ข้ามไปเนื้อหา

ศาสนาในประเทศไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ศาสนาในประเทศไทย (ประมาณ พ.ศ. 2564)[1]
  1. พุทธ[a] (92.5%)
  2. อิสลาม (5.40%)
  3. คริสต์ (1.20%)
  4. อื่น ๆ / ไม่ระบุ (0.90%)

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดในบรรดาศาสนาในประเทศไทย โดยมีผู้นับถือมากกว่าร้อยละ 90 ของประชากรทั้งหมด และได้รับอิทธิพลอย่างหนักจากศาสนาฮินดู โดยชาวไทยสยามส่วนใหญ่เคารพบูชาเทพเจ้าฮินดูองค์สำคัญ ๆ ในการปฏิบัติศาสนกิจประจำวัน[2][3] ศาสนาในประเทศไทยเป็นศาสนาผสม[4][5] รัฐธรรมนูญไทยไม่ได้ระบุศาสนาประจำชาติ แต่สนับสนุนศาสนาพุทธ และยืนยันเสรีภาพในการนับถือศาสนาแก่พลเมืองไทยทุกคน รามเกียรติ์ (รามายณะฉบับไทย) ได้รับการรับรองเป็นมหากาพย์ระดับชาติ[6]

กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรมให้ทางราชการรับรองศาสนาในประเทศไทยไว้ 5 ศาสนา[7] ดังนี้ ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์[8]

พระภิกษุรูปหนึ่งกำลังสนทนากับบาทหลวงโรมันคาทอลิก แสดงให้เห็นถึงความกลมเกลียวของผู้นำศาสนาที่แตกต่างในประเทศไทย

ศาสนิกชน

[แก้]

จากสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2543[9] พ.ศ. 2551[10] พ.ศ. 2554[11] และ พ.ศ. 2557[12][13] โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าในประเทศไทยมีผู้นับถือศาสนา ดังนี้

ศาสนาพ.ศ. 2543พ.ศ. 2551พ.ศ. 2554พ.ศ. 2557พ.ศ. 2558พ.ศ. 2561
ศาสนาพุทธ57,157,751 (93.83%)93.9%61,746,429 (94.6%)94.6%63,620,298 (94.50%)63,299,192 (93.46%)
ศาสนาอิสลาม2,777,542 (4.56%)5.2%3,259,340 (4.6%)4.2%2,892,311 (4.29%)3,639,233 (5.37%)
ศาสนาคริสต์486,840 (0.8%)0.7%789,376 (0.7%)1.1%787,589 (1.17%)767,624 (1.13%)
ศาสนาฮินดู52,631 (0.086%)0.2%182,694 (0.1%)ไม่มีข้อมูล22,110 (0.03%)12,195 (0.018%)
ศาสนาซิกข์11,124 (0.02%)ไม่มีข้อมูล716 (0.001%)
ลัทธิขงจื๊อ6,925 (0.011%)ไม่มีข้อมูล1,030 (0.001%)2,009 (0.002%)
ศาสนาอื่น ๆ48,156 (0.079%)70,742 (0.11%)1,583 (0.002%)
ไม่มีศาสนา164,396 (0.27%)ไม่มีข้อมูล2,925 (0.005%)ไม่มีข้อมูลไม่มีข้อมูล2,082 (0.003%)
ไม่ทราบศาสนา222,200 (0.36%)ไม่มีข้อมูล3,820 (<0.1%)ไม่มีข้อมูลไม่มีข้อมูล4,085 (0.006%)

ร้อยละของประชากรอายุ 13 ปีขึ้นไป จำแนกตามศาสนา และภาค พ.ศ. 2557[14][15]

ศาสนากรุงเทพมหานครภาคกลางภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือภาคใต้ทั่วราชอาณาจักร
ศาสนาพุทธ95.3%97.2%96.6%99.4%75.3%94.6%
ศาสนาอิสลาม2.9%1.9%0.1%0.1%24.5%4.2%
ศาสนาคริสต์1.6%0.9%2.7%0.5%0.2%1.1%
ศาสนาอื่น ๆ0.2%-0.6%--0.1%

อย่างไรก็ตามการสำรวจขององค์การพัฒนาเอกชน นักวิชาการ และกลุ่มศาสนา ในปี พ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010)[16] บ่งชี้ว่าประเทศไทยมีผู้นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาทประมาณ 85-95% ศาสนาอิสลามประมาณ 5-10% และศาสนาอื่น ๆ เช่น ศาสนาคริสต์ ลัทธิขงจื๊อ ศาสนาฮินดู ศาสนายูดาห์ ศาสนาซิกข์ ลัทธิเต๋า และไม่มีศาสนา รวมกันประมาณ 5% สำหรับผู้ที่ไม่มีศาสนากรมการศาสนาประมาณการว่ามีน้อยกว่า 1% ของประชากรทั้งประเทศ[17]

ศาสนาและภาครัฐ

[แก้]

นับแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นต้นมา ฝ่ายอาณาจักรมีความสัมพันธ์กับฝ่ายศาสนจักรอย่างแน่นแฟ้น พระมหากษัตริย์ไทยและพระราชนิกุลทรงเป็นพุทธมามกะและหลายพระองค์ทรวงผนวชเป็นภิกษุ จึงมีการอุดหนุนค้ำจุนกันระหว่างสถาบันทั้งสองเรื่อยมา ในปัจจุบันกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม มีหน้าที่กำกับดูแลและรับรองกลุ่มศาสนาซึ่งรับรองเพียงห้าศาสนาหลักเท่านั้น และไม่รับรองกลุ่มศาสนาใดเพิ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2527 เป็นต้นมา[17] กลุ่มศาสนาที่ได้รับการรับรองมีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุนและสิทธิ์ประโยชน์ทางภาษี ส่วนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ดูแลพุทธศาสนาโดยเฉพาะ ทั้งสองหน่วยงานรับงบประมาณจากรัฐบาลเพื่อใช้ในกิจการทางศาสนารวมกันกว่าสี่พันล้านบาทต่อปี[ต้องการอ้างอิง]

กระทรวงมหาดไทยเคยเก็บข้อมูลศาสนาและหมู่เลือดของคนไทยและพิมพ์ลงในบัตรประจำตัวประชาชน[18] แต่ปัจจุบันเลิกแล้ว[19] และศาสนาถือเป็นหนึ่งในข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎร[20] ในใบสมัครงาน ใบสมัครเข้าเรียนในสถานศึกษา[21] หรือประวัติคนไข้ในโรงพยาบาล ในปัจจุบันนักเรียนในโรงเรียนรัฐที่นับถือศาสนาอื่นไม่ต้องสวดมนต์ไหว้พระหลังเคารพธงชาติทุกวัน[22] และวิชาพระพุทธศาสนาไม่ได้เป็นวิชาบังคับในหลักสูตรของโรงเรียนรัฐบาลทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาอีกต่อไป เนื่องด้วยนักวิชาการให้ความเห็นว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคลและขัดต่อหลักเสรีภาพในการนับถือศาสนา

กฎหมาย

[แก้]

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 รวมถึงรัฐธรรมนูญไทยฉบับก่อนหน้ารับรองเสรีภาพในการถือศาสนาของประชาชน[23] แต่บัญญัติว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก[24] และกำหนดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐชัดเจนว่ารัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาในมาตรา 79[25] แม้ว่าจะมีการเรียกร้องให้บัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวแต่ในที่สุดมาตรานี้มีความเพียงว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน" นอกจากรัฐธรรมนูญแล้วศาสนาในประเทศไทยยังได้รับการคุ้มครองโดย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งห้ามการกล่าวหมิ่นประมาทพุทธศาสนารวมถึงพระสงฆ์ และคุ้มครองศาสนสถานและศาสนพิธีของศาสนาอื่น ๆ ตามลำดับ[17]

ในทางปฏิบัติ

[แก้]
พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

อิทธิพลของศาสนาและความเชื่อในประเทศไทยสะท้อนออกมาในหลากหลายรูปแบบ อาทิ ตราแผ่นดินหรือตราประจำหน่วยงานที่มักเป็นเทพเจ้าในศาสนพราหมณ์-ฮินดู การใช้ปีพุทธศักราช (แต่ยึดปฏิทินสุริยคติตามระบบเกรโกเรียน) การใส่ภาพวัดในพุทธศาสนาลงในเหรียญกษาปณ์และธนบัตร การตั้งศาลพระภูมิในหน่วยงานราชการ การบูชาพระรัตนตรัยก่อนเริ่มพิธีการ การกำหนดวันสำคัญในศาสนาพุทธเป็นวันหยุดราชการ รวมถึงรัฐพิธีที่เป็นความเชื่อทางศาสนาที่มีมาแต่โบราณ เช่น พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีตรียัมพวาย ตรีปวาย

ศาสนาพุทธ

[แก้]

ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไทยเป็นพุทธศาสนิกชนนิกายเถรวาท ซึ่งในปัจจุบันศาสนาพุทธในประเทศไทยได้ผสมผสานเข้ากับความเชื่อพื้นบ้าน อย่างเช่น การตั้งศาลพระภูมิเจ้าที่ การถือฤกษ์ นอกจากนี้จำนวนประชากรชาวไทย-จีนขนาดใหญ่ที่อพยพเข้ามาในประเทศก็นับถือทั้งศาสนาพุทธและประเพณีดั้งเดิม[26] วัดพุทธในประเทศมีเอกลักษณ์ที่เจดีย์สีทองสูง และสถาปัตยกรรมพุทธในประเทศไทยคล้ายคลึงกับในประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กัมพูชาและลาว ซึ่งมีภูมิหลังทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ร่วมกัน

ศาสนาอิสลาม

[แก้]

ชาวมุสลิมเป็นประชากรขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ในประเทศไทย[26][17] ในบริเวณสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล ตลอดจนบางส่วนของจังหวัดสงขลาและชุมพร มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ประกอบด้วยทั้งผู้ที่มีเชื้อสายไทยและมลายู คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่าประชากรชาวมุสลิมส่วนใหญ่ของประเทศอาศัยอยู่มากที่สุดบริเวณนี้

อย่างไรก็ตามการวิจัยของกระทรวงการต่างประเทศ ชี้ว่า ชาวไทยมุสลิมเพียงร้อยละ 18 อาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ ส่วนที่เหลือได้อาศัยอยู่กระจายกันไปทั่วประเทศ โดยมีอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครมากที่สุด และตลอดภาคใต้ของประเทศ ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ใน พ.ศ. 2548 ชาวมุสลิมในภาคใต้ของประเทศคิดเป็นประชากรร้อยละ 30.4 ของประชากรที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ ในขณะที่มุสลิมในส่วนอื่นของประเทศกลับมีน้อยกว่าร้อยละ 3[ต้องการอ้างอิง]

ประชากรมุสลิมของไทยมีความหลากหลายและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน โดยมีกลุ่มเชื้อชาติอพยพเข้ามาจากจีน ปากีสถาน กัมพูชา บังกลาเทศ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เช่นเดียวกับชาวไทย ขณะที่มุสลิมในประเทศไทยราวสองในสามมีเชื้อสายมลายู

ศาสนาฮินดู

[แก้]

ศาสนาซิกข์

[แก้]

ศาสนาคริสต์

[แก้]

ศาสนาคริสต์มีประวัติศาสตร์ยาวนานในประเทศไทย ถูกนำเข้ามาเผยแผ่โดยมิชชันนารียุโรปตั้งแต่สมัยอาณาจักรอยุธยา ประมาณคริสต์ทศวรรษ 1550 (พ.ศ. 2093) ศาสนาคริสต์มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศให้ทันสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสถาบันสังคม การศึกษา สาธารณสุข และเทคโนโลยี[27]

ปัจจุบันประเทศไทย มีองค์กรคริสตจักรที่กรมการศาสนารับรองอยู่ 5 องค์กร ได้แก่ สภาประมุขแห่งบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย สภาคริสตจักรในประเทศไทย สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย มูลนิธิคริสตจักรคณะแบ๊บติสต์ และมูลนิธิคริสตจักรวันเสาร์แห่งประเทศไทย คริสต์ศาสนิกชนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทั่วทุกจังหวัดในประเทศไทย มีจำนวนคริสต์ศาสนิกชนรวมกันราว 820,000 คน (อันดับที่ 3 ในประเทศไทย) ศาสนสถานรวมกันราว 5,500 แห่งทั่วประเทศ ประกอบด้วย 2 นิกาย ได้แก่ โปรเตสแตนต์ และโรมันคาทอลิก ส่วนนิกายอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ ปกครองโดยมูลนิธิชาวคริสต์ศาสนิกชนดั้งเดิมออร์โธด็อกซ์ในประเทศไทย

ศาสนายูดาห์

[แก้]

ลัทธิอนุตตรธรรม

[แก้]

ลัทธิอนุตตรธรรมเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกราว พ.ศ. 2492[28] จากอาจารย์ในลัทธิที่ลี้ภัยจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนเข้ามาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ และได้ตั้งสถานธรรมแห่งแรกขึ้นในประเทศไทยช่วงคริสต์ทศวรรษ 1950 ต่อมามีลัทธิอนุตตรธรรมหลายสายเข้ามาเผยแผ่ในประเทศไทยมากขึ้น ในปัจจุบันสายที่ใหญ่ที่สุดคือสายฟาอี ซึ่งประกอบด้วยหลายสายย่อย ที่สำคัญเช่น สายฟาอีฉงเต๋อซึ่งตั้งสถานธรรมแรกในปี พ.ศ. 2521 สายฟาอีหลิงอิ่นในปี พ.ศ. 2523 เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสายเป่ากวงเจี้ยนเต๋อที่ตั้งสถานธรรมเทียนเป่าในปี พ.ศ. 2533

แม้ประชากรไทยส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาพุทธ แต่มีพุทธศาสนิกชนชาวไทยจำนวนมากเข้าเป็นสมาชิกลัทธิอนุตตรธรรมเพราะเข้าใจผิดว่าเป็นพุทธศาสนานิกายมหายานรูปแบบหนึ่ง จากข้อมูลของ World I-Kuan Tao Headquarters ที่เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2548 ระบุว่าลัทธิอนุตตรธรรมมีสมาชิกราว 1,000,000 คนในประเทศไทย ในจำนวนนี้มีพระราชวงศ์และข้าราชการระดับสูงรวมอยู่ด้วย[28]

ศาสนาชินโต

[แก้]

ศาลเจ้าชินโตในไทยมีสองแห่งคือ สวนสันติภาพชินโตะ และ ศาลเจ้าชินโตศรีราชา

หมายเหตุ

[แก้]
  1. รวมศาสนาพื้นเมืองไทย, จีน และเปอรานากัน

อ้างอิง

[แก้]
  1. "2023 Report on International Religious Freedom: Thailand". U.S. Department of State. 2023. สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2025.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  2. "Global Religion – Religious Beliefs Across the World" (PDF). Ipsos. พฤษภาคม 2023. ข้อมูลเก่า (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 พฤษภาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 23 สิงหาคม 2023.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  3. "Population by religion, region and area, 2018". NSO. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ เมษายน 24, 2021. สืบค้นเมื่อ 9 มีนาคม 2021.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  4. รู้ไหม? คนไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธไม่แท้ แต่เป็นพุทธที่มี ‘ผี’ และ ‘พราหมณ์’ ผสมอยู่, BrandThink, 4 กุมภาพันธ์ 2021, สืบค้นเมื่อ 16 ตุลาคม 2022
  5. ผี พราหมณ์ พุทธ : ‘ศาสนาไทย’ ในศาสนา ‘ผี-พราหมณ์-พุทธ’ / คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง, มติชนสุดสัปดาห์, 28 กรกฎาคม 2021, สืบค้นเมื่อ 16 ตุลาคม 2022
  6. Sanchez, Jane. "History and Thailand Literature" (ภาษาอังกฤษ). {{cite journal}}: การอ้างอิง journal จำเป็นต้องระบุ |journal= (วิธีใช้)
  7. กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม, ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2016-01-11, สืบค้นเมื่อ 2016-01-22
  8. "2022 Report on International Religious Freedom: Thailand". U.S. Department of State. 2022. สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2025.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  9. ประชากรจำแนกตามศาสนา หมวดอายุ เพศ และเขตการปกครอง เก็บถาวร 2013-07-28 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2543, สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
  10. , สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2551, สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
  11. ร้อยละของประชากรอายุ 13 ปีขึ้นไป เกี่ยวกับการนับถือศาสนาในประเทศไทย (ในหน้า6-8 สารสถิติ ปีที่ 23 ต.ค.-ธ.ค.2555 สำนักงานสถิติแห่งชาติ)[ลิงก์เสียถาวร], สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2554, สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
  12. [ลิงก์เสียถาวร], สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2557, สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
  13. , แผนภูมิ 4.1 ร้อยละของประชากรอายุ 13 ปีขึ้นไป จำแนกตามศาสนา และภาค พ.ศ. 2557, สำนักงานสถิติแห่งชาติ
  14. [ลิงก์เสียถาวร], สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2557, สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
  15. , แผนภูมิ 4.1 ร้อยละของประชากรอายุ 13 ปีขึ้นไป จำแนกตามศาสนา และภาค พ.ศ. 2557, สำนักงานสถิติแห่งชาติ
  16. Section I. Religious Demography, THAILAND, สืบค้น 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
  17. 1 2 3 4 "International Religious Freedom Report, Thailand". US Department of State. 2549.
  18. กฎกระทรวงฉบับที่ 18 (พ.ศ. 2542) ออกตามความใน พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชน
  19. ถาม-ตอบเรื่องบัตรประชาชน[ลิงก์เสียถาวร] กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
  20. พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 4
  21. "ใบสมัครมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ปีการศึกษา 2555" (PDF). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2012-07-13. สืบค้นเมื่อ 2012-07-09.
  22. [[:s:ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ_ว่าด้วยการสวดมนต์ไหว้พระของนักเรียน_พ.ศ._๒๕๐๓|]] ที่ วิกิซอร์ซ
  23. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หมวด 3 มาตรา 37
  24. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 9
  25. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หมวด 5 มาตรา 79
  26. 1 2 "CIA World Factbook: Thailand". Central Intelligence Agency. 8 กุมภาพันธ์ 2007. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2010-12-29. สืบค้นเมื่อ 1 มีนาคม 2011.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  27. Catholic Encyclopedia Article
  28. 1 2 Joseph J. F. Chen. I-kuan Tao. Bloomington, Indiana : Authorhouse, ค.ศ. 2005. 191 หน้า. ISBN 1-4184-9516-6หน้า 84-90

ข้อมูล

[แก้]
  • Kataoka, Tatsuki (ธันวาคม 2012). "Religion as Non-religion: The Place of Chinese Temples in Phuket, Southern Thailand". Southeast Asian Studies. 1 (3). Center for Southeast Asian Studies, Kyoto University: 461–485. hdl:2433/167311.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)