ความรู้สึกต่อต้านไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ความรู้สึกต่อต้านไทย เป็นความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์หรือเกลียดชังต่อผู้คนจากประเทศไทยซึ่งเรียกว่าคนไทย หรือต่อรัฐไทย

เหตุการณ์รายประเทศ[แก้]

กัมพูชา[แก้]

ในประเทศกัมพูชา ความเกลียดชังคนไทยเกิดขึ้นตั้งแต่ปลายสมัยจักรวรรดิเขมร เนื่องจากกรุงศรีอยุธยาเคยย่ำยีจักรวรรดิเขมรหลายครั้ง ทิ้งรอยแผลลึกไว้ในใจชาวเขมร และกรุงรัตนโกสินทร์ยังเคยยึดครองประเทศกัมพูชา ทำให้ชาวกัมพูชารู้สึกต่อต้านคนไทย

ความรู้สึกต่อต้านไทยรุนแรงขึ้นเพราะชาวกัมพูชาระแวงว่าไทยมีแผนการยึดภาคตะวันตกของกัมพูชา[1] จนนำไปสู่การประท้วงรุนแรงใน พ.ศ. 2546 ซึ่งมีการเผาสถานทูตไทยและทำลายธุรกิจการค้าของคนไทย หลังจากที่บทความในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งของกัมพูชาระบุว่า สุวนันท์ คงยิ่ง นักแสดงชาวไทย กล่าวว่า นครวัดเป็นของไทย และไทยควรยึดนครวัดคืน[2][3] เหตุการณ์บานปลายอีกใน พ.ศ. 2551 เมื่อประเทศทั้งสองเกิดพิพาทเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารขึ้นอีกครั้ง[4]

จีน[แก้]

ในประเทศจีน ความเกลียดชังคนไทยเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองไทยบังคับให้ชาวจีนผสมกลมกลืนกับชาวไทยในช่วงพุทธศตวรรษที่ 25 ชาวจีนบางคนที่ถูกไทยเนรเทศนำความรู้สึกต่อต้านไทยไปเผยแพร่ในประเทศจีนและเรียกร้องให้รัฐบาลจีนคว่ำบาตรสินค้าไทย[5]

ลาว[แก้]

ถึงแม้ลาวกับไทยจะมีวัฒนธรรมร่วมกันหลายประการ แต่ลาวก็ต่อสู้ปลดแอกดินแดนตนเองจากสยามมาเสมอ ทั้งยังเคยขอให้เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสเรียกให้สยามคืนที่ราบสูงโคราชกับพระแก้วมรกตแก่ลาว[6] หลังลาวพ้นจากความเป็นอาณานิคมมาจนปัจจุบัน รัฐบาลลาวนิยมเวียดนามมากกว่าไทย และชาวลาวยังมีความรู้สึกไม่เอาคนไทย เนื่องเพราะระบอบการปกครองที่แตกต่าง[7]

พม่า[แก้]

เช่นเดียวกับลาว พม่ากับไทยมีวัฒนธรรมร่วมกัน และเคยเป็นคู่สงครามกันหลายครั้งในอดีต แต่ในปัจจุบัน ความรู้สึกที่ไทยชังพม่ามีมากกว่าความรู้สึกที่พม่าชังไทย ดังที่เห็นในตำราเรียน ภาพยนตร์ และสื่อสมัยใหม่ของไทย สำหรับรัฐบาลพม่าเองนั้น มิได้มองไทยเป็นศัตรู แต่ก็ไม่ถือว่าไทยเป็นเพื่อนที่วางใจได้เช่นกัน[8]

เวียดนาม[แก้]

สงครามระหว่างทั้งสองประเทศในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 ทำให้ความรู้สึกต่อต้านไทยเริ่มพุ่งขึ้นในประชากรเวียดนาม ทั้งในและนอกประเทศเวียดนามเอง สำหรับชาวเวียดนามโพ้นทะเลนั้น มีภาพจำเกี่ยวกับไทยว่าเป็นโจรสลัดป่าเถื่อน เนื่องเพราะพฤติกรรมโหดร้ายที่ไทยกระทำต่อผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามในช่วงพุทธทศวรรษ 2520[9] ส่วนบทบาทของไทยในสงครามเวียดนามและในการแข่งขันกีฬาช่วงหลัง ๆ ทำให้ชาวเวียดนามในประเทศเวียดนามมองไทยว่าเป็นประเทศที่ไร้จุดยืนทางการเมืองและมักเข้าข้างผู้ชนะในสงคราม

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Donald E. Weatherbee (17 October 2008). International Relations in Southeast Asia: The Struggle for Autonomy. Rowman & Littlefield Publishers. pp. 134–. ISBN 978-0-7425-5739-0.
  2. "Whose Angkor Wat?". The Economist. 30 January 2003. สืบค้นเมื่อ 2 November 2016.
  3. David Barboza (19 April 2003). "Cambodian Pique at Thais Lingers". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 2 November 2016.
  4. Simon Montlake (22 July 2008). "Why Thai-Cambodian temple dispute lingers". The Christian Science Monitor. สืบค้นเมื่อ 2 November 2016.
  5. Seung-Joon Lee (5 January 2011). Gourmets in the Land of Famine: The Culture and Politics of Rice in Modern Canton. Stanford University Press. pp. 172–. ISBN 978-0-8047-7226-6.
  6. Søren Ivarsson (January 2008). Creating Laos: The Making of a Lao Space Between Indochina and Siam, 1860-1945. NIAS Press. pp. 166–. ISBN 978-87-7694-023-2.
  7. Keat Gin Ooi (2004). Southeast Asia: A Historical Encyclopedia, from Angkor Wat to East Timor. ABC-CLIO. pp. 772–. ISBN 978-1-57607-770-2.
  8. N Ganesan (27 July 2015). Bilateral Legacies in East and Southeast Asia. Institute of Southeast Asian Studies. pp. 122–. ISBN 978-981-4620-41-3.
  9. https://www.nytimes.com/1982/01/11/world/thai-pirates-continuing-brutal-attacks-on-vietnamese-boat-people.html

แม่แบบ:Cultural criticism