ความตกลงสมบูรณ์แบบ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ความตกลงสมบูรณ์แบบ
ความตกลงสมบูรณ์แบบเพื่อยุติสถานะสงครามระหว่างสยามและฝ่ายสัมพันธมิตร
พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย002.jpg
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย ทรงไปเจรจาทำสัญญาเลิกสถานะสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร
ประเภท สนธิสัญญาสันติภาพ
วันลงนาม
- ณ
5 มกราคม พ.ศ. 2489
สิงคโปร์
ผู้ลงนาม ไทย สยาม

สหรัฐ สหรัฐอเมริกา
ฝรั่งเศส ฝรั่งเศส
สาธารณรัฐจีน (2455-2492) สาธารณรัฐจีน

ภาษา ไทย และอังกฤษ

ความตกลงสมบูรณ์แบบเพื่อยุติสถานะสงครามระหว่างสยามและฝ่ายสัมพันธมิตร (อังกฤษ: Formal Agreement for The Termination of The State of War Between Siam and Allies ("United Nations")) หรือ ความตกลงสมบูรณ์แบบ เป็นสนธิสัญญาสันติภาพที่จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2489 ณ สิงคโปร์ อันเป็นการยุติสถานะสงครามระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตรและราชอาณาจักรสยามในสงครามโลกครั้งที่สอง

ประวัติ[แก้]

ประเทศไทยได้ทำสนธิสัญญาสันติภาพกับอังกฤษเป็นประเทศแรกโดยมีชื่อเรียกว่า"ความตกลงสมบูรณ์แบบเพื่อยุติภาวะสงคราม ระหว่างไทยกับบริเตนใหญ่และอินเดีย"[1][2] ขึ้นในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2489 ซึ่งต่อมากลุ่มฝ่ายสัมพันธมิตรอื่นๆได้ขอเข้ามามีบทบาทในสนธิสัญญานี้โดยเพิ่มเนื้อหาของสัญญาขึ้นจึงเรียกว่า "ความตกลงสมบูรณ์แบบเพื่อยุติสถานะสงครามระหว่างสยามและฝ่ายสัมพันธมิตร"

เป้าหมายของฝ่ายสัมพันธมิตร[แก้]

เป้าหมายของอังกฤษ[แก้]

เป้าหมายของอังกฤษคือ ไทยต้องคืนจังหวัดมาลัยหรือสี่รัฐในมลายูและสหรัฐไทยเดิมที่ได้มาระหว่างสงครามให้แก่อังกฤษ และต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ทรัพย์สินของอังกฤษ ที่ถูกไทยยึดครองระหว่างสงคราม เป็นข้าวสาร 1.5 ล้านตัน รวมไปถึง แร่ ดีบุก และยางพารา ประกอบกับค่าเสียหายว่าด้วยกรณีการสร้างเส้นทางรถไฟระหว่างพม่ากับไทย (ทางรถไฟสายมรณะ)

เป้าหมายของฝรั่งเศส[แก้]

รัฐบาลฝรั่งเศสได้ใช้การยับยั้งการขอเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติของไทย รัฐบาลไทยนำโดยหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมชเห็นว่าเพื่อไม่ให้คัดค้านการเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติของไทย และในที่สุดรัฐบาลไทยก็ได้ทำการตกลงกับฝรั่งเศสมีจุดประสงค์เพื่อขอเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ เป้าหมายของฝรั่งเศสคือ เรียกคืนดินแดนที่ได้มาจากกรณีพิพาทอินโดจีน เมื่อปี พ.ศ. 2483 ให้กับฝรั่งเศส แต่ฝรั่งเศสยังเรียกร้องให้ไทยมอบ พระแก้วมรกตและพระบาง ให้แก่ฝรั่งเศส โดยอ้างว่าเคยอยู่ในลาวมาก่อนถึง 200 กว่าปี ก่อนจะมาอยู่ที่กรุงเทพฯ และเมื่อลาวเป็นดินแดนในอาณัติของฝรั่งเศสแล้ว ไทยก็ควรคืนให้แก่ลาวด้วย แต่ฝ่ายไทยได้อ้างว่าพระแก้วมรกต ค้นพบครั้งแรกในประเทศไทย การที่ต้องอยู่ในลาวถึง 200 กว่าปีนั้น เป็นเพราะพระไชยเชษฐาได้นำพระแก้วมรกตจากเมืองเชียงใหม่ ไปไว้ที่เมืองหลวงพระบาง และเมืองเวียงจันทน์ ดังนั้นการที่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ได้อัญเชิญพระแก้วมรกต มาไว้ยังกรุงธนบุรีและกรุงเทพฯ ตามลำดับนั้น จึงเป็นการนำกลับคืนสู่สถานที่เดิม ทำให้ข้อเรียกร้องของฝรั่งเศสข้อนี้ต้องตกไป ส่วนพระบางนั้นไทยได้ส่งคืนลาวไปตามข้อเรียกร้อง

เป้าหมายของสหรัฐอเมริกา[แก้]

เป้าหมายของสหรัฐอเมริกาเน้นไปทางการลงโทษผู้นำหรือหัวหน้ารัฐบาลที่ร่วมทำสงครามเคียงข้างญี่ปุ่นและเข้าฝ่ายอักษะที่ทำให้ประเทศเป็นฝ่ายปราชัย รัฐบาลไทยโดย ม.ร.ว.เสนีย์ ได้ประกาศพระราชบัญญัติอาชญากรสงครามขึ้นมา ซึ่งหากรัฐบาลไม่ตราพระราชบัญญัตินี้ฝ่ายสัมพันธมิตรก็จะนำผู้ต้องหาไปดำเนินคดีที่ศาลทหารระหว่างประเทศสำหรับตะวันออกไกล (International Military Tribunal for the Far East) ที่กรุงโตเกียวในฐานะอาชญากรสงคราม ระหว่างนี้ได้มีการออกกฎหมายอาชญากรสงครามมาเพื่อให้ผู้กระทำผิดต้องขึ้นศาลไทย จอมพล ป. พิบูลสงคราม รวมทั้งอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาระดับสูงหลายคน เช่น หลวงวิจิตรวาทการ, จรูญ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์, พลเอกมังกร พรหมโยธี เป็นต้น จึงถูกจับกุมและถูกดำเนินคดีในประเทศไทย

เป้าหมายของรัฐบาลจีนคณะชาติ[แก้]

รัฐบาลจีนคณะชาติภายใต้การนำของเจียงไคเช็กเรียกร้องให้กองทัพพายัพของไทยในพม่าหรือสหรัฐไทยเดิมส่งคืนเชลยศึกชาวจีนทั้งหมด และรัฐบาลไทยจะต้องยกเลิกนโยบายต่อต้านชาวจีนของจอมพล ป. พิบูลสงคราม อีกทั้งยังต้องชดเชยค่าเสียหายแก่ทรัพย์สินชาวจีนในประเทศไทยที่ถูกรัฐบาลไทยยึดไป

ดูเพิ่ม[แก้]

  • แถลงการณ์เรื่องการยกเลิกสถานะสงครามระหว่างประเทศไทยกับบริเตนใหญ่ 1 มกราคม 2489 (จากกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ) (ไทย)
  • แถลงการณ์เรื่องการยกเลิกสถานะสงครามระหว่างประเทศไทยกับบริเตนใหญ่ 1 มกราคม 2489 (จากกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ) (อังกฤษ)