กัญชาในประเทศไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

กัญชาในประเทศไทยขึ้นทะเบียนเป็นสารเสพติดประเภท 5 ภายใต้พระราชบัญญัติยาเสพติด พ.ศ. 2522 และไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีกฎหมายกัญชาทางการแพทย์

ประวัติศาสตร์[แก้]

ดูเหมือนมีการนำกัญชาเข้าสู่ประเทศไทยจากประเทศอินเดีย โดยอ้างหลักฐานจากความคล้ายของชื่อไทยกับคำว่า गांजा (ganja) ในภาษาฮินดี[1] เดิมกัญชาใช้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นส่วนประกอบอาหาร เครื่องเทศ ยาและเป็นแหล่งของเส้นใย[2]

กัญชาเป็นสมุนไพรพื้นบ้านหลายศตวรรษก่อนถูกห้ามในคริสต์ทศวรรษ 1930 ทราบกันว่าผู้ใช้แรงงานใช้กัญชาเป็นยาคลายกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าใช้เพื่อบรรเทาการเจ็บครรภ์ของหญิงได้[3]

พระราชบัญญัติกัญชา พ.ศ. 2477 กำหนดให้การครอบครอง ขายและใช้กัญชาเป็นความผิดตามกฎหมาย[4] กฎหมายอีกสองฉบับที่มีความสำคัญ ได้แก่ พระราชบัญญัติยาเสพติด พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518[5]

การวางระเบียบ[แก้]

บทลงโทษ[แก้]

การครอบครอง การเพาะปลูกและการขนส่ง (นำเข้า/ส่งออก) กัญชาขนาดไม่เกิน 10 กิโลกรัมอาจมีโทษสูงสุดจำคุก 5 ปี หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ การครอบครอง การเพาะปลูกและการขนส่งกัญชาตั้งแต่ 10 กิโลกรัมขึ้นไปมีโทษจำคุก 2 ถึง 15 ปี หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับผู้ที่ถูกจับฐานครอบครองกัญชาปริมาณเล็กน้อยมักได้รับโทษปรับมากกว่าจำคุก ตำรวจยาเสพติดมองว่ายาบ้า (เมตแอมเฟตามีน) เป็นปัญหาร้ายแรงกว่า[2]

การบังคับใช้[แก้]

พบว่ากัญชามีขายอย่างเปิดเผยในบาร์และร้านอาหารในบางพื้นที่ของประเทศ[6] ในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่านพบกัญชาได้ทั่วไป ธุรกิจขายสินค้า "ความสุข" ซึ่งบรรจุกัญชา ผู้ค้ากัญชาบางครั้งทำงานกับตำรวจซึ่งไปรีดไถเอาสินบนกับลูกค้า กระนั้น นักท่องเที่ยวหลายคนลงเอยด้วยโทษจำคุกแม้ประเทศมีทัศนะผ่อนปรนต่อกัญชา[7]

กัญชาทางการแพทย์[แก้]

สภานิติบัญญัติแห่งชาติเห็นชอบกัญชาทางการแพทย์เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2561 นับเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีกฎหมายดังกล่าว[8]

พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ จัดกัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๕ แต่อนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์เพื่อการดูแลรักษาผู้ป่วยและการศึกษาวิจัยได้[9] เนื่องจากปัจจุบันหลายประเทศได้มีการนำสารสกัดจากกัญชามาใช้เป็นผลิตภัณฑ์รักษาโรคหลายชนิด มีการศึกษาวิจัยที่สนับสนุนถึงประโยชน์และโทษของกัญชาพบว่าสารประกอบ cannabinoids ที่อยู่ในกัญชาสามารถใช้ในการรักษาโรคได้ โดยสารที่ออกฤทธิ์หลักที่นำมาใช้ในทางการแพทย์ คือ delta-9-Tetrahydrocannabinol (THC) ที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท และ cannabidiol (CBD) ซึ่งไม่มีฤทธิ์เสพติด สารประกอบ cannabinoids ออกฤทธิ์ผ่าน cannabinoid receptor หลัก 2 ชนิด คือ CB1 receptor ซึ่งพบมากในสมอง มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจ ความจำ ความเข้าใจ อารมณ์ การรับรู้ความเจ็บปวดและการเคลื่อนไหว ส่วน CB2 receptor พบที่ระบบภูมิคุ้มกันและระบบประสาทส่วนปลาย ม้าม ทอนซิล ต่อมไทมัส กระดูก ผิวหนัง และเลือด ในร่างกายสามารถสร้าง endocannabinoid ซึ่งเป็น cannabinoidsธรรมชาติ พบว่า endocannabinoids ส่งผลเกี่ยวข้องกับการทำงานของร่างกาย อาทิ ความจำ อารมณ์ ความอยากอาหาร การนอนหลับ ความปวด การติดยา และการอักเสบ รวมถึงอาจมีบทบาทในการป้องกันที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมอง ระบบ metabolism ของร่างกาย อาทิ lipolysis, glucose metabolism และ energy balance [10]

การใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ได้ประโยชน์ในภาวะโรคดังต่อไปนี้

  1. ภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด (chemotherapy induced nausea and vomiting)
  2. โรคลมชักที่รักษายาก และโรคลมชักที่ดื้อต่อยารักษา (intractable epilepsy)
  3. ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง (spasticity) ในผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (multiple sclerosis)
  4. ภาวะปวดประสาท (neuropathic pain)

การใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์อาจได้ประโยชน์ในภาวะโรคดังต่อไปนี้

  1. ผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง (palliative care)
  2. ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย (end-state cancer)
  3. โรคพาร์กินสัน
  4. โรคอัลไซเมอร์
  5. โรควิตกกังวล (generalized anxiety disorders)
  6. โรคปลอกประสาทอักเสบ (demyelinating diseases) อื่นๆ อาทิ neuromyelitis optica และ autoimmune encephalitis

สำหรับกรณีการใช้กัญชารักษามะเร็งยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการที่สรุปว่ากัญชารักษามะเร็งได้ การใช้กัญชารักษามะเร็งและโรคอื่นๆนอกเหนือจากที่กล่าวมายังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย มีความจำเป็นต้องศึกษาวิจัยถึงประสิทธิผลของกัญชาในหลอดทดลอง ความปลอดภัยและประสิทธิผลในสัตว์ทดลอง ก่อนการศึกษาวิจัยในคนอีกหลายขั้นตอน เนื่องจากในปัจจุบันข้อมูลทางวิชาการที่สนับสนุนว่ากัญชามีประโยชน์ในการรักษาโรคมะเร็งชนิดต่างๆยังมีไม่เพียงพอ ดังนั้นผู้ป่วยโรคมะเร็งควรได้รับการรักษาตามวิธีมาตรฐานทางการแพทย์ในปัจจุบัน หากเลือกใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์กัญชาในการรักษาโรคมะเร็งเพียงอย่างเดียวแล้ว อาจทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาสในการรักษามะเร็งที่มีประสิทธิผลด้วยวิธีมาตรฐานได้[11]

อ้างอิง[แก้]

  1. Martin, Marie Alexandrine (January 1975). "Ethnobotanical Aspects of Cannabis in Southeast Asia". In Rubin, Vera. Cannabis and Culture. Mouton Publishers. pp. 63–76. ISBN 9027976694. สืบค้นเมื่อ 2018-12-12.
  2. 2.0 2.1 Blair, Eric (2001-07-11). "History of Marijuana Use and Anti-Marijuana Laws in Thailand". Thailand Law Forum. สืบค้นเมื่อ 2018-12-12.
  3. Kapoor, Kanupriya; Thepgumpanat, Panarat (2018-12-12). "Weeding out foreigners: strains over Thailand's legalization of marijuana". Reuters. สืบค้นเมื่อ 2018-12-12.
  4. "พระราชบัญญัติกันชา พุทธศักราช ๒๔๗๗" (PDF). Royal Thai Government Gazette. 52: 339–343. 5 May 1935. สืบค้นเมื่อ 6 December 2016.
  5. "Criminal Drug Offences in Thailand". Siam Legal. สืบค้นเมื่อ 2018-12-12.
  6. "Best Places To Smoke Or Buy Weed In Thailand". stonercircle.net.แม่แบบ:DL
  7. Rodgers, Greg (2018-05-22). "Drugs in Thailand". tripsavvy. สืบค้นเมื่อ 2018-12-12.
  8. Paddock, Richard C. (26 December 2018). "Thailand to Allow Medical Marijuana, a First in Southeast Asia". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 26 December 2018.
  9. สรุปสาระสำคัญกฎหมายเกี่ยวกับการใช้กัญชาทางการแพทย์ 2562
  10. กัญชาทางการแพทย์
  11. ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ใช้รักษาโรคอะไรได้บ้าง