การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง
Burmese-Siamese war (1765-1767) map - TH - 002.jpg
แผนที่คร่าว ๆ แสดงเส้นทางการเคลื่อนทัพของพม่าจนถึงกรุงศรีอยุธยา:
  •   สยาม
  •   พม่าและเมืองขึ้น (เวียงจันทน์, หลวงพระบาง ฯลฯ)
  •   ดินแดนที่สาม (กัมพูชา ฯลฯ)
  •   การเคลื่อนตัวของทัพพม่า
  •   เขตแดนในปัจจุบัน
วันที่11 มกราคม พ.ศ. 2307[1] – 7 เมษายน พ.ศ. 2310[I]
สถานที่สยาม, เขตตะนาวศรี
ผล อาณาจักรพม่าชนะ; อาณาจักรอยุธยาล่มสลาย; เกิดสภาพจลาจลขึ้นในอาณาจักรอยุธยาเดิม ...ดูเพิ่ม
ดินแดน
เปลี่ยนแปลง
พม่าผนวกเขตตะนาวศรี​ตอนใต้เป็นการถาวร[2]
คู่สงคราม

Flag of Thailand (Ayutthaya period).svg อาณาจักรอยุธยา

  • ชาวบ้านบางระจัน
  • กองกำลังของขุนรองปลัดชู
Royal Standard of Konbaung Dynasty (1753-1885).svg อาณาจักรโก้นบอง
ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ
Flag of Thailand (Ayutthaya period).svg พระเจ้าเอกทัศ
Flag of Thailand (Ayutthaya period).svg พระเจ้าอุทุมพร (เชลย)
Royal Standard of Konbaung Dynasty (1753-1885).svg พระเจ้ามังระ
Royal Standard of Konbaung Dynasty (1753-1885).svg เนเมียวสีหบดี
(แม่ทัพฝ่ายเหนือ)
Royal Standard of Konbaung Dynasty (1753-1885).svg มังมหานรธา[II]
(แม่ทัพฝ่ายใต้)
หน่วยที่เกี่ยวข้อง
Flag of Thailand (Ayutthaya period).svg กองทัพแห่งอาณาจักรสยาม

Flag of the Alaungpaya Dynasty of Myanmar.svg กองทัพแห่งอาณาจักรพม่า ประกอบด้วย:

Flag of the Alaungpaya Dynasty of Myanmar.svg กองทัพฉาน
Flag of the Alaungpaya Dynasty of Myanmar.svg กองทัพล้านช้าง
Flag of the Alaungpaya Dynasty of Myanmar.svg อัศวานึกจากมณีปุระ
Flag of the Alaungpaya Dynasty of Myanmar.svg ทหารเกณฑ์จากมอญ
Flag of the Alaungpaya Dynasty of Myanmar.svg ทหารเกณฑ์จากสยาม
กำลัง

การป้องกันเริ่มต้น:[III]

  • ทางเหนือ: ไม่ทราบ
  • ทางใต้: มากกว่า 60,000 นาย[3]

นนทบุรี: 60,000 นาย[3]
นอกอยุธยา: 50,000 นาย[4]

ล้อมกรุงอยุธยา: ไม่ทราบ

การรุกรานครั้งแรก:[IV]
40,000[5]ถึง 50,000[6]

  • ทางเหนือ: 20,000 นาย
  • ทางใต้: 20,000–30,000 นาย

นนทบุรี: 20,000 นาย[5]
นอกอยุธยา: 50,000 นาย[4]

ล้อมกรุงอยุธยา: 40,000+ นาย
ความสูญเสีย
ทหารและพลเรือนเสียชีวิตประมาณ 200,000 คน[V] ทหารเสียชีวิตประมาณ 3,000-4,000 นาย[V]

การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองหรือ สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง เป็นความขัดแย้งทางทหารครั้งที่สองระหว่างราชวงศ์โก้นบองแห่งพม่า กับราชวงศ์บ้านพลูหลวงแห่งอยุธยาในการทัพครั้งนี้ กรุงศรีอยุธยาซึ่งเป็นราชธานีคนไทยเกือบสี่ศตวรรษได้เสียแก่พม่าและถึงกาลสิ้นสุดลงไปด้วย เหตุการณ์ได้เกิดขึ้นเมื่อวันอังคาร ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 5 ปีกุน ตรงกับวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310[I]

ยุทธนาการนี้เป็นผลพวงของสงครามพระเจ้าอลองพญาเมื่อ พ.ศ. 2303 และอุบัติขึ้นใน พ.ศ. 2308 เมื่อพม่าส่งกองทัพเข้าบุกครองอยุธยาเป็นสองทางแบบคีม ทัพพม่าพิชิตการป้องกันของฝ่ายอยุธยาที่ประกอบด้วยกำลังอันเหนือกว่าแต่ขาดการประสานงานกันได้ และเริ่มล้อมกรุงศรีอยุธยานาน 14 เดือน[7][8] กระทั่งเดือนมีนาคม พ.ศ. 2310 พระเจ้าเอกทัศทรงยอมเป็นประเทศราชของพม่า แต่พม่าประสงค์ให้ยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข[3]ในที่สุด กองทัพพม่าหักเข้าพระนครได้เป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ แล้วทำลายล้างพระนคร ทำให้ความสัมพันธ์ไทย-พม่าเสื่อมลงจนถึงปัจจุบัน

การเสียกรุงครั้งนี้ นอกจากจะส่งผลให้อาณาจักรอยุธยาล่มสลายลงแล้ว ตะนาวศรีตอนใต้ยังได้ตกเป็นของพม่าเป็นการถาวร[2] และเกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมืองในระดับต่าง ๆ จนแทบนำไปสู่การล่มสลายของรัฐไทย[9] อย่างไรก็ดี พม่าจำต้องถอนกำลังส่วนใหญ่ในอาณาจักรอยุธยาเดิมกลับคืนประเทศไปเมื่อถูกจีนบุกครอง จึงเป็นเหตุให้สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงเถลิงอำนาจและตั้งอาณาจักรของคนไทยใหม่

ภูมิหลัง[แก้]

กำเนิดราชวงศ์คองบอง[แก้]

ดูบทความหลักที่: สงครามโก้นบอง–หงสาวดี

ในช่วงที่ราชวงศ์ตองอูซึ่งปกครองพม่ามาเป็นเวลาประมาณสองร้อยปีนั้นอ่อนแอลง ชาวมอญในพม่าตอนล่างสามารถแยกตัวเป็นอิสระกลายเป็นอาณาจักรหงสาวดีใหม่ขึ้นได้สำเร็จ พระภิกษุมอญสมิงทอพุทธเกตุยึดอำนาจในเมืองหงสาวดีให้แก่ชาวมอญใน พ.ศ. 2283 ชาวมอญจึงยกสมิงทอให้ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งหงสาวดี แต่ทว่าสมิงทออยู่ในราชสมบัติได้เจ็ดปี พญาทะละกรมช้างขุนนางชาวมอญได้กบฏยึดอำนาจจากสมิงทอ ทำให้สมิงทอถูกขับออกจากราชสมบัติและหลบหนีมายังกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พญาทะละขึ้นครองราชสมบัติเป็นกษัตริย์มอญแห่งหงสาวดี ฝ่ายพม่าราชวงศ์ตองอู พระมหาธรรมราชาธิบดี กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ตองอู มีอำนาจแต่เพียงในพม่าตอนบนเท่านั้นใน พ.ศ. 2295 อุปราชอนุชาของพญาทะละกษัตริย์มอญได้ยกทัพมอญเข้าโจมตีและปิดล้อมเมืองอังวะราชธานีของพม่าราชวงศ์ตองอู ทัพมอญของอุปราชสามารถเข้ายึดเมืองอังวะได้ในที่สุดและจับกุมกษัตริย์พม่ากลับไปยังหงสาวดี

ในระหว่างที่ทัพมอญกำลังล้อมเมืองอังวะอยู่ใน พ.ศ. 2295 นั้น ชาวบ้านนายพรานคนหนึ่งแห่งหมู่บ้านมุกโซโบ ชื่อว่าอองไจยะ หรือ อ่องชัย ได้รวบรวมกำลังชาวพม่าขึ้นต่อต้านกองทัพมอญ และปราบดาภิเษกตนเองเป็นพระเจ้าอลองพญา แปลว่าพระศรีอาริย์ฯ ก่อตั้งราชวงศ์คองบองขึ้น ในเวลานั้นพญาทะละมุ่งเน้นการป้องกันการรุกรานจากสยาม โดยที่ไม่สนใจการสะสมกำลังพลของพระเจ้าอลองพญาในพม่าบน อุปราชมอญส่งแม่ทัพตละปั้นขึ้นมาปราบพระเจ้าอลองพญาแต่พ่ายแพ้กลับไปใน พ.ศ. 2297 พระเจ้าอลองพญาส่งโอรสคือเจ้าชายมังระเข้ายึดเมืองอังวะคืนจากมอญได้สำเร็จ สถาปนาอำนาจของราชวงศ์คองบองขึ้นในพม่าตอนบนได้อย่างมั่นคง ทำให้อุปราชหงสาวดีต้องยกทัพมาด้วยตนเองมาปราบพม่าราชวงศ์ใหม่แต่ไม่สำเร็จ

พระเจ้าอลองพญายกทัพลงใต้ ยึดเมืองแปรได้ใน พ.ศ. 2298 จากนั้นจึงยกเข้าโจมตีป้อมเมืองสีเรียมของฝรั่งเศสซึ่งให้การสนับสนุนแก่มอญอยู่ แม้ว่าฝ่ายฝรั่งเศสจะมีเทคโนโลยียุทโธปกรณ์ที่ก้าวหน้ากว่า แต่ฝ่ายพม่าพระเจ้าอลองพญาก็สามารถเข้ายึดป้อมสีเรียมได้ใน พ.ศ. 2299 ขับไล่ฝรั่งเศสออกไปได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าต้องสูญเสียกำลังพลมาก ปีต่อมา พ.ศ. 2300 พระเจ้าอลองพญาจึงเข้าโจมตีเมืองหงสาวดี ฝ่ายพญาทะละกษัตริย์มอญตัดสินใจสำเร็จโทษประหารชีวิตพระมหาธรรมราชาธิบดีอดีตกษัตริย์พม่าไปเสีย ทำให้พระเจ้าอลองพญากลายเป็นกษัตริย์พม่าเพียงพระองค์เดียว ฝ่ายพม่าเข้ายึดเมืองหงสาวดีได้ในที่สุด พระเจ้าอลองพญาให้เผาทำลายเมืองหงสาวดีลงอย่างสิ้นเชิง จากนั้นศูนย์กลางของพม่าตอนล่างจึงย้ายไปที่เมืองร่างกุ้ง พญาทะละกษัตริย์มอญและอุปราชอนุชาถูกนำตัวไปกักไว้ที่เมืองร่างกุ้ง จนกระทั่งเมื่อพญาเจ่ง หลานของพญาทะละกบฏต่อพม่าใน พ.ศ. 2317 พระเจ้ามังระจึงมีราชโองการให้สำเร็จโทษประหารชีวิตพญาทะละพร้อมทั้งอุปราช

ปัจจัยและเหตุการณ์ภายในอยุธยา[แก้]

นับตั้งแต่การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2231 พระเพทราชาได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์อยุธยาและเป็นจุดเริ่มต้นของราชวงศ์บ้านพลูหลวง อยุธยาในสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวงมีความขัดแย้งทางการเมืองความไม่สงบภายในหลายครั้ง ได้แก่ กบฏเมืองนครราชสีมาและนครศรีธรรมราชในช่วงต้นรัชสมัยของสมเด็จพระเพทราชา[10] กบฏธรรมเถียรเมื่อ พ.ศ. 2237[10] กบฏบุญกว้าง พ.ศ. 2241[10] เหตุการณ์สงครามกลางเมืองระหว่างกรมพระราชวังบวรสถานมงคลเจ้าฟ้าพร กับเจ้าฟ้าอภัยเจ้าฟ้าปรเมศร์โอรสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระใน พ.ศ. 2276[10] เมื่อเจ้าฟ้าพรได้รับชัยชนะแล้วจึงปราบดาภิเษกครองราชสมบัติเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

ลดอำนาจหัวเมือง[แก้]

หลังจาก พ.ศ. 2130 ไม่มีทัพพม่ายกมาถึงชานกรุงศรีอยุธยาอีก และหลังจากสงครามยุทธหัตถี พ.ศ. 2315 ไม่ปรากฏว่ามีการรุกรานของพม่าที่เป็นภัยอันตรายร้ายแรงต่ออาณาจักรอยุธยาอีกเป็นระยะเวลายาวนาน หลังจากรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรฯ อยุธยาเข้าสู่ยุคสมัยแห่งความขัดแย้งภายในและการแย่งชิงราชสมบัติ เกิดจากการที่เจ้านายและขุนนางมีอำนาจเพิ่มมากขึ้น[11]ในต้นรัชสมัยของสมเด็จพระเพทราชา มีการกบฏของเจ้าเมืองนครราชสีมาและนครศรีธรรมราช ที่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะสามารถปราบลงได้สำเร็จ[10] กษัตริย์อยุธยาราชวงศ์บ้านพลูหลวงจึงมีนโยบายขยายอำนาจของราชสำนักส่วนกลางออกไปยังหัวเมือง[11] ด้วยการให้สมุหนายกควบคุมหัวเมืองฝ่ายเหนือ และให้สมุหกลาโหมควบคุมหัวเมืองฝ่ายใต้ แต่นโยบายนี้สุดท้ายแล้วทำให้ราชสำนักอยุธยาสูญเสียอำนาจในหัวเมืองเนื่องจากไม่ได้รับความร่วมมือจากขุนนางท้องถิ่น[11] ราชสำนักอยุธยาไม่สามารถควบคุมกำลังพลในหัวเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้หากมีข้าศึกศัตรูรุกรานราชสำนักอยุธยาจึงไม่สามารถเรียกเกณฑ์กำลังพลมาป้องกันพระนครและพระราชอาณาจักรได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับนโยบายลดอำนาจหัวเมือง ทำให้หัวเมืองมีกำลังไม่เพียงพอไม่สามารถเป็นปราการหน้าด่านสำหรับพระนครได้ ยุทธวิถีการรับศึกพม่าที่เป็นไปได้จึงเป็นการตั้งรับศึกอยู่ที่พระนครศรีอยุธยาแต่เพียงเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ระบบโครงสร้างอำนาจและการปกครองของอยุธยาสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวงนั้น เป็นไปเพื่อการสร้างเสถียรภาพภายในและป้องกันการกบฏเป็นหลัก ไม่ได้เป็นไปเพื่อเตรียมการตั้งรับการรุกรานของศัตรูจากภายนอก[11] ภัยคุกคามจากผู้รุกรานภายนอกมีความสำคัญน้อยกว่าปัญหาภายในสำหรับอยุธยา

ความเสื่อมของระบบการเกณฑ์ไพร่[แก้]

เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จขึ้นครองราชสมบัติเมื่อ พ.ศ. 2276 ทรงตั้งกรมเจ้านายขึ้นหลายกรมเพื่อควบคุมกำลังพลของเจ้านายแต่ละพระองค์ เป็นการป้องกันความขัดแย้งระหว่างเจ้านายและป้องการการแย่งชิงราชสมบัติ[12] ความขาดแคลนกำลังพลของอยุธยา แสดงให้เห็นในจดหมายเหตุงานพระศพกรมหลวงโยธาเทพเมื่อ พ.ศ. 2278 ปรากฏว่าขาดคนแห่ในขบวนพระศพ 60 คน พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศต้องทรงให้ทหารกรมล้อมพระราชวังไปเดินขบวนแห่ทดแทน

ในสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวงมีความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ คือ การค้าขายกับจีนราชวงศ์ชิงเจริญขึ้นมา[13] โดยเฉพาะการส่งออกข้าว สยามเป็นผู้ส่งออกข้าวให้แก่จีนที่สำคัญอันดับต้นโดยผ่านทางพ่อค้าชาวจีนแต้จิ๋ว ไพร่ในภาคกลางตอนล่างปลูกข้าวเพื่อส่งออก[14] เศรษฐกิจส่งออกที่เจริญรุ่งเรืองขึ้นทำให้เศรษฐกิจภายในของสยามเติบโตขึ้นเป็นผลตามมา บรรดาไพร่ราษฏรมีรายได้มากขึ้นจากการค้าขาย นำไปสู่กำเนิด"ไพร่มั่งมี"[14] หรือชนชั้นกลางกระฎุมพีขึ้น แต่แรงงานไพร่เหล่านี้อยู่ภายใต้ระบบการเกณฑ์ไพร่เข้าเดือนออกเดือน ไพร่ในสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวงจึงหลีกเลี่ยงการเกณฑ์แรงงานของราชสำนัก ออกไปทำผลผลิตค้าขายสร้างรายได้ให้แก่ตนเอง ทำให้ระบบการควบคุมกำลังพลของอยุธยาเสื่อมถอยลง ไพร่มีเงินสามารถเสียเงินค่าส่วยเป็นค่าราชการแทนที่การเกณฑ์แรงงานได้มากขึ้น[14] หรือแม้แต่จ้างผู้อื่นให้ไปรับราชการแทนตนเอง ไพร่หลวงที่ยังคงรับราชการอยู่จึงมีภาระหน้าที่หนัก จนสุดท้ายต้องหลบหนีออกจากระบบราชการไป ดังปรากฏในพระราชกำหนดเก่า พ.ศ. 2291 รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ;

...แต่ส่วนไพร่ท้องหมู่นั้นถ้ามิได้ทำราชการแต่ก่อนปรกะติอยู่กับกรุงเทพมหานครนั้น ต้องเสียค่าจ้างคนทำราชการแทน เดือนละตำลึงบ้างสามบาทบ้าง ถ้าแลมีที่เสดจ์พระราชตำเนิรแลไปล้อมช้างโพนช้างเกนให้ไปจับสลัดแลจับผู้ร้ายนั้น ต้องเสียค่าจ้างเดือนละห้าบาทบ้างหกบาทบ้างเจดบางบ้างสองตำลึงบ้าง มากกว่าค่าส่วยทังปวงถึงสองส่วนสามส่วนสี่ส่วน แลที่มิได้ถือตราคุ้มห้ามนั้น ครั้นออกเดือนไปจะได้ทำกินเปนกำลังราชการ ฝ่ายข้างกรมการแขวงนายอำเพอเกาะเอาไปใช้ราชการเบดเสร็จตามมีราชการนั้นอยู่เนืองๆอีกเล่า เพราะเหดุฉะนี้ ไพร่หมู่จึ่งตั้งตัวรับราชการอยู่มิได้ มีบุตรหลานซึ่งจะได้บวกขึ้นเปนสกรรใช้ราชการสืบไปนั้น ย่อมเสือกไสไปเสียจากให้พ้นจากหมู่ๆไพร่หลวงจึ่งร่วงโรยลง

[15]

พระราชกำหนดเก่าอีกฉบับ พ.ศ. 2291 ระบุว่าไพร่ก่นสร้างแผ้วถางทำนากันมากขึ้น[14] แสดงถึงเศรษฐกิจการปลูกข้าวเพื่อส่งออกที่ขยายตัวใน พ.ศ. 2285 พระยาราชภักดี (สว่าง) สมุหนายก ได้ออกเกลี้ยกล่อมบรรดาไพร่ที่หลบหนีการเกณฑ์ราชการตามแขวงเมืองต่างๆในภาคกลางตอนล่าง ปรากฏว่าสามารถเกลี้ยกล่อมไพร่นอกราชการให้กลับเข้ามารับราชการได้เป็นจำนวนหลายหมื่นคน[16] ความเสื่อมถอยลงของระบบการควบคุมกำลังพลของอยุธยาในสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวง เกิดจากการที่ราชสำนักอยุธยาไม่สามารถปฏิรูปและปรับตัว[13]ต่อความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมทั้งภายนอกและภายในได้

ความขัดแย้งทางการเมืองภายในอยุธยา[แก้]

กรุงศรีอยุธยา ( พ.ศ. 2209) วาดโดยบริษัทอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์

ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เจ้านายมูลนายขุนนางพ่อค้าจีนขยายประโยชน์ของตนเองจนเกินขอบเขต[14] มีการทุจริตกินสินบนในราชการทุกระดับอย่างกว้างขวางทั้งในพระนครและหัวเมือง[14] ดังพระราชกำหนดเก่าเรื่องคุณสมบัติของข้าราชการเมื่อ พ.ศ. 2283;

...ครั้นได้เป็นที่หลวงขุนหมื่นผู้รั้งกรมการแล้ว เบียดเบียนอะนาประชาราษฎรข่มเหงฉ้อประบัด เอาพัศดุเงินทองมาใช้ค่าสีนบนและเลี้ยงบุตรภรรยามิได้กลัวแก่บาปละอายแก่บาป อนาประชาราษฎรไพร่พลเมืองจึ่งได้ความยากแค้นเดือดร้อน ไพร่ท้องหมู่และไพร่บ้านพลเมืองจึ่งร่วงโรย

[15]

...ทุกวันนี้กระลาการทุกหมู่ทุกกรมทั่วไปทังกรุงเทพพระมหานคร แล้วสิยังภอลูกความอีกเล่า เหตุว่าสมุหะกะลาโหมสมุหะนายกละวางพระราชกำหนดกฎหมายเสีย อนาประชาราษฎรทังปวงหาที่พึ่งที่พำนักมิได้ แต่วิวาทด้วยทาษแลเรียกเงินแลฉะเลาะกันก็ดีแต่ภอโรงศาลสำเรจ์ได้ ก็ฟ้องให้กราบทูลพระกรุณาเสียสีนบนคนละสิบตำลึงชั่งหนึ่งสองชั่งบ้าง ถ้ากราบทูลข้างในเสียค่ารับสั่งห้าต่อ

[15]

ใน พ.ศ. 2283 พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงออกพระราชกำหนดหลายฉบับเพื่อควบคุมการขยายอิทธิพลและผลประโยชน์ของเจ้านาย ได้แก่ พระราชกำหนดห้ามเจ้านายมิให้ส่งมหาดเล็กถือตรากรมไปพิจารณาคดีความในหัวเมือง ห้ามมิให้เจ้านายออกคำสั่งขัดแย้งกับพระราชโองการ ห้ามมิให้เจ้าต่างกรมถือหนังสือปิดตรากรมออกไปหัวเมืองเพื่อบังคับเอาเงินทอง[14]

รัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เหตุการณ์ทางการเมืองค่อนข้างเป็นไปด้วยความสงบ เป็นยุค"บ้านเมืองดี" จนกระทั่งเมื่อเจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ (อู่) ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อ พ.ศ. 2296 จึงเกิดความขัดแย่งในหมู่เจ้านายพระโอรสของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศใน พ.ศ. 2298 กรมพระราชวังบวรฯเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์มีพระบัณฑูรให้นำตัวข้าในกรมของเจ้าสามกรมได้แก่ กรมหมื่นจิตรสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ และกรมหมื่นเสพภักดี มาลงพระอาญาโบยตี เนื่องจากเจ้าสามกรมได้แต่งตั้งข้าในกรมเกินศักดิ์ให้มียศเป็นขุน สูงเกินกว่ากรมหมื่น เป็นเหตุให้กรมหมื่นสุนทรเทพ กราบทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่บรมโกศ ว่ากรมพระราชวังบวรฯเป็นชู้ด้วยข้างในกับเจ้าฟ้านิ่มเจ้าฟ้าสังวาลย์ สมเด็จพระเจ้าอยู่บรมโกศทรงลงพระราชอาญาให้เฆี่ยนกรมพระราชวังบวรฯ 4 ยก 180 ที จึงสิ้นพระชนม์ ส่วนเจ้าฟ้านิ่มและเจ้าฟ้าสังวาลย์ ทรงให้เฆี่ยน 1 ยก 30 ที ต่อมาเจ้าฟ้าสังวาลย์จึงได้สิ้นพระชนม์[16]

เมื่อกรมพระราชวังบวรฯเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์สิ้นพระชนม์แล้ว ต่อมาใน พ.ศ. 2300 กรมหมื่นเทพพิพิธ พร้อมทั้งเจ้าพระยาอภัยราชา (ประตูจีน) สมุหนายก เจ้าพระยากลาโหมคลองแกลบสมุหกลาโหม และพระยาพระคลัง กราบทูลเสนอให้ทรงตั้งเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิตหรือเจ้าฟ้าอุทุมพรขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ฝ่ายเจ้าฟ้าอุทุมพรกราบทูลพระราชบิดาว่ายังมีเจ้าพี่คือกรมขุนอนุรักษ์มนตรีเจ้าฟ้าเอกทัศอยู่ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจึงตรัสตอบว่า "กรมขุนอนุรักษมนตรีนั้นโฉดเขลาหาสติปัญาแลความเพียรมิได้ ถ้าจะให้ดำรงถานาศักดิ์มหาอุปราชสำเรจ์ราชการกึ่งหนึ่งนั้น บ้านเมืองก็จะวิบัติ์ ฉิบหายเสีย เหนแต่กรมขุนพรพินิจ กอปด้วยสติปัญาเฉลียวฉลาดหลักแหลม สมควรจะดำรงเสวตรฉัตรครองสมบัติรักษาแผ่นดินสืบไปได้"[16] และพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศยังมีพระราชโองการให้แก่กรมขุนอนุรักษ์มนตรีว่า "จงไปบวดเสียอย่าให้กีดขวาง" กรมขุนอนุรักษ์มนตรีเจ้าฟ้าเอกทัศจึงทรงออกผนวชประทับอยู่ที่วัดละมุดปากจั่น เจ้าฟ้าอุทุมพรจึงอุปราชาภิเษกขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จสวรรคตเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2301 เมื่อกรมหมื่นจิตรสุนทรทราบว่ากรมขุนอนุรักษ์มนตรีที่ผนวชอยู่นั้นได้มาประทับอยู่ที่ตำหนักสวนกระต่าย สถานที่ซึ่งเจ้าฟ้าอุทุมพรได้เรียกข้าทูลละอองฯทั้งปวงไปประชุมนั้น กรมหมื่นสุนทรเทพจึงสั่งให้กำลังพลปีนข้ามกำแพงวังเข้าทลายโรงแสงนำปืนออกมาสมทบกับกองกำลังของกรมหมื่นจิตรสุนทร[16] เป็นเหตุให้พระราชาคณะห้ารูป ไปพูดเจรจาให้เจ้าสามกรมยินยอมสงบศึก เจ้าสามกรมจึงเข้าเฝ้าเจ้าฟ้าอุทุมพรและเจ้าฟ้าเอกทัศ แต่ปรากฏว่าเจ้าฟ้าเอกทัศได้เตรียมแผนการจับกุมเจ้าสามกรมไว้ เจ้าสามกรมได้แก่ กรมหมื่นจิตรสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ และกรมหมื่นเสพภักดี ถูกจับกุมขังไว้ แล้วเจ้าฟ้าเอกทัศกรมขุนอนุรักษ์มนตรีจึงมีพระบัญชาให้สำเร็จโทษเจ้าสามกรมด้วยท่อนจันทน์ตามประเพณี[16]

กรมพระราชวังบวรฯเจ้าฟ้าอุทุมพรจึงรับราชสมบัติเป็นพระเจ้าอุทุมพรกษัตริย์อยุธยาองค์ต่อมา ส่วนเจ้าฟ้าเอกทัศกรมขุมอนุรักษ์มนตรีไปประทับที่พระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ ไม่เสด็จกลับไปที่วัดที่ได้ผนวชอยู่ เนื่องจากกรมขุนอนุรักษ์มนตรีปรารถนาในราชสมบัติ[16] เป็นการกดดันต่อพระเจ้าอุทุมพร จนกระทั่งหนึ่งเดือนต่อมาพฤษภาคม พ.ศ. 2301 พระเจ้าอุทุมพรจึงทรงเวนราชสมบัติให้แก่กรมขุนอนุรักษ์มนตรีพระเชษฐา ให้ขึ้นครองราชสมบัติเป็นสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งกรุงศรีอยุธยา โดยที่พระเจ้าอุทุมพรทรงสละราชสมบัติแล้วออกผนวชประทับอยู่ที่วัดประดู่ทรงธรรม พระเจ้าอุทุมพรจึงทรงได้รับสมัญญานามว่า"ขุนหลวงหาวัด" ส่วนกรมหมื่นเทพพิพิธนั้นออกผนวชเพื่อหลบเลี่ยงภัยทางการเมือง[16] พระเจ้าเอกทัศน์ทรงตั้งนายปิ่นและนายฉิม พี่ชายของเจ้าจอมเพ็ง เป็นพระยาราชมนตรีจางวางมหาดเล็ก และจมื่นศรีศรรักษ์ตามลำดับ

ต่อมาในเดือนสิบสองเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2301 กลุ่มขุนนางได้แก่ เจ้าพระยาอภัยราชาสมุหนายก พระยายมราช พระยาเพชรบุรี ซึ่งไม่พอใจที่ถูกพระยาราชมนตรี (ปิ่น) และจมื่นศรีศรรักษ์ (ฉิม) หมิ่นประมาทได้รับความเจ็บแค้น[16] จึงวางแผนก่อกบฏต่อพระเจ้าเอกทัศน์ หมายจะยกราชสมบัติให้แก่พระเจ้าอุทุมพรขุนหลวงหาวัด โดยไปปรึกษาให้กรมหมื่นเทพพิพิธที่ผนวชอยู่นั้นเข้าร่วมด้วย กรมหมื่นเทพพิพิธจึงนำคณะผู้ก่อการไปเข้าเฝ้าพระเจ้าอุทุมพร กราบทูลแผนการให้ทรงทราบ แต่พระเจ้าอุทุมพรไม่ทรงพระประสงค์จะยึดราชสมบัติมาเป็นของพระองค์เอง จึงนำความกบฏไปทูลแก่พระเจ้าเอกทัศน์พระเชษฐา ขอถวายชีวิตว่าอย่าให้ทรงลงพระอาญากบฏเหล่านี้ถึงแก่ความตาย[16] พระเจ้าเอกทัศน์จึงมีพระราชโองการให้จับกุมคณะผู้ก่อการกบฏ จับได้เจ้าพระยาอภัยราชา พระยายมราช และพระยาเพชรบุรี กุมขังไว้ ส่วนกรมหมื่นเทพพิพิธนั้นเสด็จหลบหนีไปทางตะวันตก แต่ถูกจับกุมได้ที่พระแท่นดงรัง[16] บังเอิญเวลานั้นเรือฮอลันดาที่ได้นำราชทูตที่ไปลังกาได้กลับมาถึงกรุงศรีอยุธยาพอดี พระเจ้าเอกทัศน์จึงมีพระราชโองการให้ส่งกรมหมื่นเทพพิพิธฝากเรือกำปั่นฮอลันดานั้นเนรเทศไปเมืองลังกาเสียในคราวเดียว[16][17] ฝ่ายพระยาพระคลังนั้นถูกต้องสงสัยว่ามีส่วนช่วยให้กรมหมื่นเทพพิพิธหลบหนี[17] พระยาพระคลังจึงได้ถวายเงินขอพระราชทานอภัยโทษ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์จึงพระราชอภัยโทษแก่พระยาพระคลัง พร้อมทั้งแต่งตั้งพระยาพระคลังขึ้นเป็น"เจ้าพระยาพระคลังว่าที่สมุหนายก"

นับตั้งแต่ พ.ศ. 2301 สืบมา อันเป็นรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเอกทัศนั้น ได้มีหลักฐานบรรยายสภาพบ้านเมืองในช่วงเวลานั้นอยู่หลายมุมมอง หลักฐานฝ่ายไทยสมัยหลังส่วนใหญ่อธิบายไว้ทำนองว่าในรัชกาลนี้ ข้าราชการระส่ำระสาย บางคนลาออกจากราชการ และมีบาทหลวงฝรั่งเศสเขียนจดหมายเหตุว่าในยามนั้น "...บ้านเมืองแปรปรวน เพราะฝ่ายใน [พระราชชายา] ได้มีอำนาจเท่ากับพระเจ้าแผ่นดิน ผู้มีความผิดฐานกบฏ ฆ่าคนตาย เอาไฟเผาบ้านเรือน จะต้องได้รับโทษถึงประหารชีวิต แต่ความโลภของฝ่ายในให้เปลี่ยนเป็นริบทรัพย์สิน ริบได้ก็ตกเป็นของฝ่ายในทั้งสิ้น พวกข้าราชการเห็นความโลภของฝ่ายใน ก็แสวงหาผลประโยชน์กับผู้ต้องหาคดีให้ได้มากที่สุดที่จะหาได้ จะได้แบ่งเอาบ้าง ความเดือดร้อนลำเค็ญก็ยิ่งทับถมราษฎรมากขึ้น..."[18] เป็นต้น ขณะที่หลักฐานอีกฝ่ายหนึ่งมีว่าไว้ถึงพระราชกิจของพระเจ้าเอกทัศที่ถูกมองข้าม[19] และมิได้มองว่า พระเจ้าเอกทัศทรงมีความประพฤติย่ำแย่เช่นนั้นเลย แต่ว่า พระองค์ "ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา บ้านเมืองสงบ การค้าขายเจริญ ทรงบริจาคทรัพย์ให้แก่คนยากจนจำนวนมาก"[20] เป็นต้น

สงครามพระเจ้าอลองพญา[แก้]

ดูบทความหลักที่: สงครามพระเจ้าอลองพญา
แม่ทัพพม่า

ในสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวง เมืองทวายเป็นของพม่า ในขณะที่เมืองมะริดและตะนาวศรีเป็นของกรุงศรีอยุธยา เมื่อชาวมอญเป็นกบฏต่อพม่าสถาปนาอาณาจักรหงสาวดีขึ้นใน พ.ศ. 2286 เจ้าเมืองเมาะตะมะเข้ามาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ[16] กรุงศรีอยุธยาจึงสามารถเข้าครอบครองทวายได้ ทวายมะริดและตะนาวศรีทั้งหมดอยู่ภายใต้อำนาจของอยุธยา ต่อมาเมื่อพระเจ้าอลองพญาเข้ายึดเมืองหงสาวดีได้ใน พ.ศ. 2300 เมืองเมาะตะมะและทวายจึงกลับไปขึ้นกับพม่าตามแต่เดิม เมื่อพระเจ้าอลองพญาเลิกทัพกลับไปพม่าตอนบน ชาวมอญในพม่าตอนล่างก็กลับเป็นกบฏขึ้นอีกในปีต่อมา พ.ศ. 2301 เข้าโจมตีเมืองสีเรียม กบฏมอญครั้งนี้ถูกปราบลงได้ หัวหน้ากบฏชาวมอญจึงลงเรือฝรั่งเศสที่เมืองสีเรียมเพื่อหลบหนี[21] แต่ถูกลมซัดมาติดฝั่งเมืองมะริด ฝ่ายพม่าจึงมีสาส์นมาขอให้กรุงศรีอยุธยาส่งเรือฝรั่งเศสที่มีหัวหน้ากบฏมอญหลับไปให้แก่พม่า แต่ฝ่ายสยามตอบว่าเรือฝรั่งเศสมาจอดที่เมืองมะริดไม่ได้มีความผิดอันใด ไม่มีเหตุผลที่ต้องส่งเรือนั้นไปให้แก่พม่า[21] ฝ่ายพม่าจึงเห็นว่าสยามกรุงศรีอยุธยาคอยให้ความช่วยเหลือแก่ชาวมอญให้เป็นปฏิปักษ์ต่อพม่าเสมอมา พื้นที่เมืองทวายมะริดและตะนาวศรีจึงกลายเป็นพื้นที่แข่งขันอำนาจกันระหว่างพม่าและสยาม

เมื่อพระเจ้าอลองพญาสามารถปราบชาวมอญ สถาปนาอำนาจขึ้นเป็นใหญ่ในพม่าได้แล้ว จึงมีนโยบายเข้าโจมตีเพื่อพิชิตอยุธยา ตามคติพระจักรพรรดิราชอธิราชผู้เป็นใหญ่เหนือราชาทั้งปวง พระเจ้าอลองพญาเสด็จยกทัพมาโจมตีกรุงศรีอยุธยา ยกจากเมืองรัตนสิงห์ราชธานีในกลางปี พ.ศ. 2302 ลงมาเมืองร่างกุ้ง พระเจ้าอลองพญาทรงทราบข่าวว่าสยามได้ยึดเมืองทวายไว้อีกครั้งและเรือการค้าของพม่าที่เมืองทวายถูกสยามยึดไว้[22] ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2303 พระเจ้าอลองพญาจึงนำทัพเข้ายึดเมืองเมาะตะมะและเมืองทวายได้ ฝ่ายราชสำนักอยุธยาจึงจัดทัพมารับศึกพม่า ให้พระยายมราชเป็นทัพหลวง ให้พระยาเพชรบุรี (เรือง) เป็นทัพหน้า ไปตั้งรับพม่าที่เมืองมะริด ให้พระยารัตนาธิเบศร์เสนาบดีกรมวัง รวมทั้งขุนรองปลัดชูเป็นกองอาทมาต ยกเป็นทัพหนุนไปอีกทัพหนึ่ง ทัพหน้าของพระเจ้าอลองพญา นำโดยมังฆ้องนรธาและเจ้าชายมังระพระโอรส สามารถเข้ายึดเมืองมะริดและตะนาวศรีได้อย่างรวดเร็ว พระเจ้าเอกทัศน์มีพระราชโองการให้จัดทัพไปตั้งรับพม่าที่ทางท่ากระดานกาญจนบุรีและเชียงใหม่ด้วย ทั้งที่พม่ายกมาทางเมืองกุยบุรีทางเดียว[21] แสดงถึงการข่าวสงครามที่ผิดพลาดและไม่แม่นยำ

  • ฝ่ายพระยายมราชไปไม่ทันที่เมืองมะริดจึงตั้งรับที่แก่งตุ่ม พระยารัตนาธิเบศร์ตั้งรับที่กุยบุรี ทัพพม่ายกข้ามด่านสิงขรมาตีทัพของพระยายมราชที่แก่งตุ่มแตกพ่าย พระยารัตนธิเบศร์ส่งขุนรองปลัดชูไปรบกับพม่าที่หว้าขาว ในการรบที่หว้าขาว ได้เกิดวีรกรรมของขุนรองปลัดชู ถือดาบสองมือสู้กับพม่าจนถึงตะลุมบอน สุดท้ายขุนรองปลัดชูพ่ายแพ้ ทั้งพระยายมราชและพระยารัตนาธิเบศร์จึงถอยทัพกลับกรุงศรีอยุธยา
  • ทัพพม่าเข้ายึดเมืองกุยบุรี ปรานบุรี เพชรบุรี ได้อย่างรวดเร็ว
  • มังฆ้องนรธาพบกับทัพกรุงศรีอยุธยาของเจ้าพระยาพระคลังที่ราชบุรี[21] ในการรบที่ราชบุรี มังฆ้องนรธาแม่ทัพพม่าเกือบพ่ายแพ้ให้แก่ทัพสยาม แต่เจ้าชายมังระนำทัพหนุนมาช่วยเหลือได้ทันเวลา[22] จากนั้นทัพพม่าเข้ายึดเมืองสุพรรณบุรีอีก
  • เมื่อพ่ายแพ้แก่พม่าที่ราชบุรี บรรดาขุนนางและราษฎรจึงอัญเชิญให้พระเจ้าอุทุมพรขุนหลวงหาวัดออกจากผนวชมาช่วยป้องกันบ้านเมือง[16] พระเจ้าอุทุมพรจึงทรงให้ถอดปล่อยตัวเจ้าพระยาอภัยราชาสมุหนายกคนเก่า พระยายมราชเก่า และพระยาเพชรบุรีเก่า ให้ออกมาช่วยรับศึก รวมทั้งพิจารณาโทษพระยาราชมนตรี (ปิ่น) และจมื่นศรีศรรักษ์ (ฉิม) ลงพระราชอาญาเฆี่ยนจนพระยาราชมนตรี (ปิ่น) เสียชีวิต พระเจ้าอุทุมพรทรงให้เตรียมการป้องกันพระนคร
  • พระเจ้าอุทุมพรมีพระราชโองการให้เจ้าพระยากลาโหมคลองแกลบเป็นแม่ทัพ พร้อมทั้งพระยารัตนาธิเบศร์ พระยายมราชเก่า นำทัพไปตั้งรับพม่าที่บ้านลานที่แม่น้ำตาลาน หรือแม่น้ำน้อย หรือลำน้ำปากไห่ตาลาน[23] (อำเภอผักไห่ พงศาวดารไทยเรียกว่า ลำน้ำเอกราช) ในการรบที่ลำน้ำตาลาน ขณะที่ทัพหน้าพม่าของเจ้าชายมังระกำลังข้ามแม่น้ำตาลานนั้น ทัพสยามได้ยิงปืนระดมใส่ทัพพม่าล้มตาย ทัพพม่ากำลังจะพ่ายแพ้แต่ทัพหลวงของพระเจ้าอลองพญามาถึงได้ทันเวลา[22] ตีทัพสยามที่แม่น้ำตาลานแตกพ่ายไป เจ้าพระยากลาโหมคลองแกลบควบม้าหนีแต่ถูกหอกพม่าซัดแทงกลางหลังถึงแก่อสัญกรรม พระยายมราชเก่าถูกหอกหลายที่เสียชีวิตเช่นกัน[16]

ทัพพม่าของพระเจ้าอลองพญาเดินทางถึงชานกรุงศรีอยุธยาในเดือนเมษายน พ.ศ. 2303 พม่าตั้งทัพที่บ้านกุ่มบ้านกระเดื่อง (อำเภอบางบาล) ทัพหน้าตั้งที่โพธิ์สามต้น ทางทิศเหนือของพระนคร แล้วนำกำลังเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้ บรรดาราษฎรและพ่อค้าริมคูเมืองต่างถอยเรือของตนไปรวมกันแออัดที่ท้ายคูทางฝั่งทิศใต้[21] พม่าเข้าโจมตีสังหารชาวบ้านและพ่อค้าวาณิชย์ที่ท้ายคูล้มตายจำนวนมาก นิโคลัส บัง (Nicolas Bang) หัวหน้าสถานีการค้าฮอลันดาในอยุธยา จมน้ำเสียชีวิตขณะกำลังหนีพม่า[17] พม่านำปืนใหญ่ตั้งขึ้นยิงใส่พระนคร ถูกพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ยอดปราสาททลายพังลง แต่ทว่าในตอนนี้ฝ่ายกรุงศรีอยุธยามีความได้เปรียบ เนื่องจากกำลังจะเข้าถึงฤดูฝนน้ำกำลังจะหลากท่วมชานกรุงศรีอยุธยา ถ่วงเวลาไว้พม่าจะตั้งทัพอยู่ไม่ได้และต้องถอยทัพไปในที่สุด พงศาวดารพม่าระบุว่าพระเจ้าอลองพญาประชวร ในขณะที่พงศาวดารไทยระบุว่าพระเจ้าอลองพญาทรงถูกปืนใหญ่แตกระเบิดได้รับบาดเจ็บ เจ้าชายมังระจึงเสนอให้ถอยทัพ พระเจ้าอลองพญาจึงทรงให้มังฆ้องนรธาอยู่รักษาทัพพม่าแนวหลังที่อยุธยาไว้ แล้วพระเจ้าอลองพญาจึงถอยทัพออกจากอยุธยากลับไปทางด่านเมืองตากในเดือนพฤษภาคม สุดท้ายพระเจ้าอลองพญาประชวรสิ้นประชนม์ที่ตำบลตะเมาะกะโลก[16]ระหว่างเมืองเมียวดีกับแม่น้ำสาละวิน กรุงศรีอยุธยาจึงรอดพ้นจากกองทัพพม่าในคราวนี้ได้ครั้งหนึ่ง

เมื่อพระเจ้าอลองพญาสิ้นพระชนม์ เจ้าชายมังลอกโอรสองค์โตของพระเจ้าอลองพญาจึงขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้ามังลอกหรือพระเจ้านองดอจี้ กษัตริย์พม่าองค์ต่อมา แต่พม่าได้เข้าสู่สภาวะความขัดแย้งภายในต่างๆได้แก่

  • มังฆ้องนรธาแม่ทัพคนสำคัญของพระเจ้าอลองพญาได้กบฏขึ้นเข้ายึดเมืองอังวะ[21] พระเจ้ามังลอกส่งทัพไปยึดเมืองอังวะคืนได้สังหารมังฆ้องนรธา[22]
  • เจ้าชายสะโดมหาสิริอุจนา ผู้เป็นเจ้าเมืองตองอูและเป็นอนุชาของพระเจ้าอลองพญา ได้กบฏขึ้นที่เมืองตองอูโดยสมคบคิดกับตละปั้นแม่ทัพมอญ ซึ่งได้หลบหนีไปเชียงใหม่และได้กลับมาที่เมาะตะมะ พระเจ้ามังลอกส่งทัพยึดเมืองตองอูได้ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2305[22] อำนาจของราชวงศ์คองบองในพม่าจึงมั่นคงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

พม่าพิชิตล้านนาและล้านช้าง[แก้]

พม่าพิชิตล้านนา[แก้]

นับตั้งแต่เมื่อพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองสามารถยึดล้านนาเชียงใหม่ไว้ได้ใน พ.ศ. 2101 ล้านนาจึงตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าเป็นระยะเวลาประมาณสองร้อยปี เมื่อสมัยที่อำนาจของราชวงศ์ตองอูเสื่อมถอยลง ล้านนาสามารถแยกตัวเป็นอิสระจากพม่าได้แต่ล้านนาไม่ได้รวมเป็นหนึ่งเดียว แต่แบ่งแยกออกเป็นนครอิสระจากกัน ใน พ.ศ. 2270 นายเทพสิงห์นำชาวเชียงใหม่กบฏขึ้นต่อพม่า พม่าขอความช่วยเหลือจากเจ้าองค์คำ อดีตกษัตริย์ลาวล้านช้างหลวงพระบาง ให้ช่วยเหลือสามารถขับไล่เทพสิงห์ออกไปจากเชียงใหม่ได้ แต่สุดท้ายเจ้าองค์คำก็ได้ขับไล่พม่าออกจากเชียงใหม่ ตั้งตนเป็นกษัตริย์เชียงใหม่แทน เชียงใหม่จึงเป็นอิสระจากพม่านับแต่นั้น[24]

เจ้าองค์คำแห่งเชียงใหม่ครองราชสมบัติอยู่ 32 ปี ก็ถึงแก่พิราลัยเมื่อ พ.ศ. 2302 เจ้าองค์จันทร์โอรสของเจ้าองค์คำขึ้นเป็นกษัตริย์เชียงใหม่องค์ต่อมา ในปีเดียวกัน พ.ศ. 2302 พระยาสุละวะลือไชย (หนานทิพย์ช้าง) เจ้าเมืองลำปางถึงแก่อสัญกรรม ท้าวลิ้นก่านเข้ายึดอำนาจเมืองลำปาง ทำให้เจ้าฟ้าหลวงชายแก้วบุตรของหนานทิพย์ช้างต้องหนีไปพึ่งพม่า ต่อมา พ.ศ. 2304 เจ้าปัดอนุชาของเจ้าองค์จันทร์แห่งเชียงใหม่ได้ยึดอำนาจแย่งชิงราชสมบัติจากเจ้าจันทร์ผู้เป็นเชษฐา เจ้าปัดยกราชสมบัติให้แก่พระภิกษุเจ้าขี้หุดอธิการวัดดวงดีขึ้นเป็นกษัตริย์เชียงใหม่แทน ใน พ.ศ. 2305 พระเจ้ามังลอกกษัตริย์พม่ามีดำริว่าหัวเมืองล้านนาเคยเป็นเมืองขึ้นของพม่ามาก่อน และพระเจ้ามังระไม่พอพระทัยที่เมืองเชียงใหม่ให้ที่พักพิงแก่ตละปั้น[21] จึงส่งทัพพม่าเข้าโจมตีหัวเมืองล้านนา นำโดยอภัยคามณี (Abaya Kamani) มีมังละศิริ (ต่อมาคือมังมหานรธา) เป็นปลัดทัพ ยกทัพออกจากเมืองรัตนสิงห์ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2305 ถึงเมืองเชียงใหม่ในเดือนธันวาคม ตั้งอยู่ที่วัดเวฬุวันกู่เต้าเข้าล้อมเมืองเชียงใหม่ ฝ่ายเชียงใหม่มีศุภอักษรไปยังพระเจ้าเอกทัศน์แห่งกรุงศรีอยุธยา ขอกำลังมาช่วยสู้รบทัพพม่า[16] พม่าล้อมเมืองเชียงใหม่อยู่ถึงแปดเดือน จนกระทั่งวันแรมแปดค่ำเดือนสิบเอ็ดเหนือ[24] (31 สิงหาคม) พ.ศ. 2306 พม่าจึงสามารถยึดเข้าเมืองเชียงใหม่ได้ จับเจ้าจันทร์อดีตกษัตริย์เชียงใหม่พร้อมทั้งเชื้อวงศ์ และได้จับสมิงทออดีตกษัตริย์หงสาวดีกลับไปพม่า พระเจ้าเอกทัศน์มีพระราชโองการให้เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ยกทัพขึ้นไปช่วยเมืองเชียงใหม่แต่ไม่ทันการ เมืองเชียงใหม่เสียให้แก่พม่าแล้ว จึงถอยทัพกลับ[16][21]

พระเจ้ามังลอกสวรรคตในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2306 เจ้าชายมังระโอรสของพระเจ้าอลองพญาและเป็นอนุชาของพระเจ้ามังลอก ขึ้นครองราชสมบัติต่อมาเป็นพระเจ้ามังระ ต่อมาได้รับสมัญญานามว่าพระเจ้าซีนพยูชีน หรือ"พระเจ้าช้างเผือก" แม่ทัพพม่าอภัยคามณีฝากเมืองเชียงใหม่ไว้กับมังละศิริ แล้วกวาดต้อนชาวล้านนาเชียงใหม่กลับไปพม่าจนเกือบหมดสิ้น ใน พ.ศ. 2307 พระเจ้ามังระทรงแต่งตั้งอภัยคามณีให้เป็นเมี้ยวหวุ่นหรือเจ้าเมืองเชียงใหม่ และแต่งตั้งมังละศิริเป็นมังมหานรธา แต่ในปีเดียวกันนั้นหัวเมืองล้านนากบฏขึ้นต่อพม่าหลายเมืองนำโดยนายแสนขวาง[24][25] ที่พะเยาและพระเมืองไชยเจ้าเมืองลำพูน[25] พระเจ้ามังระมีดำริว่า สมควรที่จะสานต่อพระราชปณิธานของพระเจ้าอลองพญาในการโจมตีพิชิตกรุงศรีอยุธยา พระเจ้ามังระจึงมีพระราชโองการให้โปสุพลา (ต่อมาคือเนเมียวสีหบดี) ผู้มีมารดาเป็นชาวลาว[16] (ล้านนา) นำทัพจำนวน 20,000 คน ยกออกไปในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2307 เพื่อปราบกบฏล้านนา เข้ายึดเมืองล้านช้าง แล้วลงไปตีกรุงศรีอยุธยาในคราวเดียว โปสุพลาเนเมียวสีหบดียกทัพเข้าโจมตีนายแสนขวางที่ดอนมูลเชียงแสน แสนขวางพ่ายแพ้ถูกทัพพม่าปราบล้มตายจำนวนมาก แล้วเนเมียวสีหบดีจึงโจมตีเมืองลำปางสังหารท้าวลิ้นก่าน ตั้งเจ้าฟ้าชายแก้วบุตรของหนานทิพย์ช้างขึ้นเป็นเจ้าเมืองลำปางคนใหม่เป็นเมืองขึ้นของพม่า[24] จากนั้นโปสุพลาจึงโจมตีเมืองลำพูน พระเมืองไชยเจ้าเมืองลำพูน (พงศาวดารพม่าเรียกว่า"นายมโน") หลบหนีลงใต้พึ่งพระโพธิสมภารพระเจ้าเอกทัศน์แห่งอยุธยา เมื่อเนเมียวสีหบดีปราบหัวเมืองล้านนาได้หมดแล้ว จึงพักค้างฤดูฝนอยู่ที่เมืองน่าน[22][26]

พม่าพิชิตล้านช้าง[แก้]

ฝ่ายอาณาจักรล้านช้างนั้น ได้แบ่งแยกออกเป็นสามอาณาจักรได้แก่ อาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ และอาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์

อาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง และอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ เป็นอริกันอยู่ เมื่อพระเจ้าสิริบุญสารทราบข่าวว่าพม่าสามารถเข้ายึดหัวเมืองล้านนาได้แล้ว จึงมีศุภอักษรถึงพระเจ้ามังระในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2307[25] ทูลขอเชื้อเชิญให้พม่าเข้ารุกรานโจมตีหลวงพระบางซึ่งเป็นศัตรูกับเวียงจันทน์ โปสุพลาเนเมียวสีหบดีจึงยกทัพพม่าออกจากเมืองน่านในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2307[22] ยกทัพทางเมืองเหล็กถึงเมืองหลวงพระบาง ในขณะนั้นเจ้าเมืองหลวงพระบางคือพระเจ้าโชติกกุมารพร้อมทั้งอนุชาคือเจ้าสุริยวงศ์ตั้งรับต่อสู้กับพม่าที่ริมฝั่งโขง เนเมียวสีหบดีนำทัพพม่าเข้าตีทัพลาวที่ริมโขงแตกพ่ายล้มตายจำนวนมาก ฝ่ายหลวงพระบางจึงถอยเข้าไปตั้งรับในเมือง ส่วนฝ่ายพม่าได้ตัดศีรษะชาวลาวที่เสียชีวิตจำนวนกว่ามากกองขึ้นเป็นภูเขาเพื่อข่มขวัญฝ่ายลาว[22]

เนเมียวสีหบดีให้สร้างหอสูงนำปืนใหญ่ขึ้นป้อมยิงใส่เมืองหลวงพระบาง ผ่านไปห้าวันแล้วยังไม่ได้เมืองหลวงพระบาง โปสุพลาเนเมียวสีหบดีจึงมีคำสั่งแก่แม่ทัพนายกองว่า ศึกครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อพิชิตล้านนาและล้านช้างเพียงเท่านั้น จุดประสงค์หลักคือการพิชิตกรุงศรีอยุธยา[22] หารั้งรอประวิงเวลาอยู่ที่เมืองหลวงพระบางจะทำให้เสียโอกาส โปสุพลาจึงนำกำลังเข้าโจมตีเมืองหลวงพระบางทุกด้านอย่างหนัก เพื่อเข้าเมืองหลวงพระบางให้ได้ในวันนั้น ปรากฏว่าพม่าสามารถเข้าเมืองหลวงพระบางได้เมื่อต้นปีพ.ศ. 2308[22] พระเจ้าโชติกกุมารเมื่อเห็นว่าไม่สามารถต่อกรกับพม่าได้ จึงยินยอมแพ้สวามิภักดิ์ส่งท้าวพญามาเจรจาสงบศึกกับเนเมียวสีหบดี ่ฝ่ายพม่าจึงนำธิดาของพระเจ้าโชติกกุมารพร้อมทั้งบุตรสาวของท้าวพญาลาวข้าทาสบริวารกลับไปเมืองพม่า รวมทั้งนำตัวเจ้าสุริยวงศ์อนุชาของกษัตริย์หลวงพระบางกลับไปเป็นเชลยด้วย เมืองหลวงพระบางส่งบรรณาการให้แก่พม่าเป็นช้างมาเงินทองศาสตราวุธ

พระเจ้าสิริบุญสารแห่งเวียงจันทน์ เมื่อทราบว่าเมืองหลวงพระบางเสียให้แก่พม่าแล้ว จึงส่งเครื่องบรรณาการให้แก่เนเมียวสีหบดีขออ่อนน้อมเป็นเมืองขึ้นของพม่าเช่นกัน อาณาจักรลาวล้านช้างหลวงพระบางและเวียงจันทน์จึงตกเป็นประเทศราชของพม่า (ยกเว้นอาณาจักรจำปาศักดิ์) ใน พ.ศ. 2308 เมื่อพิชิตหลวงพระบางได้แล้ว เนเมียวสีหบดีจึงยกทัพออกจากหลวงพระบางในเดือนเมษายนกลับมาเมืองน่าน แล้วไปพักค้างฤดูฝนที่เมืองลำปางในเดือนพฤษภาคมเพื่อเตรียมการรุกรานอยุธยาต่อไป[22]

สาเหตุของสงคราม[แก้]

เมื่อพระเจ้ามังระขึ้นครองราชสมบัติในปี พ.ศ. 2306 พระเจ้ามังระมีปณิธานในการเข้าพิชิตสยามกรุงศรีอยุธยาให้สำเร็จ เพื่อสานต่อราชกิจของพระบิดาพระเจ้าอลองพญาให้ลุล่วง อาจนับได้ว่า พระเจ้ามังระมีพระราชดำริพิชิตดินแดนอยุธยานับแต่นั้น[27] ในรัชกาลพระเจ้ามังระ มีการปราบกบฏในแว่นแคว้นต่าง ๆ และพระองค์ก็ทรงเห็นความจำเป็นต้องลดอำนาจของกรุงศรีอยุธยาลง ถึงขนาดต้องให้แตกสลายหรืออ่อนแอไป เพื่อมิให้เป็นที่พึ่งของเหล่าหัวเมืองที่คิดตีตัวออกห่างได้อีก พระองค์ไม่มีพระราชประสงค์ในอันที่จะขยายอาณาเขตอย่างเคยในเวลาไล่เลี่ยกัน หัวเมืองล้านนาและหัวเมืองทวายก็กระด้างกระเดื่องต่ออาณาจักรพม่า[28][29] พระเจ้ามังระจึงต้องทรงส่งรี้พลไปปราบกบฏเดี๋ยวนั้น ฝ่ายพม่าบันทึกว่า อยุธยาได้ส่งกำลังมาหนุนกบฏล้านนานี้ด้วย แต่พงศาวดารไทยระบุว่า ทหารอยุธยาไม่ได้ร่วมรบ เพราะพม่าปราบปรามกบฏเสร็จก่อนกองทัพอยุธยาจะไปถึง

ปลายปี พ.ศ. 2306 หุยตองจา เจ้าเมืองหุยตองหรืออูดอง เป็นกบฏต่อพม่าสังหารเจ้าเมืองทวายที่พม่าได้ตั้งไว้[21] แล้วตั้งตนขึ้นเป็นเจ้าเมืองทวายเสียเอง พร้อมทั้งส่งเครื่องบรรณาการเข้ามาถวายแก่กรุงศรีอยุธยาขอเป็นข้าขัณฑสีมา[16] เมืองทวายจึงตกกลับเป็นของสยามอีกครั้ง

นอกจากนี้คาดว่ามีสาเหตุอื่น ๆ อันนำไปสู่การสงครามกับอยุธยาด้วย เป็นต้นว่า อยุธยาไม่ส่งหุยตองจาที่เป็นผู้นำกบฏมอญ คืนพม่าตามที่พม่าร้องขอ (ตามความเข้าใจของชาวกรุงเก่า)[30] พระเจ้ามังระหมายพระทัยจะเป็นใหญ่เสมอพระเจ้าบุเรงนอง[31] หลังพระเจ้าอลองพญารุกรานในครั้งก่อน มีการตกลงว่าฝ่ายอยุธยาจะถวายราชบรรณาการ แต่กลับบิดพลิ้ว (ปรากฏใน The Description of the Burmese Empire)[32] หรือไม่ก็พระเจ้ามังระมีพระดำริว่า อาณาจักรอยุธยาอ่อนแอ จึงสบโอกาสที่จะเข้าช่วงชิงเอาทรัพย์ศฤงคาร[33] และจะได้นำไปใช้เตรียมตัวรับศึกกับจีนด้วย[34]

ยุทธศาสตร์และการเตรียมทัพ[แก้]

ยุทธศาสตร์ของพม่า[แก้]

พระเจ้ามังระเมื่อครั้งยังเป็นเจ้าชายได้เป็นผู้นำทัพทัพหน้าของพระเจ้าอลองพญาในการโจมตีกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 2303 ด้วยความที่ทรงมีประสบการณ์ในสงครามครั้งก่อน พระเจ้ามังระจึงทรงทราบจุดอ่อนของอาณาจักรอยุธยาพอสมควร และตระเตรียมงานสงครามไว้เป็นอันดี แผนการรบฝ่ายพม่าส่วนใหญ่จึงมาจากประสบการณ์ในสงครามพระเจ้าอลองพญา ประการแรกในคราวนี้มีการวางแผนจะโจมตีหลายทางเพื่อกระจายการป้องกันที่มีกำลังพลมากกว่าของอยุธยา[35] พม่าจะหลีกเลี่ยงเส้นทางโจมตีเพียงด้านเดียวตามแนวชายฝั่งอ่าวไทยแคบ ๆ ซึ่งหากถูกฝ่ายอยุธยาพบแล้วจะถูกสกัดอย่างง่ายดายโดยฝ่ายอยุธยาที่มีกำลังพลมากกว่าในสงครามคราวก่อน ฝ่ายพม่าถูกชะลอให้ต้องใช้เวลาเกือบสามเดือนเพื่อสู้รบออกจากแนวชายฝั่ง[36]

ประการที่สอง พม่าจะต้องเริ่มการรุกรานให้เร็วที่สุดเพื่อให้มีเวลาทำสงครามในฤดูแล้งให้ได้นานที่สุดในสงครามคราวที่แล้ว พระเจ้าอลองพญาเริ่มต้นรุกรานช้าเกินไป[37] ทำให้เมื่อกองทัพพม่ามาถึงกรุงศรีอยุธยาในเดือนเมษายน ก็เหลือเวลาเพียงเดือนเดียวก่อนที่จะถึงฤดูน้ำหลาก คราวนี้ฝ่ายพม่าจึงเริ่มต้นรุกรานตั้งแต่กลางฤดูฝน โดยหวังว่าจะไปถึงกรุงศรีอยุธยาในช่วงต้นฤดูแล้งพอดี[38]

การเตรียมทัพของพม่า[แก้]

กองทัพทหารม้าพม่า

ด้านแม่ทัพของพระเจ้ามังระกราบทูลให้ใช้การตีกระหนาบแบบคีมจากทั้งทางเหนือและทางใต้[35]ในพงศาวดารฉบับหอแก้วและโก้นบองได้ระบุว่า พระเจ้ามังระทรงดำริว่า หากจะส่งเนเมียวสีหบดีนำกองทัพไปทำสงครามกับอยุธยาเพียงด้านเดียวเห็นจะไม่พอ จึงโปรดให้มังมหานรธานำทัพรุกรานมาอีกด้านหนึ่งด้วย[39] ซึ่งนับได้ว่าเป็นการระดมทหารครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่หนึ่ง[40] นอกจากนี้ ฝ่ายพม่ายังมีกำลังปืนใหญ่ 200 นายที่เป็นทหารบริษัทอินเดียตะวันออกของฝรั่งเศสที่ถูกจับเป็นเชลยเมื่อคราวพม่าเกิดศึกภายในด้วย โดยก่อนหน้านั้น กองทัพทั้งสองได้รับมอบหมายให้บรรลุภารกิจอื่นเสียก่อน คือ การปราบกบฏต่อพม่า ทั้งทางเหนือและทางใต้ ซึ่งจะเป็นการช่วยเสริมความสำเร็จในการเข้าตีกรุงศรีอยุธยาอันเป็นเป้าหมายหลัก ใน พ.ศ. 2307 พระเจ้ามังระส่งส่งทัพนำโดยเนเมียวสีหบดีไปล้านนา พร้อมกันนั้นทรงส่งทัพจำนวน 20,000 คน[22] นำโดยมังมหานรธาลงไปที่เมืองทวาย ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2307 โดยมีเนเมียวคุงนะรัด (Nemyo Gonnarat พงศาวดารไทยว่า เมฆราโบ) และดุเรียงรานนองจอ (Tuyin Yanaunggyaw พงศาวดารไทยว่า ติงจาแมงข่อง) เป็นปลัดทัพ[22] ในเวลาเดียวกันได้เกิดกบฏขึ้นที่เมืองกระแซหรืออาณาจักรมณีปุระ พระเจ้ามังระทรงตัดสินพระทัยไม่เรียกทัพกลับ ทรงนำกองทัพไปปราบกบฏด้วยพระองค์เอง เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2307 พระเจ้ามังระยึดได้ราชธานีของมณีปุระ

กองทัพเนเมียวสีหบดีเคลื่อนไปกะเกณฑ์ผู้คนทางหัวเมืองฉานไปล้านนา โดยทหารฉานนั้นมีเจ้าฟ้าทั้งหลายเป็นผู้นำ[5] อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่ยินดีกับการเกณฑ์ทหาร เจ้าฟ้าบางองค์ในฉานทางเหนือหลบหนีไปเมืองจีน แล้วฟ้องแก่จักรพรรดิจีน[41][42] การที่พม่าสามารถพิชิตยึดล้านนาและล้านช้างไว้ได้ ทำให้พม่าได้เปรียบ เนื่องจากทำให้พม่าสามารถโอบล้อมชายแดนทางตอนเหนือของอยุธยาไว้ได้ทั้งหมด ป้องกันไม่ให้อาณาจักรเหล่านี้ให้การช่วยเหลือแก่อยุธยา รวมทั้งหัวเมืองล้านนาและล้านช้างเป็นแหล่งทรัพยากรเสบียงและกำลังพล ไว้เกณฑ์เข้าทัพสำหรับการโจมตีกรุงศรีอยุธยาต่อไป เมื่อพิชิตล้านนาและล้านช้างได้แล้ว ทัพพม่าของเนเมียวสีหบดีจึงพักค้างฤดูฝนอยู่ที่เมืองลำปางใน พ.ศ. 2308 พงศาวดารพม่าระบุว่าในปีนั้นน้ำหลากน้ำท่วมมาก สร้างความลำบากให้แก่ทัพพม่า จนพม่าต้องทำพิธีบวงสรวงเทพยดาเพื่อให้น้ำลด[22]

ฝ่ายทัพมังมหานรธาราว พ.ศ. 2307 มีราชการต้องปราบกบฏที่ทวาย ต่อมาโจมตีลึกเข้าไปถึงเพชรบุรี แต่ถูกขัดขวางจากทัพอยุธยาต้องยกทัพกลับ ศึกครั้งนี้​อยุธยาเสียทวายและตะนาวศรีเป็นการถาวร[43] หลังจากที่ได้พักค้างฝนที่ทวายใน พ.ศ. 2308 พร้อมกะเกณฑ์ไพร่พลจากหงสาวดี เมาะตะมะ มะริด ทวาย และตะนาวศรี เข้าสมทบในกองทัพ จนย่างเข้าฤดูแล้ง พ.ศ. 2309 จึงได้เคลื่อนทัพเข้าสู่อาณาจักรอยุธยาตามนัดหมายในเวลาใกล้เคียงกับทัพของเนเมียวสีหบดี[44]

เหตุการณ์ในอยุธยา[แก้]

ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาเมื่อพระเจ้าอลองพญาถอยทัพกลับไปใน พ.ศ. 2303 รอดพ้นจากทัพพม่าไปได้คราวหนึ่ง ก็กลับสู่ความขัดแย้งทางการเมืองอีกครั้ง เนื่องจากในขณะนั้นอยุธยามีกษัตริย์สองพระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ และสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรขุนหลวงหาวัด พระเจ้าอุทุมพรได้ทรงกำจัดศัตรูทางการเมืองคือขุนนางฝ่ายพระเจ้าเอกทัศน์ไปหลังจากที่ทรงลาผนวชออกมาช่วยราชการสงคราม โดยเฉพาะพระยาราชมนตรี (ปิ่น) ซึ่งถูกลงพระอาญาจนสิ้นชีวิต ในเดือนแปดข้างขึ้น[16] (มิถุนายน) พ.ศ. 2303 พระเจ้าเอกทัศน์ทรงให้พระเจ้าอุทุมพรเข้าเฝ้า พระเจ้าอุทุมพรทอดพระเนตรเห็นพระเจ้าเอกทัศน์ทรงวางพระแสงดาบถอดพาดพระเพลาอยู่ พระเจ้าอุทุมพรจึงเสด็จลงเรือพระที่นั่งไปวัดโพธิ์ทองคำหยาด เพื่อทรงออกผนวชงดเว้นจากการเมือง แล้วเสด็จกลับมาประทับที่วัดประดู่ทรงธรรมอีกครั้งหนึ่ง ต่อมา พ.ศ. 2304 เจ้าพระยาพระคลังว่าที่สมุหนายกได้ออกบวชตามพระเจ้าอุทุมพรออกไปเช่นกัน[17]

ใน พ.ศ. 2300 เมื่อมอญได้เสียเมืองหงสาวดีให้แก่พระเจ้าอลองพญานั้น ชาวมอญ 1,000 คน ได้อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารที่กรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2304 ชาวมอญกลุ่มนี้จำนวน 600 คน[45] ได้ก่อกบฏขึ้น ยกออกไปตั้งอยู่ที่เขานางบวชแขวงเมืองนครนายก พระเจ้าเอกทัศน์มีพระราชโองการให้พระยาศรีราชเดโชยกทัพกรุง 2,000 คน ออกไปปราบกบฏมอญ ฝ่ายมอญไม่มีอาวุธปืนมีแต่เพียงไม้เหลาเป็นอาวุธ สามารถเอาชนะทัพกรุงศรีฯได้ แสดงถึงความขาดประสิทธิภาพของกองกำลังอยุธยา จนพระเจ้าเอกทัศน์ต้องทรงส่งพระยายมราชและพระยาเพชรบุรี (เรือง) นำทัพออกไปอีก 2,000 คน และพระเจ้าอุทุมพรขุนหลวงหาวัดได้ทรงจัดให้ข้าราชการเก่าของพระองค์เข้าช่วยร่วมด้วย[45] จึงสามารถปราบกบฏมอญได้[16] พระเจ้าอุทุมพรทรงตำหนิแม่ทัพนายกองของพระเจ้าเอกทัศน์ว่าทำการรบอ่อนแอ[45]

ฝ่ายกรมหมื่นเทพพิพิธซึ่งได้ถูกเนรเทศลงเรือฮอลันดาไปเมืองลังกานครสิงขัณฑ์หรือเมืองแคนดีนั้น ต่อมาพระเจ้ากิตติศิริราชสีห์แห่งลังกาทรงมีความขัดแย้งกับฮอลันดา[17] บรรดาขุนนางลังกามีความไม่พอใจต่อพระเจ้ากิตติเนื่องจากราชวงศ์นายักของพระองค์สืบเชื้อสายมาจากชาวทมิฬอินเดียใต้ ใน พ.ศ. 2303 ฮอลันดาจึงคบคิดกันกับขุนนางลังกาและพระสงฆ์นิกายสยามวงศ์ วางแผนปลงพระชนม์พระเจ้ากิตติศิริราชสีห์ และมอบราชสมบัติให้แก่กรมหมื่นเทพพิพิธเจ้าจากสยามเป็นกษัตริย์แห่งสิงขัณฑนครแทน แต่พระเจ้ากิตติศิริราชสีห์ทรงล่วงรู้แผนการกบฏนี้เสียก่อน จึงลงพระราชอาญากลุ่มกบฏนี้แล้วเนรเทศกรมหมืนเทพพิพิธลงเรือฮอลันดาออกจากลังกาไปเสีย กรมหมื่นเทพพิพิธพร้อมทั้งพระวงศ์ลงเรือไปประทับที่เมืองชายฝั่งอินเดียใต้ จนกระทั่งทราบข่าวลือว่ากรุงศรีอยุธยาได้เสียให้แก่ข้าศึกพม่าแล้ว[16] จึงลงเรือฮอลันดากลับคืนสู่สยามเทียบท่าที่เมืองมะริดใน พ.ศ. 2305 สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ เมื่อทรงทราบว่ากรมหมื่นเทพพิพิธได้เสด็จกลับมาอยู่ที่เมืองมะริด จึงทรงพระพิโรธ[45] ประกอบกับพระยาเพชรบุรีคนเก่า ซึ่งฝักใฝ่พระเจ้าอุทุมพรและได้เคยเป็นกบฏติดคุกแล้วนั้น ได้นำกำลังออกไปเข้ากับกรมหมื่นเทพพิพิธแต่ถูกจับได้และถูกประหาร[45] สุดท้ายจึงมีพระราชโองการให้กรมหมื่นเทพพิพิธประทับที่เมืองตะนาวศรีพร้อมทั้งส่งข้าหลวงไปกำกับ[16] ฝ่ายฮอลันดาไม่ละความพยายาม ได้ส่งทูตมาอยุธยาใน พ.ศ. 2305 เพื่อขอกรมหมื่นเทพพิพิธออกไปเป็นกษัตริย์ลังกาอีกครั้งแต่ไม่ได้รับโอกาสให้เข้าเฝ้า[17]

ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2307 พระเจ้าเอกทัศน์มีพระราชโองการให้พระวิสูตรโยธามาตย์เตรียมการป้องกันศึกพระนคร;[16]

  • ทำเชือกน้ำมันและรอก
  • นำไม้ขึ้นตั้งเป็นขาหยั่งบนป้อมและเชิงเทินกำแพงเพราะนครสำหรับตั้งปืน
  • นำกระสุนปืนติดรอกสูงสามถึงสี่นิ้ว สำหรับล่ามชนวนยิงออกไปได้ไกล

พม่าตีทวายมะริดตะนาวศรี[แก้]

ฝ่ายทัพของมังมหานรธายกออกจากเมืองรัตนสิงห์ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2307 ถึงเมืองเมาะตะมะ ให้เมฆราโบและติงจาแมงข่องยกทัพหน้า 5,000 คน ยกเข้าตีเมืองทวายก่อนได้สำเร็จ หุยตองจาจึงต้องหลบหนีมาอยู่ที่เมืองมะริด ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2308 ฝ่ายพม่าส่งเรือมาที่เมืองมะริด เพื่อข่มขู่เรียกร้องให้ทางการเมืองมะริดส่งตัวหุยตองจาให้แก่พม่า[45] เมื่อทางเมืองมะริดไม่ทำตาม ทัพหน้าของมังมหานรธาจึงเข้าโจมตีเมืองมะริด ยึดเมืองมะริดได้เมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2308[45] พร้อมกับยึดเมืองตะนาวศรีได้ กรมหมื่นเทพพิพิธและหุยตองจาต่างหลบหนีมาอยู่ที่เพชรบุรี ใบบอกเรื่องศึกพม่ามาถึงกรุงศรีอยุธยาเมื่อเดือนหก (พฤษภาคม) พระเจ้าเอกทัศน์จึงมีพระราชโองการให้กรมหมื่นเทพพิพิธไปประทับที่จันทบุรีและหุยตองจาไปอยู่ที่ชลบุรี

เมื่อยึดทวายมะริดตะนาวศรีได้แล้ว ทางเมืองรัตนสิงห์ได้ส่งกองกำลังมาหนุนเพิ่มเติมให้แก่ทัพทวายของมังมหานรธา ประกอบด้วย;[22]

  • ทัพเมืองหงสาวดี จำนวน 3,000 คน นำโดยอินทราชา (Einda Yaza)
  • ทัพเมืองเมาะตะมะ จำนวน 3,000 คน นำโดยพระยาเจ่ง (Binnya Sein)

รวมกับทัพที่เกณฑ์จากทวายมะริดตะนาวศรี ประกอบด้วย;

  • ทัพเมืองทวาย จำนวน 2,000 คน นำโดยเจ้าเมืองเมาะตะมะ
  • ทัพมะริดและตะนาวศรี จำนวน 2,000 นำโดยลักจอดิน (Lakyawdin)

เมื่อรวมกับทัพเดิมของมังมหานรธาจำนวน 20,000 ทำให้ทัพของมังมหานรธาเมื่อรวมกำลังเสริมแล้วมีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 30,000 คน[22] ต่อมาเดือนเมษายน พ.ศ. 2308 หลังจากเสร็จศึกมณีปุระแล้ว พระเจ้ามังระทรงย้ายราชธานีจากเมืองรัตนสิงห์ ซึ่งเป็นราชธานีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอลองพญา มาที่กรุงอังวะราชธานีพม่าเดิม[46] ทัพของมังมหานรธาพักค้างฤดูฝนที่เมืองทวาย เตรียมเข้ารุกรานหัวเมืองปักษ์ใต้ทางด่านสิงขรในปลายปี พ.ศ. 2308 ต่อไป

การเตรียมการของสยาม[แก้]

กองทัพเรือสยาม ของอาณาจักรอยุธยา

ทางด้านการปฏิบัติของอาณาจักรอยุธยาระหว่างการทัพทั้งสองนั้น กษัตริย์อยุธยาได้ทรงส่งกองทัพมาช่วยเหลือเชียงใหม่ให้เป็นกบฏต่อพม่า และช่วยหัวเมืองมอญที่เมืองทวายให้ประกาศอิสรภาพ ทำให้กองทัพพม่าต้องส่งกองทัพไปตีดินแดนทั้งสองคืน เลยไปจนถึงอาณาจักรล้านช้าง เพื่อตัดชัยชนะของกรุงศรีอยุธยา[47] และในการรุกรานกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยพระเจ้ามังระ กองทัพอยุธยาก็ยังคงเตรียมตัวรับกองทัพพม่าในพระนครอีกเช่นเดิม[47]

พระเจ้าเอกทัศทรงระดมทหารครั้งใหญ่ในราชอาณาจักรตั้งแต่มังมหานรธายกกองทัพลงใต้มายึดทวายเป็นการถาวรเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2307 การป้องกันด้านทิศใต้ประกอบด้วยทหารมากกว่า 60,000 นาย ซึ่งพระเจ้าเอกทัศทรงวาง "กำลังที่ดีที่สุด" ไว้ตลอดทางตะวันตกของกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่ด่านเจดีย์สามองค์มาจนถึงกาญจนบุรี ผ่านทวาย ไปจนถึงอ่าวไทยที่อยู่ทางใต้สุดเพื่อรับมือกับมังมหานรธา[48] ส่วนทางด้านทิศเหนือ แนวป้องกันหลักของอยุธยาเริ่มตั้งแต่สุโขทัยและพิษณุโลก ส่วนการป้องกันที่อยู่เหนือไปกว่านี้มีการจัดตั้งเป็นค่ายทหารขนาดเล็กโดยผู้นำท้องถิ่น[38][5]

ฝ่ายอยุธยายังคงเน้นการตั้งรับในพระนคร โดยใช้แผนตั้งรับจนถึงฤดูน้ำหลากแล้วรอจนกองทัพข้าศึกถอยทัพกลับไปเอง ยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้เอาชนะข้าศึกมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ ฝ่ายอยุธยายังมีเงินพอจะซื้อปืนคาบศิลาและปืนใหญ่ด้วย ปืนใหญ่บางกระบอกยาวถึง 9 เมตร และยิงลูกปืนใหญ่น้ำหนักกว่า 45 กิโลกรัม[49] และครั้งเมื่อพม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตก ทหารพม่าได้ไปพบปืนคาบศิลาใหม่กว่า 10,000 กระบอก และเครื่องกระสุนอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้ใช้ แม้ว่าจะอยู่ในระหว่างการล้อมนาน 14 เดือนก็ตาม[50] นอกจากนี้ ฝ่ายอยุธยายังได้มีการใช้ทหารรับจ้างต่างด้าวเพื่อเสริมทัพด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรปและชาวจีน โดยมีเรือรบอังกฤษอย่างน้อยหนึ่งลำถูกจัดให้ป้องกันด้านปีกด้วย[5]

นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวว่า รัฐบาลอยุธยาเองก็เห็นว่ายุทธศาสตร์การตั้งรับในพระนครเห็นจะไม่ไหว จำต้องไม่ให้ข้าศึกประชิดพระนครอย่างยุทธศาสตร์ของสมเด็จพระนเรศวร เพียงแต่ว่าระบบป้องกันตนเองของอยุธยามีจุดอ่อนมาก่อนแล้ว จึงทำให้รัฐบาลต้องเตรียมการป้องกันพระนครควบคู่ไปด้วย ดังที่เห็นได้จากการเตรียมเสบียงอาหารและเกณฑ์กองทัพหัวเมือง เพียงแต่ว่าการเกณฑ์กองทัพหัวเมืองได้ทหารจำนวนไม่มากนัก ซึ่งคงเป็นผลมาจากระบบป้องกันตนเองที่มีปัญหานั่นเอง[51] ตรงกันข้ามกับ สุเนตร ชุตินธรานนท์ ที่เห็นว่าทางการอยุธยายังคงใช้พระนครเป็นปราการรับข้าศึกตามยุทธศาสตร์เดิมแต่โบราณ[52]

การทัพ[แก้]

การรุกรานช่วงฤดูฝน[แก้]

แผนที่การรบในสงคราม (สิงหาคม พ.ศ. 2308 – มกราคม พ.ศ. 2309)
ดินแดนพม่า
ดินแดน สยาม

กองทัพฝ่ายเหนือของอาณาจักรพม่า ภายใต้การบัญชาการของเนเมียวสีหบดี ได้จัดแบ่งกำลังพลออกเป็นทัพบกและทัพเรือ ทั้งหมดยกออกจากลำปางในเดือนกันยายน พ.ศ. 2308 ลงมาตามแม่น้ำวัง ซึ่งการรุกรานของกองทัพฝ่ายเหนือนั้นถูกชะลอลงอย่างมากเนื่องจากฤดูฝนและผู้นำท้องถิ่น ทำให้เนเมียวสีหบดีต้องโจมตีเมืองแล้วเมืองเล่าไปตลอดทาง[38][5] ท้ายที่สุดแล้วก็ยึดได้เมืองตากและกำแพงเพชรเมื่อสิ้นฤดูฝน

ในเวลาเดียวกัน มังมหานรธาได้เปิดฉากการโจมตีจากทางใต้ในช่วงกลางเดือนตุลาคมโดยแบ่งการโจมตีออกเป็นสามทาง กองทัพฝ่ายใต้ของพม่ามีทหาร 20,000 ถึง 30,000 นาย กองทัพขนาดเล็กถูกส่งผ่านด่านเจดีย์สามองค์มุ่งไปยังสุพรรณบุรี ส่วนกองทัพขนาดเล็กอีกกองหนึ่งรุกลงใต้ไปตามชายฝั่งตะนาวศรีมุ่งหน้าไปยังมะริดและตะนาวศรี และกองทัพหลักฝ่ายใต้รุกรานผ่านด่านเมียตตา และกาญจนบุรีเสียแก่ข้าศึกโดยมีการต้านทานเพียงเล็กน้อย[6]

เหตุหลักที่กาญจนบุรีเสียแก่พม่าโดยง่ายนั้นอาจเป็นเพราะทหารพม่ากรำศึกกว่าทหารอยุธยา แต่ก็อาจอธิบายได้ว่าแม่ทัพอยุธยาคำนวณผิดพลาดถึงเส้นทางเดินทัพหลักของพม่า และไม่มีการเสริมกำลังอย่างเพียงพอเพื่อให้เมืองสามารถต้านทานการโจมตีขนาดใหญ่ได้ หากตัดสินจากการรายงานเส้นทางโจมตีของฝ่ายพม่าจากพงศาวดารไทยแล้ว พบว่าแม่ทัพอยุธยาดูเหมือนจะเชื่อว่าเส้นทางโจมตีหลักของพม่าจะมาจากชายฝั่งอ่าวไทย แทนที่จะเป็นเส้นทางที่สั้นและชัดเจนที่สุดผ่านทางกาญจนบุรี หลักฐานไทยระบุว่าเส้นทางโจมตีหลักของมังมหานรธามาจากตะนาวศรีตอนใต้ โดยข้ามเทือกเขาตะนาวศรีที่ชุมพรและเพชรบุรี[53][54] อันเป็นเส้นทางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับเส้นทางกาญจนบุรีที่บันทึกไว้ในพงศาวดารพม่า นักประวัติศาสตร์เกียว เติด ระบุเพิ่มเติมโดยเฉพาะว่าเส้นทางโจมตีหลักคือทางด่านเมียตตา[6]

การรุกรานช่วงฤดูแล้ง[แก้]

หลังจากยึดกาญจนบุรีแล้ว กองทัพฝ่ายใต้ของมังมหานรธาเดินทัพต่อมายังอยุธยา และเผชิญการต้านทานเพียงเล็กน้อยจนกระทั่งมาถึงนนทบุรี ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงศรีอยุธยามาทางทิศใต้ 60 กิโลเมตร ซึ่งอยุธยาตั้งแนวป้องกันสำคัญขึ้นขัดเส้นทางมุ่งสู่พระนคร ฝ่ายอยุธยาใช้กองทัพบกและกองทัพเรือโจมตีค่ายพม่าร่วมกัน กองทัพเรือประกอบด้วยเรือรบหลายลำและเรืออังกฤษลำหนึ่งที่ใช้ยิงปืนใหญ่ถล่มที่ตั้งของพม่า แต่ทหารพม่าสามารถป้องกันค่ายไว้ได้ และทหารอยุธยาถอยทัพกลับไป ส่วนเรืออังกฤษลำนั้นหนีออกทะเลไป[5]

หลังจากนั้นกองทัพมังมหานรธาก็ไปเผชิญกับกองทัพอยุธยาที่มีกำลังพล 60,000 นายใกล้กับทางตะวันตกของกรุง แต่ถึงแม้ว่าจะมีกำลังต่างกันหลายเท่าก็ตาม ทหารพม่าที่กรำศึกกว่าก็สามารถเอาชนะได้ จนทหารอยุธยาต้องหนีกลับไปตั้งมั่นอยู่ในพระนคร[3] มังมหานรธาใช้เวลาเพียงสองเดือนก็มาถึงพระนคร แต่ต้องเคลื่อนทัพไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเพราะกองทัพฝ่ายเหนือของเนเมียวสีหบดียังมาไม่ถึง เขาตั้งค่ายใหญ่ไว้ที่เจดีย์ซึ่งพระเจ้าบุเรงนองทรงสร้างไว้เมื่อสองศตวรรษก่อน[55]

ขณะเดียวกัน กองทัพฝ่ายเหนือของเนเมียวสีหบดียังคงติดอยู่ทางตอนเหนือของอยุธยา ถึงแม้ว่าอัตราการเคลื่อนทัพจะเร็วขึ้นมากแล้วหลังสิ้นฤดูฝน หลังจากยึดกำแพงเพชรได้แล้ว เนเมียวสีหบดีเปลี่ยนเส้นทางไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ และสามารถยึดหัวเมืองหลักทั้งเหนือคือ สุโขทัยและพิษณุโลกได้เป็นผลสำเร็จ (ส่วนในหลักฐานไทยไม่มีระบุว่า กองทัพพม่ายกเข้าตีเมืองพิษณุโลก[56]) ที่พิษณุโลก เนเมียวสีหบดีพักทัพไว้ระยะหนึ่งเพื่อฟื้นฟูกำลังทหารที่สูญเสียไปในการทัพอันทรหดและโรคระบาด ผู้นำท้องถิ่นถูกบังคับให้ดื่มน้ำสาบานความภักดีและจัดหาทหารเกณฑ์ให้แก่พม่า เช่นเดียวกับมังมหานรธาที่หาทหารเกณฑ์เพิ่มเติมจากในท้องที่นอกพระนครนั้นเอง[38][55]

ขณะที่พม่ากำลังฟื้นฟูกำลังทหารของตน ทางการไทยได้ส่งทหารอีกกองหนึ่งเพื่อมายึดพิษณุโลกคืน แต่ถูกตีแตกพ่ายกลับไปโดยประสบความสูญเสียอย่างหนัก นับเป็นความพยายามป้องกันครั้งสุดท้ายในทางเหนือ การป้องกันของอยุธยาพังทลายลงหลังจากนั้น กองทัพพม่าเคลื่อนลงมาทางเรือตามแม่น้ำน่าน ยึดได้เมืองพิชัย พิจิตร นครสวรรค์ ลงมาจนถึงแม่น้ำเจ้าพระยาจนถึงอ่างทอง[54] เนเมียวสีหบดีมาถึงชานพระนครเมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2309 และสามารถติดต่อกับกองทัพมังมหานรธาได้[38]

ทางด้านในกรุงได้ส่งกองทัพออกไปรับกองทัพเนเมียวสีหบดีที่ปากน้ำประสบ ริมแม่น้ำลพบุรีเก่าหรือโพธิ์สามต้น มีพระยากูระติเป็นแม่ทัพบก พระยาคะรานหรือพระยากลาโหมเป็นแม่ทัพเรือ กองทัพอยุธยาถูกตีแตก พม่าสามารถริบไพร่พลและยุทธปัจจัยเป็นจำนวนมาก อีกทั้งพระยากลาโหมก็ตกเป็นเชลย แล้วจึงยกกองทัพมาตั้งยังปากน้ำประสบ ราวเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2309ในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นในกรุงก็ได้ส่งพระยาพลเทพออกรับกองทัพมังมหานรธาที่เมืองสีกุก กองทัพพม่ารบชนะได้เคลื่อนไปตั้งยังหมู่บ้านกานนี[57] จนเมื่อทราบว่าทัพเนเมียวสีหบดีมาถึงชานพระนครแล้วจึงย้ายมาตั้งประชิดที่ด้านหลังของพระมหาเจดีย์ภูเขาทอง[58]ในระยะไม่เกิน 1.25 ไมล์จากกำแพงพระนคร[59] (ในพงศาวดารไทยบันทึกไว้ว่า ตั้งค่ายที่ตอกระออมและดงรักหนองขาว[60]) การเคลื่อนทัพของเนเมียวสีหบดีและมังมหานรธาได้แสดงให้เห็นถึงปฏิบัติการที่ประสานและเกื้อหนุนแก่กัน เพราะต่างก็ร่วมดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อปิดกั้นให้อยุธยาตกอยู่ในสภาพที่จนตรอกคือ ช่วยกันทำลายหรือมิฉะนั้นก็ยึดครองหัวเมืองรอบนอก ไม่ให้มีโอกาสเข้ามาช่วยกู้กรุงศรีอยุธยา[61]

หลักที่กองทัพทั้งสองของพม่าใช้ในการปราบปรามหัวเมืองทั้งหลายนั้นตรงกันคือ "หากเมืองใดต่อสู้ก็จะปล้นสะดมริบทรัพย์จับเชลย เป็นการลงโทษเมื่อตีเมืองได้ เมืองใดยอมอ่อนน้อมแต่โดยดีก็เพียงแต่กะเกณฑ์ผู้คนเสบียงอาหารใช้ในกองทัพ โดยไม่ลงโทษ" นอกจากนี้พม่ายังใช้การกระจายกำลังออกเกลี้ยกล่อมผู้คนพลเมืองทั่วไปในท้องถิ่นภาคกลางฝั่งตะวันตกลุ่มน้ำเจ้าพระยา จึงทำให้คนไทยที่เดือดร้อนไปเข้ากับพม่าเป็นอันมาก[62]

การล้อมกรุงศรีอยุธยา[แก้]

ดูบทความหลักที่: การล้อมอยุธยา (2309-2310)
แผนที่โดยสังเขป แสดงที่ตั้งของกองกำลังฝ่ายเหนือของพม่าในสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง ราว พ.ศ. 2309

พระเจ้าเอกทัศโปรดให้รวบรวมประชาชนและเสบียงเข้ามาไว้ในพระนคร และเตรียมการป้องกันไว้อย่างแน่นหนา โดยรอคอยฤดูน้ำหลากและอาศัยยุทธวิธีคอยตีซ้ำเมื่อกองทัพพม่าถอนกำลังออกไป อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอยุธยาก็มิได้ตั้งรับอยู่ในพระนครแต่เพียงฝ่ายเดียว ยังส่งกำลังออกไปโจมตีค่ายเนเมียวสีหบดีและค่ายมังมหานรธาอยู่หลายครั้ง[63] ส่วนทางด้านกองทัพพม่ากระจายกำลังออกล้อมกรุงเอาไว้ทุกด้าน พยายามเข้าประชิดกำแพงพระนครหลายครั้งก็ไม่ประสบผล จึงยังมีราษฎรหลบหนีภัยพม่าเข้ามาอาศัยอยู่ในกรุงอยู่เสมอ สำหรับเสบียงอาหารในกรุงก็ยังคงบริบูรณ์ดีอยู่ ดังปรากฏในจดหมายเหตุของบาทหลวงฝรั่งเศสว่า "...เมื่อพม่าเข้าตั้งประชิดพระนครและล้อมกรุงอย่างกวดขันขึ้นตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2309 นั้น เสบียงอาหารในกรุงก็ยังบริบูรณ์ดี มีแต่ขอทานเท่านั้นที่อดตาย..."[64]

เรือรบพม่าสมัยราชวงศ์โก้นบอง

เมื่อฤดูน้ำหลากใกล้เข้ามา แม่ทัพพม่าบางส่วนเห็นว่าควรจะล้มเลิกการรุกรานเสีย แต่มังมหานรธาและเนเมียวสีหบดีไม่เห็นด้วย และกองทัพพม่าเตรียมพร้อมรับการไหลหลากของน้ำด้วยการสร้างเรือและเขื่อนบนที่สูง[65] ครั้นเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก มังมหานรธาให้กองทัพรวบรวมเสบียงอาหารสำรองไว้ใช้ ให้ทหารปลูกข้าวในที่นาละแวกใกล้เคียง[66] ระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ทหารพม่าถูกแบ่งแยกเป็นหลายส่วนบนเกาะประดิษฐ์เหล่านั้น[65]ในระหว่างวันที่ 5-10 หลังฤดูน้ำหลากเริ่มต้น เรืออยุธยาถูกส่งออกไปโจมตีค่ายมังมหานรธาและค่ายเนเมียวสีหบดี ครั้งแรกมีพระยาตาน และครั้งที่สองมีพระยากูระติเป็นแม่ทัพตามลำดับ[67]ในการรบคราวแรกนั้นพระยาตานถูกยิงด้วยปืนคาบศิลา และกองเรือที่ถูกส่งออกมานั้นก็หนีกลับเข้าพระนคร ส่วนในการเผชิญหน้าอีกคราวหนึ่งนั้น ปืนใหญ่อยุธยาสามารถทำลายเรือพม่าได้สองลำ พร้อมฆ่าทหารไปหลายนาย[49]

หลังฤดูน้ำหลากผ่านพ้นไป อยุธยาพยายามที่จะตีค่ายพม่าพร้อมกับสร้างแนวปะทะใหม่ขึ้น โดยส่งพระยาไต๊ตีค่ายมังมหานรธา และส่งพระยาพระนริศตีค่ายเนเมียวสีหบดี แต่ก็ถูกตีแตกกลับมาทั้งสองทาง พระเจ้าเอกทัศจึงโปรดให้เพิ่มการป้องกันให้แน่นหนาขึ้น และที่สำคัญที่สุด คือ การสร้างค่ายล้อมกรุงเอาไว้ทุกด้าน[68] ฝ่ายพม่าก็พยายามเคลื่อนเข้าใกล้กำแพงพระนครขึ้นทุกขณะ เมื่อถึงวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2309 ฝ่ายพม่าก็เข้ามาตั้งติดกำแพงพระนครห่างกันเพียงแค่ระยะปืนใหญ่[69] ส่วนฝ่ายพม่าได้ก่อมูลดินขึ้นรอบพระนคร โดยบางกองนั้นสูงกว่ากำแพงเมือง แล้วยิงปืนใหญ่เข้าไปในกรุงและพระราชวัง[49] ปลายปี พ.ศ. 2309 พระยาตากและพระยาเพชรบุรีนำกำลังทางน้ำไปโจมตีเพื่อปลดปล่อยวงล้อม แต่ประสบความพ่ายแพ้ พระยาเพชรบุรีก็เสียชีวิตในที่รบ พระยาตากซึ่งถูกประณามว่าเป็นต้นเหตุของความพ่ายแพ้คราวนั้น ก็นำทหารของตัวฝ่าวงล้อมไปทางตะวันออกในระหว่างที่อยู่ภายใต้วงล้อมนี้ การวางแนวปะทะของอยุธยาไม่สามารถพลิกผลของสถานการณ์ได้เลยในพระนครเริ่มขาดแคลนอาหาร ประสิทธิภาพและขวัญกำลังใจของกองทัพตกต่ำ ช่วงต้นปี พ.ศ. 2310 เกิดเพลิงไหม้ในพระนครซึ่งเผาผลาญบ้านเรือนไปกว่า 10,000 หลังคาเรือน[3]

มังมหานรธาเสนอในที่ประชุมแม่ทัพนายกองแนะให้ใช้อุบายลอบขุดอุโมงค์เข้าไปในกรุง พร้อมกับสร้างค่ายทหารขึ้น 27 ค่ายล้อมรอบพระนคร ซึ่งรวมไปถึงเพนียด วัดสามพิหาร วัดมณฑบ วัดนางปลื้ม และวัดศรีโพธิ์ เพื่อจะได้ยิงปืนใหญ่ด้วยความแม่นยำยิ่งขึ้น[70] อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กองทัพหัวเมืองทางเหนือราว 20,000 นาย มาช่วยอยุธยา แต่ก็ถูกตีแตกกลับไปอย่างง่ายดาย[71]

ระหว่างเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2310 ทหารพม่าก็เริ่มการขุดอุโมงค์ด้านหัวรอจำนวน 5 แห่งอย่างเป็นขั้นตอน[72] โดยตั้งค่ายใหม่เพิ่มอีก 3 แห่ง พร้อมกับยึดค่ายป้องกันพระนครทางเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหมด และยึดค่ายป้องกันทางด้านทิศใต้ภายในเดือนมีนาคม[73]ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2310 พระเจ้าเอกทัศทรงแต่งทูตออกไปเจรจาขอเป็นเมืองขึ้นของพม่า แต่แม่ทัพพม่าก็ปฏิเสธ โดยอ้างพระบรมราชโองการของพระเจ้ามังระ[74] และต้องการการยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข[3] มังมหานรธาเสียชีวิตในช่วงนี้ และพระเจ้ามังระมีพระราชโองการให้ฝังศพอย่างสมเกียรติเป็นพิเศษ หลังจากนี้เนเมียวสีหบดีก็ได้เป็นแม่ทัพใหญ่พม่าแต่เพียงผู้เดียว[49]

ต่อมา ฝ่ายเนเมียวสีหบดีก็เสนอแก่นายกองทั้งหลายให้ใช้ไฟสุมเผารากกำแพงเมืองจากใต้อุโมงค์ซึ่งขุดไว้แล้ว จากนั้นก็ตกลงกันเตรียมเชื้อเพลิงและกำลังพลไว้พร้อม[75]

เสียกรุง[แก้]

ครั้นถึงวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310]][I] เวลาประมาณบ่ายสามโมง พม่าจุดไฟสุมรากกำแพงเมืองตรงหัวรอที่ริมป้อมมหาไชย และยิงปืนใหญ่ระดมเข้าไปในพระนคร จากบรรดาค่ายที่รายล้อมทุกค่าย พอเพลาพลบค่ำกำแพงเมืองตรงที่เอาไฟสุมทรุดลง เวลา 2 ทุ่ม แม่ทัพพม่ายิงปืนเป็นสัญญาณให้ทหารเข้าพระนครพร้อมกันทุกด้าน พม่าเอาบันไดปีนพาดเข้ามาได้ตรงที่กำแพงทรุดนั้นก่อน ทหารอยุธยาที่รักษาหน้าที่เหลือกำลังจะต่อสู้ พม่าก็สามารถเข้าพระนครได้ในเวลาค่ำวันนั้นทุกทาง[76]

สถานการณ์ทางทหารระหว่างการทัพ[แก้]

การตีค่ายบางระจัน[แก้]

ดูบทความหลักที่: การรบที่บางระจัน

ในขณะเดียวกับที่กองทัพพม่าฝ่ายเหนือยกทัพมารุกรานกรุงศรีอยุธยาผ่านหัวเมืองต่าง ๆ นั้น ปรากฏว่าได้มีทหารพม่ากองหนึ่งกวาดต้อนผู้คนและทรัพย์สิน สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านเป็นอันมาก จนมีการรวมตัวกันเข้าของชาวเมืองวิเศษชัยชาญและชาวเมืองใกล้เคียง ภายใต้การนำของพระครูธรรมโชติ และหัวหน้าชาวบ้านจำนวน 11 คน สามารถทำการรบต้านทานการเข้าตีของพม่าได้ถึง 8 ครั้ง แต่สุดท้าย ค่ายบางระจันถูกตีแตกด้วยยุทธวิธีของสุกี้ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2309 รวมเวลาต้านกองทัพพม่าได้นาน 5 เดือน ซึ่งการรบของชาวค่ายบางระจัน "นับว่าเข้มแข็งกว่ากองทัพของกรุงศรีอยุธยาในสมัยนั้น"[77]

พงศาวดารไทยและพม่าไม่ค่อยจะกล่าวถึงชาวบ้านบางระจันมากนัก โดยเป็นการกล่าวถึงแบบรวบรัด เนื่องจากพงศาวดารมักจะกล่าวถึงความขัดแย้งในระดับรัฐต่อรัฐเท่านั้น[78]หรือเพราะชาวบ้านบางระจันทำการรบเพื่อป้องกันตนเอง[79] หรือมิฉะนั้นก็ไม่เคยเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นเลยก็เป็นได้ในพงศาวดารพม่ากล่าวถึง "ผู้นำเล็กน้อย" ที่หยุดการรุกกองทัพฝ่ายเหนือ แต่ระบุไว้ว่า เกิดขึ้นในช่วงต้นของการทัพตามแม่น้ำวัง ช่วงฤดูฝน (สิงหาคม-ตุลาคม) แม่ทัพพม่าผู้ประจำอยู่ใกล้กับอยุธยาเวลานั้น มิใช่เนเมียวสีหบดี แต่เป็นมังมหานรธา ซึ่งกองทัพฝ่ายใต้ได้ตั้งรอกองทัพฝ่ายเหนือนานนับเดือน ดูเหมือนว่าการบรรยายทั้งสอง ผู้นำเล็กน้อยที่ต้านทานเนเมียวสีหบดีในทางเหนือ และมังมหานรธาที่รั้งทัพไว้ที่กรุงศรีอยุธยา ผสมกันจนเกิดเป็นตำนานดังกล่าวขึ้น[6]

การรบที่ปราจีนบุรี[แก้]

ดูบทความหลักที่: การรบที่ปราจีนบุรี

ในระหว่างการทัพ กรมหมื่นเทพพิพิธได้หนีจากการคุมขังในเมืองจันทบุรี พร้อมกับจัดตั้งกองทัพอาสาขึ้นเพื่อจะกู้กรุงศรีอยุธยาในประมาณเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2309 นับได้ทหารประมาณ 10,000 นาย ยกมาตั้ง ณ เมืองปราจีนบุรี หลังจากนั้น กองทัพอาสาดังกล่าวได้ทำการรบกับทหารของทางการอยุธยา ซึ่งไม่ไว้ใจกรมหมื่นเทพพิพิธ แต่สู้รบกันหลายครั้ง ก็ไม่ได้มีผลแพ้ชนะเด็ดขาด[80] ก่อนที่มังมหานรธาจะทราบข่าว และได้ส่งทหาร 3,000 นาย ไปปราบกองทัพอาสา ภายหลังจากทัพหน้าถูกตีแตก แม่ทัพหน้าก็ตายในที่รบ กองทัพอาสาดังกล่าวจึงสลายตัวไป ส่วนกรมหมื่นเทพพิพิธหนีไปยังเมืองนครราชสีมา

การละทิ้งหน้าที่ระหว่างการทัพ[แก้]

ในระหว่างการทัพ เจ้าเมืองที่ถูกขอความช่วยเหลือส่งความช่วยเหลือมายังกรุงศรีอยุธยาเพียงเล็กน้อย โดยหัวเมืองตามเส้นทางเดินทัพเลือกที่จะใช้กำลังเพื่อป้องกันตนเองหรือไม่ก็ยอมจำนนต่อพม่า ซ้ำยังมีไพร่พลเมืองยังติดสินบนข้าหลวงเพื่อเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร[81]

ครั้นเมื่อข้าศึกเข้าประชิดกรุงศรีอยุธยา ได้ปรากฏข้าราชการและราษฎรจำนวนมากหลบหนีไป ทำให้พวกที่เหลืออยู่ในกรุงเกิดการท้อหมดกำลังใจ ทั้งที่ผู้ซึ่งหลบหนีไปจำนวนมากนั้นได้สร้างวีรกรรมในสมัยต่อมา นอกจากนี้ กองทัพหัวเมืองทั้งหลายที่มีจำนวนน้อยอยู่แล้ว และส่วนใหญ่ก็คงไม่เต็มใจจะช่วยเหลือกรุง เป็นผลให้หลังจากกองทัพพิษณุโลกยกกลับไป กองทัพหัวเมืองอื่นก็ไม่มีกำลังใจอยู่ต่อสู้อีก ตัวอย่างข้าราชการผู้ละทิ้งหน้าที่ระหว่างการทัพ ได้แก่ พระยาพลเทพ หลวงโกษา พระยารัตนาธิเบศร์ พระยานครราชสีมา เจ้าศรีสังข์ และพระยาตาก เป็นต้น[82] ความล้มเหลวของยุทธวิธีน้ำหลากนี้เองซึ่งส่งผลกระทบถึงความเข้มแข็งและวินัยทหาร[63]

สงครามจีน-พม่า[แก้]

ขณะที่สงครามดำเนินไปนั้น จากการเกณฑ์ทหารในรัฐฉานตอนเหนือของเนเมียวสีหบดี ซึ่งทางการจีนถือว่าเป็นดินแดนของตน จักรพรรดิเฉียนหลงจึงมีพระบรมราชโองการให้รุกรานสิบสองปันนาและเชียงตุง ราวเดือนธันวาคม พ.ศ. 2308 ขณะที่พม่าทำสงครามอยู่ที่พิษณุโลกและอยุธยา จีนได้ส่งทหาร 6,000 นายล้อมเมืองเชียงตุง แต่ก็ถูกตีแตกกลับไป

เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2309 จีนส่งกำลังเข้ารุกรานพม่าเป็นครั้งที่สองโดยมีเป้าหมายมุ่งตรงไปยังกรุงอังวะ คราวนี้จีนมีกำลังพลถึง 25,000 นาย พระเจ้ามังระแม้จะไม่ได้ทรงคาดการณ์ถึงกำลังรบจำนวนมากเช่นนี้ แต่พระองค์ก็ไม่ทรงเต็มพระทัยจะเรียกกองทัพกลับมาจากอยุธยา พระองค์ทรงออกรบด้วยพระองค์เอง และมีคำบัญชาแก่แม่ทัพในอยุธยาให้ตีกรุงให้แตกโดยเร็ว เพื่อจะได้กลับมาตุภูมิเพื่อป้องกันบ้านเมือง[83] และในภายหลัง พระองค์ทรงมีบัญชาอีกหนหนึ่งให้ "บากบั่น"ในการล้อม[84]

เหตุการณ์ภายหลัง[แก้]

การทำลายกรุงศรีอยุธยา[แก้]

ซากป้อมเพชร หนึ่งในสิบหกป้อมที่ตั้งอยู่ริมกำแพงเมืองอยุธยาซึ่งป้องกันเมืองจากการรุกราน[85]

หนังสือพระราชพงศาวดาร ฉบับกรมศึกษาธิการ ร.ศ. 120 ว่า พม่าหักเข้ากรุงได้แล้ว ก็เริ่มเผาเมืองทั้งเมืองใน "เพลาเที่ยงคืน ประมาณสองยามเศษ"[86] เพลิงไหม้ไม่เลือกตั้งแต่เหย้าเรือนราษฎรไปจนถึงปราสาทราชมนเทียร เพลิงผลาญพระนครเป็นเวลาถึงสิบห้าวัน[87] โดยหนังสือพระราชพงศาวดารฯ ดังกล่าว บันทึกว่า "เพลาเที่ยงคืน ประมาณสองยามเศษ เพลิงเกิดในกรุงศรีอยุธยา ไหม้แต่ท่าทราย ตลอดถนนหลวง ไปจนถึงวัดฉัททันต์ แสงเพลิงรุ่งโรจน์โชตนาการ ครั้นได้ทัศนาการเห็นก็สังเวชสลดใจ..."[86] นอกจากการล้างผลาญบ้านเรือนแล้ว ทัพพม่ายังปล้นชิงทรัพย์สินในพระนคร บังคับราษฎรทั้งภิกษุทั้งฆราวาสให้แจ้งที่อยู่ทรัพย์สิน ผู้ขัดขืนต้องเผชิญโทษทัณฑ์ต่าง ๆ แล้วให้จับผู้คน รวมถึงพระราชวงศ์ ข้าราชการ สมณะ ไปคุมขังไว้ โดยพระสงฆ์ให้กักไว้ที่ค่ายโพธิ์สามต้น ส่วนฆราวาสให้ไว้ตามค่ายของแม่ทัพนายกองทั้งหลาย[88] คำนวณแล้ว ปรากฏว่า เชื้อพระวงศ์ถูกกวาดต้อนไปกว่า 2,000 พระองค์[89] รวมจำนวนผู้ถูกพม่ากวาดต้อนไปนั้นมากกว่า 30,000 คน[90]

ภาพจิตรกรรมฝาผนังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ

ในจำนวนเชลยนี้มีสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรรวมอยู่ด้วย พระองค์ได้เป็นผู้ให้ปากคำเรื่องประวัติศาสตร์อยุธยาแก่พม่า ซึ่งได้ชื่อว่า "คำให้การขุนหลวงหาวัด" นอกจากพระเจ้าอุทุมพรแล้ว ยังมีนายขนมต้ม เชลยไทยที่สร้างชื่อเสียงในทางหมัดมวยในเวลาต่อมา

เผาทำลายพระนครแล้ว ทัพพม่าได้พำนักอยู่ ณ ที่นั้นจนถึงวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2310[91] ก่อนยกกลับประเทศตน โดยประมวลเอาทรัพย์สินและเชลยศึกไปด้วย เนเมียวสีหบดีได้แต่งตั้งให้สุกี้เป็นนายทัพ คุมพล 3,000 คน รั้งทัพอยู่ที่ค่ายโพธิ์สามต้น คอยกวาดต้อนผู้คนและทรัพย์สินตามกลับไปภายหลัง อย่างไรก็ดี หลักฐานพม่ากล่าวตรงกันข้ามกับหลักฐานไทย คือ ทหารพม่ามิได้ฆ่าฟันผู้คนมากมาย เพียงแต่เผาเมือง ริบสมบัติ และจับพระเจ้าแผ่นดิน ข้าราชสำนัก และพลเมืองกลับไปด้วยเท่านั้น[92]

ฝ่ายพระเจ้ามังระทรงพระดำริว่า จะไว้กำลังจำนวนหนึ่งที่กรุงศรีอยุธยา โดยอาจทรงให้อยู่ในบังคับบัญชาของพระราชวงศ์อยุธยาหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของพม่าโดยตรง[48] แต่เผอิญ พม่าเกิดการสงครามกับจีน พระองค์จึงเปลี่ยนพระทัยเรียกกองทัพส่วนใหญ่กลับไปป้องกันมาตุภูมิ และให้คงกองทหารขนาดเล็กไว้ประจำในหลายพื้นที่เท่านั้น[93] กองทัพพม่าที่เหลืออยู่ในอาณาจักรอยุธยาที่เป็นซากไปแล้วนั้นมีอยู่ไม่ถึง 10,000 นาย ซึ่งไม่รับกับอาณาเขตของกรุงศรีอยุธยา กองทัพเหล่านี้จึงมีอำนาจอยู่แต่ในบริเวณค่ายคูประตูหอรบของตนและปริมณฑลเท่านั้น ท้องที่ห่างไกลล้วนอยู่นอกเหนือการควบคุม ซ้ำบางแห่งกลายเป็นซ่องโจรไปเสีย[93]

แม้ว่าพม่าจะได้ชายฝั่งตะนาวศรีตอนล่างมาเป็นของตนก็ตาม แต่พม่าไม่บรรลุวัตถุประสงค์สำคัญในอันที่จะพิชิตคนไทยและควบคุมดินแดนโดยรอบทั้งสิ้น เพราะคนไทยภายใต้การนำของพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่เป็นแรงหนุนเหล่ากบฏในล้านนาและพม่าตอนล่างได้ดีกว่าเดิม ประกอบกับพม่าสูญเสียความสามารถในการรบลงมากหลังผ่านพ้นสงครามกับสยาม ทั้งต้องรบกับจีนอีกหลายปี[94][95]

สภาพจลาจล[แก้]

เส้นทางเดินทัพของพระยาตากเพื่อกอบกู้เอกราช

ภายหลังจากการล่มสลายของกรุงศรีอยุธยา เพื่อความอยู่รอด ทำให้เกิดชุมนุมทางการเมืองในระดับต่าง ๆ ซึ่งเป็น "รัฐบาลธรรมชาติ" ขึ้นมาในท้องถิ่นทันที ส่วนรัฐบาลธรรมชาติเหล่านี้เกิดจากการที่บรรดาเจ้าเมืองขนาดใหญ่ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามมากนักได้ตั้งตนเป็นใหญ่ในเขตอิทธิพลของตน เรียกว่า "ชุมนุม" หรือ "ก๊ก" ซึ่งมีจำนวน 4-6 แห่ง นับว่ารัฐไทยเกือบสิ้นสลายไปเพราะไม่อาจรวมกันเป็นปึกแผ่นได้อีก[9]

เป็นเวลาไล่เลี่ยกับการตั้งตนเป็นใหญ่ของพระยาตากแถบเมืองจันทบุรี, การขับไล่ทหารพม่าที่หลงเหลืออยู่ในดินแดนอยุธยาออกไปทั้งหมด, การปราบดาภิเษกตนเองเป็นกษัตริย์ของคนไทย พร้อมกับย้ายเมืองหลวงไปยังกรุงธนบุรี อย่างไรก็ตาม สภาวะความวุ่นวายทางการเมืองยังดำเนินอยู่ตลอดรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จนกระทั่งคนไทยเริ่มกลับเป็นปึกแผ่นอีกครั้งเมื่อย่างเข้าสมัยรัตนโกสินทร์

ปัญหาทางเศรษฐกิจ[แก้]

ผลกระทบโดยตรงของสงครามคราวเสียกรุงครั้งนี้ คือ การเกิดทุพภิกขภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย[96] ทหารพม่าได้ทำลายไร่นาสวนในภาคกลาง ราษฎรไม่มีโอกาสทำมาหากินอย่างปกติ ซ้ำยังทำให้เศรษฐกิจของรัฐไทยตกต่ำอย่างหนักด้วยการปล้นท้องพระคลัง เผาบ้านเรือน วัด และสถานที่ราชการทั้งหลาย ทั้งนี้ในระหว่างการทัพเองก็มีเรือต่างประเทศจะนำเสบียงและยุทธภัณฑ์มาช่วยเหลืออยุธยา แต่ทัพเรือพม่าก็ขัดขวางจนมิอาจให้ความช่วยเหลือได้[96]

ความเสื่อมโทรมหลายประการในภายหลังก็มีสาเหตุมาจากการปล้นทรัพย์สมบัติของพม่าเมื่อคราวเสียกรุง เช่น มะริดและตะนาวศรีตกเป็นเมืองท่าของพม่าอย่างเด็ดขาด การค้าขายกับชาวตะวันตกจึงเสื่อมโทรมลง อีกทั้งยังทำให้การทหารของชาติอ่อนแอลงจากการสูญเสียปืนน้อยใหญ่เรือนหมื่นที่พม่าขนกลับบ้านเมืองไปด้วย[97] นอกจากนี้ ยังมีประชากรในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่ละทิ้งบ้านเรือนหนีภัยสงครามเป็นจำนวนมาก เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจในเวลาต่อมา[98]

ประวัติศาสตร์นิพนธ์[แก้]

การเปรียบเทียบเอกสารประวัติศาสตร์[แก้]

ในการศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยาในช่วงการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง นักประวัติศาสตร์ไทยในภายหลังส่วนใหญ่มักจะอิงจากหลักฐานประเภทพงศาวดารไทยที่ถูกชำระขึ้นในสมัยธนบุรีและสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น อันเป็นกรอบความคิดซึ่งเน้นกล่าวถึงความเสื่อมของอาณาจักรอยุธยาในราชวงศ์บ้านพลูหลวง[99] แต่หลักฐานเหล่านี้ได้กล่าวถึงช่วงเวลาคราวเสียกรุงอย่างรวบรัด และยังมีความสับสนในความบางตอนอีกด้วย[100] รวมทั้งมีอคติและกล่าวประณามพระเจ้าเอกทัศ[101] และเน้นกล่าวถึงความอ่อนแอทางทหารของอาณาจักรอยุธยามากกว่าอย่างอื่น[102] ทั้งนี้ นักประวัติศาสตร์ไทยไม่ค่อยยึดถือจาก คำให้การชาวกรุงเก่า และ คำให้การขุนหลวงหาวัด มากนัก แต่กลับเน้น คำให้การชาวอังวะ ซึ่งกล่าวคลาดเคลื่อนและรวบรัดเช่นเดียวกับพงศาวดารไทยที่ถูกชำระขึ้นนั้น[103] และถึงแม้ว่าจะมีการเลือกความจากหลักฐานต่างประเทศ ก็มักจะเลือกเอาแต่ความที่ไม่ขัดแย้งกับพงศาวดารนั้น[104]

ตรงกันข้ามกับหลักฐานที่เป็นพงศาวดารพม่าและ คำให้การขุนหลวงหาวัด ซึ่งมีการกล่าวถึงช่วงเวลาเสียกรุงอย่างละเอียด รวมทั้งยุทธวิธีของพม่าที่ใช้เอาชนะอยุธยา[105] นอกจากนี้ในพงศาวดารพม่ากล่าวถึงความฉลาดทางยุทธวิธีที่แม่ทัพพม่าใช้เอาชนะแม่ทัพอยุธยา ซึ่งย่อมหมายถึง ความเข้มแข็งในระดับที่สามารถรบด้วยกับพม่าเช่นกัน[106] อย่างไรก็ตามในพงศาวดารพม่าเองก็มีอคติและความคลาดเคลื่อน รวมทั้งกล่าวถึงชัยชนะของตนอย่างเกินจริง[107]

การเผยแพร่[แก้]

ความแตกต่างในบันทึกของหลักฐานไทยและหลักฐานพม่า
หลักฐานไทย หลักฐานพม่า อ้างอิง
ในตอนเริ่มการรุกราน เนเมียวสีหบดีและมังมหานรธาได้ส่งแม่ทัพในสังกัดของกองทัพตนล่วงเข้ามาปล้นชิงตามหัวเมืองต่าง ๆ ก่อนที่แม่ทัพทั้งสองนั้นยกตามมาภายหลัง ทัพเนเมียวสีหบดีและมังมหานรธานำทัพใหญ่มาด้วยตนเองตั้งแต่เริ่มต้น [108]
พระยาตากรับราชการในกรุงศรีอยุธยา ในหลักฐานพม่ามีความขัดแย้งกันเอง
 · พระยาตากถูกจับตัวระหว่างการรบที่เมืองตาก
 · พระยาตากออกทำศึกในระหว่างการล้อมกรุงศรีอยุธยา
[109]
เจ้าเมืองสุโขทัยพาราษฎรหลบหนีเข้าป่า และรบกับพม่าร่วมกับทัพพิษณุโลก เจ้าเมืองสุโขทัยยอมอ่อนน้อมต่อพม่า [109]
เมืองพิษณุโลกมิได้เสียแก่พม่าตลอดการทัพ
(คาดว่าน่าจะเป็นไปได้มากกว่า เพราะพม่าน่าจะเว้นหัวเมืองใหญ่ทางภาคเหนือ เพื่อให้ประหยัดเวลาในการทัพ)
เจ้าเมืองพิษณุโลกต่อรบด้วย แต่ปราชัยพม่า [110]

ความแตกต่างระหว่างเหตุการณ์คราวเสียกรุงทั้งสองครั้ง[แก้]

ซากโบราณสถานวัดพระศรีสรรเพชญ์ ภายในพระราชวังหลวงของกรุงศรีอยุธยา ซึ่งหลงเหลือจากสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง

ในการศึกษาสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงเรียกกองทัพพม่าว่า "มาอย่างกองโจร" คือ เที่ยวปล้นอยู่โดยรอบเป็นเวลานานกว่าจะหักเอากรุงศรีอยุธยาได้[111] นอกจากนี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพยังมิทรงเชื่อข้อความในพงศาวดารพม่าซึ่งกล่าวว่า การรุกรานดังกล่าวมีการวางแผนอย่างถูกต้อง ด้วยทรงเห็นว่าอาจเป็นความที่ถูกแต่งเติมขึ้นในภายหลัง[112] อย่างไรก็ตาม นิธิ เอียวศรีวงศ์ มีความเห็นว่า ความแตกต่างระหว่างทัพที่มีกษัตริย์นำมาหรือไม่มีกษัตริย์นำมาดูจะไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะแม่ทัพทั้งสองต่างก็ปฏิบัติตามพระราชโองการของกษัตริย์ มิได้กระทำการตามอำเภอใจ หรือล่วงเข้ามาในอาณาจักรอยุธยาเพราะเห็นว่าอ่อนแอเลย[113] สำหรับที่มาของความเชื่อนี้ สุเนตร ชุตันธรานนท์ อธิบายว่า เป็น "แนวคิดที่รับกับการอธิบายถึงความเสื่อมของอาณาจักรอยุธยาในสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวง"[114]

หากแต่ประเด็นที่โดดเด่นกว่า คือ ความแตกต่างในจุดประสงค์ของสงครามคราวเสียกรุงทั้งสองครั้งมากกว่า เพราะในสมัยพระเจ้าบุเรงนอง เมื่อปี พ.ศ. 2112 เป้าหมายในการทัพครั้งนั้นเป็นเพียงการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอาณาจักรตองอู[115] โดยประสงค์เพียงจะตีเอากรุงศรีอยุธยาเป็นประเทศราชเท่านั้น แต่เป้าหมายในการทัพครั้งนี้ เป็นการสร้างความแตกแยกให้กับกลุ่มการเมืองทั้งหลายในอาณาจักรอยุธยา[116] หรือไม่ก็ทำลายลักษณะทางกายภาพ ทรัพยากรมนุษย์ ทรัพย์ทางคติความเชื่อศิลปะ และทรัพย์ทางปัญญาจนไม่อาจฟื้นฟูได้[89]

การวิเคราะห์สาเหตุทางสังคม[แก้]

การวิเคราะห์สาเหตุอันนำไปสู่การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองได้มีการตีความในหลายประเด็น แต่การจะสรุปสาเหตุที่แท้จริงนั้นยังระบุลงไปแน่นอนมิได้

พงศาวดารไทยในอดีตส่วนใหญ่มักจะกล่าวถึงความอ่อนแอของกษัตริย์ ขุนนางและระบบราชการ ว่าเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่นำไปสู่การเสียกรุงศรีอยุธยา ประเด็นดังกล่าวนับว่าเป็นกรอบความคิดที่ส่งต่อกันมาผ่านทางจารีต การจดบันทึกและการบอกเล่า[117] โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระเจ้าเอกทัศ ซึ่งถูกมองว่า "เป็นผู้ปกครองที่มีความอ่อนแอเหลวไหล...พร้อมกับแสวงหาความฟุ้งเฟ้อสนุกสนานส่วนตัวแม้ในยามศึก"[118] จากมุมมองเดียวกันในสงครามสยาม-ฝรั่งเศส ร.ศ. 112 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตรอมพระทัยจนประชวรหนัก เพราะทรงเห็นว่าพระองค์ไม่สามารถปกป้องแผ่นดินสยามจากฝรั่งเศสได้ และทรงเกรงว่าจะถูกติฉินนินทาสืบไป[119]

นอกจากนี้ ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท พระราชภาตาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ยังได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงยาวสะท้อนความรู้สึกคับแค้นพระทัยในพระเจ้าเอกทัศด้วย ความตอนหนึ่งว่า[119]

"ทั้งนี้เป็นต้นด้วยผลเหตุ จะอาเพศกษัตริย์ผู้เป็นใหญ่
มิได้พิจารณาพวกข้าไท เคยใช้ก็เลี้ยงด้วยเมตตา
ไม่รู้รอบประกอบในราชกิจ ประพฤติการแต่ที่ผิดด้วยอิจฉา
สุภาษิตท่านกล่าวเป็นราวมา จะแต่งตั้งเสนาธิบดี
ไม่ควรอย่าให้อัครฐาน จะเสียการแผ่นดินกรุงศรี
เพราะไม่ฟังตำนานโบราณมี จึงเสียทีเสียวงศ์กษัตรา
เสียยศเสียศักดิ์นคเรศ เสียทั้งพระนิเวศน์วงศา
เสียทั้งตระกูลนานา เสียทั้งไพร่ฟ้าประชากร
สารพัดจะเสียสิ้นสุด ทั้งการยุทธก็ไม่เตรียมฝึกสอน
จึงไม่รู้กู้แก้พระนคร เหมือนหนอนเบียนให้ประจำกรรม"

อย่างไรก็ตาม แนวคิดซึ่งปรากฏในงานเขียนทางประวัติศาสตร์สมัยใหม่ได้พยายามมองประเด็นที่ต่างออกไปว่า พระองค์มิใช่กษัตริย์ที่อ่อนแอ หากแต่เป็นกษัตริย์ชาตินักรบพระองค์หนึ่ง และมองว่าประวัติศาสตร์ซึ่งยึดถือกันมานี้ถูกครอบงำจากเงื่อนไขทางการเมืองของชนชั้นผู้ปกครองในภายหลัง[120] แต่ก็มีข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ปกครองในสมัยอยุธยาตอนปลายต่างก็แย่งชิงความเป็นใหญ่กันเอง บ้านเมืองสูญเสียกำลังพลและขุนนางเป็นจำนวนมากในสงครามกลางเมือง ดังที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสรุปว่า "ไทยอ่อนกำลังลงด้วยการจลาจลในประเทศ ไทยด้วยกันมุ่งหมายกำจัดพวกเดียวกันเอง เนื่องจากการชิงราชสมบัติมาหลายซับซ้อนนับตั้งแต่สิ้นสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถเป็นต้นมา กรุงศรีอยุธยาจึงทรุดโทรมลงเป็นลำดับ"[121]

การที่รัฐบาลกลางของอยุธยามีการควบคุมอำนาจท้องถิ่นอย่างหละหลวม ทำให้กรุงศรีอยุธยามีอำนาจและความสามารถในการป้องกันตนเองที่จำกัด เพราะไม่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทัพหัวเมือง ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลกลาง[122] ซึ่งแนวคิดดังกล่าว นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้เน้นเป็นพิเศษ และกล่าวว่าการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง "เป็นความล้มเหลวของระบบป้องกันตนเองของอาณาจักรมากกว่าความผิดของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลหนึ่งเท่านั้น"[112] ความเสื่อมโทรมของระบบการป้องกันตนเองของอาณาจักรอยุธยาอีกประการหนึ่ง คือ จำนวนไพร่ที่สามารถเรียกเกณฑ์เข้าสู่กองทัพมีน้อย เพราะรัฐบาลได้สูญเสียไพร่ให้กับเจ้านายและขุนนางไปเป็นอันมาก และอีกจำนวนหนึ่งก็หลีกเลี่ยงการขึ้นทะเบียน เช่น ชาวบ้านบางระจัน[123] นอกจากนี้ หากจะใช้วิธีการกวาดต้อนไพร่มายังภาคกลางเพื่อตั้งกองทัพขนาดใหญ่อย่างสมัยสมเด็จพระนเรศวรก็จะก่อให้เกิดจลาจลขึ้นอีก[124]

สุเนตร ชุตินธรานนท์ได้เสนอแนวคิดว่า จำนวนประชากรที่เติบโตหลังจากการค้าขายกับต่างชาติในสมัยอยุธยาตอนปลาย ซึ่งมีการขัดกับจารีตการปกครองเดิมจนทำให้เกิดความปั่นป่วน อันทำให้การจัดระเบียบและควบคุมเกิดความยุ่งยาก[125]

การวิเคราะห์สาเหตุทางทหาร[แก้]

สงครามครั้งนี้เกิดในช่วงที่อำนาจทางทหารของราชวงศ์โก้นบองรุ่งเรืองเกือบถึงขีดสุด โดยนักประวัติศาสตร์ถือว่าชัยชนะเหนือจีนเป็นช่วงที่อำนาจทางทหารของราชวงศ์โก้นบองรุ่งเรืองถึงขีดสุด[126] สาเหตุหลักที่พม่ารบชนะอยุธยาและจีนนั้น มิใช่เพราะกำลังพลหรืออาวุธที่เหนือกว่า แต่ทหารพม่ากรำศึก และมีผู้บังคับบัญชาทหารที่มีความมั่นใจและได้พิสูจน์ความสามารถมาแล้ว[127] ขณะที่ฝ่ายผู้นำอยุธยามีประสบการณ์สงครามเพียงเล็กน้อยในสงครามพระเจ้าอลองพญาเท่านั้น ซ้ำแม้ว่าจะมีการเตรียมการสงครามอย่างกว้างขวาง แต่เมื่อสงครามมาถึง ผู้บังคับบัญชาอยุธยากลับล่าช้าและไม่ประสานงานกัน[54]

ในสงครามคราวนี้ ฝ่ายอยุธยาประสบกับความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์อย่างเห็นได้ชัด เพราะยุทธวิธีของฝ่ายพม่าสามารถรับมือกับยุทธวิธีน้ำหลากที่ฝ่ายอยุธยามักใช้ได้เป็นผลสำเร็จหลายครั้งในประวัติศาสตร์การสงคราม[120] นอกจากนี้ พม่ายังได้โจมตีหัวเมืองทางเหนือเพื่อป้องกันการตีกระหนาบ ก่อนกองทัพเหนือและใต้เข้าปิดล้อมพระนครพร้อมกัน ซึ่งช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนเสบียงได้อีกด้วย[128] ดังนั้น ฝ่ายอยุธยาจึงไม่เหลือยุทธศาสตร์อื่นใดที่จะสู้กับพม่าได้อีก ส่วนการที่ฝ่ายอยุธยาพยายามป้องกันมิให้ข้าศึกเข้าประชิดพระนคร แต่ได้มีการจัดวางกำลังกระจัดกระจายกันเกินไป อันแสดงให้เห็นถึงข้อผิดพลาดทางด้านการข่าวอีกด้วย เพราะมีที่ตั้งทัพหลายแห่งที่พม่ามิได้ยกเข้ามาเลย ส่วนทางที่พบกับพม่านั้นก็ปราชัยทุกทิศทาง[129]

สมเด็จพระเจ้าเอกทัศไม่แสดงความสามารถด้านการบัญชาการรบ เนื่องจากทรงมอบหมายการป้องกันบ้านเมืองแก่คณะลูกขุน ณ ศาลา[130]

ตาม คำให้การของชาวกรุงเก่า ได้ระบุว่ามีคนไทยทรยศ ชื่อว่า พระยาพลเทพ ความว่า "...มีคนไทยชื่อ พระยาพลเทพ ข้าราชการในกรุงศรีอยุธยาเอาใจออกห่าง ลอบส่งศาสตราวุธเสบียงอาหารให้แก่พม่า สัญญาว่าจะเปิดประตู [ด้านทิศตะวันออก] คอยรับเมื่อพม่าเข้าโจมตี เข้าใจว่าเป็นบริเวณหัวรอหรือใกล้เคียง ซึ่งพม่าก็ได้ระดมเข้าตีกรุงศรีอยุธยาทางด้านนี้ ตามที่พระยาพลเทพนัดหมายไว้...[131]

ขัดแย้งกับ มหาราชวงษ์พงษาวดารพม่า มาจากบางตอนของพงศาวดารพม่า "มานนาน มหายาสะวินดอจี" หรือที่นักวิชาการทั่วไปรู้จักกันในนาม "พงศาวดารฉบับหอแก้ว[132]" ไม่มีการกล่าวถึงพระยาพลเทพในฐานะไส้ศึกเลย กล่าวว่า พระยาพลเทพเป็นหนึ่งในเสนาบดีอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปพม่า (ต้นฉบับภาษาพม่าสะกด ‘ภยาภลเทป’ ဘယာဘလဒေပ)

ความสำคัญ[แก้]

ยามะซะตอ หรือ รามายณะอย่างพม่า ซึ่งได้รับอิทธิพลจากรามเกียรติ์ของประเทศไทย

อิทธิพลของไทยต่อวัฒนธรรมพม่า[แก้]

เชลยศึกอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปกรุงอังวะนั้นได้เข้าไปมีอิทธิพลอย่างมากต่อการละครและการเต้นของพม่าในปี พ.ศ. 2332 ข้าหลวงพม่าอันประกอบด้วยเจ้าชายและรัฐมนตรีได้รับมอบหมายให้แปลละครไทยและชวาจากภาษาไทยเป็นภาษาพม่า ด้วยความช่วยเหลือจากศิลปินอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปนั้น ข้าหลวงจึงสามารถแปลวรรณคดีเรื่องสำคัญได้ถึงสองเรื่อง ได้แก่ รามเกียรติ์และ อิเหนา[133]

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย–พม่า[แก้]

มุมมองฝ่ายไทย[แก้]

ในปี พ.ศ. 2460 กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงตีพิมพ์ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งอันยาวนานหลายศตวรรษระหว่างสองประเทศที่มีความเป็นชาตินิยมสูง ชื่อว่า ไทยรบพม่า ซึ่งได้มีอิทธิพลสำคัญต่อการพัฒนามุมมองประวัติศาสตร์ชาติไทย ซึ่งมักพบปรากฏในหนังสือเรียนและวัฒนธรรมสมัยนิยมในมุมมองนี้ ไม่เพียงแต่ชาวพม่าจะถูกมองว่าเป็นพวกป่าเถื่อนและก้าวร้าว แต่ว่าอยุธยาพ่ายแพ้ในสงครามเพราะว่าขาดการเตรียมตัวและเกิดการแตกแยกภายในอีกด้วย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงนำประชาชน อย่างเช่น สมเด็จพระนเรศวรมหาราชและพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงทำสงครามปลดปล่อยชาติจากการครอบงำของข้าศึก[134] และการศึกสมัยโบราณระหว่างผู้ปกครองสองฝ่ายได้กลายมาเป็นสงครามระหว่างชาติไป[135]

ล่าสุด นักวิชาการจำนวนมากขึ้นได้เตือนการมองประวัติศาสตร์คริสต์ศตวรรษที่ 16 และ 18ในกรอบความคิดของคริสต์ศตวรรษที่ 20 นักประวัติศาสตร์ แดเนียล ซีคินส์ เขียนว่า "สงครามไทย-พม่าทั้ง 24 ครั้ง ที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพอธิบายนั้น เป็นสงครามระหว่างพระมหากษัตริย์มากกว่าสงครามระหว่างชาติ" และ "ชาวสยามคนสำคัญในสมัยนั้น รวมทั้งพระราชบิดาของสมเด็จพระนเรศวร สมัครพระทัยยอมรับอำนาจเหนือกว่าของพม่า"[134] นักประวัติศาสตร์อีกคนหนึ่ง เฮเลน เจมส์ เขียนว่า "โดยพื้นฐาน สงครามเหล่านี้เป็นการต่อสู้ช่วงชิงความเป็นใหญ่ในภูมิภาคและในหมู่ราชวงศ์ และไม่ใช่ทั้งความขัดแย้งระหว่างชาติหรือชาติพันธุ์เลย"[136] สุดท้าย ทหารเกณฑ์สยามจำนวนมากมีส่วนในการโจมตีกรุงศรีอยุธยา มุมมองนี้ถูกสะท้อนในวิชาการไทยสมัยใหม่ อย่างเช่น นิธิ เอียวศรีวงศ์ และสุเนตร ชุติธรานนท์[137] สุเนตร เขียนว่า "ทัศนคติแง่ลบที่มีต่อชาวพม่านั้นเกิดขึ้นไม่เพียงแต่เฉพาะผลจากความสัมพันธ์ในอดีตเท่านั้น แต่เป็นผลจากอุบายทางการเมืองของรัฐบาลชาตินิยมมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลทหาร"[135]

อย่างไรก็ตาม มุมมองทางวิชาการสมัยใหม่ยังมิได้แทนที่มุมมองของกรมพระยาดำรงราชานุภาพในหนังสือเรียนหรือวัฒนธรรมสมัยนิยม ซึ่งเป็นการส่งเสริมความรู้สึกเป็นปรปักษ์ในหมู่ประชาชนชาวไทยต่อพม่า ความเป็นปรปักษ์นี้อย่างน้อยผู้นำทางการเมืองของไทยได้แสดงออกมาในนโยบาย "พื้นที่กันชน" ของไทย ซึ่งได้จัดหาที่พัก ซึ่งในหลายโอกาสได้กระตุ้นอย่างแข็งขันและ "ให้การสนับสนุน" กลุ่มเชื้อชาติต่อต้านรัฐบาลพม่าหลายกลุ่มแนวชายแดน[138][139]

มุมมองฝ่ายพม่า[แก้]

เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2497 อู นุ นายกรัฐมนตรีคนแรกของสหภาพพม่า ได้กล่าวขอโทษต่อสาธารณะถึงการกระทำผิดศีลธรรมในอดีตของพม่าระหว่างการเดินทางเยือนกรุงเทพมหานครอย่างเป็นทางการ[140] อย่างไรก็ตาม ชาวพม่าส่วนใหญ่ในปัจจุบันทราบถึงรายละเอียดการขยายอาณาเขตของพระมหากษัตริย์ในอดีตเพียงผิวเผิน ทำให้หลายคนไม่ทราบถึงเหตุผลทางประวัติศาสตร์เบื้องหลังความเป็นปรปักษ์ของไทย และนโยบายพื้นที่กันชนของไทย ชาวพม่าจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ทหาร ไม่เชื่อในการรับประกันของรัฐบาลไทยที่ว่าไทยจะไม่ยินยอมให้มีกิจกรรมใด ๆ อัน "บั่นทอนเสถียรภาพของประเทศเพื่อนบ้าน"[139]

ดูเพิ่ม[แก้]

เชิงอรรถ[แก้]

I. ^ ในหลักฐานของทั้งสองฝ่ายพบว่ามีเวลาที่เสียกรุงแตกต่างกัน หลักฐานไทยกล่าวว่า การเสียกรุงเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310 (เมื่อเทียบกับการนับเวลาทางจันทรคติ)[141]ในพงศาวดารพม่าระบุว่า ทัพพม่าตีเข้าพระนครศรีอยุธยาได้ในเวลาตี 4 กว่า ของวันพฤหัสบดี ขึ้น 11 ค่ำ เดือนเมษายน พุทธศักราช 2310 ตรงกับจุลศักราช 1129[142][143] นอกจากนี้ ยังมีบันทึกอีกว่า พม่าสามารถเข้ากรุงศรีอยุธยาได้ในวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2310[144] ซึ่งสาเหตุที่นับวันแตกต่างกันนี้ อาจเนื่องมาจากนับวันที่ต่างกัน หรือใช้หลักเกณฑ์แตกต่างกันก็เป็นได้

II. ^ ในพงศาวดารไทยและพม่ากล่าวตรงกันว่ามังมหานรธาป่วยไข้ตาย แต่ระบุระยะเวลาตายไม่แน่นอน ส่วนในหนังสือ History of Siam ของ Turpin กล่าวว่า การตายของมังมหานรธามีสาเหตุจากปมความขัดแย้งกับเนเมียวสีหบดี พระเจ้ามังระทรงแต่งตั้ง เมงเย เมงละอูสะนา (เจ้าเมืองเมาะตะมะ) ขึ้นเป็นแม่ทัพแทนมังมหานรธา[145] แต่อำนาจทั้งหมดก็เหมือนกับจะตกอยู่ในมือของเนเมียวสีหบดีแต่เพียงผู้เดียว

III. ^ หม่องทินอ่อง เขียนใน "ประวัติศาสตร์พม่า" ว่า "ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1766 กองทัพพม่าทั้งสองรวบรวมรี้พลได้ประมาณ 50,000 คน พอ ๆ กับที่กษัตริย์อยุธยาทรงรวบรวมได้ที่อยุธยา"[47] ส่วนตัวเลขของเดวิด เค. วัยอาจ ระบุไว้ว่าการป้องกันทางใต้ของอยุธยามีทหารจำนวนมากกว่า 60,000 นาย[3] แต่จำนวนดังกล่าวอาจมิใช่กำลังพลทั้งหมดของอาณาจักรอยุธยาในยามนั้นก็เป็นได้ เพราะอาจยังไม่นับรวมทหารที่เกณฑ์มาจากหัวเมือง หรือรวมทหารซึ่งถูกส่งออกไปรับศึกยังหัวเมืองรอบนอก และทหารอยุธยาอีกไม่ทราบจำนวนที่น่าจะไม่ได้เข้าร่วมรบจริง ๆ

IV. ^ จำนวนกำลังพลในกองทัพพม่าถูกระบุไว้ในจำนวนที่แตกต่างกันไป:ใน ประวัติศาสตร์ไทย ของ พลาดิสัย สิทธิธัญกิจ ระบุไว้ที่ 40,000 นาย (เนเมียวสีหบดีและมังมหานรธาคนละ 20,000 นาย)[146];ใน ประวัติศาสตร์พม่า ของ หม่องทินอ่อง ระบุไว้ที่ 50,000 นาย[47];ใน พงศาวดารฉบับราชวงศ์โก้นบอง ระบุไว้ที่ 73,000 นาย[147];ใน การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐ ของ พลตรี จรรยา ประชิตโรมรัน ระบุไว้ที่ 78,000 นาย[148];ใน คำให้การชาวกรุงเก่า ระบุไว้ที่ 80,000 นาย[149]; ศ. ขจร สุขพานิช ได้ประเมินไว้ที่ 120,000 นาย (ภายใต้เนเมียวสีหบดี 70,000 และภายใต้มังมหานรธา 50,000)[150]

V. ^ ในพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 2 หน้า 299 ได้กล่าวว่า "พม่าเสียรี้พลประมาณสามพันสี่พันนายทั้งป่วยไข้ตาย ชาวเมืองอยุทยาเสียคนประมาณสองแสนเศษ ทั้งตายด้วยอาวุธและป่วยไข้ตาย"[151] ซึ่ง ชัย เรืองศิลป์ ได้ประมาณว่า มีชาวอยุธยาเสียชีวิตจากการอดอาหารตายมากกว่าต้องอาวุธศัตรูถึงห้าหกเท่า[90]

อ้างอิง[แก้]

  1. ชัย เรืองศิลป์. หน้า 3.
  2. 2.0 2.1 Harvey, p. 202
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 3.4 3.5 3.6 Wyatt, p. 118
  4. 4.0 4.1 Htin Aung, p. 184
  5. 5.0 5.1 5.2 5.3 5.4 5.5 5.6 Harvey, p. 250
  6. 6.0 6.1 6.2 6.3 Kyaw Thet, pp. 300–301
  7. Harvey, pp. 250-253
  8. Phayre, pp. 188-189
  9. 9.0 9.1 นิธิ เอียวศรีวงศ์. หน้า 3-5.
  10. 10.0 10.1 10.2 10.3 10.4 จิตรสิงห์ ปิยะชาติ. (2551). กบฏกรุงศรีอยุธยา. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพ:ยิปซีกรุ๊ป.
  11. 11.0 11.1 11.2 11.3 นิธิ เอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี. พ.ศ. 2550. พิมพ์ครั้งที่ 9, กรุงเทพฯ; มติชน.
  12. เดวิด วัยอาจ. Thailand: A Short History. พ.ศ. 2546. พิมพ์ครั้งที่ 2, เชียงใหม่; Silkworm Books.
  13. 13.0 13.1 คริส เบเกอร์, ผาสุก พงษ์ไพจิตร. ประวัติศาสตร์อยุธยา ห้าศตวรรษสู่โลกใหม่. พ.ศ. 2563, กรุงเทพฯ; มติชน.
  14. 14.0 14.1 14.2 14.3 14.4 14.5 14.6 สายชล สัตยานุรักษ์. พุทธศาสนากับแนวคิดทางการเมืองใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ( พ.ศ. 2325-2352). พ.ศ. 2546, กรุงเทพฯ; มติชน.
  15. 15.0 15.1 15.2 กฎหมายตราสามดวง เล่ม ๕. พ.ศ. 2506. พิมพ์ครั้งที่ 1, กรุงเทพฯ; คุรุสภา.
  16. 16.00 16.01 16.02 16.03 16.04 16.05 16.06 16.07 16.08 16.09 16.10 16.11 16.12 16.13 16.14 16.15 16.16 16.17 16.18 16.19 16.20 16.21 16.22 16.23 พระราชพงศาวดารฉบับพระพนรัตน์วัดพระเชตุพน ตรวจสอบชำระจากเอกสารตัวเขียน มูลนิธิ "ทุนพระพุทธยอดฟ้า"ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดพิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศลในการพระราชทานเพลิงศพ พระธรรมปัญญาบดี (ถาวร ติสฺสานุกโร ป.ธ.๔) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม อดีตพระธานกรรมการมูลนิธิ"ทุนพระพุทธยอดฟ้า"ในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิริรนทราวาส วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, ห้องสมุดรัฐสภา. Link
  17. 17.0 17.1 17.2 17.3 17.4 17.5 ภาวรรณ เรืองศิลป์, ดร. Dutch East India Company Merchants at the Court of Ayutthaya: Dutch Perceptions of the Thai Kingdom, Ca. 1604-1765. BRILL, พ.ศ. 2550.
  18. ขจร สุขพานิช. หน้า 269.
  19. ดูเพิ่มที่ พระราชกรณียกิจของพระเจ้าเอกทัศ หรือ สุเนตร ชุตินธรานนท์. หน้า 81-82.
  20. จรรยา ประชิตโรมรัน. หน้า 3.
  21. 21.0 21.1 21.2 21.3 21.4 21.5 21.6 21.7 21.8 กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. พงษาวดารเรื่องเรารบพม่า ครั้งกรุงศรีอยุทธยา. พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนกำแพงเพชรอรรคโยธินทร์ โปรดให้พิมพ์ครั้งแรก ในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าจอมมารดาวาดรัชกาลที่ 5 เมื่อปีวอก พ.ศ. 2463. พิมพ์ที่โรงพิมพ์ไทย ถนนรองเมือง.
  22. 22.00 22.01 22.02 22.03 22.04 22.05 22.06 22.07 22.08 22.09 22.10 22.11 22.12 22.13 22.14 22.15 Phraison Salarak (Thien Subindu), Luang. Intercourse between Burma and Siam as recorded in Hmannan Yazawindawgyi. Bangkok; February 15, 1916.
  23. กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ 6 เรื่อง ไทยรบพม่าครั้งกรุงเก่า. พ.ศ. 2460.
  24. 24.0 24.1 24.2 24.3 พระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค). พงศาวดารโยนก. โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, พ.ศ. 2478.
  25. 25.0 25.1 25.2 ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับ เชียงใหม่ ๗๐๐ ปี. ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ สถาบันราชภัฏเชียงใหม่, พ.ศ. 2538.
  26. ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๑๐. เรื่อง ราชวงษปกรณ์ พงษาวดารเมืองน่าน ฉบับพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช พระเจ้านครน่าน ให้แต่งไว้สำหรับบ้านเมือง. พิมพ์ครั้งแรก ในงานปลงศพพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๖๑. พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร กรุงเทพฯ.
  27. วัลลภา รุ่งศิริแสงรัตน์. หน้า 133.
  28. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) . หน้า 542.
  29. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. หน้า 311.
  30. อนันต์ อมรรตัย. หน้า 167.
  31. สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้า 26.
  32. สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้า 28.
  33. จรรยา ประชิตโรมรัน. หน้า 55.
  34. ดนัย ไชยโยค. หน้า 87.
  35. 35.0 35.1 James, p. 302
  36. Alaungpaya Ayedawbon, pp. 147–148
  37. Harvey, p. 242
  38. 38.0 38.1 38.2 38.3 38.4 Phayre, p. 188
  39. พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์. หน้า 100.
  40. Harvey, pp. 333-335
  41. Phayre, pp. 192-201
  42. Hall, Chapter XI, p. 27
  43. ดนัย ไชยโยค. หน้า 86-87.
  44. นิธิ เอียวศรีวงศ์. หน้า 15-16.
  45. 45.0 45.1 45.2 45.3 45.4 45.5 45.6 ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓๙: เรื่อง จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศกับ ครั้งกรุงธนบุรีแลกรุงรัตนโกสินทรตอนต้น ภาคที่ ๖. มหาอำมาตย์โท หม่อมเจ้าธำรงศิริ พิมพ์ในการบำเพ็ญกุศล อายุครบ ๕๐ ปี พิมพ์ที่โรงพิมพ์ศรีหงส์
  46. คำให้การชาวอังวะ. พิมพ์แจกในงานศพหม่อมเอม ในพระเจ้าบรมวงษ์เธอ กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา พ.ศ. 2458. พิมพ์ที่โรงพิมพ์เจริญผล ถนนเจริญกรุง.
  47. 47.0 47.1 47.2 47.3 หม่องทินอ่อง. หน้า 175.
  48. 48.0 48.1 Myint-U, p. 99
  49. 49.0 49.1 49.2 49.3 Harvey, p. 252
  50. Tarling, p. 38
  51. นิธิ เอียวศรีวงศ์. หน้า 21-25.
  52. สุเนตร ชุตินธรานนท์. หน้า (23).
  53. Steinberg, et al, p. 102
  54. 54.0 54.1 54.2 Wyatt, p. 117
  55. 55.0 55.1 Harvey, p. 251
  56. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. หน้า 346.
  57. สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้า 33.
  58. ๕๓ พระมหากษัตริย์อยุธยา : ธ ครองใจไทยทั้งชาติ. หน้า 247.
  59. สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้า 39-40.
  60. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 39. หน้า 409-414.
  61. ๕๓ พระมหากษัตริย์อยุธยา : ธ ครองใจไทยทั้งชาติ. หน้า 246.
  62. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 39. หน้า 412.
  63. 63.0 63.1 สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้า 44-45.
  64. ประชุมพงศาวดารภาคที่ 39. หน้า 414.
  65. 65.0 65.1 Phayre, p. 189
  66. สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้า 48-49.
  67. สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้า 49-51.
  68. สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้า 51-52.
  69. สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้า 54.
  70. สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้า 56-58.
  71. สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้า 58.
  72. สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้า 61-62.
  73. สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้า 62-65.
  74. สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้า 59-60.
  75. สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้า 67.
  76. จรรยา ประชิตโรมรัน. หน้า 169.
  77. จรรยา ประชิตโรมรัน. หน้า 91.
  78. สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้า 53.
  79. กรุงธนบุรี[ลิงก์เสีย]. สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 24. สืบค้น 19-8-2554.
  80. นิธิ เอียวศรีวงศ์. หน้า 28.
  81. Christopher John Baker, Pasuk Phongpaichit. หน้า 22.
  82. นิธิ เอียวศรีวงศ์. หน้า 25-27.
  83. James, p. 303
  84. Phayre, p. 190
  85. Vandenberg, Tricky (February 2010). "Phet Fortress". Historical Sites – Ayutthaya Historical Park – History of Ayutthaya. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 December 2010.
  86. 86.0 86.1 หลวงประเสริฐอักษรนิติ์, ร.ศ. 120 : 1-2.
  87. ประชุมพงศาวดารฉบับหอสมุดแห่งชาติเล่ม 9. หน้า 420.
  88. พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์. หน้า 121-122.
  89. 89.0 89.1 Christopher John Baker, Pasuk Phongpaichit. หน้า 23.
  90. 90.0 90.1 ชัย เรืองศิลป์. หน้า 1.
  91. ขจร สุขพานิช. หน้า 270.
  92. หม่องทินอ่อง. หน้า 176.
  93. 93.0 93.1 Wyatt, p. 122
  94. Tarling, p. 236
  95. Htin Aung, pp. 181-183
  96. 96.0 96.1 ชัย เรืองศิลป์. หน้า 2.
  97. ชัย เรืองศิลป์. หน้า 4.
  98. ชัย เรืองศิลป์. หน้า 16.
  99. สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้า 1.
  100. สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้า 3.
  101. สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้า 4.
  102. สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้า 7.
  103. สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้า 8-9.
  104. สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้า 16.
  105. สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้า 18-19.
  106. สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้า 6-8.
  107. สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้า 18-20.
  108. สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้า 31.
  109. 109.0 109.1 นิธิ เอียวศรีวงศ์. หน้า 17.
  110. นิธิ เอียวศรีวงศ์. หน้า 17-18.
  111. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. หน้า 311-314.
  112. 112.0 112.1 นิธิ เอียวศรีวงศ์. หน้า 10.
  113. นิธิ เอียวศรีวงศ์. หน้า 13-14.
  114. สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้า 9-10.
  115. พิเศษ เจียจันทร์พงษ์. หน้า 35.
  116. นิธิ เอียวศรีวงศ์. หน้า 3.
  117. สุเนตร ชุตินธรานนท์. หน้า 1.
  118. สุเนตร ชุตินธรานนท์. หน้า (17).
  119. 119.0 119.1 สองกษัตริย์สุดท้าย เก็บถาวร 2009-07-13 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน วิชาการ.คอม
  120. 120.0 120.1 เทพมนตรี ลิมปพยอม.
  121. สุเนตร ชุตินธรานนท์. หน้า 78.
  122. ลำจุล ฮวบเจริญ. หน้า 30.
  123. นิธิ เอียวศรีวงศ์. หน้า 23.
  124. นิธิ เอียวศรีวงศ์. หน้า 24.
  125. สุเนตร ชุตินธรานนท์. หน้า 2.
  126. Harvey, p. 264
  127. Lieberman, p. 185
  128. จรรยา ประชิตโรมรัน. หน้า 128.
  129. นิธิ เอียวศรีวงศ์. หน้า 22.
  130. ดนัย ไชยโยค. หน้า 88.
  131. กรมศิลปากร. หน้า 174.
  132. มหาราชวงศ์ ฉบับหอแก้ว
  133. Brandon, p. 27
  134. 134.0 134.1 Seekins, p. 441
  135. 135.0 135.1 Min Zin, the Irrawaddy
  136. James, pp. 301-303
  137. Pamaree, pp. 5-8
  138. Myint-U, p. 299, p. 308
  139. 139.0 139.1 Aung Lwin Oo, the Irrawaddy
  140. Hall, Chapter XX, p. 54
  141. ประเสริฐ ณ นคร. วารสารราชบัณฑิตยสถาน. สืบค้นเมื่อ 14-12-2552.
  142. สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้าที่ 68.
  143. จรรยา ประชิตโรมรัน. หน้า 190.
  144. M.L. Manich Jumsai. p. 284.
  145. จรรยา ประชิตโรมรัน. หน้า 175.
  146. พลาดิสัย สิทธิธัญกิจ. หน้า 854.
  147. สุเนตร ชุตันธรานนท์. หน้า 40.
  148. จรรยา ประชิตโรมรัน. หน้า 50-51, 75-76 และ 80-81.
  149. สุเนตร ชุตินธารานนท์. หน้า (18).
  150. สุเนตร ชุตินธารานนท์. หน้า 86-87.
  151. จรรยา ประชิตโรมรัน. หน้า 173.

บรรณานุกรม[แก้]

  • Aung Lwin Oo (13 October 2005). "The Shadow of 1767: Old enmities still weigh on Thai-Burmese relationship". The Irrawaddy. The Irrawaddy Media Group. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-03-14. สืบค้นเมื่อ 2011-07-12.
  • Baker, Chris, Christopher John Baker, Pasuk Phongpaichit (2009). A history of Thailand (2 ed.). Cambridge University Press. ISBN 0521767687, 9780521767682. {{cite book}}: ตรวจสอบค่า |isbn=: ตัวอักษรไม่ถูกต้อง (help)
  • Brandon, James R (1967). Theatre in Southeast Asia. Harvard College. ISBN 0-674-87587-7.
  • Dai, Yingcong (2004). "A Disguised Defeat: The Myanmar Campaign of the Qing Dynasty". Modern Asian Studies. Cambridge University Press.
  • Hall, D.G.E. (1960). Burma (3rd ed.). Hutchinson University Library. ISBN 978-1406735031.
  • Harvey, G. E. (1925). History of Burma: From the Earliest Times to 10 March 1824. London: Frank Cass & Co. Ltd.
  • Htin Aung, Maung (1967). A History of Burma. New York and London: Cambridge University Press.
  • James, Helen (2004). "Burma-Siam Wars and Tenasserim". ใน Keat Gin Ooi (บ.ก.). Southeast Asia: a historical encyclopedia, from Angkor Wat to East Timor, Volume 2. ABC-CLIO. ISBN 1576077705.
  • Kyaw Thet (1962). History of Union of Burma (ภาษาพม่า). Yangon: Yangon University Press.
  • Letwe Nawrahta and Twinthin Taikwun (c. 1770). Hla Thamein (บ.ก.). Alaungpaya Ayedawbon (ภาษาพม่า) (1961 ed.). Ministry of Culture, Union of Burma.
  • Lieberman, Victor B. (2003). Strange Parallels: Southeast Asia in Global Context, c. 800–1830, volume 1, Integration on the Mainland. Cambridge University Press. ISBN 978-0-521-80496-7.
  • Min Zin (August 2000). "Ayutthaya and the End of History:Thai views of Burma revisited". The Irrawaddy. The Irrawaddy Media Group. 8 (8). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-02-10. สืบค้นเมื่อ 2011-07-12.
  • Myint-U, Thant (2006). The River of Lost Footsteps--Histories of Burma. Farrar, Straus and Giroux. ISBN 978-0-374-16342-6, 0-374-16342-1. {{cite book}}: ตรวจสอบค่า |isbn=: ตัวอักษรไม่ถูกต้อง (help)
  • Pamaree, Surakiat (March 2006). "The Changing Nature of Conflict between Burma and Siam as seen from the Growth and Development of Burmese States from the 16th to the 19th Centuries" (PDF). Asia Research Institute. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2015-07-02. สืบค้นเมื่อ 2011-07-12. {{cite journal}}: Cite journal ต้องการ |journal= (help)
  • Phayre, Lt. Gen. Sir Arthur P. (1883). History of Burma (1967 ed.). London: Susil Gupta.
  • Seekins, Donald M. (2006). Historical dictionary of Burma (Myanmar), vol. 59 of Asian/Oceanian historical dictionaries. Vol. 59 (Illustrated ed.). Sacredcrow Press. ISBN 9780810854765.
  • Steinberg, David Joel (1987). David Joel Steinberg (บ.ก.). In Search of South-East Asia. Honolulu: University of Hawaii Press.
  • Tarling, Nicholas (2000). The Cambridge History of South-East Asia, Volume 1, Part 2 from c. 1500 to 1800 (reprint ed.). Cambridge University Press. ISBN 0521663709, 9780521663700. {{cite book}}: ตรวจสอบค่า |isbn=: ตัวอักษรไม่ถูกต้อง (help)
  • Wyatt, David K. (2003). History of Thailand (2 ed.). Yale University Press. ISBN 0300084757, 9780300084757. {{cite book}}: ตรวจสอบค่า |isbn=: ตัวอักษรไม่ถูกต้อง (help)
  • M.L. Manich Jumsai. Paular History of Thailand. Bangkok : Chalerm-nit, 1972.
  • สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. ไทยรบกับพม่าฉบับรวมเล่ม. พระนคร : ศิลปาบรรณาคาร, 2524.
  • กรมศิลปากร. คำให้การของชาวกรุงเก่า คำให้การของขุนหลวงหาวัด และพระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประดิษฐ์อักษรนิติ. [ม.ป.ท.] : คลังภาษา, 2515.
  • พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์. สามกรุง. พระนคร : คลังวิทยา, 2511.
  • ขจร สุขพานิช. ข้อมูลประวัติศาสตร์ : สมัยบางกอก. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2531.
  • จรรยา ประชิตโรมรัน. การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2547.
  • ชัย เรืองศิลป์. ประวัติศาสตร์ไทยสมัย พ.ศ. ๒๓๕๒-๒๔๕๓ ด้านเศรษฐกิจ. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2541.
  • ดนัย ไชยโยค. (2550). ประวัติศาสตร์ไทย: ยุคอาณาจักรอยุธยา. โอ. เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์.
  • เทพมนตรี ลิมปพยอม. "เกร็ดความรู้คราวเสียกรุง". สยามอารยะ. ปีที่ 2 ฉบับที่ 16 ประจำเดือนเมษายน พ.ศ. 2537.
  • นิธิ เอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี. กรุงเทพฯ : มติชน, 2550.
  • บูญเทียม พลายชมภู. พม่า ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2548.
  • ประชุมพงศาวดารฉบับหอสมุดแห่งชาติเล่ม 9. พระนคร : ก้าวหน้า, 2508.
  • ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 39. [ม.ป.ท.] : [ม.ป.พ.], 2508.
  • ประพิณ ออกเวหา. อยุธยาเมืองเก่าของเราแต่ก่อน. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดบุ๊ค, 2546.
  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) . [ม.ป.ท.] : [ม.ป.พ.], [ม.ป.ป.].
  • พลาดิสัย สิทธิธัญกิจ. ประวัติศาสตร์ไทย. [ม.ป.ท.] : ตถาตา พับลิเคชั่น, 2547.
  • พิเศษ เจียจันทร์พงษ์. พระมหาธรรมราชากษัตราธิราช. กรุงเทพฯ : มติชน, 2546. ISBN 974-322-818-7
  • ลำจุล ฮวบเจริญ. เกร็ดพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : The Knowledge Center, 2548. ISBN 974-9517-04-0
  • วัลลภา รุ่งศิริแสงรัตน์. บรรพบุรุษไทย: สมัยอยุธยา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2545.
  • สุเนตร ชุตินธรานนท์. สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ( พ.ศ. ๒๓๑๐) : ศึกษาจากพงศาวดารพม่า ฉบับราชวงศ์คองบอง. กรุงเทพฯ : สยาม, 2541.
  • หม่องทินอ่อง. ประวัติศาสตร์พม่า. เพ็ชรี สุมิตร แปล. [ม.ป.ท.] : มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย, 2548.
  • หลวงประเสริฐอักษรนิติ์. (ร.ศ. 120). หนังสือพระราชพงศาวดาร เล่ม 3. พระนคร : โรงพิมพ์พิศาลบรรณนิติ์.
  • อนันต์ อมรรตัย. คำให้การชาวกรุงเก่า. กรุงเทพฯ : จดหมายเหตุ, 2510. ISBN 9748789578
  • อาทร จันทวิมล. ประวัติของแผ่นดินไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2537. ISBN 974-584-663-5
  • ๕๓ พระมหากษัตริย์ไทย : ธ ครองใจไทยทั้งชาติ. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2543. ISBN 9742777519