จังหวัดยโสธร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Jump to navigation Jump to search
จังหวัดยโสธร
ตราประจำจังหวัดยโสธร
ตราประจำจังหวัด
เมืองบั้งไฟโก้ แตงโมหวาน
หมอนขวานผ้าขิด แหล่งผลิตข้าวหอมมะลิ
ข้อมูลทั่วไป
อักษรไทย ยโสธร
อักษรโรมัน Yasothon
ชื่อไทยอื่น ๆ บ้านสิงห์ท่า, เมืองยศสุนทร
ผู้ว่าราชการ นิกร สุกใส
(ตั้งแต่ พ.ศ. 2560)
ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 4,161.664 ตร.กม.[1]
(อันดับที่ 54)
ประชากร 539,542 คน[2] (พ.ศ. 2560)
(อันดับที่ 46)
ความหนาแน่น 129.64 คน/ตร.กม.
(อันดับที่ 35)
ISO 3166-2 TH-35
สัญลักษณ์ประจำจังหวัด
ต้นไม้ ยางนา
ดอกไม้ บัวแดง
สัตว์น้ำ ปลาชะโอน
ศาลากลางจังหวัด
ที่ตั้ง ถนนแจ้งสนิท ตำบลในเมือง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร 35000
โทรศัพท์ (+66) 0 4571 2722
โทรสาร (+66) 0 4571 4212
เว็บไซต์ จังหวัดยโสธร
แผนที่
 
ประเทศมาเลเซีย ประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา จังหวัดนราธิวาส จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดสงขลา จังหวัดสตูล จังหวัดตรัง จังหวัดพัทลุง จังหวัดกระบี่ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดระนอง จังหวัดชุมพร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด จังหวัดสระแก้ว จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดนครนายก จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดอ่างทอง จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดสระบุรี จังหวัดลพบุรี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดชัยนาท จังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดยโสธร จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดขอนแก่น จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดพิจิตร จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดตาก จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดเลย จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดหนองคาย จังหวัดอุดรธานี จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครพนม จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดสุโขทัย จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดลำปาง จังหวัดลำพูน จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอนแผนที่ประเทศไทย จังหวัดยโสธรเน้นสีแดง
เกี่ยวกับภาพนี้

สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

ยโสธร เป็นจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างของประเทศไทย เดิมชื่อ บ้านสิงห์ท่า , เมืองยศสุนทร เป็นเมืองเก่าแก่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำชีมีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 200 ปี มีประเพณีบุญบั้งไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และประเพณีแห่มาลัยข้าวตอก ประเพณีหนึ่งเดียวในโลก จัดตั้งโดยคณะปฏิวัติของจอมพลถนอม กิตติขจร ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 70 ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2515 อันให้แยกอำเภอยโสธร อำเภอกุดชุม อำเภอเลิงนกทา อำเภอคำเขื่อนแก้ว อำเภอมหาชนะชัย และอำเภอป่าติ้ว ออกจากจังหวัดอุบลราชธานี แล้วรวมกันตั้งเป็นจังหวัดยโสธร และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2515 สืบไป โดยมีนายชัยทัต สุนทรพิพิธ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธรคนแรก[3]

เนื้อหา

สัญลักษณ์ประจำจังหวัด[แก้]

ผู้ก่อตั้งเมือง[แก้]

พระสุนทรราชวงศา (เจ้าคำสิงห์) ดำรงฐานะเจ้าประเทศราช เป็นผู้ก่อตั้งเมืองยศสุนทร เจ้าคำสิงห์เป็นหลานของเจ้าพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช (เจ้าฝ่ายหน้า) อันได้สืบวงศ์มาจากเจ้าพระวรราชปิตา (เจ้าพระตา) อันเป็นเชื้อสายราชวงศ์เชียงรุ้งสิบสองปันนา ท่านเกิดที่นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน (หนองบัวลำภู) ไม่ปรากฏปีเกิด ท่านได้อพยพหนีภัยสงครามลงมาพร้อมเจ้าพระวรราชภักดี (เจ้าพระวอ) เจ้าคำผง เจ้าฝ่ายหน้า เจ้าทิดพรหม และเจ้าก่ำ และเมื่อครั้งที่เจ้าฝ่ายหน้า เป็นผู้ปกครองบ้านสิงห์ท่า ซึ่งท่านเป็นน้องของเจ้าพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) แห่งเมืองอุบลราชธานี

ปี พ.ศ. 2334 เกิดกบฏอ้ายเชียงแก้วได้พาพรรคพวกยกกำลังเข้ายึดนครจำปาศักดิ์ เจ้าฝ่ายหน้า พร้อมเจ้าคำสิงห์จึงได้ยกกำลังไปปราบขบถและจับตัวอ้ายเชียงแก้วประหารชีวิตเสียที่แก่งตะนะ ปากด่านแม่น้ำมูล ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเจ้าฝ่ายหน้าขึ้นเป็น "เจ้าพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช" ดำรงตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์ อาณาจักรล้านช้างจำปาสักดิ์ องค์ที่ 3 ให้เจ้าคำสิงห์เป็นที่เจ้าราชวงศ์สิงห์ ปกครองดูแลเมืองโขง (สีทันดร) ให้ย้ายไพร่พลครัวเรือนส่วนหนึ่งจากบ้านสิงห์ท่าไปอาศัยอยู่ที่นครจำปาศักดิ์ เจ้าพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราชพร้อมด้วยบุตรหลานคือ เจ้าคำสิงห์ จึงรับสนองตามพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ส่วนทางบ้านสิงห์ท่าได้มอบให้เจ้าคำม่วง ผู้เป็นน้องชายของเจ้าฝ่ายหน้าปกครองดูแลแทน

เมื่อปี พ.ศ. 2354 เจ้าพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราชได้ถึงแก่พิราลัย เมื่อวันอังคาร ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 10 ปีมะแมตรีศก จุลศักราช 1173 ครองเมืองนครจำปาศักดิ์ อาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์ได้ 21 ปี เจ้าราชวงศ์สิงห์ก็ได้นำไพร่พลจำนวนหนึ่งกลับมาอยู่ที่บ้านสิงห์ท่าตามเดิม แล้วได้ ก่อเจดีย์บรรจุอัฐิไว้ใกล้กับพระธาตุพระอานนท์ที่วัดมหาธาตุจนถึงปัจจุบัน จากนั้นเจ้าราชวงศ์สิงห์ได้พัฒนาบ้านสิงห์ท่าจนเจริญรุ่งเรืองเป็นอันมากจนเหมาะที่จะตั้งขึ้นเป็นเมือง จนถึงปี พ.ศ. 2357 เจ้าราชวงศ์สิงห์จึงมรใบกราบบังคมทูลขอยกฐานะบ้านสิงห์ท่าขึ้นเป็นเมือง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะบ้านสิงห์ท่าขึ้นเป็นเมืองพระราชทานนามว่า เมืองยศสุนทร ให้เจ้าราชวงศ์สิงห์ขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองเมือง มีราชทินนามว่า "พระสุนทรราชวงศา"

พระสุนทรราชวงศา (เจ้าคำสิงห์) ได้นำไพร่พลบูรณปฏิสังขรณ์พระอารามต่างๆ เช่น วัดมหาธาตุ วัดหลวงพระเจ้าใหญ่ (ปัจจุบันคือวัดสิงห์ท่า) เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองสืบมา และก่อสร้างฉางข้าว สร้างที่ว่าราชการเมือง สร้างท้องพระโรง (โฮงคำ) และปกครองเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุขตลอดสมัย จนท่านถึงแก่พิลาลัยในปี พ.ศ. 2366 ดำรงตำแหน่งเจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทร อยู่ 9 ปี ผลงานหรือเกียรติคุณของพระสุนทรราชวงศา (เจ้าคำสิงห์) นับเป็นเจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทรคนแรก ส่วนเจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทรคนต่อมาก็ยังคงใช้ราชทินนามว่า "พระสุนทรราชวงศา" ต่อมา แต่จะตามด้วยนามเดิมเช่น พระสุนทรราชวงศา (เจ้าสีชา) , พระสุนทรราชวงศา (เจ้าฝ่ายบุต) เป็นต้น

ประวัติศาสตร์[แก้]

เมื่อปี พ.ศ. 2314 เจ้าพระตา พระโอรสของพระเจ้าสุวรรณปางคำ (เจ้าปางคำ) เจ้านายเชื้อสายลื้อแห่งราชวงศ์เชียงรุ่ง จากอาณาจักรหอคำเชียงรุ่ง (หรือนครเชียงรุ้งแสนหวีฟ้า) ผู้สร้างนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน (หนองบัวลุ่มภู) ได้ให้เจ้าคำสู เจ้าคำขุย เจ้าคำม่วง ญาติพี่น้อง และไพร่พล ลงมาสร้างบ้านเมืองใหม่ไว้เป็นเมืองหน้าด่านของนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน เมื่อเจ้าคำสูและคณะเดินทางมาถึงดงหัวช้างได้ตั้งสัจจาธิษฐานต่อเทพยดาอารักษ์อันศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตย์อยู่ในดงแห่งนี้ขอตั้งบ้านเรือน แล้วจัดพิธีจับสลากเสี่ยงทาย แต่จับสลากไม่ได้ เจ้าคำสูจึงให้คณะหยุดพักอยู่ ณ ดงแห่งนี้ก่อน โดยให้ตั้งบ้านเรือนขึ้นเพื่อเป็นที่พักพิงชั่วคราว ตั้งชื่อหมู่บ้านที่ตั้งขึ้นใหม่นี้ว่า "บ้านสิงห์หิน" (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบ้านสิงห์โคก) ต่อจากนั้นเจ้าคำสูจึงได้ให้ท้าวอินทิสาน ท้าวเมืองกลาง และพราหมณ์ ออกตรวจหาภูมิประเทศหาที่ตั้งบ้านเมืองต่อไป ท้าวอินทิสานและคณะได้พากันเดินทางมาถึงดงใหญ่ใกล้ท่าชีได้พบพระพุทธรูปใหญ่ อยู่ในวัดร้างองค์หนึ่ง และพบรูปสิงห์ทองอีกตัวหนึ่ง ท้าวอินทิสานและคณะจึงได้ทำพิธีขอตั้งบ้านเมือง โดยให้ท้าวเมืองกลางเป็นผู้จับสลาก ในที่สุดจับสลากได้ใบที่เป็นอุตมะดีเลิศ จึงได้กลับรายงานให้เจ้าคำสูทราบ และเจ้าคำสูจึงได้แบ่งไพร่พลเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งให้คงไว้ที่บ้านสิงห์หิน โดยให้เจ้าคำขุยรักษาญาติพี่น้องและไพร่พลที่อยู่ที่บ้านสิงห์หิน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเจ้าคำสูได้พามาสร้างบ้านเมืองขึ้นใหม่ที่ดงขวางท่าชี ตั้งชื่อหมู่บ้านที่ตั้งขึ้นใหม่นี้ว่า บ้านสิงห์ท่า ให้สร้างวัดขึ้นที่บริเวณที่มีพระพุทธรูปใหญ่อยู่ก่อนนั้น เสร็จแล้วให้ชื่อว่า "วัดหลวงพระเจ้าใหญ่" ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นวัดสิงห์ท่า ถือได้ว่าเป็นพระอารามแห่งแรก

ในปีเดียวกันนั้นพระเจ้าสิริบุญสาร ซึ่งเป็นเจ้านครเวียงจันทน์เกิดหวาดระแวงในเจ้าพระตา และเจ้าพระวอ จึงยกกองทัพจากนครเวียงจันทน์มาปราบปราม เจ้าพระตาถูกข้าศึกยิงด้วยอาวุธปืน และฟันด้วยดาบจนถึงแก่พิราลัยในที่สนามรบ ส่วนเจ้าพระวอ เจ้าคำผง เจ้าฝ่ายหน้า เจ้าทิดพรหม และเจ้าก่ำ ได้ยกทัพฝ่าหนีออกจากนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบานลงมาตามลำน้ำชีมาพักกับเจ้าคำสูผู้ปกครองบ้านสิงห์ท่าสิงห์โคก ภายหลังต่อมาเจ้าพระวอดำริว่าหากอยู่กับเจ้าคำสูแล้ว ถ้าเวียงจันทน์ยกทัพมาก็จะเป็นการลำบากแก่บ้านสิงห์ท่าสิงห์โคก และจะเกิดศึกสงครามกันต่อไป เมื่อประชุมตกลงกันแล้วจึงได้พาไพร่พลอพยพลงไปตามลำน้ำมูล และสร้างเมืองใหม่ที่เวียงดอนกองเขตนครจำปาศักดิ์ ตามรับสั่งของพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมาร เจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์ โดยเจ้าพระวอให้สร้างค่ายขุดคูประตูหอรบขึ้นเรียกว่า "ค่ายบ้านดู่บ้านแก"

ต่อมาในปี พ.ศ. 2321 เมื่อพระเจ้าสิริบุญสารทราบเรื่อง จึงได้ยกทัพมาปราบอีกครั้งจนทำให้เจ้าพระวอถึงแก่พิลาลัยในสนามรบ เจ้าคำผง เจ้าฝ่ายหน้า เจ้าทิดพรหม พร้อมบริวารจึงได้อพยพต่อไปยังเกาะกลางลำน้ำมูลซึ่งเรียกว่า "ดอนมดแดง" แต่เนื่องจากเป็นที่ต่ำไม่เหมาะสมที่จะสร้างเมืองใหม่จึงอพยพขึ้นมาตามลำน้ำมูลถึงห้วยแจระแม แล้วมาสร้างเมืองขึ้นที่ดงอู่ผึ้ง เมื่อปีกุน พ.ศ. 2322 แล้วมีหนังสือกราบบังคมทูลขอขึ้นอยู่ในขอบขัณฑสีมาของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แห่งกรุงธนบุรี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามเมืองที่ตั้งว่าเมืองอุบล เพื่อเป็นการรำลึกถึงบ้านเมืองเดิมของตนคือเมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน (หนองบัวลุ่มภู) จากนั้นเจ้าคำผงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองเมืองคนแรก และได้รับพระราชทานพระราชทินนามว่า "พระปทุมสุรราช"  และปี พ.ศ. 2329 เจ้าฝ่ายหน้า ผู้น้องพระปทุมสุรราช (เจ้าคำผง) พร้อมกับนางอูสา และเจ้าคำสิงห์ผู้เป็นหลาน ได้นำไพร่พลญาติวงศาอีกส่วนหนึ่งขอแยกตัวกลับมาอยู่ที่บ้านสิงห์ท่าซึ่งเจ้าคำสูปกครองอยู่ ตั้งมั่นเป็นกองนอกหวังจะตั้งบ้านเมืองขึ้นให้ใหญ่โตสมฐานะดั่งเมืองอุบล และพระปทุมสุรราช (เจ้าคำผง) ก็เห็นสมควรด้วยกับเจ้าฝ่ายหน้า ไม่ขัดข้องประการใด จึงได้แยกย้ายกันไปทำมาหากินที่บ้านสิงห์ท่า ได้ปรับปรุงและสร้างบ้านสิงห์ท่าจนเจริญรุ่งเรืองต่อจากเจ้าคำสู

ปี พ.ศ. 2334 เกิดกบฏอ้ายเชียงแก้วได้พาพรรคพวกเข้ายึดนครจำปาศักดิ์ ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยานครราชสีมา (ทองอิน) เมื่อครั้งเป็นพระพรหม ยกกระบัตร ยกกองทัพเมืองนครราชสีมา มาปราบกบฏอ้ายเชียงแก้ว ขณะที่กองทัพนครราชสีมายกมาไม่ถึงนั้น เจ้าพระประทุมสุรราช (เจ้าคำผง) และเจ้าฝ่ายหน้า ผู้น้องซึ่งเป็นนายกองนอกที่บ้านสิงห์ท่าได้ร่วมกันยกกำลังไปปราบกบฎอ้ายเชียงแก้วก่อน ทั้งสองฝ่ายได้สู้รบกันที่บริเวณแก่งตะนะ จนกองกำลังอ้ายเชียงแก้วแตกพ่ายไป เจ้าฝ่ายหน้าจับตัวอ้ายเชียงแก้วไว้ได้ และประหารชีวิตที่แก่งตะนะปากด่านแม่น้ำมูล เมื่อกองทัพเมืองนครราชสีมายกมาถึงนครจำปาศักดิ์เหตุการณ์ก็สงบเรียบร้อยแล้ว จึงพากันยกกองทัพไปตีพวกข่า ชาติกระเสงสวาง จะรายระแดร์ ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกแม่น้ำโขง จับพวกข่าเป็นเชลยได้เป็นจำนวนมาก จากความดีความชอบในการปราบปรามกบฏอ้ายเชียงแก้วครั้งนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาให้เจ้าฝ่ายหน้าเป็น เจ้าพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช (เจ้าฝ่ายหน้า) เป็นเจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์ องค์ที่ 3 และให้เจ้าคำสิงห์ ผู้หลานเป็นเจ้าราชวงศ์เมืองโขง หรือสีทันดร และได้ย้ายไพร่พลส่วนหนึ่งจากบ้านสิงห์ท่าไปที่นครจำปาศักดิ์ แทนพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมารที่ถึงแก่พิราลัยไป ส่วนทางบ้านสิงห์ท่าได้ให้เจ้าคำม่วง ผู้น้องปกครองแทน

ปี พ.ศ. 2354 เจ้าพระวิไชยวรราชสุริยวงศ์ขัตติยราชได้ถึงแก่พิราลัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้านู หลานพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมาร เจ้านครจำปาศักดิ์องค์ก่อน เป็นเจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์สืบต่อไป จึงทำให้เจ้าราชวงศ์เมืองโขง (เจ้าคำสิงห์) ไม่เป็นที่พอใจที่จะทำราชการกับเจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์องค์ใหม่ จึงได้พาครอบครัว และไพร่พลอพยพมาอยู่ที่บ้านสิงท่าดังเดิม พร้อมนำอัฐิเจ้าพระวิไชยวรราชสุริยวงศ์ขัตติยราช (เจ้าฝ่ายหน้า) มาก่อเจดีย์บรรจุไว้ข้างองค์พระธาตุอานนท์ที่วัดมหาธาตุ เพราะเกรงว่าเจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์องค์ใหม่ จะไม่เคารพอัฐิเจ้าพระวิไชยวรราชสุริยวงศ์ขัตติยราช (เจ้าฝ่ายหน้า) และได้ปรับปรุงพัฒนาบ้านสิงห์ท่าให้ใหญ่โตรุ่งเรืองขึ้นเป็นอันมาก ต่อมาในปี พ.ศ. 2357 เจ้าราชวงศ์คำสิงห์ ได้มีใบกราบบังคมทูลขอยกบ้านสิงห์ท่าขึ้นเป็นเมือง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะบ้านสิงห์ท่าขึ้นเป็นเมืองยศสุนทร มีฐานะเป็นเมืองประเทศราช ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ ให้เจ้าราชวงศ์คำสิงห์ เป็นที่พระสุนทรราชวงศา (เจ้าคำสิงห์) เจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทรคนแรก (พ.ศ. 2357-2366) และให้อาณาเขตเมืองยศสุนทรทิศเหนือจรดภูสีฐานด่านเมยยอดยัง ทิศใต้จรดห้วยก้ากว้าก ทิศตะวันออกถึงบ้านคำพระมะแงลำน้ำเซ ทิศตะวันตกจรดห้วยไส้ไก่วังเจ็ก ทิศตะวันตกเฉียงเหนือจรดห้วยตาแหลว ให้เมืองยศสุนทรส่งส่วยบำรุงราชการของหลวงคือ น้ำรักสองเลขต่อเบี้ย ป่านสองเลขต่อขวด และพระสุนทรราชวงศา (เจ้าคำสิงห์) ได้ให้ไพร่พลก่อสร้างฉางข้าว สร้างที่ว่าการเมือง สร้างท้องพระโรง (โฮงคำ) และปกครองเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุขตลอดสมัย จนถึงแก่พิลาลัย ในปี พ.ศ. 2366 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าอุปราชสีชา ขึ้นเป็นพระสุนทรราชวงศา (เจ้าสีชา) เป็นเจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทร คนที่ 2 แต่ท่านครองเมืองได้เพียง 3 เดือนก็ถึงแก่พิลาลัย

ในระหว่างปี พ.ศ. 2369 เกิดสงครามเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์กับกรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ เป็นแม่ทัพที่ 1 ยกทัพขึ้นไปปราบเจ้าอนุวงศ์ ให้พระยาราชสุภาวดี (สิงห์ สิงหเสนี) ได้ยกกองทัพหน้ามาตั้งที่เมืองยศสุนทร เจ้าฝ่ายบุตพร้อมกับเจ้าอุปราช (บุญมา) (ต่อมาได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็นพระปทุมเทวาภิบาล เจ้าเมืองหนองคายคนแรก) และเจ้าราชบุตร (เคน) บุตรชายของเจ้าอุปราช (บุญมา) ได้นำกองกำลังเมืองยศสุนทรเข้าร่วมกองทัพเจ้าพระยาราชสุภาวดียกทัพไปปราบเจ้าอนุวงศ์ที่นครเวียงจันทน์ได้สำเร็จ พระยาราชสุภาวดีจึงกราบบังคมทูลความดีความชอบของเจ้าฝ่ายบุต และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเจ้าฝ่ายบุตเป็นพระสุนทรราชวงศา มหาขัตติยชาติ ประเทศราชชวาเวียง ดำรงรักษ์ภักดียศฦๅไกร ศรีพิไชยสงคราม เจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทร คนที่ 3 (พ.ศ. 2366-2400) พร้อมพระราชทานพระพุทธรูปสำคัญคือ พระพุทธปฏิมาบุษยรัตน์ หรือ พระแก้วหยดน้ำค้าง อันเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองยโสธรในปัจจุบัน , พระราชทานเชลยศึกจากนครเวียงจันทน์ จำนวน 500 ครอบครัว และพระราชทานปืนใหญ่ไว้สำหรับเมืองยศสุนทร 1 กระบอก อันมีชื่อว่า "ปืนนางป้อง" ซึ่งยังคงปรากฏอยู่ที่ศาลหลักเมืองยโสธรมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อเจ้าฝ่ายบุตได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองเมืองแล้ว ได้ให้ไพร่พลนำหินศิลาจากบ้านแก้งหินโงม มาสร้างพระพุทธบาทจำลองประดิษฐานที่มณฑปวัดป่าอัมพวัน สร้างวัดขึ้นที่ท่าน้ำริมฝั่งแม่น้ำชี เรียกว่า วัดท่าแขก (หรือวัดศรีธรรมารามในปัจจุบัน) และสร้างวัดขึ้นที่กลางเมือง เรียกว่า วัดกลางศรีไตรภูมิ ไว้เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองสืบมา

ปี พ.ศ. 2400 พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต) ได้ถึงแก่พิราลัย ยังแต่พระศรีวรราช (เจ้าเหม็น) บุตรพระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต) แลกรมการช่วยกันดูแลราชการบ้านเมืองอยู่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระศรีวรราช (เจ้าเหม็น) บุตรพระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต) เป็นที่พระสุนทรราชวงศา มหาขัตติยชาติ ประเทศราชดำรงรักษ์ศักดิยศไกร ศรีพิไชยสงคราม เจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทร คนที่ 4 (พ.ศ. 2400-2418) ปี พ.ศ. 2416 พระสุนทรราชวงศา (เจ้าเหม็น) พระศรีรราชสุพรหม ผู้เป็นบุตร พร้อมด้วยญาติวงศ์ แลไพร่พลได้พร้อมกันปฏิสังขรณ์วัดท่าแขกที่สร้างขึ้นในสมัยเจ้าฝ่ายบุต แล้วนิมนต์พระเกตุโล (เกตุ) วัดโสมนัสราชวรวิหาร กรุงเทพฯ มาเป็นเจ้าอาวาส พร้อมตั้งวงศ์ธรรมยุติกนิกายในเมืองยศสุนทรเป็นครั้งแรก และให้ชื่อวัดใหม่ว่า "วัดศรีธรรมารามหายโศรก" (วัดศรีธรรมาราม) พระเกตุโล (เกตุ) ยังเป็นพระภิกษุที่ได้รับการอุปสมบทเป็นพระสงฆ์ธรรมยุติกนิกายโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ จึงเป็นลูกศิษย์รุ่นแรกของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และนับว่าวัดศรีธรรมารามหายโศรกเป็นวัดธรรมยุติกนิกายแห่งแรกของเมืองยศสุนทร

ปี พ.ศ. 2417 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เกิดศึกฮ่อยกกำลังมาตีเมืองหนองคาย กองกำลังเมืองยศสุนทรถูกเกณฑ์ให้ไปสมทบกองทัพจากกรุงเทพฯ กำลังพล 500 คน โดยมีพระยามหาอำมาตยาธิบดี (หรุ่น) เป็นแม่ทัพเข้าปราบปราม

ปี พ.ศ. 2418 พระสุนทรราชวงศา (เจ้าเหม็น) ได้ถึงแก่พิราลัย ปี พ.ศ. 2421 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งพระศรีวรราชสุพรหม บุตรพระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าเหม็น) เป็นที่พระสุนทรราชวงศา (เจ้าสุพรหม) เจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทร คนที่ 5 (พ.ศ. 2418-2429) และปี พ.ศ. 2423 หลวงจุมพลภักดี นายกอง บุตรหลานของเจ้าพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) ไปตั้งบ้านบึงโดนขึ้นแขวงเมืองยศสุนทร ซึ่งพระสุนทรราชวงศา (เจ้าเหม็น) เจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทรคนก่อนได้ตั้งให้เป็นกรมการเมืองยศสุนทรนั้น จะขอทำส่วยผลเร่วแยกจากเมืองยศสุนทรขึ้นต่อกรุงเทพฯ โดยตรง แต่ฝ่ายพระสุนทรราชวงศา (เจ้าสุพรหม) เจ้าผู้ครองเมืองไม่ยอมตามหลวงจุมพลภักดีๆ มีความขุ่นเคืองจึงเอาบัญชีรายชื่อตัวเลขไปสมัครขึ้นกับพระราษฎรบริหาร เจ้าเมืองกมลาไสย และมีใบกราบบังคมทูลขอตั้งบ้านบึงโดนขึ้นเป็นเมือง ขอตั้งหลวงจุมพลภักดีเป็นเจ้าเมือง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านบึงโดนขึ้นเป็นเมืองเสลภูมินิคม ให้หลวงจุมพลภักดีเป็นพระนิคมบริรักษ์ เจ้าเมืองเสลภูมินิคม ให้ท้าวสุริยะเป็นอัคฮาด ให้ท้าวผู้ช่วยเป็นอัควงษ์ ท้าวสุทธิสารเป็นอัคบุตร รักษาราชการเมืองเสลภูมินิคมขึ้นกับเมืองกมลาไสย

ปี พ.ศ. 2426 พวกฮ่อได้ยกกำลังมาตั้งอยู่ที่ทุ่งเชียงคำ เมืองยศสุนทรได้รับเกณฑ์ให้เอากำลังช้างม้าโคต่างๆ ไปเป็นพาหนะบรรทุกเสบียงไปเลี้ยงกองทัพ

พ.ศ. 2429 พระสุนทรวรราชวงศา (เจ้าสุพรหม) ได้ถึงแก่พิราลัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าอุปราช (แก) เป็นที่พระสุนทรราชเดช เป็นข้าหลวงกำกับราชการเมืองยโสธรคนแรก (พ.ศ. 2430-2438) และปี พ.ศ. 2433 มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบเมืองประเทศราชมาเป็นการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล หัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมืองอุบลราชธานีเป็นเมืองเอก มีเมืองขึ้น 41 เมือง ประกอบด้วยหัวเมือง 12 หัวเมือง คือ อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ สุวรรณภูมิ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ภูแล่นช้าง กมลาไสย เขมราฐ หนองสองคอนดอนดง และศรีสะเกษ และเมืองยโสธรจึงจัดอยู่ใน 41 เมืองดังกล่าวด้วย

ในปี พ.ศ. 2436 เกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ฝรั่งเศสได้ยกกำลังจากเมืองญวนมาตีเมืองสมโบกของไทย กองกำลังเมืองยโสธรได้ถูกเกณฑ์ให้ไปช่วยรักษาเขตแดน โดยนำกองกำลังไปสมทบกองทัพจากกรุงเทพฯ ทั้งสามกองทัพ กองทัพละ 1,000 คน

ปี พ.ศ. 2438 พระสุนทรราชเดช (แก) ได้ถึงแก่อนิจกรรมลง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ร้อยโทสอน เป็นขุนรานนฤพล ผู้ว่าราชการเมืองยโสธร คนที่ 2 และปี พ.ศ. 2440 ขุนรานนฤพลก็ถึงแก่กรรมลงอีก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้หลวงศรีวรราช (แข้ ปทุมชาติ) เป็นพระสุนทรราชเดช ผู้ว่าราชการเมืองยโสธร คนที่ 3 (พ.ศ. 2440 - 2455)

ต่อมาปี พ.ศ. 2443 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการปกครองในรูปแบบมณฑลเทศาภิบาล เมืองยโสธรจึงถูกจัดอยู่ในมณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งกองบัญชาการมณฑลที่เมืองอุบลราชธานี (บริเวณอุบลราชธานี) และปี พ.ศ. 2450 เมื่อยุบบริเวณอุบลราชธานีจัดตั้งเป็นจังหวัดอุบลราชธานี เมืองยโสธรจึงกลายเป็นเมืองในจังหวัดอุบลราชธานี

ปี พ.ศ. 2452 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยุบอำเภอคำเขื่อนแก้ว และอำเภอปจิมเขมราฐ โดยให้รวมกับอำเภออุไทยเขมราฐ พร้อมกันนั้นก็ให้ยุบเมืองเขมราฐ ส่วนอำเภอที่อยู่ในเขตการปกครองเมืองเขมราฐ ก็ให้มารวมอยู่ในเขตการปกครองของเมืองยโสธร เมืองยโสธรจึงมีอำเภอในเขตการปกครองรวม 6 อำเภอ ดังนี้ 1.อำเภออุไทยยะโสธร 2.อำเภอปจิมยะโสธร 3.อำเภออุไทยเขมราฐ 4.อำเภออำนาจเจริญ 5.อำเภอโขงเจียม และ 6.อำเภอวารินทร์ชำราบ จึงเป็นปีที่เมืองยโสธรมีพื้นที่อาณาเขตกว้างใหญ่ และมีจำนวนอำเภอมากที่สุด

ปี พ.ศ. 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยุบอำเภอวารินทร์ชำราบอันอยู่ในเขตการปกครองของเมืองยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี โดยให้ท้องที่ต้างๆ ไปรวมกับอำเภอพิมูลมังษาหาร (อำเภอพิบูลมังสาหาร) และส่วนหนึ่งไปรวมกับอำเภอบูรพาอุบล (อำเภอเมืองอุบลราชธานี)

ปี พ.ศ. 2455 รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แยกมณฑลอีสาน เป็น 2 มณฑล คือ มณฑบลอุบลราชธานี และมณฑลร้อยเอ็ด โดยกำหนดให้มณฑลอุบลราชธานี มี 3 จังหวัด คือ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดขุขันธ์ และจังหวัดสุรินทร์ ใชช่วงเวลาดังกล่าวได้เปลี่ยนชื่อเมืองให้เรียกเป็นจังหวัดแล้ว แต่ยังไม่ได้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ เมืองยโสธรก็ถูกยุบไปในคราวเดียวกันนั้น ส่วนอำเภอต่างๆ ที่เคยขึ้นกับเมืองยโสธร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2452 ก็ถูกโอนย้ายให้อยู่ในเขตการปกครองของจังหวัดอุบลราชธานีตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ปี พ.ศ. 2456 กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการเปลี่ยนชื่ออำเภอในจังหวัดอุบลราชธานีให้เหมาะสม การนี้จึงได้เปลี่ยนชื่ออำเภออุไทยยะโสธร เป็นอำเภอคำเขื่อนแก้ว เปลี่ยนชื่ออำเภอปจิมยะโสธร เป็นอำเภอยะโสธร จังหวัดอุบลราชธานี

ปี พ.ศ. 2494 กระทรวงมหาดไทยได้ริเริ่มขอตั้งอำเภอยะโสธรขึ้นเป็นจังหวัดครั้งแรก แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับจากฝ่ายใด ต่อมา ร.ต.ท.พวง ศรีบุญลือ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นนายอำเภอยะโสธร(พ.ศ. 2500–2513) คำว่า "ยศสุนทร" แปลว่า ยศอันดีงาม ชาวเมืองยศสุนทรจะเรียกตนเองสั้นๆ ว่า ชาวเมืองยศหรือคนเมืองยศ อันเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง และต่อมาชื่อเมืองก็มากลายเป็น ยะโสธร อันมีความหมายว่า ทรงไว้ซึ่งยศ แต่การเขียนหรือการเรียกสั้นๆ ว่า เมืองยะโส พูดแล้วฟังดูไม่เป็นที่ไพเราะหูและไม่เป็นมงคลนาม จึงได้มีหนังสือขอให้เขียนชื่ออำเภอเสียใหม่เป็น “ยโสธร” และได้รับอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทย โดยความเห็นชอบของราชบัณฑิตยสถานให้เปลี่ยนได้ และใช้มาจนบัดนี้

จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2514 จอมพล ถนอม กิติขจร ในฐานะหัวหน้าคณะปฏิวัติ ได้นำเรื่องการจัดตั้งจังหวัดยโสธรที่ค้างคาอยู่ ออกประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 70 ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2514 โดยได้แยกอำเภอต่างๆที่อยู่ในการปกครองของจังหวัดอุบลราชธานีเดิม 6 อำเภอ คือ อำเภอยโสธร อำเภอกุดชุม อำเภอเลิงนกทา อำเภอคำเขื่อนแก้ว อำเภอมหาชนะชัย และอำเภอป่าติ้ว รวมเข้าเป็นจังหวัดยโสธร จังหวัดที่ 71 ของประเทศไทย มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2515 เป็นต้นไป และแต่งตั้งนายชัยทัต สุนทรพิพิธ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธรคนแรก

รายนามเจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทร[แก้]

รายนามเจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทร
รายนาม วาระการดำรงตำแหน่ง
เจ้าผู้ปกครองบ้านสิงห์ท่า
1. เจ้าคำสู พ.ศ. 2314-2329
2. เจ้าฝ่ายหน้า ต่อมาได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นเจ้าพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช เจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์ พระองค์ที่ 3 พ.ศ. 2329-2354
3. เจ้าคำม่วง พ.ศ. 2354-2356
เจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทร
1. พระสุนทรราชวงศา (เจ้าคำสิงห์) พ.ศ. 2357-2366
2. พระสุนทรราชวงศา (เจ้าสีชา) พ.ศ. 2366-2366 (3 เดือน)
3. พระสุนทรราชวงศา มหาขัตติยชาติ ประเทศราชชวาเวียง ดำรงรักษ์ภักดียศฦๅไกร ศรีพิไชยสงคราม (เจ้าฝ่ายบุต) พ.ศ. 2366-2400
4. พระสุนทรราชวงศา มหาขัตติยชาติ ประเทศราชดำรงรักษ์ศักดิยศไกร ศรีพิไชยสงคราม (เจ้าเหม็น) พ.ศ. 2400-2412
5. พระสุนทรราชวงศา (เจ้าสุพรหม) พ.ศ. 2412-2432
ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองยโสธร
6. พระสุนทรราชเดช (เจ้าแก) พ.ศ. 2432-2438
7. ขุนราญนฤพล (ร้อยโทสอน) พ.ศ. 2438-2440
8. พระสุนทรราชเดช (แข้ ปทุมชาติ) พ.ศ. 2440-2456
ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร
9. นายชัยทัต สุนทรพิพิธ 1 มี.ค. 2515 - 30 ก.ย. 2519
10. นายพีระศักดิ์ สุขะพงษ์ 1 ต.ค. 2519 - 24 ก.พ. 2522
11. นายกาจ รักษ์มณี 25 ก.พ. 2522 - 30 ก.ย. 2522
12. นายอรุณ ปุสเทพ 1 ต.ค. 2522 - 30 ก.ย. 2523
13. นายนพรัตน์ เวชชศาสตร์ 1 ต.ค. 2523 - 30 ก.ย. 2526
14. นายจรวย ยิ่งสวัสดิ์ 1 ต.ค. 2526 - 30 ก.ย. 2530
15. นายเลิศ บรรเลงเสนาะ 1 ต.ค. 2530 - 30 ก.ย. 2533
16. นายภพพล ชีพสุวรรณ 1 ต.ค. 2533 - 30 ก.ย. 2535
17. นายวิชัย ธรรมชอบ 1 ต.ค. 2535 - 30 ก.ย. 2537
18. นายโยธิน เมธชนัน 1 ต.ค. 2537 - 30 ก.ย. 2539
19. นายสมัย ฮมแสน 1 ต.ค. 2539 - 30 ก.ย. 2542
20. นายประสงค์ศักดิ์ บุญเดช 1 ต.ค. 2542 - 30 ก.ย. 2543
21. นายปรีณะ ลีพัฒนะพันธ์ 1 ต.ค. 2543 - 4 มี.ค. 2544
22. นายวิสูตร วงศ์วิริยะ 23 เม.ย. 2544 - 30 ก.ย. 2545
23. นายสุธี มากบุญ 1 ต.ค. 2545 - 30 ก.ย. 2548
24. นายอำนาจ ผการัตน์ 1 ต.ค. 2548 - 12 พ.ย. 2549
25. นายวีรวิทย์ วิวัฒนวาณิช 13 พ.ย. 2549 - 19 ต.ค. 2551
26. นายขจรศักดิ์ สิงโตกุล 20 ต.ค. 2551 - 15 มี.ค. 2552
27. นายวันชัย อุดมสิน 16 มี.ค. 2552 - 30 ก.ย. 2552
28. นายพงษ์ศักดิ์ นาคประดา 1 ต.ค. 2552 - 30 ก.ย. 2554
29. นายประวัติ ถีถะแก้ว 13 ม.ค. 2555 - 30 ก.ย. 2558
30. นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม 1 ต.ค. 2558 - 30 ก.ย. 2560
31. นายนิกร สุกใส 1 ต.ค. 2560 - ปัจจุบัน

[5]

ภูมิศาสตร์[แก้]

ที่ตั้งและอาณาเขต[แก้]

จังหวัดยโสธรตั้งศาลากลางจังหวัดที่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองยโสธร ณ ละติจูด 15° 47´.6 เหนือ ลองจิจูด 104° 08´.7 ตะวันออก และมีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียงดังนี้

ลักษณะภูมิประเทศ[แก้]

จังหวัดยโสธรตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบหรือแอ่งโคราช โดยอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 128 เมตร มีพื้นที่ 4,161.444 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,600,902.5 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 0.81 ของพื้นที่ทั่วประเทศ (321 ล้านไร่) และคิดเป็นร้อยละ 12.89 ของพื้นที่กลุ่มจังหวัด แยกเป็นพื้นที่การเกษตร 1,623,649 ไร่ (62.42%) ป่าสงวนแห่งชาติ 712,822 ไร่ (27.41%) ที่อยู่อาศัย 34,776 ไร่ (1.34%) และอื่นๆ อีก 29,655 ไร่ (8.83%) พื้นที่มีลักษณะลาดเอียงจากทิศตะวันตกลงไปทางทิศตะวันออก ลักษณะดินส่วนมากเป็นดินทรายและดินเค็ม ทางด้านตอนบนของจังหวัดมีลักษณะส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงสลับกับพื้นที่แบบลูกคลื่น มีสภาพเป็นป่าและภูเขาขนาดเล็กเป็นบางบริเวณ ในอดีตเคยเป็นพื้นที่ของป่าดงบังอี่คือ อำเภอเลิงนกทา อำเภอกุดชุม และอำเภอไทยเจริญ และเป็นต้นกำเนิดลำน้ำสายสำคัญคือ ลำเซบาย และลำน้ำโพง และมีลำน้ำเล็กๆ คือ ห้วยสะแบก ห้วยลิงโจน เป็นต้น ทางด้านตอนกลางและตอนใต้ของจังหวัดมีลักษณะเป็นเป็นที่ราบลุ่มต่ำสลับกับสันดินริมน้ำแม่น้ำชีคือ อำเภอเมืองยโสธร อำเภอคำเขื่อนแก้ว อำเภอมหาชนะชัย และอำเภอค้อวัง ความยาวเฉพาะช่วงที่แม่น้ำชีไหลผ่านจังหวัดยโสธร มีความยาว 110  กิโลเมตร มีน้ำไหลตลอดปี มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 8,035 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ปริมาณน้ำที่กักเก็บได้เฉลี่ย 4,179 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีปริมาณน้ำท่าเหลือเฉลี่ย 3,856 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และมีลำน้ำเล็กๆ คือ ลำชีหลง ลำทวน ห้วยขั้นไดใหญ่ ห้วยพระบาง ห้วยน้ำเค็ม ห้วยพันทม ห้วยสันโดด เป็นต้น ด้านตะวันตกของจังหวัดมีลำน้ำยังไหลลงมาบรรจบกับแม่น้ำชีในพื้นที่อำเภอเมืองยโสธร มีลำน้ำเล็กๆ คือ ห้วยแกวใหญ่ ส่วนด้านตะวันออกมีลำเซบาย และลำน้ำโพงไหลผ่านในพื้นที่อำเภอป่าติ้ว และอำเภอคำเขื่อนแก้ว มีลำน้ำเล็ก ๆ คือ ห้วยทม

ลักษณะภูมิอากาศ[แก้]

จังหวัดยโสธรตั้งอยู่ระหว่างเส้นแวงที่ 104 และ 105 องศาตะวันออก และเส้นรุ้งที่ 15 และ 16 องศาเหนือ สำหรับภูมิอากาศ จังหวัดยโสธรมี 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว ความชื้นสัมพัทธ์ เฉลี่ยเท่ากับ 71.1% อุณหภูมิสูงสุด 43 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 11 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยในรอบ 5 ปี (2552 – 2556) เฉลี่ย 1,600 ม.ม. ต่อปี

ทรัพยากรธรรมชาติ[แก้]

ป่าไม้[แก้]

จังหวัดยโสธรมีพื้นที่ประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติทั้งสิ้น จำนวน 27 ป่า เนื้อที่ 712,822 ไร่ ปัจจุบันกรมป่าไม้ได้ส่งมอบพื้นที่เสื่อมโทรมให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม  นำไปปฏิรูปให้เกษตรกรทั้งสิ้น 509,405  ไร่  และมีพื้นที่กันคืนให้กรมป่าไม้เนื่องจากสภาพยังคงเป็นป่าแปลงเล็กแปลงน้อย จำนวน 241 แปลง เนื้อที่ 38,544 ไร่ คงเหลือพื้นที่ป่าที่จะดูแลรักษาจำนวน 297,419 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 11.43 (เป็นพื้นที่ C จำนวน 114,713 ไร่) จากสถิติกรมป่าไม้ ปี พ.ศ. 2551 เหลือพื้นที่ป่า จำนวน 272,725 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 10.49 ของพื้นที่จังหวัด และมีอุทยานแห่งชาติอยู่ 1 แห่ง คือ อุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว อยู่ในท้องที่อำเภอเลิงนกทา  จังหวัดยโสธร  เนื้อที่  42,500  ไร่ ซึ่งประกาศทับซ้อนกับป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2550-2554) คดีป่าไม้ เฉลี่ย 40 คดี/ปี พื้นที่ถูกบุกรุกเฉลี่ย 145-2-58 ไร่/ปี มีไฟป่าเกิดขึ้นเฉลี่ย 14 ครั้ง/ปี พื้นที่เสียหาย เฉลี่ย 231 ไร่/ปี

ดิน[แก้]

พื้นที่ในจังหวัดยโสธรมีลักษณะดินต่าง ๆ โดยเป็นดินปนทราย 306,899 ไร่ หรือร้อยละ 11.79 ของพื้นที่จังหวัด ดินเค็ม(ปานกลางและน้อย) 140,255 ไร่ หรือร้อยละ 5.39 เป็นดินตื้นปนกรวดและดินภูเขา 68,117 ไร่ หรือร้อยละ 2.62  และตามข้อมูล กชช.2ค. มีจำนวนหมู่บ้านที่มีปัญหาคุณภาพดิน ระดับมาก จำนวน 270 หมู่บ้าน ระดับปานกลาง 241 หมู่บ้าน รวมเป็น 511 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 57.74 ของจำนวนหมู่บ้านทั้งหมด ถือว่ามีปัญหาเรื่องคุณภาพดินค่อนข้างมาก

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

การปกครองส่วนภูมิภาค[แก้]

 

แผนที่อำเภอในจังหวัดยโสธร

การปกครองแบ่งออกเป็น 9 อำเภอ 78 ตำบล 835 หมู่บ้าน

  1. อำเภอเมืองยโสธร
  2. อำเภอทรายมูล
  3. อำเภอกุดชุม
  4. อำเภอคำเขื่อนแก้ว
  5. อำเภอป่าติ้ว
  6. อำเภอมหาชนะชัย
  7. อำเภอค้อวัง
  8. อำเภอเลิงนกทา
  9. อำเภอไทยเจริญ

การปกครองส่วนท้องถิ่น[แก้]

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีจำนวน 88 แห่ง แบ่งออกเป็น 1 องค์การบริหารส่วนจังหวัด, 1 เทศบาลเมือง, 22 เทศบาลตำบล และ 64 องค์การบริหารส่วนตำบล มีรายชื่อดังนี้

เศรษฐกิจ[แก้]

จังหวัดยโสธรมีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (จีพีพี) ในปี พ.ศ. 2556 มีมูลค่า 28,421 ล้านบาท รายได้เฉลี่ยต่อหัว 58,541 บาท เป็นลำดับที่ 72 ของประเทศ โดยสาขาเกษตรกรรม ทำรายได้มากที่สุด 9,822 ล้านบาท รองลงมาคือ สาขาการศึกษา 4,877 ล้านบาท สาขาการขายส่ง-ขายปลีก 2,913 ล้านบาท และสาขาอุตสาหกรรมการผลิต 2,425 ล้านบาท มีประชากร 540,242 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพในภาคเกษตรกรรม

การศาสนา[แก้]

พระอารามหลวงประจำจังหวัด[แก้]

การศึกษา[แก้]

การแบ่งเขตพื้นที่มัธยมศึกษา [แก้]

  • สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 28 - ครอบคลุมโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัด
  • สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร - ครอบคลุมโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัด

การแบ่งเขตพื้นที่ประถมศึกษา [แก้]

  • สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร แบ่งออกเป็น 2 เขตพื้นที่การศึกษา ได้แก่
    • เขต 1 - อำเภอเมืองยโสธร อำเภอมหาชนะชัย อำเภอคำเขื่อนแก้ว และอำเภอค้อวัง
    • เขต 2 - อำเภอป่าติ้ว อำเภอทรายมูล อำเภอไทยเจริญ อำเภอเลิงนกทา และอำเภอกุดชุม
  • สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ -ครอบคลุมโรงเรียนประถมศึกษาและขยายโอกาสทางการศึกษาในจังหวัด

โรงเรียน[แก้]

ระดับประถมศึกษา[แก้]

โรงเรียนมัธยม สพม.[แก้]

โรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร[แก้]

โรงเรียนเอกชน[แก้]

ระดับอาชีวศึกษา[แก้]

ระดับอุดมศึกษา[แก้]

สถานที่สำคัญและแหล่งท่องเที่ยว[แก้]

เทศกาลและประเพณี[แก้]

เป็นประเพณีหนึ่งของภาคอีสานของไทยรวมไปถึงลาว โดยแต่เดิมมีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งแสดงออกถึงความสามัคคีของหมู่คณะ และมีความเชื่อว่าเมื่อจัดงานนี้แล้วเทพยดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจะดลบันดาลให้มีฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล ทำให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ งานประเพณีบุญบั้งไฟจังหวัดยโสธรจัดขึ้นในวันเสาร์และวันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมทุกปี ณ สวนสาธารณะพญาแถน ในวันแห่บั้งไฟ จะมีขบวนบั้งไฟแบบโบราณ และการรำเซิ้งแบบโบราณจากทั้ง 9 อำเภอของจังหวัดยโสธรเข้าร่วมด้วย

จัดขึ้นในช่วงวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 3 หรือก่อนวันมาฆบูชา 1 วัน ที่ชุมชนบ้านฟ้าหยาด ตำบลฟ้าหยาด อำเภอมหาชนะชัย

การจุดไฟผลตูมกาวันออกพรรษาเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของชุมชนบ้านทุ่งแต้ ตำบลทุ่งแต้ อำเภอเมืองยโสธร และทางจังหวัดยโสธรได้ยกระดับเทศกาลจุดไฟตูมกาให้ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้น และมีขบวนแห่ไฟตูมกาถวายเป็นพุทธบูชาที่วัดบูรพา บ้านทุ่งแต้

เทศกาลนี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่บ้านซ้งแย้ ตำบลคำเตย อำเภอไทยเจริญ อันเป็นที่ตั้งของวัดอัครเทวดามิคาแอล เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสและเป็นการแสดงความรักต่อองค์ศาสดาตามความเชื่อของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก

ผลิตภัณฑ์และสินค้าพื้นเมือง[แก้]

  • ข้าวหอมมะลิ จังหวัดยโสธรขึ้นชื่อในเรื่องการเกษตรกรรมปลูกข้าวหอมมะลิพันธุ์ดี เป็นที่ต้องการของทั้งในและนอกประเทศ
  • แตงโมหวาน นอกเหนือจากข้าวหอมมะลิ ชาวยโสธรยังปลูกแตงโมเป็นอาชีพเสริมมีผลผลิตมากที่สุดในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม
  • หมอนขวานผ้าขิด ผลิตกันมากที่บ้านศรีฐาน ตำบลศรีฐาน อำเภอป่าติ้ว ทำจากผ้าทอลายขิดซึ่งเป็นผ้าทอพื้นเมืองของภาคอีสาน มีลวดลายวิจิตรงดงาม รูปแบบหลากหลาย
  • ปลาส้ม
  • ลอดช่องยโสธร เป็นขนมหวานขึ้นชื่อของจังหวัดยโสธร
  • งานหัตถกรรมเครื่องจักสาน เป็นงานฝีมืออันประณีตทำจากไม้ไผ่ของชาวบ้านทุ่งนางโอก ตำบลทุ่งนางโอก อำเภอเมืองยโสธร
  • งานแกะสลักเกวียนจำลองและเครื่องทองเหลือง ที่บ้านนาสะไมย์ ตำบลนาสะไมย์ อำเภอเมืองยโสธร

การเดินทาง[แก้]

ทางบก[แก้]

จังหวัดยโสธรอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 532 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางสู่จังหวัดยโสธรได้หลายวิธี ทั้งทางรถยนต์ส่วนตัวและรถประจำทาง โดยทางรถยนต์จากกรุงเทพฯ มาจังหวัดยโสธร มี 2 เส้นทาง คือ

  • เส้นทางที่ 2 ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) ผ่านจังหวัดปทุมธานี จังหวัดสระบุรี เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) ผ่านจังหวัดนครราชสีมา ถึงแยกอำเภอบ้านไผ่เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 23 (ถนนแจ้งสนิท) ผ่านอำเภอกุดรัง อำเภอบรบือ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม อำเภอเมือง อำเภอธวัชบุรี อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด และเข้าสู่จังหวัดยโสธร ระยะะทางประมาณ 585 กิโลเมตร

การเดินทางระหว่างอำเภอ[แก้]

ภานในตัวเมืองยโสธร มีรถโดยสารประจำทางไปยังอำเภอต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย นักท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้บริการยานพาหนะได้หลายรูปแบบตามอัธยาศัย สอบถามรายละเอียดได้ที่ สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดยโสธร นอกจากนี้ยังมีรถสองแถวไปยังอำเภอ เช่น อำเภอคำเขื่อนแก้ว อำเภอกุดชุม อำเภอมหาชนะชัย อำเภอป่าติ้ว ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคิวรถจะอยู่ในสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัด ระยะทางจากอำเภอเมืองยโสธรไปยังอำเภอต่างๆ คือ

  • อำเภอทรายมูล 18 กิโลเมตร
  • อำเภอคำเขื่อนแก้ว 23 กิโลเมตร
  • อำเภอป่าติ้ว 28 กิโลเมตร
  • อำเภอกุดชุม 37 กิโลเมตร
  • อำเภอมหาชนะชัย 41 กิโลเมตร
  • อำเภอไทยเจริญ 54 กิโลเมตร
  • อำเภอค้อวัง 71 กิโลเมตร
  • อำเภอเลิงนกทา 72 กิโลเมตร

ทางราง[แก้]

  • สามารถขึ้นรถไฟจากสถานีรถไฟหัวลำโพง มายังสถานีรถไฟอุบลราชธานี อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี แล้วต่อรถโดยสารปรับอากาศ/รถตู้ปรับอากาศระหว่างจังหวัดมายังจังหวัดยโสธร ระยะทาง 106 กิโลเมตร และในอนาคตมีโครงการก่อสร้างทางรถไฟสายบ้านไผ่ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด มุกดาหาร นครพนม ซึ่งผ่านบริเวณอำเภอเลิงนกทา ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ

ทางอากาศยาน[แก้]

  • สามารถลงเครื่องได้ที่ท่าอากาศยานนานาชาติอุบลราชธานีแล้วต่อรถโดยสารปรับอากาศ/รถตู้ปรับอากาศระหว่างจังหวัดมายังจังหวัดยโสธร ระยะทาง 100 กิโลเมตร หรือภายใน 1 ชั่วโมง ซึ่งในอนาคตจะมีการพัฒนาและผลักดันให้สนามบินเลิงนกทา ที่ตั้งอยู่ตำบลโคกสำราญ อำเภอเลิงนกทา เป็นท่าอากาศยานพาณิชย์ โดยระยะทางจากสนามบินเลิงนกทามายังตัวจังหวัดยโสธรประมาณ 85 กิโลเมตร

บุคคลสำคัญและมีชื่อเสียงของจังหวัด[แก้]

พระสงฆ์[แก้]

นักปกครอง[แก้]

นักการเมือง[แก้]

นักสาธารณสุข[แก้]

นักปราชญ์ นักคิด นักเขียน[แก้]

ศิลปิน นักร้อง นักแสดง[แก้]

นักกีฬา[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. ศูนย์สารสนเทศเพื่อการบริหารและงานปกครอง. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ข้อมูลการปกครอง." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.dopa.go.th/padmic/jungwad76/jungwad76.htm [ม.ป.ป.]. สืบค้น 18 เมษายน 2553.
  2. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: .pdf http://stat.bora.dopa.go.th/stat/pk/pk_58.pdf 2560. สืบค้น 22 มีนาคม 2561.
  3. คำสั่งกองบัญชาการคณะปฏิวัติ ที่ 79/2515 เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 89 ตอน 34 ง พิเศษ หน้า 4 4 มีนาคม พ.ศ. 2515
  4. สำนักงานจังหวัดยโสธร. "ต้นไม้ประจำจังหวัดยโสธร." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.yasothon.go.th/web/provincial/provincial5.html [ม.ป.ป.]. สืบค้น 11 สิงหาคม 2558.
  5. http://www.yasothon.go.th/web/file/menu2.html

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

พิกัดภูมิศาสตร์: 15°47′N 104°09′E / 15.79°N 104.15°E / 15.79; 104.15