จังหวัดพิจิตร
จังหวัดพิจิตร | |
|---|---|
| การถอดเสียงอักษรโรมัน | |
| • อักษรโรมัน | Changwat Phichit |
จากซ้ายไปขวา บนลงล่าง:
| |
| คำขวัญ: ถิ่นประสูติพระเจ้าเสือ แข่งเรือยาวประเพณี พระเครื่องดีหลวงพ่อเงิน เพลิดเพลินบึงสีไฟ ศูนย์รวมใจหลวงพ่อเพชร รสเด็ดส้มท่าข่อย ข้าวเจ้าอร่อยลือเลื่อง ตำนานเมืองชาละวัน | |
แผนที่ประเทศไทย จังหวัดพิจิตรเน้นสีแดง | |
| ประเทศ | |
| การปกครอง | |
| • ผู้ว่าราชการ | ธนียา นัยพินิจ[a] (ตั้งแต่ พ.ศ. 2567) |
| • นายก อบจ. | กฤษฏ์ เพ็ญสุภา (ตั้งแต่ พ.ศ. 2568) |
| พื้นที่ | |
• ทั้งหมด | 4,531.013 ตร.กม. (1,749.434 ตร.ไมล์) |
| • อันดับ | อันดับที่ 46 |
| ประชากร (พ.ศ. 2568)[2] | |
• ทั้งหมด | 513,150 คน |
| • อันดับ | อันดับที่ 50 |
| • ความหนาแน่น | 113.25 คน/ตร.กม. (293.3 คน/ตร.ไมล์) |
| • อันดับความหนาแน่น | อันดับที่ 41 |
| รหัส ISO 3166 | TH-66 |
| สัญลักษณ์ประจำจังหวัด | |
| • ต้นไม้ | บุนนาค |
| • ดอกไม้ | บัวหลวง |
| • สัตว์น้ำ | จระเข้น้ำจืด |
| ศาลากลางจังหวัด | |
| • ที่ตั้ง | ภายในศูนย์ราชการจังหวัดพิจิตร ถนนพิจิตร-ตะพานหิน ตำบลท่าหลวง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร 66000 |
| • โทรศัพท์ | 0 5661 1318 |
| • โทรสาร | 0 5661 1318 |
| เว็บไซต์ | http://www.phichit.go.th/ |
พิจิตร เป็นจังหวัดหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางภาคกลางตอนบนระหว่างจังหวัดนครสวรรค์กับจังหวัดพิษณุโลก มีพื้นที่ประมาณ 4,531 ตารางกิโลเมตร มีประชากรในปี พ.ศ. 2568 จำนวน 513,150 คน จังหวัดพิจิตรมีแม่น้ำน่านและแม่น้ำยมไหลผ่าน ตัวเมืองพิจิตรตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน่าน
ประวัติศาสตร์
[แก้]พิจิตร เดิมสะกดว่า พิจิตร์[3] มีความหมายว่า "(เมือง) งาม" พิจิตรเป็นเมืองเก่าแก่ในสมัยสุโขทัย ซึ่งมีสถานะเป็นหัวเมืองเอกของกรุงสุโขทัย ต่อมาในสมัยอยุธยา รัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้เปลี่ยนชื่อเป็น "เมืองโอฆะบุรี" ซึ่งแปลว่า "เมืองในท้องน้ำ" ตามตำนานกล่าวว่า พระยาโคตรบองเป็นผู้สร้างเมืองพิจิตร แต่จะสร้างในสมัยใดไม่ปรากฏ นอกจากนี้ เมืองพิจิตรยังเป็นที่ประสูติของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาพระองค์หนึ่งคือ สมเด็จพระเจ้าสุริเยนทราธิบดี (พระเจ้าเสือ)
ในสมัยอยุธยา พิจิตรเป็นหัวเมืองชั้นตรี มีตำแหน่งเจ้าเมืองปรากฏตามพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือนนาทหารหัวเมืองว่า ออกญาเทพาธิบดีศรีรณรงค์ฤๅไชยอภัยพิรียภาหะ ศักดินา 5,000 ไร่ ซึ่งถือว่าเป็นขุนนางบรรดาศักดิ์ระดับสูง ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีหัวเมืองชั้นตรีเพียง 7 เมืองเท่านั้น คือ เมืองพิชัย เมืองพิจิตร เมืองนครสวรรค์ เมืองพัทลุง เมืองชุมพร เมืองจันทบูร และเมืองไชยา จึงนับว่าในสมัยโบราณ พิจิตรเป็นเมืองที่ค่อนข้างจะมีความสำคัญสูง จนตำแหน่งเจ้าเมืองมีการตราไว้ในพระไอยการฯซึ่งสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ทรงตราไว้
ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมืองพิจิตรเป็นเพียงเมืองขนาดเล็ก แต่ก็ยังมีเจ้าเมืองปกครองดังเช่นเมืองอื่น ๆ เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดให้ย้ายเมืองพิจิตรมาตั้งที่บ้านคลองเรียง ซึ่งเป็นคลองขุดใหม่ลัดแม่น้ำน่านที่ตื้นเขิน คลองเรียงจึงกลายเป็นแม่น้ำน่านไป ส่วนบริเวณเมืองพิจิตรเก่ายังปรากฏโบราณสถานอยู่หลายแห่ง ซึ่งมีอายุตั้งแต่สมัยสุโขทัยถึงสมัยอยุธยา
ภูมิศาสตร์
[แก้]ที่ตั้งและอาณาเขต
[แก้]จังหวัดพิจิตรอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร ไปทางทิศเหนือประมาณ 350 กิโลเมตร มีเนื้อที่ 4,531.013 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 2,831,883 ไร่ มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้
- ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดพิษณุโลก
- ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดเพชรบูรณ์
- ทิศใต้ ติดต่อกับจังหวัดนครสวรรค์
- ทิศตะวันตก ติดต่อกับจังหวัดกำแพงเพชร
ลักษณะภูมิประเทศ
[แก้]ลักษณะพื้นที่ของจังหวัดพิจิตร เป็นพื้นที่ราบ ลุ่มแอ่งกระทะทิศตะวันออกเป็นที่ลาดเชิงเขา ทิศตะวันตกเป็นพื้นที่ลุ่ม ต่ำกว่าจังหวัดกำแพงเพชร ประมาณ 20 เมตร มีแม่น้ำ 3 สาย ที่ไหลจากทิศเหนือลงสู่ทิศใต้ คือ แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน และ แม่น้ำพิจิตร สภาพพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ ดินดำดีมี ความอุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงสูง เนื่องจากตะกอนที่น้ำพัดมาทับถมเหมาะแก่การทำนา และปลูกพืชหมุนเวียน พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกบุกเบิกเพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตร จึงมีพื้นที่ป่าเหลือน้อยมากจนแทบไม่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และจากการที่ตอนกลางของจังหวัดพิจิตรมีแม่น้ำไหลผ่านถึง 3 สายดังกล่าว จึงทำเกิดปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำ ในช่วงที่น้ำเหนือไหลหลาก และปัญหาน้ำป่าที่ไหลมา จากทิวเขาจังหวัดเพชรบูรณ์ทางทิศตะวันออก[4]
ภูมิอากาศ
[แก้]สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป อากาศค่อนข้างร้อน จัดในฤดูร้อน และเย็นสบายในฤดูหนาว จากอิทธิพลลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ จึงแบ่งเป็น 3 ฤดูกาล คือ ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน ฤดูฝนเริ่ม ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม และฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2565 ปริมาณน้ำฝนวัดได้ 1,309.5 มิลลิเมตรจำนวน วันที่ฝนตก 120 วัน และเดือนที่มีฝนตกมากที่สุดคือ เดือนสิงหาคม ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 292.9 มิลลิเมตร ต่อสถานีตรวจ[4]
สัญลักษณ์ประจำจังหวัด
[แก้]- ตราประจำจังหวัด: รูปต้นโพธิ์ริมสระหลวง
- ธงประจำจังหวัด: ธงพื้นสีเขียวสลับขาว สีเขียวมี 3 แถบ สีขาว 2 แถบ กลางธงมีรูปตราประจำจังหวัดคือรูปต้นโพธิ์ริมสระหลวง
- คำขวัญประจำจังหวัด: ถิ่นประสูติพระเจ้าเสือ แข่งเรือยาวประเพณี พระเครื่องดีหลวงพ่อเงิน เพลิดเพลินบึงสีไฟ ศูนย์รวมใจหลวงพ่อเพชร รสเด็ดส้มท่าข่อย ข้าวเจ้าอร่อยลือเลื่อง ตำนานเมืองชาละวัน
- ต้นไม้ประจำจังหวัด: บุนนาค (Mesua ferrea)
- ดอกไม้ประจำจังหวัด: ดอกบัวหลวง (Nelumbo nucifera)
- ตราประจำจังหวัดพิจิตร
- ต้นบุนนาค ต้นไม้ประจำจังหวัดพิจิตร
- ดอกบัวหลวง ดอกไม้ประจำจังหวัดพิจิตร
การเมืองการปกครอง
[แก้]หน่วยการปกครอง
[แก้]การปกครองส่วนภูมิภาค
[แก้]
การปกครองแบ่งออกเป็น 12 อำเภอ 89 ตำบล 888 หมู่บ้าน
การปกครองส่วนท้องถิ่น
[แก้]จังหวัดพิจิตรมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรวม 102 แห่ง ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง, เทศบาลเมือง 3 แห่ง ได้แก่ เทศบาลเมืองตะพานหิน เทศบาลเมืองบางมูลนาก และเทศบาลเมืองพิจิตร, เทศบาลตำบล 25 แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบล 75 แห่ง[5]
รายชื่อเจ้าเมืองและผู้ว่าราชการจังหวัด
[แก้]| ลำดับ | ชื่อ | ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง |
|---|---|---|
| 1 | พระยาเทพาธิบดี (พุ่ม) | ไม่ระบุ ถึง พ.ศ. 2420 |
| 2 | หลวงธรเณณทร์ (แจ่ม) | พ.ศ. 2420 ถึง ไม่ระบุ |
| 3 | เจ้าพระยาศรีวิชัย | ไม่ระบุ |
| 4 | พระยาอุตรกิจพิจารณ์ | ไม่ระบุ |
| 5 | พระยาราชฤทธานนท์ | ไม่ระบุ |
| 6 | พระยาเทพาธิบดี (อิ่ม เทพานนท์) | ไม่ระบุ |
| 7 | พระยานิกรกิตติสาร | ไม่ระบุ |
| 8 | พระยาศรีสุริยราชวราภัย (จร รัตนบิณฑะ) | พ.ศ. 2445 ถึง พ.ศ. 2450 |
| 9 | พระยาพิชัยรณรงค์สงคราม (ดิศ นามะสนธิ) | พ.ศ. 2450 ถึง พ.ศ. 2454 |
| 10 | พระยาศรีสิทธิรักษ์ (ทิพย์ โรจนประดิษฐ์) | พ.ศ. 2454 ถึง พ.ศ. 2462 |
| 11 | พระยาสุรเทพภักดี (พร้อม ณ นคร) | พ.ศ. 2462 ถึง พ.ศ. 2466 |
| 12 | พระวิฑูรธุระการ (เพิ่ม นิลอุบล) | พ.ศ. 2466 ถึง พ.ศ. 2470 |
| 13 | หม่อมเจ้านิสากร ศรีธวัช | พ.ศ. 2470 ถึง พ.ศ. 2471 |
| 14 | พระชาติตระการ (หม่อมราชวงศ์จิตร คเนจร) | พ.ศ. 2471 ถึง พ.ศ. 2474 |
| 15 | พระอนุบาลสกลเขต (สัน มหาสันทนะ) | พ.ศ. 2474 ถึง พ.ศ. 2476 |
| 16 | พระอนุมานสารกรรม (โต่ง สรัคคานนท์) | พ.ศ. 2476 ถึง พ.ศ. 2479 |
| 17 | หลวงนรัตถรักษา (ชื่น วิจิตรเนตร) | พ.ศ. 2479 ถึง พ.ศ. 2482 |
| 18 | ขุนบริรักษ์บทวลัญช์ (ชุ่ม เธียรพงศ์) | พ.ศ. 2482 ถึง พ.ศ. 2485 |
| 19 | นายจรูญ คชภูมิ | พ.ศ. 2485 ถึง พ.ศ. 2487 |
| 20 | พระบริบูรณ์วุฒิราษฎร์ (ชุบ ศรลัมภ์) | พ.ศ. 2487 ถึง พ.ศ. 2489 |
| 21 | พระราชญาติรักษา (ประกอบ บุญนาค) | พ.ศ. 2489 ถึง พ.ศ. 2490 |
| 22 | นายปรง พะหูชนม์ | พ.ศ. 2490 ถึง พ.ศ. 2495 |
| 23 | นายเจริญ ภมรบุตร | พ.ศ. 2495 ถึง พ.ศ. 2497 |
| 24 | นายเยียน โพธิสุวรรณ | พ.ศ. 2497 ถึง พ.ศ. 2501 |
| 25 | นายคำรณ สังขกร | พ.ศ. 2501 ถึง พ.ศ. 2505 |
| 26 | นายเที่ยง เฉลิมช่วง | พ.ศ. 2505 ถึง พ.ศ. 2507 |
| 27 | นายพูลสวัสดิ์ กำลังงาม | พ.ศ. 2507 ถึง พ.ศ. 2508 |
| 28 | นายแสวง ศรีมาเสริม | พ.ศ. 2508 ถึง พ.ศ. 2511 |
| 29 | นายอรุณ นาถะเดชะ | พ.ศ. 2511 ถึง พ.ศ. 2515 |
| 30 | นายสมบูรณ์ เจริญจิตร | พ.ศ. 2515 ถึง พ.ศ. 2515 |
| 31 | นายสิทธิเดช นรัตถรักษา | พ.ศ. 2515 ถึง พ.ศ. 2517 |
| 32 | นายไสว ศิริมงคล | พ.ศ. 2517 ถึง พ.ศ. 2519 |
| 33 | นายประสิทธิ์ โกมลมาลย์ | พ.ศ. 2519 ถึง พ.ศ. 2520 |
| 34 | นายชูวงศ์ ฉายะบุตร | พ.ศ. 2520 ถึง พ.ศ. 2523 |
| 35 | นายวัชระ สิงควิบูลย์ | พ.ศ. 2523 ถึง พ.ศ. 2524 |
| 36 | นายศรีพงษ์ สระวาสี | พ.ศ. 2524 ถึง พ.ศ. 2528 |
| 37 | นายธวัชชัย สมสมาน | พ.ศ. 2528 ถึง พ.ศ. 2532 |
| 38 | นายธวัช มกรพงษ์ | พ.ศ. 2532 ถึง พ.ศ. 2533 |
| 39 | นายสุพงษ์ ศรลัมภ์ | พ.ศ. 2533 ถึง พ.ศ. 2535 |
| 40 | นายดิเรก อุทัยผล | พ.ศ. 2535 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2539 |
| 41 | นายสันติ เกรียงไกรสุข | 1 ตุลาคม พ.ศ. 2539 ถึง 8 ตุลาคม พ.ศ. 2540 |
| 42 | นายสุนทร ริ้วเหลือง | 9 ตุลาคม พ.ศ. 2540 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2541 |
| 43 | นายโกเมศ แดงทองดี | 1 ตุลาคม พ.ศ. 2541 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2542 |
| 44 | นายประสาท พงษ์ศิวาภัย | 1 ตุลาคม พ.ศ. 2542 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2545 |
| 45 | นายสุวัฒน์ ภิญโญเศรษฐ์ | 1 ตุลาคม พ.ศ. 2545 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2546 |
| 46 | นายพรเทพ พิมลเสถียร | 1 ตุลาคม พ.ศ. 2546 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2548 |
| 47 | นายพินิจ พิชยกัลป์ | 1 ตุลาคม พ.ศ. 2548 ถึง 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 |
| 48 | นายปรีชา เรืองจันทร์ | 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ถึง 19 ตุลาคม พ.ศ. 2551 |
| 49 | นายสมชัย หทยะตันติ | 20 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2552 |
| 50 | นายสุวิทย์ วัชโรทยางกูร | 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2555 |
| 51 | นายจักริน เปลี่ยนวงษ์ | 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2556 |
| 52 | นายสุรชัย ขันอาสา | 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2558 |
| 53 | นางฉัตรพร ราษฎร์ดุษดี | 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2559 |
| 54 | นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี | 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2561 |
| 55 | นายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ | 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2562 |
| 56 | นายสิริรัฐ ชุมอุปการ | 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2563 |
| 57 | นายรังสรรค์ ตันเจริญ | 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2564 |
| 58 | นายไพบูลย์ ณะบุตรจอม | 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2565 |
| 59 | นายพยนต์ อัศวพิชยนต์ | 2 ธันวาคม พ.ศ. 2565 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2566 |
| 60 | นายอดิเทพ กมลเวชช์ | 17 ธันวาคม พ.ศ. 2566 ถึง 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 |
| 61 | นางสาวธนียา นัยพินิจ | 26 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ถึง ปัจจุบัน |
โครงสร้างพื้นฐาน
[แก้]การศึกษา
[แก้]- ระดับอุดมศึกษา
- มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์พิจิตร
- วิทยาลัยชุมชนพิจิตร
- ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลพิจิตร (สถาบันร่วมผลิตแพทย์แห่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร)
- ศูนย์วิทยบริการ มหาวิทยาลัยนเรศวร
- ศูนย์วิทยบริการ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
- ศูนย์วิทยบริการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
- โรงเรียน
- โรงเรียนพิจิตรพิทยาคม
- โรงเรียนสระหลวงพิทยาคม
- โรงเรียนอนุบาลพิจิตร
- โรงเรียนพิจิตรอินเตอร์
- โรงเรียนอนุบาลวชิร
- โรงเรียนยอแซฟ พิจิตร
สาธารณสุข
[แก้]- โรงพยาบาลในจังหวัดพิจิตร
- โรงพยาบาลพิจิตร อำเภอเมืองพิจิตร
- โรงพยาบาลทัศนเวช อำเภอเมืองพิจิตร
- โรงพยาบาลสหเวช อำเภอเมืองพิจิตร
- โรงพยาบาลพิษณุเวช สาขาพิจิตร อำเภอเมืองพิจิตร
- โรงพยาบาลชัยอรุณเวชการ อำเภอเมืองพิจิตร
- โรงพยาบาลทับคล้อ อำเภอทับคล้อ
- โรงพยาบาลบางมูลนาก อำเภอบางมูลนาก
- โรงพยาบาลวังทรายพูน อำเภอวังทรายพูน
- โรงพยาบาลสามง่าม อำเภอสามง่าม
- โรงพยาบาลโพทะเล อำเภอโพทะเล
- โรงพยาบาลโพธิ์ประทับช้าง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง
- โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน อำเภอตะพานหิน
- โรงพยาบาลวชิรบารมี อำเภอวชิรบารมี
- โรงพยาบาลดงเจริญ อำเภอดงเจริญ
- โรงพยาบาลสากเหล็ก อำเภอสากเหล็ก
- โรงพยาบาลบึงนาราง อำเภอบึงนาราง
- อดีตโรงพยาบาลในจังหวัดพิจิตร
- โรงพยาบาลภัทรเวช อำเภอเมืองพิจิตร
- โรงพยาบาลตะพานหินรวมแพทย์ อำเภอตะพานหิน
การขนส่ง
[แก้]การขนส่งในจังหวัดพิจิตรมีทั้งทางถนนและทางราง ทางหลวงสำคัญในจังหวัดในแนวเหนือ-ใต้ ได้แก่ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 117 และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 ซึ่งเชื่อมต่อจากจังหวัดนครสวรรค์ ผ่านจังหวัดพิจิตร ไปยังจังหวัดพิษณุโลก ส่วนในแนวตะวันออก-ตะวันตก ได้แก่ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 115 ซึ่งเป็นทางหลวงที่เชื่อมต่อไปจังหวัดกำแพงเพชร นอกจากนี้ ยังมีทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 113 ซึ่งเชื่อมต่อจากตัวเมืองไปยังอำเภอตะพานหิน และไปยังจังหวัดเพชรบูรณ์
นอกจากทางถนนแล้ว จังหวัดพิจิตรยังมีทางรถไฟสายเหนือผ่านอำเภอบางมูลนาก อำเภอตะพานหิน และอำเภอเมืองพิจิตร โดยมีสถานีรถไฟ 10 แห่ง ได้แก่ สถานีรถไฟวังกร่าง บางมูลนาก หอไกร ดงตะขบ ตะพานหิน ห้วยเกตุ หัวดง วังกรด พิจิตร และสถานีรถไฟท่าฬ่อ
- อำเภอสามง่าม 18 กิโลเมตร
- อำเภอสากเหล็ก 20 กิโลเมตร
- อำเภอโพธิ์ประทับช้าง 21 กิโลเมตร
- อำเภอวชิรบารมี 27 กิโลเมตร
- อำเภอตะพานหิน 29 กิโลเมตร
- อำเภอวังทรายพูน 32 กิโลเมตร
- อำเภอทับคล้อ 49 กิโลเมตร
- อำเภอบางมูลนาก 51 กิโลเมตร
- อำเภอบึงนาราง 54 กิโเมตร
- อำเภอโพทะเล 59 กิโลเมตร
- อำเภอดงเจริญ 66 กิโลเมตร
วัฒนธรรมและประเพณี
[แก้]
ประเพณีแข่งเรือ
[แก้]จังหวัดพิจิตรมีการแข่งเรือประเพณีมาเป็นเวลานานแล้วเพราะมีธรรมเนียมว่า วัดใดถ้าจัดงานปิดทองไหว้พระแล้วก็จะต้องจัดงานแข่งเรือควบคู่กันไปด้วย มักจัดกันในฤดูน้ำหลาก ประมาณวันเสาร์-อาทิตย์ต้นเดือนกันยายนของทุกปี ในงานจะมีการแข่งเรือประเพณีและการประกวดขบวนแห่เรือต่าง ๆ ในแม่น้ำน่าน หน้าวัดท่าหลวงมีการจัดกิจจกรรมภายในงานที่น่าสนในมากมาย
การแข่งเรือยาวของหวัดท่าหลวงเริ่มในสมัยท่าเจ้าคุณพระธรรมทัสส์มุนีวงค์ (เอี่ยม) เจ้าอาวาสวัดท่าหลวง และเจ้าคณะจังหวัดพิจิตร เมื่อประมาณ พ.ศ. 2450 ได้กำหนดงานจัดงานแข่งขันเรือตามกำหนดวัน คือ วัน ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี ภายหลังน้ำในแม่น้ำน่านลดลงเร็วเกินไป ไม่เหมาะสมจะแข่งขันเรือยาว จึงเปลี่ยนมาเป็นวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 10 และทางวัดแข่งขันเพียงวันเดียว การแข่งขันเรือยาวได้จัดนำผ้าห่มหลวงพ่อเพชรมอบให้เป็นรางวัลสำหรับเรือยาวที่ชนะเลิศ และรองชนะเลิศ ต่อมาได้เปลี่ยนรางวัลเป็นธงที่มีรูปหลวงพ่อเพชรแทน
ประเพณีกำฟ้า
[แก้]เป็นประเพณีสำคัญของชาวบ้านป่าแดง ตำบลหนองพยอม อำเภอตะพานหิน ซึ่งเป็นชาวไทยพวน ซึ่งถือปฏิบัติต่อกันมา เป็นเวลาช้านาน จัดตรงกับวันขึ้น 2 ค่ำและ 3 ค่ำ เดือน 3 (ประมาณเดือนกุมภาพันธ์) เพื่อแสดง ความเคารพบูชาเทวดาและพระมหากษัตริย์ เมื่อถึงวันกำฟ้าชาวไทยพรวนจะกลับมายังบ้านของตน เพื่อร่วมทำบุญกับญาติพี่น้อง พบปะสังสรรค์และเล่นกีฬาพื้นบ้าน
ตำนาน
[แก้]พระพิจิตรเกศคด
[แก้]ตามตำนานเล่าว่าในสมัยโบราณ พิจิตรเป็นเมืองลูกหลวงของกรุงสุโขทัย เวลามีศึกสงคราม ก็มักจะมีการเกณฑ์ชายฉกรรจ์ชาวพิจิตรไปรบ และนักรบจากเมืองพิจิตรนี้มีความกล้าหาญอย่างยิ่ง ก็มีผู้สงสัยว่าทำไมนักรบเหล่านี้จึงกล้าหาญ ก็ปรากฏว่า ชายฉกรรจ์เหล่านี้ต่างมีพระเครื่อง ที่เป็นวัตถุมงคลติดตัวไปทุกคน และพระเครื่องเหล่านี้ก็แปลกกว่าที่อื่น ๆ คือตรงเศียรพระจะเอียงไม่ตรง เข้าใจว่าพิมพ์ที่นำมาใช้หล่อพระนั้นจะทำไม่ตรง แต่ภายหลังก็เป็นที่นิยมกันว่า พระเครื่องของพระเกจิอาจารย์ต่าง ๆ ที่ทำขึ้นในเมืองพิจิตรในสมัยต่อมามักจะทำเกศให้คด เป็นรูปพิมพ์นิยม จึงเรียกกันติดปากว่า พิจิตรเกศคด
ตำนานชาละวัน
[แก้]
ชาละวัน เป็นจระเข้ใหญ่เลื่องชื่อแห่งแม่น้ำน่านเก่าเมืองพิจิตร สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นในสมัยที่พิจิตรมีเจ้าเมืองปกครอง ตามตำนานกล่าวว่า มีตายายสองสามีภรรยา ออกไปหาปลาพบไข่จระเข้ที่สระน้ำแห่งหนึ่ง จึงเก็บมาฟักเป็นตัวแล้วเลี้ยงไว้ในอ่างน้ำ เพราะยายอยากเลี้ยงไว้แทนลูก ต่อมาจระเข้ตัวใหญ่ขึ้นจึงนำไปเลี้ยงไว้ในสระใกล้บ้านหาปลามาให้เป็นประจำ ต่อมาตายายหาปลามาให้เป็นอาหารไม่พออิ่ม จระเข้ตัวนั้นจึงกินตายายเป็นอาหาร เมื่อขาดคนเลี้ยงดูให้อาหาร จระเข้ใหญ่จึงออกจากสระไปอาศัยอยู่ในแม่น้ำน่านเก่าซึ่งอยู่ห่างจากสระตายายประมาณ 500 เมตร
แม่น้ำน่านเก่าในสมัยนั้นยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์ปลานานาชนิดและมีน้ำบริบูรณ์ตลอดปี ขณะนั้นไหลผ่านบ้านวังกระดี่ทอง บ้านดงเศรษฐี ล่องไปทางใต้ ไหลผ่านบ้านดงชะพลู บ้านคะเชนทร์ บ้านเมืองพิจิตรเก่า บ้านท่าข่อย จนถึงบ้านบางคลาน จระเข้ใหญ่ก็เที่ยวออกอาละวาดอยู่ในแม่น้ำตั้งแต่ย่านเหนือเขตวังกระดี่ทอง ดงชะพลู จนถึงเมืองเก่า แต่ด้วยจระเข้ใหญ่ของตายายได้เคยลิ้มเนื้อมนุษย์แล้ว จึงเที่ยวอาละวาดกัดกินคนทั้งบนบกและในน้ำไม่มีเว้นแต่ละวัน จึงถูกขนานนามว่า "ไอ้ตาละวัน" ตามสำเนียงภาษาพูดของชาวบ้านที่เรียกตามความดุร้ายที่มันทำร้ายคน ไม่เว้นแต่ละวัน ต่อมาก็เรียกเพี้ยนเสียงเป็น "ไอ้ชาละวัน" และเขียนเป็น "ชาลวัน" ตามเนื้อเรื่องในพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ชื่อของชาละวันแพร่สะพัดไปทั่วเพราะเจ้าชาละวันไปคาบเอาบุตรสาวคนหนึ่งของเศรษฐีเมืองพิจิตรขณะกำลังอาบน้ำอยู่ที่แพท่าน้ำาหน้าบ้าน เศรษฐีจึงประกาศให้สนบนหลายสิบชั่ง พร้อมทั้งยกลูกสาวที่มีอยู่อีกคนหนึ่งให้แก่ผู้ที่ฆ่าชาละวันได้ ไกรทอง พ่อค้าจากเมืองล่าง สันนิษฐานว่าจากเมืองนนทบุรี รับอาสาปราบจระเข้ใหญ่ด้วยหอกลงอาคมหมอจระเข้ ถ้ำชาละวันสันนิษฐานว่าอยู่กลางแม่น้ำน่านเก่า ปัจจุบันอยู่ห่างจากที่พักสงฆ์ถ้ำชาละวัน บ้านวังกระดี่ทอง ตำบลย่านยาว ไปทางใต้ประมาณ 300 เมตร ทางลงปากถ้ำเป็นโพรงลึกเป็นรูปวงกลมมีขนาดพอดี จระเข้ขนาดใหญ่มากเข้าได้อย่างสบาย คนรุ่นเก่าได้เล่าถึงความใหญ่โตของชาละวันว่า เวลามันอวดศักดาลอยตัวปริ่มน้ำขวางคลอง ลำตัวของมันจะยาวคับคลอง คือหัวอยู่ฝั่งนี้ หางอยู่ฝั่งโน้น เรื่องชาละวันเป็นเรื่องที่เลื่องลือมาก จนพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครนอกเรื่อง "ไกรทอง" และให้นามจระเข้ใหญ่ว่า "พญาชาลวัน"
สถานที่ท่องเที่ยว
[แก้]
|
|
- แม่น้ำน่าน หลังวัดท่าหลวง
บุคคลที่มีชื่อเสียง
[แก้]นักร้อง/นักดนตรี
[แก้]- ยอดรัก สลักใจ (แอ๊ว) หรือ (ส.ต.ท. นิพนธ์ ไพรวัลย์)
- จอมขวัญ กัลยา
- ภัชชาวีร์ รัตนใหม่ (พิมพลอย)
- สันติ ดวงสว่าง หรือ (จเร ภู่ทอง)
- กิจฏิเมธ ชาญพานิช (โอม) (อดีตสมาชิกมือเบสทรีแมนดาวน์) (พ.ศ. 2556 - 2565)
นักแสดง
[แก้]- จำนงค์ ปิยะโชติ (น้านงค์ เชิญยิ้ม)
- จิรายุ ตั้งศรีสุข
- อรชร เชิญยิ้ม
- ซาร่าห์ สายสกุลเศรษฐ์
นักจัดรายการวิทยุ นักเขียน พิธีกรรายการโทรทัศน์
[แก้]นักการเมือง/ข้าราชการ
[แก้]- ยุพา อุดมศักดิ์
- ชูศักดิ์ ศิรินิล
- นราพัฒน์ แก้วทอง
- ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์
- ประสพสุข บุญเดช
- วีระ โรจน์พจนรัตน์
นักธุรกิจ
[แก้]หมายเหตุ
[แก้]- ↑ ผู้ดำรงตำแหน่งรายดังกล่าวจะพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ในวันที่ 30 กันยายน 2569 ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 อนุมัติให้ผู้ดำรงตำแหน่งรายดังกล่าวดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ผู้ดำรงตำแหน่งรายดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ และให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งตามกฎหมายว่าด้วยข้าราชการพลเรือน
อ้างอิง
[แก้]- ↑ ศูนย์สารสนเทศเพื่อการบริหารและงานปกครอง. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ข้อมูลการปกครอง." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.dopa.go.th/padmic/jungwad76/jungwad76.htm [ม.ป.ป.]. สืบค้น 18 เมษายน 2553.
- ↑ กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568" [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://stat.bora.dopa.go.th/stat/pk/pk_68.pdf 2569. สืบค้น 18 เมษายน 2569.
- ↑ ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง เปลี่ยนชื่ออำเภอ. เก็บถาวร 2011-11-07 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 34 ตอนที่ ๐ก วันที่ 29 เมษายน 2460
- 1 2 "รายงานสถิติจังหวัดพิจิตร" (PDF). 2024: 9–10. สืบค้นเมื่อ 2025-12-10.
{{cite journal}}: การอ้างอิง journal จำเป็นต้องระบุ|journal=(วิธีใช้) - ↑ ข้อมูลจำนวน อปท. แยกรายจังหวัด กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]16°26′N 100°21′E / 16.44°N 100.35°E
- แผนที่และภาพถ่ายทางอากาศของ จังหวัดพิจิตร
- แผนที่ จาก มัลติแมป โกลบอลไกด์ หรือ กูเกิลแผนที่
- ภาพถ่ายทางอากาศ จาก เทอร์ราเซิร์ฟเวอร์
- ภาพถ่ายดาวเทียม จาก วิกิแมเปีย
