จังหวัดยโสธร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จังหวัดยโสธร
ตราประจำจังหวัดยโสธร
ตราประจำจังหวัด
เมืองบั้งไฟโก้ แตงโมหวาน
หมอนขวานผ้าขิด แหล่งผลิตข้าวหอมมะลิ
ข้อมูลทั่วไป
อักษรไทย ยโสธร
อักษรโรมัน Yasothon
ชื่อไทยอื่น ๆ บ้านสิงห์ท่า , เมืองยศสุนทร
ผู้ว่าราชการ นิกร สุกใส
(ตั้งแต่ พ.ศ. 2560)
ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 4,161.664 ตร.กม.[1]
(อันดับที่ 54)
ประชากร 540,182 คน[2] (พ.ศ. 2558)
(อันดับที่ 46)
ความหนาแน่น 129.79 คน/ตร.กม.
(อันดับที่ 35)
ISO 3166-2 TH-35
สัญลักษณ์ประจำจังหวัด
ต้นไม้ ยางนา
ดอกไม้ บัวแดง
สัตว์น้ำ ปลาชะโอน
ศาลากลางจังหวัด
ที่ตั้ง ถนนแจ้งสนิท ตำบลในเมือง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร 35000
โทรศัพท์ (+66) 0 4571 2722
โทรสาร (+66) 0 4571 4212
เว็บไซต์ จังหวัดยโสธร
แผนที่
 
ประเทศมาเลเซีย ประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา จังหวัดนราธิวาส จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดสงขลา จังหวัดสตูล จังหวัดตรัง จังหวัดพัทลุง จังหวัดกระบี่ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดระนอง จังหวัดชุมพร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด จังหวัดสระแก้ว จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดนครนายก จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดอ่างทอง จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดสระบุรี จังหวัดลพบุรี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดชัยนาท จังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดยโสธร จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดขอนแก่น จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดพิจิตร จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดตาก จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดเลย จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดหนองคาย จังหวัดอุดรธานี จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครพนม จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดสุโขทัย จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดลำปาง จังหวัดลำพูน จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอนแผนที่ประเทศไทย จังหวัดยโสธรเน้นสีแดง
เกี่ยวกับภาพนี้

สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

ยโสธร เป็นจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างของประเทศไทย เดิมชื่อ บ้านสิงห์ท่า , เมืองยศสุนทร เป็นเมืองเก่าแก่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำชีมีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 200 ปี มีประเพณีบุญบั้งไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และประเพณีแห่มาลัยข้าวตอก ประเพณีหนึ่งเดียวในโลก จัดตั้งโดยคณะปฏิวัติของจอมพลถนอม กิตติขจร ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 70 ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2515 อันให้แยกอำเภอยโสธร อำเภอกุดชุม อำเภอเลิงนกทา อำเภอคำเขื่อนแก้ว อำเภอมหาชนะชัย และอำเภอป่าติ้ว ออกจากจังหวัดอุบลราชธานี แล้วรวมกันตั้งเป็นจังหวัดยโสธร และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2515 สืบไป โดยมีนายชัยทัต สุนทรพิพิธ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธรคนแรก[3]

เนื้อหา

ผู้ก่อตั้ง และพัฒนาเมือง[แก้]

ประวัติ[แก้]

พระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช หรือ เจ้าพระวิไชยวรราชสุริยวงศ์ขัตติยราช มีนามเดิมว่า เจ้าหน้า หรือ เจ้าฝ่ายหน้า (ตามเอกสารของราชการไทย) ท่านเป็นบุตรของเจ้าพระวรราชปิตา (เจ้าพระตา) เจ้าผู้ครองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน (หนองบัวลำภู) กับอัญญาเจ้านางบุศดี สมภพที่นครเวียงจันทน์ ได้สืบเชื้อสายเจ้านายลาวจากราชวงศ์ล้านช้างเวียงจันทน์อันเก่าแก่ อันเนื่องมาจากพระอัยยิกา (ย่า) ของพระองค์ซึ่งเป็นพระมเหสีของเจ้าปางคำ (ปู่) มีศักดิ์เป็นพระราชนัดดาในสมเด็จพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ และเป็นน้องชายของเจ้าพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (คำผง) เจ้าผู้ครองเมืองอุบลราชธานีศรีวนาไลยประเทษราชคนแรก

เจ้าฝ่ายหน้าได้อพยพหนีราชภัยจากพระเจ้าสิริบุญสาร แห่งอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ มาพร้อมกันกับกลุ่มของเจ้าพระวอและเจ้าคำผง หลังสิ้นสงครามกับนครเวียงจันทน์ ในปีพ.ศ. 2318 แล้ว เจ้าพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) ขณะนั้นมีบรรดาศักดิ์เป็นพระปทุมราชวงศา ได้นำพาไพร่พลของตนเองจากเวียงดอนกองไปตั้งเมืองอุบลที่บ้านห้วยแจระแม ต่อมาราวปี พ.ศ. 2329 เจ้าฝ่ายหน้าพร้อมกับเจ้าคำสิงห์ผู้เป็นหลาน (ต่อมาเป็นพระสุนทรราชวงศา เจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทรคนแรก) ได้นำพลส่วนหนึ่งไปตั้งมั่นเป็นกองนอกอยู่ที่บ้านสิงห์ท่า อันมีเจ้าคำสูปกครองอยู่ และเจ้าฝ่ายหน้าได้พัฒนาบ้านสิงห์ท่าจนเจริญรุ่งเรืองควบคู่กับเมืองอุบล

ต่อมาปี พ.ศ. 2334 เกิดเหตุกบฏอ้ายเชียงแก้วที่อาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์ ทางฝ่ายนครจำปาศักดิ์ไม่สามารถรับมือได้ เนื่องจากพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมาร เจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์ในขณะนั้น ได้ถึงแก่พิราลัยกะทันหันหลังจากได้รับทราบข่าวศึก (ก่อนหน้านั้นพระเจ้าองค์หลวงฯ เองก็ประชวรเรื้อรังมานานแล้ว) เจ้าฝ่ายหน้าจึงได้ร่วมมือกับเจ้าพระประทุมราชวงศา (เจ้าคำผง) เจ้าผู้ครองเมืองอุบล ผู้เป็นพี่ชาย ยกทัพไปปราบกบฏอ้ายเชียงแก้วจนราบคาบ และเจ้าฝ่ายหน้าได้จับตัวอ้ายเชียงแก้วประหารชีวิตที่แก่งตะนะ (อยู่ในแม่น้ำมูล ระหว่างอำเภอพิบูลมังสาหารกับอำเภอสิรินธรในปัจจุบัน) ก่อนหน้าที่กองทัพเมืองนครราชสีมาจะยกมาถึงตามรับสั่งจากกรุงเทพฯ ด้วยความดีความชอบในวีรกรรมครั้งนี้ ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเจ้าฝ่ายหน้าขึ้นเป็น "เจ้าพระวิไชยวรราชสุริยวงศ์ขัตติยราช"[4] ดำรงตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์ ลำดับที่ 3 อันเป็นหัวเมืองประเทศราชของกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ. 2335 เจ้าพระวิไชยวรราชสุริยวงศ์ขัตติยราชจึงแบ่งไพร่พลจากบ้านสิงห์ท่าเข้ามาอยู่ที่เมืองนครจำปาศักดิ์ และแต่งตั้งให้เจ้าคำสิงห์ ผู้หลานเป็นราชวงศ์เมืองโขง หรือสีทันดร พร้อมกันนี้ได้แต่งตั้งให้เจ้าคำม่วง ผู้น้องปกครองดูแลบ้านสิงห์ท่าต่อจากท่าน

และเจ้าพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช (เจ้าฝ่ายหน้า) ถึงแก่พิราลัย เมื่อวันอังคาร ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 10 ปีมะแมตรีศก จุลศักราช 1173 (พ.ศ. 2354) เป็นเจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์ได้ 21 ปี พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยากลาโหมราชเสนา เป็นข้าหลวงแทนพระองค์ไปพระราชทานเพลิงศพพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช และจัดระบบราชการบ้านเมืองนครจำปาศักดิ์ เมื่อทำการปลงศพของพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราชเสร็จแล้ว พระยากลาโหมราชเสนาพร้อมด้วยแสนท้าวพระยาในเมือง จึงก่อเจดีย์บรรจุอัฐิของท่านไว้ที่วัดเหนือ (ปัจจุบันคือวัดหอพระแก้ว) ในเมืองเก่าคันเกิง เรียกกันทั่วไปว่าในเวลานั้น "ธาตุหลวงเฒ่า" [5] ปัจจุบันไม่มีใครรู้จักและเรียกขานมากนัก

ประวัติศาสตร์[แก้]

เมื่อปี พ.ศ. 2314 เจ้าพระตา พระโอรสของพระเจ้าสุวรรณปางคำ (เจ้าปางคำ) เจ้านายเชื้อสายลื้อแห่งราชวงศ์เชียงรุ่งจากอาณาจักรหอคำเชียงรุ่ง (เมืองเชียงรุ้งแสวนหวีฟ้า) ผู้สร้างเมืองหนองบัวลุ่มภู ได้ให้เจ้าคำสู เจ้าคำขุย เจ้าคำม่วง ญาติพี่น้อง และไพร่พล ลงมาสร้างบ้านเมืองใหม่ไว้เป็นเมืองหน้าด่านของนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน (หนองบัวลุ่มภู) เมื่อเจ้าคำสูและคณะเดินทางมาถึงดงหัวช้างได้ตั้งสัจจาธิษฐานต่อเทพยดาอารักษ์อันศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตย์อยู่ในดงแห่งนี้ขอตั้งบ้านเรือน แล้วจัดพิธีจับสลากเสี่ยงทาย แต่จับสลากไม่ได้ เจ้าคำสูจึงให้คณะหยุดพักอยู่ ณ ดงแห่งนี้ก่อน โดยให้ตั้งบ้านเรือนขึ้นเพื่อเป็นที่พักพิงชั่วคราว ตั้งชื่อหมู่บ้านที่ตั้งขึ้นใหม่นี้ว่า "บ้านสิงห์หิน" (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบ้านสิงห์โคก) ต่อจากนั้นเจ้าคำสูจึงได้ให้ท้าวอินทิสาน ท้าวเมืองกลาง และพราหมณ์ ออกตรวจหาภูมิประเทศหาที่ตั้งบ้านเมืองต่อไป ท้าวอินทิสานและคณะได้พากันเดินทางมาถึงดงใหญ่ใกล้ท่าชีได้พบพระพุทธรูปใหญ่ อยู่ในวัดร้างองค์หนึ่ง และพบรูปสิงห์ทองอีกตัวหนึ่ง ท้าวอินทิสานและคณะจึงได้ทำพิธีขอตั้งบ้านเมือง โดยให้ท้าวเมืองกลางเป็นผู้จับสลาก ในที่สุดจับสลากได้ใบที่เป็นอุตมะดีเลิศ จึงได้กลับไปกราบทูลให้เจ้าคำสูทราบ และเจ้าคำสูจึงได้แบ่งไพร่พลเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งให้คงไว้ที่บ้านสิงห์หิน โดยให้เจ้าคำขุยรักษาญาติพี่น้องและไพร่พลที่อยู่ที่บ้านสิงห์หิน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเจ้าคำสูได้พามาสร้างบ้านเมืองขึ้นใหม่ที่ดงขวางท่าชี ตั้งชื่อหมู่บ้านที่ตั้งขึ้นใหม่นี้ว่า บ้านสิงห์ท่า ให้สร้างวัดขึ้นที่บริเวณที่มีพระพุทธรูปใหญ่อยู่ก่อนนั้น เสร็จแล้วให้ชื่อว่า "วัดหลวงพระเจ้าใหญ่" ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นวัดสิงห์ท่า ถือได้ว่าเป็นพระอารามแห่งแรก

ปี พ.ศ. 2329 เจ้าฝ่ายหน้าพร้อมกับเจ้าคำสิงห์ผู้เป็นหลาน จึงได้นำไพร่พลส่วนหนึ่งจากเมืองอุบลกลับมาตั้งมั่นเป็นค่ายกองนอกที่บ้านสิงห์ท่า และได้พัฒนาบ้านสิงห์ท่าจนเจริญรุ่งเรืองต่อจากเจ้าคำสู ต่อมาในปี พ.ศ. 2357 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกฐานะบ้านสิงห์ท่าขึ้นเป็นเมืองยศสุนทร มีฐานะเป็นเมืองประเทศราช ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ ให้เจ้าราชวงศ์คำสิงห์ หลานเจ้าพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช (เจ้าฝ่ายหน้า) เจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์ เป็นที่พระสุนทรราชวงศา (เจ้าคำสิงห์) เจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทรคนแรก (พ.ศ.2357-2366) มีอาณาเขตปกครองในช่วงแรกคือ ทิศเหนือจรดภูสีฐานด่านเมยยอดยัง ทิศใต้จรดห้วยก้ากว้าก ทิศตะวันออกถึงบ้านคำพระมะแงลำน้ำเซ ทิศตะวันตกจรดห้วยไส้ไก่วังเจ็ก ทิศตะวันตกเฉียงเหนือจรดห้วยตาแหลว โดยให้เมืองยศสุนทรส่งส่วยบำรุงราชการของหลวงคือ น้ำรักสองเลขต่อเบี้ย ป่านสองเลขต่อขวด และพระสุนทรราชวงศา (เจ้าคำสิงห์) ได้ให้ไพร่พลก่อสร้างฉางข้าว

สร้างที่ว่าการเมือง และท้องพระโรง (โฮงคำ) และปกครองเมืองยศสุนทรให้ร่มเย็นเป็นสุขตลอดสมัย จนถึงแก่อสัญกรรมในปีพ.ศ.2368 และมีพระสุนทรราชวงศา (เจ้าสีชา) เป็นเจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทร คนที่ 2 ครองเมืองได้ 3 เดือนถึงแก่อสัญกรรม

ในระหว่างนี้ ปี พ.ศ. 2369 เกิดสงครามเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์กับกรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ เป็นแม่ทัพที่ 1 ยกทัพขึ้นไปปราบเจ้าอนุวงศ์ ให้พระยาราชสุภาวดี (สิงห์ สิงหเสนี) ได้ยกกองทัพหน้ามาตั้งที่เมืองยศสุนทร เจ้าฝ่ายบุตพร้อมกับเจ้าอุปราช (บุญมา) (ต่อมาได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็นพระปทุมเทวาภิบาล เจ้าเมืองหนองคายคนแรก) และเจ้าราชบุตร (เคน) บุตรชายของเจ้าอุปราช (บุญมา) ได้นำกองกำลังเมืองยศสุนทรเข้าร่วมกองทัพเจ้าพระยาราชสุภาวดียกทัพไปปราบเจ้าอนุวงศ์ที่นครเวียงจันทน์ได้สำเร็จ พระยาราชสุภาวดี จึงได้เห็นเจ้าฝ่ายบุต บุตรเจ้าพระวิไชยวรราชสุริยวงศ์ขัตติยราช (เจ้าฝ่ายหน้า) ที่มีความดีความชอบต่อแผ่นดินจึงกราบบังคมทูลและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเจ้าฝ่ายบุตเป็นพระสุนทรราชวงศา เจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทร คนที่ 3 (พ.ศ.2366 – 2400) และได้รับพระราชทาน พระราชทานพระพุทธรูปสำคัญคือ พระพุทธปฏิมาบุษยรัตน์ หรือ พระแก้วหยดน้ำค้าง อันเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองยโสธรในปัจจุบัน และพระราชทานเชลยศึกนครเวียงจันทน์จำนวน 500 ครอบครัว และพระราชทานปืนใหญ่ไว้สำหรับเมืองยศสุนทร 1 กระบอก อันมีชื่อว่า "ปืนนางป้อง" ซึ่งยังคงปรากฏอยู่ที่ศาลหลักเมืองยโสธรมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อเจ้าฝ่ายบุตได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองเมืองแล้ว ได้ให้ไพร่พลนำหินศิลาจากบ้านแก้งหินโงม มาสร้างพระพุทธบาทจำลองประดิษฐานที่มณฑปวัดป่าอัมพวัน สร้างวัดขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำชีเรียกว่า วัดท่าแขก (วัดศรีธรรมารามในปัจจุบัน) และสร้างวัดขึ้นที่กลางเมืองเรียกว่า วัดกลางศรีไตรภูมิ ไว้เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองยศสุนทรต่อมา

ต่อมามาพระสุนทรราชวงศา (เจ้าเหม็น) บุตรพระสุนทรราชวงศา (เจ้าฝ่ายบุต) เป็นเจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทร คนที่ 4 (พ.ศ.2400 – 2418) ปี พ.ศ. 2416 พระสุนทรราชวงศา (เจ้าเหม็น) พร้อมด้วยญาติวงศ์ แลไพร่พลได้ร่วมกันปฏิสังขรณ์วัดหายโศก (วัดศรีธรรมารามในปัจจุบัน) ซึ่งถือเป็นวัดธรรมยุติกนิกายแห่งแรกของเมืองยศสุนทร ปี พ.ศ. 2417 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เกิดศึกฮ่อยกกำลังมาตีเมืองหนองคาย กองกำลังเมืองยศสุนทรถูกเกณฑ์ให้ไปสมทบกองทัพจากกรุงเทพฯ มีพระยามหาอำมาตยาธิบดีื (หรุ่น) เป็นแม่ทัพ จำนวนกำลังพล 500 คน ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2426 พวกฮ่อได้ยกกำลังมาตั้งอยู่ที่ทุ่งเชียงคำ เมืองยศสุนทรได้รับเกณฑ์ให้เอากำลังช้างม้าโคต่างๆ ไปเป็นพาหนะบรรทุกเสบียงไปเลี้ยงกองทัพ

ปี พ.ศ. 2421 มีพระสุนทรราชวงศา (เจ้าสุพรหม) บุตรพระสุนทรราชวงศา (เจ้าเหม็น) เป็นเจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทร คนที่ 5 และปี พ.ศ. 2423 โปรดเกล้าฯ ตั้งบ้านเขาดินบึงโดนขึ้นเป็นเมืองเสลภูมินิคม มี

พ.ศ. 2433 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้มีการจัดรูปการปกครองใหม่ โดยหัวเมืองอีสานชั้นเอก โท ตรี และจัตวาถูกรวมเข้าด้วยกันเรียกว่า กอง สำหรับเมืองยโสธรถูกรวมเข้าอยู่ในหัวเมืองฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือ มีข้าหลวงตั้งกองว่าราชการอยู่ที่เมืองอุบลราชธานี ประกอบด้วยหัวเมือง 12 หัวเมือง คือ อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ สุวรรณภูมิ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ภูแล่นช้าง กมลาไสย เขมราฐ หนองสองคอนดอนดง ยโสธร และศรีสะเกษ ซึ่งขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ

ในปี พ.ศ. 2436 เกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ฝรั่งเศสได้ยกกำลังจากเมืองญวนมาตีเมืองสมโบกของไทย กองกำลังเมืองยโสธรได้ถูกเกณฑ์ให้ไปช่วยรักษาเขตแดน โดยนำกองกำลังไปสมทบกองทัพจากกรุงเทพฯ ทั้งสามกองทัพ กองทัพละ 1,000 คน

ต่อมาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์ ประทับที่เมืองอุบลราชธานี จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าอุปราช (เจ้าแก) ขึ้นเป็นที่พระสุนทรราชวงศา ผู้ว่าราชการเมืองยโสธร จนถึงปี พ.ศ.2438 ก็ถึงแก่อนิจกรรม

ต่อมาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ร้อยโทสอน เป็นขุนรานนฤพล ข้าหลวงสำเร็จราชการที่เมืองยโสธร จนถึงปี พ.ศ.2440 ก็ถึงแก่กรรม และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้หลวงศรีวรราช (ท้าวแข้) เป็นพระสุนทรราชเดช ผู้ว่าราชการเมืองยโสธรคนต่อมา

ต่อมาปี พ.ศ. 2443 เมืองยโสธรจึงได้รวมเข้าอยู่ในบริเวณอุบลราชธานี จนถึงปี พ.ศ. 2450 เมื่อยุบบริเวณอุบลราชธานีจัดตั้งเป็นจังหวัดอุบลราชธานี เมืองยโสธรจึงถูกลดฐานะลงเป็นอำเภอยโสธรในจังหวัดอุบลราชธานี ปี พ.ศ.2456 มีการเปลี่ยนชื่อ อำเภออุทัยยโสธร เป็นอำเภอคำเขื่อนแก้ว เปลี่ยนชื่ออำเภอปจิมยโสธร เป็นอำเภอยโสธรขึ้นตรงต่อจังหวัดอุบลราชธานี แต่นั้นมาจน

ปีพ.ศ.2494 กระทรวงมหาดไทยได้ริเริ่มขอตั้งอำเภอยะโสธรขึ้นเป็นจังหวัดครั้งแรก แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับจากฝ่ายใด จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2514 จอมพล ถนอม กิติขจร ในฐานะหัวหน้าคณะปฏิวัติ ได้นำเรื่องการจัดตั้งจังหวัดยโสธรที่ค้างคาอยู่ ออกประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 70 ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2514 โดยได้แยกอำเภอต่างๆที่อยู่ในการปกครองของจังหวัดอุบลราชธานีเดิม 6 อำเภอ คือ อำเภอยโสธร อำเภอกุดชุม อำเภอเลิงนกทา อำเภอคำเขื่อนแก้ว อำเภอมหาชนะชัย และอำเภอป่าติ้ว รวมเข้าเป็นจังหวัดยโสธร จังหวัดที่ 71 ของประเทศไทย มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2515 เป็นต้นไป และแต่งตั้งนายชัยทัต สุนทรพิพิธ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธรคนแรก

ที่ตั้งและอาณาเขต[แก้]

จังหวัดยโสธรตั้งศาลากลางจังหวัดที่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองยโสธร ณ ละติจูด 15° 47´.6 เหนือ ลองจิจูด 104° 08´.7 ตะวันออก และมีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียงดังนี้

ลักษณะภูมิประเทศ[แก้]

จังหวัดยโสธรตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบหรือ แอ่งโคราช โดยอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 128 ฟุต มีพื้นที่ 4,161.444 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,600,902.5 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 0.81 ของพื้นที่ทั่วประเทศ (321 ล้านไร่) และคิดเป็นร้อยละ 12.89 ของพื้นที่กลุ่มจังหวัด แยกเป็นพื้นที่การเกษตร 1,623,649 ไร่ (62.42%) ป่าสงวนแห่งชาติ 712,822 ไร่ (27.41%) ที่อยู่อาศัย 34,776 ไร่ (1.34%) และอื่นๆ อีก 29,655 ไร่ (8.83%) พื้นที่มีลักษณะลาดเอียงจากทิศตะวันตกลงไปทางทิศตะวันออก ลักษณะดินส่วนมากเป็นดินทรายและดินเค็ม ทางด้านตอนบนของจังหวัดมีลักษณะส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงสลับกับพื้นที่แบบลูกคลื่น มีสภาพเป็นป่าและภูเขาขนาดเล็กเป็นบางบริเวณ ในอดีตเคยเป็นพื้นที่ของป่าดงบังอี่คือ อำเภอเลิงนกทา อำเภอกุดชุม และอำเภอไทยเจริญ และเป็นต้นกำเนิดลำน้ำสายสำคัญคือ ลำเซบาย และลำน้ำโพง และมีลำน้ำเล็กๆ คือ ห้วยสะแบก ห้วยลิงโจน เป็นต้น ทางด้านตอนกลางและตอนใต้ของจังหวัดมีลักษณะเป็นเป็นที่ราบลุ่มต่ำสลับกับสันดินริมน้ำแม่น้ำชีคือ อำเภอเมืองยโสธร อำเภอคำเขื่อนแก้ว อำเภอมหาชนะชัย และอำเภอค้อวัง มีลำน้ำเล็กๆ คือ ลำชีหลง ลำทวน ห้วยขั้นไดใหญ่ ห้วยพระบาง ห้วยน้ำเค็ม ห้วยพันทม ห้วยสันโดด เป็นต้น ด้านตะวันตกของจังหวัดมีลำน้ำยังไหลลงมาบรรจบกับแม่น้ำชีในพื้นที่อำเภอเมืองยโสธร มีลำน้ำเล็กๆ คือ ห้วยแกวใหญ่ ส่วนด้านตะวันออกมีลำเซบาย และลำน้ำโพงไหลผ่านในพื้นที่อำเภอป่าติ้ว และอำเภอคำเขื่อนแก้ว มีลำน้ำเล็กๆ คือ ห้วยทม

ลักษณะภูมิอากาศ[แก้]

จังหวัดยโสธรตั้งอยู่ระหว่างเส้นแวงที่ 104 และ 105 องศาตะวันออก และเส้นรุ้งที่ 15 และ 16 องศาเหนือ สำหรับภูมิอากาศ จังหวัดยโสธรมี 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว ความชื้นสัมพัทธ์ เฉลี่ยเท่ากับ 71.1% อุณหภูมิสูงสุด 43 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 11 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยในรอบ 5 ปี (2552 – 2556) เฉลี่ย 1,600 ม.ม. ต่อปี

เศรษฐกิจ[แก้]

จังหวัดยโสธรมีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (จีพีพี : GPP) ในปี พ.ศ. 2556 มีมูลค่า 28,421 ล้านบาท รายได้เฉลี่ยต่อหัว 58,541 บาท เป็นลำดับที่ 72 ของประเทศ โดยสาขาเกษตรกรรม ทำรายได้มากที่สุด 9,822 ล้านบาท รองลงมาคือ สาขาการศึกษา 4,877 ล้านบาท สาขาการขายส่ง-ขายปลีก 2,913 ล้านบาท และสาขาอุตสาหกรรมการผลิต 2,425 ล้านบาท มีประชากร 540,242 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพในภาคเกษตรกรรม

สัญลักษณ์ประจำจังหวัด[แก้]

หน่วยการปกครอง[แก้]

การปกครองส่วนภูมิภาค[แก้]

 

แผนที่อำเภอในจังหวัดยโสธร

การปกครองแบ่งออกเป็น 9 อำเภอ 78 ตำบล 835 หมู่บ้าน

  1. อำเภอเมืองยโสธร
  2. อำเภอทรายมูล
  3. อำเภอกุดชุม
  4. อำเภอคำเขื่อนแก้ว
  5. อำเภอป่าติ้ว
  6. อำเภอมหาชนะชัย
  7. อำเภอค้อวัง
  8. อำเภอเลิงนกทา
  9. อำเภอไทยเจริญ

การปกครองส่วนท้องถิ่น[แก้]

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีจำนวน 88 แห่ง แบ่งออกเป็น 1 องค์การบริหารส่วนจังหวัด, 1 เทศบาลเมือง, 22 เทศบาลตำบล และ 64 องค์การบริหารส่วนตำบล มีรายชื่อดังนี้

ประชากรในจังหวัด[แก้]

      หมายถึงจำนวนประชากรได้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน
      หมายถึงจำนวนประชากรได้ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
อันดับ
(ปีล่าสุด)
อำเภอ พ.ศ. 2558[7] พ.ศ. 2557[8] พ.ศ. 2556[9] พ.ศ. 2555[10] พ.ศ. 2554[11] พ.ศ. 2553[12] พ.ศ. 2552[13] พ.ศ. 2551[14]
1 เมืองยโสธร 130,003 130,310 130,358 130,552 129,924 130,208 130,114 129,994
2 เลิงนกทา 96,452 96,180 95,873 95,505 94,993 94,672 94,483 94,272
3 คำเขื่อนแก้ว 67,298 67,410 67,699 67,881 67,946 68,012 68,199 68,606
4 กุดชุม 66,475 66,390 66,352 66,262 66,085 66,295 66,180 65,990
5 มหาชนะชัย 57,495 57,555 57,633 57,646 57,693 57,893 58,170 58,301
6 ป่าติ้ว 35,309 35,208 35,223 35,225 35,040 35,029 34,961 35,052
7 ทรายมูล 31,060 31,050 31,082 31,102 31,044 31,026 30,936 30,924
8 ไทยเจริญ 30,486 30,397 30,357 30,342 30,274 30,193 30,061 30,008
9 ค้อวัง 25,604 25,711 25,806 25,752 25,854 25,929 26,030 26,137
รวม 540,182 540,211 540,383 540,267 538,853 539,257 539,134 539,284

การศาสนา[แก้]

พระอารามหลวงประจำจังหวัด[แก้]

การศึกษา[แก้]

โรงเรียน[แก้]

โรงเรียนมัธยม สพม.[แก้]

โรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร[แก้]

โรงเรียนเอกชน[แก้]

ระดับอาชีวศึกษา[แก้]

  • วิทยาลัยชุมชนยโสธร
  • วิทยาลัยเทคนิคยโสธร
  • วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยียโสธร
  • วิทยาลัยการอาชีพเลิงนกทา
  • วิทยาลัยเทคโนโลยีศรีพิพัฒน์อินเตอร์
  • วิทยาลัยเทคโนโลยีเอกวรรณยโสธร
  • วิทยาลัยเทคโนโลยียโสธรอินเตอร์เนชั่นแนว
  • วิทยาลัยเทคโนโลยีมหาชนะชัย
  • วิทยาลัยอาชีวศึกษายโสธร
  • วิทยาลัยอาชีวศึกษาเลิงนกทา

ระดับอุดมศึกษา[แก้]

การเดินทาง[แก้]

ทางบก[แก้]

จังหวัดยโสธรอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 532 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางสู่จังหวัดยโสธรได้หลายวิธี ทั้งทางรถยนต์ส่วนตัวและรถประจำทาง โดยทางรถยนต์จากกรุงเทพฯ มาจังหวัดยโสธร มี 2 เส้นทาง คือ

  • ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) ผ่านจังหวัดปทุมธานี จังหวัดสระบุรี เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) ผ่านจังหวัดนครราชสีมา ถึงแยกอำเภอบ้านไผ่เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 23 (ถนนแจ้งสนิท) ผ่านอำเภอกุดรัง อำเภอบรบือ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม อำเภอเมือง อำเภอธวัชบุรี อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด และเข้าสู่จังหวัดยโสธร ระยะะทางประมาณ 560 กิโลเมตร

การเดินทางระหว่างอำเภอ[แก้]

ภานในตัวเมืองยโสธร มีรถโดยสารประจำทางไปยังอำเภอต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย นักท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้บริการยานพาหนะได้หลายรูปแบบตามอัธยาศัย สอบถามรายละเอียดได้ที่ สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดยโสธร นอกจากนี้ยังมีรถสองแถวไปยังอำเภอ เช่น อำเภอคำเขื่อนแก้ว อำเภอกุดชุม อำเภอมหาชนะชัย อำเภอป่าติ้ว ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคิวรถจะอยู่ในสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัด ระยะทางจากอำเภอเมืองยโสธรไปยังอำเภอต่างๆ คือ

อำเภอทรายมูล 18 กิโลเมตร

อำเภอคำเขื่อนแก้ว 23 กิโลเมตร

อำเภอป่าติ้ว 28 กิโลเมตร

อำเภอกุดชุม 37 กิโลเมตร

อำเภอมหาชนะชัย 41 กิโลเมตร

อำเภอไทยเจริญ 54 กิโลเมตร

อำเภอค้อวัง 71 กิโลเมตร

อำเภอเลิงนกทา 72 กิโลเมตร

ทางราง[แก้]

  • สามารถขึ้นรถไฟจากสถานีรถไฟหัวลำโพง มายังสถานีรถไฟอุบลราชธานี อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี แล้วต่อรถโดยสารปรับอากาศ/รถตู้ปรับอากาศระหว่างจังหวัดมายังจังหวัดยโสธร ระยะทาง 106 กิโลเมตร และในอนาคตระยะต่อไปจังหวัดยโสธรจะมีทางรถไฟสายบ้านไผ่ - มหาสารคาม - ร้อยเอ็ด - มุกดาหาร - นครพนม ผ่านบริเวณพื้นที่อำเภอเลิงนกทา โดยกำหนดให้มี สถานีรถไฟเลิงนกทา และป้ายหยุดรถไฟบ้านห้องแซง

ทางอากาศยาน[แก้]

  • สามารถลงเครื่องได้ที่ท่าอากาศยานนานาชาติอุบลราชธานีแล้วต่อรถโดยสารปรับอากาศ/รถตู้ปรับอากาศระหว่างจังหวัดมายังจังหวัดยโสธร ระยะทาง 100 กิโลเมตร หรือภายใน 1 ชั่วโมง ซึ่งในอนาคตจะมีการพัฒนาและผลักดันให้สนามบินเลิงนกทา ที่ตั้งอยู่ตำบลโคกสำราญ อำเภอเลิงนกทา เป็นท่าอากาศยานพาณิชย์ โดยระยะทางจากสนามบินเลิงนกทามายังตัวจังหวัดยโสธรประมาณ 85 กิโลเมตร

สถานที่สำคัญและแหล่งท่องเที่ยว[แก้]

บุคคลสำคัญ และมีชื่อเสียงของจังหวัด[แก้]

พระสงฆ์[แก้]

นักปกครอง[แก้]

นักการเมือง[แก้]

นักสาธารณสุข[แก้]

นักปราชญ์ นักคิด นักเขียน[แก้]

  • คำพูน บุญทวี นักเขียนสารคดี เรื่องสั้น และนวนิยายเกี่ยวกับชีวิตของชาวไทอีสานและชีวิตคนในคุก ได้รับรางวัลซีไรท์เป็นคนแรกของไทยเมื่อ พ.ศ. 2522 จากนวนิยายเรื่อง ลูกอีสาน และได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ประจำปี พ.ศ. 2544
  • บำเพ็ญ ณ อุบล (ท้าวดอกหมาก) นักปราชญ์ , นักประวัติศาตร์ท้องถิ่นและวรรณคดีอีสาน , ครูภูมิปัญญาไทยรุ่นที่ 2 ด้านปรัชญาศาสนา และประเพณี พ.ศ. 2545 

ศิลปิน นักร้อง นักแสดง[แก้]

นักกีฬา[แก้]

อื่นๆ[แก้]

เทศกาล และประเพณี[แก้]

  • ประเพณีบุญบั้งไฟ จัดขึ้นในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมของทุกปี ณ สวนสาธารณะพญาแถน โดยแต่เดิมมีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งแสดงออกถึงความสามัคคีของหมู่คณะ และมีความเชื่อว่าเมื่อจัดงานนี้แล้วเทพยดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จะดลบันดาลให้มีฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล ทำให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์บั้งไฟแต่ละอันที่มาเข้าขบวนแห่ จะถูกตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงามด้วยลวดลายไทยสีทอง เล่ากันว่าศิลปะการตกแต่งบั้งไฟนี้ นายช่างจะต้องสับและตัดลวดลายต่างๆ นี้ไว้เป็นเวลาแรมเดือน แล้วจึงนำมาทากาวติดกับลูกบั้งไฟ ส่วนหัวบั้งไฟนั้นจะทำเป็นรูปต่างๆ ส่วนมากนิยมทำเป็นรูปหัวพญานาคอ้าปากแลบลิ้นพ่นน้ำได้ บ้างก็ทำเป็นรูปอื่น ๆ

แต่ก็มีความหมายเข้ากับตำนานในการขอฝนทั้งสิ้น ตัวบั้งไฟนั้นจะนำมาตั้งบนฐาน ใช้รถหรือเกวียนเป็นพาหนะนำมาเดินแห่ตามประเพณีบั้งไฟ ที่จัดทำมีหลายชนิด คือ มีทั้งบั้งไฟกิโล บั้งไฟหมื่น และบั้งไฟแสน บั้งไฟกิโลนั้นหมายถึง น้ำหนักของดินประสิว 1 กิโลกรัม บั้งไฟหมื่นก็ใช้ดินประสิว 12 กิโลกรัม บั้งไฟแสนก็ใช้ดินประสิว 120 กิโลกรัมเมื่อตกลงกันว่าจะทำบั้งไฟขนาดไหนก็หาช่างมาทำ หรือที่มีฝีมือก็ทำกันเอง ช่างที่ทำบั้งไฟนั้นสำคัญมาก ช่างจะต้องเป็นผู้มีฝีมือในการคำนวณผสมดินประสิวกับถ่านไม้ เพราะถ้าไม่ถูกสูตรบั้งไฟก็จะแตก คือไม่ขึ้นสู่ท้องฟ้า สำหรับไม้ที่จะทำเป็นเสาบั้งไฟนั้น ต้องมีไม้ไผ่ที่มีลำปล้องตรงกันเสมอกัน จะตัดเอาแต่ที่โคนต้น เพราะมีความหนาและเหนียว ความยาวนั้นแล้วแต่จะตกลงกัน ในวันรุ่งขึ้นเป็นการจุดบั้งไฟ จะมีการแบกบั้งไฟไปยังฐานยิงในที่โล่ง ถ้าบั้งไฟของใครจุดแล้วยิงไม่ขึ้น คนทำจะถูกจับโยนลงในโคลน ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันมา

บ้านฟ้าหยาด อำเภอมหาชนะชัย มีความเชื่อเรื่องใช้ข้าวถวายเป็นพุทธบูชาอยู่แล้ว เป็นประเพณีที่เกิดจากการแพร่กระจายของการใช้ข้าวเป็นเครื่องบูชา ได้จัดประเพณีการแห่มาลัยขึ้นเพื่อฟื้นฟูวัฒนธรรมของชุมชน ปรับเปลี่ยนมาจนเป็นมาลัยที่ใช้แขวนเป็นเครื่องบูชานั้นได้เกิดกระบวนการสั่งสมประสมการและภูมิปัญญา ตลอดจนเกิดเป็นวัฒนธรรมซึ่งมีคติในพิธีกรรม ที่มาที่แฝงเร้นในการจัดพิธีกรรมการแห่ข้าวดอก โดยจะมีชุมชนที่เข้าร่วมจัดทำเป็นมาลัยขนาดใหญ่เพื่อเป็นตัวแทนชุมชนเข้าร่วมการประกวด ชุมชนที่เข้าร่วมในการแห่มาลัยมากที่สุดคือ หมู่ 2 หมู่ 4 และหมู่ 8 ตำบลฟ้าหยาด ในตำบลอื่นก็มีทำบ้างแต่ไม่มากนัก

อ้างอิง[แก้]

  1. ศูนย์สารสนเทศเพื่อการบริหารและงานปกครอง. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ข้อมูลการปกครอง." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.dopa.go.th/padmic/jungwad76/jungwad76.htm [ม.ป.ป.]. สืบค้น 18 เมษายน 2553.
  2. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: .pdf http://stat.bora.dopa.go.th/stat/pk/pk_58.pdf 2558. สืบค้น 1 มีนาคม 2559.
  3. คำสั่งกองบัญชาการคณะปฏิวัติ ที่ 79/2515 เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 89 ตอน 34 ง พิเศษ หน้า 4 4 มีนาคม พ.ศ. 2515
  4. ชื่อตาม พงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสาน ของหม่อมอมรวงศ์วิจิตร
  5. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ .E0.B8.9E.E0.B8.87.E0.B8.A8.E0.B8.B2.E0.B8.A7.E0.B8.94.E0.B8.B2.E0.B8.A3.E0.B8.AD.E0.B8.B5.E0.B8.AA.E0.B8.B2.E0.B8.99
  6. สำนักงานจังหวัดยโสธร. "ต้นไม้ประจำจังหวัดยโสธร." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.yasothon.go.th/web/provincial/provincial5.html [ม.ป.ป.]. สืบค้น 11 สิงหาคม 2558.
  7. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://stat.bora.dopa.go.th/stat/pk/pk_58 .pdf 2558. สืบค้น 1 มีนาคม 2559.
  8. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2557." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://stat.bora.dopa.go.th/stat/pk/pk_57.pdf 2558. สืบค้น 1 มีนาคม 2558.
  9. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักทะเบียนกลาง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเนกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๖, เล่ม ๑๓๑, ตอน ๔๑ ง , ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗, หน้า ๑
  10. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2555." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://stat.bora.dopa.go.th/stat/y_stat55.html 2555. สืบค้น 3 เมษายน 2556.
  11. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://stat.bora.dopa.go.th/stat/y_stat54.html 2555. สืบค้น 6 เมษายน 2555.
  12. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2553." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://stat.dopa.go.th/stat/y_stat53.html 2553. สืบค้น 30 มกราคม 2554.
  13. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552."203.113.86.149/stat/y_stat.htmlสืบค้น 30 มีนาคม 2553
  14. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.dopa.go.th/stat/y_stat51.html 2552. สืบค้น 30 มกราคม 2552.

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

พิกัดภูมิศาสตร์: 15°47′N 104°09′E / 15.79°N 104.15°E / 15.79; 104.15