ประวัติศาสตร์ไทย (พ.ศ. 2475–2516)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2475-2516 เป็นสมัยที่ถูกครอบงำโดยระบอบเผด็จการทหารซึ่งอยู่ในอำนาจเป็นส่วนใหญ่ บุคคลหลักของสมัยนี้ คือ ผู้เผด็จการ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม ซึ่งลงนามเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และนักการเมืองพลเรือน ปรีดี พนมยงค์ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และเป็นนายกรัฐมนตรีช่วงสั้น ๆ หลังสงคราม การสืบต่อผู้เผด็จการทหารหลังการขับปรีดีออก จอมพลแปลกอีกหนหนึ่ง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งภายใต้การปกครองแบบเผด็จการดั้งเดิมถูกผสมรวมกับการปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยและการแผลงเป็นตะวันตกที่เพิ่มขึ้นภายใต้อิทธิพลของสหรัฐอเมริกา ช่วงปลายสมัยนี้มีการลาออกของจอมพลถนอม หลังการสังหารหมู่ผู้ประท้วงนิยมประชาธิปไตยที่นำโดยนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ความขัดแย้งภายใน[แก้]

ฝ่ายทหารเข้ามามีอำนาจในการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ที่ไม่เสียเลือดเนื้อ เปลี่ยนระบอบการปกครองของสยามจากสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ

รัฐบาลใหม่ใน พ.ศ. 2475 นั้น นำโดยกลุ่มพันเอกที่มีพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) และพระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน) เป็นหัวหน้า ในเดือนธันวาคม รัฐบาลได้ออกรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสยาม ซึ่งรวมถึงรัฐสภา ที่สมาชิกมาจากการแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมอีกครึ่งหนึ่ง ประชาชนได้รับคำสัญญาว่า การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์นั้นจะถูกจัดขึ้นเมื่อประชากรเกินครึ่งสำเร็จการศึกษาขั้นประถม ซึ่งคาดว่าอยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษ 1940 นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้รับการแต่งตั้งและมีการรักษาฉากหน้าการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ

เมื่อรัฐบาลใหม่ได้รับการสถาปนาและรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับแล้ว เริ่มเกิดความขัดแย้งขึ้นในหมู่สมาชิกกลุ่มผู้ปกครองใหม่ มีสี่กลุ่มแยก (faction) หลักที่แก่งแย่งอำนาจกัน ได้แก่ กลุ่มแยกพลเรือนอนุรักษนิยมที่สูงอายุแล้ว นำโดยพระยามโนปกรณนิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) กลุ่มแยกทหารอาวุโส นำโดย พระยาพหลพลพยุหเสนา กลุ่มแยกกองทัพบกและกองทัพเรือหนุ่ม นำโดย หลวงพิบูลสงคราม และกลุ่มแยกพลเรือนหนุ่ม นำโดย ปรีดี พนมยงค์

ความขัดแย้งร้ายแรงเกิดขึ้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2476 เมื่อปรีดีได้รับมอบหมายให้ร่างแผนเศรษฐกิจใหม่แก่ประเทศ โครงการมูลวิวัติของเขานั้นกำหนดให้โอนที่ดินเพาะปลูกผืนใหญ่มาเป็นของรัฐ เช่นเดียวกับการปรับให้เป็นอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วโดยมีรัฐบาลชี้นำ นอกจากนี้ ยังกำหนดให้อุดมศึกษาเติบโต เพื่อที่การเข้าสู่ระบบข้าราชการประจำจะไม่ถูกครอบงำอย่างสมบูรณ์โดยเชื้อพระวงศ์และชนชั้นสูง อย่างไรก็ดี แผนการดังกล่าวถูกกลุ่มแยกรัฐบาลส่วนใหญ่ประณามทันทีว่าเป็นคอมมิวนิสต์

เพราะการโจมตีทรัพย์สินเอกชนนี้เอง สมาชิกของพรรคพวกอนุรักษนิยมจึงเป็นผู้ที่ตื่นตระหนกกับแผนของปรีดีมากที่สุด พวกเขากระตุ้นให้รัฐบาลพระยามโนปกรณนิติธาดารับนโยบายที่จะกลับแนวทาง "การปฏิวัติ" นี้ อย่างไรก็ดี เมื่อพระยามโนปกรณนิติธาดาพยายามที่จะทำเช่นนั้น หลวงพิบูลสงครามและพระยาพหลพลพยุหเสนารัฐประหารครั้งที่สองซึ่งโค่นรัฐบาลพระยามโนปกรณนิติธาดา พระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และรัฐบาลใหม่ของเขาไม่มีผู้นิยมสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เลย

กบฏบวรเดช[แก้]

ดูบทความหลักที่: กบฏบวรเดช
แผนที่จังหวัดที่เข้าร่วมกบฏบวรเดช
  ฝ่ายพระองค์เจ้าบวรเดช
  ฝ่ายรัฐบาล

ปฏิกิริยาของกลุ่มผู้นิยมพระมหากษัตริย์มาถึงในปลาย พ.ศ. 2476 เมื่อพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช นำการก่อการกำเริบด้วยอาวุธต่อรัฐบาล พระองค์เรียกระดมกองทหารหลายจังหวัดและเคลื่อนสู่กรุงเทพมหานคร พระองค์ทรงกล่าวหารัฐบาลว่าไม่เคารพพระมหากษัตริย์และสนับสนุนคอมมิวนิสต์ และพระองค์เรียกร้องให้ผู้นำรัฐบาลลาออก พระองค์ทรงหวังว่ากองทหารในพื้นที่กรุงเทพมหานครบางส่วนจะเข้ากับการก่อการกำเริบนี้ แต่พวกเขายังภักดีต่อรัฐบาล ขณะเดียวกัน กองทัพเรือประกาศตนเป็นกลางและย้ายไปยังฐานในภาคใต้ หลังการสู้รบอย่างหนักในชานกรุงทางเหนือของกรุงเทพมหานคร ในที่สุดฝ่ายผู้นิยมพระมหากษัตริย์ก็พ่ายแพ้ และพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดชทรงลี้ภัยไปยังอินโดจีน

ผลกระทบหนึ่งของการปราบปรามการก่อกบฏนี้ คือ เกียรติภูมิของพระมหากษัตริย์ที่ลดลง หลังการก่อการกำเริบเริ่มขึ้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศในโทรเลขว่า พระองค์เสียพระทัยกับการต่อสู้และการก่อความไม่สงบ ไม่ชัดเจนว่าพระองค์ทรงกลัวว่าจะถูกจับกุมโดยฝ่ายกบฏ หรือมีพระราชประสงค์หลีกเลี่ยงทางเลือกเพิ่มเติมระหว่างพระยาพหลพลพยุหเสนากับพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช แต่ไม่ว่าอย่างไร ข้อเท็จจริงมีว่า ในช่วงที่ความขัดแย้งถึงขีดสุด พระมหากษัตริย์และพระราชินีลี้ภัยอยู่ที่สงขลา การถอนพระองค์จากฉากสู้รบของพระมหากษัตริย์ถูกฝ่ายผู้ชนะตีความว่าเป็นสัญญาณว่าพระองค์ทรงล้มเหลวในหน้าที่ โดยปฏิเสธจะให้การสนับสนุนกำลังรัฐบาลอย่างเต็มที่ ความน่าเชื่อถือของพระองค์จึงถูกบั่นทอน

สละราชสมบัติ[แก้]

อีกไม่กี่เดือนให้หลัง ใน พ.ศ. 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งความสัมพันธ์ของพระองค์กับรัฐบาลใหม่เสื่อมลงระยะหนึ่งแล้ว เสด็จประทับต่างประเทศเพื่อทรงเข้ารับการถวายการรักษาทางการแพทย์ ขณะที่ประทับอยู่ต่างประเทศ พระองค์ยังทรงติดต่อราชการกับรัฐบาลซึ่งมีการเจรจาเงื่อนไขที่พระองค์จะยังเป็นพระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญต่อไป นอกเหนือจากคำขอพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์แต่โบราณบางอย่างต่อเนื่องมา เช่น สิทธิพระราชทานอภัยโทษ พระองค์ยังทรงวิตกกับการลดลักษณะที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของระบอบใหม่ด้วยวิธีใดก็ตาม แต่รัฐบาลไม่ตกลง ฉะนั้น วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 (นับศักราชแบบเก่า) พระมหากษัตริย์จึงทรงสละราชสมบัติ ในการสละราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชหัตถเลขาวิจารณ์รัฐบาล พระราชหัตถเลขาของพระองค์มีข้อความตอนหนึ่งดังนี้

ข้าพเจ้าเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร...

ซึ่งพระราชหัตถเลขาดังกล่าวมักถูกนักวิจารณ์ถึงพัฒนาการอันเชื่องช้าของการเมืองของไทยหยิบยกขึ้นมาอ้างอิง

จากนั้น รัฐบาลได้อัญเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ผู้ทรงกำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนในสวิตเซอร์แลนด์อยู่ในขณะนั้น เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ถัดไป ในสายตาของบางฝ่าย ความอ่อนพระชนมพรรษาและการประทับอยู่นอกประเทศของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้พระองค์ทรงได้รับการอัญเชิญ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สยามไม่มีพระมหากษัตริย์ประทับอยู่ในประเทศเป็นเวลากว่า 15 ปี โดยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์, พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

ในสุนทรพจน์สละราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกล่าวโทษรัฐบาลว่าไม่เคารพหลักการประชาธิปไตย ใช้วิธีการปกครองที่ไม่เข้ากับเสรีภาพส่วนบุคคลและหลักการความยุติธรรม ปกครองในแบบเผด็จการและไม่เปิดให้ประชาชนมีปากเสียงแท้จริงในกิจการบ้านเมือง ในฐานะผู้นิยมประชาธิปไตยซึ่งยึดมั่นในอุดมการณ์ นับว่าพระองค์มีมูลเหตุที่ดีที่จะตรัสเช่นนั้น คณะกรรมการราษฎรและคณะรัฐมนตรีดูเหมือนไม่กระตือรือร้นที่จะพัฒนาบรรยากาศของการอภิปรายหรือถูกชี้นำโดยมติจากรัฐสภา เมื่อ พ.ศ. 2477 มีการผ่านพระราชบัญญัติสื่อมาใช้บังคับ โดยห้ามสิ่งพิมพ์เผยแพร่วัสดุใด ๆ ที่ถือว่า ทำให้ความสงบเรียบร้อยของประชาชนเสื่อมเสียหรือบั่นทอนศีลธรรม และกฎหมายนี้ถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวด สิ่งพิมพ์เผยแพร่ทั้งหมดต้องถูกยื่นมาทบทวนและสุนทรพจน์ทั้งหมดทางวิทยุอยู่ภายใต้บังคับแห่งการตรวจพิจารณา

ปฏิกิริยาต่อการสละราชสมบัติถูกทำให้เงียบ ทุกคนกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป รัฐบาลงดไม่คัดค้านคำแถลงสละราชสมบัติของพระมหากษัตริย์ด้วยเกรงว่าจะปลุกข้อพิพาทเพิ่มขึ้นอีก คู่แข่งของรัฐบาลเก็บตัวเงียบเพราะถูกพระมหากษัตริย์ขู่ให้กลัวและทิ้ง ซึ่งเป็นผู้เดียวที่พวกเขาเห็นว่าสามารถลุกขึ้นต่อต้านผู้ก่อการได้ หรือกล่าวได้ว่า สมบูรณาญาสิทธิ์ของพระมหากษัตริย์ถูกแทนที่โดยพรรคของประชาชนโดยมีทหารเป็นผู้ถืออำนาจสูงสุด (ultimate arbiter of power) แม้แต่ปรีดี ซึ่งเป็นผู้มีอุดมการณ์ที่สุดในบรรดาผู้ก่อการ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ด้วยการสนับสนุนรัฐพรรคการเมืองเดียวในรัฐธรรมนูญฉบับดั้งเดิม มุมมองของเขาห่างไกลจากมโนทัศน์ประชาธิปไตยตะวันตกมากนัก

หลังจากได้เอกาชนะผู้คัดค้านภายในทั้งหมดแล้ว ขณะนี้รัฐบาลถูกทดสอบให้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้เมื่อเถลิงอำนาจ รัฐบาลใช้มาตรการที่ก้าวร้าวกว่ามากในการดำเนินการปฏิรูปที่สำคัญบางอย่าง ค่าเงินถูกนำออกจากมาตรฐานทองคำ ทำให้การค้าฟื้นตัว รายจ่ายด้านการศึกษาเพิ่มขึ้นสี่เท่า ทำให้อัตราการรู้หนังสือเพิ่มขึ้นอย่างมาก มีการริเริ่มรัฐบาลท้องถิ่นและจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง และในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2480 พัฒนาการประชาธิปไตยก้าวไปข้างหน้าเมื่อมีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาโดยตรงเป็นครั้งแรก แม้ว่าพรรคการเมืองยังไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งขึ้นก็ตาม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถูกก่อตั้งขึ้น จากการริเริ่มของปรีดี เป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้มากกว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอภิชนนิยม (elitist) รายข่ายทางทหารก็เพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน เป็นการบ่งชี้ที่ชัดเจนถึงอิทธิพลของทหารที่เพิ่มขึ้น ระหว่าง พ.ศ. 2477 ถึง 2483 กองทัพบก กองทัพเรือและกองทัพอากาศของราชอาณาจักรมียุทธภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน

การสร้างชาตินิยม[แก้]

ฝ่ายทหาร ซึ่งขณะนี้นำโดยพลตรีหลวงพิบูลสงครามเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพลเรือนเสรีนิยม นำโดยปรีดีเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทำงานรวมกันอย่างสมานฉันท์เป็นเวลาหลายปี แต่เมื่อหลวงพิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2481 ความร่วมมือนี้กลับพังลง และการครอบงำของทหารกลายมาเด่นชัดขึ้น หลวงพิบูลสงครามเป็นผู้เลื่อมใสเบนิโต มุสโสลินี และรัฐบาลของเขาเริ่มมีลักษณะฟาสซิสต์บางประการ ต้น พ.ศ. 2482 คู่แข่งทางการเมือง 40 คน ทั้งนิยมพระมหากษัตริย์และนิยมประชาธิปไตย ถูกจับกุม และหลังจากการพิจารณาคดีที่เป็นแผนหลอกลวง 18 คนถูกประหารชีวิต นับเป็นการประหารชีวิตทางการเมืองครั้งแรกในสยามในรอบกว่าศตวรรษ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และพระยาทรงสุรเดช ต่างเสด็จลี้ภัย หลวงพิบูลสงครามเริ่มการรณรงค์ซึ่งเป็นการปลุกปั่นต่อชนชั้นธุรกิจชาวจีน โรงเรียนและหนังสือพิมพ์จีนถูกปิด และมีการเพิ่มภาษีต่อธุรกิจจีน

หลวงพิบูลสงครามและหลวงวิจิตรวาทการ (วิจิตร วิจิตรวาทการ) โฆษกด้านอุดมการณ์ของรัฐบาล ลอกเทคนิคการโฆษณาชวนเชื่อที่ฮิตเลอร์และมุสโสลินีใช้เพื่อสร้างลัทธิผู้นำ ด้วยตระหนักถึงพลังของสื่อมวลชน ทั้งสองจึงใช้การผูกขาดการแพร่สัญญาณวิทยุของรัฐบาลเพื่อให้ประชาชนสนับสนุนรัฐบาล คำขวัญของรัฐบาลซึ่งเป็นที่นิยมมีการออกอากาศอย่างต่อเนื่องทางวิทยุและมีการปิดประกาศทางหนังสือพิมพ์และป้ายโฆษณา ภาพของหลวงพิบูลสงครามสามารถพบเห็นได้ทุกหนแห่งในสังคม ขณะที่พระบรมฉายาลักษณ์ของอดีตพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงวิจารณ์ระบอบเผด็จการ ถูกห้าม ในขณะเดียวกัน เขาผ่านกฎหมายเผด็จการออกมาจำนวนหนึ่งซึ่งให้อำนาจแก่รัฐบาลแทบไร้ข้อจำกัดในการจับและตรวจพิจารณาสื่ออย่างสมบูรณ์ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง หนังสือพิมพ์ได้รับคำสั่งให้พิมพ์แต่ข่าวดีที่ส่งมาจากแหล่งข่าวฝ่ายอักษะ ขณะที่ความคิดเห็นเสียดสีเกี่ยวกับสถานการณ์ภายในประเทศถูกห้าม

ในปีเดียวกัน หลวงพิบูลสงครามได้เปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามมาเป็นไทย หมายถึง "ดินแดนของเสรีชน" (land of the free) ซึ่งนับเป็นท่าทีชาตินิยม เป็นการแสดงนัยเอกภาพของประชาชนที่พูดภาษาไททั้งหมด รวมทั้งภาษาลาวและภาษาฉาน แต่ไม่รวมภาษาจีน คำขวัญของรัฐบาลได้เปลี่ยนเป็น "ประเทศไทยสำหรับคนไทย" (Thailand for the Thai)

การทำให้ทันสมัยยังเป็นอีกแก่นหนึ่งที่สำคัญในชาตินิยมไทยใหม่ของหลวงพิบูลสงคราม ตั้งแต่ พ.ศ. 2482 ถึง 2485 เขาออกประกาศรัฐนิยม 12 ฉบับ นอกเหนือจากการกำหนดให้คนไทยทุกคนเคารพธงชาติ รู้จักเพลงชาติ และพูดภาษาไทยแล้ว รัฐนิยมดังกล่าวยังกระตุ้นให้คนไทยทำงานหนัก ติดตามข่าวสารปัจจุบัน และแต่งกายแบบตะวันตก จนถึง พ.ศ. 2484 การเยาะเย้ยผู้พยายามส่งเสริมจารีตประเพณีไทยเป็นการผิดกฎหมาย โครงการดังกล่าวยังครอบคลุมถึงวิจิตรศิลป์ด้วย การแสดงและภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาชาตินิยมอย่างดุเดือดได้รับการอุปถัมภ์จากรัฐบาล บ่อยครั้งที่การแสดงและภาพยนตร์ประเภทนี้จะแสดงอดีตอันเกรียงไกรเมื่อนักรบไทยต่อสู้เพื่อให้ประเทศมีเสรีภาพอย่างไม่หวาดกลัว ปกป้องเกียรติหรือสละชีพตน ความรักชาติมีสอนในโรงเรียนและเป็นแก่นไม่รู้จบในเพลงและการเต้นรำต่าง ๆ

ในขณะเดียวกัน หลวงพิบูลสงครามพยายามอย่างแข็งขันเพื่อขจัดอิทธิพลของผู้สนับสนุนพระมหากษัตริย์จากสังคม วันหยุดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ (royal holiday) แต่โบราณ ถูกแทนที่ด้วยเหตุการณ์แห่งชาติใหม่ และมีการยกเลิกบรรดาศักดิ์ไทยของชนชั้นสูง แม้แต่สถาบันสงฆ์ก็ยังได้รับผลกระทบเมื่อสถานภาพธรรมยุตินิกายที่ได้รับการอุปถัมภ์จากพระมหากษัตริย์ถูกลดระดับลง

ขณะเดียวกัน โรงภาพยนตร์ทุกแห่งได้รับคำสั่งให้แสดงภาพของเขาในตอนจบการแสดงทุกครั้งราวกับเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ และผู้ชมถูกคาดหวังว่าจะลุกขึ้นยืนและโค้งคำนับ ลัทธิบูชาบุคคลที่กำลังเติบโตขึ้นของหลวงพิบูลสงครามอีกด้านหนึ่ง คือ การกลายมาปรากฏชัดในการตกแต่งอย่างเป็นทางการ เขาเกิดในปีระกา และสัญลักษณ์นี้เริ่มใช้แทนกงล้อ คล้ายกับการที่สีเขียว (สีประจำวันพุธอันเป็นวันเกิดของเขา) ก็ถูกใช้ในการตกแต่งเช่นกัน

สงครามโลกครั้งที่สอง[แก้]

พ.ศ. 2483 ฝรั่งเศสส่วนใหญ่ถูกนาซีเยอรมนียึดครอง และพลตรี หลวงพิบูลสงครามออกตัวแก้แค้นที่ฝรั่งเศสทำให้สยามอัปยศเมื่อ พ.ศ. 2436 และ 2447 เมื่อฝรั่งเศสวาดพรมแดนของสยามกับลาวและกัมพูชาใหม่โดยการบังคับสนธิสัญญาหลายฉบับ เพื่อจุดประสงค์นั้น รัฐบาลไทยต้องการความช่วยเหลือจากญี่ปุ่นต่อฝรั่งเศส ซึ่งมีหลักประกันโดยสนธิสัญญาว่าด้วยความต่อเนื่องของความสัมพันธ์ฉันท์มิตรและความเคารพบูรณภาพแห่งดินแดนของอีกฝ่ายร่วมกันระหว่างไทยกับญี่ปุ่น (Treaty between Thailand and Japan Concerning the Continuance of Friendly Relations and the Mutual Respect of Each Other's Territorial Integrity) ซึ่งบรรลุในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2483 นอกจากนี้ ปีนั้นยังมีการบรรลุสนธิสัญญาไม่รุกรานกันอังกฤษ-ไทยระหว่างรัฐบาลบริเตนใหญ่กับราชอาณาจักรไทย วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2483 รัฐบาลอังกฤษตอบรับข้อเรียกร้องของญี่ปุ่นให้ปิดถนนพม่าเป็นเวลาสามเดือนเพื่อป้องกันการส่งกำลังบำรุงยามสงครามสู่จีน เมื่อรัฐบาลไทยขณะนี้สนับสนุนญี่ปุ่น รัฐบาลอังกฤษจึงบรรลุสนธิสัญญากับรัฐบาลไทยเพื่อมิให้เป็นศัตรูกับญี่ปุ่น

หลวงวิจิตรวาทการเขียนละครที่ได้รับความนิยมหลายเรื่องซึ่งเชิดชูความคิดที่ว่ากลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมากเป็นของจักรวรรดิ "ไทย" และประณามความชั่วร้ายของการปกครองอาณานิคมยุโรป การเดินขบวนที่มีอุดมการณ์เรียกร้องดินแดนของชนชาติเดียวกันและต่อต้านฝรั่งเศสเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องรอบกรุงเทพมหานคร และปลาย พ.ศ. 2483 เกิดเหตุปะทะพรมแดนตามแม่น้ำโขง วันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2484 ประเทศไทยโจมตีเวียดนามตอนใต้ ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นมีเหตุผลที่จะเข้ามายังไซ่ง่อน ปีเดียวกันนั้น เหตุปะทะได้บานปลายเป็นสงครามขนาดย่อมระหว่างวิชีฝรั่งเศสกับประเทศไทย กำลังไทยครองสงครามทั้งทางบกและทางอากาศ แต่ประสบความพ่ายแพ้ทางเรือที่ยุทธนาวีเกาะช้าง จากนั้น ญี่ปุ่นได้ก้าวเข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ข้อตกลงสุดท้ายให้พื้นที่พิพาทในลาวและกัมพูชาแก่ไทย

เกียรติภูมิของหลวงพิบูลสงครามเพิ่มขึ้นมากจนได้รับความสุขจากการเป็นผู้นำที่แท้จริงของชาติ ราวกับจะเฉลิมฉลองในโอกาสนี้ เขาเลื่อนยศตนเองขึ้นเป็นจอมพล ข้ามยศพลโทและพลเอก อย่างไรก็ดี การรุกรานดังกล่าวทำให้ความสัมพันธ์กับอังกฤษและสหรัฐอเมริกาเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2484 สหรัฐอเมริกาตัดการส่งปิโตรเลียมมายังประเทศไทย การรณรงค์ขยายดินแดนของไทยยุติลงในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 เมื่อญี่ปุ่นรุกรานประเทศตามชายฝั่งทางใต้และจากกัมพูชา หลังจากการต่อต้านในช่วงแรก รัฐบาลหลวงพิบูลสงครามได้ยอมให้ญี่ปุ่นเคลื่อนทัพผ่านประเทศเพื่อโจมตีพม่าและรุกรานมาลายา จากเหตุการณ์ความพ่ายแพ้ของฝ่ายสัมพันธมิตรต้น พ.ศ. 2485 ทำให้เขาเชื่อว่าญี่ปุ่นจะชนะสงคราม จึงตัดสินใจสถาปนาพันธมิตรทางทหารกับญี่ปุ่น

เพื่อเป็นรางวัล ญี่ปุ่นยอมให้ไทยรุกรานและผนวกรัฐฉานและรัฐคะยาทางเหนือของพม่า และฟื้นฟูอธิปไตยเหนือรัฐสุลต่านทางเหนือของมาลายาซึ่งเคยเสียไปในสนธิสัญญาอังกฤษ–สยาม ค.ศ. 1909 เดือนมกราคม พ.ศ. 2485 หลวงพิบูลสงครามประกาศสงครามต่ออังกฤษและสหรัฐอเมริกา แต่หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา ปฏิเสธจะส่งให้แก่กระทรวงการต่างประเทศ และประณามรัฐบาลหลวงพิบูลสงครามว่ามิชอบด้วยกฎหมายและก่อตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้นในกรุงวอชิงตัน ปรีดี ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่ไม่มีอำนาจอย่างชัดเจน นำขบวนการขัดขืนในประเทศไทย ขณะที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี อดีตพระราชินี เป็นผู้นำขบวนการในนามในบริเตนใหญ่

มีการตั้งค่ายฝึกลับ ๆ ขึ้น ส่วนใหญ่โดยเตียง ศิริขันธ์ นักการเมืองและผู้นำเสรีไทย ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีสนามบินลับในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งกองทัพอากาศอังกฤษและสหรัฐอเมริกานำเสบียงมาส่ง ตลอดจนฝ่ายบริหารปฏิบัติการพิเศษ (Special Operations Executive) สำนักงานบริการด้านยุทธศาสตร์ (OSS) และเจ้าหน้าที่เสรีไทย พร้อมกับอพยพเชลยศึกออกนอกประเทศด้วย จนถึงต้น พ.ศ. 2488 นายทหารกองทัพอากาศไทยกำลังปฏิบัติหน้าที่ติดต่อประสานงานกับกองบัญชาการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในกัณฏีและโกลกาตา

เมื่อถึง พ.ศ. 2487 เริ่มปรากฏชัดแล้วว่าญี่ปุ่นกำลังแพ้สงคราม และพฤติกรรมของทหารญี่ปุ่นในประเทศไทยเริ่มยโสมากขึ้น กรุงเทพมหานครยังเสียหายหนักจากการทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งเหตุดังกล่าว ประกอบกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจอันเกิดจากการสูญเสียตลาดส่งออกข้าวของประเทศ ทำให้ทั้งสงครามและรัฐบาลจอมพลแปลกไม่ได้รับความนิยม ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2487 จอมพลแปลกถูกขับไล่โดยรัฐบาลที่ขบวนการเสรีไทยแทรกซึม รัฐสภาประชุมใหม่และแต่งตั้งทนายความเสรีนิยม ควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลใหม่เร่งอพยพดินแดนของอังกฤษที่จอมพลแปลกเคยยึดรองและให้การสนับสนุนขบวนการเสรีไทยอย่างลับ ๆ ขณะที่แสร้งรักษาความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับญี่ปุ่นไปพร้อมกัน

ญี่ปุ่นยอมจำนนเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ทันใดนั้น ความรับผิดชอบทางทหารของฝ่ายสัมพันธมิตรต่อประเทศไทยตกแก่อังกฤษ ทันทีที่ทำได้ ทหารอังกฤษถูกส่งเข้ามาทางอากาศซึ่งรับรองการปล่อยตัวเชลยศึกที่ยังเหลืออยู่อย่างรวดเร็ว อังกฤษประหลาดใจมากที่พบว่าไทยปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นไปส่วนใหญ่แล้ว

อังกฤษถือว่าประเทศไทยมีส่วนรับผิดชอบต่อความเสียหายอันมิอาจวัดได้ต่อฝ่ายสัมพันธมิตรและเห็นสนับสนุนให้ปฏิบัติต่อประเทศไทยในฐานะข้าศึกที่ปราชัย ทว่า สหรัฐไม่เห็นใจสิ่งที่ถือว่าเป็นลัทธิอาณานิคมอังกฤษและฝรั่งเศส และสนับสนุนรัฐบาลใหม่ ฉะนั้น ประเทศไทยจึงได้รับการลงโทษน้อยมากสำหรับบทบาทยามสงครามภายใต้จอมพลแปลก

ประเทศไทยหลังสงคราม[แก้]

การเจรจาหลังสงคราม[แก้]

หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมชเป็นนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2488 และพลันฟื้นฟูชื่อ "สยาม" เป็นสัญลักษณ์แห่งการยุติระบอบชาตินิยมของจอมพลแปลก ทว่า เขาพบว่าตำแหน่งหัวหน้าคณะรัฐมนตรีที่มีแต่ผู้ภักดีต่อปรีดีนั้นค่อนข้างไม่สุขสบาย นักการเมืองประชานิยมภาคอีสานอย่างเตียง ศิริขันธ์และผู้เลื่อนฐานะทางสังคมอย่างรวดเร็ว (upstart) ชาวกรุงเทพมหานคร เช่น สงวน ตุลารักษ์ ไม่ใช่คนแบบที่อภิชนหม่อมราชวงศ์เสนีย์ชอบร่วมงานด้วย พวกเขาจึงมองว่าหม่อมราชวงศ์เสนีย์เป็นอภิชนที่ไม่เคยสัมผัสความเป็นจริงทางการเมืองของประเทศไทยเลย

หลังสงครามบรรดาผู้นำพลเรือนขาดความสามัคคีซึ่งทำลายโอกาสต่อสู้กับผู้นำทหาร เนื่องจากความพยายามของสงครามต่อฝ่ายสัมพันธมิตรของขบวนการเสรีไทย สหรัฐจึงละเว้นปฏิบัติประเทศไทยเสมือนประเทศศัตรูในการเจรจาสันติภาพ แต่บริเตนต้องการให้ไทยจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามเป็นข้าว ฝรั่งเศสไม่ยอมรับไทยเข้าสู่สหประชาชาติจนกว่าส่งมอบดินแดนของอินโดจีนคืน และสหภาพโซเวียตให้เลิกกฎหมายต่อต้านคอมมิวนิสต์[1]:31 ประเทศไทยลงนามความตกลงสมบูรณ์แบบ รัฐบาลจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามเป็นข้าวได้ภายใน 2 ปี[1]:31 ประเทศไทยลงนามข้อตกลงวอชิงตัน พ.ศ. 2489 มีการคืนดินแดนที่ถูกผนวกหลังกรณีพิพาทอินโดจีน ได้แก่ จังหวัดพิบูลสงคราม, จังหวัดนครจัมปาศักดิ์, จังหวัดพระตะบอง, จังหวัดเกาะกงและจังหวัดลานช้าง ให้แก่ประเทศกัมพูชาและลาว

มีการจัดการเลือกตั้งประชาธิปไตยในเดือนมกราคม 2489 เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกที่พรรคการเมืองชอบด้วยกฎหมาย และคณะราษฎรของปรีดีและพันธมิตรชนะฝ่ายข้างมาก ในเดือนมีนาคม 1946 ปรีดีเป็นนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยคนแรก

การผลัดแผ่นดิน[แก้]

พระราชพิธีราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ในเดือนธันวาคม 2488 ยุวกษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เสด็จนิวัตประเทศจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ แต่ในเดือนมิถุนายน 2489 พระองค์ทรงถูกพบว่าสวรรคตบนแท่นบรรทมในสภาวะน่าสงสัย จากเหตุดังกล่าวมีข้าราชบริพารสามคน เฉลียว ปทุมรส, ชิต สิงหเสนี และบุศย์ ปัทมศรินถูกประหารชีวิตฐานประทุษร้ายต่อพระเจ้าอยู่หัว คดีนี้ยังเป็นความลับและหัวข้อละเอียดอ่อนอย่างยิ่งในประเทศไทยปัจจุบัน พระอนุชา สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลเดช สืบราชสมบัติต่อ ในเดือนสิงหาคม ปรีดีถูกบีบให้ลาออกท่ามกลางข้อสงสัยว่าเขาเกี่ยวข้องกับการลอบปลงพระชนม์ รัฐบาลพลเรือนกระเสือกกระสนหลังปรีดีพ้นตำแหน่ง และในเดือนพฤศจิกายน 2490 กองทัพยึดอำนาจ หลังรัฐบาลชั่วคราวควง ในเดือนเมษายน 2491 กองทัพนำจอมพล ป. กลับจากการลี้ภัยและให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรี กลับกันปรีดีเป็นฝ่ายลี้ภัย จนสุดท้ายไปพำนักในกรุงปักกิ่งในฐานะแขกของสาธารณรัฐประชาชนจีน

วิกิซอร์ซมี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1544/2497 ในคดีระหว่างพนักงานอัยการ โจทก์ กับเฉลียว ปทุมรส ที่ 1 ชิต สิงหเสนี ที่ 2 และบุศย์ ปัทมศริน ที่ 3 จำเลย

รัฐบาลจอมพล ป. รอบสอง[แก้]

การหวนคืนอำนาจของจอมพล ป. ประจวบกับการเริ่มต้นของสงครามเย็นและการสถาปนาระบอบคอมมิวนิสต์ในประเทศเวียดนามเหนือ เขาจึงได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ เป็นจุดเริ่มต้นของธรรมเนียมระบอบทหารในประเทศไทยที่สหรัฐสนับสนุนมายาวนาน

คู่แข่งการเมืองถูกจับกุมและพิจารณาคดีอีกครั้ง มีบางคนถูกประหารชีวิต บุคคลสำคัญสมัยเสรีไทยหลายคน รวมทั้ง ทองอินทร์ ภูริพัฒน์, ถวิล อุดล, จำลอง ดาวเรือง และทองเปลว ชลภูมิ ถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรม (คดีฆ่า 4 อดีตรัฐมนตรี พ.ศ. 2492) ดำเนินการโดยพลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ มีความพยายามรัฐประหารซ้อนจากผู้สนับสนุนปรีดีในปี 2491, 2492 และ 2494 รัฐประหารในปี 2492 นำไปสู่การต่อสู้อย่างหนักระหว่างกองทัพบกและกองทัพเรือก่อนจอมพล ป. เป็นฝ่ายชนะ ในความพยายามรัฐประหารปี 2494 ที่มีชื่อเสียงว่า "กบฏแมนฮัตตัน" จอมพล ป. เกือบถูกฆ่าเมื่อเรือที่เขาถูกจับเป็นตัวประกันถูกกองทัพอากาศฝ่ายนิยมรัฐบาลทิ้งระเบิดใส่

ในปี 2492 มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สถาปนาวุฒิสภาซึ่งรัฐบาลแต่งตั้ง แต่ในปี 2494 รัฐบาลเลิกรัฐธรรมนูญของตนเองแล้วกลับไปใช้แบบปี 2475 รัฐสภาไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอีกต่อไป ทำให้เกิดการคัดค้านอย่างหนักจากมหาวิทยาลัยและสื่อ และมีการพิจารณาคดีและปราบปรามรอบใหม่ ทว่า รัฐบาลได้รับการช่วยเหลือจากเศรษฐกิจบูมซึ่งเกิดขึ้นตลอดคริสต์ทศวรรษ 1950 อันเนื่องจากการส่งออกข้าวและเงินช่วยเหลือจากสหรัฐ เศรษฐกิจไทยเริ่มมีความหลากหลายมากขึ้น ประชากรและการกลายเป็นเมืองเพิ่มขึ้น

สงครามเย็นและสมัยนิยมอเมริกา[แก้]

เผด็จการสฤษดิ์และการฟื้นฟูพระราชอำนาจ[แก้]

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จฯ เยี่ยมจอมพล สฤษฎิ์ ธนะรัชต์ที่โรงพยาบาลเมื่อปี 2506

ในปี 2498 จอมพล ป. เสียตำแหน่งนำในกองทัพแก่คู่แข่งที่มีจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และพลเอก ถนอม กิตติขจรเป็นผู้นำ เพื่อยันฐานะของเขา จอมพล ป. ฟื้นฟูรัฐธรรมนูญปี 2492 และจัดการเลือกตั้ง ซึ่งผู้สนับสนุนของเขาชนะ แต่กองทัพยังไม่พร้อมสละอำนาจ และในเดือนกันยายน 2500 เรียกร้องให้จอมพล ป. ลาออกจากตำแหน่ง เมื่อจอมพล ป. พยายามสั่งจับกุมจอมพลสฤษดิ์ กองทัพจึงรัฐประหารโดยไม่เสียเลือดเนื้อเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2500 ยุติบทบาททางการเมืองของจอมพล ป.

จอมพลสฤษดิ์เริ่มการฟื้นฟูพระราชอำนาจ กองทัพและพระมหากษัตริย์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด พระมหากษัตริย์กลับมามีพระราชอำนาจดังก่อนการปฏิวัติสยามปี 2475 จอมพลถนอมเป็นนายกรัฐมนตรีจนถึงปี 2501 แล้วคืนตำแหน่งให้กับจอมพลสฤษดิ์ เขาเป็นนายกรัฐมนตรีจนถึงแก่อสัญกรรมในปี 2506 เขาดำเนินนโยบายสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า น้ำประปาและถนน และดำเนินโยบายเป็นพันธมิตรกับสหรัฐเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค โดยสหรัฐเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศ เริ่มต้นการทำให้ทันสมัย การกลายเป็นตะวันตก และดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ

รัฐบาลสฤษฎิ์และถนอมได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากสหรัฐ ประเทศไทยเป็นพันธมิตรของสหรัฐในปี 2497 ด้วยการสถาปนาองค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO) หลังสหรัฐเข้าร่วมสงครามเวียดนามต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ ประเทศไทยถือฝ่ายสหรัฐเต็มที่ โดยลงนามความตกลงลับส่งทหารไปเวียดนามและลาว และอนุญาตให้สหรัฐใช้ฐานทัพอากาศในประเทศเพื่อดำเนินการทัพทิ้งระเบิดต่อประเทศเวียดนามเหนือ

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Barbara Leitch LePoer (1989). Thailand: A Country Study. Federal Research Devision, Library of Congress. ISBN 978-0739715666.