การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566

← พ.ศ. 2562 7 พฤษภาคม 2566[1][2]

ทั้งหมด 500 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรไทย
ต้องการ 251 ที่นั่งจึงเป็นฝ่ายข้างมาก
  First party Second party Third party
 
Prawit Wongsuwan (2018) cropped.jpg
Paethongtarn in Jan 2023.jpg
Pita Limjaroenrat - 2 (cropped).jpg
ผู้สมัคร ประวิตร วงษ์สุวรรณ แพทองธาร ชินวัตร[3] พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
พรรค พลังประชารัฐ เพื่อไทย ก้าวไกล
หัวหน้าตั้งแต่ 27 มิถุนายน 2563 ไม่ใช่หัวหน้าพรรค 14 มีนาคม 2563
การเลือกตั้งล่าสุด 116 ที่นั่ง, 23.74% 136 ที่นั่ง, 22.16% 81 ที่นั่ง, 17.80%[a]
ที่นั่งก่อนเลือกตั้ง 99 133 51

  Fourth party Fifth party Sixth party
 
Jurin Laksanawisit 2009 (cropped).jpg
Anutin Charnveerakul.jpg
Fumio Kishida and Prayut Chan-o-cha at the Prime Minister's Office 2022 (1) (cropped).jpg
ผู้สมัคร จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ อนุทิน ชาญวีรกูล ประยุทธ์ จันทร์โอชา[4]
พรรค ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย รวมไทยสร้างชาติ
หัวหน้าตั้งแต่ 15 พฤษภาคม 2562 14 ตุลาคม 2555 ไม่ใช่หัวหน้าพรรค
การเลือกตั้งล่าสุด 53 ที่นั่ง, 11.13% 51 ที่นั่ง, 10.50% พรรคใหม่
ที่นั่งก่อนเลือกตั้ง 52 64 0

นายกรัฐมนตรีก่อนการเลือกตั้ง

ประยุทธ์ จันทร์โอชา
รวมไทยสร้างชาติ[b]

ว่าที่นายกรัฐมนตรี

ยังไม่ประกาศ

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566​ คาดว่าจะจัดขึ้นไม่เกินวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2566[5] หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรไทยชุดที่ 25 ครบวาระ 4 ปี ในวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2566 อย่างไรก็ตาม หากมีการยุบสภาก่อนหน้านั้น การเลือกตั้งก็จะจัดขึ้นภายใน 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วันหลังจากวันที่พระราชกฤษฎีกายุบสภามีผลใช้บังคับ[6]

เบื้องหลัง[แก้]

หลังจากเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง กองทัพได้ก่อการรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เพื่อขับไล่รัฐบาลรักษาการพลเรือน คณะนายทหารที่รู้จักกันในชื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ขึ้นสู่อำนาจภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ. 2559 คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จสิ้นและจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อรับรองร่างรัฐธรรมนูญ พวกเขาห้ามวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญและห้ามติดตามผลประชามติ นักเคลื่อนไหวต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญถูกจับกุม ควบคุมตัว และดำเนินคดีในศาลทหาร[7] ขณะที่ผู้ออกมาแสดงเจตนาคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญก็ถูกรัฐบาลทหารจับกุมและดำเนินคดีเช่นกัน[8]

ในปี พ.ศ. 2562 หลังจากเกิดความล่าช้าหลายครั้ง ในที่สุดรัฐบาลทหารก็จัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกมองว่าพลเอกประยุทธ์มีข้อได้เปรียบ เนื่องจากวุฒิสภามาจากการแต่งตั้งทั้งหมดโดยรัฐบาลทหารและการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ในช่วงนาทีสุดท้าย[9][10]

พลเอกประยุทธ์เริ่มดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2562[11] ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน นายกรัฐมนตรีสามารถดำรงตำแหน่งได้เพียง 8 ปีเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การสิ้นสุดวาระนายกรัฐมนตรีของพลเอกประยุทธ์ ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ เนื่องจากมีการตีความมากมายเกี่ยวกับการเริ่มดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี[12][13][14] เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำพิพากษาให้วาระการดำรงตำแหน่งของพลเอกประยุทธ์เริ่มในปี พ.ศ. 2560 ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หมายความว่าเขาอาจดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนถึงปี พ.ศ. 2568 หากเขาได้รับเลือกจากรัฐสภาอีกครั้ง

ปลายปี พ.ศ. 2565 เกิดการแตกแยกในพรรคพลังประชารัฐระหว่างพลเอกประยุทธ์กับรองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่สนิทคือ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หลังจากที่พลเอกประวิตรแสดงจุดยืนต่อพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ต่อมาในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2565 พลเอกประยุทธ์ได้ประกาศความสนใจที่จะสมัครเป็นสมาชิก รทสช. และสมัครเป็นสมาชิกแบบตลอดชีพของพรรคดังกล่าวในเดือนถัดมา มีการคาดหมายว่าเขาจะเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนเดียวของ รทสช. ด้านพรรคภูมิใจไทย (ภจท.) มีผู้ดำรงตำแหน่ง ส.ส. ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านบางส่วน รวมถึงนักการเมืองอีกจำนวนหนึ่ง ได้ลาออกจากพรรคเดิมที่ตัวเองสังกัดไปร่วมงานกับ ภจท. เพื่อเพิ่มโอกาสชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้

ระบบเลือกตั้ง[แก้]

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ระบุว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 500 คนจะได้รับเลือกโดยใช้ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะลงคะแนนเสียงด้วยบัตรใบเดียว เพื่อเลือก ส.ส. 350 ที่นั่งจากเขตเลือกตั้ง และอีก 150 ที่นั่งจะเป็นการจัดสรรตามคะแนนของพรรคการเมืองทั้งประเทศ[15] หลังการเลือกตั้ง สภาผู้แทนราษฎร 500 ที่นั่ง จะลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีในการประชุมร่วมกับวุฒิสภาอีก 250 ที่นั่ง วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งโดยคสช. จะอยู่ในวาระจนถึงปี 2567 จึงคาดว่าสมาชิกวุฒิสภาจะมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งครั้งนี้เช่นกัน[16]

เมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564 ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ได้มีการลงคะแนนเสียง 472 ต่อ 33 เสียง (งดออกเสียง 187 เสียง) เพื่อกลับมาใช้การลงคะแนนระบบคู่ขนานที่เคยใช้เมื่อช่วงก่อนปี 2560 ในระบบนี้ จะมี ส.ส. 400 ที่นั่งที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต และลดจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อลงเหลือ 100 ที่นั่ง จากเดิม 150 ที่นั่ง[17] ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะต้องลงคะแนนโดยใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เพื่อเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขตและพรรคการเมืองที่ตนต้องการ[17] ต่างจากระบบก่อนหน้าที่ผู้มีสิทธิ์แต่ละคนลงคะแนนเสียงเพียงครั้งเดียวเพื่อเลือก ส.ส. ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ[18] อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยพรรคการเมืองขนาดเล็ก เนื่องจากระบบนี้จะทำให้พรรคดังกล่าวได้ที่นั่งในสภายากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อพรรคพลังประชารัฐ และพรรคเพื่อไทยที่เป็นฝ่ายค้าน

ในช่วง พ.ศ. 2565 มีการถกเถียงว่าจะใช้สูตรคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อแบบใดระหว่าง "สูตรหาร 100" กับ "สูตรหาร 500" ซึ่งถ้าใช้สูตรหาร 500 จะทำให้เกิดที่นั่งส่วนเกิน (Overhanging seat) แบบเดียวกับในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2562 และทำให้คะแนนเสียงพึงมีของ ส.ส. 1 ที่นั่งต่ำลง ซึ่งเอื้อต่อการตีความให้พรรคเล็กได้ประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ในเดือนสิงหาคม 2565 มีการใช้กลยุทธ์ไม่มาประชุมจนสภาขาดองค์ประชุม ทำให้การพิจารณาแก้ไขเป็นสูตรหาร 500 ต้องตกไป และกลับไปใช้สูตรหาร 100 โดยปริยาย[19]

จากการเปลี่ยนระบบเลือกตั้งดังกล่าว ทำให้พรรคขนาดเล็กเสียเปรียบในสนามเลือกตั้ง จึงนำไปสู่การเจรจาควบรวมพรรค และจัดตั้งพันธมิตรทางการเมืองของพรรคขนาดเล็กต่าง ๆ ได้แก่ การควบรวมพรรคชาติพัฒนาและพรรคกล้าเป็นพรรคชาติพัฒนากล้า,[20] การจับมือระหว่างพรรคไทยสร้างไทยและพรรคสร้างอนาคตไทย[21][22] รวมไปถึงเกิดการย้ายพรรคของนักการเมือง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าการใช้เงินซื้อตัวผู้สมัคร ส.ส. และระบบ "บ้านใหญ่" หรือตระกูลที่มีอิทธิพลทางการเมืองในท้องถิ่นจะกลับมามีบทบาท[23]

เดือนมกราคม 2566 มีการผ่านกฎหมายเลือกตั้ง 2 ฉบับ[24] คือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร พ.ศ. 2566 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566[25] สาระสำคัญของ พระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดให้เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 400 คน และแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน [26] มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม 2566 ซึ่งรัฐบาลจะยุบสภาทันทีเลยก็ได้ หรืออยู่ครบวาระซึ่งจะครบเทอมในวันที่ 24 มีนาคม 2566 [27] ไม่ว่าจะวิธีการใด คณะกรรมการการเลือกตั้ง ต้องจัดให้มีระยะเวลาสำหรับเตรียมการเลือกตั้งประมาณ 45 วัน (พิจารณารูปแบบแบ่งเขต 25 วัน , คัดสรรผู้สมัคร สส 20 วัน)[28]

เขตการเลือกตั้ง[แก้]

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีการส่งหนังสือด่วนถึงผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดต่าง ๆ และกรุงเทพมหานคร โดยมีการระบุถึงจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่พึงมีในแต่ละพื้นที่ และระบุให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งในแต่ละพื้นที่เตรียมแบ่งเขตเลือกตั้งไว้เป็นการล่วงหน้าอย่างน้อย 3 รูปแบบ และเมื่อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องมีผลใช้บังคับ จะได้ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป[29] กกต. ได้คำนวณให้มี ส.ส. 1 คน ต่อราษฎร 165,428.5975 คน โดยใช้ข้อมูลจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักรตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร์ ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2564 เป็นฐานในการคำนวณ[30]

จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่พึงมีในแต่ละพื้นที่ มีดังนี้[29]

พื้นที่ จำนวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
กรุงเทพมหานคร 33
นครราชสีมา 16
ขอนแก่น, เชียงใหม่ และอุบลราชธานี 11
ชลบุรี และบุรีรัมย์ 10
นครศรีธรรมราช, ศรีสะเกษ, สงขลา และอุดรธานี 9
เชียงราย, นนทบุรี, ร้อยเอ็ด, สมุทรปราการ และสุรินทร์ 8
ชัยภูมิ, ปทุมธานี, สกลนคร และสุราษฎร์ธานี 7
กาฬสินธุ์, นครปฐม, นครสวรรค์, เพชรบูรณ์ และมหาสารคาม 6
กาญจนบุรี, นราธิวาส, พระนครศรีอยุธยา, พิษณุโลก, ระยอง, ราชบุรี และสุพรรณบุรี 5
กำแพงเพชร, ฉะเชิงเทรา, ตรัง, ตาก, นครพนม, ปัตตานี, ลพบุรี, ลำปาง, เลย, สมุทรสาคร, สระบุรี และสุโขทัย 4
กระบี่, จันทบุรี, ชุมพร, น่าน, บึงกาฬ, ประจวบคีรีขันธ์, ปราจีนบุรี, พะเยา, พัทลุง, พิจิตร, เพชรบุรี, แพร่, ภูเก็ต, ยโสธร, ยะลา, สระแก้ว, หนองคาย, หนองบัวลำภู และอุตรดิตถ์ 3
ชัยนาท, นครนายก, พังงา, มุกดาหาร, แม่ฮ่องสอน, ลำพูน, สตูล, อ่างทอง, อำนาจเจริญ และอุทัยธานี 2
ตราด, ระนอง, สิงห์บุรี และสมุทรสงคราม 1

ก่อนการเลือกตั้ง[แก้]

โปสเตอร์หาเสียงของพรรคเพื่อไทย

ในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2565 ถึงมกราคม พ.ศ. 2566 พรรคการเมืองต่าง ๆ เริ่มมีการขึ้นป้ายหาเสียงล่วงหน้า เช่น พรรคเพื่อไทย[31], พรรคประชาธิปัตย์[32], พรรครวมไทยสร้างชาติ[33] และพรรคก้าวไกล[34] เป็นต้น เวลาเดียวกันมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จำนวนหนึ่งได้ลาออกจากตำแหน่ง โดยส่วนใหญ่เป็นอดีต ส.ส. สังกัดพรรคพลังประชารัฐ[35] ในช่วงต้นเดือนมกราคม พ.ศ. 2566 พลเอกประยุทธ์ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ

ปลายเดือนธันวาคม 2565 ผู้นำฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลโดยไม่มีการลงมติโดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับความไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ตามคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา[36] และในเดือนมกราคม 2566 มีการเปิดเผยโดย ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ว่าหลานของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีส่วนเกี่ยวข้องกับ "คดีทุนจีนสีเทา"[37]

มีการวิเคราะห์ว่าพลเอกประยุทธ์จะประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรในเดือนมีนาคมปีเดียวกัน หลังปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 28 กุมภาพันธ์[38] บ้างก็คาดเดาว่าเขาอาจยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลี่ยงการอภิปรายของฝ่ายค้าน[39] ด้าน ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย คาดการณ์ว่าอาจมีการยุบสภาในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม[40]

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย วิเคราะห์ว่าหากเครือข่ายประยุทธ์ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ อาจนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี[41] และต่อมา กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าวว่าหากนายกรัฐมนตรีเป็นคนดี ก็ไม่ควรจำกัดวาระไว้ที่ 8 ปี[42] ด้านดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ส.ว. อีกคนหนึ่ง กล่าวว่า นั่นเป็นความเห็นส่วนตัวของกิตติศักดิ์ และต้องผ่านกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามปกติ[43]

ในเดือนมกราคม 2566 มีการเปิดตัว "เครือข่ายประชาชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งปี 2566" ซึ่งประกอบด้วยองค์การนอกภาครัฐกว่า 100 แห่ง และออกแถลงการณ์เชิญชวนประชาชนให้ร่วมกันสังเกตการณ์การเลือกตั้ง เพราะมีความกังวลในเรื่องความเป็นธรรมและความโปร่งใสของการเลือกตั้ง[44]

ในเดือนเดียวกัน ยังมีการอดอาหารประท้วงของเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีในความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทยเพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักโทษการเมืองและเรียกร้องพรรคการเมืองต่าง ๆ ให้มีนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 116[45] พรรคการเมืองฝ่ายค้านมีมติร่วมกันตามข้อเรียกร้อง 2 ข้อโดยไม่กล่าวถึงข้อเรียกร้องการปฏิรูปกฎหมายอาญา 2 มาตราดังกล่าว[46] ต่อมามีผู้ชุมนุมเดินทางไปที่พรรคเพื่อไทยเพื่อเรียกร้องให้พรรครับข้อเสนอแก้ไขกฎหมายดังกล่าวด้วย[47]

ชื่อบุคคลที่จะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี[แก้]

พรรคก้าวไกล พรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประวิตร วงษ์สุวรรณ แพทองธาร ชินวัตร อนุทิน ชาญวีรกูล ประยุทธ์ จันทร์โอชา
Pita Limjaroenrat - 2 (cropped).jpg
Prawit Wongsuwan (2018) cropped.jpg
Paethongtarn in Jan 2023.jpg
Anutin Charnvirakul - 2023 (52638148766) (cropped).jpg
Fumio Kishida and Prayut Chan-o-cha at the Prime Minister's Office 2022 (1) (cropped).jpg
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
(ตั้งแต่ 2562)
รองนายกรัฐมนตรี
(ตั้งแต่ 2562)
หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย
(ตั้งแต่ 2565)
รองนายกรัฐมนตรี
และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ตั้งแต่ 2562)
นายกรัฐมนตรี
(ตั้งแต่ 2557)

ผลสำรวจ[แก้]

พรรคที่ต้องการ[แก้]

ระยะเวลาการสำรวจ องค์กรที่สำรวจ กลุ่มตัวอย่าง พลังประชารัฐ เพื่อไทย ก้าวไกล ประชาธิปัตย์ รวมไทยสร้างชาติ ไม่เลือกพรรคใด อื่น ๆ คะแนนนำ
17–22 ธันวาคม พ.ศ. 2565 นิด้าโพล 2,000 4.00% 42.95% 16.60% 5.35% 6.95% 8.30% 15.85% 26.35%
15–21 กันยายน พ.ศ. 2565 นิด้าโพล 2,500 5.56% 34.44% 13.56% 7.56% 24.00% 14.88% 20.88%
20–23 มิถุนายน พ.ศ. 2565 นิด้าโพล 2,500 7.00% 36.36% 17.88% 6.32% 18.68% 13.76% 18.48%
10–15 มีนาคม พ.ศ. 2565 นิด้าโพล 2,020 7.03% 25.89% 16.24% 7.97% 28.86% 14.01% 9.65%
15–21 ธันวาคม พ.ศ. 2564 นิด้าโพล 2,504 8.99% 23.52% 13.18% 7.15% 37.14% 10.02% 10.34%
25–28 ตุลาคม พ.ศ. 2564 สวนดุสิตโพล 1,186 24.61% 32.94% 25.21% 6.18% 11.06% 7.73%
20–23 กันยายน พ.ศ. 2564 นิด้าโพล 2,018 9.51% 22.50% 15.11% 7.78% 35.68% 8.03% 7.39%
11–16 มิถุนายน พ.ศ. 2564 นิด้าโพล 2,515 10.70% 19.48% 14.51% 9.54% 32.68% 10.62% 4.97%
23–26 มีนาคม พ.ศ. 2564 นิด้าโพล 2,522 16.65% 22.13% 13.48% 7.10% 29.82% 10.82% 5.48%
20–23 ธันวาคม พ.ศ. 2563 นิด้าโพล 2,533 17.80% 23.61% 14.92% 7.46% 26.49% 9.72% 5.81%
18–23 กันยายน พ.ศ. 2563 นิด้าโพล 2,527 12.39% 19.39% 12.70% 7.44% 41.59% 6.49% 7.00%
22–24 มิถุนายน พ.ศ. 2563 นิด้าโพล 2,517 15.73% 20.70% 13.47% 7.75% 32.38% 32.40% 4.97%
18–20 ธันวาคม พ.ศ. 2562 นิด้าโพล 2,511 16.69% 19.95% 30.27% 10.83% 13.46% 22.30% 11.0%

นายกรัฐมนตรีที่ต้องการ[แก้]

ระยะเวลาการสำรวจ องค์กรที่สำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ประยุทธ์ แพทองธาร พิธา จุรินทร์ เสรีพิศุทธ์ กรณ์ สุดารัตน์ ยังไม่มี อื่น ๆ คะแนนนำ
17–22 ธันวาคม พ.ศ. 2565 นิด้าโพล 2,000 14.05% 34.00% 13.25% 2.30% 6.00% 2.65% 6.45% 8.25% 13.05% 19.95%
15–21 กันยายน พ.ศ. 2565 นิด้าโพล 2,500 10.12% 21.60% 10.56% 1.68% 6.28% 2.12% 9.12% 24.16% 14.36% 11.04%
20–23 มิถุนายน พ.ศ. 2565 นิด้าโพล 2,500 11.68% 25.28% 13.24% 1.56% 6.60% 3.76% 6.80% 18.68% 12.40% 12.04%
10–15 มีนาคม พ.ศ. 2565 นิด้าโพล 2,020 12.67% 12.53% 13.42% 2.58% 7.03% 2.77% 8.22% 27.62% 13.16% 0.75%
15–21 ธันวาคม พ.ศ. 2564 นิด้าโพล 2,504 16.93% 10.55% 10.74% 1.84% 4.83% 2.63% 5.51% 36.54% 10.70% 6.19%
25–28 ตุลาคม พ.ศ. 2564

สวนดุสิตโพล

1,186 21.27% 28.67% 19.35% 15.78% 7.40%
20–23 กันยายน พ.ศ. 2564 นิด้าโพล 2,018 17.54% 11.05% 1.54% 9.07% 2.58% 11.15% 32.61% 16.00% 6.39%
11–16 มิถุนายน พ.ศ. 2564 นิด้าโพล 2,515 19.32% 5.45% 1.47% 8.71% 3.62% 13.64% 37.65% 11.61% 5.68%
23–26 มีนาคม พ.ศ. 2564 นิด้าโพล 2,522 28.79% 6.26% 0.99% 8.72% 2.70% 12.09% 30.10% 41.44% 16.70%
20–23 ธันวาคม พ.ศ. 2563 นิด้าโพล 2,533 30.32% 7.74% 0.63% 7.50% 1.65% 13.46% 32.10% 39.33% 16.86%
18–23 กันยายน พ.ศ. 2563 นิด้าโพล 2,527 18.64% 5.70% 3.92% 1.54% 10.57% 54.13% 5.50% 8.07%
22–24 มิถุนายน พ.ศ. 2563 นิด้าโพล 2,517 25.47% 3.93% 0.83% 4.57% 1.67% 8.07% 44.06% 12.23% 17.40%
ระยะเวลาการสำรวจ องค์กรที่สำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ประยุทธ์ แพทองธาร ธนาธร จุรินทร์ เสรีพิศุทธ์ กรณ์ สุดารัตน์ ยังไม่ตัดสินใจ คนอื่น คะแนนนำ
18–20 ธันวาคม พ.ศ. 2562 นิด้าโพล 2,511 23.74% 31.42% 2.47% 3.90% 0.04% 11.95% 17.32% 9.20% 7.68%

หมายเหตุ[แก้]

  1. จำนวนที่นั่งเดิมของพรรคก้าวไกล เปรียบเทียบจากจำนวนที่นั่งที่พรรคอนาคตใหม่เคยได้รับ
  2. ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2562 ประยุทธ์เป็นผู้ที่พรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เขามิได้เป็นสมาชิกพรรคดังกล่าว ต่อมาในปี พ.ศ. 2566 เขาได้สมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ

อ้างอิง[แก้]

  1. "Thailand sets May 7, 2023 as the tentative date of next general election".
  2. "Election Commission sets May 7 as date for next general election". Bangkok Post.
  3. Limited, Bangkok Post Public Company. "Pheu Thai Party names 'Ung-ing' as PM candidate". Bangkok Post (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2022-12-31.
  4. "'ประยุทธ์' ประกาศเป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรครวมไทยสร้างชาติแล้ว". workpointTODAY.
  5. "กางไทม์ไลน์ กกต. เลือกตั้งปี 2566 นับถอยหลังสภาหมดวาระ". THE STANDARD. 2022-09-22.
  6. Thongsak (2022-09-21). "กกต.เคาะ 7 พ.ค.2566 เลือกตั้งใหญ่หากสภาอยู่ครบวาระ!".
  7. "Thailand: Junta Bans Referendum Monitoring". Human Rights Watch. New York: Human Rights Watch. 2016-06-21. สืบค้นเมื่อ 2016-07-05.
  8. "ทนายดังมอบตัวสู้คดีทำผิด พ.ร.บ. ออกเสียงประชามติ". Matichon Online. Bangkok: มติชน. 2016-07-17. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-07-19. สืบค้นเมื่อ 2016-07-17.
  9. "Thai Senate to be appointed at junta's behest". Nikkei Asia (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2022-03-18.
  10. Rojanaphruk, Pravit; Writer, Senior Staff (2018-11-30). "Parties Fume Over New 'Gerrymandered' Electoral Map". Khaosod English (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2022-03-17.
  11. Limited, Bangkok Post Public Company. "Prayut counts on his allies". Bangkok Post. สืบค้นเมื่อ 2022-03-18.
  12. Limited, Bangkok Post Public Company. "PM defies efforts to oust him from office". Bangkok Post. สืบค้นเมื่อ 2022-05-08.
  13. Rojanaphruk, Pravit; Writer, Senior Staff (2021-12-30). "Prawit Says He's Willing to Serve With Prayut Till '2027'". Khaosod English (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2022-03-18.
  14. Ltd.Thailand, VOICE TV (2021-12-29). "ฝ่าย ก.ม. ชี้วาระ 8 ปี 'ประยุทธ์' ลากยาวได้ถึงปี 2570". VoiceTV. สืบค้นเมื่อ 2022-03-18.
  15. Thailand's New Electoral System Thai Data Points
  16. Thongnoi, Jitsiree; Jaipragas, Bhavan (22 March 2019). "Thai election a battle royale for junta's Prayuth and the Shinawatras". South China Morning Post (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 26 June 2020.
  17. 17.0 17.1 https://www.pptvhd36.com. "อธิบายความต่างการเลือกตั้งบัตร 2 ใบ ที่สภาเพิ่งเห็นชอบผ่าน 3 วาระรวด". pptvhd36.com. {{cite web}}: แหล่งข้อมูลอื่นใน |last= (help)
  18. "Thai Parliament passes election changes favouring ruling party". The Business Times (ภาษาอังกฤษ). 10 September 2021. สืบค้นเมื่อ 26 June 2020.
  19. "สูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ : สภาล่มตามคาด ปิดม่านสูตรหาร 500 กลับไปใช้สูตรหาร 100". BBC News ไทย. 15 August 2022. สืบค้นเมื่อ 15 August 2022.
  20. "เปิดโมเดลรวมพรรคชพน.-กล้าเสริมจุดแข็งเศรษฐกิจ-สร้างกระแสปาร์ตี้ลิสต์". bangkokbiznews. 2022-09-02.
  21. "2 ส.กากี่นั้ง "สมคิด-สุดารัตน์" ลงตัวแบรนด์ใหม่ "สร้างไทย"". mgronline.com. 2023-01-07.
  22. "ไม่ได้ควบรวม 2 พรรค "สมคิด-สุดารัตน์" แถลงแค่จับมือเป็นพันธมิตรกัน". www.thairath.co.th. 2022-12-29.
  23. ""บัญญัติ" วิเคราะห์การเมืองไทย ฟันธงเลือกตั้งปี 66 ใช้เงินสู้เต็มรูปแบบ". โพสต์ทูเดย์. 3 January 2023. สืบค้นเมื่อ 18 January 2023.
  24. https://www.pptvhd36.com. "ราชกิจจา ประกาศแล้ว! กฎหมายเลือกตั้ง 2 ฉบับ". pptvhd36.com. {{cite web}}: แหล่งข้อมูลอื่นใน |last= (help)
  25. "ด่วน! มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ กฎหมายลูกเกี่ยวกับเลือกตั้ง 2 ฉบับแล้ว". thansettakij. 2023-01-28.
  26. "โปรดเกล้าฯ กฎหมายเลือกตั้ง – พรรคการเมือง ให้มีผลบังคับหลังวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา". workpointTODAY.
  27. "นับถอยหลัง45วัน วัดใจนายกฯประยุทธ์ จะยุบสภาหรืออยู่ครบเทอม". posttoday. 2023-01-29.
  28. "กกต.ไฟเขียวรัฐบาล"ยุบสภา"ได้ คาดตั้งแต่ 15 มี.ค.ไร้ปัญหา". thansettakij. 2023-01-28.
  29. 29.0 29.1 "เปิดจำนวน ส.ส. 400 เขตเลือกตั้งใหม่ กทม.ยังมากสุด 33 คน". workpointTODAY.
  30. "เตรียมเลือกตั้ง ส.ส. หลังกกต.ประกาศแบ่งเขต 400 ที่นั่ง". thansettakij. 2022-02-04.
  31. "อุ๊งอิ๊ง สั่งเพื่อไทยขึ้นป้ายหาเสียงทั่วประเทศ ปีใหม่นายกฯ คนใหม่". ประชาชาติธุรกิจ. 2022-12-29.
  32. "ปชป. สั่งทุกเขตเลือกตั้ง ติดป้าย "สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ" ทั่วประเทศ". www.thairath.co.th. 2022-12-30.
  33. "ไม่ต้องเหนียม"เลือกตั้ง66" รวมไทยสร้างชาติปล่อยภาพ"นายกฯประยุทธ์"รัวๆ". Nation Multimedia Group Public Company Limited. 2023-01-04.
  34. matichon (2022-12-10). "ครูใหญ่ ปักป้าย ประกาศตัวลงส.ส.ขอนแก่น ให้พรรคก้าวไกล". มติชนออนไลน์.
  35. "ทุบสถิติ ส.ส.ลาออก ทิ้งเก้าอี้แล้ว 36 คน สภาฯ เหลือส.ส.แค่ 442 คน". workpointTODAY.
  36. "ฝ่ายค้านเปิดยุทธการ "ถอดหน้ากากคนดี" ยื่นซักฟอก 'ประยุทธ์-ครม.' แบบไม่ลงมติ". workpointTODAY. สืบค้นเมื่อ 18 January 2023.
  37. "รัฐพร้อมรับมือ "ซักฟอก" 15 ก.พ.เป็นต้นไป เตรียม 40 ประเด็นโต้ฝ่ายค้าน". ฐานเศรษฐกิจ. 12 January 2023. สืบค้นเมื่อ 18 January 2023.
  38. "ข่าวลึกปมลับ : บิ๊กตู่ลุยเต็มสูบ เปิดคิวยุบสภา". mgronline.com. 2023-01-10.
  39. "ฝ่ายค้าน ดักคออย่าชิง 'ยุบสภาฯ' หนีก่อน สภาฯ คาดเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาล ต้นเดือน ก.พ.นี้". workpointTODAY. สืบค้นเมื่อ 18 January 2023.
  40. มติชนสุดสัปดาห์ (2023-01-19). "ตี ป.ปลาหน้าไซ แก้ รธน.นายกฯ อยู่เกิน 8 ปี ยุบสภาหนี 'ซักฟอก'". มติชนสุดสัปดาห์.
  41. isranews (2023-01-12). "'ณัฐวุฒิ' ประกาศพบเวทีใหญ่พท. 15 ม.ค. ที่อุดร จวก 'รทสช.' เป็นเหล้าเก่าในขวดแตก". สำนักข่าวอิศรา.
  42. "สว.แบไต๋ เสนอ'แก้รัฐธรรมนูญ'ปลดล็อกนายกฯ8ปี". คมชัดลึกออนไลน์. 13 January 2023. สืบค้นเมื่อ 18 January 2023.
  43. Ltd.Thailand, VOICE TV (2023-01-13). "'ดิเรกฤทธิ์' แตะเบรกปลดล็อกวาระ 8 ปี 'ประยุทธ์' แค่ความเห็นบางคน ไม่ใช่ ส.ว. ทั้งหมด". VoiceTV.
  44. "แถลงการณ์ 'เครือข่ายประชาชนสังเกตการณ์การเลือกตั้ง 2566' ขอ ปชช.จับตา-รบ.คุ้มครองเสรีภาพ". The MATTER. 11 January 2023. สืบค้นเมื่อ 1 February 2023.
  45. "ตะวัน แบม : การอดอาหารประท้วงระลอก 3 ของนักกิจกรรมคดีหมิ่นสถาบันฯ". BBC News ไทย. 19 January 2023. สืบค้นเมื่อ 1 February 2023.
  46. "พรรคร่วมฝ่ายค้าน ออกแถลงการณ์กรณี แบม-ตะวัน อดอาหารแลกอิสรภาพ". ประชาชาติธุรกิจ. 26 January 2023. สืบค้นเมื่อ 1 February 2023.
  47. "'ราษฎร' ร้อง 'เพื่อไทย' รับ 3 ข้อ #แบมตะวัน แกนนำพรรครับฟัง ชี้แก้ ม.116 ทำได้ ยันต้องปฎิรูปกระบวนการยุติธรรม". ประชาไท. สืบค้นเมื่อ 1 February 2023.