้ราชพฤกษ์
  สัตว์น้ำปลาหมอ
ศาลากลางจังหวัด
  ที่ตั้งถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช 80000
  โทรศัพท์0 7535 6952
  โทรสาร0 7535 6531
เว็บไซต์www.nakhonsithammarat.go.th
สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นจังหวัดในประเทศไทย มีประชากรมากที่สุดในภาคใต้และมีขนาดพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภาคใต้ (รองจากสุราษฎร์ธานี) ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีอำเภอมากที่สุดในภาคใต้ ห่างจากกรุงเทพมหานคร ประมาณ 780 กิโลเมตร มีจังหวัดที่อยู่ติดกันได้แก่ สงขลา พัทลุง ตรัง กระบี่ และสุราษฎร์ธานี

ประวัติศาสตร์

[แก้]

หลักฐานในยุคก่อนประวัติศาสตร์ของนครศรีธรรมราชพบตั้งแต่ยุคหินกลางและยุคหินใหม่ พบเครื่องมือหินต่าง ๆ พบระนาดหินที่อำเภอท่าศาลา ต่อมาในยุคโลหะได้พบหลักฐานทางโบราณคดี คือ กลองมโหระทึกสำริด 2 ใบ ที่บ้านเกตุกาย ตำบลท่าเรือ อำเภอเมือง และที่คลองคุดด้วน อำเภอฉวาง

สมัยโบราณ

[แก้]

ในสมัยโบราณนครศรีธรรมราชอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรศรีวิชัยซึ่งมีศูนย์กลางแห่งหนึ่งอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช หรือเมืองไชยา หรือเมืองปาเล็มบัง ประเทศอินโดนีเซีย ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 - 16 ดังปรากฏในจารึกภาษาสันสกฤตวัดเสมาเมือง[4] กล่าวถึงพระเจ้ากรุงศรีวิชัยพระนามว่าศรีมหาราชาทรงสร้างปราสาทอิฐสามองค์เพื่อถวายแด่พระผู้ผจญมาร (พระสมณโคดม) พระปัทมปาณี และพระวัชรปาณี อาณาจักรศรีวิชัยนับถือพระพุทธศาสนานิกายมหายานและนับถือพระโพธิสัตว์ ต่อมาในพ.ศ. 1568 พระเจ้าราเชนทระโจฬะที่ 1 (Rajendra Chola I) แห่งราชวงศ์โจฬะซึ่งมาจากแคว้นทมิฬในอินเดียใต้ ยกทัพเรือเข้ารุกรานแหลมมลายูและภาคใต้ของไทย ทำให้อำนาจของศรีวิชัยเสื่อมลงและบริเวณแหลมมลายูตกอยู่ภายใต้การปกครองของโจฬะอยู่เวลาหนึ่ง การล่าถอยออกไปของโจฬะ นำไปสู่กำเนิด อาณาจักรตามพรลิงค์ ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองตามพรลิงก์หรือนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน จารึกเมืองทันโจร์ (Tanjore Inscription) ซึ่งจารึกขึ้นในพ.ศ. 1573 บันทึกเมืองต่าง ๆ ที่พระเจ้าราเชนทระฯทรงพิชิตได้ปรากฏชื่อเมือง "มัทลิงกัม" (Madalingam) และบันทึกของขุนนางชาวจีนสมัยราชวงศ์ซ่งปรากฏชื่อเมือง "ตันหม่าลิ่ง" (單馬令 จีนยุคกลาง: tɑn mˠaX liᴇŋ) หมายถึงตามพรลิงก์ จักรวรรดิขอมแผ่ขยายอำนาจมายังภาคใต้ของไทยในระยะเวลาหนึ่งจากนั้นจึงเสื่อมไป

เจดีย์ของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือพระธาตุนครศรีธรรมราช สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชแห่งตามพรลิงก์ เป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำแบบลังกา

ตามที่ปรากฏในจารึกวัดหัวเวียง[5]ที่อำเภอไชยา ว่าในพ.ศ. 1774 พระเจ้าผู้ปกครองเมืองตามพรลิงก์พระนามว่าศรีธรรมราชแห่งปทุมวงศ์ สันนิษฐานว่าราชวงศ์ปทุมวงศ์หรือราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราชนี้อาจเป็นวงศ์ที่สืบเชื่อสายมาจากพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ซึ่งสอดคล้องกับเนื้อความใน ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช ว่าพญาศรีธรรมาโศกราชหนีมาจากเมืองอินทปัตถ์ (เมืองพระนคร) ตำแหน่งของผู้ปกครองเมืองตามพรลิงก์ในสมัยนี้เรียกว่า "พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช" อาณาจักรตามพรลิงก์มีอำนาจเหนือเมืองสิบสองนักษัตร[6] ประกอบไปด้วยสิบสองเมืองที่อยู่ภายใต้อำนาจของนครศรีธรรมราช ประกอบไปด้วยเมืองต่าง ๆ ในภาคใต้ของไทยไปจนถึงไทรบุรี กลันตัน และปาหังในประเทศมาเลเซีย ในสมัยของราชวงศ์ปทุมวงศ์อาณาจักรตามพรลิงก์ได้เปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนาเถรวาทลังกาวงศ์ ในสมัยของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชมีการเริ่มสร้างเจดีย์พระธาตุขึ้นซึ่งเป็นเจดีย์ให้เป็นแบบทรงระฆังคว่ำแบบลังกา พระเจ้าจันทรภาณุแห่งตามพรลิงก์ทรงยกทัพเรือข้ามมหาสมุทรอินเดียเข้ารุกรานเกาะลังกาในสมัยของพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 2 (Parakramapahu II) แห่งลังกาและสามารถครอบครองดินแดนบางส่วนของเกาะลังกาได้ในช่วงเวลาหนึ่ง

อาณาจักรตามพรลิงก์เสื่อมอำนาจลงในสมัยต่อมาและตกอยู่ภายใต้อำนาจของอาณาจักรสุโขทัย จากตำนานเมืองนครศรีธรรมราชและสิหิงคนิทาน พระพุทธสิหิงค์ลอยมาจากลังกาจากนั้นมาหยุดพักที่หาดทรายแก้วเมืองนครศรีธรรมราชจากนั้นจึงลอยต่อไปยังทิศเหนือไปยังเชียงใหม่ อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในชินกาลมาลีปกรณ์ที่ว่าพระเจ้าโรจนราชหรือพ่อขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัยเสด็จมายังนครศรีธรรมราชแล้วอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ซึ่งมาจากลังกาไปประดิษฐานไว้ที่สุโขทัย ในสมัยนี้ปรากฏชื่อเมือง "นครศรีธรรมราช" ขึ้นเป็นครั้งแรกในศิลาจารึกหลักที่ 1 ในความหมายว่าเมืองของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช นครศรีธรรมราชมีอิทธิพลต่อพุทธศาสนาของสุโขทัยอย่างมาก ดังข้อความในศิลาจารึกฯว่าพระเถระสุโขทัย "ทุกคนลุกแต่เมืองศรีธรรมราชมา"

ในพ.ศ. 1808 ทัพเรือของอาณาจักรมัชปาหิตบนเกาะชวายกทัพเข้าโจมตีเมืองนครศรีธรรมราช ชาวบ้านนำโดยชายชื่อว่า "พังพการ" ได้รวบรวมกำลังพลขับไล่ทัพของชวาออกไปได้สำเร็จ ต่อมาท้าวพิชัยเทพเชียงภวาแห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาให้พระโอรสคือท้าวอู่ทองยกทัพเข้ารุกรานนครศรีธรรมราช ทัพของท้าวอู่ทองและพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชสู้รับกันที่บางสะพานจนนำไปสู่การแบ่งเขตแดนระหว่างพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชและท้าวอู่ทอง นับจากนั้นอาณาจักรนครศรีธรรมราชจึงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัฐที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งต่อมากลายเป็นอาณาจักรอยุธยา ต่อมาเกิดโรคระบาดในเมืองนครศรีธรรมราช พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชองค์สุดท้ายพร้อมญาติวงศ์เสด็จหนีลงเรือออกทะเลหายสาบสูญ เมืองนครศรีธรรมราชจึงกลายเป็นเมืองร้างว่างผู้คน เชื้อสายปทุมวงศ์จึงสิ้นสุดลง

เมื่อนครศรีธรรมราชกลายเป็นเมืองร้างจากโรคระบาดนั้น พระพนมทะเลศรีมเหสวัสดิทราธิราชผู้ครองเมืองเพชรบุรี ส่งพระโอรสคือพระพนมวังพร้อมทั้งนางสะเดียงทองมาสร้างเมืองใหม่คือเมืองนครดอนพระ[7] เมื่อพระพนมวังสวรรคตพระโอรสของพระพนมวังคือเจ้าศรีราชาครองเมืองนครฯต่อมา ซึ่งเจ้าศรีราชาได้รับการแต่งตั้งจากพระพนมทะเลฯ เมืองเพชรบุรีให้เป็น "พญาศรีธรรมาโศกราช สุรินทรราชาสุรวงศ์ธิบดียุธิษเฐียร อภัยพีรีบรากรมพาหุ เจ้าพระยานครศรีธรรมราชมหานคร" หลังจากที่วงศ์ของพระพนมวังและเจ้าศรีราชาสิ้นสุดลง ขุนอินทาราเจ้าเมืองลานสกาจึงขึ้นมาเป็นผู้ครองนครศรีธรรมราชต่อมาชื่อว่าศรีมหาราชา แต่ศรีมหาราชาขุนอินทาราถูกพระราชอาญาจากทางอยุธยาจึงถูกปลดจากตำแหน่ง บุตรชายของขุนอินทาราขึ้นครองเมืองนครฯเป็นศรีมหาราชาองค์ต่อมา เมื่อวงศ์ศรีมหาราชาสิ้นสุดอาณาจักรอยุธยาจึงส่งขุนรัตนากรมาปกครองเมืองนครฯ จากนั้นมาฝ่ายอยุธยาจึงส่งผู้ปกครองนครศรีธรรมราชโดยตรง

ในพ.ศ. 1998 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงบัญญัติพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน นาทหารหัวเมือง ระบุตำแหน่ง "เจ้าพญาศรีธรรมาโศกราช ชาติเดโชไชยมไหสุริยาธิบดี อภัยพีรีปรากรมพาหุ" ศักดินาหนึ่งหมื่น เป็นผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราช เมืองนครศรีธรรมราชมีฐานะเป็นหัวเมืองชั้นเอกหรือเมืองเจ้าพระยามหานคร มีขุนนางชั้นผู้ใหญ่ระดับเจ้าพระยาเป็นเจ้าเมืองเป็นศูนย์กลางอำนาจการปกครองของอยุธยาในภาคใต้ เมื่อชาวโปรตุเกสเข้ามาจึงมีการปรับปรุงซ่อมแซมกำแพงเมืองนครศรีธรรมราชเป็นกำแพงแบบก่ออิฐ[8] เมื่อชาวโปรตุเกสเข้ามาจึงปรากฏชื่อเมืองนครศรีธรรมราชว่า "ลิกอร์" (Ligor) ซึ่งแผลงมาจากคำว่านครฯ ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ประมาณพ.ศ. 2144 ทัพเรือจากเมืองอุยงคตนะ (Ujong Tanah) หรือรัฐสุลต่านยะโฮร์ (Johor Sultanate รัฐยะโฮร์ในปัจจุบัน) ยกทัพเรือนำโดยลักษมณา (Laksamana) เข้าโจมตีเมืองนครศรีธรรมราช[9] พระยารามราชท้ายน้ำเจ้าเมืองนครฯป้องกันเมืองจากทัพเรือมลายูไม่สำเร็จ ทัพมลายูเข้าปล้นเมืองนครฯ แล้วกลับไปพระยารามราชท้ายน้ำเสียชีวิตในที่รบ

ในรัชสมัยสมเด็จพระอาทิตยวงศ์ออกญากลาโหมสุริยวงศ์กุมอำนาจและส่งออกญาเสนาภิมุขยามาดะ นางามาซะ (山田長政 (Yamada Nagamasa)) ขุนนางชาวญี่ปุ่นมาเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อออกญากลาโหมสุริยวงศ์ทำการยึดอำนาจและปราบดาภิเษกขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าปราสาททองในพ.ศ. 2172 รายาอูงูแห่งรัฐปัตตานีและสุลต่านสุลัยมานแห่งสงขลาก่อการกบฎแข็งเมืองต่ออยุธยาในพ.ศ. 2173 พระเจ้าปราสาททองมีพระราชโองการให้ยามาดะ นางามาซะ ยกทัพเมืองนครศรีธรรมราชเข้าปราบกบฎของปัตตานีและสงขลาแต่ไม่สำเร็จ[10][11] ยามาดะ นางามาซะถูกวางยาพิษที่เมืองนครฯ โดยพระราชโองการของพระเจ้าปราสาททองจนเสียชีวิต นายโอนินบุตรชายของนางามาซะขึ้นเป็นเจ้าเมืองนครฯ ต่อมาแต่ชาวเมืองนครฯ ลุกฮือขึ้นขับไล่นายโอนินและกลุ่มทหารญี่ปุ่นออกไปจากเมืองนครฯ ฮอลันดาเข้ามาตั้งสถานีการค้าในเมืองนครฯ[12] ในพ.ศ. 2190 ยอดเจดีย์พระธาตุเมืองนครศรีธรรมราชหักโค่นลงมา พระเจ้าปราสาททองทรงให้มีการบูรณะสร้างยอดเจดีย์พระธาตุขึ้นใหม่

กำแพงเมืองนครศรีธรรมราชที่เห็นในปัจจุบันเกิดจากการบูรณะในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชโดยมงซิเออร์เดอลามาร์ (Monsieur de la Mare) วิศวกรชาวฝรั่งเศส

ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมีการบูรณะปรับปรุงกำแพงเมืองนครศรีธรรมราชโดยมงซิเออร์เดอลามาร์ (Monsieur de la Mare) วิศวกรชาวฝรั่งเศส[13]จนมีลักษณะอย่างที่เห็นในปัจจุบัน หลังการประหารเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชจากเหตุการณ์ของศรีปราชญ์ นครศรีธรรมราชมีเจ้าเมืองคือพระยารามเดโช (ชู) ซึ่งมีเชื้อสายแขก เมื่อสมเด็จพระเพทราชาปราบดาภิเษกยึดอำนาจจากสมเด็จพระนารายณ์ฯในพ.ศ. 2231 พระยารามเดโช (ชู) เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชไม่เข้าไปถือน้ำพิพัฒนสัตยาที่อยุธยา ในพ.ศ. 2235 สมเด็จพระเพทราชาทรงให้พระยาสุรสงครามเป็นแม่ทัพและพระยาราชบังสัน (หะซัน) เป็นแม่ทัพเรือ ยกทัพมาทั้งทางบกและทะเลเพื่อปราบกบฏเมืองนครฯ ทัพของพระเพทราชาใช้เวลาล้อมเมืองนครศรีธรรมราชอยู่นานถึงสามปี[11]จึงสามารถเข้ายึดเมืองได้ พระเพทราชาทรงลดอำนาจเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชโดยยกหัวเมืองปักษ์ใต้ทั้งหมดขึ้นต่อสมุหกลาโหม ในพ.ศ. 2275 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงยกหัวเมืองภาคใต้ให้ขึ้นต่อเจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ (อู่) ว่าที่พระคลังโกษาธิบดี จนกระทั่งมีโปรดเกล้าแต่งตั้งพระยาไชยาธิเบศร์เป็นเจ้าพระยานครศรีธรรมราชขึ้นอีกครั้งในพ.ศ. 2285[14] ในรัชกาลสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์พระยาราชสุภาวดีเป็นเจ้าเมืองนครฯ หลวงสิทธินายเวร (หนู) เป็นปลัดเมือง ต่อมาพระยาราชสุภาวดีความผิดถูกปลดจากตำแหน่งเจ้าเมือง ปลัดเมืองหรือ "พระปลัดหนู" จึงรักษาการณ์เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชแทน

หลังจากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองพระปลัดหนูผู้รักษาเมืองนครศรีธรรมราชจึงตั้งตนขึ้นเป็นเจ้าเมืองและเป็นเจ้าชุมนุมนครศรีธรรมราช ในพ.ศ. 2312 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงให้เจ้าพระยาจักรี (หมุด) ยกทัพธนบุรีเข้ารุกรานชุมนุมนครศรีธรรมราช ทัพของฝ่ายธนบุรีไม่สามารถเข้ายึดเมืองนครฯ ได้ทำให้สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีต้องเสด็จนำทัพด้วยพระองค์เองลงมายึดเมืองนครศรีธรรมราชได้สำเร็จ ทำให้เจ้านครฯ (หนู) ต้องหลบหนีไปยังเมืองปัตตานีและต่อมาเจ้าพระยาจักรีสามารถจับตัวเจ้าหนูกลับมาได้ พระเจ้ากรุงธนบุรีฯ ให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (หนู) เข้ามารับราชการในกรุงธนบุรีและทรงแต่งตั้งให้เจ้านราสุริยวงศ์ซึ่งเป็นพระเจ้าหลานเธอในพระเจ้ากรุงธนบุรีมาปกครองเมืองนครศรีธรรมราช ต่อมาเมื่อเจ้านราสุริยวงศ์เจ้าเมืองนครฯ ถึงแก่พิราลัย สมเด็จพระเจ้าธนบุรีจึงมีพระราชโองการแต่งตั้งเจ้าเมืองนครฯ (หนู) ออกไปปกครองเมืองนครศรีธรรมราชอีกครั้ง ได้รับพระราชทานพระสุพรรบัฏเป็น พระเจ้าขัตติยราชนิคม สมมติมไหสวรรค์ พระเจ้านครศรีธรรมราช เจ้าขัณฑสีมา เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 11 ขึ้น 3 ค่ำ จุลศักราช 1138 (พ.ศ. 2319) ปีวอกอัฐศก ดำรงฐานะเป็นเจ้าประเทศราช

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระราชดำริว่าพระเจ้านครศรีธรรมราชมีความชราไม่สามารถปกครองบ้านเมืองได้จึงโปรดฯให้ออกจากตำแหน่ง และให้เจ้าอุปราช (พัฒน์) บุตรเขยเจ้านครฯ (หนู) ขึ้นเป็นเจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราชฯเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช เป็นเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) เมื่อวันอังคาร เดือน 8 แรม 11 ค่ำ จุลศักราช 1146 (พ.ศ. 2327) ปีมะโรงศก โดยมียศเพียงเจ้าพระยาตามประเพณีแต่เดิม เมืองนครศรีธรรมราชซึ่งมีฐานะเป็นประเทศราชมีเจ้ากษัตริย์ปกครองอยู่เป็นเวลาแปดปีจึงเปลี่ยนฐานะเป็นหัวเมืองเอกตามเดิม ในพ.ศ. 2328 สงครามเก้าทัพ แกงหวุ่นแมงยีแม่ทัพพม่ายกทัพจากเมืองไชยาเข้าบุกเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) สละเมืองหลบหนีเข้าป่าทัพพม่าเข้ายึดเมืองนครฯ[15] กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงยกทัพเรือเข้ายึดเมืองนครฯ คืนมาได้ พ.ศ. 2354 เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) ถวายบังคมลาออกจากราชการ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงทรงแต่งตั้งให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) เป็นเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (พัฒน์) และทรงแต่งให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ซึ่งเป็นพระโอรสในพระเจ้ากรุงธนบุรีฯ ขึ้นเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชต่อมา เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (พัฒน์) ถึงแก่อสัญกรรมในพ.ศ. 2357 กรมหมื่นศักดิพลเสพผู้ทรงเป็นหลานของเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (พัฒน์) เสด็จมายังนครศรีธรรมราชเพื่อปลงศพเจ้าคุณตาและจัดระเบียบการปกครองเมืองนครศรีธรรมราชใหม่โดยอ้างอิงจากพระอัยการตำแหน่งกรมการเมืองนครฯจากสมัยอยุธยา[16]

ในพ.ศ. 2363 ตวนกูปะแงหรัน สุลต่านแห่งไทรบุรี แข็งเมืองเป็นอิสระจากกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีพระราชโองการให้เจ้าพระยานครฯ (น้อย) ยกทัพไปยึดเมืองไทรบุรี เจ้าพระยานครฯ (น้อย) สามารถยึดเมืองไทรบุรีได้และเมืองนครศรีธรรมราชปกครองไทรบุรีโดยตรงเป็นเวลาสิบเจ็ดปีจนกระทั่งกบฏหวันหมาดหลีในสมัยของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) เมืองนครศรีธรรมราชมีอำนาจมากในหัวเมืองปักษ์ใต้ เมื่อเจ้าพระยานครฯ (น้อย) ถึงแก่อสัญกรรมในพ.ศ. 2382 บุตรชายของเจ้าพระยานครฯ (น้อย) คือเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อยกลาง ณ นคร) เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชคนต่อมา

ในพ.ศ. 2401 ตำแหน่งเจ้าเมืองสงขลาได้รับการเลื่อนขึ้นมาให้มีศักดินา 10,000 ไร่ ทัดเทียมกับเมืองนครศรีธรรมราช ทำให้นครศรีธรรมราชไม่ใช่หัวเมืองใหญ่แห่งปักษ์ใต้เมืองเดียวอีกต่อไป[17] เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเมืองไทรบุรีซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าพระยานครฯ แต่เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (หนูพร้อม ณ นคร) ไม่ได้ตามลงไปรับเสด็จด้วย เป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงเรียกตัวเจ้าพระยานครฯ (หนูพร้อม) ไปช่วยราชการที่กรุงเทพฯ[18] นับจากนั้นมาส่วนกลางจึงเข้ามามีอำนาจปกครองนครศรีธรรมราชโดยตรง การจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราชในพ.ศ. 2439 ทำให้ตำแหน่งเจ้าพระยานครศรีธรรมราชสิ้นสุดลง พระยาสุขุมนัยวินิต (ปั้น สุขุม) เป็นข้าหลวงมณฑลนครศรีธรรมราชคนแรก มณฑลนครศรีธรรมราชมีอาณาเขตประกอบด้วยจังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุง และจังหวัดสงขลา จากนั้นมีข้าหลวงดำรงตำแหน่งต่อมาได้แก่พระยาชลบุรานุรักษ์ (เจริญ จารุจินดา) พ.ศ. 2449-2452 และเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ พ.ศ. 2453-2468 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจัดตั้งมณฑลภาคใน พ.ศ. 2458 นครศรีธรรมราชเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลภาคปักษ์ใต้ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อมีการตรา"พระราชบัญญัติการบริหารราชการส่วนภูมิภาค พุทธศักราช 2476" ขึ้น มณฑลเทศาภิบาลสิ้นสุดลงนำไปสู่การจัดตั้งจังหวัดนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน

การเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัด

[แก้]
  • 17 สิงหาคม 2450 ได้มีการโอนตำบลทะเลน้อย ตำบลตะเครียะ ตำบลหัวป่า ตำบลบ้านพร้าว และตำบลสำโรง จากอำเภอพังไกร เมืองนครศรีธรรมราช มาขึ้นกับอำเภอทะเลน้อย เมืองพัทลุง[21] (ปัจจุบัน คือ อำเภอควนขนุน (เฉพาะตำบลทะเลน้อย และตำบลพนางตุง (บางส่วน)) จังหวัดพัทลุง และอำเภอระโนด (เฉพาะตำบลตะเครียะ และตำบลบ้านขาว) จังหวัดสงขลา)

ภูมิศาสตร์

[แก้]

ที่ตั้งและอาณาเขต

[แก้]

จังหวัดนครศรีธรรมราชตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของภาคใต้ โดยมีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภาคใต้ โดยมีจังหวัดที่มีอาณาเขตติดกัน ดังนี้

พื้นที่ที่ติดกับทะเลฝั่งอ่าวไทยของจังหวัดนครศรีธรรมราชนั้นมีชายฝั่งยาวประมาณ 225 กิโลเมตร และจังหวัดนครศรีธรรมราชมีเขาสูงที่สุดในภาคใต้ คือ เขาหลวง มีความสูงประมาณ 1,835 เมตร

สัญลักษณ์ประจำจังหวัด

[แก้]

การแบ่งเขตการปกครอง

[แก้]

การปกครองส่วนภูมิภาค

[แก้]

จังหวัดนครศรีธรรมราช มีการแบ่งเขตการปกครองส่วนภูมิภาคออกเป็น 23 อำเภอ 170 ตำบล 1,545 หมู่บ้าน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ข้อมูลอำเภอในจังหวัดนครศรีธรรมราช (31 ธันวาคม พ.ศ. 2567)
ลำดับ ชื่ออำเภอ ชั้น
พื้นที่
(ตร.กม.)
ห่างจากจังหวัด
(ก.ม.)
ตั้งเมื่อ
(พ.ศ.)
ตำบล
หมู่บ้าน ประชากร
(คน)
แผนที่
1  เมืองนครศรีธรรมราชพิเศษ617.4478.28  244016115 268,896 แผนที่
2  พรหมคีรี4321.49922.18  2524[25]539 37,407 
3  ลานสกา4342.89822.28  2501[26]537 40,782 
4  ฉวาง2528.22764.26  24401086 64,206 
5  พิปูน4363.75378.47  2519[27]542 28,654 
6  เชียรใหญ่3232.74343.19  2490[28]1097 41,558 
7  ชะอวด2833.04861.50  2496[29]1187 84,529 
8  ท่าศาลา1363.89132.17  244010110 116,269 
9  ทุ่งสง11,041.99954.13  244013124 159,538 
10  นาบอน3192.89959.03  2524[30]334 26,056 
11  ทุ่งใหญ่3603.28795.11  2501[31]763 74,200 
12  ปากพนัง1422.45438.48  244018141 95,132 
13  ร่อนพิบูลย์2335.52331.35  2440657 81,510 
14  สิชล2703.10565.59  24409110 88,409 
15  ขนอม1433.926100.71  2502[32]334 30,803 
16  หัวไทร2417.73367.27  2480[33]1199 61,987 
17  บางขัน4601.66291.41  2535[34]460 47,223 
18  ถ้ำพรรณรา4169.10491.15  2538[35]329 19,045 
19  จุฬาภรณ์4192.50554.18  2537[36]630 31,304 
20  พระพรหม4147.96316.92  2540[37]440 44,667 
21  นบพิตำ4720.15647.13  2550[38]438 33,976 
22  ช้างกลาง4232.53553.11  2550[39]336 27,814 
23  เฉลิมพระเกียรติ4124.14528.91  2539[40]437 30,688 

    การปกครองส่วนท้องถิ่น

    [แก้]

    องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ในการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัดนครศรีธรรมราช มีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และมีสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 42 คน[41] องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราชเกิดขึ้นจากการจัดตั้ง "สภาจังหวัดนครศรีธรรมราช" เมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2476 ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476[42] โดยมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสภาจังหวัด พ.ศ. 2481[43] ต่อมาได้รับการจัดตั้งเป็น "องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช" เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2498 ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ. 2498[44] โดยมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540[45]

    ภายในพื้นที่ของจังหวัดนครศรีธรรมราชแบ่งออกเป็นเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับล่างหรือระดับพื้นฐานจำนวนทั้งหมด 184 แห่ง ได้แก่ เทศบาลนคร 1 แห่ง, เทศบาลเมือง 6 แห่ง, เทศบาลตำบล 51 แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบล 126 แห่ง[46] โดยมีรายชื่อเทศบาลทั้งหมดในจังหวัดนครศรีธรรมราช ดังนี้

    ข้อมูลเทศบาลในจังหวัดนครศรีธรรมราช
    ลำดับ ชื่อเทศบาล พื้นที่
    (ตร.กม.)
    ตั้งเมื่อ
    (พ.ศ.)
    อำเภอ ครอบคลุมตำบล ประชากร
    สิ้นปี 2567
    (คน)
    ทั้งตำบล บางส่วน รวม
    เทศบาลนคร
    1
    22.56
    2537325
    95,331
    เทศบาลเมือง
    1
    7.35
    2480145
    18,464
    2
    7.17
    254711
    28,877
    3
    93.78
    255411
    34,501
    4
    21.42
    256811
    14,242
    5
    47.22
    256811
    13,834
    6
    35.00
    256811
    30,189
    เทศบาลตำบล
    1
    0.96
    254211
    3,694
    2
    2.40
    254211
    1,822
    3
    1.90
    254222
    6,142
    4
    1.76
    254211
    4,367
    5
    3.56
    254211
    7,274
    6
    2.00
    254211
    2,399
    7
    2.48
    254211
    2,297
    8
    0.50
    254222
    3,386
    9
    1.00
    254233
    1,613
    10
    1.00
    254211
    2,771
    11
    4.01
    254211
    5,018
    12
    4.00
    254211
    2,109
    13
    9.00
    254211
    3,428
    14
    12.90
    254222
    6,668
    15
    1.26
    254211
    2,696
    16
    14.48
    254211
    4,303
    17
    11.53
    254211
    7,537
    18
    13.00
    254211
    8,467
    19
    2.61
    254211
    1,822
    20
    3.00
    254211
    6,799
    21
    2.64
    254222
    3,964
    22
    43.09
    255011
    5,720
    23
    48.19
    255011
    14,607
    24
    41.00
    255111
    8,808
    25
    171.00
    255111
    8,112
    26
    26.72
    255111
    6,748
    27
    71.18
    255211
    4,810
    28
    67.60
    255411
    10,954
    29
    25.74
    255411
    10,170
    30
    140.63
    255411
    9,775
    31
    77.96
    255411
    12,039
    32
    55.00
    255511
    4,969
    33
    20.64
    255511
    5,560
    34
    62.39
    255511
    4,788
    35
    47.00
    255511
    7,616
    36
    31.98
    255511
    6,017
    37
    37.73
    255511
    6,908
    38
    53.00
    255511
    13,481
    39
    125.47
    255511
    7,809
    40
    51.38
    255511
    5,064
    41
    27.75
    255511
    10,341
    42
    101.00
    255511
    5,348
    43
    29.50
    255511
    3,845
    44
    65.00
    255511
    10,335
    45
    74.00
    255511
    11,454
    46
    30.35
    255511
    7,998
    47
    96.78
    255611
    5,734
    48
    25.00
    255611
    3,368
    49
    14.60
    255611
    4,360
    50
    42.76
    256811
    7,736
    51
    169.00
    256811
    15,982

      เจ้าเมืองนครและผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช

      [แก้]

      เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช

      [แก้]
      ลำดับ รายนาม[47] เริ่มต้น สิ้นสุด
      1 เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (หนู) 2319 2325
      2 เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (พัฒน์ ณ นคร) 2325 2357
      3 เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย ณ นคร) 2357 2381
      4 เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อยกลาง ณ นคร) 2384 2410
      5 เจ้าพระยาสุธรรมมนตรีศรีธรรมราช (หนูพร้อม ณ นคร) 2410 2440

      สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช

      [แก้]
      ลำดับ รายนาม เริ่มต้น สิ้นสุด
      1 เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) 2439 2449
      2 พระยาศรีธรรมราช (เจริญ จารุจินดา) 2449 2453
      3 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ 2453 2468
      4 พระยาสุรินทราชา (นกยูง วิเศษกุล) 2468 2469
      5 พระยาศรีธรรมราช (ทองคำ กาญจนโชติ) 2469 2476

      รายนามผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช

      [แก้]
      ลำดับ รายนาม[48] ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง ลำดับ รายนาม ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง
      1 เจ้าพระยาสุธรรมมนตรีศรีธรรมราช
      (หนูพร้อม ณ นคร)
      พ.ศ. 2440 – พ.ศ. 2447 2 พระยาสุนทราทรธุรกิจปรีชา
      (หมี ณ ถลาง)
      พ.ศ. 2447 – พ.ศ. 2449
      3 พระยาตรังภูษาภิบาล
      (ถนอม บุณยเกตุ)
      พ.ศ. 2449 – พ.ศ. 2452 4 พระยาศิริธรรมบริรักษ์
      (เย็น สุวรรณปัทมะ)
      พ.ศ. 2452 – พ.ศ. 2455
      5 พระยาประชากิจกรจักร์
      (ฟัด มหาเปารยะ)
      พ.ศ. 2455 – พ.ศ. 2462 6 พระยารัษฎานุประดิษฐ์
      (สินธุ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา)
      พ.ศ. 2462 – พ.ศ. 2474
      7 พระยาสุรพลนิพิธ
      (เป้า สุมนดิษฐ์)
      พ.ศ. 2474 – พ.ศ. 2475 8 พระยาบุรีสราธิการ
      (โจ้ กนิษฐารัตน์)
      พ.ศ. 2475 – พ.ศ. 2476
      9 พระอรรถนิพนธ์ปรีชา
      (ประเสริฐ อรรถนิพนธ์ปรีชา)
      พ.ศ. 2476 – พ.ศ. 2477 10 พระยาสุราษฎร์ธานีศรีเกษตรนิคม
      (เต่า ศตะกูรมะ)
      พ.ศ. 2477 – พ.ศ. 2481
      11 เรือเอก พระสาครบุรานุรักษ์
      (ปริก สุวรรณนนท์)
      พ.ศ. 2481 – พ.ศ. 2484 12 เรืออากาศเอก หลวงวุฒิราษฎร์รักษา
      (วุฒิ ศรสงคราม วุฒิราษฎร์รักษา)
      พ.ศ. 2484 – พ.ศ. 2486
      13 ขุนภักดีดำรงฤทธิ์
      (ภักดี ดำรงฤทธิ์)
      พ.ศ. 2486 – พ.ศ. 2489 14 ขุนรัฐวุฒิวิจารณ์
      (สุวงศ์ วัฏฏะสิงห์)
      พ.ศ. 2489 – พ.ศ. 2489
      15 นายแม้น ออนจันทร์ พ.ศ. 2489 – พ.ศ. 2493 16 ขุนอารีราชการัณย์
      (ชิต สุมนดิษฐ์)
      พ.ศ. 2493 – พ.ศ. 2494
      17 ขุนไมตรีประชารักษ์
      (ไมตรี พิจิตรนรการ)
      พ.ศ. 2494 – พ.ศ. 2495 18 ขุนพิเศษนครกิจ
      (ชุบ กลิ่นสุคนธ์)
      พ.ศ. 2495 – พ.ศ. 2497
      19 ขุนจรรยาวิเศษ
      (เที่ยง บุญยนิตย์)
      พ.ศ. 2497 – พ.ศ. 2500 20 นายมงคล สุภาพงษ์ พ.ศ. 2500 – พ.ศ. 2501
      21 นายจันทร์ สมบูรณ์กุล พ.ศ. 2501 – พ.ศ. 2503 22 นายสันต์ เอกมหาชัย พ.ศ. 2503 – พ.ศ. 2512
      23 นายพันธ์ ลายตระกูล พ.ศ. 2512 – พ.ศ. 2514 24 นายคล้าย จิตพิทักษ์ พ.ศ. 2515 – พ.ศ. 2518
      25 นายเวียง สาครสินธุ์ พ.ศ. 2518 – พ.ศ. 2518 26 นายศุภโยค พานิชวิทย์ พ.ศ. 2518 – พ.ศ. 2519
      27 นายเสน่ห์ วัฑฒนาธร พ.ศ. 2519 – พ.ศ. 2521 28 นายธานี โรจรนาลักษณ์ พ.ศ. 2521 – พ.ศ. 2525
      29 นายเอนก สิทธิประศาสน์ พ.ศ. 2525 – พ.ศ. 2529 30 เรือตรีสุกรี รักษ์ศรีทอง พ.ศ. 2529 – พ.ศ. 2530
      31 นายนิพนธ์ บุญญภัทโร พ.ศ. 2530 – พ.ศ. 2532 32 พันโทกมล ประจวบเหมาะ พ.ศ. 2532 – พ.ศ. 2533
      33 ร้อยตรีณรงค์ แสงสุริยงค์ พ.ศ. 2533 – พ.ศ. 2534 34 ร้อยตรีกิตติ ประทุมแก้ว พ.ศ. 2534 – พ.ศ. 2535
      35 นายวิสุทธิ์ สิงห์ขจรวรกุล พ.ศ. 2535 – พ.ศ. 2536 36 นายสุชาญ พงษ์เหนือ พ.ศ. 2536 – พ.ศ. 2537
      37 นายบัญญัติ จันทน์เสนะ พ.ศ. 2537 – พ.ศ. 2538 38 นายประกิต เทพชนะ พ.ศ. 2538 – พ.ศ. 2540
      39 นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ พ.ศ. 2540 – พ.ศ. 2541 40 นายสวัสดิ์ กฤตรัชตนันต์ พ.ศ. 2541 – พ.ศ. 2544
      41 นายสวัสดิ์ แกล้วทนงค์ พ.ศ. 2544 – พ.ศ. 2547 42 นายวิชม ทองสงค์ พ.ศ. 2547 – พ.ศ. 2551
      43 นายภาณุ อุทัยรัตน์ พ.ศ. 2551 – พ.ศ. 2552 44 นายธีระ มินทราศักดิ์ พ.ศ. 2552 – พ.ศ. 2554
      45 นายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ พ.ศ. 2554 – พ.ศ. 2556 46 นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ พ.ศ. 2556 – พ.ศ. 2557
      47 นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า พ.ศ. 2557 – พ.ศ. 2559 48 นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา พ.ศ. 2559 – พ.ศ. 2562
      49 นายศิริพัฒ พัฒกุล พ.ศ. 2562 – พ.ศ. 2563 50 นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ พ.ศ. 2563 – พ.ศ. 2565
      51 นายอภินันท์ เผือกผ่อง พ.ศ. 2565 – พ.ศ. 2566 52 นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี พ.ศ. 2566 – พ.ศ. 2567
      53 นายสมชาย ลีหล้าน้อย พ.ศ. 2567 – ปัจจุบัน

      เศรษฐกิจ

      [แก้]

      เศรษฐกิจโดยทั่วไปของจังหวัดนครศรีธรรมราชขึ้นอยู่กับภาคเกษตร อาชีพหลัก คือ ทำสวนยางพารา ทำสวนปาล์มน้ำมัน ทำนา ทำไร่ การปลูกผลไม้(สวนสมรม) ทำสวนมะพร้าว การประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง และการเลี้ยงสัตว์

      ศาสนา

      [แก้]

      ชาวนครศรีธรรมราช ส่วนใหญ่นับถือ ศาสนาพุทธ ประมาณ 92.08% รองลงมา คือ ศาสนาอิสลาม ประมาณ 7.03% ศาสนาคริสต์ ประมาณ 0.89% นอกจากนั้นเป็นศาสนาอื่น ๆ (ข้อมูลประชากร 1,516,499 คน ปี พ.ศ. 2552)

      การคมนาคม

      [แก้]
      ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช
      สถานีรถไฟนครศรีธรรมราช

      ในตัวเมืองนครศรีธรรมราช มีรถสองแถว วิ่งบริการรอบเมือง และจากนครศรีธรรมราชไปสู่อำเภอใกล้เคียง หรือจังหวัดข้างเคียง สามารถเลือกใช้บริการได้ทั้งมีรถตู้ รถเมล์ รถโดยสาร และรถไฟ

      ทางรถไฟ

      [แก้]
      • รถไฟ จากสถานีรถไฟกรุงเทพ มีขบวนรถเร็วขบวนที่ 173/174 รถด่วนขบวนที่ 85/86 ไปนครศรีธรรมราช รวมระยะทาง 832 กิโลเมตร

      และ ยังมีขบวนรถท้องถิ่นที่ 451/452 นครศรีธรรมราช-สุไหงโกลก-นครศรีธรรมราช และ ขบวนรถท้องถิ่นที่ 455/456 นครศรีธรรมราช-ยะลา-นครศรีธรรมราช

      ทางรถโดยสารประจำทาง

      [แก้]

      บริษัท ขนส่ง จำกัด มีบริการรถโดยสารทั้งแบบธรรมดา และปรับอากาศ ออกจากสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (ถนนบรมราชชนนี), อำเภอขนอม มีรถ วีไอพี ปรับอากาศ ชั้น 1 ขนอม-กรุงเทพฯ และกรุงเทพฯ-ขนอม

      ทางรถยนต์ส่วนบุคคล

      [แก้]

      การเดินทางจากกรุงเทพมายังนครศรีธรรมราช ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 กรุงเทพฯ-ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร แล้วใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 41 ผ่านสุราษฎร์ธานี-ทุ่งสง จนถึงนครศรีธรรมราช หรือ ถึงอำเภอพุนพิน สุราษฎร์ธานี แล้วใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 401 เลียบชายฝั่งทะเล ไปจนถึงนครศรีธรรมราช รวมระยะทาง 780 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังสามารถเดินทางยังอำเภออื่น ๆ หรือจังหวัดใกล้เคียงได้อีกด้วย

      ทางอากาศยาน

      [แก้]

      ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช มีเที่ยวบินให้บริการ 23 เที่ยวบินต่อวัน โดยมี 5 สายการบินคือ การบินไทยสมายล์ นกแอร์ ไทยเวียดเจ็ทแอร์ ไทยแอร์เอเชีย และไทยไลอ้อนแอร์ รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่ ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช

      ระยะทางจากตัวจังหวัดไปอำเภอต่าง ๆ

      [แก้]

      กีฬา

      [แก้]

      สโมสรฟุตบอลนครศรีฯ ยูไนเต็ด

      บุคคลที่มีชื่อเสียง

      [แก้]
      นักการเมือง
      วงการบันเทิง
      อื่นๆ

      เมืองพี่เมืองน้อง

      [แก้]
      เมือง วันลงนาม หมายเหตุ
      ประเทศไทย จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย 17 มีนาคม 2560 บันทึกความร่วมมือการพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและการพัฒนาสู่เมืองอัจฉริยะระหว่างจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดนครศรีธรรมราช
      ประเทศไทย จังหวัดนครพนม ประเทศไทย 16 มิถุนายน 2560 บันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างจังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดนครพนม

      อ้างอิง

      [แก้]
      1. ศูนย์สารสนเทศเพื่อการบริหารและงานปกครอง. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ข้อมูลการปกครอง." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.dopa.go.th/padmic/jungwad76/jungwad76.htm เก็บถาวร 2016-03-10 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน [ม.ป.ป.]. สืบค้น 18 เมษายน 2553.
      2. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://stat.bora.dopa.go.th/stat/pk/pk_64.pdf 2564. สืบค้น 12 มีนาคม 2565.
      3. สารนครศรีธรรมราช : นามของนครศรีธรรมราชในประวัติศาสตร์
      4. https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/323
      5. https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/507
      6. https://www.nakhononline.com/1812/
      7. http://www.tungsong.com/NakhonSri/tamnan_nakhon/5.pdf
      8. "สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2019-11-04. สืบค้นเมื่อ 2019-11-04.
      9. https://www.gotoknow.org/posts/463016
      10. http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong/2010/09/28/entry-3
      11. 1 2 "สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-10-21. สืบค้นเมื่อ 2019-11-08.
      12. https://www.ayutthaya-history.com/Settlements_Dutch.html
      13. ประภัสสร์ ชูวิเชียร, ดร. พระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช มหาสถูปแห่งคาบสมุทรภาคใต้. กรุงเทพฯ. สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, ตุลาคม ๒๕๕๓.
      14. เรื่องตั้งเจ้าพระยานครศรีธรรมราชครั้งกรุงเก่า. ประชุมพงศาวดาร.
      15. เจ้าพระยาทิพากรณ์วงศ์ (ขำ บุนนาค). พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑.
      16. สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒.
      17. https://www.thaipost.net/main/detail/1100
      18. "สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-06-13. สืบค้นเมื่อ 2020-04-04.
      19. ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง รวมเกาะสมุยและเกาะพงัน ทั้ง 2 เกาะ ขึ้นต่อเมืองกาญจนดิฐ, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 14 ตอนที่ 7 หน้า 83. https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/1019100.pdf
      20. ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง โอนท้องที่อำเภอลำพูน อำเภอพนม อำเภอพะแสง จากเมืองนครศรีธรรมราช มณฑลนครศรีธรรมราช มาขึ้นเมืองไชยา มณฑลชุมพร, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 23 ตอนที่ 18 หน้า 408. https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/1030554.pdf
      21. ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง โอนตำบลต่าง ๆ รวม 5 ตำบล จากอำเภอพังไกร เมืองนครศรีธรรมราช มาขึ้นอำเภอทะเลน้อย เมืองพัทลุง, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 24 ตอนที่ 20 หน้า 521. https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/1032262.pdf
      22. ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง โอนตำบล, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 46 ง หน้า 149. https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/1084474.pdf
      23. พระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัด พ.ศ. 2479, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 54 หน้า 42. https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2480/A/40.PDF
      24. ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 249 เรื่อง กำหนดให้เปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยโอนหมู่บ้านหมู่ที่ 7 (บ้านนางกำ) ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ไปขึ้นตำบลดอนสัก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 89 ตอนที่ 174 ก หน้า 1. https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/1289675.pdf
      25. พระราชกฤษฎีกาตั้งอำเภอพรหมคีรี พ.ศ. 2524
      26. พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งอำเภอลานสกา พ.ศ. 2501
      27. พระราชกฤษฎีกาตั้งอำเภอพิปูน พ.ศ. 2519
      28. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ตั้งอำเภอเชียรใหญ่ พ.ศ. 2490
      29. พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งอำเภอชะอวด พ.ศ. 2496
      30. พระราชกฤษฎีกาตั้งอำเภอนาบอน พ.ศ. 2524
      31. พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งอำเภอทุ่งใหญ่ พ.ศ. 2501
      32. พระราชกฤษฎีกาตั้งอำเภอขนอม พ.ศ. 2502
      33. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ตั้งอำเภอหัวไทร พ.ศ. 2480
      34. พระราชกฤษฎีกาตั้งอำเภอบางขัน พ.ศ. 2535
      35. พระราชกฤษฎีกาตั้งอำเภอถ้ำพรรณรา พ.ศ. 2538
      36. พระราชกฤษฎีกาตั้งอำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ศ. 2537
      37. พระราชกฤษฎีกาตั้งอำเภอพระพรหม พ.ศ. 2540
      38. พระราชกฤษฎีกาตั้งอำเภอนบพิตำ พ.ศ. 2550
      39. พระราชกฤษฎีกาตั้งอำเภอช้างกลาง พ.ศ. 2550
      40. พระราชกฤษฎีกาตั้งอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ศ. 2539
      41. "การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช" (PDF). สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง. สืบค้นเมื่อ 16 สิงหาคม 2025.
      42. "พระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. ๒๔๗๖" (PDF). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2009-03-26. สืบค้นเมื่อ 2020-12-11.
      43. พระราชบัญญัติสภาจังหวัด พ.ศ. ๒๔๘๑
      44. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๔๙๘
      45. พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐
      46. "ข้อมูลจำนวนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแยกรายจังหวัด". กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น. สืบค้นเมื่อ 1 เมษายน 2024.
      47. http://www.xn--42c3as5b.com/16392809/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-%E0%B9%91-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A-%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B9%5Bลิงก์เสีย%5D
      48. "ทำเนียบผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช จากเว็บไซต์จังหวัดนครศรีธรรมราช". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2009-03-11. สืบค้นเมื่อ 2009-02-19.

      ดูเพิ่ม

      [แก้]

      แหล่งข้อมูลอื่น

      [แก้]

      8°24′N 99°58′E / 8.4°N 99.97°E / 8.4; 99.97