จังหวัดนครสวรรค์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สำหรับนครสวรรค์ ในความหมายอื่น ดูที่ นครสวรรค์ (แก้ความกำกวม)
จังหวัดนครสวรรค์
ตราประจำจังหวัดนครสวรรค์
ตราประจำจังหวัด
เมืองสี่แคว แห่มังกร พักผ่อนบึงบอระเพ็ด ปลารสเด็ดปากน้ำโพ
ข้อมูลทั่วไป
ชื่ออักษรไทย นครสวรรค์
ชื่ออักษรโรมัน Nakhon Sawan
ชื่อไทยอื่น ๆ เมืองสี่แคว, ปากน้ำโพ, เมืองพระบาง, เมืองชอนตะวัน
ผู้ว่าราชการ นายชยพล ธิติศักดิ์[1]
(ตั้งแต่ พ.ศ. 2558)
ISO 3166-2 TH-60
ต้นไม้ประจำจังหวัด เสลา
ดอกไม้ประจำจังหวัด เสลา
ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 9,597.677 ตร.กม.[2]
(อันดับที่ 19)
ประชากร 1,072,756 คน[3] (พ.ศ. 2557)
(อันดับที่ 20)
ความหนาแน่น 111.77 คน/ตร.กม.
(อันดับที่ 46)
ศูนย์ราชการ
ที่ตั้ง ศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์ ถนนสวรรค์วิถี ตำบลนครสวรรค์ตก อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ 60000
โทรศัพท์ (+66) 0 5622 7001
โทรสาร (+66) 0 5622 0262
เว็บไซต์ จังหวัดนครสวรรค์
แผนที่
 
แผนที่ประเทศไทย เน้นจังหวัดนครสวรรค์

สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

จังหวัดนครสวรรค์ เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ระหว่างตอนล่างของภาคเหนือและตอนบนของภาคกลาง มีพื้นที่ประมาณ 9,597 ตารางกิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของภาคเหนือรองจากเชียงใหม่นับเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญในทางประวัติศาสตร์อีกจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย มีพื้นที่ติดต่อกับหลายจังหวัด ได้แก่ ด้านเหนือ ติดต่อกับจังหวัดพิจิตรและกำแพงเพชร ทางตะวันออกติดกับจังหวัดเพชรบูรณ์และลพบุรี ด้านใต้ติดกับจังหวัดสิงห์บุรี ชัยนาท และอุทัยธานี ส่วนด้านตะวันตกติดกับจังหวัดตาก

สัญลักษณ์ประจำจังหวัด[แก้]

ประวัติศาสตร์[แก้]

นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่านครสวรรค์มีชื่อปรากฏมาตั้งแต่ก่อนสุโขทัยเป็นราชธานี มีชื่อในศิลาจารึกของสุโขทัย โดยเรียกว่า เมืองพระบาง เป็นเมืองหน้าด่านที่สำคญในการทำศึกสงคราม ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี กระทั่งถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ภายหลังเรียกชื่อว่า เมืองชอนตะวัน และเปลี่ยนเป็น นครสวรรค์ ในที่สุด แต่ชาวบ้านโดยทั่วไปเรียกกันว่า เมืองปากน้ำโพ ในประวัติศาสตร์มีหลักฐานทางโบราณคดีบ่งชี้ว่า นครสวรรค์ เคยเป็นเมืองเกษตรกรรมมาตั้งแต่ยุคต้นประวัติศาสตร์ เป็นศูนย์กลางของการคมนาคม เป็นที่ตั้งของกลุ่มชนชาวจีนที่มาทำมาค้าขายระหว่างประเทศ

เมืองพระบางเป็นเมืองโบราณในสมัยสุโขทัยคู่กับเมืองคนที โดยตัวเมืองพระบางอยู่ที่เมืองนครสวรรค์เก่า ส่วนเมืองคนทีสันนิษฐานว่าอยู่ที่บ้านโคน ริมฝั่งแม่น้ำปิง จังหวัดกำแพงเพชร จากข้อมูลในศิลาจารึกสมัยสุโขทัย เมืองพระบางถูกผนวกรวมกันเข้ากับอาณาจักรสุโขทัยในสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์และตั้งตัวเป็นอิสระเมื่อสิ้นสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และถูกผนวกรวมอีกครั้งในสมัยพระยาลิไท พระองค์ได้ประดิษฐานพระพุทธบาทพร้อมทั้งศิลาจารึกวัดเขากบไว้ที่เขากบ เมืองพระบาง ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดนครสวรรค์ ในสมัยพระมหาธรรมราชาไสลือไทที่ประกาศให้สุโขทัยเป็นเอกราชได้รวมเมืองพระบางไว้ในอาณาเขตด้วย

เมื่ออำนาจของกรุงศรีอยุธยากล้าแข็งขึ้น เมืองพระบางจึงไปขึ้นกับกรุงศรีอยุธยาในที่สุด มีหลักฐานในตำนานมูลศาสนาว่าพระญาณคัมภีร์ขอที่สร้างวัดในอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 1972 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ไม่อนุญาตจึงมาขอที่ที่เมืองพระบาง เจ้าเมืองพระบางไม่ยกที่ให้ อ้างว่าเป็นข้าขอบขัณฑสีมาของอยุธยา เมื่ออยุธยาไม่ให้ ทางเมืองพระบางก็ให้ไม่ได้[4]

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองส่วนภูมิภาค นครสวรรค์ได้เป็นที่ตั้งมณฑลนครสวรรค์ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 มณฑลที่ตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2438 มณฑลนครสวรรค์ครอบคลุม 8 เมืองคือ นครสวรรค์ ชัยนาท อุทัยธานี พยุหคีรี มโนรมย์ สรรค์บุรี กำแพงเพชร และ ตาก โดยมีพระยาดัสกรปลาศ (ทองอยู่ โลหิตเสถียร) เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลคนแรก

ในการจัดตั้งมณฑลนครสวรรค์ ได้รวมเอาหัวเมืองทางแม่น้ำเจ้าพระยาตอนเหนือขึ้นไปจนถึงแม่น้ำปิงเข้าด้วยกัน 8 เมือง คือเมืองชัยนาท เมืองสรรคบุรี เมืองมโนรมย์ เมืองอุทัยธานี เมืองพยุหะคีรี เมืองนครสวรรค์ เมืองกำแพงเพชร และเมืองตาก ตั้งที่ว่าการมณฑลอยู่ที่เมืองนครสวรรค์ การจัดรูปปกครองในลักษณะมณฑลได้ดำเนินการ มาจนถึง พ.ศ. 2475 จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ยุบมณฑลและระเบียบเทศาภิบาลของเก่าไปให้คงไว้แต่หัวเมืองและอำเภอ โดยให้ทุกเมืองมีฐานะเท่าเทียมกัน ปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อเจ้ากระทรวง และรับคำสั่งจากเจ้ากระทรวงโดยตรง

ปากน้ำโพ[แก้]

ปากน้ำโพ

บ้างเล่าว่าที่เรียกว่า "ปากน้ำโพ" ก็คือว่าเป็นบริเวณที่แม่น้ำปิง และน่านมาบรรจบกัน จึงเรียกว่า "ปากน้ำโผล่" และเพี้ยนมาเป็น "ปากน้ำโพ" ส่วนอีกตำรากล่าวว่า เป็นปากน้ำของแม่น้ำโพ (คือแม่น้ำน่านในปัจจุบัน) ที่ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำปิง จึงเรียกว่า ปากน้ำโพ ดังเช่น ปากยม ปากชม ปากลัด และปากน้ำอื่น ๆ

ภูมิประเทศ[แก้]

สภาพภูมิประเทศของจังหวัดนครสวรรค์อยู่ในดินแดนของลุ่มน้ำ เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสายหลักของภาคกลาง นั่นคือ แม่น้ำเจ้าพระยา อันเป็น การไหลบรรจบของแม่น้ำสี่สายจากภาคเหนือ ได้แก่ แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม และแม่น้ำน่าน ด้วยเหตุนี้ จังหวัดนครสวรรค์จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เมืองสี่แคว นอกจากนี้ยังมีภูเขาขนาดย่อมกระจัดกระจายในอำเภอต่าง ๆ

ภูมิอากาศ[แก้]

จังหวัดนครสวรรค์ตั้งอยู่ในเขตร้อนแบบมรสุม

ข้อมูลภูมิอากาศของจังหวัดนครสวรรค์
เดือน ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ทั้งปี
อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย °C (°F) 32.2
(90)
34.8
(94.6)
36.8
(98.2)
38.1
(100.6)
35.9
(96.6)
34.6
(94.3)
34.0
(93.2)
33.3
(91.9)
32.5
(90.5)
32.1
(89.8)
31.5
(88.7)
31.0
(87.8)
33.9
(93.02)
อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย °C (°F) 18.1
(64.6)
21.7
(71.1)
24.1
(75.4)
25.7
(78.3)
25.4
(77.7)
25.0
(77)
24.5
(76.1)
24.3
(75.7)
24.0
(75.2)
23.6
(74.5)
21.3
(70.3)
18.2
(64.8)
22.99
(73.39)
หยาดน้ำฟ้า มม (นิ้ว) 9.8
(0.386)
14.9
(0.587)
30.0
(1.181)
60.9
(2.398)
138.7
(5.461)
117.1
(4.61)
134.1
(5.28)
194.9
(7.673)
231.6
(9.118)
144.4
(5.685)
35.3
(1.39)
7.3
(0.287)
1,119
(44.055)
วันที่มีหยาดน้ำฟ้าโดยเฉลี่ย 1 2 3 5 12 14 16 18 18 14 4 1 108
แหล่งที่มา: กรมอุตุนิยมวิทยา

หน่วยการปกครอง[แก้]

ตัวเมืองนครสวรรค์

การปกครองแบ่งออกเป็น 15 อำเภอ 130 ตำบล 1328 หมู่บ้าน

  1. อำเภอเมืองนครสวรรค์
  2. อำเภอโกรกพระ
  3. อำเภอชุมแสง
  4. อำเภอหนองบัว
  5. อำเภอบรรพตพิสัย
  6. อำเภอเก้าเลี้ยว
  7. อำเภอตาคลี
  8. อำเภอท่าตะโก
  9. อำเภอไพศาลี
  10. อำเภอพยุหะคีรี
  11. อำเภอลาดยาว
  12. อำเภอตากฟ้า
  13. อำเภอแม่วงก์
  14. อำเภอแม่เปิน
  15. อำเภอชุมตาบง
 แผนที่

หน่วยงานราชการทหาร[แก้]

  1. มณฑลทหารบกที่ 31
  2. จังหวัดทหารบกนครสวรรค์
  3. ศูนย์การฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 31
  4. กรมทหารราบที่ 4
  5. กรมทหารราบที่ 4 กองพันทหารราบที่ 2 (ทหารเสือพระสุริโยไท)
  6. กองพันทหารช่างที่ 4
  7. กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 4
  8. กองคลังแสง กรมสรรพาวุธทหารบก จังหวัดนครสวรรค์
  9. โรงงานวัตถุระเบิดทหาร กรมอุตสาหกรรมทหารบก
  10. กองบิน 4 (ตาคลี) กองทัพอากาศ

ประชากรในจังหวัด[แก้]

      หมายถึงจำนวนประชากรได้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน
      หมายถึงจำนวนประชากรได้ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
อันดับ
(ปีล่าสุด)
อำเภอ พ.ศ. 2557[5] พ.ศ. 2556[6] พ.ศ. 2555[7] พ.ศ. 2554[8] พ.ศ. 2553[9] พ.ศ. 2552[10] พ.ศ. 2551[11]
1 เมืองนครสวรรค์ 243,170 241,915 241,430 240,347 241,273 240,555 240,182
2 ตาคลี 110,384 110,931 111,260 111,484 112,436 113,005 113,664
3 ลาดยาว 88,722 89,592 89,835 89,991 90,269 90,217 90,510
4 บรรพตพิสัย 87,546 87,612 87,547 87,475 87,586 87,476 87,658
5 ไพศาลี 72,482 72,394 72,347 72,289 71,803 71,568 71,336
6 หนองบัว 70,163 70,255 70,379 70,242 70,278 70,172 70,550
7 ท่าตะโก 67,614 67,590 67,664 67,612 67,676 67,642 67,903
8 ชุมแสง 65,777 66,054 66,063 66,045 66,359 66,506 66,723
9 พยุหะคีรี 62,159 62,321 62,508 62,443 62,338 62,320 62,360
10 แม่วงก์ 53,290 53,196 53,210 53,106 52,775 52,816 52,712
11 ตากฟ้า 40,774 40,774 40,781 40,583 40,541 40,640 40,688
12 โกรกพระ 35,993 36,003 35,970 36,008 36,068 36,027 36,255
13 เก้าเลี้ยว 34,830 34,852 34,828 34,825 34,952 34,933 34,854
14 แม่เปิน 20,759 20,621 20,555 20,416 20,331 20,259 20,162
15 ชุมตาบง 19,093 18,996 18,970 18,820 18,810 18,732 18,682
รวม 1,072,756 1,073,142 1,073,347 1,071,686 1,073,495 1,072,868 1,074,239

สถานที่สำคัญ[แก้]

การศึกษา[แก้]

โรงเรียน[แก้]

ระดับอาชีวศึกษา[แก้]

ระดับอุดมศึกษา[แก้]

เศรษฐกิจ[แก้]

จังหวัดนครสวรรค์เป็นศูนย์กลางการคมนาคมในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน เพราะเป็นชุมทางของคมนาคมที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นถนน รถไฟ หรือทางน้ำ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของท่าข้าวกำนันทรง ซึ่งเป็นตลาดกลางค้าข้าวแห่งแรกของประเทศไทย เป็นจังหวัดที่เจริญเป็นอันดับที่ 12 ของประเทศไทย ข้อมูลจากรายชื่อเมืองใหญ่ของประเทศไทยเรียงตามจำนวนประชากร

บุคคลสำคัญ[แก้]

นักร้อง / นักแสดง

นางงาม

พระเกจิอาจารย์

นักการเมือง

นักเขียน

นักกีฬา

ผู้ประกาศข่าว

อื่นๆ

อ้างอิง[แก้]

  1. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2558/E/038/3.PDF
  2. ศูนย์สารสนเทศเพื่อการบริหารและงานปกครอง. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ข้อมูลการปกครอง." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.dopa.go.th/padmic/jungwad76/jungwad76.htm [ม.ป.ป.]. สืบค้น 18 เมษายน 2553.
  3. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2557." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://stat.bora.dopa.go.th/stat/pk/pk_57.pdf 2558. สืบค้น 1 มีนาคม 2558.
  4. ประเสริฐ ณ นคร. พระบาง ในประวัติศาสตร์เบ็ดเตล็ด. กทม. มติชน. 2549 หน้า 244 - 245
  5. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2557." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://stat.bora.dopa.go.th/stat/pk/pk_57.pdf 2558. สืบค้น 1 มีนาคม 2558.
  6. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักทะเบียนกลาง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเนกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๖, เล่ม ๑๓๑, ตอน ๔๑ ง , ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗, หน้า ๑
  7. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2555." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://stat.bora.dopa.go.th/stat/y_stat55.html 2555. สืบค้น 3 เมษายน 2556.
  8. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://stat.bora.dopa.go.th/stat/y_stat54.html 2555. สืบค้น 6 เมษายน 2555.
  9. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2553." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://stat.dopa.go.th/stat/y_stat53.html 2553. สืบค้น 30 มกราคม 2554.
  10. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552."203.113.86.149/stat/y_stat.htmlสืบค้น 30 มีนาคม 2553
  11. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.dopa.go.th/stat/y_stat51.html 2552. สืบค้น 30 มกราคม 2552.

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

พิกัดภูมิศาสตร์: 15°42′N 100°04′E / 15.7°N 100.07°E / 15.7; 100.07