ศาสนาในประเทศไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรมให้ทางราชการรับรองศาสนาในประเทศไทยไว้ 5 ศาสนา[1] ดังนี้ ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์

ศาสนิกชน[แก้]

จากสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2543 พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2554 และ พ.ศ. 2557 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าในประเทศไทยมีผู้นับถือศาสนา ดังนี้

ศาสนา พ.ศ. 2543[2] พ.ศ. 2551[3] พ.ศ. 2554[4] พ.ศ. 2557[5]
ศาสนาพุทธ 57,157,751 (93.83%) 93.9% 94.6% 94.6%
ศาสนาอิสลาม 2,777,542 (4.56%) 5.2% 4.6% 4.2%
ศาสนาคริสต์ 486,840 (0.8%) 0.7% 0.7% 1.1%
ศาสนาฮินดู 52,631 (0.086%) 0.2% 0.1% 0.1%
ลัทธิขงจื๊อ 6,925 (0.011%)
ศาสนาอื่น ๆ 48,156 (0.079%)
อศาสนา 164,396 (0.27%)
ไม่ทราบศาสนา 222,200 (0.36%) ไม่มีข้อมูล ไม่มีข้อมูล ไม่มีข้อมูล

อย่างไรก็ตามการสำรวจขององค์การพัฒนาเอกชน นักวิชาการ และกลุ่มศาสนา บ่งชี้ว่าประเทศไทยมีชาวพุทธนิกายเถรวาทราว 85-90% และผู้นับถือศาสนาอิสลามอาจมีมากถึง 10% สำหรับผู้ไม่นับถือศาสนากรมการศาสนาประมาณการว่ามีน้อยกว่า 1% ของประชากรทั้งประเทศ[6]

ศาสนาและภาครัฐ[แก้]

นับแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นต้นมา ฝ่ายอาณาจักรมีความสัมพันธ์กับฝ่ายศาสนจักรอย่างแน่นแฟ้น พระมหากษัตริย์ไทยและพระราชนิกุลทรงเป็นพุทธมามกะและหลายพระองค์ทรวงผนวชเป็นภิกษุ จึงมีการอุดหนุนค้ำจุนกันระหว่างสถาบันทั้งสองเรื่อยมา ในปัจจุบันกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม มีหน้าที่กำกับดูแลและรับรองกลุ่มศาสนาซึ่งรับรองเพียงห้าศาสนาหลักเท่านั้น และไม่รับรองกลุ่มศาสนาใดเพิ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2527 เป็นต้นมา[6] กลุ่มศาสนาที่ได้รับการรับรองมีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุนและสิทธิ์ประโยชน์ทางภาษี ส่วนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ดูแลพุทธศาสนาโดยเฉพาะ ทั้งสองหน่วยงานรับงบประมาณจากรัฐบาลเพื่อใช้ในกิจการทางศาสนารวมกันกว่าสี่พันล้านบาทต่อปี[ต้องการอ้างอิง]

กระทรวงมหาดไทยเคยเก็บข้อมูลศาสนาและหมู่เลือดของคนไทยและพิมพ์ลงในบัตรประจำตัวประชาชน[7] แต่ปัจจุบันเลิกแล้ว[8] และศาสนาถือเป็นหนึ่งในข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎร[9] นอกจากนี้ในการสมัครงาน ใบสมัครเข้าเรียนในสถานศึกษา[10] หรือประวัติคนไข้ในโรงพยาบาล พุทธศาสนาเป็นวิชาบังคับในโรงเรียนรัฐบาลทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา และเป็นวิชาหนึ่งในการสอบรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งมีนักเรียนโรงเรียนเอกชนสอบด้วย แต่นักเรียนในโรงเรียนรัฐที่นับถือศาสนาอื่นไม่ต้องสวดมนต์ไหว้พระหลังเคารพธงชาติทุกวัน[11]

กฎหมาย[แก้]

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 รวมถึงรัฐธรรมนูญไทยฉบับก่อนหน้ารับรองเสรีภาพในการถือศาสนาของประชาชน[12] แต่บัญญัติว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก[13] และกำหนดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐชัดเจนว่ารัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาในมาตรา 79[14] แม้ว่าจะมีการเรียกร้องให้บัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวแต่ในที่สุดมาตรานี้มีความเพียงว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน" นอกจากรัฐธรรมนูญแล้วศาสนาในประเทศไทยยังได้รับการคุ้มครองโดย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งห้ามการกล่าวหมิ่นประมาทพุทธศาสนารวมถึงพระสงฆ์ และคุ้มครองศาสนสถานและศาสนพิธีของศาสนาอื่น ๆ ตามลำดับ[6]

ในทางปฏิบัติ[แก้]

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

อิทธิพลของศาสนาและความเชื่อในประเทศไทยสะท้อนออกมาในหลากหลายรูปแบบ อาทิ ตราแผ่นดินหรือตราประจำหน่วยงานที่มักเป็นเทพเจ้าในศาสนพราหมณ์-ฮินดู การใช้ปีพุทธศักราช (แต่ยึดปฏิทินสุริยคติตามระบบเกรโกเรียน) การใส่ภาพวัดในพุทธศาสนาลงในเหรียญกษาปณ์และธนบัตร การตั้งศาลพระภูมิในหน่วยงานราชการ การบูชาพระรัตนตรัยก่อนเริ่มพิธีการ การกำหนดวันสำคัญในศาสนาพุทธเป็นวันหยุดราชการ รวมถึงรัฐพิธีที่เป็นความเชื่อทางศาสนาที่มีมาแต่โบราณ เช่น พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีตรียัมพวาย ตรีปวาย

ศาสนาพุทธ[แก้]

Searchtool.svg ดูบทความหลักที่ ศาสนาพุทธในประเทศไทย

ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไทยเป็นพุทธศาสนิกชนนิกายเถรวาท ซึ่งในปัจจุบันศาสนาพุทธในประเทศไทยได้ผสมผสานเข้ากับความเชื่อพื้นบ้าน อย่างเช่น การตั้งศาลพระภูมิเจ้าที่ การถือฤกษ์ นอกจากนี้จำนวนประชากรชาวไทย-จีนขนาดใหญ่ที่อพยพเข้ามาในประเทศก็นับถือทั้งศาสนาพุทธและประเพณีดั้งเดิม[15] วัดพุทธในประเทศมีเอกลักษณ์ที่เจดีย์สีทองสูง และสถาปัตยกรรมพุทธในประเทศไทยคล้ายคลึงกับในประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กัมพูชาและลาว ซึ่งมีภูมิหลังทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ร่วมกัน

ศาสนาอิสลาม[แก้]

Searchtool.svg ดูบทความหลักที่ ศาสนาอิสลามในประเทศไทย

ชาวมุสลิมเป็นประชากรขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ในประเทศไทย[15][6] ในบริเวณสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล ตลอดจนบางส่วนของจังหวัดสงขลาและชุมพร มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ประกอบด้วยทั้งผู้ที่มีเชื้อสายไทยและมาเลย์ คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่าประชากรชาวมุสลิมส่วนใหญ่ของประเทศอาศัยอยู่มากที่สุดบริเวณนี้

อย่างไรก็ตามการวิจัยของกระทรวงการต่างประเทศ ชี้ว่า ชาวไทยมุสลิมเพียงร้อยละ 18 อาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ ส่วนที่เหลือได้อาศัยอยู่กระจายกันไปทั่วประเทศ โดยมีอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครมากที่สุด และตลอดภาคใต้ของประเทศ ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ใน พ.ศ. 2548 ชาวมุสลิมในภาคใต้ของประเทศคิดเป็นประชากรร้อยละ 30.4 ของประชากรที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ ในขณะที่มุสลิมในส่วนอื่นของประเทศกลับมีน้อยกว่าร้อยละ 3[ต้องการอ้างอิง]

ประชากรมุสลิมของไทยมีความหลากหลายและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน โดยมีกลุ่มเชื้อชาติอพยพเข้ามาจากจีน ปากีสถาน กัมพูชา บังกลาเทศ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เช่นเดียวกับชาวไทย ขณะที่มุสลิมในประเทศไทยราวสองในสามมีเชื้อสายมาเลย์

ศาสนาคริสต์[แก้]

Searchtool.svg ดูบทความหลักที่ ศาสนาคริสต์ในประเทศไทย

ศาสนาคริสต์มีประวัติศาสตร์ยาวนานในประเทศไทย ถูกนำเข้ามาเผยแผ่โดยมิชชันนารียุโรปตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1550 ศาสนาคริสต์มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศให้ทันสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสถาบันสังคม การศึกษา สาธารณสุข และเทคโนโลยี[16] ปัจจุบันประเทศไทยมีคริสต์ศาสนิกชนในประเทศไทย มีจำนวนทั้งหมด 824,693 คน คิดเป็นร้อยละ 1.2871% ของประชากร 64,076,033 คน โดยแบ่งเป็น 3 นิกายต่าง ๆ ดังนี้ นิกายโปรเตสแตนต์จำนวน 444,446 คน (0.6936%) นิกายโรมันคาทอลิก 379,347 คน (0.592%) และนิกายอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ 900 คน (0.0014%)[17] อาศัยอยู่ตามภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทุกทั่วจังหวัดของประเทศไทย

ศาสนาฮินดู[แก้]

Searchtool.svg ดูบทความหลักที่ ศาสนาฮินดูในประเทศไทย

ศาสนาซิกข์[แก้]

Searchtool.svg ดูบทความหลักที่ ศาสนาซิกข์ในประเทศไทย


ศาสนาอื่น ๆ[แก้]

ศาสนาพื้นบ้านจีน[แก้]

ศาสนายูดาห์[แก้]

Searchtool.svg ดูบทความหลักที่ ศาสนายูดาห์ในประเทศไทย

ศาสนาบาไฮ[แก้]

ลัทธิขงจื๊อ[แก้]

ลัทธิเต๋า[แก้]

ลัทธิอนุตตรธรรม[แก้]

ลัทธิอนุตตรธรรมเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกราว พ.ศ. 2492[18] จากอาจารย์ในลัทธิที่ลี้ภัยจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนเข้ามาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ และได้ตั้งสถานธรรมแห่งแรกขึ้นในประเทศไทยช่วงคริสต์ทศวรรษ 1950 ต่อมามีลัทธิอนุตตรธรรมหลายสายเข้ามาเผยแผ่ในประเทศไทยมากขึ้น ในปัจจุบันสายที่ใหญ่ที่สุดคือสายฟาอี ซึ่งประกอบด้วยหลายสายย่อย ที่สำคัญเช่น สายฟาอีฉงเต๋อซึ่งตั้งสถานธรรมแรกในปี พ.ศ. 2521 สายฟาอีหลิงอิ่นในปี พ.ศ. 2523 เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสายเป่ากวงเจี้นเต๋อที่ตั้งสถานธรรมเทียนเป่าในปี พ.ศ. 2533

แม้ประชากรไทยส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาพุทธ แต่มีพุทธศาสนิกชนชาวไทยจำนวนมากเข้าเป็นสมาชิกลัทธิอนุตตรธรรมเพราะเข้าใจผิดว่าเป็นพุทธศาสนานิกายมหายานรูปแบบหนึ่ง จากข้อมูลของ World I-Kuan Tao Headquarters ที่เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2548 ระบุว่าลัทธิอนุตตรธรรมมีสมาชิกราว 1,000,000 คนในประเทศไทย ในจำนวนนี้มีพระราชวงศ์และข้าราชการระดับสูงรวมอยู่ด้วย[18]

อ้างอิง[แก้]

  1. [1], กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม
  2. ประชากรจำแนกตามศาสนา หมวดอายุ เพศ และเขตการปกครอง สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2543, สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
  3. [2], สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2551, สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
  4. ร้อยละของประชากรอายุ 13 ปีขึ้นไป เกี่ยวกับการนับถือศาสนาในประเทศไทย (ในหน้า6-8 สารสถิติ ปีที่ 23 ต.ค.-ธ.ค.2555 สำนักงานสถิติแห่งชาติ), สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2554, สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
  5. [3], สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2557, สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
  6. 6.0 6.1 6.2 6.3 "International Religious Freedom Report, Thailand". US Department of State. 2549. 
  7. กฎกระทรวงฉบับที่ 18 (พ.ศ. 2542) ออกตามความใน พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชน
  8. ถาม-ตอบเรื่องบัตรประชาชน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
  9. พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 4
  10. ใบสมัครมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ปีการศึกษา 2555
  11. [[s:ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ_ว่าด้วยการสวดมนต์ไหว้พระของนักเรียน_พ.ศ._๒๕๐๓|]] ที่ วิกิซอร์ซ
  12. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หมวด 3 มาตรา 37
  13. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 9
  14. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หมวด 5 มาตรา 79
  15. 15.0 15.1 "CIA World Factbook: Thailand". Central Intelligence Agency. 8 February 2007. สืบค้นเมื่อ 1 March 2011. 
  16. Catholic Encyclopedia Article
  17. ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, พิมพ์ครั้งที่ 3, ราชบัณฑิตยสถาน, 2552, หน้า 468
  18. 18.0 18.1 Joseph J. F. Chen. I-kuan Tao. Bloomington, Indiana : Authorhouse, ค.ศ. 2005. 191 หน้า. ISBN 1-4184-9516-6 หน้า 84-90