ประเทศเดนมาร์ก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ระวังสับสนกับ ราชอาณาจักรเดนมาร์ก
ราชอาณาจักรเดนมาร์ก

Kongeriget Danmark (เดนมาร์ก)
คำขวัญไม่มี1
เพลงชาติDer er et yndigt land
แผ่นดินอันสวยงาม

เพลงสรรเสริญพระบารมีKong Christian (สรรเสริญพระบารมี)
ที่ตั้งของเดนมาร์ก
เมืองหลวง
และ ใหญ่สุด
โคเปนเฮเกน
ภาษาราชการภาษาเดนมาร์ก2
การปกครองรัฐเดี่ยว ระบบรัฐสภา ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ
สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเทอที่ 2
เมตเต เฟรเดอริกเซน
สภานิติบัญญัติรัฐสภา
การรวมชาติ 
สมัยก่อนประวัติศาสตร์
พื้นที่
• รวม
43,094 ตารางกิโลเมตร (16,639 ตารางไมล์) (131)
1.6%3
ประชากร
• 1 กรกฎาคม 2562 ประมาณ
5,814,461 (109)
• สำมะโนประชากร 2549
5,450,661
126 ต่อตารางกิโลเมตร (326.3 ต่อตารางไมล์) (783)
จีดีพี (อำนาจซื้อ)2560 (ประมาณ)
• รวม
$ 285.468 พันล้าน
$ 49,612
จีดีพี (ราคาตลาด)2560 (ประมาณ)
• รวม
$ 324.146 พันล้าน
$ 56,334
จีนี (2557)28.5
ต่ำ
HDI (2559)เพิ่มขึ้น 0.925
ข้อผิดพลาด: ค่า HDI ไม่ถูกต้อง · 5th
สกุลเงินโครเนอเดนมาร์ก (DKK)
เขตเวลาUTC+1 (CET3)
• ฤดูร้อน (DST)
UTC+2 (CEST3)
รหัสโทรศัพท์453
โดเมนบนสุด.dk3
1คำขวัญของสมเด็จพระราชินีนาถ: Guds hjælp, Folkets kærlighed, Danmarks styrke (ภาษาอังกฤษ: God's help, People's love, Denmark's strength)
2เป็นภาษาทางการร่วมกับภาษากรีนแลนด์ในกรีนแลนด์ และเป็นภาษาทางการร่วมกับภาษาแฟโรในหมู่เกาะแฟโร ภาษาเยอรมันได้รับการรับรองเป็นภาษาชนกลุ่มน้อยในพื้นที่เซาท์จัตแลนด์ ส่วนภาษาเดนมาร์กได้รับการรับรองเป็นภาษาชนกลุ่มน้อยในรัฐชเลสวิช-ฮ็อลชไตน์ในเยอรมนี
3ข้อมูลนี้ไม่รวมกรีนแลนด์และหมู่เกาะแฟโร

เดนมาร์ก (อังกฤษ: Denmark; เดนมาร์ก: Danmark [ˈd̥ænmɑɡ̊] แดนมาก) (เดนมาร์ก: เกี่ยวกับเสียงนี้ Danmark ) หรือชื่อทางการคือ ราชอาณาจักรเดนมาร์ก (เดนมาร์ก: Kongeriget Danmark) เป็นประเทศกลุ่มนอร์ดิก มีแผ่นดินหลักตั้งอยู่บนคาบสมุทรจัตแลนด์ ทางทิศเหนือของประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านทางบกเพียงประเทศเดียว ทางทิศใต้ของประเทศนอร์เวย์ และตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสวีเดน มีพรมแดนจรดทะเลเหนือและทะเลบอลติก เดนมาร์กมีดินแดนนอกชายฝั่งห่างไกลออกไปสองแห่ง คือหมู่เกาะแฟโรและกรีนแลนด์ ซึ่งแต่ละแห่งมีอำนาจปกครองตนเอง เดนมาร์กมีพื้นที่ในประเทศราว 42,943 ตารางกิโลเมตร (16,580 ตารางไมล์) ณ ค.ศ. 2020 และพื้นที่ทั้งหมดเมื่อนับรวมกรีนแลนด์และหมู่เกาะแฟโรคือ 2,210,579 ตารางกิโลเมตร (853,509 ตารางไมล์) และมีประชากรราว 5.85 ล้านคน (ค.ศ. 2021)[1] โดยกว่า 800,000 คนอาศัยอยู่ในกรุงโคเปนเฮเกน เมืองหลวง และยังเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

เดนมาร์กถือเป็นชาติเก่าแก่ของยุโรปที่มีประวัติศาสตร์มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 โดยขึ้นชื่อในด้านการเดินเรือ และเป็นมหาอำนาจในทะเลบอลติก ในอดีต เดนมาร์ก สวีเดน และ นอร์เวย์ ถูกปกครองร่วมกันภายใต้ผู้ปกครองอธิปไตยแห่งสหภาพคาลมาร์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1397[2] ก่อนจะสิ้นสุดลงจากการแยกตัวของสวีเดนใน ค.ศ. 1523 แต่เดนมาร์กและนอร์เวย์ยังถูกปกครองภายใต้กษัตริย์องค์เดียวกันจนถึง ค.ศ. 1814 โดยในยุคนั้น เดนมาร์ก และ นอร์เวย์ มีการทำสงครามหลายครั้งกับจักรวรรดิสวีเดน และจบลงด้วยการล่มสลายครั้งใหญ่ของสวีเดน หลังสงครามนโปเลียน ดินแดนนอร์เวย์ได้ถูกยกให้สวีเดน ในขณะที่เดนมาร์กยังคงรักษาหมู่เกาะแฟโร กรีนแลนด์ และไอซ์แลนด์ไว้ได้ ในศตวรรษที่ 19 มีขบวนการชาตินิยมเข้ามาตั้งรกรากในดินแดนนี้จำนวนมาก ต่อมา หลังจากสงครามชเลสวิกครั้งที่สองใน ค.ศ. 1864 เดนมาร์กสูญเสียดัชชีชเลสวิชให้กับปรัสเซีย เดนมาร์กยังคงวางตัวเป็นกลางในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และใน ค.ศ. 1920 กว่าครึ่งของบริเวณทางเหนือของชเลสวิกได้กลายเป็นเดนมาร์กอีกครั้ง ต่อมา ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1940 การรุกรานของเยอรมนีได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่เดนมาร์ก ก่อนที่ขบวนการต่อต้านจะทำการตอบโต้ใน ค.ศ. 1943 จนกระทั่งเยอรมนียอมจำนนใน ค.ศ. 1945[3] เดนมาร์กเป็นผู้ส่งออกผลผลิตทางการเกษตรเชิงอุตสาหกรรมในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 และมีชื่อเสียงในด้านตลาดแรงงานขนาดใหญ่ และการปฏิรูปประเทศในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ และเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐสวัสดิการที่มีระบบเศรษฐกิจแบบผสมผสานที่พัฒนาอย่างสูงมาจนถึงปัจจุบัน[4]

รัฐธรรมนูญแห่งเดนมาร์กลงนามอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 1849 และถือเป็นการสิ้นสุดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งมีมาตั้งแต่ ค.ศ. 1660 ตามมาด้วยการจัดตั้งระบอบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญซึ่งบริหารแบบรัฐสภา รัฐบาลและรัฐสภาแห่งชาติตั้งอยู่ในกรุงโคเปนเฮเกน[5] ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าหลัก[6] เดนมาร์กถือกรรมสิทธิ์อย่างชอบธรรมในการปกครองหมู่เกาะแฟโรใน ค.ศ. 1948 และการปกครองกรีนแลนด์ใน ค.ศ. 1979 แต่ดินแดนทั้งสองมีฐานะเป็นดินแดนปกครองตนเองจนถึงปัจจุบัน เดนมาร์กกลายเป็นสมาชิกของประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (ปัจจุบันคือสหภาพยุโรป) ใน ค.ศ. 1973 แต่ยังคงใช้สกุลเงินโครนของตนเองมาถึงปัจจุบัน[7]

เดนมาร์กถือเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และมีค่าครองชีพสูงที่สุดชาติหนึ่ง[8] ชาวเดนมาร์กมีคุณภาพชีวิตที่สูงเป็นลำดับต้นๆของโลก[9] และประเทศนี้อยู่ในอันดับที่สูงในด้านตัวชี้วัดประสิทธิภาพ ด้านการศึกษา การสุขภาพ การคุ้มครองเสรีภาพพลเมือง ธรรมาภิบาลในระบอบประชาธิปไตย และความเท่าเทียมกันทางเพศ โดยเป็นหนึ่งในประเทศที่ออกกฎหมายคุ้มครองกลุ่ม แอลจีบีที[10][11][12] และเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้ง เนโท, คณะมนตรีนอร์ดิก, องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ, องค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป และ สหประชาชาติ และยังเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เชงเกน เดนมาร์กยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเพื่อนบ้านชาวสแกนดิเนเวียในด้านภาษาศาสตร์ โดยภาษาเดนมาร์กสามารถเข้าใจร่วมกันได้กับภาษานอร์เวย์และสวีเดน[13][14]

ภูมิศาสตร์[แก้]

แผนที่ประเทศเดนมาร์ก

เดนมาร์กแต่เดิมเป็นดินแดนที่มีทรัพยากรธรรมชาติน้อย พื้นที่ตลอดชายฝั่งเป็นสันทรายกว้างใหญ่ พื้นที่ส่วนอื่นเกิดจากธารน้ำแข็งและหนองน้ำ[15] เดนมาร์กตั้งอยู่ระหว่างทะเลบอลติกและทะเลเหนือ ล้อมรอบด้วยพื้นน้ำเกือบทั้งหมด ภูมิประเทศประกอบด้วยคาบสมุทร Jutland (Jylland) และเกาะต่างๆอีก 406 เกาะ ในจำนวนนี้ 76 เกาะมีผู้อยู่อาศัย เกาะใหญ่ที่สุดคือ Zealand (Sjælland), Funen (Fyn), Lolland และ Bornholm เกาะ Bornholm จะอยู่ในทะเลบอลติกทางด้านตะวันออกของประเทศ เกาะอื่นๆส่วนใหญ่จะเป็นเกาะที่มีขนาดเล็กมาก ที่มีผู้อยู่อาศัยเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย เกาะขนาดใหญ่จะเชื่อมต่อกันด้วยสะพาน สะพาน Øresund เชื่อมต่อเกาะ Zealand กับประเทศสวีเดน สะพาน Great Belt เชื่อมต่อเกาะ Funen กับเกาะ Zealand และสะพาน Little Belt เชื่อมต่อคาบสมุทร Jutland กับเกาะ Funen เรือเฟอร์รี่และเครื่องบินจะใช้เพื่อการเดินทางไปยังเกาะเล็กๆ เมืองหลวงหลักคือโคเปนเฮเกน (อยู่บนเกาะ Zealand) Århus, Aalborg, Esbjerg (อยู่บนคาบสมุทร Jutland) และ Odense (อยู่บนเกาะ Funen) พื้นที่เกือบทั้งหมดเป็นที่ราบไม่มีภูเขา นอกจากหมู่เกาะแฟโร และเกาะกรีนแลนด์ซึ่งเป็นดินแดนโพ้นทะเลจะมีทั้งที่ราบสูง และภูเขาสูง[16]

ภูมิประเทศมีที่ราบสูงเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่เป็นที่ราบ มีความสูงเฉลี่ยจากระดับน้ำทะเลเพียง 31 เมตร จุดที่อยู่สูงที่สุดตามธรรมชาติคือเนินเขา Møllehøj อยู่ที่ความสูง 170.86 เมตร[17] เนินเขาอื่นๆในบริเวณ Århus ตะวันตกเฉียงใต้ คือ Yding Skovhøj ที่ 170.77 เมตร และ Ejer Bavnehøj ที่ 170.35 เมตร ขนาดผืนน้ำบนผืนดินคือ 210 ตารางกิโลเมตร ในเดนมาร์กตะวันออก และ 490 ตารางกิโลเมตร ในเดนมาร์กตะวันตก[18]

ช่องแคบออร์ซึนด์ (Oresund) ทางตะวันออกของประเทศ เป็นช่องแคบระหว่างเกาะ Zealand และประเทศสวีเดน เดนมาร์กมีอำนาจมากในการควบคุมทางผ่านช่องแคบนี้ สามารถเรียกเก็บภาษีจากผู้ผ่านเข้าออกได้[19]

ภูมิประเทศของเดนมาร์ก เกือบทั้งหมดเป็นที่ราบไม่มีภูเขาสูง

ประวัติศาสตร์[แก้]

ดูบทความหลักที่: ประวัติศาสตร์เดนมาร์ก

ประวัติศาสตร์ของเดนมาร์กเริ่มตั้งแต่ที่ชนชาติเดนส์ (Denes) อพยพโยกย้ายถิ่นฐานมาจากสวีเดน[20] ในปลายศตวรรษที่ 9 หัวหน้านักรบไวกิ้งชื่อว่า Hadregon รบจนได้ชัยชนะเหนือคาบสมุทรจัตแลนด์ จากนั้นราชวงศ์ของเดนมาร์กได้เริ่มต้นขึ้นในต้นศตวรรษที่ 10 โดย บุตรชายของ Hadregon ขึ้นครองราชย์มีนามว่า กอร์ม เดอะ โอลด์[21]

ในยุคต่อมา คือยุคของบุตรชายของ กอร์ม เดอะ โอลด์ ซึ่งมีชื่อว่า ฮาราลด์ บลูทูธ รบได้ชัยชนะขยายเขตแดนจนครอบคลุมพื้นที่เดนมาร์กในปัจจุบัน และพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศในแถบทะเลบอลติก ตลอดจนอังกฤษ และในยุคนี้เองที่เดนมาร์กเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์

ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของเดนมาร์กได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 1528 และได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง มาเป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อปี พ.ศ. 2392 ซึ่งเป็นปีที่รัฐธรรมนูญ ฉบับแรกได้ถูกร่างขึ้น ราชอาณาจักรเดนมาร์ก เคยครอบคลุมถึงสวีเดนและนอร์เวย์ จนกระทั่งสวีเดนแยกตัวออกไป เมื่อปี พ.ศ. 2066 และเดนมาร์กสูญเสียนอร์เวย์ให้แก่สวีเดน ภายใต้สนธิสัญญา Kiel เมื่อปี พ.ศ. 2357

ภายหลังสงครามนโปเลียนยุติลง ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างปี พ.ศ. 2457 – 2461 เดนมาร์กได้ดำเนินนโยบายเป็นกลาง และเมื่อปี พ.ศ. 2482 ในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 เดนมาร์ก ได้ประกาศความเป็นกลาง อย่างไรก็ดี เดนมาร์กถูกกองทัพเยอรมัน เข้ายึดครอง เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2483 ซี่งนำไปสู่การรวมตัว ของขบวนการต่อต้าน ของประชาชนชาวเดนมาร์ก โดยตลอดช่วงสงคราม ฝ่ายเยอรมันได้ตอบโต้ ด้วยการเข้าปกครองเดนมาร์กโดยตรง จนกระทั่งวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2488 เดนมาร์ก ถูกปลดปล่อย โดยกองกำลังพันธมิตร และภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เดนมาร์กได้รับรอง ความเป็นเอกราชของไอซ์แลนด์ ซึ่งได้ประกาศตัวเป็นเอกราชเมื่อปี พ.ศ. 2487

และต่อมาเดนมาร์ก ได้ให้สิทธิในการปกครองตนเอง แก่หมู่เกาะแฟโร และเกาะกรีนแลนด์ เมื่อปี พ.ศ. 2491 และปี พ.ศ. 2522 ตามลำดับ จากนั้นในปี พ.ศ. 2496 รัฐธรรมนูญเดนมาร์ก ได้รับการแก้ไข ซึ่งส่งผลให้ มีบทบัญญัติใหม่ ที่สำคัญ ๆ ในเรื่องต่าง ๆ อันได้แก่ ให้รัชทายาทสตรี มีสิทธิขึ้นครองราชสมบัติ กำหนดให้รัฐสภา มีเพียงสภาเดียว และให้ประชาชนชาวเดนมาร์ก ชายและหญิง ที่มีอายุครบ 18 ปี บริบูรณ์ มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้

ปัจจุบัน เดนมาร์กเป็นราชอาณาจักร โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ คือ สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอ ที่ 2 แห่งเดนมาร์ก ซึ่งเสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2515 และทรงเป็นประมุขแห่งเดนมาร์ก ลำดับที่ 52

การเมืองการปกครอง[แก้]

สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 พระประมุขพระองค์ปัจจุบันของราชอาณาจักรเดนมาร์ก
เจ้าชายเฟรเดอริก องค์รัชทายาทแห่งเดนมาร์ก

เดนมาร์กมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญ สมเด็จพระบรมราชินีนาถมาเกรเธที่ 2 ทรงเป็นสมเด็จพระราชินีนาถและเป็นพระประมุขของราชอาณาจักรเดนมาร์ก และมีว่าที่องค์รัชทายาทคือ เจ้าชายเฟรเดอริก มกุฎราชกุมารแห่งเดนมาร์ก ว่าที่สมเด็จพระราชาธิบดีพระองค์ต่อไปของเดนมาร์ก

รัฐสภาเดนมาร์ก (The Folketing) เป็นระบบรัฐสภาเดียว มีสมาชิกสภาจำนวน 179 คน มาจากการเลือกตั้ง (รวมผู้แทนจากหมู่เกาะแฟโร 2 คน และกรีนแลนด์ 2 คน) มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี โดยมีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ทำหน้าที่ในการบริหารประเทศ และนายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการยุบสภา

ระบบการเมืองของเดนมาร์กเป็นการเมืองแบบหลายพรรคการเมือง ที่แต่ละพรรคการเมืองจะได้รับเลือกเป็นตัวแทนเข้าไปในรัฐสภา ซึ่งรัฐบาลเดนมาร์กมักจะต้องบริหารงานได้ โดยได้รับการสนับสนุนจากเสียงส่วนน้อยในสภาอย่างน้อยหนึ่งพรรคเสมอ จึงหมายความว่าการเมืองของเดนมาร์กนั้นเป็นการเมืองแบบใช้พรรคร่วมนั่นเอง ตั้งแต่ พ.ศ. 2452 (ค.ศ. 1909) เป็นต้นมา ไม่มีพรรคการเมืองของเดนมาร์กพรรคใดที่สามารถครอบครองเสียงข้างมากในสภาเพียงพรรคเดียวได้เลย[22]

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

การแบ่งเขตการปกครองแบบเก่าของเดนมาร์ก มีทั้งหมด 13 มณฑล (270 เทศบาลนคร) และอีก 3 เทศบาลนครที่ไม่ขึ้นกับมลฑลใด พ.ศ. 2513 - พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 1970 - ค.ศ. 2006)[23] ก่อนการปฏิรูปเขตการปกครอง พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007)

  1. โคเปนเฮเกน (อังกฤษ:Copenhagen เดนมาร์ก:København, เทศบาลนครที่ไม่ขึ้นกับมฑลใด)
  2. เฟรดเดอริกสเบิร์ก (Frederiksberg) (เทศบาลนครที่ไม่ขึ้นกับมฑลใด)
  3. โคเปนเฮเกน เค้าท์ตี้ (Copenhagen County) หรือ (Københavns Amt)
  4. เฟรดเดอริกส์บอร์ก (Frederiksborg)
  5. Roskilde
  6. เวสซีแลนด์ (West Zealand) หรือ (Vestsjælland)
  7. สตอร์สตอร์ม (Storstrøm)
  8. ฟูเนน (Funen) หรือ (Fyn)
  9. South Jutland (Sønderjylland)
  10. ไรบ์ (Ribe)
  11. เวจเล (Vejle)
  12. Ringkjøbing
  13. ไวบอร์ก (Viborg)
  14. นอร์ทจัทแลนด์ (North Jutland) (Nordjylland)
  15. เมืองออร์ฮูส Aarhus (Århus)
  16. บอร์นฮอล์ม (Bornholm) (เทศบาลนครที่ไม่ขึ้นกับมณฑลใด)
Denmarkcounties.png

กองทัพ[แก้]

ดูบทความหลักที่: กองทัพเดนมาร์ก

กองทัพบก[แก้]

กองทัพอากาศ[แก้]

กองทัพเรือ[แก้]

กองกำลังกึ่งทหาร[แก้]


ประชากรศาสตร์[แก้]

ในปี พ.ศ. 2550 เดนมาร์กมีประชากรราว 5.4 ล้านคน[24] ส่วนใหญ่มีเชื้อสายเดนมาร์ก ร่วมกับชาวพื้นเมืองของกรีนแลนด์และแฟโร ภาษาเดนมาร์กเป็นภาษาทางการของประเทศ โดยใช้ร่วมกับภาษากรีนแลนด์และภาษาแฟโรในกรีนแลนด์และหมู่เกาะแฟโรตามลำดับ ภาษาเยอรมันเป็นภาษาชนกลุ่มน้อยที่ได้รับความคุ้มครอง ใช้ในพื้นที่ติดชายแดน ภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศที่สำคัญ[24] ร้อยละ 83 ของประชากรเป็นสมาชิกของคริสตจักรเอวาเจลิคัลลูเธอรันแห่งเดนมาร์ก ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติ[25]

เศรษฐกิจ[แก้]

เดนมาร์กคือหนึ่งในประเทศที่ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม นอกจากนี้ยังเป็นรัฐสวัสดิการขนาดใหญ่ที่มีสวัสดิการแก่ประชาชนมากมาย อีกทั้งยังติดอันดับประเทศที่มีรายได้เข้าประเทศในอันดับต้น ๆ ของโลกอีกด้วย ประสิทธิภาพทางการตลาดของเดนมาร์กก็อยู่ในระดับสูง นอกจากนี้มาตรฐานการอยู่อาศัยของเดนมาร์กก็อยู่สูงกว่ามาตรฐานเฉลี่ยของยุโรป[26][27] รวมทั้งมีการค้าขายเสรีจำนวนมากภายในประเทศ เดนมาร์กมีตัวเลขของผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อประชากรสูงกว่าประเทศในแถบยุโรปทั่วไป และสูงกว่าสหรัฐอเมริกาประมาณ 15 – 20 เปอร์เซ็น ทั้งนี้ยังเป็นประเทศที่มีการแข่งขันทางธุรกิจสูงตามรายงานของการประชุมเศรษฐกิจโลกประจำปี พ.ศ. 2551 (World Economic Forum 2008), ไอเอ็มดี (IMD) และหนังสือพิมพ์ ดิอีโคโนมิสต์ (The Economist)[28] และเดนมาร์กก็ยังเป็นสมาชิกของธนาคารโลก ตลาดแรงงานของเดนมาร์กเป็นตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงไปมาได้มากที่สุดในยุโรปตามการจัดลำดับของโออีซีดี (OECD) ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายสวัสดิการของรัฐที่ให้ตลาดแรงงานที่ยืดหยุ่น ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดแรงงานในประเทศสามารถว่าจ้าง ไล่ออก หรืองานใหม่ได้อย่างง่ายดาย ทำให้แรงงานในประเทศไม่ต้องกังวลเรื่องตกงาน และยังเป็นประเทศที่สามารถขายหรือหาซื้อสินค้าได้อย่างง่ายดาย โดยสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นผลมาจากลัทธิเสรีนิยมที่เปิดกว้างทางธุรกิจมากมายในยุคทศวรรษที่ 1990 สกุลเงินของเดนมาร์กคือโครเนอเดนมาร์ก ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินของเดนมาร์กถือว่ามั่นคงโดยอยู่ราว ๆ 7.45 โครเนอต่อ 1 ยูโร และเมื่อเร็ว ๆ นี้อัตราแลกเปลี่ยนของโครเนอเดนมาร์กกับดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ 5.75 โครเนอต่อ 1 ดอลลาร์ สินค้าส่งออกมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ส่งออกไปยังประเทศในสหภาพยุโรป ส่วนสินค้าส่งออกที่สำคัญคือ อาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เคมี ผลิตภัณฑ์จากนม ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า ปลา เฟอร์นิเจอร์ หนังสัตว์ เครื่องจักร เนื้อสัตว์ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และน้ำตาล ส่วนขนาดของเศรษฐกิจของเดนมาร์ก ใหญ่เป็นอันดับที่ 11 จาก 162 ประเทศ ถูกจัดทำขึ้นโดยหนังสือพิมพ์ เดอะ วอลสตรีท เจอร์นัล

การศึกษา[แก้]

ระบบการศึกษาของเดนมาร์กเป็นระบบที่จะจัดหาสถานศึกษาให้นักศึกษาทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา หรือในระดับอุดมศึกษา ซึ่งนักศึกษาไม่จำเป็นต้องหาสถานศึกษาเอง[29] ส่วนเกณฑ์ระยะเวลาในการศึกษานั้น เดนมาร์กกำหนดไว้อย่างต่ำ 10 ปี ทั้งนี้รวมถึงโรงเรียนเอกชนหรือการศึกษาที่บ้านด้วย 99% ของนักเรียนมีการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา 86% มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษา 46% มุ่งไปยังการศึกษาในระดับที่สูงกว่า ซึ่งวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยทุกแห่งในเดนมาร์กล้วนไม่มีค่าใช้จ่าย[30] เดนมาร์กมีโอกาสทางการศึกษามากมายรวมทั้งมีการศึกษาหลายช่องทางให้ศึกษาซึ่งรวมถึงโรงเรียนเตรียมเข้าอุดมศึกษา (โรงเรียนสอนในระดับที่สูงกว่าระดับมัธยมศึกษาแต่ต่ำกว่าระดับอุดมศึกษา) ในเดนมาร์กมีมหาวิทยาลัยมากมาย แห่งที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดคือ มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนที่ก่อตั้งใน ค.ศ. 1479

การคมนาคม[แก้]

รถไฟในประเทศเดนมาร์ก

ทางด้านการคมนาคมของเดนมาร์กที่โดดเด่นที่สุดก็คือ สะพานโอเรซอนด์ ที่เชื่อมทางหลวงยุโรปสายอี 20 ระหว่างโคเปนเฮเกน, เดนมาร์ก ไปยัง มาลโม, สวีเดน โดยเป็นสะพาน – อุโมงค์ มีทั้งทางสำหรับรถยนต์และทางรถไฟ และระบบสะพานเกรตเบลต์ที่เชื่อมระหว่างเกาะซีแลนด์และเกาะฟูเนน ทางทะเลก็มีท่าเรือโคเปเฮนเกน มาลโม ซึ่งก่อนการสร้างสะพานโอเรซอนด์ ท่าเรือแห่งนี้ใช้เป็นเส้นทางหลักในการไปมาระหว่างสวีเดนและเดนมาร์ก ซึ่งปัจจุบันนี้ท่าเรือข้ามฝากระหว่างสองเมืองนี้ได้ลดความสำคัญลงไปแล้วเป็นผลมาจากการสร้างสะพานโอเรซอนด์นั่นเอง ส่วนการคมนาคมทางรางของเดนมาร์กดำเนินการโดยการรถไฟแห่งเดนมาร์ก (Danish State Railways) สำหรับขบวนรถไฟโดยสาร ส่วนการเดินรถไฟบรรทุกสินค้าดำเนินการโดยบริษัทแรลลิออน (Railion) การควบคุมการจราจรทางรถไฟทั้งระบบควบคุมโดย บานด์ แดนมาร์ก นอกจากนี้ในกรุงโคเปนเฮเกนเองก็มีระบบรถไฟฟ้าใต้ดินขนาดเล็กให้บริการและยังมีบริการรถไฟชานเมืองด้วย สายการบินแห่งชาติของเดนมาร์กคือ สายการบินสแกนดิเนเวียนแอร์ไลน์ซิสเต็ม ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติร่วมกันของสามประเทศคือ นอร์เวย์, สวีเดน และเดนมาร์ก สนามบินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศคือสนามบินโคเปนเฮเกน และยังเป็นสนามบินหลักที่ใหญ่ที่สุดของสายการบินแห่งชาติ ทางทะเลมีบริการเรือเฟอร์รี่ระหว่างเกาะแฟโรกับกรุงโคเปนเฮเกนและประเทศเพื่อบ้านเช่น สวีเดน, นอร์เวย์ และเยอรมนี เป็นต้น ส่วนรถยนต์ของเดนมาร์กจากที่มีรถจดทะเบียนใน ค.ศ. 1980 อยู่ทั้งหมด 1,389,547 คัน เพิ่มขึ้นมาเป็น 2,020,013 คัน ใน ค.ศ. 2007 แต่แม้กระนั้นภาษีของการจดทะเบียนรถยนต์ก็ยังคงสูงลิ่วอยู่เช่นเดิมที่ประมาณ 180% และมาตรฐานรถยนต์ของเดนมาร์กได้รับการยอมรับว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสูงด้วย

วัฒนธรรม[แก้]

ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน เป็นที่รู้จักทั่วไปนะฐานะนักแต่งนิทานอันโด่งดังของเดนมาร์ก จากนิทานหลาย ๆ เรื่องของเขา เช่น พระราชากับชุดล่องหน (The Emperor’s New Clothes), เงือกน้อยผจญภัย (The Little Mermaid) และ ลูกเป็ดขี้เหร่ (The Ugly Duckling) ฯลฯ จากนี้ยังมี นักเขียนรางวัลโนเบล คาเรน บลิกเซน, เฮนริก พอนทอปพิแดน นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล นีลส์ บอร์ นักวาดการ์ตูนล้อเลียน วิกเตอร์ บอร์จ และนักปรัชญา ซอร์เรน เคียร์เกการ์ด ทั้งหมดล้วนสร้างชื่อเสียงให้แก่ตนเองและประเทศเดนมาร์กในระดับต่างประเทศทั้งสิ้น ในกรุงโคเปนเฮเกนล้วนมีสถานที่ที่สวยงามและน่าสนใจมากมายเช่น สวนทิโวลี พระราชวังอาเมเลียนเบิร์ก (ที่พำนักของพระราชวงศ์เดนมาร์ก) พระราชวังคริสเตียนเบิร์ก มหาวิหารโคเปนเฮเกน ปราสาทโรเซนเบิร์ก โรงละครโอเปร่า โบสถ์เฟดเดอร์ริก พิพิธภัณฑ์โทรวาร์ลด์เซน และรูปแกะสลักนางเงือก ฯลฯ ส่วนนครที่ใหญ่อันดับสองของประเทศคือ เมืองอาร์เธอร์ ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่ที่ก่อตั้งขึ้นในสมัยไวกิง และเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศด้วย ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดของประเทศและใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของภูมิภาคยุโรปเหนือ เดนมาร์กยังเป็นประเทศผู้นำทางด้านการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเหมือนกับประเทศในแถบสแกนดิเนเวียอื่น ๆ เช่นการออกกฎหมายให้สื่อลามกเป็นสิ่งถูกกฎหมายหรือการออกกฎหมายให้ผู้รักร่วมเพศสามารถสมรสกันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

วรรณกรรม[แก้]

ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน นักประพันธ์ผู้มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่ง

วรรณกรรมของเดนมาร์กที่เป็นที่รู้จักในระยะแรกคือ วรรณกรรมประเภทปริศนาและวรรณกรรมพื้นบ้านจากยุคคริสต์ศตวรรษที่ 1011 ส่วนแซกโซ แกรมาทิซัส เป็นผู้ที่ซึ่งได้รับการเคารพนับถือในฐานะนักประพันธ์คนแรกของเดนมาร์ก เขาทำงานให้กับบิชอบที่แอบซาลอนตามบันทึกประติศาสตร์ของเดนมาร์ก ซึ่งน้อยมากที่จะมีผู้รู้จักนักประพันธ์คนอื่นจากยุคกลางซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขามีชีวิตอยู่ นอกจากนี้ยังมีละครตลกที่นิยมกันจากช่วงยุคเรืองปัญญาของ ลุดวิก ฮอลเบิร์ก และยังมีนักเขียนและนักประพันธ์ที่สำคัญของโลกจากเดนมาร์ก เช่น ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน จากนิทานของเขาและยังมี ซอร์เรน เคียร์เกการ์ด ผู้ที่ยึดถือในหลักอัตถิภาวนิยม ซึ่งผลงานการประพันธ์ของเขาหลายละชิ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้ส่งผลกระเทือนไปยังสังคมของเดนมาร์ก และยังมีนักเขียนชื่อดังอีกมากมายเช่น จอร์จ บลันด์ และเฮนริก พอนทอปพิแดน เป็นต้น ทั้งคู่ล้วนได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรมด้วยกันทั้งคู่

ภาษา[แก้]

ดูบทความหลักที่: ภาษาเดนมาร์ก

ชาวเดนมาร์กส่วนใหญ่ใช้ภาษาเดนมาร์กเป็นภาษาแม่ ซึ่งเป็นภาษาในกลุ่มภาษาเจอร์แมนิกเหนือ (หรือภาษาสแกนดิเนเวีย) ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยของกลุ่มภาษาเจอร์แมนิก สาขาของภาษาตระกูลอินโด-ยูโรเปียน ภาษาเดนมาร์กเป็นภาษาทางการภาษาเดียวของเดนมาร์ก และเป็นภาษาทางการหนึ่งในสองภาษาของเกาะกรีนแลนด์และหมู่เกาะแฟโร ซึ่งมีฐานะเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก นอกจากนี้ภาษาเดนมาร์กยังพูดกันในหมู่ชนกลุ่มน้อยทางตอนเหนือของประเทศเยอรมนี และในประเทศไอซ์แลนด์ ภาษาเดนมาร์กเป็นภาษาต่างประเทศภาษาที่สอง (รองจากภาษาอังกฤษ) ที่มีการเรียนการสอนกันในสถาบันการศึกษาแพร่หลายที่สุด

ดนตรี[แก้]

ลาร์ส อุลริก มือกลองระดับโลกชาวเดนมาร์ก

เดนมาร์กเป็นศูนย์กลางทางด้านวัฒนธรรมมาช้านาน รวมถึงดนตรีด้วยเช่นกัน โดยที่โดดเด่นที่สุดอยู่ที่กรุงโคเปนเฮเกน ซึ่งเดนมาร์กเองมีความหลายหลายทางด้านดนตรี วัฒนธรรมและประเพณีที่แตกต่างออกไปในแต่ละแห่ง ซึ่งเกาะโพ้นทะเลของเดนมาร์กเองก็มีวัฒนธรรมพื้นบ้านที่หลากหลายเช่นกัน ซึ่งวงดุริยางค์ออร์เคสตร้าหลวงของเดนมาร์กเป็นวงออร์เคสตร้าที่เก่าแก่ที่สุดในโลก คาร์ล นีลเซน และนักดนตรีซิมโฟนี่ออร์เคสตร้าอีก 6 คน เป็นวงดนตรีแรกที่สร้างชื่อเสียงทางด้านดนตรีในระดับต่างประเทศให้กับประเทศจากการประพันธ์เพลงของคาร์ล และในขณะที่อุตสาหกรรมการบันทึกเสียงแผ่ขยายออกไปทั่วโลก วงการเพลงในเดนมาร์กก็ปั้นนักดนตรีป็อปสตาร์มากมายและปั้นนักดนตรีจากหลากหลายแขนงด้วยเช่นกัน แต่น้อยคนนักที่จะโด่งดังไปในระดับนานาชาติได้เท่ากับ ลาร์ส อุลริก พร้อมด้วย วิกฟิลด์กับวงดนตรีป็อปยุคทศวรรษที่ 90 วงอควาที่โด่งดังไปทั่วโลก

กีฬา[แก้]

กีฬาที่ได้รับความนิยมในเดนมาร์กได้แก่ ฟุตบอลและล่องเรือ หรือกีฬาทางน้ำอื่นๆ ก็ได้รับความนิยมเช่นกัน ส่วนกีฬาในร่มก็ได้แก่ แบดมินตัน แฮนดีบอล กอล์ฟในร่ม และยิมนาสติก นอกจากนี้ในเดนมาร์กยังมีกลุ่มคนที่ชื่นชอบกีฬาที่ใช้ความเร็วซึ่งก็ประสมความสำเร็จในหลายรายการแข่งขัน ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือจากการแข่งขัน 24 ชั่วโมง รายการ 24 Hours of Le Mans ในฝรั่งเศส ที่ซึ่ง ทอมคริสเตนเซน ชนะเลิศการในแข่งขัน 8 สมัย ส่วนนักกีฬาที่มีชื่อเสียงอื่นๆ เช่น คาโรไลน์ วอซเนียคกี นักเทนนิสดาวรุ่ง, ไมเคิล รัสมุสเซน นักปั่นจักรยาน, ไมเคิล และ ไบรอัน เลาดรู๊ป, ปีเตอร์ ชไมเคิล, และยังเป็นประเทศบ้านเกิดของอดีตนักชกแชมป์ WBA & WBC รุ่นซุเปอร์มิดเดิลเวดท์ มิกเกล เคสส์เลอร์ รวมถึง นักกอล์ฟยูโรเปียนทัวร์ ทอมัส บจ์อน ที่ชนะหลายรายการแข่งขันในเวทีโลก

อาหาร[แก้]

Smørrebrød อาหารที่ขึ้นชื่อของเดนมาร์ก

วัฒนธรรมอาหารของเดนมาร์กส่วนมากคล้ายคลึงกับกลุ่มประเทศนอร์ดิกอื่น ๆ[31] ซึ่งบางส่วนรับวัฒนธรรมการกินมาจากเพื่อนบ้านอย่างเยอรมนี โดยส่วนมากประกอบขึ้นจากปลา เนื้อ อาหารจากนม เป็นต้น ซึ่งบางครั้งจะรวมเบียร์เข้าไปในบางมื้อเช่น มื้อเย็นด้วย มักรับประทานอาหารมีประโยชน์[32]

อาหารที่มีขึ้นชื่อที่สุดคือ Smørrebrød หรือที่เรียกว่า แซนวิช ของสแกนดิเนเวีย ประกอบไปด้วยขนมปังข้าวไรย์ที่ทาเนยขนมปังสีน้ำตาลเข้มที่มีเนื้อแน่นราดด้วยโคลด์คัท โรยหน้าด้วยเนื้อปลาดิบ หรืออาหารทะเลอื่นๆ นิยมทานเป็นอาหารเช้าหรืออาหารว่าง อาหารยอดนิยมอื่นๆได้แก่ มันฝรั่ง, หมูย่าง เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งขาวและคาราเมล ( brunede kartofler ), Agurkesalat (สลัดแตงกวาดอง), ชีส Danablu (เดนิชบลูชีส), ซี่โครงหมูในเบียร์ และ สตูว์หมูกะหล่ำปลีแดง[33]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Statistikbanken". www.statbank.dk.
  2. Stone, Andrew; Bain, Carolyn; Booth, Michael; Parnell, Fran (2008). Denmark (5th ed.). Footscray, Victoria: Lonely Planet. p. 31
  3. "History in Denmark | Frommer's". www.frommers.com.
  4. "History of Denmark". Denmark.dk (ภาษาอังกฤษ).
  5. "Copenhagen facts". international.kk.dk (ภาษาอังกฤษ).
  6. "The official guide to Copenhagen". VisitCopenhagen (ภาษาอังกฤษ).
  7. "Denmark | History, Geography, & Culture". Encyclopedia Britannica (ภาษาอังกฤษ).
  8. "Wayback Machine" (PDF). web.archive.org. 2016-02-01.
  9. "International Human Development Indicators - UNDP". web.archive.org. 2013-03-28.
  10. "LGBT Rights in Denmark". Equaldex (ภาษาอังกฤษ).
  11. manager. "Denmark is one of the most LGBTQ-Friendly Study Abroad Destinations in the World" (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-09-03.
  12. "Denmark Was Chosen As The Happiest Country. You'll Never Guess Why". HuffPost (ภาษาอังกฤษ). 2013-10-22.
  13. "The Nordic languages | Nordic cooperation". www.norden.org (ภาษาอังกฤษ).
  14. "The Scandinavian Languages: Their Histories and Relationships". www.sjsu.edu.
  15. "Geography of Denmark: Facts and Location". Visit Denmark.net (ภาษาอังกฤษ).
  16. "Denmark geography, maps, climate, environment and terrain from Denmark | - CountryReports". www.countryreports.org.
  17. Denmark proclaims new peak Archived 2007-09-27 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน The Copenhagen Post Denmark เรียกข้อมูลวันที่ 31-08-2550 (อังกฤษ)
  18. "What is the weather, climate and geography like in Denmark". World Travel Guide (ภาษาอังกฤษ).
  19. "Denmark Country Profile - National Geographic Kids". Geography (ภาษาอังกฤษ). 2014-03-21.
  20. "Immerse yourself in Denmark's history". VisitDenmark (ภาษาอังกฤษ).
  21. "History of Denmark". Denmark.dk (ภาษาอังกฤษ).
  22. The Folketing Archived 2011-06-05 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน กระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์ก เรียกข้อมูลวันที่ 29-08-2550 (อังกฤษ)
  23. Counties of Denmark 1970 - 2006 World Statesmen Organization เรียกข้อมูลวันที่ 30-08-2550 (อังกฤษ)
  24. 24.0 24.1 เวิลด์แฟกต์บุ๊ก เรียกข้อมูลวันที่ 13-06-2550 (อังกฤษ)
  25. Kirkestatistik for 2005 Archived 2007-09-27 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน คริสตจักรเอวาเจลิคัลลูเธอรันแห่งเดนมาร์ก เรียกข้อมูลวันที่ 13-06-2550 (เดนมาร์ก)
  26. [1]Human Development Report 2007/2008
  27. [2]List of countries by Human Development Index
  28. "In the Media". Investindk.com. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2009-03-30. สืบค้นเมื่อ 2009-05-05.
  29. Anonymous (2017-10-09). "Denmark". Eurydice - European Commission (ภาษาอังกฤษ).
  30. fkjo. "The Danish education system — Uddannelses- og Forskningsministeriet". ufm.dk (ภาษาอังกฤษ).
  31. "Danish Food - 12 Traditional Dishes to Eat in Denmark". Swedish Nomad (ภาษาอังกฤษ). 2019-03-29.
  32. Nielsen-Bobbit, Jaughna (2020-03-21). "What is Danish Food? Your Ultimate Guide to Eating in Denmark". Scandinavia Standard (ภาษาอังกฤษ).
  33. "Introducing Danish Food: 15 Danish Dishes to Try" (ภาษาอังกฤษ).

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]