พระเจ้าอโศกมหาราช

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สำหรับภาพยนตร์ ดูที่ อโศกมหาราช
พระเจ้าอโศกมหาราช
จักรพรรดิ[1][2]
Indian relief from Amaravati, Guntur. Preserved in Guimet Museum.jpg
จักรพรรดิแห่งโมริยะ องค์ที่ 3
ครองราชย์ พ.ศ. 270–311 [3]
ราชาภิเษก พ.ศ. 275 [3]
ก่อนหน้า พระเจ้าพินทุสาร
ถัดไป พระเจ้าทศรถ
อัครมเหสี พระนางอสันธิมิตรา
พระสนม 4 นาง
พระราชบุตร 11 พระองค์
ราชวงศ์ โมริยะ
พระราชบิดา พระเจ้าพินทุสาร
พระราชมารดา พระนางสุภัทรางคี
ประสูติ พ.ศ. 239 ณ ปัฏนา
สวรรคต พ.ศ. 311 (ชันษา 72) ณ ปัฏนา

พระเจ้าอโศกมหาราช (สันสกฤต: अशोकः; พ.ศ. 240 - พ.ศ. 312 ครองราชย์ พ.ศ. 270 - พ.ศ. 311) เป็นจักรพรรดิอินเดียโบราณแห่งราชวงศ์โมริยะหรือเมารยะผู้ปกครองอนุทวีปอินเดียเกือบทั้งหมด พระองค์เป็นราชนัดดา(หลาน)ของผู้ก่อตั้งราชวงศ์เมารยะคือพระเจ้าจันทรคุปต์เมารยะ Chandragupta Maurya ผู้สร้างหนึ่งในจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดในอินเดียโบราณและจันทรคุปต์สละทั้งหมดแล้วบวชเป็นนักบวชเชน พระเจ้าอโศกเป็นหนึ่งในจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ของอินเดีย พระองค์ทรงขยายจักรวรรดิของพระเจ้าจันทรคุปต์และครอบครองเหนือดินแดนตั้งแต่ทางทิศตะวันตกคือพื้นที่ประเทศอัฟกานิสถานในปัจจุบันนี้ขยายออกไปทางทิศตะวันออกถึงบังกลาเทศ เป็นพื้นที่ครอบคลุมอนุทวีปของชาวอินเดียทั้งหมดยกเว้นพื้นที่ที่เป็น รัฐทมิฬนาฑู (Tamil Nadu) ในปัจจุบันนี้ คาร์นาตากาและรัฐเกรละ (Karnataka and Kerala) เมืองหลวงของจักรวรรดิคือเมืองปาฏลีบุตร (ในแคว้นมคธปัจจุบันนี้คือเมืองปัฏนะ)พร้อมด้วยเมืองหลวงต่างจังหวัดคือเมืองตักศิลาและเมืองอุชเชน หรือ อุชเชนีในครั้งพุทธกาล(Taxila and Ujjain)

ประมาณ พ.ศ. 283 หรือ 260 ปีก่อนคริสตกาลพระเจ้าอโศกทำสงครามทำลายล้างอย่างยืดเยื้อกับแคว้นกาลิงคะ(รัฐโอริศาในปัจจุบัน)พระองค์เอาชนะแคว้นกาลิงคะได้ ซึ่งไม่เคยมีบรรพบุรุษของพระองค์ทำได้มาก่อน นักวิชาการบางคนบรรยายว่าพระองค์นับถือศาสนาเชนเหมือนบรรพบุรุษแต่ก็เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าพระองค์ยอมรับศาสนาพุทธ ตำนานบอกว่าพระองค์เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธหลังจากประสบพบเห็นกับคนตายที่มากมายในสงครามแคว้นกาลิงคะ พระองค์เองไม่รู้สึกยินดีกับความต้องการแห่งชัยชนะ พระเจ้าอโศกคำนึงคิดถึงสงครามแคว้นกาลิงคะ ซึ่งผลของสงครามมีคนตายมากกว่า 100,000 คน และ 150,000 คนต้องไร้ที่อยู่อาศัย สุดท้ายตายประมาณ 200,000 คน พระเจ้าอโศกเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธประมาณ 263 ปีก่อนคริสตกาล พระองค์ให้บันทึกพระบรมราชโองการไว้บนเสาศิลาเรียกว่าเสาอโศก และส่งสมณทูตเพื่อไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังประเทศศรีลังกาและเอเชียกลาง ให้สร้างอนุสรณ์สถานเพื่อเป็นเครื่องหมายให้รู้ว่าสถานที่นี้เป็นสถานสำคัญในช่วงชีวิตของพระพุทธเจ้าขึ้นมากมายซึ่งเรียกว่าสังเวชนียสถาน

นอกจากพระบรมราชโองการของพระเจ้าอโศก การให้รายละเอียดถึงชีวประวัติของพระองค์อาศัยตำนานซึ่งเขียนขึ้นในหลายร้อยปีต่อมา ในคริสต์ศตวรรษที่ 2 ได้แก่อาศัยตำนานอโศกาวตาร (Ashokavadana) (เรื่องราวของพระเจ้าอโศกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของติวิยาวตาร Divyavadana) และในประเทศศรีลังกา อาศัยข้อความในคัมภีร์มหาวงศ์ Mahavamsa สัญลักษณ์ของสาธารณรัฐอินเดียก็ดัดแปลงมาจากสิงโต 4 ตัวหันหลังเข้าหากันหันหน้าไปยังทิศทั้ง 4 ของพระเจ้าอโศก พระนามของพระเจ้าอโศก หมายความว่า ไม่มีความทุกข์ หรือไม่มีความเศร้าโศกในภาษาสันสกฤต แยกศัพท์ออกเป็น น ปฏิเสธ แปลงเป็น อ แปลว่า ไม่ และคำว่า โสกะ แปลว่า ความโศกเศร้า หรือความทุกข์ใจ ในพระบรมราชโองการของพระองค์ พระองค์ได้ใช้พระนามว่าเทวานัมปริยะ (Devānāmpriya) บาลีเป็น เทวานมฺปิย (Devānaṃpiya) แปลว่า ผู้เป็นที่รักของทวยเทพ และพระนามว่า ปริยทรรศิน (Priyadarśin) บาลีเป็น ปิยทสี (Piyadasī) แปลว่า ผู้เป็นที่เคารพของทุกๆคนด้วยความรัก พระนามของพระองค์มีความสัมพันธ์กับต้นอโศก เพราะพระองค์ทรงชอบต้นไม้ชื่อว่าต้นอโศก Saraca asoca tree ซึ่งเป็นการอ้างอิงในคัมภีร์อโศกาวตาร เอช. จี. เวลส์ H.G. Wells ได้เขียนถึงพระเจ้าอโศกในหนังสือของเขาชื่อ The Outline of History ว่าในจำนวน 10000 พระนามของพระมหากษัตริย์ที่หนาแน่นในตารางของประวัติศาสตร์ พระราชอำนาจพระมหากรุณาธิคุณความสงบสุข พระเกียรติคุณ และความชื่นชอบของพวกเขา พระนามของพระเจ้าอโศกส่องสว่าง เจิดจรัสเป็นดวงดาวหนึ่งเดียว

พระเจ้าอโศกมหาราชเดิมมีพระอัธยาศัยโหดร้าย ชอบการทำสงครามกับแว่นแคว้นต่างๆ จนได้รับสมญานามว่า จัณฑาโศกราช (พระเจ้าอโศกผู้โหดเหี้ยม) แต่หลังจากที่พระองค์หันมานับถือศาสนาพุทธ พระองค์ก็ทรงกลายเป็นองค์เอกอัครพุทธศาสนูปถัมภก์ ผู้อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาให้มีความเจริญรุ่งเรืองและแผ่ขยายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ศาสนาพุทธ และจากพระราชกรณียกิจมากมายนานัปการที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญด้วยทศพิธราชธรรมอย่างแท้จริง ทำให้ภายหลังทรงได้รับการขนานพระราชสมัญญานามว่า ธรรมาโศกราช (พระเจ้าอโศกผู้ทรงธรรม)

พระราชประวัติ[แก้]

พระราชสมภพ[แก้]

พระเจ้าอโศกเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าพินทุสาร Bindusara กับพระนางสุภัทรางคี Subhadrangī มีพระราชโอรสธิดา 11 พระองค์ พระเจ้าอโศกเป็นพระราชนัดดา(หลาน)ของพระเจ้าจันทรคุปต์เมารยะผู้ก่อตั้งราชวงศ์โมริยะ พระเจ้าจันทรคุปต์ทรงประสูติในครอบครัวที่ต่ำต้อย พระองค์ถูกทอดทิ้งและเป็นลูกเลี้ยงเติบโตในครอบครัวอื่น แล้วพระองค์ได้รับการฝึกฝนอบรมและคำสอนของ ชานัคยา Chanakya จาก Arthashastra ผู้มีชื่อเสียง ถึงจุดสูงสุดสามารถสร้างหนึ่งในจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดในอินเดียโบราณได้ พระเจ้าจันทรคุปต์ผู้เป็นพระอัยกาเจ้า(ปู่)ของพระเจ้าอโศกทรงละทิ้งทั้งหมดและมาบวชเป็นนักบวชในศาสนาเชน ตามบันทึกของ Appian นักประวัติศาสตร์ชาวโรมันว่า พระเจ้าจันทรคุปต์พระอัยกาของพระเจ้าอโศกได้ผูกมิตรกับพระเจ้า Seleucus ด้วยการแต่งงานกับพระธิดาของพระเจ้า Seleucus ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่า พระเจ้าอโศกมีพระอัยยิกา(ย่า)เป็นชาว Seleucid กรีก ต้นฉบับข้อมูลทางโบราณ Puranic ของอินเดีย บทว่าด้วย Pratisarga Parva แห่ง Bhavishya Purana บรรยายว่า พระเจ้าจันทรคุปต์แต่งงานกับเจ้าหญิงชาวยะวะนะหรือโยนก (Yavana) (ชาวอินเดียเรียกพวกกรีกว่า "ชวนะ" หรือ ยวนเยาวนะ ต่อมากลายเป็น "โยนก" เพี้ยนมาจากคำ Ionia)[4] ผู้เป็นธีดาของพระเจ้าเซลิวคัส (Seleucus)

บันทึกโบราณของศาสนาพุทธศาสนาฮินดูและศาสนาเชนให้เรื่องราวชีวประวัติที่แตกต่างกัน ข้อความในอวตารบรรยายว่าราชมารดาของพระองค์คือพระนางสุภัทรางคี Subhadrangī ตามบันทึกในอโศกาวตารพระนางเป็นลูกสาวของ Brahmin มาจากเมืองจำปา Champa พระนางตั้งชื่อให้พระองค์ว่า อโศก แปลว่า ผู้ไม่เศร้าโศก ในคัมภีร์ Divyāvadāna บอกเล่าเรื่องราวที่คล้าย ๆ กัน แต่ให้พระนามของพระราชินีว่า Janapadakalyānī พระเจ้าอโศกมีพี่น้องพี่อายุมากกว่าหลายพระองค์ ทั้งหมดเป็นพี่ชายครึ่งหนึ่งของพระองค์ซึ่งประสูติจากพระมเหสีพระองค์อื่นของ Bindusara พระบิดา พระเจ้าอโศกได้รับการฝึกฝนทางทหารในพระราชวัง

ขึ้นสู่อำนาจ[แก้]

ข้อความในพุทธศาสนาอธิบายว่า พระเจ้าอโศกไปปราบปรามการลุกฮือขึ้นของกบฏอันเนื่องมาจากพฤติกรรมของรัฐมนตรีที่ชั่วร้ายให้สงบลง เหตุการณ์นี้อาจจะเกิดขึ้นในช่วงเวลารัชกาลของพระเจ้าพินทุสาร บันทึกของนักบวชลามะชื่อ Taranatha บอกว่า ชานัคยา Chanakya หัวหน้าที่ปรึกษาของพระเจ้าพินทุสาร ทำลายล้างขุนนางและกษัตริย์ของเมือง 16 เมืองและตั้งเขาเองเป็นเจ้าของดินแดนเหล่านั้นทั้งหมดระหว่างดินแดนจากฝั่งทะเลตะวันออกกับฝั่งทะเลตะวันตก นักประวัติศาสตร์บางคนคิดว่า นี่เป็นข้อบ่งชี้ถึงการพิชิตที่ราบเดคคาน(Deccan) ของพระเจ้าพิทุสาร ในขณะที่คนอื่น ๆ พิจารณาว่าเป็นการปราบปรามการจลาจล ตามดังกล่าวนี้ พระเจ้าอโศกถูกส่งไปประจำการอยู่ที่เมืองอุชเชน Ujain เมืองหลวงของ มัลวา Malwa ในฐานะเจ้าเมือง

เมื่อพระเจ้าพินทุสารสวรรคตในปี 272 ก่อนคริสตกาลก็นำไปสู่สงครามแย่งชิงราชบัลลังก์ของรัชทายาท ตามที่บันทึกใน Divyavadana พระเจ้าพิมทุสารต้องการที่จะให้พระโอรสองค์โตของพระองค์พระนามว่า สุสิมะ Susima เป็นรัชทายาทของพระองค์ แต่พระเจ้าอโศกได้รับการสนับสนุนจากบรรดาอำมาตย์รัฐมนตรีของพระราชบิดาของพระองค์ เพราะบรรดารัฐมนตรีที่ปรึกษาเห็นว่าพระเจ้าสุสิมะ Susima เป็นคนหยิ่งและไม่สุภาพต่อพวกเขา รัฐมนตรีชื่อ Radhagupta ดูเหมือนจะมีบทบาทสำคัญในการขึ้นครองบัลลังก์ของพระเจ้าอโศก คัมภีร์อโศกาวตารบันทึกว่า Radhagupta ได้เสนอมอบช้างหลวงแก่พระเจ้าอโศกเพื่อเป็นพาหนะนั่งไปสู่สวนแห่งศาลาทองคำสถานที่ซึ่งพระเจ้าพินทุสารกำหนดเลือกผู้สืบทอดราชบัลลก์ ต่อมาพระเจ้าอโศกได้กำจัดองค์รัชทายาทที่ถูกต้องตามกฎมณเฑียรบาลลงจากบัลลังก์ โดยการหลอกล่อองค์รัชทายาทให้เข้าไปยังหลุมเป็นหลุมที่เต็มไปด้วยถ่านเพลิง ส่วน Radhagupta นั้น อโศกาวตารบันทึกว่า ต่อมาภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีที่สำคัญโดยพระเจ้าอโศกในฐานะที่ครั้งหนึ่งได้ให้การช่วยเหลือพระองค์ในการขึ้นครองบัลลังก์ คัมภีร์ทีปวงศ์ Dipavansa และคัมภีร์มหาวงศ์ Mahavansa ได้กล่าวถึงพระเจ้าอโศกได้สังหารพี่น้องไป 99 พระองค์ เหลือไว้เพียงแค่คนเดียว ชื่อว่า วิทาโศก หรือ ทิสษา Vitashoka or Tissa แม้ว่าเรื่องนั้นยังไม่ชัดเจนที่จะพิสูจน์ได้เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ (บันทึกดังกล่าวเต็มไปด้วยองค์ประกอบทางตำนาน) พิธีราชาภิเษกมีขึ้นเมื่อ 269 ปีก่อน ค.ศ. สี่ปีหลังจากการสำเร็จรัชกาลของพระองค์เพื่อขึ้นครองบัลลังก์

รัฐตำนานชาวพุทธบอกว่า พระเจ้าอโศกเป็นคนอารมณ์ร้อนและเป็นคนโหดร้าย พระองค์สร้างนรกอโศก Ashoka's Hell หรือเรียกว่า นรกาลัย และสร้างห้องทรมานอันซับซ้อนให้เป็นเหมือนนรกบนสวรรค์เรียกว่า "Paradisal Hell" อันมีความแตกต่างระหว่างภายนอกอันสวยงามกับการกระทำที่ดำเนินการโดยเพชฌฆาตผู้ที่พระองค์แต่งตั้ง Girikaa เพราะเหตุนี้ทำให้พระองค์ได้รับนามว่า จัณฑาโศก (Caṇḍa Aśoka)แปลว่า อโศกพูดผู้ดุร้าย ในภาษาสันสกฤต ศาสตราจารย์ Charles Drekmeier แนะนำว่า ตำนานของชาวพุทธโน้มเอียงออกไปทางแนวละครเป็นการแก้ไขที่พระพุทธศาสนาใส่เข้าไปให้แก่พระองค์ และดังนั้น ความโหดร้ายที่ผ่านมาของพระเจ้าอโศกและศรัทธาที่แก่กล้าของพระองค์หลังจากการเปลี่ยนศาสนาจึงดูเกินจริง เมื่อขึ้นครองราชย์ พระเจ้าอโศกทรงแผ่ขยายจักรวรรดิของพระองค์ออกไปกว้างขวางในอีกแปดปีข้างหน้า จากแคว้นอัสสัมในตะวันออกไปจนถึงบาลูจิสถาน Balochistan ทางตะวันตก จากหุบเขา Pamir Knot ในอัฟกานิสถานทางเหนือไปจนถึงคาบสมุทรภาคใต้ของอินเดีย ยกเว้นรัฐทมิฬนาฑูและรัฐเกรละในปัจจุบันนี้ซึ่งถูกปกครองโดย 3 อาณาจักรทมิฬโบราณ

การพิชิตรัฐเกรละ[แก้]

ในขณะที่ช่วงต้นของการครองราชย์ของพระเจ้าอโศกเห็นได้ชัดว่าค่อนข้างกระหายเลือด พระองค์กลายมาเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าหลังจากการพิชิตแคว้นกาลิงคะทางชายฝั่งด้านตะวันออกของอินเดีย ปัจจุบันนี้คือรัฐโอริสสาและทางตอนเหนือของอันตรประเทศ Andhra Pradesh แคว้นกลิงคะเป็นรัฐที่หยิ่งทรนงบนอำนาจอธิปไตยและประชาธิปไตยของพวกเขาพร้อมด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีรัฐสภาและสถาบันพระมหากษัตริย์จึงเป็นรัฐที่ค่อนข้างเป็นที่หลีกเลี่ยงของชาวอินเดีย(ภารตะ)โบราณ รัฐนั้นรับแนวคิดของ Rajdharma ซึ่งเป็นแนวคิดการปฏิบัติหน้าที่ของผู้นำ รัฐนั้นถูกปลูกฝังอยู่ภายใต้ด้วยแนวคิดแห่งความกล้าหาญและธรรมะ สงครามแคว้นกาลิงคะเกิดขึ้นเป็นเวลา 8 ปี หลังจากการราชาภิเษกของพระองค์ จากจารึกในคริสต์ศตวรรษที่ 13 ของพระองค์ ทำให้พวกเราถึงรู้ว่าการรบมีขนาดใหญ่โตและทำให้มีทหารและราษฎรผู้ที่ลุกขึ้นต่อต้านตายมากกว่า 1 แสนคน มากกว่า 150000 คนถูกเนรเทศ เมื่อพระองค์เสด็จเดินผ่านทุ่งของแคว้นกาลิงคะ หลังจากการพิชิตของพระองค์ ความดีใจแห่งชัยชนะของพระองค์ก็มลายหายไป เพราะจำนวนของซากศพที่กองระเกะระกะและความสะอื้นจากความสูญเสีย

ศรัทธาในพระพุทธศาสนา[แก้]

จักรวรรดิโมริยะช่วงรุ่งเรืองที่สุดประมาณ พ.ศ. 278

พระบรมราชโองการฉบับที่ 13 แห่งพระบรมราชโองการของพระเจ้าอโศกบนศิลาจารึกสะท้อนถึงการสำนึกผิดที่ยิ่งใหญ่ พระเจ้าอโศกทรงรู้สึกสำนึกผิดหลังจากการตรวจดูการทำลายล้างแคว้นกาลิงคะดังนี้

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรู้สึกสำนึกผิดต่อผลของชัยชนะที่มีต่อแคว้นกาลิงคะ เพราะว่าในระหว่างการปราบปรามแคว้นที่ยังไม่เคยถูกพิชิตมาก่อนหน้านี้นั้น การสังหาร ความตาย และการจับประชาชนเป็นเฉลยศึกเกิดขึ้นโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ทว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรู้สึกโศกเศร้าพระทัยอย่างมากและเสียพระทัยอย่างมาก”

พระบรมราชโองการยังบอกกล่าวถึงระดับของความเศร้าโศกและความเสียใจอย่างมากมายอันเป็นผลมาจากการเข้าใจของพระเจ้าอโศกว่า บรรดาเพื่อนและครอบครัวของผู้ตายจะต้องทนทุกข์ทรมานมากเหมือนกัน ตำนานกล่าวว่า วันหนึ่งหลังจากสงครามจบลงพระเจ้าอโศกกล้าเสด็จออกไปเดินเตร่ในเมืองและพระองค์น่าจะทอดพระเนตรเห็นบ้านที่ถูกไฟไหม้และซากศพที่กระจัดกระจาย สงครามที่รุนแรงได้เปลี่ยนแปลงจักรพรรดิผู้เต็มไปด้วยความหึกเหิมให้มากลายเป็นจักรพรรดิผู้หนักแน่นมั่นคงและมุ่งสันติภาพ และพระองค์กลายมาเป็นผู้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา

ตามที่ได้บันทึกในอินเดียวิทยาที่สำคัญกล่าวว่า ศาสนาส่วนตัวของพระเจ้าอโศกกลายมาเป็นศาสนาพุทธ ถ้าไม่ก่อนก็หลังสงครามแคว้นกลิงคะแน่นอน อย่างไรก็ตาม การบรรยายของ A. L. Bashamนักประวัติศาสตร์และนักอินเดียวิทยาบอกว่า ธรรมะที่เผยแผ่อย่างเป็นทางการโดยพระเจ้าอโศกไม่ใช่เป็นธรรมะในทางพระพุทธศาสนาเลย แม้กระนั้น การเผยแผ่ของพระองค์ก็นำไปสู่การขยายวงกว้างออกไปของพระพุทธศาสนาในจักรวรรดิโมริยะและอาณาจักรอื่นๆในยุคเดียวกับที่พระองค์ปกครอง และออกไปสู่ต่างประเทศมากมายจาก จากประมาณปี 250 ก่อนคริสตกาล บุคคลที่โดดเด่นในกรณีนี้คือพระโอรสของพระองค์พระนามว่า พระมหินทเถระ (Mahinda) และพระธิดาของพระองค์พระนามว่า สังฆมิตตาเถรี (สังฆมิตตา แปลว่า เพื่อนของสงฆ์) ผู้ที่สถาปนาพระพุทธศาสนาขึ้นในเกาะซีลอน(ทุกวันนี้คือประเทศศรีลังกา)

ก่อนที่จะเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ มีความดุร้ายและโหดเหี้ยมเป็นอย่างยิ่ง ได้สั่งฆ่าขุนนางที่กระด้างกระเดื่อง จำนวน 500 ใคร ไม่เชื่อฟัง หรือ ขัดคำสั่งของพระองค์ให้ฆ่าเสีย ในคราวหนึ่ง นางสนมกำนัลไปหักกิ่งรานกิ่ง ดอกและต้นอโศกเล่น พระองค์ทรงกริ้วมาก จึงจับนางสนมกำนัลเหล่านั้นเผาทั้งเป็น ด้วยเหตุนี้จึงได้รับฉายาว่า จัณฑาโศก แปลว่า อโศกผู้ดุร้าย ต่อมาเมื่อไปรบที่แคว้นกลิงคะ (ปัจจุบันอยู่รัฐโอริศา) มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก จึงเกิดความสลดสังเวชในบาปกรรม และตั้งใจแสวงหาสัจธรรมและพบนิโครธสามเณรที่มีกิริยามารยาทสงบเรียบร้อย จึงทรงนิมนต์พระนิโครธโปรดแสดงธรรม พระนิโครธก็แสดงธรรม จึงมีความเลื่อมใสในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ต่อมาได้ฟังพระธรรมจากพระสมุทรเถระ ทรงส่งกระแสจิตตามพระธรรมเทศนาจนเข้าถึงพระรัตนตรัย พระองค์ทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนา เช่น ทรงสร้างวัด วิหาร พระสถูป พระเจดีย์ ศิลาจารึก มหาวิทยาลัยนาลันทา ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ผนวชขณะที่ยังทรงครองราชย์อยู่ และเลิกการแผ่อำนาจในการปกครอง มาใช้หลักธรรม (ธรรมราชา) ปกครอง นอกจากนี้ พระเจ้าอโศกมหาราชยังทรงส่งสมณทูตไปเผยแพร่ศาสนา โดยแบ่งเป็น 9 สาย สายที่ 8 มาเผยแพร่ที่ สุวรรณภูมิ โดยพระโสณะและพระอุตระเป็นสมณทูต และพระองค์เป็นผู้จัดการสังคายนาครั้งที่สามในศาสนาพุทธ ณ วัดอโศการาม เมืองปาฏลีบุตร

ต่อมาก็โปรดเกล้าให้สร้างบ่อน้ำ ที่พักคนเดินทาง โรงพยาบาล และปลูกต้นไม้ เพื่อจัดสาธารณูปโภคและสาธารณะตามหลักพุทธธรรม ต่อจากนั้นก็เสด็จไปพบสังเวชนียสถาน 4 แห่งเป็นคนแรก และทรงสถาปนาให้เป็นเป็นสถานที่สักการบูชาของพุทธศาสนิกชนในเวลาต่อมา นับว่าพระองค์เป็นอัครศาสนูปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง และต่อมาพระองค์ทรงได้สมญานามว่า ธรรมาโศก แปลว่า อโศกผู้ทรงธรรม ทรงครองราชย์ได้ 41 ปี

การสิ้นพระชนม์และมรดก[แก้]

พระเจ้าอโศกครองราชย์เป็นระยะเวลาประมาณ 36 ปีและสิ้นพระชนม์ในปี 232 ก่อนคริสตกาล ตำนานรัฐกล่าวว่า ในระหว่างพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระสรีระของพระองค์ได้ไหม้เป็นเวลา 7 วัน 7 คืน หลังจากที่พระองค์สิ้นพระชนม์ ราชวงศ์เมารยะคงอยู่แค่ 52 ปี จนกระทั่งจักรวรรดิของพระองค์ขยายออกไปเกือบครอบคลุมชมพูทวีปทั้งหมด พระเจ้าอโศกทรงมีพระมเหสีหลายพระองค์และมีพระโอรสหลายพระองค์ แต่พระนามของพระองค์เหล่านั้นส่วนมากก็หายไปตามกาลเวลา พระอัครมเหสี (agramahisi) ของพระองค์ผู้ที่ได้รับการสถาปนาเป็นพระบรมราชินีสำหรับการเคียงคู่ราชบัลลังก์ของพระองค์พระนามว่า อสันธิมิตรา Asandhimitra ผู้ซึ่งดูเหมือนจะไม่มีพระโอรส

เมื่อพระองค์มีพระชนมายุมากขึ้น พระองค์ดูเหมือนจะตกอยู่ในมนต์สะกดของพระมเหสีสาวผู้มีอายุน้อยที่สุดพระนามว่า Tishyaraksha มีคนพูดว่า พระนางมีเสน่หาในพระโอรสของพระเจ้าอโศกพระนามว่า พระเจ้ากุนนลา Kunala ผู้เป็นอุปราชในเมือง Takshashila และเจ้าชายก็มีความชอบธรรมในการขึ้นครองบัลลังก์ แต่ก็ต้องมาถูกทำให้พระเนตร(ตา)บอดเพราะโดนอุบายเลห์เหลี่ยม เจ้าหน้าที่เพฌชฆาตไว้ชีวิตเจ้าชายกุนนลา (Kunala) และเจ้าชายกลายมาเป็นนักขับร้องเพลงและอยู่ร่วมกับองค์หญิงผู้เป็นที่รักพระนามว่า(Kanchanmala)ในเมืองปาฏลีบุตร พระเจ้าอโศกทรงได้ยินเสียงเพลงของเจ้าชาย และทรงตระหนักว่า ความโชคร้าย(ที่ต้องตาบอดและกลายมาเป็นนักร้อง)ของเจ้าชายกุนนลา อาจเป็นผลมาจากการที่พระองค์สั่งให้ลงโทษโทษอันเกิดจากความผิดในอดีตของจักรพรรดิอย่างพระองค์เอง พระองค์สั่งประหารพระมเหสีสาว Tishyaraksha และกลับมาแต่งตั้งเจ้าชายกุนนลาในตำแหน่งผู้พิพากษา ในอโศกาวตารบรรยายว่า เจ้าชายกุนนลาได้ให้อภัยแก่ Tishyaraksha และได้บรรลุความเห็นแจ้ง(ปัญญา)ผ่านการปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา ในขณะที่พระองค์อ้างว่าพระเจ้าอโศกทรงให้อภัยแก่พระนางเหมือนกัน พระเจ้าอโศกไม่ทรงตอบสนองด้วยการให้อภัยไรๆเลย พระเจ้ากุนนลาได้รับการสือทอดทอดรัชกาลโดยพระเจ้าสัมปทิ Samprati พระโอรสของพระองค์

ประวัติศาสตร์ช่วงสมัยของพระเจ้าอโศกเมารยะอาจจะหายไปไม่ปรากฏในประวัติศาสตร์ เหมือนกันเวลาที่ผ่านเลยไปแล้ว พระองค์ก็ไม่เหลือบันทึกของรัชกาลของพระองค์ไว้ในเบื้องหลังเลย บันทึกเหล่านี้ได้มาจากจารึกเสาศิลาและจารึกแผ่นหินพร้อมด้วยกิจกรรมอันมากมายและการสอนที่พระองค์ต้องการที่จะให้เป็นสื่อไปถึงอาณาประชาราษฎร์ภายใต้พระนามของพระองค์ ภาษาที่ใช้ในการจารึกคือภาษาปรากฤต Prakrit เป็นภาษาที่ใช้ทั่วไปในยุคนั้น โดยใช้อักษรพราหมี Brahmi script ในการเขียน

ในปี 185 ก่อนคริสตกาลประมาณ 50 ปีหลังจากพระเจ้าอโศกสิ้นพระชนม์ พระมหากษัตริย์ผู้ปกครองแห่งราชวงศ์เมารยะพระองค์สุดท้ายพระนามว่า พระเจ้าพฤหทรถะ Brihadratha ถูกลอบสังหารโดยนายพลผู้เป็นเสนาบดีของกองทัพแห่งราชวงศ์เมารยะ ปุษยมิตร ศุงคะ Pushyamitra Shunga ในขณะที่พระองค์กำลังดำเนินตรวจทหารองครักษ์กองเกียรติยศเดินสวนสนาม ปุษยมิตร ศุงคะ Pushyamitra Shunga แห่งราชวงศ์ศุงคะได้สถาปนาจักรวรรดิศุงคะในปี 185 - 75 ก่อนคริสตกาลและปกครองเพียงแค่ส่วนเมื่อเทียบกับราชวงศ์เมาระยะ คือส่วนมากของดินแดนทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจักรวรรดิเมารยะ (ปัจจุบันนี้คือประเทศอัฟกานิสถานและประเทศปากีสถาน) ต่อมากลายเป็นอาณาจักรอินโดกรีก พระเจ้าอโศกเป็นจักรพรรดิพระองค์ที่ 3 ของราชวงศ์เมารยะแห่งอินเดีย มีการพิจารณาว่าพระองค์เป็นหนึ่งในผู้ปกครองแบบอย่างผู้สูงส่ง ผู้เป็นอมตะตลอดกาล


หัวเสารูปสิงห์ 4 ทิศ ที่สารนาถ ซึ่งต่อมารัฐบาลอินเดียได้นำมาใช้เป็นรูปตราแผ่นดิน

อัครศาสนูปถัมภก[แก้]

พระเจ้าอโศกมหาราชทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนา เป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ในชมพูทวีป เป็นพระอัครศาสนูปถัมภกทั้งฝ่ายมหายานและเถรวาท ตามพระราชประวัติในคัมภีร์อโศกาวทานของฝ่ายมหายาน ในสมันตปาสาทิกา ทีปวงศ์ และมหาวงศ์ ของฝ่ายเถรวาท และทรงอุปถัมภ์ผู้ที่นับถือศาสนาเชนโดยการถวายถ้ำหลายแห่งให้แก่เชนศาสนิกเชนเพื่อไปประกอบพิธีทางศาสนา

เป็นหนึ่งใน 6 ในอัครมหาบุรุษ[แก้]

เอช. จี. เวลส์ (H. G. Wells; 1866 – 1946) นักเขียนชาวอังกฤษ ยกย่องพระเจ้าอโศกมหาราชว่าทรงเป็นอัครมหาบุรุษท่านหนึ่งใน 6 อัครมหาบุรุษแห่งประวัติศาสตร์โลก คือ พระโคตมพุทธเจ้า โสกราตีส อาริสโตเติล รอเจอร์ เบคอน และอับราฮัม ลิงคอล์น

ในวัฒนธรรมสมัยนิยม[แก้]

ในปัจจุบัน พระราชประวัติของพระเจ้าอโศกมหาราช ได้ถูกศิลปินจับนำมาทำเป็นละครโทรทัศน์ และภาพยนตร์ ในชื่อเดียวกันว่า อโศกมหาราช

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

ก่อนหน้า พระเจ้าอโศกมหาราช ถัดไป
พระเจ้าพินทุสาร 2leftarrow.png กษัตริย์แห่งราชวงศ์โมริยะ
(พ.ศ. 185 - พ.ศ. 322)
2rightarrow.png พระเจ้าทศรถ เมารยะ