ข้ามไปเนื้อหา

ประเทศโมนาโก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ราชรัฐโมนาโก
Principauté de Monaco (ฝรั่งเศส)
คำขวัญ: Deo Juvante (ละติน)
("ด้วยความช่วยเหลือของพระเจ้า")
เพลงชาติ: อีมน์มอเนกัสก์
("เพลงสดุดีโมนาโก")
ที่ตั้งของประเทศโมนาโก (เขียว)ในทวีปยุโรป (เขียวและเทาเข้ม)
ที่ตั้งของประเทศโมนาโก (เขียว)

ในทวีปยุโรป (เขียวและเทาเข้ม)

เมืองหลวงโมนาโก (นครรัฐ)
43°44′N 7°25′E / 43.733°N 7.417°E / 43.733; 7.417
เมืองใหญ่สุดมงเต-การ์โล
ภาษาราชการฝรั่งเศส[1]
ภาษากลาง
กลุ่มชาติพันธุ์
ศาสนา
86.0% คริสต์
—80.9% โรมันคาทอลิก (ศาสนาประจำชาติ)[2]
—5.1% นิกายอื่น ๆ
11.7% ไม่มีศาสนา
1.7% ยูดาห์
0.6% อื่น ๆ[3]
การปกครองรัฐเดี่ยว ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ
เจ้าชายอาลแบร์ที่ 2
Christophe Mirmand
สภานิติบัญญัติสภาแห่งชาติ
เป็นเอกราช
8 มกราคม ค.ศ. 1297
17 พฤษภาคม ค.ศ. 1814
• จากการครอบครองของสหสัมพันธมิตรครั้งที่หก
17 มิถุนายน ค.ศ. 1814
2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1861
5 มกราคม ค.ศ. 1911
พื้นที่
• รวม
2.02 ตารางกิโลเมตร (0.78 ตารางไมล์) (อันดับที่ 193)
• แหล่งน้ำ (%)
น้อย[4]
ประชากร
• ประมาณ 2019
Steady 38,300[5] (อันดับที่ 190)
• สำมะโนประชากรปี 2016
37,308[6]
• ความหนาแน่น
18,713 ต่อตารางกิโลเมตร (48,466.4 ต่อตารางไมล์) (อันดับที่ 1)
จีดีพี (อำนาจซื้อ)ประมาณ 2015
• รวม
เพิ่มขึ้น 7.672 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ ค.ศ. 2015)[7] (อันดับที่ 158)
• ต่อหัว
เพิ่มขึ้น 115,700 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ ค.ศ. 2015)[7] (อันดับที่ 3)
จีดีพี (ราคาตลาด)ประมาณ 2018[b]
• รวม
เพิ่มขึ้น 7.185 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[8] (อันดับที่ 145)
• ต่อหัว
เพิ่มขึ้น 185,741 ดอลลาร์สหรัฐ[9] (อันดับที่ 1)
สกุลเงินยูโร (€) (EUR)
เขตเวลาUTC+1 (เวลายุโรปกลาง)
• ฤดูร้อน (เวลาออมแสง)
UTC+2 (เวลาออมแสงยุโรปกลาง)
รหัสโทรศัพท์+377
โดเมนบนสุด.mc
  1. ^ หน่วยงานราชการตั้งอยู่ในมอนาโก-วีล
  2. ^ ไม่รวมจีดีพีต่อหัวของแรงงานที่ไม่ได้พักประจำจากฝรั่งเศสและอิตาลี

ราชรัฐโมนาโก (ฝรั่งเศส: Principauté de Monaco) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า โมนาโก (ฝรั่งเศส: Monaco, ออกเสียง: [mɔnako]) เป็นนครรัฐในยุโรปตะวันตก ตั้งอยู่บริเวณเฟรนช์ริวีเอราทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นประเทศเอกราชที่เล็กที่สุดเป็นอันดับสองของโลก[10] มีขนาดเพียง 2.02 ตารางกิโลเมตรแต่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก[11] ราว 19,009 คนต่อตารางกิโลเมตรในปี ค.ศ. 2018[12]

แขวงที่มีประชากรมากที่สุดคือมงเต-การ์โล โมนาโกเป็นหนึ่งในประเทศที่ค่าครองชีพแพงและประชากรร่ำรวยที่สุดในโลก ประชากรราว 30 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดเป็นมหาเศรษฐีหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐจากการสำรวจเมื่อ ค.ศ. 2014

โมนาโกปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยเจ้าชายอาลแบร์ที่ 2 แห่งราชวงศ์กรีมัลดีเป็นประมุขแห่งรัฐ ประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาฝรั่งเศสและเป็นภาษาราชการ นอกจากนี้ ยังมีคนพูดภาษาถิ่นโมนาโก ภาษาอิตาลี และภาษาอังกฤษกันทั่วไป

โมนาโกได้รับการรับรองเอกราชอย่างเป็นทางการในสนธิสัญญาฝรั่งเศส-โมนาโก ค.ศ. 1861 เข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติในปี ค.ศ. 1993 แม้โมนาโกจะเป็นประเทศเอกราช แต่การป้องกันประเทศอยู่ในความรับผิดชอบของฝรั่งเศสโดยโมนาโกมีกองกำลังป้องกันตัวเองเพียง 2 กองทัพเท่านั้น

เศรษฐกิจของโมนาโกรุ่งเรืองอย่างมากนับตั้งแต่ช่วงหลังคริสต์ศตวรษที่ 19 หลังจากการเปิดบ่อนกาสิโนแห่งแรกในมงเต-การ์โล และมีการสร้างทางรถไฟเชื่อมกับกรุงปารีส[13] อากาศที่อบอุ่น ทิวทัศน์ที่สวยงาม และแหล่งบันเทิงสำหรับนักพนันได้ถึงดูดเม็ดเงินมหาศาลจากนักท่องเที่ยว สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ

ปัจจุบันโมนาโกกลายเป็นศูนย์กลางด้านธนาคารและหันมาเน้นการดำเนินเศรษฐกิจภาคบริการและอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ไม่สร้างมลภาวะ และมีมูลค่าเพิ่มสูง โมนาโกมีชื่อเสียงจากการเป็นดินแดนภาษีต่ำ ไม่เก็บภาษีรายได้ มีภาษีธุรกิจที่ต่ำ และยังเป็นหนึ่งในสถานที่จัดแข่งขันรถสูตรหนึ่ง เป็นบ้านเกิดของชาร์ล เลอแคร์ นักแข่งของทีมสกูเดเรียแฟร์รารี นอกจากนี้ สโมสรฟุตบอลอาแอ็ส มอนาโกที่แข่งขันอยู่ในลีกเอิงฝรั่งเศสก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก ครองแชมป์ลีกสูงสุดได้หลายครั้ง

โมนาโกไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการ แต่ปรับใช้นโยบายของสหภาพยุโรปบางประการเช่นเรื่องศุลกากรและด่านตรวจคนเข้าเมือง โมนาโกใช้เงินสกุลยูโร เข้าร่วมสภายุโรปเมื่อปี ค.ศ. 2004 และเป็นสมาชิกขององค์การระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส

ประวัติศาสตร์

[แก้]

ชื่อของโมนาโกปรากฏขึ้นตั้งแต่ 600 ปีก่อนคริสตกาลในชื่อ โมโนอิกอส (Monoikos) มาจากการประสบคำว่า โมนอส (monos) ที่หมายถึง โดดเดี่ยว[14] และ โออิกอส (oikos) ซึ่งหมายถึงบ้าน[15] รวมแล้ว มีความหมายถึง บ้านโดดเดี่ยว น่าจะสื่อถึงวิธีการอยู่อาศัยของชาวพื้นเมืองในสมัยนั้นที่อาศัยอยู่เป็นบ้านโดดเดี่ยวแยกกันกับเพื่อนบ้าน

ยุคกลาง

[แก้]

โมนาโก เป็นอาณานิคมหนึ่งของสาธารณรัฐเจนัวเมื่อ ค.ศ. 1215 ต่อมาในปี ค.ศ. 1297 ฟร็องซัว กรีมัลดี เจ้าที่ดินในจากเจนัวยุคศักดินาบุกเข้ายึดป้อมปราการโมนาโกบริเวณชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ด้วยการปลอมตัวเป็นบาทหลวง แล้วนำกองกำลังขนาดย่อมเข้าไปในดินแดนแห่งนั้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการครอบครองอาณาจักรโมนาโกของตระกูลกรีมัลดีตั้งแต่นั้นมา

ตระกูลกรีมัลดีครองโมนาโกอยู่ได้เพียงสี่ปี ก็ถูกขับกองทัพเจนัวออกจากดินแดนนั้นไป ชาร์ลส์ กรีมัลดี หวนกลับมาครอบครองดินแดนโมนาโกได้อีกในปี ค.ศ. 1331 แล้วสถาปนาตนเองขึ้นเป็นลอร์ดแห่งโมนาโกและขยายดินแดนออกไปยังเมืองม็องตงและโรเกอบรูน และสร้างโมนาโกจนยิ่งใหญ่ กลายเป็นเมืองท่าสำคัญ สำหรับการค้าและฐานทัพเรือสำคัญของยุโรป

หลังจากนั้นได้มีการสืบทอดตำแหน่งลอร์ดแห่งโมนาโกเรื่อยมาจนถึงปี ค.ศ. 1489 พระเจ้าชาร์ลที่ 4 แห่งฝรั่งเศส และดุ๊กแห่งซาวอยจึงได้ทรงรับรองความเป็นเอกราชของโมนาโก ต่อมาในปี ค.ศ. 1512 พระเจ้าหลุยส์ที่ 12 แห่งฝรั่งเศสก็ทรงรับรองการเป็นพันธมิตรถาวรระหว่างโมนาโกกับฝรั่งเศส

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงยุคการปกครองของลอร์ดออกุสติน โมนาโกกลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากขุนนางในราชสำนักฝรั่งเศส ทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง จนกระทั่งจักรพรรดิคาร์ลที่ 5 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์มีพระบัญชาให้โมนาโกอยู่ภายใต้อารักขาของสเปนการปกครองโดยลอร์ดแห่งโมนาโกดำเนินเรื่อยมา จนถึงช่วงศตวรรษที่ 15 เมื่อจอห์น กรีมัลดี ลอร์ดแห่งโมนาโกได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการสืบสันตติวงศ์ขึ้น นับเป็นก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งในการสืบราชสมบัติของโมนาโก

เจ้าผู้ครองนครยุคแรกนั้น ยังใช้ฐานันดรศักดิ์ว่า ลอร์ด มาจนถึงกระทั่งปี ค.ศ. 1612 ลอร์ดโอโนเร่ที่ 2 แห่งกรีมัลดี ลอร์ดแห่งโมนาโกจึงได้เปลี่ยนชื่อฐานันดรศักดิ์เป็น เจ้าชาย แห่งโมนาโก[16] เพื่อให้มีวินัยถึงการเป็นรัฐและอิสรภาพ ซึ่งได้รับการยอมรับจากฝรั่งเศสและสเปน เนื่องจากขณะนั้นโมนาโกยังอยู่ในอารักขาของสเปน

เจ้าชายโอโนเร่ที่ 2 กรีมัลดี ยังดำเนินนโยบายเป็นมิตรกับประเทศฝรั่งเศส จนพระเจ้าหลุยส์ที่ 8 หลุยส์ อิบโปลิบเตแห่งฝรั่งเศส ยอมลงนามในข้อตกลงว่าด้วยการช่วยเหลือและป้องกันการรุกรานจากฝรั่งเศส ถือเป็นการยืนยันและยอมรับความเป็นเอกราชของโมนาโก ไม่ขึ้นตรงต่อฝรั่งเศสอีกต่อไป แต่สเปนยังไม่ยินยอม เป็นเหตุให้เจ้าชายพระองค์นี้ ทรงประกาศสงครามกับสเปนและได้รับชัยชนะเป็นอิสระจากสเปน ในปี ค.ศ. 1641

อย่างไรก็ตามการสืบสันตติวงศ์นี้ ขาดช่วงลงเมื่อเจ้าชายอังตวนสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1731 โดยไม่มีพระโอรส มีแต่พระธิดาเท่านั้น แต่พระธิดาองค์โต หลุยส์ อิบโปลิบเต ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับ ยากส์ ฟร็องซัวร์ เลโอเนอร์ เดอ มาติยง ทายาทตระกูลขุนนางแห่งแคว้นนอร์ม็องดี ในปี ค.ศ. 1715 ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาให้เป็นเจ้าชายแห่งโมนาโก ทรงพระนามว่า เจ้าชาย ยากส์ที่ 1

คริสต์ศตวรรษที่ 19

[แก้]

กองทัพปฏิวัติของฝรั่งเศสเข้ายึดโมนาโกเมื่อปี ค.ศ. 1793 ตกเป็นรัฐอารักขาของฝรั่งเศสจนถึงปี ค.ศ. 1814 เมื่อจักรพรรดินโปเลียนแพ้สงคราม ราชวงศ์กรีมัลดีกลับคืนสู่ราชบัลลังก์[17][18] มติจากการประชุมใหญ่แห่งเวียนนากำหนดให้โมนาโกอยู่ภายใต้การอารักขาของราชอาณาจักรซาร์ดิเนีย[19] ในช่วงนี้ ชาวเมืองม็องตงและโรเกอบรูน-กัป-มาร์แต็งที่อยู่ภายใต้ตระกูลกรีมัลดีมานาน 500 ปีไม่พอใจที่ถูกเก็บภาษีอย่างหนัก จึงได้ประกาศอิสรภาพจากโมนาโก หวังจะรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของซาร์ดิเนีย แต่ฝรั่งเศสไม่เห็นด้วย

จนกระทั่งปี ค.ศ. 1860 ซาร์ดิเนียถูกบีบให้คืนโมนาโก เคาน์ตีนิสที่อยู่รอบโมนาโก (และดัชชีซาวอย) ให้กับฝรั่งเศสตามสนธิสัญญาตูริน[20] โมนาโกจึงอยู่ภายใต้การอารักขาของฝรั่งเศสอีกครั้งหนึ่ง ฝรั่งเศสเข้ายึดครองม็องตงและโรเกอบรูน-กัป-มาร์แต็งแลกกับการไม่ต้องจ่ายค่าปรับนับสี่ล้านฟรังก์[21] เหตุการณ์นี้นำไปสู่การลงนามในสนธิสัญญาฝรั่งเศส-โมนาโก เมื่อปี ค.ศ. 1861 รับรองเอกราชของโมนาโกอย่างเป็นทางการ ดินแดนที่เสียไปนี้คิดเป็นร้อยละ 95 ของอาณาเขตเดิม ทำให้โมนาโกสูญเสียรายได้อย่างมหาศาล เจ้าชายชาร์ลที่ 3 แห่งโมนาโกและพระมารดาจึงได้ตั้งบ่อนกาสิโนขึ้น[22] โดยใช้ชื่อว่า มงเต-การ์โล (Monte Carlo) มีความหมายว่า ภูเขาชาร์ลส์ ซึ่งมาจากพระนามของเจ้าชายนั่นเอง[23] ธุรกิจกาสิโนประสบความสำเร็จอย่างมาก กลายเป็นแหล่งดึงดูดเม็ดเงินจากมหาเศรษฐีที่หวังจะมาใช้เงินและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่[24] ความสำเร็จนี้ทำให้โมนาโกยกเลิกการเก็บภาษีจากประชาชนนปี ค.ศ. 1869[25]

คริสต์ศตวรรษที่ 20

[แก้]
การสมรสระหว่างเจ้าชายแรนีเยที่ 3 กับเกรซ เคลลี กลายเป็นข่าวที่ทำให้ราชรัฐโมนาโกได้รับความสนใจทั่วโลก

ราชวงศ์กรีมัลดีปกครองโมนาโกในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาจนถึง ค.ศ. 1910 จึงเกิดการปฏิวัติโมนาโกขึ้น มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ในปีต่อมาและได้จำกัดอำนาจการบริหารของราชวงศ์ลง ต่อมาในปี ค.ศ. 1918 มีการลงนามในสนธิสัญญาฝรั่งเศส-โมนาโกขึ้นอีกครั้งระบุให้ฝรั่งเศสให้ความคุ้มครองทางทหารแก่โมนาโก ท่าทีระหว่างประเทศของโมนาโกขึ้นกับผลประโยชน์ทางการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจของฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม โมนาโกถูกกองทัพอิตาลีเข้ายึดครองในสงครามโลกครั้งที่สอง ต่อด้วยการยึดครองของพรรคนาซีเยอรมนี และได้รับอิสรภาพในเวลาต่อมา

ปี ค.ศ. 1949 เจ้าชายเรนิเยที่ 3 ขึ้นครองราชย์ต่อจากเจ้าชายหลุยส์ที่ 2 ทรงเป็นประมุขแห่งโมนาโกที่ทำให้ราชวงศ์โมนาโกกลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก เพราะการเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับดาราภาพยนตร์สาวชาวอเมริกัน เกรซ เคลลี เมื่อปี ค.ศ. 1956[26]

ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี ค.ศ. 1962 โมนาโกยกเลิกโทษประหารชีวิต ให้สิทธิสตรีในการเลือกตั้ง และก่อตั้งศาลสูสุดแห่งโมนาโกเพื่อรับรองเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน โมนาโกเข้าเป็นสมาชิกของสหประชาชาติในปี ค.ศ. 1993 โดยมีสิทธิออกเสียงเต็ม[27][28]

คริสต์ศตวรรษที่ 21

[แก้]
โมนาโก ในปี ค.ศ. 2016

สนธิสัญญาฉบับใหม่ระหว่างฝรั่งเศสกับโมนาโกที่ลงนามเมื่อ ค.ศ. 2002 ระบุว่า หากราชวงศ์กรีมัลดีไม่มีทายาทสืบราชสันตติวงศ์ ราชรัฐจะยังคงเป็นอิสระแทนที่จะรวมกับฝรั่งเศส แต่การป้องกันประเทศยังเป็นหน้าที่รับผิดชอบของฝรั่งเศสอยู่[29][30]

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 2005 เจ้าชายเรนิเยที่ 3 ทรงมีพระชนมายุมากเกินกว่าจะบริหารราชการแผ่นดินได้ จึงทรงสละราชสมบัติให้กับเจ้าชายอาลแบร์ที่ 2 พระราชโอรสพระองค์เดียว[31] หกวันต่อมา เจ้าชายเรนิเยที่ 3 เสด็จสวรรคตหลังครองราชบังลังก์นานถึง 56 ปี ทรงเป็นประมุขที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดของโมนาโก เจ้าชายอาลแบร์ที่ 2 ขึ้นครองราชย์เป็นเจ้าชายแห่งราชรัฐโมนาโก โดยมีการสวมมงกุฎอย่างเป็นทางการวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 2005 หลังพ้นช่วงไว้ทุกข์[32]

ในปี ค.ศ. 2015 โมนาโกมีมติเป็นเอกฉันท์ให้มีการขยายดินแดนด้วยการระบายน้ำทะเลออก เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนบ้านและพื้นที่สีเขียวในบางพื้นที่ วางงบประมาณไว้ 1 พันล้านยูโรและตั้งเป้าจะสร้างอพาร์ทเมนต์ สวนสาธารณะ ร้านค้า และสำนักงานในพื้นที่ 6 เฮกเตอร์ใกล้กับแขวงลาร์วอโต[33]

การเมืองการปกครอง

[แก้]

การเมืองการปกครอง

[แก้]

โมนาโกปกครองในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ ค.ศ. 1912 มีเจ้าผู้ครองเป็นประมุขแห่งรัฐ (พระองค์ปัจจุบันคือ เจ้าชายอาลแบร์ที่ 2) หัวหน้ารัฐบาลของโมนาโกคือมนตรีแห่งรัฐ (Ministre d'Etat) แต่งตั้งโดยเจ้าผู้ครอง เป็นผู้นำของคณะที่ปรึกษารัฐบาล

คณะที่ปรึกษารัฐบาล ประกอบด้วย ที่ปรึกษารัฐบาล 5 คน ดูแล 5 กรม (Département) ได้แก่

  • กรมมหาดไทย (Département de l'Intérieur)
  • กรมการคลังและเศรษฐกิจ (Département des Finances et de l'Economie)
  • กรมการสังคมและสาธารณสุข (Département des Affaires Sociales et de la Santé)
  • กรมการพัสดุ สิ่งแวดล้อม และผังเมือง (Département de l'Equipement, de l'Environnement et de l'Urbanisme)
  • กรมการต่างประเทศ (Département des Relations Extérieures)

อำนาจนิติบัญญัติของราชรัฐ อยู่ที่พระประมุขและคณะกรรมการแห่งชาติ (Conseil National) กรมการตุลาการ (Direction des Services Judiciaires) มีลักษณะใกล้เคียงกับกระทรวงยุติธรรม ดูแลกิจการศาล โดยเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร โดยตัดสินคดีในพระนามของประมุข[34]

เขตการปกครอง

[แก้]

ความมั่นคง

[แก้]

การป้องกันประเทศเป็นหน้าที่ของฝรั่งเศส โมนาโกไม่มีกองทัพเรือหรือกองทัพอากาศ แต่มีจำนวนตำรวจต่อประชากรหรือต่อพื้นที่มากที่สุดในโลก (ตำรวจ 515 นายต่อประชากรทั้งหมดประมาณ 36,000 คน)[35] กองตำรวจยังมีหน่วยพิเศษไว้ลาดตระเวนทางน้ำอีกด้วย[36]

กองทัพบกของโมนาโกมีขนาดเล็ก มีทั้งหมดสองกอง กองหนึ่งมีหน้าที่ถวายความปลอดภัยต่อเจ้าชายและพระราชวังโมนาโก-วิลล์ เรียกว่า บรรษัทกองไรเฟิลในพระองค์ (Compagnie des Carabiniers du Prince)[37] นอกจากนี้ยังมีกองทหารติดอาวุธขนาดเล็ก (Sapeurs-Pompiers) รักษาความมั่นคงสำหรับพลเรือน

ภูมิศาสตร์

[แก้]
ภาพถ่ายทางดาวเทียมของโมนาโก แสดงพรมแดนที่ติดกับฝรั่งเศส

โมนาโกเป็นรัฐเอกราช ประกอบไปด้วย 5 กาติเยร์ (quartiers) และ 10 แขวง (ward)[38] ตั้งอยู่ในบริเวณเฟรนช์ริวีเอราทางยุโรปตะวันตก มีชายแดนติดกับฝรั่งเศสทั้งสามด้วย และอีกด้านหนึ่งติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จุดกึ่งกลางประเทศอยู่ห่างจากชายแดนอิตาลี 16 กิโลเมตร และห่างจากเมืองนิสของฝรั่งเศส 13 กิโลเมตร

โมนาโกมีพื้นที่ 2.02 ตารางกิโลเมตร มีประชากรอยู่อาศัย 38,400 คน[28] ทำให้เป็นประเทศที่เล็กเป็นอันดับสองของโลกและมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุดในโลก พรมแดนประเทศทางบกยาวเพียง 5.47 กิโลเมตร[39] และพรมแดนทางชายฝั่งยาว 3.83 กิโลเมตร มีน่านน้ำกว้างออกไปในทะเลอีก 22 กิโลเมตร

จุดที่สูงสุดของประเทศคือ เชอแมงเดอเรวัวร์ส ในแขวงเลอเรวัวร์ส สูงจากระดับน้ำทะเล 164.4 เมตร ส่วนจุดที่ต่ำที่สุดของประเทศคือทะเลเมดิเตอร์เรเนียน[40]

ภาพถ่ายพาโนรามา ของลากงดามีนและมงเต-การ์โล

สถาปัตยกรรม

[แก้]

ในบรรดาสถาปัตยกรรมหลากหลายรูปแบบของโมนาโก สถาปัตยกรรมที่เด่นชัดคือแบบเบลล์เอป็อกที่ได้รับความนิยมช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะในแขวงมงเต-การ์โล กาสิโนและโรงโอเปราแห่งมงเต-การ์โลเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของศิลปะประเภทนี้ สร้างขึ้นโดยชาร์ล กานิเยร์และฌูลส์ ดูตรู มีการตกแต่งหอคอย ระเบียง ยอดแหลมของอาคาร เซรามิกหลากสี และรูปปั้นประดับเสา สิ่งประดับต่าง ๆ ผสมเข้ากันอย่างลงตัว สร้างความประทับใจ ความรู้สึกหรูหรา โอ่โถง เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของโมนาโก[41] ศิลปะแบบฝรั่งเศส อิตาลี และสเปนเข้ามามีอิทธิพลกับการสร้างคฤหาสน์และอพาร์ทเมนต์ ในรัชสมัยของเจ้าชายเรนิเยที่ 3 มีกฎหมายห้ามสร้างอาคารสูงภายในราชรัฐ แต่ในรัชสมัยต่อมาของเจ้าชายอาลแบร์ที่ 2 มีการยกเลิกกฎนี้[42] ผลที่เกิดขึ้นคือมีการรื้อถอนมรดกทางสถาปัตยกรรมมากมายเพื่อสร้างตึกสูง[43] ในปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้

เศรษฐกิจ

[แก้]
ฟงวีแยย์กับท่าเรือแห่งใหม่

โมนาโกมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว  153,177 ดอลลาร์สหรัฐสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก[44] อัตราการว่างงานมีเพียง 2 เปอร์เซ็นต์[45] แรงงาน 48,000 ชีวิตเดินทางข้ามมาจากฝรั่งเศสและอิตาลีทุก ๆ วัน[46] โมนาโกเป็นประเทศที่มีอัตราความยากจนต่ำที่สุดในโลก[47] มีจำนวนมหาเศรษฐีเงินล้านและระดับพันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อหัวประชากรสูงที่สุดในโลก[48] มีตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่แพงที่สุดในโลกในปี ค.ศ. 2012 ที่ดินมีราคาถึง 58,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อตารางเมตร[49][50][51]

แหล่งรายได้สำคัญของโมนาโกคือการท่องเที่ยว ทุกปีจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเดิมพันในกาสิโนและพักผ่อนในสภาพอากาศที่อุ่นสบายเป็นจำนวนมาก[52][53] นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางธนาคารที่ใหญ่ มีเงินหมุนเวียนถึง 100 พันล้านยูโร[54] ธนาคารในโมนาโกเน้นการให้บริการลูกค้ารายใหญ่และบริการจัดการทรัพย์สินและความมั่งคั่ง[55] ราชรัฐยังหวังจะขยายภาคเศรษฐกิจไปสู่อุตสาหกรรมขนาดเล็ก ไม่สร้างมลพิษ และมีมูลค่าสูง เช่นอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง[56]

รัฐบาลยังคงผูกขาดการค้าในหลายภาคส่วน เช่น บุหรี่และไปรษณีย์ เครือข่ายโทรคมนาคมเคยเป็นของรัฐแต่ปัจจุบันรัฐถือครองหุ้นส่วนเพียง 45 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือเป็นของบริษัท Cable & Wireless Communications 49 เปอร์เซ็นต์ และธนาคาร Compagnie Monégasque de Banque อีก 6 เปอร์เซ็นต์ ยังคงเป็นเครือข่ายเดียวที่ให้บริการในประเทศ

มาตรฐานการครองชีพของโมนาโกนับว่าสูงเทียบเท่ากับเมืองใหญ่ของฝรั่งเศส[57] ปัจจุบันโมนาโกไม่ได้เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป แต่มีระบบศุลกากรร่วมกับฝรั่งเศส ใช้เงินสกุลยูโรเช่นเดียวกับฝรั่งเศส

ประชากรศาสตร์

[แก้]
ประชากรโมนาโกแบ่งตามสัญชาติ
  1. ฝรั่งเศส (28.4%)
  2. โมนาโก (21.6%)
  3. อิตาลี (18.7%)
  4. อังกฤษ (7.50%)
  5. เบลเยียม (2.80%)
  6. เยอรมัน (2.50%)
  7. สวิส (2.50%)
  8. อเมริกัน (1.20%)
  9. อื่น ๆ (14.8%)

ประชากร

[แก้]

ประเทศโมนาโกมีจำนวนประชากรประมาณ 38,400 คนในปี ค.ศ. 2015 และองค์การสหประชาชาติประเมินว่ามีประชากร 36,297 คน ณ วันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2023[58][59]ประชากรของโมนาโกไม่ปกติตรงที่ชาวโมนาโกพื้นเมืองเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศของตน โดยประชากรส่วนใหญ่คือชาวฝรั่งเศสร้อยละ 28.4 รองลงมาคือโมนาโกร้อยละ 21.6 อิตาลีร้อยละ 18.7 อังกฤษร้อยละ 7.5 เบลเยียมร้อนละ 2.8 เยอรมันร้อยละ 2.5 สวิสร้อยละ 2.5 และอเมริกันร้อยละ 1.2[60] จากการค้นคว้าในปี 2019 พบว่ามีเศรษฐีมากถึง 12,248 คนในประเทศโมนาโก คิดเป็นร้อยละ 31 ของประชากรทั้งหมด

พลเมืองของโมนาโก ไม่ว่าจะเกิดในประเทศหรือโดยสัญชาติ จะถูกเรียกว่า Monégasque และประชากรโมนาโกมีอายุขัยเฉลี่ยสูงที่สุดในโลกประมาณ 90 ปี[61][62]

ภาษา

[แก้]
ป้ายตามถนนที่มีการพิมพ์เป็นภาษาฝรั่งเศสและโมนาโกในแขวงมอนาโก-วีล

ภาษาหลักและภาษาราชการของโมนาโกคือภาษาฝรั่งเศส ในขณะที่ภาษาอิตาลีมีการใช้พูดโดยชุมชนขนาดใหญ่ของชาวอิตาลี ภาษาถิ่นโมนาโกซึ่งเป็นภาษาพื้นถิ่นทางประวัติศาสตร์แต่กลับเป็นภาษาที่มีการใช้กันน้อยกว่าภาษาฝรั่งเศสและอิตาลีและไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นภาษาราชการ อย่างไรก็ตาม ป้ายบางป้ายปรากฏทั้งภาษาฝรั่งเศสและโมนาโก และมีการสอนภาษานี้ในโรงเรียนรวมถึงภาษาอังกฤษ

ภาษาอิตาลีเคยเป็นภาษาราชการของประเทศโมนาโกจนกระทั่งในปี 1860 มีการใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาราชการแทน[63] เนื่องจากมีการผนวกเทศมณฑลนีซที่อยู่โดยรอบของประเทศโมนาโกเข้ากับฝรั่งเศสตามสนธิสัญญาตูริน (ค.ศ. 1870)[63]

ราชวงศ์กรีมัลดีและเจ้าผู้ครองโมนาโกมีเชื้อสายลีกูเรีย ดังนั้นภาษาประจำชาติดั้งเดิมของโมนาโกคือภาษาถิ่นโมนาโก แต่ในปัจจุบันมีการพูดโดยประชากรส่วนน้อยเท่านั้น และเป็นภาษาที่สองทั่วไปของชาวพื้นเมืองจำนวนมาก อย่างไรก็ตามในแขวงมอนาโก-วีลป้ายตามถนนยังคงพิมพ์เป็นภาษาฝรั่งเศสและโมนาโก[64][65]

อ้างอิง

[แก้]
  1. ↑ "Constitution de la Principauté". Council of Government. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 22 กรกฎาคม 2011. สืบค้นเมื่อ 22 พฤษภาคม 2008.
  2. ↑ "Constitution de la Principaute". Art. 9., Principaute De Monaco: Ministère d'Etat (ภาษาฝรั่งเศส). 27 กันยายน 2011. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 27 กันยายน 2011.
  3. ↑ "The Global Religious Landscape" (PDF). Pewforum.org. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 25 มกราคม 2017. สืบค้นเมื่อ 2 ตุลาคม 2015.
  4. ↑ "Monaco en Chiffres" (PDF). Principauté de Monaco. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 15 พฤศจิกายน 2009. สืบค้นเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2009.
  5. ↑ "Population on 1 January and is one of the smallest country. It is 2nd most smallest country". ec.europa.eu/eurostat. Eurostat. สืบค้นเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2020.
  6. ↑ "Recensement de la Population 2016" (PDF) (ภาษาฝรั่งเศส). Institut Monégasque de la Statistique et des Études Économiques (IMSEE). กุมภาพันธ์ 2018. สืบค้นเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2020.
  7. 1 2 "EUROPE :: MONACO". CIA.gov. Central Intelligence Agency. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 30 ธันวาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2020.
  8. ↑ "GDP (current US$) - Monaco". data.worldbank.org. World Bank. สืบค้นเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2020.
  9. ↑ "GDP per capita (current US$) - Monaco". data.worldbank.org. World Bank. สืบค้นเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2020.
  10. ↑ The World Factbook - Rank Order - Area เก็บถาวร 9 กุมภาพันธ์ 2014 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน (ในภาษาอังกฤษ)
  11. ↑ The World Factbook - Rank Order - Population เก็บถาวร 27 กันยายน 2011 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน (ในภาษาอังกฤษ) ทำไปคำนวณกับพื้นที่
  12. ↑ "Population, total". World Bank. สืบค้นเมื่อ 18 กันยายน 2019.
  13. ↑ "Monte Carlo: The Birth of a Legend". SBM Group. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 3 ธันวาคม 2013. สืบค้นเมื่อ 23 สิงหาคม 2013.
  14. ↑ Henry George Liddell; Robert Scott. "μόνος". A Greek-English Lexicon. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 29 มิถุนายน 2011. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2011 – โดยทาง Perseus Digital Library.
  15. ↑ Henry George Liddell; Robert Scott. "οἶκος". A Greek-English Lexicon. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 29 มิถุนายน 2011. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2011 – โดยทาง Perseus Digital Library.
  16. ↑ "Monaco – The Principality of Monaco". Monaco.me. สืบค้นเมื่อ 28 พฤษภาคม 2012.
  17. ↑ "The History Of Monaco". Monacoangebote.de. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 16 มกราคม 2013. สืบค้นเมื่อ 28 พฤษภาคม 2012.
  18. ↑ "Important dates – Monaco Monte-Carlo". Monte-carlo.mc. สืบค้นเมื่อ 28 พฤษภาคม 2012.
  19. ↑ "Important dates – Monaco Monte-Carlo". Monte-carlo.mc. สืบค้นเมื่อ 28 พฤษภาคม 2012.
  20. ↑ "24 X 7". Infoplease.com. สืบค้นเมื่อ 28 พฤษภาคม 2012.
  21. ↑ "History of Monaco". Monacodc.org. สืบค้นเมื่อ 28 พฤษภาคม 2012.
  22. ↑ Englund, Steven (1 พฤษภาคม 1984). Grace of Monaco: An Interpretive Biography (พิมพ์ครั้งที่ Hardcover). Doubleday. ISBN 978-0-385-18812-8.
  23. ↑ Bonarrigo, Sabrina. "Entretenir la flamme 'Monte-Carlo'". Monaco Hebdo. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 16 มิถุนายน 2016. สืบค้นเมื่อ 2 ธันวาคม 2017.
  24. ↑ "MONACO". Tlfq.ulaval.ca. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 10 มิถุนายน 2012. สืบค้นเมื่อ 28 พฤษภาคม 2012.
  25. ↑ "Histoire de la Principauté – Monaco – Mairie de Monaco – Ma ville au quotidien – Site officiel de la Mairie de Monaco". Monaco-mairie.mc. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 3 มิถุนายน 2012. สืบค้นเมื่อ 28 พฤษภาคม 2012.
  26. ↑ "Monaco – Principality of Monaco – Principauté de Monaco – French Riviera Travel and Tourism". Nationsonline.org. สืบค้นเมื่อ 28 พฤษภาคม 2012.
  27. ↑ "24 X 7". Infoplease.com. สืบค้นเมื่อ 28 พฤษภาคม 2012.
  28. 1 2 "CIA – The World Factbook". Cia.gov. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 1 พฤษภาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 22 มีนาคม 2012.
  29. ↑ "History of Monaco. Monaco chronology". Europe-cities.com. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 16 มกราคม 2013. สืบค้นเมื่อ 28 พฤษภาคม 2012.
  30. ↑ "Monaco Military 2012, CIA World Factbook". Theodora.com. สืบค้นเมื่อ 28 พฤษภาคม 2012.
  31. ↑ "Monaco Royal Family". Yourmonaco.com. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 14 มิถุนายน 2012. สืบค้นเมื่อ 28 พฤษภาคม 2012.
  32. ↑ "History of Monaco, Grimaldi family". Monte-Carlo SBM. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 12 เมษายน 2012. สืบค้นเมื่อ 28 พฤษภาคม 2012.
  33. ↑ "Monaco land reclamation project gets green light". rivieratimes.com. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 4 กันยายน 2015. สืบค้นเมื่อ 8 สิงหาคม 2015.
  34. ↑ Les Institutions เก็บถาวร 9 ตุลาคม 2007 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน Service Informatique du Ministère d'Etat (ในภาษาฝรั่งเศส)
  35. ↑ "Security in Monaco". Monte-carlo.mc. 13 พฤษภาคม 2012. สืบค้นเมื่อ 28 พฤษภาคม 2012.
  36. ↑ "Division de Police Maritime et Aéroportuaire". Gouv.mc (ภาษาฝรั่งเศส). 16 สิงหาคม 1960. สืบค้นเมื่อ 28 พฤษภาคม 2012.
  37. ↑ "The Palace Guards – Prince's Palace of Monaco". Palais.mc. 27 มกราคม 2011. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 23 เมษายน 2012. สืบค้นเมื่อ 28 พฤษภาคม 2012.
  38. ↑ "Monaco Districts". Monaco.me. สืบค้นเมื่อ 22 มีนาคม 2012.
  39. ↑ ""monaco statistics pocket" / Publications / IMSEE - Monaco IMSEE". Monacostatistics.mc. Government of Monaco.
  40. ↑ Highest point at ground level (Access to Patio Palace on D6007) "Monaco Statistics pocket – Edition 2014" (PDF). Monaco Statistics – Principality of Monaco.
  41. ↑ Novella, René; Sassi, Luca Monaco : eight centuries of art and architecture, Epi Communication, 2015
  42. ↑ "La tour Odéon, l'histoire d'un chantier dont les malheurs ont atteint des sommets". Vanity Fair. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 13 สิงหาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 7 สิงหาคม 2016.
  43. ↑ Lyall, Sarah; Baume, Maïa de la (11 ธันวาคม 2013). "Development Blitz Provokes a Murmur of Dissent in Monaco". New York Times.
  44. ↑ "The World Bank Group". The World Bank Group. สืบค้นเมื่อ 18 กันยายน 2019.
  45. ↑ "Central Intelligence Agency". Cia.gov. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 21 สิงหาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 22 มีนาคม 2012.
  46. ↑ "Plan General De La Principaute De Monaco" (PDF). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 28 พฤษภาคม 2012. สืบค้นเมื่อ 28 พฤษภาคม 2012.
  47. ↑ "Monaco Economy 2012, CIA World Factbook". Theodora.com. สืบค้นเมื่อ 28 พฤษภาคม 2012.
  48. ↑ Alleyne, Richard (4 ตุลาคม 2007). "Prince Albert: We want more for Monaco". The Daily Telegraph. London. สืบค้นเมื่อ 22 มีนาคม 2012.
  49. ↑ Katya Wachtel (28 มีนาคม 2012). "The Wealth Report 2012" (PDF). Citi Private Bank. สืบค้นเมื่อ 6 มีนาคม 2013.
  50. ↑ Robert Frank (28 มีนาคม 2012). "The Most Expensive Real-Estate in the World". The Wall Street Journal. สืบค้นเมื่อ 6 มีนาคม 2013.
  51. ↑ Julie Zeveloff (7 มีนาคม 2013). "Here Are The World's Most Expensive Real Estate Markets". Business Insider. สืบค้นเมื่อ 7 มีนาคม 2013.
  52. ↑ "Monaco's Areas / Monaco Official Site". Visitmonaco.com. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 16 มกราคม 2013. สืบค้นเมื่อ 12 มีนาคม 2013.
  53. ↑ "Monaco: Economy >> globalEDGE: Your source for Global Business Knowledge". Globaledge.msu.edu. สืบค้นเมื่อ 22 มีนาคม 2012.
  54. ↑ Robert Bouhnik (19 ธันวาคม 2011). "Home > Files and Reports > Economy(Gb)". Cloud.gouv.mc. สืบค้นเมื่อ 22 มีนาคม 2012.{{cite web}}: CS1 maint: deprecated archival service (ลิงก์)
  55. ↑ "Banks in Monaco".
  56. ↑ "Monaco Economy 2012, CIA World Factbook". Theodora.com. สืบค้นเมื่อ 28 พฤษภาคม 2012.
  57. ↑ "CIA – The World Factbook". Cia.gov. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 1 พฤษภาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 28 พฤษภาคม 2012.
  58. ↑ "Monaco Statistics office". Monacostatistics.mc. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 มีนาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 3 สิงหาคม 2017.
  59. ↑ "Monaco Population 2023 (Live)". ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 ตุลาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 22 เมษายน 2023.
  60. ↑ "General Population Census 2008: Population Recensee et Population Estimee" (PDF) (ภาษาฝรั่งเศส). Government of the Principality of Monaco. 2008. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 14 มิถุนายน 2011. สืบค้นเมื่อ 7 ตุลาคม 2011.
  61. ↑ "CIA World Factbook, Monaco". Cia.gov. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 30 ธันวาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 28 พฤษภาคม 2012.
  62. ↑ "International Rankings of Monaco - 2018". Theodora.com. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 กรกฎาคม 2018. สืบค้นเมื่อ 4 กรกฎาคม 2018.
  63. 1 2 "Il monegasco, una lingua che si studia a scuola ed è obbligatoria" (ภาษาอิตาลี). ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 17 สิงหาคม 2022. สืบค้นเมื่อ 6 มิถุนายน 2022.
  64. ↑ "Society". Monaco-IQ. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 15 กันยายน 2019. สืบค้นเมื่อ 6 กันยายน 2012.
  65. ↑ "Principality of Monaco – Monaco Monte-Carlo". Monte-carlo.mc. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 กันยายน 2012. สืบค้นเมื่อ 6 กันยายน 2012.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]
รัฐบาล
ข้อมูลทั่วไป
การท่องเที่ยว
อื่น ๆ


43°44′N 7°25′E / 43.733°N 7.417°E / 43.733; 7.417