ข้ามไปเนื้อหา

ระนาด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ระนาด
ระนาดเอก (ไม้)
เครื่องกระทบ
ชื่ออื่น
  • ราด (ไทยโบราณ)
  • พาทย์ (ไทยถิ่นเหนือ)
ประเภท ไซโลโฟน
คิดค้นเมื่อสมัยสุโขทัยหรือสมัยอยุธยาตอนกลาง
เครื่องดนตรีที่เกี่ยวข้อง
ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ระนาดแก้ว
บทความที่เกี่ยวข้อง
เครื่องดนตรีไทย

ระนาด เป็นเครื่องดนตรีไทยชนิดหนึ่งจัดเป็นเครื่องดนตรีชนิดเครื่องตีที่ดัดแปลงมาจากกรับ[1] มี 6 ชนิด เช่น ระนาดเอกไม้ ระนาดเอกเหล็ก ระนาดทุ้ม ระนาดทุ้มเหล็ก ระนาดแก้ว และระนาดตัด

ศัพทมูลวิทยา

[แก้]

คำว่า ระนาด เป็นคำไทยที่ยืดเสียงหรือแผลงมาจากคำว่า ราด (rāt)[2][3][4] แปลว่า "วางเรียงแผ่ออกไป ทําให้กระจายออกไป" เป็นกิริยาที่เอาไม้กรับหรือลูกระนาดมาวางเรียงลดหลั่นตามขนาดกันไป[5] ทางด้านดุริยศัพท์มีคำพ้องเป็นคำกลอนว่า ปี่พาทย์ ราดตะโพน สำหรับประโคมทับ (ธรรพ) พบในเอกสารที่จารในสมุดข่อยเรื่อง คำให้การเกี่ยวกับเหตุการณ์สมัยอยุธยาตอนปลาย ในส่วนที่เกี่ยวกับงานพระเมรุ[6] โดยคำว่า ราด ในทีนี้หมายถึงระนาด[7]

ในภาษาไทยถิ่นเหนือ (ล้านนา) คำว่า พาทย์ หมายถึง ระนาด เครื่องประโคม เทียบกับคำสันสกฤตว่า วาทฺย (ขอมหมายถึง พิณพาทย์)[8]

สงัด ภูเขาทอง ครูดนตรีไทยเสนอว่า คำว่า ระนาด อาจมาจากคำภาษามอญว่า ปาต หมายถึง ระนาด หรืออาจมาจากภาษาเขมรว่า ราส (ออกเสียงว่า เรียะส์) ไทยออกเสียงว่า ราด แปลว่า คราด[9] ส่วนภาษาเขมรสมัยใหม่เขียนว่า รนาต[10] (เขมร: រនាត, เสียงอ่านภาษาเขมร: [rɔniet], คำแปล: "xylophone, gamelan (kind of Khmer percussion instrument).")[11] ไม่ปรากฏคำจารึกที่หมายถึงระนาดสมัยเมืองพระนครและภาษาเขมรเก่า[12]

คำว่า รนาต (roniet) ในภาษาเขมรมาจากคำว่า โรเนิบ (roneap) แปลว่า "แผ่นไม้ไผ่, แท่นไม้ไผ่"[13] ส่วน ฮุน สารนิน (Hun Sarnin) ครูดนตรีชาวเขมรระบุว่า รนาต (roniet) อาจแผลงมาจากคำสันสกฤตว่า raghunâtha-vinâ ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์กัมพูชา[14] ทั้งนี้ในภาษาสันสกฤต คำว่า raghunâtha (रघुनाथ) แปลว่า "พระราม รากุนาถ"[15] และคำว่า vinâ (वीणा) แปลว่า "เครื่องสายวีณา พิณอินเดียอย่างหนึ่ง"[16]

ประวัติ

[แก้]

สมัยก่อนประวัติศาสตร์

[แก้]
ระนาดหินบิ่นห์ด๋า จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ด่งนาย จังหวัดด่งนาย ประเทศเวียดนาม

ในประเทศไทยและเวียดนามมีการค้นพบเครื่องดนตรีหินสมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีลักษณะเป็นตัวขวานยาวใหญ่ซึ่งเป็นลูกระนาดทำด้วยหิน (Lithophones [en])[17][18] กำหนดอายุสมัยยุคหินใหม่[19] เมื่อราว 8,350–11,000 ปีมาแล้ว[20] (10,000–4,500 ปีก่อนคริสต์กาล) หรืออย่างน้อยอายุสมัยยุคหินตอนปลายเมื่อราว 3,000 ปีมาแล้ว[21] เรียกว่า ระนาดหิน หรือ เสียมหิน (ขวานหินยาว)[22] จำนวน 6 ชิ้น[23] พบที่บริเวณสวนมะพร้าว แหล่งโบราณคดีริมคลองกลาย[22] หมู่ที่ 7 ตำบลสระแก้ว อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช และที่เขาต่อ บ้านคีรีวง ตำบลเขาแก้ว อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช[23] มีลักษณะเป็นแท่งหินที่ทําขึ้นคล้ายกับขวานหินขัดแต่ไม่ได้ตกแต่งให้มีส่วนคมเหมือนขวาน ขนาดหัวและท้ายแท่งหินมีขนาดเท่ากันและมีความยาวลดหลั่นกันไป เมื่อลองเคาะหรือตีระนาดหินพบว่ามีเสียงดังกังวาลตามลำดับเสียง[21] และยังให้เสียงกังวานสดใสทุกอัน[20]

ระนาดหินในประเทศเวียดนาม เรียกว่า ดั่นด๋า (Đàn Đá, แปลตรงตัว: เครื่องดนตรีหิน) พบที่หมู่บ้านชนเผ่าเมอนง (Mnong) ที่ดัทเรียงแครก (Ndut Lieng Krak)[24] เมืองดาลัต จังหวัดเลิมด่ง จำนวน 11 ชิ้น ค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 1949 โดย ยอร์จ ก็องดอมินาส์ (Georges Condominas) เจ้าหน้าที่วิจัยชาวฝรั่งเศสประจำสำนักวิจัยวิทยาศาสตร์โพ้นทะเล ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ของมนุษยชาติ (มูเซ่ เดอ ล็อมม์) กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และยังค้นพบที่หมู่บ้านชนเผ่าเมอนง (Mnong) เขตเตยเงวียน อำเภอดั๊กเรอเลิบ (Dak R'Lap) จังหวัดดั๊กนง เมื่อปี ค.ศ. 1993 จำนวน 3 ชิ้น ตั้งชื่อเรียกระนาดหินว่า กองลู่[25] และค้นพบที่อื่น ๆ ที่จังหวัดกอนตูม จังหวัดซาลาย และจังหวัดดั๊กลัก ระนาดหินในประเทศเวียดนามยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีขนาดตั้งแต่ 60–100 เซนติเมตร จัดเป็นเครื่องดนตรีหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่าที่เคยค้นพบมา[26]

พูนพิศ อมาตยกุล ผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทยอธิบายว่า แม้ว่าหลักฐานการค้นพบขวานหินยาวในภาคใต้ที่อาจเป็นระนาดหินมีอยู่ไม่มากนัก แต่ก็แสดงให้เห็นว่าคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์รู้จักนำเครื่องมือหินมาทำเป็นเครื่องให้เสียง[27]

ระนาดหินที่พบในภาคใต้ของไทยยังคล้ายกับระนาดหินที่พบในประเทศเวียดนาม[20] แต่มีขนาดย่อมกว่าเล็กน้อยและกว้างน้อยกว่าคือกว้างไม่เกิน 10 เซนติเมตร[20]

สมัยทวารวดี-ขอมเมืองพระนคร

[แก้]

ต้นแบบระนาดโบราณพบหลักฐานปรากฏเป็นรูปลายแกะสลักสลักศิลาจารึกโบโรบูดูร์[4] สมัยราชวงศ์ไศเลนทร์ อายุคริสต์ศตวรรษที่ 8–9 เป็นวัดพุทธศาสนานิกายมหายานตั้งอยู่ที่มาเกอลัง จังหวัดชวากลาง ประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบัน และภาพจำหลักหินแสดงคน 2 คนตีระนาดด้วยกัน พบที่ศาสนาสถานเปอนาตารัน (Candi Penataran) เทวสถานศาสนาฮินดู อายุคริสต์ศตวรรษที่ 12–15[28] แต่ไม่ปรากฏว่าต้นแบบระนาดโบราณถูกถ่ายทอดไปยังระนาดที่ทำจากไม้หรือไม่[4] เนื่องจากไม้เป็นวัสดุไม่คงทนต่อสภาพอากาศร้อนชื้นจึงไม่หลงเหลือต้นแบบระนาดที่ทำจากไม้ ต่อมาเชื้อพระวงศ์ชวาของราชวงศ์ไศเลนทร์ได้แผ่อำนาจไปถึงอาณาจักรขอมเมืองพระนครหลวงจึงได้เอาฆ้องและระนาดเข้าไปเผยแพร่ด้วย[29] อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏคำจารึกขอมสมัยเมืองพระนครหลวงที่มีการกล่าวถึงระนาด[12]

ทั้งมอญ ลัวะ (ละว้า) และขอมต่างมีอำนาจผลัดกันปกครองดินแดนสุวรรณภูมิ กล่าวคือ ขอมเรืองอำนาจทางดินแดนตะวันออกและตอนเหนือบางส่วน ลัวะเรืองอำนาจดินแดนทางเหนือ ส่วนดินแดนตะวันตกเป็นข้างมอญ ทั้งมอญและขอมต่างก็มีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง ขอมทิ้งร่องรอยสถาปัตยกรรมแต่มอญไม่เห็นร่องรอยเด่นชัดนักแต่เป็นที่เชื่อกันว่าพวกมอญนี้มีดนตรีที่ก้าวหน้ามากตามที่ปรากฏหลักฐาน ปูนปั้นปัญจดุริยนารี เชื่อว่ามอญมีระนาดและฆ้องวงใช้แล้ว[30] ภาพจำหลัก ปูนปั้นปัญจดุริยนารี สมัยทวารวดียังถือเป็นต้นแบบระนาดตัดเป็นเครื่องตีของไทยประกอบระบำโบราณคดีชุดระบำทวารวดีในปัจจุบัน[31]

สงัด ภูเขาทอง ครูดนตรีไทยอธิบายว่าวงดนตรีของมอญเรียกว่า วงปาต อาจหมายถึงวงพาทย์อย่างของไทย คำว่า ปาต ในภาษามอญหมายถึงระนาด ส่วนภาษาพม่าเรียกว่า ปัจยา หรือ ปัตตลาร์ (pattala)[32] ไทยคงนำชื่อ วงปาต มาตั้งชื่อเป็นวงพาทย์ หมายถึง การตีระนาดหรือเครื่องตี เครื่องประโคม เมื่อเป็นเช่นนี้ ระนาดของไทยคงมีมาแต่สมัยสุโขทัยก็เป็นได้[9] แต่ก็มีกล่าวว่าไทยอาจรับระนาดมาจากขอมเมืองพระนครหลวงซึ่งได้ระนาดมาจากชวาอีกทอดหนึ่ง[29]

สมัยสุโขทัย-อยุธยา

[แก้]

ระนาดในประเทศไทยพบว่าระนาด (เอก) มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว[33] เพียงแต่ ไตรภูมิพระร่วง และในหลักศิลาจารึกสมัยสุโขทัยหลายหลักเรียก ระนาด เป็น พาทย์ เท่านั้นเอง[33] เนื่องจากคำว่า พาทย์ เข้าเค้าเพราะมีคำที่น่าสงสัยว่า พาทย์ จะหมายถึง ระนาด ได้ 2 แห่ง กล่าวคือ ไตรภูมิพระร่วง กล่าวว่า "บางคนตีกลอง ตีพาทย์ ตีฆ้อง ตีกรับ" และในจารึกวัดพระยืนว่า "ตีพาทย์ดังพิณฆ้องกลอง" ชวนให้น่าคิดว่า พาทย์ ในที่นี้จะหมายถึงระนาดก็ได้[34] นอกจากนี้คำว่า พาทย์ ในภาษาไทยถิ่นเหนือ (ล้านนา) ยังหมายถึงระนาด[8]

จารึกป้านางคำเยีย อายุ พ.ศ. 1922 สมัยสุโขทัย ด้านที่ 1 บรรทัดที่ 36 ปรากฏคำว่า พาทย์ (พาด) ในจารึกว่า:–

หา.....พาดพินแตร (สงง) พลลุ[35]

สันติ เล็กสุขุม อธิบายจารึกป้านางคำเยียดังกล่าวส่วนที่เกี่ยวกับการอุทิศคนที่เป็นข้าวัด "นอกเหนือจากอุทิศข้าเพื่องานยังมีอุทิศข้าพระที่เป็นนักดนตรีเพื่อตีระนาด"[36]

คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) และลิขิต จินดาวัฒน์อธิบายว่า คำว่า พาทย์ ในที่นี้จะหมายถึงระนาดได้หรือไม่ ไม่ทราบได้แต่เข้าใจว่าระนาดน่าจะมีใช้แล้วแต่ท่านผู้รู้ทั้งหลายเชื่อกันว่าในสมัยสุโขทัยไม่มีระนาด[37] เมื่อคราวจัดระเบียบแบบแผนวงดนตรีสำหรับเล่นบทละครร้องพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 เรื่อง พระร่วง ซึ่งในฉากต้องมีพิธีบวงสรวง มีการยกระนาดเข้ามาประกอบฉากเพื่อบรรเลงเพลงสาธุการ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ฯ ให้ยกระนาดออกไปจากฉาก ทรงมีรับสั่งว่า:–

สมัยสุโขทัยยังไม่มีระนาด[38]

สมัยอยุธยาพบว่าระนาดเข้าไปประสมในวงปี่พาทย์ราวสมัยอยุธยาตอนกลาง[39] เชื่อว่าระนาดในสมัยนี้มีวิวัฒนาการมาจากกรับหรืออาจวิวัฒนากามาจากโกร่ง เดิมใช้ไผ่บงทำลูกระนาด ภายหลังจึงนำไม้แก่น เช่น ไม้มะหาด ไม้พะยูง ไม้ชิงชัน มาเหลาทำลูกระนาด ส่วนหลักฐานสมัยอยุธยาตอนปลาย ปรากฏระนาดว่า ราด ความว่า:–

ดังไปด้วยเสียงฆ้อง กลอง แลปี่พาทย์ ราดตะโพน แลเสียงดุริยางค์ดนตรีทั้งปวง…[6]

คำให้การเกี่ยวกับเหตุการณ์สมัยอยุธยาตอนปลาย (ส่วนที่เกี่ยวกับงานพระเมรุ)

สมัยรัตนโกสินทร์

[แก้]
ระนาดประเภทต่าง ๆ

มีการประดิษฐ์ระนาดแบบต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เช่น ระนาดแก้ว ระนาดทุ้ม ระนาดทอง ระนาดเอกเหล็ก ระนาดทุ้มเหล็ก ส่วนระนาดแบบดั้งเดิมเรียกว่า ระนาดเอก[40]

สมัยรัชกาลที่ 1 มีการประดิษฐ์ระนาดแก้วขึ้นเป็นเครื่องบรรเลงวงมโหรีประกอบระนาดที่ประดิษฐ์จากไม้[41] จนถึงรัชกาลที่ 2 จึงเลิกใช้ระนาดแก้ว[1]:6 เนื่องจากเสียงระนาดแก้วไม่ไพเราะจึงไม่เป็นที่นิยม[42]

สมัยรัชกาลที่ 3 ระนาดทุ้ม (ไม้) ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยเลียนแบบจากระนาดเอก (ไม้) แต่มีส่วนที่แตกต่างออกไปคือขนาดความกว้างและความยาว รูปทรง ไม้ตี และเสียงทุ้มเป็นคนละเสียงกับระนาดเอก จึงบัญญัติชื่อว่า ระนาดทุ้ม[43]:14

สมัยรัชกาลที่ 4 มีการประดิษฐ์ระนาดจากโลหะทองเหลืองเรียกว่า ระนาดทอง ส่วนระนาดที่ทำจากเหล็กเรียกว่า ระนาดเอกเหล็ก นอกจากนี้ยังมีการประดิษฐ์ระนาดทุ้มเหล็กซึ่งพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้ประดิษฐ์ขึ้นโดยถ่อยทอดมาจากหีบเพลงฝรั่งอย่างเป็นเครื่องเขี่ยหวีเหล็ก[43]:16 เรียกระนาดเหล็กขนาดเล็กว่า ระนาดเอกเหล็ก และเรียกระนาดเหล็กขนาดเขื่องว่า ระนาดทุ้มเหล็ก มีเสียงเอกเสียงทุ้มต่างจากลูกระนาดไม้[43]:16

ลักษณะ

[แก้]

ระนาดประกอบด้วย ลูกระนาด ร้อยด้วยเชือก เรียกว่า "ผืน" แขวนไว้กับ ราง ซึ่งทำหน้าที่รองรับลูกระนาด (แขวนลอย ไม่ได้วางรายกับราง) และทำหน้าที่เป็นกล่องเสียงด้วย ผู้เล่นจะใช้ ไม้ตี 1 คู่ สำหรับตีลูกระนาดให้เกิดเป็นท่วงทำนอง

ไม้ตีระนาด มีด้วยกัน 2 แบบ คือ ไม้นวม จะให้เสียงทีฟังแล้วรู้สึกได้ถึงความไพเราะ นุ่มนวลที่หัวของไม้ จะใช้ผ้าพันให้เป็นนวมก่อนจากนั้นจะใช้เส้นด้ายพันทับอีกที ไม้ตีระนาดชนิดนี้นิยมใช้เล่นบรรเลงในวงมโหรี, วงปี่พาทย์ไม้นวม และ ไม้แข็ง ซึ่งจะให้เสียงที่ฟังแล้วรู้สึกถึงความมีอำนาจ และแข็งแกร่ง ลักษณะของไม้จะพันเช่นเดียวกันกับไม้นวม เพียงแต่จะชุบด้วย "รัก" เป็นระยะ และที่ชั้นนอกสุด แล้วจึงพันอีกครั้งด้วยผ้าดิบบาง ๆ เป็นอันเสร็จ ทำให้ได้หัวไม้ที่แข็ง และสังเกตได้ง่าย ๆ ที่สีของหัวไม้ซึ่งจะดำสนิท

ระนาดของไทยนั้นมีด้วยกัน 6 ชนิด ดังนี้

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

[แก้]

เครื่องดนตรีประเภทตีที่ทำด้วยไม้ยังพบได้ในประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมีลักษณะคล้ายกัน กล่าวคือลักษณะการเรียงลูกระนาดเป็นแถวเดียวต่อเนื่องกันตั้งแต่เสียงต่ำไปจนถึงเสียงสูงเว้นแต่ลักษณะการตีแตกต่างกัน[44]

กัมพูชา

[แก้]

ปาทริก แกร์ซาเล (Patrick Kersalé) นักโบราณคดีดนตรีชาวฝรั่งเศสพบว่าระนาดของเขมร (Roneat xylophone) เพิ่งมีขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนโรดม (นักองค์ราชาวดี) เมื่อ ค.ศ. 1860 เท่านั้น[45] ลักษณะเหมือนอย่างของไทยเนื่องจากประเทศกัมพูชาได้รับแบบอย่างการเล่นระนาดมาจากไทย[46]:169 ส่วนเอกสารกัมพูชาระบุว่าวงพิณพาทย์เขมรมีโรเนียตทวงเข้าไปผสมในวงพิณพาทย์ตั้งแต่สมัยก่อนอาณาจักรพระนครแล้ว[47] มี 3 ประเภท ดังนี้

  • โรเนียตเอก (Roneat Ek)[47]:154 ทำจากไม้ มีลักษณะเหมือนกับระนาดเอกของไทย คาดว่ากัมพูชาน่าจะเอาแบบอย่างมาจากไทยเนื่องจากชื่อเรียกและลักษณะการบรรเลงคล้ายคลึงกับระนาดของไทย[46]:166
  • โรเนียตแดก (Roneat Deik)[47]:156 ทำจากไม้ ลักษณะเหมือนกับระนาดเอกเหล็กของไทย กล่องเสียงทำจากไม้เนื้อแข็ง มีแนวตรงขนาดกับลูกระนาด[46]:166
  • โรเนียตทวง (Roneat Thong)[47]:159 ทำจากไม้ ลักษณะเหมือนกับระนาดทุ้มของไทย กล่องเสียงทำจากไม้เนื้อแข็งมีลวดลายสวยงาม[46]:166

พม่า

[แก้]
  • ปัตตาลา หรือ ปัตตะหล่า (patala, pattala) ทำจากไม้ลักษณะเช่นเดียวกับระนาดของไทยแต่ขนาดใหญ่และยาวกว่า หัวไม้ตีสั้น หุ้มผ้า ลูกระนาดทำจากไม้ไผ่เหลาให้ได้ระดับเสียงโดยไม่ต้องติดตะกั่วเทียบนำมาพาดเรียงบนรางระนาดโค้งมากและมีโขนสองข้างสูงและลักษณะการบรรเลงแตกต่างกัน[46]:166

ลาว

[แก้]
  • นางนาด ในประเทศลาวทำจากไม้ไผ่ เป็นเครื่องดนตรีหลักสำหรับวงเสพใหญ่และวงเสพน้อย[46]:165

เวียดนาม

[แก้]
ด่านตรุง (Dàn T'rưng)
  • ด่านตรุง (Dàn T'rưng) ของชนเผ่าบาห์นาร์ (Bahnar) และชนเผ่าจาไรหรือเกียไร (Jarai, Gia rai) บริเวณสูงตอนกลาง ประเทศเวียดนาม ใช้ไม้เนื้อแข็งชุบหัวยางตีลงบนกระบอกไม้ไผ่ให้เสียงนุ่มลึก

อินโดนีเซียและมาเลเซีย

[แก้]
  • กัมบัง หรือ กัมบังกายู (Gambang kayu) ในประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย ลำตัวและลูกระนาดทำจากไม้ มีลักษณะคล้ายคลึงกับระนาดของไทย ใช้ประกอบเล่นทำนองในวงดนตรีกาเมลัน (Gamelan)[46]:167
  • ปาตาตัก (Patatag, Patteteg) ของชนเผ่าคาลิงกา (Kalinga) ทางตอนเหนือของประเทศอินโดนีเซีย ใช้กระบอกไม้ไผ่จำนวน 6 ชิ้นวางเรียงเป็นแผงบนตักผู้เล่น[44]
กัมบังกายู
กัมบังกายู
ปาตาตัก
ปาตาตัก

นักระนาดที่มีชื่อเสียง

[แก้]

ประเทศไทย

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. (2473). ตำนานเครื่องมโหรีปี่พาทย์. พระนคร: บางกอกไตมส์. น. 6, 28.
  2. ธนิต อยู่โพธิ์. (2533). เครื่องดนตรีไทยและตำนานการประสมวงมโหรี ปี่พาทย์ และเครื่องสาย. (พิมพ์ครั้งที่ 7). พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศก นางลออ มโนพัฒนะ ณ ฌาปนสถานกองทัพบก วัดโสมนัสวิหาร วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พุทธศักราช 2533. กรุงเทพฯ: อักษรธเนศวร. น. 17. ISBN 9744170867
  3. พงษ์ศิลป์ อรุณรัตน์. (2550). ปฐมบทดนตรีไทย. นครปฐม: โครงการตำราและหนังสือ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร. น. 70. ISBN 9789746411851 "คำว่าระนาดนั้นมีการสันนิษฐานว่าเป็นคำที่แผลงมาจากคำว่า "ราด" เพราะมีคำที่พูดกันติดปาก..."
  4. 1 2 3 Morton, David (1976). The Traditional Music of Thailand. Berkeley, CA: University of California Press. p. 54. ISBN 9780520018761, 0520018761 LCCN 70-142048
  5. ธนิต อยู่โพธิ์. (2544). เครื่องดนตรีไทย. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร. น. 15. ISBN 9789744194145
  6. 1 2 เกรียงไกร เกิดศิริ. (2560). "อันเนื่องมาแต่คำให้การเกี่ยวกับเหตุการณ์สมัยอยุธยาตอนปลาย (คัดเฉพาะส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับงานพระเมรุ)," งานพระเมรุ: ศิลปสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเกี่ยวเนื่อง. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: มติชน. น. 138. ISBN 9789740215769 "ดังไปด้วยเสียงฆ้อง กลอง แลปี่พาทย์ ราดตะโพน แลเสียงดุริยางค์ดนตรีทั้งปวง..."
  7. วิทย์ พิณคันเงิน. (2515). "ปริทัศน์วัฒนธรรมไทย (ตอนสาม)," วารสารวัฒนธรรมไทย, 12(2)(เมษายน 2515): 41. "... "ปี่พาทย์ ราด ตะโพน" ราดคือ ระนาดนั่นเอง"
  8. 1 2 อุดม รุ่งเรืองศรี. (2547). พจนานุกรมล้านนา-ไทย ฉบับแม่ฟ้าหลวง. (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1). เชียงใหม่: ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. น. 474. ISBN 9789746851756
  9. 1 2 สงัด ภูเขาทอง. (2532). การดนตรีไทยและทางเข้าสู่ดนตรีไทย. กรุงเทพฯ: Dr. Sax. น. 229. ISBN 9789747443653
  10. กาญจนา นาคสกุล. (2548). พจนานุกรมไทย-เขมร. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. น. 767. ISBN 9789741316229. "ระนาด /ra-nâat/ น. រនាត รนาต /rɔ̱-niət/ "
  11. Headley, Richard K. (1977). Cambodian English Dictionary: Volume II ម អ. Washington, D.C.: Catholic University of American Press. p. 817. ISBN 9780813205090 "រនាត /rɔniet/ n. xylophone, gamelan (kind of Khmer percussion instrument)."
  12. 1 2 Nicolas, Arsenio. "Musical nomenclature for the Sanskrit term kangsa in Southeast Asia" in Ray, Himanshu Prabha (2021). The Archaeology of Knowledge Traditions of the Indian Ocean World. Oxon; New York, NY: Routledge. p. 219. ISBN 9780367335465
  13. Miller, Terry and Williams, Sean. (2011). The Garland Handbook of Southeast Asian Music. Hoboken, NJ: Taylor and Francis. p. 89. ISBN 9781135901554
  14. "ឧបករណ៍ភ្លេង រនាដឯក". Koh Santepheap Daily (in Khmer). 2010-08-18. Retrieved 5 May 2025.
  15. Wilson, Horace Hayman (1819). A Dictionary, Sanscrit and English. Calcutta: Hindoostanee Press. p. 719. OCLC 606033499
  16. Benfey, Theodor (1866). A Sanskrit-English Dictionary: With References to the Best Editions of Sanskrit Authors and Etymologies and Comparisons of Cognate Words Chiefly in Greek, Latin, Gothic, and Anglo-Saxon. London: Longmans, Green, and Co. p. 885.
  17. กรมศิลปากร. (2525). นําชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา. กรมศิลปากรจัดพิมพ์เนื่องในโอกาส สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี วันที่ 4 กันยายน 2525. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร. น. 12. OCLC 30666785
  18. สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท. (2535). วารสารภาษาและวัฒนธรรม, 11(2535): 68.
  19. สมาคมประวัติศาสตร์ ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี. (2549). "ระนาดหิน หรือขวานหิน," วารสารสมาคมประวัติศาสตร์ ฯ (Journal of the Historical Society), 28(2549): 112. ISSN 0857-7692
  20. 1 2 3 4 อมรา ขันติสิทธิ์ ศรีสุชาติ. "ขวานหินยาว," ใน สถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา. (2529). สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ พ.ศ. 2529 เล่ม 1 (ก ข้อ ก กา สุภาษิต - เกาะ, เรือ). สงขลา: มูลนิธิโตโยต้า. น. 334. OCLC 880721590
  21. 1 2 กรมศิลปากร. (2529). นิทรรศการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เรื่อง การอนุรักษ์มรดกไทย ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร 2 เมษายน 2529. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร. น. 25.
  22. 1 2 ปรีชา นุ่นสุข. (2540). นครศรีธรรมราชคดีศึกษา ชุดที่ 1: ประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราช. นครศรีธรรมราช: สำนักศิลปะและวัฒนธรรม สถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช. น. 10. OCLC 880729056
  23. 1 2 บรรจง วงศ์วิเชียร และจุมพล สอนเสริม. (2543). ประวัติศาสตร์ โบราณคดี นครศรีธรรมราช. นครศรีธรรมราช: สํานักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 11 นครศรีธรรมราช และสํานักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร. น. 16–17. ISBN 9789744174529
  24. Georges Condominas (1952). "Le lithophone préhistorique de Ndut Lieng Krak," Bulletin de l'Ecole française d'Extrême-Orient, 45(2)(1952): 359–92. doi:10.3406/befeo.1952.5526
  25. Tuan/VOV5. (2557, 20 กันยายน). "ระนาดหิน เครื่องดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวเมอนง". สีสันวัฒนธรรม 54 ชนเผ่าเวียดนาม. สถานีวิทยาเวียดนาม ส่วนกระจายเสียงต่างประเทศแห่งชาติ. สืบค้นเมื่อ 24 พฤษภาคม 2568.
  26. สมชาย พุ่มสะอาด และคณะ, กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร. (2529). ประวัติวัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร จังหวัดสงขลา. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล สหประชาพาณิชย์. น. 7. ISBN 9747925974
  27. วัลภา ขวัญยืน, พัชรินทร์ ศุขประมูล และแสงจันทร์ ไตรเกษม. (2535). ดุริยางค์ผสานศิลป์. จัดพิมพ์ในโอกาสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการพิเศษ เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร วันที่ 7 เมษายน 2535. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร. น. 31. ISBN 9789744172365
  28. สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2532). ร้องรำทำเพลง: ดนตรีและนาฏศิลป์ชาวสยาม. กรุงเทพฯ: มติชน. น. 100. OCLC 880660807
  29. 1 2 วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช และกรมศิลปากร. (2531). รายงานการสัมมนาประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราช ครั้งที่ 4 เรื่อง ศิลปวัฒนธรรมนครศรีธรรมราชกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของนครศรีธรรมราช ณ โรงแรมไทยโฮเต็ล อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 14-17 สิงหาคม พุทธศักราช 2529. นครศรีธรรมราช: วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช. น. 152.
  30. ปัญญา รุ่งเรือง. (2546). ประวัติการดนตรีไทย. (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช. น. 24. ISBN 9789740855361
  31. พรเทพ บุญจันทร์เพชร. (2540). ระบำโบราณคดี. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. น. 10. ISBN 9789742774639
  32. Lu, Sylvia Fraser (2000). Burmese Lacquerware. (Revised ed). Bangkok: Orchid Press. p. 117. ISBN 9789748304823
  33. 1 2 ราชบัณฑิตยสถาน. (2498). "ปี่พาทย์," สารานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 19: ปิงคละ-ฝ้าย. พระนคร: ราชบัณฑิตยสถาน. น. 11,924. ISBN 9748120392
  34. ธนิต อยู่โพธิ์. (2507). คำบรรยายสัมนาโบราณคดีสมัยสุโขทัย พ.ศ. 2503. กรมศิลปากรรรวบรวมจัดพิมพ์เนื่องในงานเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง จังหวัดสุโขทัย วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2507. พระนคร: ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศิวพร. น. 41–42.
  35. จารึกป้านางคำเยีย. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). สืบค้นเมื่อ 18 พฤษภาคม 2568. จาก https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/92.
  36. สันติ เล็กสุขุม. (2544). ประวัติศาสตร์ศิลปะไทย (ฉบับย่อ): การเริ่มต้นและการสืบเนื่องงานช่างในศาสนา. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ. น. 36. ISBN 9789747381597
  37. ชิ้น ศิลปบรรเลง, คุณหญิง และลิขิต จินดาวัฒน์. (2521). ดนตรีไทยศึกษา. กรุงเทพฯ: อักษรเจริญทัศน์. น. 44. OCLC 857989777
  38. สมชาย กาญจนชานันท์ และคณะ. (2540). "พระร่วง," สารานุกรมพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เล่ม 2: พระราชกรณียกิจ และกิจการที่เกี่ยวเนื่องภายหลังรัชสมัย (แก้ไขเพิ่มเติม). (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์. น. 143. ISBN 9789748955780
  39. บุญยงค์ เกศเทศ. (2520). เอกสารประกอบคำบรรยายวรรณคดีไทยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ (Thai 322: Historical literaturs) ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม เรื่อง วรรณกรรมประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัดอักษรบัณฑิต. น. 83. OCLC 683089865
  40. วัลภา ขวัญยืน, พัชรินทร์ ศุขประมูล, และแสงจันทร์ ไตรเกษม. (2535). ดุริยางค์ผสานศิลป์. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร. น. 69–70. ISBN 9789744172365
  41. อดิศร ศักดิ์สูง. (2554). พื้นฐานอารยธรรมไทย. (พิมพ์ครั้งที่ 4). สงขลา: ภารกิจเอกสารและตํารา กลุ่มงานบริการการศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ. น. 122. ISBN 9789744510532
  42. ทรงวิทย์ แก้วศรี. (2533). ดนตรีไทย: โครงสร้าง อภิธานศัพท์ และสาระสังเขป. กรุงเทพฯ: กองหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร. น. 164. ISBN 9789744171221 อ้างใน เสถียร ดวงจันทร์ทิพย์. (2533). "ระนาดแก้วในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร," ศิลปวัฒนธรรม, 11(6)(เมษายน, 2533): 62–63.
  43. 1 2 3 ธนิต อยู่โพธิ์. (2523). เครื่องดนตรีไทยพร้อมด้วยตำนานการประสมวงมโหรี ปี่พาทย์ และเครื่องสาย. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา. น. 14–16.
  44. 1 2 เครือญาติดนตรี วิถีอาเซียน. วารสารวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 24 พฤษภาคม 2568.
  45. Kersalé, Patrick (2021, February 13). "Court orchestras from the 7th century onwards in Southeast Asia," Post-Angkorian orchestras from the 16th century onwards. Sounds of Angkor. Retrieved 23 May 2025. See table 1.
  46. 1 2 3 4 5 6 7 กุลธิดา นาคะเสถียร. (2563). "ดนตรีราชสำนักของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Royal Court Music of South-East Asian People)," วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ, 21(2)(กรกฎาคม–ธันวาคม, 2563): 165–169.
  47. 1 2 3 4 Khean (Yun Theara), Yun; Dorivan, Keo; Lina, Y and Lenna, Mao (2003). Traditional Musical Instruments of Cambodia (in Khmer and English). (2nd ed). Phnom Penh: UNESCO Office Phnom Penh. pp. 154–166.
    • p. 159. "Before the Angkor period, the Roneat Thong was already established as a permanent member of the Pinpeat orchestra."

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]