สำนักงานประกันสังคม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สำนักงานประกันสังคม
Social Security Office
Sso logo.jpg
ที่ทำการ
88/28 หมู่ที่ 4 ถนนติวานนท์ ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี 11000
ภาพรวม
วันก่อตั้ง 2 กันยายน พ.ศ. 2533
เขตอำนาจ ทั่วราชอาณาจักร
งบประมาณ 27,992.4582 ล้านบาท (พ.ศ. 2558)[1]
ผู้บริหาร โกวิท สัจจวิเศษ[2], เลขาธิการ
รักษ์ศักดิ์ โชติชัยสถิตย์, ที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพ
พันตำรวจตรีหญิง รมยง สุรกิจบรรหาร, รองเลขาธิการ
ว่าง, รองเลขาธิการ
ว่าง, รองเลขาธิการ
เพ็ชรา ถาวระ, หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม
นิยดา เสนีย์มโนมัย, ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านประกันสังคม
ต้นสังกัด กระทรวงแรงงาน
เว็บไซต์
http://www.sso.go.th/wpr/home.jsp

สำนักงานประกันสังคม (อังกฤษ: Social Security Office) จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2533 เพื่อให้ประเทศไทยมีการประกันสังคมอย่างเต็มรูปแบบ โดยลูกจ้างจะได้รับความคุ้มครอง ทั้งในเรื่องการประสบอันตราย หรือเจ็บป่วยทุพพลภาพ และตาย ทั้งนี้เนื่องและไม่เนื่องจากการทำงาน รวมไปถึงการคลอดบุตรสงเคราะห์บุตร ชราภาพ และการว่างงาน เฉกเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ โดยมีนายอำพล สิงหโกวินท์ เป็นเลขาธิการคนแรก

ประวัติ[แก้]

สำนักงานประกันสังคม เริ่มต้นเมื่อมีประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2515 ได้ระบุให้มี "กองทุนเงินทดแทน" ในกรณีที่ลูกจ้างประสบอันตราย สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ และเสียชีวิต ซึ่งกองทุนดังกล่าวได้ริเริ่มเก็บเงินสมทบเข้ากองทุน ในปี พ.ศ. 2517 โดยเริ่มในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เฉพาะสถานประกอบการที่มีลูกจ้างมากกว่า 20 ราย ต่อมาเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2545 ได้ขยายความคุ้มครองโดยขอความร่วมมือให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้างมากกว่า 1 ราย ต้องเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทน

กองทุนเงินทดแทน จะจ่ายค่าชดเชยในกรณีที่ขาดรายได้มากกว่า 3 วัน แต่ไม่ถึง 1 ปี ร้อยละ 60 ของรายได้ต่อวันของลูกจ้าง กรณีพิการจะจ่ายให้ไม่เกิน 8 ปี ร้อยละ 60 ของรายได้ต่อวันของลูกจ้าง กรณีทุพพลภาพจะจ่ายให้ไม่เกิน 15 ปี ร้อยละ 60 ของรายได้ต่อวันของลูกจ้าง และหากเสียชีวิตจะจ่ายให้ในระยะเวลา 8 ปี หลังเสียชีวิต ร้อยละ 60 ของรายได้ต่อวันของลูกจ้าง ค่าทำศพผู้ประกันตนรายละ 30,000 บาทโดยคิดจากค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ คูณด้วย 100

ความหมาย[แก้]

คำว่า "ประกันสังคม" เริ่มใช้ในประเทศไทยประมาณ พ.ศ. 2480 พร้อมๆ กับคำว่าสังคมสงเคราะห์ โดยหลักการและแนวทางมีการนำมาใช้ปฏิบัตินานแล้วเช่น การที่ชาวบ้านช่วยกันเรี่ยไรเงินรวบรวมเป็นเงินก้อน เพื่อช่วยเหลือเป็นค่าทำศพให้แก่สมาชิกในชุมชนเดียวกันที่ถึงแก่กรรม

สำนักงานประกันสังคม ประกอบด้วยกรรมการฝ่ายนายจ้าง กรรมการฝ่ายลูกจ้าง และกรรมการจากภาครัฐบาล และอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม คุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2554 พระราชบัญญัติการกลับเป็นผู้ประกันตน พ.ศ. 2554[3] พระราชบัญญัติกองทุนเงินทดแทน พ.ศ. 2537 (ฉบับแก้ไขปรับปรุง)

ความหมายของการประกันสังคมในสมัยปัจจุบันคือ โครงการที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาล มีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างความมั่นคงหรือหลักประกันให้แก่ประชาชน โดยมีวิธีการจัดเก็บรายได้ส่วนหนึ่งจากประชาชนที่มีรายได้ เงินที่เก็บนี้นำมาสมทบรวมกันเป็นกองทุนกลาง นำมาใช้จ่ายเป็นค่าทดแทนให้แก่ประชาชนตามเงื่อนไขที่กำหนดเงินที่เรียกเก็บนี้หากเป็นกรณีเก็บจากผู้ที่ทำงานรับจ้าง ก็ให้นายจ้างจ่ายสมทบเท่ากับที่ลูกจ้างจ่ายเสมอ และในทุกกรณีรัฐบาลจะจ่ายสมทบด้วยแต่เป็นจำนวนเงินน้อยกว่าที่นายจ้างจ่ายเสมอ และเป็นจำนวนเงินน้อยกว่าที่ลูกจ้างจ่ายเสมอ

คณะกรรมการ[แก้]

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 40/2558 แต่งตั้งคณะกรรมการในสำนักงานประกันสังคมดังนี้ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558[4] คณะกรรมการประกันสังคม ที่ปรึกษาของคณะกรรมการประกันสังคม คณะกรรมการการแพทย์ และคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน จะมีวาระ 2 ปี ระหว่าง 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 - 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

คณะกรรมการประกันสังคม[แก้]

  1. นายนคร ศิลปอาชา ปลัดกระทรวงแรงงาน ประธานกรรมการ
  2. ผู้แทนกระทรวงการคลัง กรรมการ
  3. ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข กรรมการ
  4. ผู้แทนสำนักงบประมาณ กรรมการ
  5. นายทวี ดียิ่ง ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานอุตสาหกรรมเอกชน กรรมการ
  6. นายธีระวิทย์ วงศ์เพชร รองเลขาธิการสหภาพแรงงานฮอนด้าแห่งประเทศไทย กรรมการ
  7. ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กรรมการ
  8. นายมานิตย์ พรหมการีย์กุล ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย กรรมการ
  9. ดร.วาชิต รัตนเพียร อุปนายกสภามหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต กรรมการ
  10. นายวันชัย ผุดวารี รองประธานสหภาพแรงงานฮอนด้าแห่งประเทศไทย กรรมการ
  11. นายสมพงศ์ นครศรี รองประธานอาวุโสสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรรมการ
  12. นายสุวรรณ สุขประเสริฐ รองประธานสายงานบริหารและผู้อำนวยการ สภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย กรรมการ
  13. นายสุวิทย์ ศรีเพียร อดีตคณะกรรมการอุทธรณ์ในคณะกรรมการไตรภาคีสังกัดสำนักงานประกันสังคม[5] กรรมการ
  14. นางอรุณี ศรีโต ประธานเครือข่ายบำนาญภาคประชาชน กรรมการ
  15. นายโกวิท สัจจวิเศษ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กรรมการและเลขานุการ

ที่ปรึกษาคณะกรรมการประกันสังคม[แก้]

  1. นายปั้น วรรณพินิจ อดีตเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม
  2. นายอำพล สิงหโกวินท์ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด
  3. พลโท นายแพทย์ กฤษฎา ดวงอุไร รองเจ้ากรมแพทย์ทหารบก
  4. นายถาวร พานิชพันธ์ รองอัยการสูงสุด
  5. พลเอก อภิชาต แสงรุ่งเรือง อดีตผู้อำนวยการศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร

คณะกรรมการการแพทย์ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม[แก้]

  1. นายแพทย์ ชาตรี บานชื่น คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ปิยะสกล สกลสัตยาทร ประธานกรรมการ
  2. นายแพทย์ ดร.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กรรมการ
  3. นายแพทย์ อำนวย กาจีนะ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (ประเทศไทย) กรรมการ
  4. นายแพทย์ สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กรรมการ
  5. พลโท นายแพทย์ ไตรโรจน์ ครุธเวโช เจ้ากรมแพทย์ทหารบก กรรมการ
  6. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ วีระศักดิ์ จรัสชัยศรี อดีตผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กรรมการ
  7. พลตรี นายแพทย์ จัดพล วุฑฒกนก กรรมการที่ปรึกษา ในคณะกรรมการ ศูนย์โรคหัวใจ สิรินธร โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรรมการ
  8. ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ดร.พรชัย สิทธิศรัณย์กุล หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรรมการ
  9. รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิง จุฑาไล ตัณฑเทอดธรรม หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กรรมการ
  10. นายแพทย์ อดุลย์ บัณฑุกุล กรรมการสมาคมโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย กรรมการ
  11. นายแพทย์ ชาญวิทย์ ทระเทพ อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (ประเทศไทย) กรรมการ
  12. นายแพทย์ ทรงยศ ชัยชนะ อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (ประเทศไทย) กรรมการ
  13. ศาสตราจารย์ แพทย์หญิง สุนันทา พลปัถพี อาจารย์พิเศษ ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กรรมการ
  14. ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สารเนตร์ ไวคกุล ผู้อำนวยการศูนย์เนื้อเยื่อชีวภาพกรุงเทพฯ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กรรมการ
  15. รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ ศุภชัย รัตนมณีฉัตร อดีต ประธานกรรมการบริหารศูนย์พิษวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กรรมการ
  16. ผู้แทนสำนักงานประกันสังคม กรรมการและเลขานุการ

คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน[แก้]

  1. นายโกวิท สัจจวิเศษ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ประธานกรรมการ
  2. ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ศรีประสิทธิ์ บุญวิสุทธิ์ รองอธิการบดี ฝ่ายพัฒนานักศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กรรมการ
  3. นายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ รองอธิบดีอัยการ กรรมการ
  4. นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย กรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กรรมการ
  5. นายดุสิต เขมะศักดิ์ชัย รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กรรมการ
  6. นางผจงสิน วรรณโกวิท อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน กรรมการ
  7. นางปริศนา ประหารข้าศึก ประธานคณะกรรมการวิชาชีพบัญชี ด้านการบัญชีบริหาร สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรรมการ
  8. นายอรรถการ ตฤษณารังสี คณะกรรมการผู้แทนองค์กรเอกชน[6] สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กรรมการ
  9. นายปิยะชาติ ชุณหเวชสกุล อดีตคณะกรรมการอุทธรณ์ในคณะกรรมการไตรภาคีสังกัดสำนักงานประกันสังคม[7] กรรมการ
  10. นางสุวรรณี สิริเวชชะพันธ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ประเทศไทย) พ.ศ. 2557 นายกสมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมายแห่งประเทศไทย กรรมการ
  11. นายวารินทร์ ศรีแจ่ม[8] กรรมการที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไลท์ออน กรรมการ
  12. นายบรรจง บุญรัตน์ ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานศูนย์กลางแห่งประเทศไทย กรรมการ
  13. กัปตันพงษทร คงลือชา[9] ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายคนประจำเรือ บริษัท โทรีเซน (กรุงเทพ) จำกัด กรรมการ
  14. ผู้แทนสำนักงานประกันสังคม กรรมการและเลขานุการ

อัตราเรียกเก็บเงินสมทบ[แก้]

ปัจจุบันอัตราเรียกเก็บอยู่ที่ร้อยละ 5 โดยลูกจ้างต้องต่ายสำหรับกรณี เจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย คลอดบุตร ร้อยละ 1.5 สงเคราะห์บุตรและชราภาพ ร้อยละ 3 และ กรณีว่างงาน ร้อยละ 0.5เช่นเดียวกับนายจ้างที่ต้องจ่ายให้ลูกจ้างกรณี เจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย คลอดบุตร ร้อยละ 1.5 สงเคราะห์บุตรและชราภาพ ร้อยละ 3 และ กรณีว่างงาน ร้อยละ 0.5 ในขณะที่รัฐบาลจ่ายกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย คลอดบุตร ร้อยละ 0.5 สงเคราะห์บุตรและชราภาพ ร้อยละ 0.5 และ กรณีว่างงาน ร้อยละ 0.25

หน้าที่หลัก[แก้]

สำนักงานประกันสังคมมีหน้าที่หลัก ๆ ที่ต้องดูแลผู้ประกันตนดังต่อไปนี้

  1. การรับเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกันตนกรณีต่าง ๆรวมถึงดูแลข้อพิพาทระหว่างโรงพยาบาลกับผู้ประกันตนในเบื้องต้น
  2. การจัดการและตรวจสอบกองทุนเงินทดแทนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเงื่อนไขของสำนักงานประกันสังคมเนื่องจากกองทุนทดแทนมีข้อบังคับที่ชัดเจนในเรื่องการบาดเจ็บจากการทำงานถึงจะทำการเบิกจ่ายได้
  3. บริหารเงินของผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาลโดยพยายามให้ได้กำไรเสมอไม่ว่ามากหรือน้อยก็ตาม
  4. รับการแจ้งเรื่องการขอเป็นผู้ประกันตนการลาออกจากการเป็นผู้ประกันตน
  5. รับการแจ้งเรื่องเบิกจ่ายเงินค่าทันตกรรมของผู้ประกันตน ซึ่งปัจจุบันเบิกได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 300 บาท
  6. แจ้งข่าวสารให้บริษัทและผู้ประกันตนรับทราบรวมถึงการประสานงานที่ดีระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของบริษัทอันเป็นตัวแทนผู้ประกันตน
  7. สำรองจ่ายงบฉุกเฉินเท่าที่จำเป็นในกรณีที่มีการประสบอันตรายฉุกเฉินสามารถรักษาได้ในโรงพยาบาลเฉพาะที่รับบัตรประกันสังคมทั่วราชอาณาจักรไทย
  8. ดูแลการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามเงื่อนไขของสำนักงานประกันสังคม อาทิเช่นกรณีคนไข้ต้องเข้าพักในโรงพยาบาล หรือต้องเคลื่อนย้ายคนไข้ด้วยรถพยาบาลรวมถึงให้การเบิกจ่ายเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส สุจริต เที่ยงธรรมและสามารถตรวจสอบได้
  9. รับแจ้งเรื่องขอเงินสงเคราะห์บุตรของผู้ประกันตน และการเสียชีวิตของผู้ประกันตนรวมถึงตรวจสอบการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามเงื่อนไขของสำนักงานประกันสังคมอาทิเช่นการเสียชีวิตจากการทำงานหรือการเสียชีวิจจากเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงาน

นอกจากนั้นสำนักงานประกันสังคมยังได้มีส่วนในการช่วยเหลือบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่นายจ้างและลูกจ้างในประเทศต่าง ๆ เฉพาะประเทศไทยสำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินนโยบายที่หยืดหยุ่นในการเรียกเก็บเงินจากนายจ้างและลูกจ้างโดยเรียกเก็บให้ต่ำลงกว่าร้อยละ 5 ในบางครั้งบางคราวเช่นกรณีอุทกภัยในประเทศไทย พ.ศ. 2554 เพื่อช่วยเหลือลูกจ้างและนายจ้างหรือกรณีการเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งจะมีผลในปี พ.ศ. 2556

ผลการดำเนินการที่ผ่านมา[แก้]

กองทุนเงินประกันสังคม สำนักงานประกันสังคมได้บริหารเงินในกองทุนให้ได้กำไรโดยผ่านการลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ และมีหน้าที่รายงานผลการลงทุน ในปี พ.ศ. 2551 ระหว่างเกิดวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ สำนักงานประกันสังคมรายงานกำไรจากการลงทุนว่าได้กำไรถึง 367 ล้านบาท ซึ่งหากเทียบกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการในปีเดียวกันพบว่ามีความแตกต่างเป็นอย่างมาก โดยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการบริหารเงินสมาชิกปี 51 ขาดทุน 74,000 ล้านบาท

สำนักงานประกันสังคมได้ขยายการคุ้มครองยาในบัญชีสำหรับผลผู้ทางสุขภาพจิต หรือผู้ป่วยจิตเวชโดยสามารถเบิกยาในบัญชีได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 และในวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554 สำนักงานประกันสังคมเพิ่มสิทธิประโยชน์บริการทางการแพทย์ กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน ผู้ประกันตนเข้ารับการรักษาโรงพยาบาลอื่น ซึ่งไม่ใช่โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง

หน่วยงานอื่น[แก้]

  • สำนักบริหารการลงทุน
  • สำนักงานกองทุนเงินทดแทน
  • กองคลัง

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]