ข้ามไปเนื้อหา

เมาะตะมะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เมาะตะมะ
เมือง
เมาะตะมะตั้งอยู่ในประเทศพม่า
เมาะตะมะ
เมาะตะมะ
ที่ตั้งเมืองเมาะตะมะในประเทศพม่า
พิกัด: 16°31′48″N 97°36′08″E / 16.53000°N 97.60222°E / 16.53000; 97.60222
ประเทศ พม่า
รัฐ รัฐมอญ
จังหวัดสะเทิม
อำเภอปอง
ประชากร
  ชาติพันธุ์
มอญ, พม่า, กะเหรี่ยง
  ศาสนา
พุทธเถรวาท
เขตเวลาUTC+6:30 (เวลามาตรฐานพม่า)

เมาะตะมะ (พม่า: မုတ္တမမြို့, ออกเสียง: [moʊʔtəma̰ mjo̰]; มอญ: မုဟ်တၟံ, ออกเสียง: [mùh mɔˀ]) เป็นเมืองเล็ก ๆ ในรัฐมอญ ประเทศพม่า ตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสาละวิน อยู่ฝั่งตรงข้ามกับมอละมไยน์ เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรหงสาวดีในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13–14 และเป็นเมืองท่ามีชื่อเสียงในระดับนานาชาติจนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16

ศัพทมูลวิทยา

[แก้]

เมาะตะมะ มีหลายชื่อเรียก เช่น ในภาษามอญ เรียกว่า มุฮ์เมาะ (มอญ: မုဟ်တၟံ, ออกเสียง: [/mùh mɔˀ/]; Mumaw; ปลายแหลมหิน, จมูกหิน)[1][2] หรือ โหมดตะม่ะฮ์ (มอญ: မတ်တမး; "ตาสว่าง")[3] ในเอกสารเก่าของไทยเรียก เมืองพัน[4] หรือในบันทึกชาวยุโรปเรียก มะตะบัน (Martaban)[5]

ประวัติศาสตร์

[แก้]

ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 15

[แก้]
เส้นทางสายไหมในคริสต์ศตวรรษที่ 1

ตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15 เมาะตะมะเป็นท่าเรือการค้าที่สำคัญของเส้นทางสายไหมทางทะเลอันเก่าแก่ เชื่อมโยงโลกตะวันออกกับโลกตะวันตก และไหมะตะบัน (Martaban Jars) ถูกนำเข้ามาผ่านเส้นทางการค้านี้

หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดการมีอยู่ของเมาะตะมะในประวัติศาสตร์พม่าถูกค้นพบในจารึกที่สร้างโดย พระเจ้านรปติสี่ตู่ แห่งอาณาจักรพุกามเมื่อ ค.ศ. 1176[6]

เมืองโบราณนี้เรียกว่า ซัมปานาโก (Sampanago) หรือ จัมปานาคะ (Campа̄nа̄ga หมายถึง เมืองแห่งนาคา)[7] หรือ Puñjaluin ในภาษามอญ ซึ่งมีการกล่าวถึงในบริบทของ เมาะตะมะ-ธัญญวดี (Muttama-Dhañyawaddy) หรือ ซัมปานาโก-ละกูนบยิน (Sampanago-Lakunbyin) ซึ่งเป็นชุมชนริมแม่น้ำสาละวินยาวประมาณ 45 กิโลเมตร ทอดยาวจากเมืองเมาะตะมะในปัจจุบันไปจนถึงเมืองพะอัน โบราณวัตถุจากแหล่งซัมปานาโกบ่งชี้ถึงวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 6 ถึง 9 โดยมีการค้าขายกับแหล่งโบราณคดียุคแรก ๆ ทั้งทางบกและทางทะเล เหรียญกษาปณ์และอิทธิพลทางวัฒนธรรมในโบราณวัตถุบ่งชี้ว่าซัมปานาโกมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเมืองสะเทิมและแหล่งโบราณคดียุคแรกในอู่ทองและกาญจนบุรี[8][7]

ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 เมาะตะมะเป็นเมืองหลวงของดินแดนทางใต้ในอาณาจักรพุกาม หลังจากการล่มสลายของพุกามใน ค.ศ. 1287 พระเจ้าฟ้ารั่วได้สถาปนาอาณาจักรเมาะตะมะขึ้นโดยมีฐานที่มั่นอยู่ที่เมาะตะมะ[9]:205–206 เมืองนี้เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรที่พูดภาษามอญตั้งแต่ ค.ศ. 1287 ถึง ค.ศ. 1364 และเป็นรัฐบริวารของอาณาจักรสุโขทัยจนถึง ค.ศ. 1314[10] ตั้งแต่ ค.ศ. 1369 เป็นต้นมา กษัตริย์ได้ปกครองอาณาจักรจากเมืองพะโค (หงสาวดี)[11] จาก ค.ศ. 1364 ถึง ค.ศ. 1388 เมาะตะมะอยู่ภายใต้การปกครองอิสระโดยพฤตินัยจากสมิงพระตะบะ ในปี ค.ศ. 1388 พระเจ้าราชาธิราชได้ยึดเมืองกลับคืนมา[12] แม้ว่าจะไม่ใช่เมืองหลวงอีกต่อไป แต่เมืองนี้ยังคงเป็นท่าเรือการค้าที่สำคัญตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16[13]

ระฆังเมาะตะมะโบราณ (ค.ศ. 1492) มีจารึกภาษามอญ

ชื่อเดิมของเมืองคือ มะตะบัน (Martaban) ซึ่งในภาษาอาหรับหมายถึง "ไห" แบบต่าง ๆ ทั่วไป และในระดับสากลหมายถึงไหเซรามิกขนาดใหญ่ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกของเมือง ส่วนในภาษาอาหรับอียิปต์ คำนี้ได้เปลี่ยนเป็น batraman ซึ่งหมายถึงโถแก้วหรือเซรามิกทุกชนิด

คริสต์ศตวรรษที่ 16–19

[แก้]

ใน ค.ศ. 1541 พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้แห่งตองอูยึดเมืองที่มีป้อมปราการนี้ไว้และทำลายจนหมดสิ้น ส่งผลให้เมืองนี้ตกอยู่ในสภาพที่ล้าหลังไปถาวร ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมาะตะมะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในสงครามระหว่างพม่ากับสยามหลายครั้ง

สมัยอาณานิคม

[แก้]

เมาะตะมะถูกอังกฤษยึดครองในสงครามอังกฤษ–พม่าครั้งที่หนึ่ง ระหว่าง ค.ศ. 1824–1826 แต่กลับคืนสู่การปกครองของพม่าหลังสงคราม อย่างไรก็ตามเมาะตะมะกลายเป็นเมืองชายแดน เนื่องจากชายฝั่งตะนาวศรีทั้งหมดตั้งแต่มอละมไยน์ลงมากลายเป็นดินแดนของอังกฤษ เมาะตะมะกลายเป็นส่วนหนึ่งของพม่าตอนล่างของอังกฤษหลังสงครามอังกฤษ–พม่าครั้งที่สองใน ค.ศ. 1852

ภูมิศาสตร์

[แก้]

แม่น้ำสาละวินไหลผ่านเมืองลงสู่อ่าวเมาะตะมะ ที่ตั้งของเมืองอยู่ติดกับจุดบรรจบของแม่น้ำห้าสาย ได้แก่ แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำอัตตรัน แม่น้ำไจ แม่น้ำโดนตะมิ และแม่น้ำไล่ง์-บแหว่ ขณะที่แม่น้ำเหล่านี้ไหลลงสู่อ่าวเมาะตะมะ เมืองนี้ยังล้อมรอบด้วยเนินเขาที่ยังคงตั้งอยู่ในหุบเขาสาละวิน ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกพืชผลหลากหลายชนิด[8]

การคมนาคม

[แก้]

เมาะตะมะเป็นจุดสิ้นสุดของถนนและทางรถไฟจากย่างกุ้ง ที่ซึ่งแม่น้ำสาละวินไหลลงสู่อ่าวเมาะตะมะในทะเลอันดามัน ปัจจุบันสะพานมอละมไยน์ ซึ่งวางเส้นทางเชื่อมลงใต้จากเมาะตะมะไปยังมอละมไยน์และเย่เมืองอีกแห่งทางตอนใต้

อ้างอิง

[แก้]
เชิงอรรถ
  1. Shorto, H.L. (1962). Dictionary of Modern Spoken Mon. Oxford University Press. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 January 2021. สืบค้นเมื่อ 10 October 2018.
  2. Tun, Than (1988). "Observations on the Translation and Annotation of the Royal Orders of Burma". Crossroads: An Interdisciplinary Journal of Southeast Asian Studies. 4 (1): 91–99. JSTOR 40860260.
  3. องค์ บรรจุน (9 กรกฎาคม 2561). "จากปรากฏการณ์คืนชื่อหมู่บ้านมลายูชายแดนใต้ ถึงขบวนการเรียกร้องชื่อสะพานสร้างใหม่ในรัฐมอญ". ศิลปวัฒนธรรม. (39:9), หน้า 38–39.
  4. ไมเคิล ไรท (26 เมษายน 2560). "ภูมิศาสตร์-ประวัติศาสตร์สยาม : เอกสารชั้นต้นสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ที่เปิดเผยใหม่ (๒)". ศิลปวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 26 เมษายน 2560. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  5. ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอยุธยากับเมืองมะริดและเมืองตะนาวศรี พ.ศ. 2133–2310 มหาวิทยาลัยขอนแก่น National Graduate Research Conference
  6. Aung-Thwin, Michael (2005). The mists of Rāmañña: The Legend that was Lower Burma (illustrated ed.). Honolulu: University of Hawai'i Press. ISBN 9780824828868.
  7. 1 2 ศุขสวัสดิ์, ม ล สุรสวัสดิ์ (2016). "วิจารณ์บทความเรื่อง Sampanago: "City of Serpents" and Muttama (Martaban)". Journal of Fine Arts, Chiang Mai University (ภาษาอังกฤษ). 7 (2): 247–285.
  8. 1 2 Moore, Elizabeth; San Win (2014). "Sampanago: "City of Serpents" and Muttama (Martaban)". ใน Revire, Nicholas; Murphy, Stephen (บ.ก.). Before Siam was Born: New Insights on the Art and Archaeology of Pre-Modern Thailand and its Neighbouring Regions. River Books. pp. 216–237.
  9. Coedès, George (1968). Walter F. Vella (บ.ก.). The Indianized States of south-east Asia. trans.Susan Brown Cowing. University of Hawaii Press. ISBN 978-0-8248-0368-1.
  10. Mukherjee, Rila (2011), Pelagic Passageways: The Northern Bay of Bengal Before Colonialism, Primus Books, p. 212
  11. Harvey 1925: 368
  12. Fernquest 2006: 7–8
  13. Myint-U 2006: 67
บรรณานุกรม
  • Jon Ferquest (Spring 2006). "Rajadhirat's Mask of Command: Military Leadership in Burma (c. 1384–1421)". SBBR. 4 (1): 7–8.
  • Harvey, G. E. (1925). History of Burma: From the Earliest Times to 10 March 1824. London: Frank Cass & Co. Ltd.
  • Myint-U, Thant (2006). The River of Lost Footsteps—Histories of Burma. Farrar, Straus and Giroux. ISBN 978-0-374-16342-6.