ประวัติศาสตร์ไทย (พ.ศ. 2475–2516)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ThaiHistory Placide CarteDuRoyaumeDeSiam.png
ThaiHistory SiamPlacide.jpg
ยุคก่อนประวัติศาสตร์
บ้านเชียง ประมาณ 2500 ปีก่อน พ.ศ.
บ้านเก่า ประมาณ 2000 ปีก่อน พ.ศ.
ยุคอาณาจักร
สุวรรณภูมิ
ก่อนพุทธศตวรรษที่ 3- พุทธศตวรรษที่ 5
โจฬะ
พุทธศตวรรษที่ 2-17
สุวรรณโคมคำ
พุทธศตวรรษที่ 4-5
ทวารวดี-นครชัยศรี-ศรีจนาศะ
ประมาณ พุทธศตวรรษที่ 5-15
โยนกนาคพันธุ์
พ.ศ. 638-1088
คันธุลี
พ.ศ. 994-1202
  เวียงปรึกษา
1090-1181
ศรีวิชัย
พ.ศ. 1202-1758
  ละโว้
1191 -1470
หิรัญเงินยางฯ
1181 - 1805
  หริภุญชัย
1206-1835
 
สงครามสามนคร พ.ศ. 1467-1470
  สุพรรณภูมิ
ละโว้
ตามพรลิงค์
ลังกาสุกะ
 
พริบพรี
นครศรีธรรมราช
  สุโขทัย
1792-1981
พะเยา
1190-2011
เชียงราย
1805-1835
ล้านนา
1835-2101
อยุธยา (1)
พ.ศ. 1893-2112  
  สค.ตะเบ็งชเวตี้  
  สค.ช้างเผือก
  เสียกรุงครั้งที่ 1
   พ.ศ. 2112
พิษณุโลก
2106-2112
ล้านนาของพม่า
2101-2317
  แคว้นล้านนา
  แคว้นเชียงใหม่
กรุงศรีอยุธยา (2)
พ.ศ. 2112-2310
เสียกรุงครั้งที่ 2
สภาพจลาจล
กรุงธนบุรี
พ.ศ. 2310-2325
ล้านนาของสยาม
2317-2442
  นครเชียงใหม่
  
  
กรุงรัตนโกสินทร์
พ.ศ. 2325-ปัจจุบัน
  สงครามเก้าทัพ
  อานามสยามยุทธ
  การเสียดินแดน
  มณฑลเทศาภิบาล
  สงครามโลก: ครั้งที่ 1 - ครั้งที่ 2
 
ยุครัฐประชาชาติ
ประเทศไทย
  ปฏิวัติ พ.ศ. 2475
  เปลี่ยนแปลงชื่อประเทศ
  พ.ศ. 2475–2516
  พ.ศ. 2516–ปัจจุบัน
สหรัฐไทยเดิม
พ.ศ. 2485-2489
 
จัดการ: แม่แบบ  พูดคุย  แก้ไข

ประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2475 ถึง 2516 เป็นสมัยที่ถูกครอบงำโดยระบอบเผด็จการทหารซึ่งอยู่ในอำนาจเป็นส่วนใหญ่ บุคคลหลักของสมัยนี้ คือ ผู้เผด็จการ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม ซึ่งลงนามเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และนักการเมืองพลเรือน ปรีดี พนมยงค์ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และเป็นนายกรัฐมนตรีช่วงสั้น ๆ หลังสงคราม การสืบต่อผู้เผด็จการทหารหลังการขับปรีดีออก จอมพลแปลกอีกหนหนึ่ง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งภายใต้การปกครองแบบเผด็จการดั้งเดิมถูกผสมรวมกับการปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยและการแผลงเป็นตะวันตกที่เพิ่มขึ้นภายใต้อิทธิพลของสหรัฐอเมริกา ช่วงปลายสมัยนี้มีการลาออกของจอมพลถนอม หลังการสังหารหมู่ผู้ประท้วงนิยมประชาธิปไตยที่นำโดยนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ความขัดแย้งภายใน[แก้]

ฝ่ายทหารเข้ามามีอำนาจในการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ที่ไม่เสียเลือดเนื้อ เปลี่ยนระบอบการปกครองของสยามจากสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ

รัฐบาลใหม่ใน พ.ศ. 2475 นั้น นำโดยกลุ่มพันเอกที่มีพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) และพระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน) เป็นหัวหน้า ในเดือนธันวาคม รัฐบาลได้ออกรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสยาม ซึ่งรวมถึงรัฐสภา ที่สมาชิกมาจากการแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมอีกครึ่งหนึ่ง ประชาชนได้รับคำสัญญาว่า การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์นั้นจะถูกจัดขึ้นเมื่อประชากรเกินครึ่งสำเร็จการศึกษาขั้นประถม ซึ่งคาดว่าอยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษ 1940 นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้รับการแต่งตั้งและมีการรักษาฉากหน้าการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ

เมื่อรัฐบาลใหม่ได้รับการสถาปนาและรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับแล้ว เริ่มเกิดความขัดแย้งขึ้นในหมู่สมาชิกกลุ่มผู้ปกครองใหม่ มีสี่กลุ่มแยก (faction) หลักที่แก่งแย่งอำนาจกัน ได้แก่ กลุ่มแยกพลเรือนอนุรักษนิยมที่สูงอายุแล้ว นำโดยพระยามโนปกรณนิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) กลุ่มแยกทหารอาวุโส นำโดย พระยาพหลพลพยุหเสนา กลุ่มแยกกองทัพบกและกองทัพเรือหนุ่ม นำโดย หลวงพิบูลสงคราม และกลุ่มแยกพลเรือนหนุ่ม นำโดย ปรีดี พนมยงค์

ความขัดแย้งร้ายแรงเกิดขึ้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2476 เมื่อปรีดีได้รับมอบหมายให้ร่างแผนเศรษฐกิจใหม่แก่ประเทศ โครงการมูลวิวัติของเขานั้นกำหนดให้โอนที่ดินเพาะปลูกผืนใหญ่มาเป็นของรัฐ เช่นเดียวกับการปรับให้เป็นอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วโดยมีรัฐบาลชี้นำ นอกจากนี้ ยังกำหนดให้อุดมศึกษาเติบโต เพื่อที่การเข้าสู่ระบบข้าราชการประจำจะไม่ถูกครอบงำอย่างสมบูรณ์โดยเชื้อพระวงศ์และชนชั้นสูง อย่างไรก็ดี แผนการดังกล่าวถูกกลุ่มแยกรัฐบาลส่วนใหญ่ประณามทันทีว่าเป็นคอมมิวนิสต์

เพราะการโจมตีทรัพย์สินเอกชนนี้เอง สมาชิกของพรรคพวกอนุรักษนิยมจึงเป็นผู้ที่ตื่นตระหนกกับแผนของปรีดีมากที่สุด พวกเขากระตุ้นให้รัฐบาลพระยามโนปกรณนิติธาดารับนโยบายที่จะกลับแนวทาง "การปฏิวัติ" นี้ อย่างไรก็ดี เมื่อพระยามโนปกรณนิติธาดาพยายามที่จะทำเช่นนั้น หลวงพิบูลสงครามและพระยาพหลพลพยุหเสนารัฐประหารครั้งที่สองซึ่งโค่นรัฐบาลพระยามโนปกรณนิติธาดา พระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และรัฐบาลใหม่ของเขาไม่มีผู้นิยมสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เลย

ปฏิกิริยาของกลุ่มผู้นิยมพระมหากษัตริย์มาถึงในปลาย พ.ศ. 2476 เมื่อพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช นำการก่อการกำเริบด้วยอาวุธต่อรัฐบาล พระองค์เรียกระดมกองทหารหลายจังหวัดและเคลื่อนสู่กรุงเทพมหานคร พระองค์ทรงกล่าวหารัฐบาลว่าไม่เคารพพระมหากษัตริย์และสนับสนุนคอมมิวนิสต์ และพระองค์เรียกร้องให้ผู้นำรัฐบาลลาออก พระองค์ทรงหวังว่ากองทหารในพื้นที่กรุงเทพมหานครบางส่วนจะเข้ากับการก่อการกำเริบนี้ แต่พวกเขายังภักดีต่อรัฐบาล ขณะเดียวกัน กองทัพเรือประกาศตนเป็นกลางและย้ายไปยังฐานในภาคใต้ หลังการสู้รบอย่างหนักในชานกรุงทางเหนือของกรุงเทพมหานคร ในที่สุดฝ่ายผู้นิยมพระมหากษัตริย์ก็พ่ายแพ้ และพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดชทรงลี้ภัยไปยังอินโดจีน

ผลกระทบหนึ่งของการปราบปรามการก่อกบฏนี้ คือ เกียรติภูมิของพระมหากษัตริย์ที่ลดลง หลังการก่อการกำเริบเริ่มขึ้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศในโทรเลขว่า พระองค์เสียพระทัยกับการต่อสู้และการก่อความไม่สงบ ไม่ชัดเจนว่าพระองค์ทรงกลัวว่าจะถูกจับกุมโดยฝ่ายกบฏ หรือมีพระราชประสงค์หลีกเลี่ยงทางเลือกเพิ่มเติมระหว่างพระยาพหลพลพยุหเสนากับพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช แต่ไม่ว่าอย่างไร ข้อเท็จจริงมีว่า ในช่วงที่ความขัดแย้งถึงขีดสุด พระมหากษัตริย์และพระราชินีลี้ภัยอยู่ที่สงขลา การถอนพระองค์จากฉากสู้รบของพระมหากษัตริย์ถูกฝ่ายผู้ชนะตีความว่าเป็นสัญญาณว่าพระองค์ทรงล้มเหลวในหน้าที่ โดยปฏิเสธจะให้การสนับสนุนกำลังรัฐบาลอย่างเต็มที่ ความน่าเชื่อถือของพระองค์จึงถูกบั่นทอน

อีกไม่กี่เดือนให้หลัง ใน พ.ศ. 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งความสัมพันธ์ของพระองค์กับรัฐบาลใหม่เสื่อมลงระยะหนึ่งแล้ว เสด็จประทับต่างประเทศเพื่อทรงเข้ารับการถวายการรักษาทางการแพทย์ ขณะที่ประทับอยู่ต่างประเทศ พระองค์ยังทรงติดต่อราชการกับรัฐบาลซึ่งมีการเจรจาเงื่อนไขที่พระองค์จะยังเป็นพระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญต่อไป นอกเหนือจากคำขอพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์แต่โบราณบางอย่างต่อเนื่องมา เช่น สิทธิพระราชทานอภัยโทษ พระองค์ยังทรงวิตกกับการลดลักษณะที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของระบอบใหม่ด้วยวิธีใดก็ตาม แต่รัฐบาลไม่ตกลง ฉะนั้น วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 (นับศักราชแบบเก่า) พระมหากษัตริย์จึงทรงสละราชสมบัติ ในการสละราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชหัตถเลขาวิจารณ์รัฐบาล พระราชหัตถเลขาของพระองค์มีข้อความตอนหนึ่งดังนี้

ข้าพเจ้าเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร...

ซึ่งพระราชหัตถเลขาดังกล่าวมักถูกนักวิจารณ์ถึงพัฒนาการอันเชื่องช้าของการเมืองของไทยหยิบยกขึ้นมาอ้างอิง

จากนั้น รัฐบาลได้อัญเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ผู้ทรงกำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนในสวิตเซอร์แลนด์อยู่ในขณะนั้น เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ถัดไป ในสายตาของบางฝ่าย ความอ่อนพระชนมพรรษาและการประทับอยู่นอกประเทศของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้พระองค์ทรงได้รับการอัญเชิญ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สยามไม่มีพระมหากษัตริย์ประทับอยู่ในประเทศเป็นเวลากว่า 15 ปี โดยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์, พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

ในสุนทรพจน์สละราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกล่าวโทษรัฐบาลว่าไม่เคารพหลักการประชาธิปไตย ใช้วิธีการปกครองที่ไม่เข้ากับเสรีภาพส่วนบุคคลและหลักการความยุติธรรม ปกครองในแบบเผด็จการและไม่เปิดให้ประชาชนมีปากเสียงแท้จริงในกิจการบ้านเมือง ในฐานะผู้นิยมประชาธิปไตยซึ่งยึดมั่นในอุดมการณ์ นับว่าพระองค์มีมูลเหตุที่ดีที่จะตรัสเช่นนั้น คณะกรรมการราษฎรและคณะรัฐมนตรีดูเหมือนไม่กระตือรือร้นที่จะพัฒนาบรรยากาศของการอภิปรายหรือถูกชี้นำโดยมติจากรัฐสภา เมื่อ พ.ศ. 2477 มีการผ่านพระราชบัญญัติสื่อมาใช้บังคับ โดยห้ามสิ่งพิมพ์เผยแพร่วัสดุใด ๆ ที่ถือว่า ทำให้ความสงบเรียบร้อยของประชาชนเสื่อมเสียหรือบั่นทอนศีลธรรม และกฎหมายนี้ถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวด สิ่งพิมพ์เผยแพร่ทั้งหมดต้องถูกยื่นมาทบทวนและสุนทรพจน์ทั้งหมดทางวิทยุอยู่ภายใต้บังคับแห่งการตรวจพิจารณา

ปฏิกิริยาต่อการสละราชสมบัติถูกทำให้เงียบ ทุกคนกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป รัฐบาลงดไม่คัดค้านคำแถลงสละราชสมบัติของพระมหากษัตริย์ด้วยเกรงว่าจะปลุกข้อพิพาทเพิ่มขึ้นอีก คู่แข่งของรัฐบาลเก็บตัวเงียบเพราะถูกพระมหากษัตริย์ขู่ให้กลัวและทิ้ง ซึ่งเป็นผู้เดียวที่พวกเขาเห็นว่าสามารถลุกขึ้นต่อต้านผู้ก่อการได้ หรือกล่าวได้ว่า สมบูรณาญาสิทธิ์ของพระมหากษัตริย์ถูกแทนที่โดยพรรคของประชาชนโดยมีทหารเป็นผู้ถืออำนาจสูงสุด (ultimate arbiter of power) แม้แต่ปรีดี ซึ่งเป็นผู้มีอุดมการณ์ที่สุดในบรรดาผู้ก่อการ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ด้วยการสนับสนุนรัฐพรรคการเมืองเดียวในรัฐธรรมนูญฉบับดั้งเดิม มุมมองของเขาห่างไกลจากมโนทัศน์ประชาธิปไตยตะวันตกมากนัก

หลังจากได้เอกาชนะผู้คัดค้านภายในทั้งหมดแล้ว ขณะนี้รัฐบาลถูกทดสอบให้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้เมื่อเถลิงอำนาจ รัฐบาลใช้มาตรการที่ก้าวร้าวกว่ามากในการดำเนินการปฏิรูปที่สำคัญบางอย่าง ค่าเงินถูกนำออกจากมาตรฐานทองคำ ทำให้การค้าฟื้นตัว รายจ่ายด้านการศึกษาเพิ่มขึ้นสี่เท่า ทำให้อัตราการรู้หนังสือเพิ่มขึ้นอย่างมาก มีการริเริ่มรัฐบาลท้องถิ่นและจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง และในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2480 พัฒนาการประชาธิปไตยก้าวไปข้างหน้าเมื่อมีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาโดยตรงเป็นครั้งแรก แม้ว่าพรรคการเมืองยังไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งขึ้นก็ตาม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถูกก่อตั้งขึ้น จากการริเริ่มของปรีดี เป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้มากกว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอภิชนนิยม (elitist) รายข่ายทางทหารก็เพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน เป็นการบ่งชี้ที่ชัดเจนถึงอิทธิพลของทหารที่เพิ่มขึ้น ระหว่าง พ.ศ. 2477 ถึง 2483 กองทัพบก กองทัพเรือและกองทัพอากาศของราชอาณาจักรมียุทธภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน

การสร้างชาตินิยม[แก้]

ฝ่ายทหาร ซึ่งขณะนี้นำโดยพลตรีหลวงพิบูลสงครามเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพลเรือนเสรีนิยม นำโดยปรีดีเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทำงานรวมกันอย่างสมานฉันท์เป็นเวลาหลายปี แต่เมื่อหลวงพิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2481 ความร่วมมือนี้กลับพังลง และการครอบงำของทหารกลายมาเด่นชัดขึ้น หลวงพิบูลสงครามเป็นผู้เลื่อมใสเบนิโต มุสโสลินี และรัฐบาลของเขาเริ่มมีลักษณะฟาสซิสต์บางประการ ต้น พ.ศ. 2482 คู่แข่งทางการเมือง 40 คน ทั้งนิยมพระมหากษัตริย์และนิยมประชาธิปไตย ถูกจับกุม และหลังจากการพิจารณาคดีที่เป็นแผนหลอกลวง 18 คนถูกประหารชีวิต นับเป็นการประหารชีวิตทางการเมืองครั้งแรกในสยามในรอบกว่าศตวรรษ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และพระยาทรงสุรเดช ต่างเสด็จลี้ภัย หลวงพิบูลสงครามเริ่มการรณรงค์ซึ่งเป็นการปลุกปั่นต่อชนชั้นธุรกิจชาวจีน โรงเรียนและหนังสือพิมพ์จีนถูกปิด และมีการเพิ่มภาษีต่อธุรกิจจีน

หลวงพิบูลสงครามและหลวงวิจิตรวาทการ (วิจิตร วิจิตรวาทการ) โฆษกด้านอุดมการณ์ของรัฐบาล ลอกเทคนิคการโฆษณาชวนเชื่อที่ฮิตเลอร์และมุสโสลินีใช้เพื่อสร้างลัทธิผู้นำ ด้วยตระหนักถึงพลังของสื่อมวลชน ทั้งสองจึงใช้การผูกขาดการแพร่สัญญาณวิทยุของรัฐบาลเพื่อให้ประชาชนสนับสนุนรัฐบาล คำขวัญของรัฐบาลซึ่งเป็นที่นิยมมีการออกอากาศอย่างต่อเนื่องทางวิทยุและมีการปิดประกาศทางหนังสือพิมพ์และป้ายโฆษณา ภาพของหลวงพิบูลสงครามสามารถพบเห็นได้ทุกหนแห่งในสังคม ขณะที่พระบรมฉายาลักษณ์ของอดีตพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงวิจารณ์ระบอบเผด็จการ ถูกห้าม ในขณะเดียวกัน เขาผ่านกฎหมายเผด็จการออกมาจำนวนหนึ่งซึ่งให้อำนาจแก่รัฐบาลแทบไร้ข้อจำกัดในการจับและตรวจพิจารณาสื่ออย่างสมบูรณ์ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง หนังสือพิมพ์ได้รับคำสั่งให้พิมพ์แต่ข่าวดีที่ส่งมาจากแหล่งข่าวฝ่ายอักษะ ขณะที่ความคิดเห็นเสียดสีเกี่ยวกับสถานการณ์ภายในประเทศถูกห้าม

ในปีเดียวกัน หลวงพิบูลสงครามได้เปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามมาเป็นไทย หมายถึง "ดินแดนของเสรีชน" (land of the free) ซึ่งนับเป็นท่าทีชาตินิยม เป็นการแสดงนัยเอกภาพของประชาชนที่พูดภาษาไททั้งหมด รวมทั้งภาษาลาวและภาษาฉาน แต่ไม่รวมภาษาจีน คำขวัญของรัฐบาลได้เปลี่ยนเป็น "ประเทศไทยสำหรับคนไทย" (Thailand for the Thai)

การทำให้ทันสมัยยังเป็นอีกแก่นหนึ่งที่สำคัญในชาตินิยมไทยใหม่ของหลวงพิบูลสงคราม ตั้งแต่ พ.ศ. 2482 ถึง 2485 เขาออกประกาศรัฐนิยม 12 ฉบับ นอกเหนือจากการกำหนดให้คนไทยทุกคนเคารพธงชาติ รู้จักเพลงชาติ และพูดภาษาไทยแล้ว รัฐนิยมดังกล่าวยังกระตุ้นให้คนไทยทำงานหนัก ติดตามข่าวสารปัจจุบัน และแต่งกายแบบตะวันตก จนถึง พ.ศ. 2484 การเยาะเย้ยผู้พยายามส่งเสริมจารีตประเพณีไทยเป็นการผิดกฎหมาย โครงการดังกล่าวยังครอบคลุมถึงวิจิตรศิลป์ด้วย การแสดงและภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาชาตินิยมอย่างดุเดือดได้รับการอุปถัมภ์จากรัฐบาล บ่อยครั้งที่การแสดงและภาพยนตร์ประเภทนี้จะแสดงอดีตอันเกรียงไกรเมื่อนักรบไทยต่อสู้เพื่อให้ประเทศมีเสรีภาพอย่างไม่หวาดกลัว ปกป้องเกียรติหรือสละชีพตน ความรักชาติมีสอนในโรงเรียนและเป็นแก่นไม่รู้จบในเพลงและการเต้นรำต่าง ๆ

ในขณะเดียวกัน หลวงพิบูลสงครามพยายามอย่างแข็งขันเพื่อขจัดอิทธิพลของผู้สนับสนุนพระมหากษัตริย์จากสังคม วันหยุดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ (royal holiday) แต่โบราณ ถูกแทนที่ด้วยเหตุการณ์แห่งชาติใหม่ และมีการยกเลิกบรรดาศักดิ์ไทยของชนชั้นสูง แม้แต่สถาบันสงฆ์ก็ยังได้รับผลกระทบเมื่อสถานภาพธรรมยุตินิกายที่ได้รับการอุปถัมภ์จากพระมหากษัตริย์ถูกลดระดับลง

ขณะเดียวกัน โรงภาพยนตร์ทุกแห่งได้รับคำสั่งให้แสดงภาพของเขาในตอนจบการแสดงทุกครั้งราวกับเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ และผู้ชมถูกคาดหวังว่าจะลุกขึ้นยืนและโค้งคำนับ ลัทธิบูชาบุคคลที่กำลังเติบโตขึ้นของหลวงพิบูลสงครามอีกด้านหนึ่ง คือ การกลายมาปรากฏชัดในการตกแต่งอย่างเป็นทางการ เขาเกิดในปีระกา และสัญลักษณ์นี้เริ่มใช้แทนกงล้อ คล้ายกับการที่สีเขียว (สีประจำวันพุธอันเป็นวันเกิดของเขา) ก็ถูกใช้ในการตกแต่งเช่นกัน

สงครามโลกครั้งที่สอง[แก้]

พ.ศ. 2483 ฝรั่งเศสส่วนใหญ่ถูกนาซีเยอรมนียึดครอง และพลตรี หลวงพิบูลสงครามออกตัวแก้แค้นที่ฝรั่งเศสทำให้สยามอัปยศเมื่อ พ.ศ. 2436 และ 2447 เมื่อฝรั่งเศสวาดพรมแดนของสยามกับลาวและกัมพูชาใหม่โดยการบังคับสนธิสัญญาหลายฉบับ เพื่อจุดประสงค์นั้น รัฐบาลไทยต้องการความช่วยเหลือจากญี่ปุ่นต่อฝรั่งเศส ซึ่งมีหลักประกันโดยสนธิสัญญาว่าด้วยความต่อเนื่องของความสัมพันธ์ฉันท์มิตรและความเคารพบูรณภาพแห่งดินแดนของอีกฝ่ายร่วมกันระหว่างไทยกับญี่ปุ่น (Treaty between Thailand and Japan Concerning the Continuance of Friendly Relations and the Mutual Respect of Each Other's Territorial Integrity) ซึ่งบรรลุในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2483 นอกจากนี้ ปีนั้นยังมีการบรรลุสนธิสัญญามไม่รุกรานกันอังกฤษ-ไทยระหว่างรัฐบาลบริเตนใหญ่กับราชอาณาจักรไทย วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2483 รัฐบาลอังกฤษตอบรับข้อเรียกร้องของญี่ปุ่นให้ปิดถนนพม่าเป็นเวลาสามเดือนเพื่อป้องกันการส่งกำลังบำรุงยามสงครามสู่จีน เมื่อรัฐบาลไทยขณะนี้สนับสนุนญี่ปุ่น รัฐบาลอังกฤษจึงบรรลุสนธิสัญญากับรัฐบาลไทยเพื่อมิให้เป็นศัตรูกับญี่ปุ่น

หลวงวิจิตรวาทการเขียนละครที่ได้รับความนิยมหลายเรื่องซึ่งเชิดชูความคิดที่ว่ากลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมากเป็นของจักรวรรดิ "ไทย" และประณามความชั่วร้ายของการปกครองอาณานิคมยุโรป การเดินขบวนที่มีอุดมการณ์เรียกร้องดินแดนของชนชาติเดียวกันและต่อต้านฝรั่งเศสเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องรอบกรุงเทพมหานคร และปลาย พ.ศ. 2483 เกิดเหตุปะทะพรมแดนตามแม่น้ำโขง วันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2484 ประเทศไทยโจมตีเวียดนามตอนใต้ ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นมีเหตุผลที่จะเข้ามายังไซ่ง่อน ปีเดียวกันนั้น เหตุปะทะได้บานปลายเป็นสงครามขนาดย่อมระหว่างวิชีฝรั่งเศสกับประเทศไทย กำลังไทยครองสงครามทั้งทางบกและทางอากาศ แต่ประสบความพ่ายแพ้ทางเรือที่ยุทธนาวีเกาะช้าง จากนั้น ญี่ปุ่นได้ก้าวเข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลียข้อพิพาท ข้อตกลงสุดท้ายให้พื้นที่พิพาทในลาวและกัมพูชาแก่ไทย

เกียรติภูมิของหลวงพิบูลสงครามเพิ่มขึ้นมากจนได้รับความสุขจากการเป็นผู้นำที่แท้จริงของชาติ ราวกับจะเฉลิมฉลองในโอกาสนี้ เขาเลื่อนยศตนเองขึ้นเป็นจอมพล ข้ามยศพลโทและพลเอก อย่างไรก็ดี การรุกรานดังกล่าวทำให้ความสัมพันธ์กับอังกฤษและสหรัฐอเมริกาเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2484 สหรัฐอเมริกาตัดการส่งปิโตรเลียมมายังประเทศไทย การรณรงค์ขยายดินแดนของไทยยุติลงในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 เมื่อญี่ปุ่นรุกรานประเทศตามชายฝั่งทางใต้และจากกัมพูชา หลังจากการต่อต้านในช่วงแรก รัฐบาลหลวงพิบูลสงครามได้ยอมให้ญี่ปุ่นเคลื่อนทัพผ่านประเทศเพื่อโจมตีพม่าและรุกรานมาลายา จากเหตุการณ์ความพ่ายแพ้ของฝ่ายสัมพันธมิตรต้น พ.ศ. 2485 ทำให้เขาเชื่อว่าญี่ปุ่นจะชนะสงคราม จึงตัดสินใจสถาปนาพันธมิตรทางทหารกับญี่ปุ่น

เพื่อเป็นรางวัล ญี่ปุ่นยอมให้ไทยรุกรานและผนวกรัฐฉานและรัฐคะยาทางเหนือของพม่า และฟื้นฟูอธิปไตยเหนือรัฐสุลต่านทางเหนือของมาลายาซึ่งเคยเสียไปในสนธิสัญญาอังกฤษ–สยาม ค.ศ. 1909 เดือนมกราคม พ.ศ. 2485 หลวงพิบูลสงครามประกาศสงครามต่ออังกฤษและสหรัฐอเมริกา แต่หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เอกอัครราทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา ปฏิเสธจะส่งให้แก่กระทรวงการต่างประเทศ และประณามรัฐบาลหลวงพิบูลสงครามว่ามิชอบด้วยกฎหมายและก่อตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้นในกรุงวอชิงตัน ปรีดี ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่ไม่มีอำนาจอย่างชัดเจน นำขบวนการขัดขืนในประเทศไทย ขณะที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี อดีตพระราชินี เป็นผู้นำขบวนการในนามในบริเตนใหญ่

มีการตั้งค่ายฝึกลับ ๆ ขึ้น ส่วนใหญ่โดยเตียง ศิริขันธ์ นักการเมืองและผู้นำเสรีไทย ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีสนามบินลับในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งกองทัพอากาศอังกฤษและสหรัฐอเมริกานำเสบียงมาส่ง ตลอดจนฝ่ายบริหารปฏิบัติการพิเศษ (Special Operations Executive) สำนักงานบริการด้านยุทธศาสตร์ (OSS) และเจ้าหน้าที่เสรีไทย พร้อมกับอพยพเชลยศึกออกนอกประเทศด้วย จนถึงต้น พ.ศ. 2488 นายทหารกองทัพอากาศไทยกำลังปฏิบัติหน้าที่ติดต่อประสานงานกับกองบัญชาการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในกัณฏีและโกลกาตา

เมื่อถึง พ.ศ. 2487 เริ่มปรากฏชัดแล้วว่าญี่ปุ่นกำลังแพ้สงคราม และพฤติกรรมของทหารญี่ปุ่นในประเทศไทยเริ่มยโสมากขึ้น กรุงเทพมหานครยังเสียหายหนักจากการทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งเหตุดังกล่าว ประกอบกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจอันเกิดจากการสูญเสียตลาดส่งออกข้าวของประเทศ ทำให้ทั้งสงครามและรัฐบาลจอมพลแปลกไม่ได้รับความนิยม ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2487 จอมพลแปลกถูกขับไล่โดยรัฐบาลที่ขบวนการเสรีไทยแทรกซึม รัฐสภาประชุมใหม่และแต่งตั้งทนายความเสรีนิยม ควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลใหม่เร่งอพยพดินแดนของอังกฤษที่จอมพลแปลกเคยยึดรองและให้การสนับสนุนขบวนการเสรีไทยอย่างลับ ๆ ขณะที่แสร้งรักษาความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับญี่ปุ่นไปพร้อมกัน

ญี่ปุ่นยอมจำนนเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ทันใดนั้น ความรับผิดชอบทางทหารของฝ่ายสัมพันธมิตรต่อประเทศไทยตกแก่อังกฤษ ทันทีที่ทำได้ ทหารอังกฤษถูกส่งเข้ามาทางอากาศซึ่งรับรองการปล่อยตัวเชลยศึกที่ยังเหลืออยู่อย่างรวดเร็ว อังกฤษประหลาดใจมากที่พบว่าไทยปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นไปส่วนใหญ่แล้ว