สิทธิของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สิทธิของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย ไทย
ประเทศไทย
กิจกรรมของบุคคลเพศเดียวกันชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ พ.ศ. 2500[1]
อายุที่รับรู้ยินยอมคือ 15 ปี[2]
อัตลักษณ์ทางเพศ/การแสดงออก บุคคลสามารถแสดงออกได้อย่างเปิดเผย
บุคคลข้ามเพศไม่สามารถเปลี่ยนเพศในทางกฎหมาย
รับราชการทหาร เกย์และเลสเบียนสามารถรับราชการทหารได้อย่างเปิดเผย
บุคคลข้ามเพศได้รับการยกเว้น
ความคุ้มครองจากการถูกเลือกปฏิบัติ มีการคุ้มครอง (แต่จะมีผลบังคับใช้ในอนาคต)
สิทธิในครอบครัว
การรับรอง
ความสัมพันธ์
ไม่มี
ข้อจำกัด:
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดให้การสมรสกระทำได้ระหว่างชายกับหญิงเท่านั้น
การรับบุตรบุญธรรม ไม่มี

ประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่อดกลั้นและเป็นมิตรต่อกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศมากที่สุดประเทศหนึ่งในทวีปเอเชีย[3] โดยที่กิจกรรมทางเพศของเพศเดียวกันนั้นชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ พ.ศ. 2500[1] รัฐบาลไทยยังส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติท่องเที่ยวในประเทศไทยเพราะเป็นประเทศที่ต้อนรับกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศอย่างดี[4] ทว่า การเลือกปฏิบัติและการดูถูกเหยียดหยามกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศก็ยังปรากฏอยู่กว้างขวางในสังคมไทย[5]

ปัจจุบันสิทธิของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศยังไม่มีการรับรองและคุ้มครองในทางกฎหมายเทียบเท่ากับบุคคลต่างเพศ แต่ก็มีความพยายามจากนักวิชาการและกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อรณรงค์การออกกฎหมายคุ้มครองสิทธิดังกล่าว ทั้งนี้ หากประเทศไทยผ่านร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต จะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในทวีปเอเชียที่มีการรับรองสถานะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเพศเดียวกัน[6]

สถานะทางกฎหมาย[แก้]

กิจกรรมทางเพศของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศนั้นกำหนดให้เป็นความผิดมาอย่างน้อยตั้งแต่ พ.ศ. 2451 เนื่องจากได้มีการประกาศใช้กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 ขึ้น โดยในมาตรา 242 บัญญัติไว้ว่า[7]

"ผู้ใดทำชำเรา ผิดธรรมดามนุษย์ ด้วยชายก็ดี หญิงก็ดี หรือทำชำเราด้วยสัตว์เดียรฉานก็ดี ท่านว่ามันมีความผิด ต้องรวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนขึ้นไปจนถึงสามปี แลให้ปรับตั้งแต่ห้าสิบบาทขึ้นไป จนถึงห้าร้อยบาท ด้วยอีกโสดหนึ่ง"

เหตุผลสำคัญในการตรากฎหมายลักษณะอาญาฯ และบัญญัติโทษดังกล่าวสืบเนื่องมาจากความพยายามของรัฐไทยที่ต้องการให้ระบบกฎหมายของไทยสอดคล้องกับธรรมเนียมปฏิบัติของมหาอำนาจยุโรปในสมัยนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหราชอาณาจักรสมัยวิคตอเรีย แต่กระนั้น จากหลักฐานก็ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินคดีทางศาลอันเกี่ยวเนื่องกับความผิดนี้แต่อย่างใด และตำรวจไทยเองก็มองข้ามกิจกรรมทางเพศของบุคคลเพศเดียวกัน ตราบเท่าที่เป็นกิจกรรมที่ได้รับความยินยอมจากทั้งคู่[1]

อย่างไรก็ดี ในวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 ได้มีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายอาญาแทนที่กฎหมายลักษณะอาญาฉบับเดิม โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2500 เป็นต้นไป[8] และไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับมาตรา 242 ของกฎหมายลักษณะอาญาในประมวลกฎหมายฉบับใหม่ ส่งผลให้กิจกรรมทางเพศของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศนั้นชอบด้วยกฎหมายไปโดยปริยายตั้งแต่ พ.ศ. 2500 เป็นต้นไป[1]

เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2545 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกหนังสือที่ สธ 0605/375 รับรองว่าบุคคลรักเพศเดียวกันมิได้ถือเป็นผู้มีความผิดปกติทางจิตหรือป่วยเป็นโรคแต่อย่างใด โดยอ้างอิงถึงองค์การอนามัยโลก (WHO) และตามบัญชีจำแนกโรคระหว่างประเทศ ICD-10 ฉบับแก้ไข ครั้งที่ 1 ไทย-อังกฤษ เล่มที่ 1 (ก) ตารางการจัดกลุ่มโรค องค์การอนามัยโลก ซึ่งได้เอาลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างคนรักเพศเดียวกันออกจากกลุ่มคนที่มีความผิดปกติทางจิต[9]

ในปี พ.ศ. 2550 ได้มีการปรับปรุงแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาอีกครึ่งหนึ่ง โดยได้เพิ่มนิยามคำว่า "กระทำชำเรา" ในมาตรา 276 ให้ครอบคลุมถึง "การใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น" ซึ่งเป็นการคุ้มครองทั้งผู้ชายและผู้หญิงจากการถูกกระทำชำเรา เพราะความในกฎหมายฉบับเดิมคุ้มครองเฉพาะผู้หญิงที่ถูกผู้ชายกระทำเท่านั้น[10]

ต่อมาเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554 ศาลปกครองกลางพิพากษาให้กระทรวงกลาโหมเพิกถอนคำว่า "เป็นโรคจิตถาวร" ในใบรับรองผลการตรวจเลือกทหารกองเกิน (สด. 43), ใบสำคัญสำหรับคนจำพวกที่ 4 (สด.5) และใบสำคัญให้รับราชการทหาร (สด.9) ของบุคคลที่ยังไม่ผ่าตัดแปลงเพศ แต่มีการเสริมหน้าอก เนื่องจากคำดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมจึงแก้ข้อความในพระราชบัญญัติราชการทหาร พ.ศ. 2497 เป็น "ภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด" แทน เพื่อแสดงให้เห็นว่าบุคคลดังกล่าวไม่อาจเข้ารับราชการทหารได้ตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป[11][12]

กฎหมายคุ้มครองเพศวิถีและอัตลักษณ์ทางเพศ[แก้]

ในวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2558 ก็ได้มีการประกาศพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ลงในราชกิจจานุเบกษา เพื่อคุ้มครองผู้ถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ และป้องกันมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ โดยมีผลใช้บังคับในอีก 180 วัน หรือตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ที่ประเทศไทยได้ตกลงเข้าเป็นประเทศภาคีสมาชิก[13][14]

กฎหมายฉบับนี้คุ้มครอง "บุคคลที่มีการแสดงออกที่แตกต่างจากเพศโดยกำเนิด" จากการถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมอันได้แก่ การแบ่งแยก กีดกัน หรือจำกัดสิทธิประโยชน์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม จากการกำหนดนโยบาย กฎ ระเบียบ หรือวิธีปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชนหรือบุคคลใด และเปิดโอกาสให้บุคคลผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยฯ เพื่อดำเนินการระงับและป้องกันการเลือกปฏิบัติ รวมทั้งการชดเชยและเยียวยาอีกด้วย[14]

การคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ[แก้]

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550[แก้]

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 และ 2550 ได้บัญญัติคุ้มครองบุคคลจากการถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมในเรื่องเพศ สภาพทางกาย และสถานะของบุคคลไว้อย่างกว้างๆ (มาตรา 30) และสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้ เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ และไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน (มาตรา 28)

ร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2558[แก้]

ในกระบวนการยกร่างร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้เสนอให้ใส่คำว่า เพศสภาพ ลงไปในมาตรา 34 ของร่างรัฐธรรมนูญเพื่อคุ้มครองเสรีภาพของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ อย่างไรก็ตามคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะ และรวบรวมความเห็นเพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีความเห็นว่าควรตัดคำดังกล่าวออกไปเนื่องจาก "การกำหนดในเรื่องการเลือกปฏิบัติโดยไม่ธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ เพศ อายุ เป็นต้นนั้น ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 สามารถตีความในเชิงคุ้มครองสิทธิได้อย่างกว้างขวางอยู่แล้ว”[15] อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่เป็นที่สรุปว่าคำดังกล่าวจะถูกใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เนื่องจากการตัดสินใจอยู่ที่สภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี

ยิ่งไปกว่านั้น มาตรา 38 ของร่างรัฐธรรมนูญได้บัญญัติว่า "สิทธิของบุคคลในการสมรสและในครอบครัวย่อมได้รับการคุ้มครอง" ซึ่งได้เพิ่ม "สิทธิในการสมรส" ขึ้นมาจากรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2550 ที่ได้คุ้มครองสิทธิในครอบครัวเพียงอย่างเดียว[16] แต่ทว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานฯ ได้ตัดสิทธิในการสมรสออก ตามคำขอของคณะรัฐมนตรีที่เสนอให้ตัดออกเพราะกังวลว่าจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสิทธิในการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันที่สังคมและวัฒนธรรมไทยยังไม่เป็นไปตามการให้สิทธิไว้อย่างบางประเทศ[15][17][18]

การรับรองสถานะความสัมพันธ์[แก้]

ในปัจจุบัน การสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันในประเทศไทยนั้นไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายรองรับ และขัดต่อมาตรา 1448 และ 1458 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งได้บัญญัติไว้ว่า "การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว" และ "การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายหญิงยินยอมเป็นสามีภริยากัน" ตามลำดับ ยิ่งไปกว่านั้น การใช้คำของประมวลกฎหมายดังกล่าวในมาตราอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องนั้น ได้กำหนดใช้เฉพาะคำว่า "ชาย" และ "หญิง" ไว้โดยตลอด ส่งผลให้คู่ครองเพศเดียวกันยังไม่สามารถจดทะเบียนสมรสได้

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555 นายนที ธีระโรจนพงษ์และคู่ชีวิตได้ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนสมรส ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองเชียงใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม ทางอำเภอเมืองเชียงใหม่ไม่สามารถจดทะเบียนสมรสให้ทั้งคู่ได้ เนื่องจากขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในหมวดเงื่อนไขแห่งการสมรส[19]

ร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต[แก้]

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้มีการรณรงค์ผลักดันร่างพระราชบัญญัติการจดทะเบียนคู่ชีวิตของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือเป็นที่รู้จักในชื่อ "ร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต" เพื่อเปิดทางให้คู่ครองเพศเดียวกันทำการสมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งถ้าหากมีการประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ จะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในทวีปเอเชียที่มีการรับรองสถานะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเพศเดียวกัน[6]

การรณรงค์ต่างๆ ประกอบไปด้วยการจัดเสวนาหัวข้อ "ประเทศไทยจะกลายเป็นชาติแรกในเอเชีย ที่ผ่านกฎหมายจดทะเบียนคู่ชีวิตหรือไม่" (Could Thailand become the first Asian country to legalize same-sex civil unions?) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556 ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT)[20], เสวนาหัวข้อ “ทำไมต้องมี พ.ร.บ.คู่ชีวิต (ฉบับประชาชน) เพื่อการแต่งงานที่เท่าเทียมในสังคมไทย” เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร[21], เสวนาหัวข้อ “ร่างพรบ.คู่ชีวิต ฉบับภาคประชาชน ถึงไหน อย่างไร จะผ่านหรือไม่?” เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558[22] เป็นต้น

เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ได้มีการจัดงาน Gender&LGBTIQs in Modern Society โดยกลุ่ม Cafe Democฯ ที่หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็ได้มีทหารทั้งในและนอกเครื่องแบบจากมณฑลทหารบกที่ 33 จังหวัดเชียงใหม่เข้าตรวจสอบการ​งาน และกำชับผู้จัดงานและวิทยากรในงานเสวนาห้ามพูดประเด็นทางการเมือง นายชานันท์ ยอดหงษ์ นักศึกษาระดับปริญญาเอก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และนักวิชาการด้านเพศ หนึ่งในวิทยากรงานเสวนาได้โพสต์ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์เฟซบุ๊กว่า การที่เจ้าหน้าที่พยายามระงับการจัดงานเสวนาทางวิชาการในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการคุกคามทางวิชาการ[23]

ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจะรับรองความสัมพันธ์ของบุคคลเพศเดียวกันในรูปแบบคู่ชีวิต (Civil union) ไม่ใช่การสมรส (Same-sex marriage) แต่อย่างใด เพียงแต่มีสิทธิและหน้าที่เทียบเท่ากับการสมรสของชายหญิง โดยมีเนื้อหาในเบื้องต้นดังนี้[24]

  • บุคคลสองคนซึ่งเป็นเพศเดียวกันแสดงความยินยอมให้ปรากฏโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียน
  • บุคคลมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และมีสัญชาติไทย หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย
  • ความสัมพันธ์ระหว่างคู่ชีวิตให้นำบทบัญญัติว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสมาใช้โดยอนุโลม
  • คู่ชีวิตมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายเสมือนคู่สมรส เช่น สิทธิในการใช้ชื่อสกุล, สิทธิตามกฎหมายเกี่ยวกับการประกันภัยหรือประกันชีวิต, สิทธิตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ, สิทธิตามกฎหมายประกันสังคม, สิทธิในการลดหย่อนภาษี, สิทธิของผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และสิทธิอื่นๆ ตามกฎหมาย
  • ทรัพย์สินระหว่างคู่ชีวิตให้นำบทบัญญัติว่าด้วยทรัพย์สินระหว่างสามีภริยามาใช้โดยอนุโลม
  • คู่ชีวิตย่อมสิ้นสุดลงด้วยความตาย, การสมัครใจเลิกกันโดยการจดทะเบียน หรือศาลพิพากษาให้เพิกถอน
  • สิทธิและหน้าที่ในการรับมรดกของคู่ชีวิตให้นำบทบัญญัติว่าด้วยมรดกมาใช้โดยอนุโลม

ผลสำรวจ[แก้]

กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎรได้ดำเนินการจัดทำประชาพิจารณ์ รับฟังความคิดเห็นภาคประชาชนในร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยได้ทำการสำรวจบุคคลกว่า 1,153 คนในช่วงปี พ.ศ. 2556[25] โดยมีผลสำรวจดังนี้[26]

สถานที่ทำการสำรวจ /
วันที่ทำการสำรวจ
เห็นด้วย (%) ไม่เห็นด้วย (%) ไม่มีความเห็น (%)
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556[27]
91.77 3.74 4.49
วิทยาลัยเทคนิคสงขลา จังหวัดสงขลา
1 มีนาคม พ.ศ. 2556[28]
87.68 6.60 5.72
มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กรุงเทพฯ
28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556[29]
77.56 11.42 11.02
อาคารรัฐสภา กรุงเทพฯ
19 เมษายน พ.ศ. 2556[30]
71.93 13.38 14.69
มหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 64.30 19.51 16.19
รวม 78.65 10.93 10.42

การใช้ชีวิตของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย[แก้]

การดูถูกเหยียดหยาม[แก้]

ปัจจุบันกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศได้ถูกเสียดสีเหยียดหยามผ่านคำศัพท์และประโยคต่างๆ ทั้งในชีวิตประจำวันและทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ เช่น

  • (เพศชาย) สายเหลือง, ระเบิดถังขี้, ตุ๋ย, ถั่วดำ, โบรคแบค, ฟันดาบ, สบู่ตก, ขุดทอง, คู่ขา, เหม็นขี้, เสียบตูด, ทะลวงตูด เป็นต้น
  • (เพศหญิง) นิ้วเย็นๆ หรือจะสู้เอ็นอุ่นๆ, เปลี่ยนทอมเป็นเธอ, รับซ่อมทอม, ตีฉิ่ง, วงดนตรีไทย, วงมโหรี, แก้ทอม, ซ่อมดี้, คืนสตรีสู่สังคมไทย เป็นต้น

ไอศกรีมวอลล์กับไอศกรีมถั่วดำ[แก้]

เมื่อปลายเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2558 ในช่วงเวลาเดียวกับศาลสูงสุดสหรัฐที่ได้มีคำพิพากษาให้การสมรสเพศเดียวกันชอบด้วยกฎหมายทั่วประเทศในคดีโอเบอร์เกอเฟล วี. ฮ็อดเจส และเครือข่ายสังคมออนไลน์เฟซบุ๊กได้รณรงค์เฉลิมฉลองผ่านแคมเปญ Celebrate Pride โดยการเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ของตนเป็นสีรุ้ง[31] ซึ่งคนไทยจำนวนมากได้เข้าร่วมโครงการนี้ ทางด้านไอศกรีมวอลล์ ประเทศไทยจึงได้เลือกใช้ภาพ "ไอศกรีมถั่วดำ" พื้นหลังสีรุ้งโพสต์ลงในหน้าหลักของตน พร้อมกับคำบรรยายภาพว่า "วอลล์สนับสนุนทุกความรักนะคร้าบ" และแฮชแท็คว่า #lovewins

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้คนไทยจำนวนมากแสดงความไม่พอใจ เนื่องจากคำว่า "ถั่วดำ" เป็นคำที่เสียดสีกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ แม้ว่าภายหลังทางไอศกรีมวอลล์จะได้ลบรูปภาพดังกล่าวและแถลงการขอโทษผ่านเครือข่ายออนไลน์ดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อย แต่คนไทยจำนวนหนึ่งก็ยังคงไม่พอใจไอศกรีมวอลล์ เนื่องจากการกระทำครั้งนี้มิใช่ครั้งแรก เพราะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทางไอศกรีมวอลล์ก็ได้เคยลงภาพ "ไอศกรีมถั่วดำ" พร้อมข้อความ "เพื่อน...ตูรักมึงนะ" และ "พี่รู้มั้ย..ชั้นมารอพี่ที่สีลมทุกวันเลยนะ"[32][33] มาก่อนหน้านี้แล้ว

ตารางสรุป[แก้]

กิจกรรมทางเพศของบุคคลเพศเดียวชอบด้วยกฎหมาย ใช่ (ตั้งแต่ พ.ศ. 2500)
อายุที่รับรู้ยินยอมเท่ากัน ใช่
กฎหมายป้องกันการเลือกปฏิบัติในสถานทำงาน ใช่ (ตั้งแต่ พ.ศ. 2558)
กฎหมายป้องกันการเลือกปฏิบัติในการบริโภคสินค้าและบริการ ใช่ (ตั้งแต่ พ.ศ. 2558)
กฎหมายป้องกันการเลือกปฏิบัติในด้านอื่นๆ (รวมถึงการเลือกปฏิบัติโดยอ้อม, การสื่อสารความเกลียดชัง) ใช่ (ตั้งแต่ พ.ศ. 2558)
การสมรสเพศเดียวกัน ไม่มี
การยอมรับสถานะคู่ชีวิตเพศเดียวกัน ไม่มี (เสนอแล้ว)
การรับบุตรบุญธรรมของคู่ชีวิตเพศเดียวกัน No
การรับบุตรบุญธรรมร่วมของคู่ชีวิตเพศเดียวกัน No
เกย์และเลสเบียนสามารถรับราชการทหารได้โดยเปิดเผย ใช่ (ตั้งแต่ พ.ศ. 2548)
สิทธิในการผ่าตัดแปลงเพศ มี [34]
สิทธิในการเปลี่ยนเพศในทางกฎหมาย ไม่มี
การเข้าถึงการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย (IVF) สำหรับเลสเบียน มี [35]
การอุ้มบุญเชิงพาณิชย์สำหรับคู่รักชาย ไม่มี
ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) สามารถบริจาคเลือด ไม่ได้

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 Assessment of sexual health needs of males who have sex with males in Laos and Thailand หมายเหตุ: ในรายงานได้ระบุว่าโทษผิดธรรมดามนุษย์ (Offences against the human order) ที่ได้มีการบัญญัติไว้ในกฎหมายลักษณะอาญาฯ นั้นได้ถูกยกเลิกไปในปี พ.ศ. 2499 (ค.ศ. 1956) แต่ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 ซึ่งเป็นกฎหมายแทนที่กฎหมายลักษณะอาญาฯ เริ่มมีผลบังคับใช้จริงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2500 (ค.ศ. 1957) เป็นต้นไป
  2. ราชกิจจานุเบกษา พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๓๐
  3. Top gay-friendly destinations Lonely Planet
  4. Go Thai. Be Free.
  5. Rising LGBT discrimination challenges Thailand’s culture of tolerance Asian Correspondent
  6. 6.0 6.1 รอยเตอร์สชี้ไทยจะกลายเป็นสวรรค์ชาวเกย์หากผ่าน พรบ.คู่ชีวิต Voice TV
  7. ราชกิจจานุเบกษา กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.๑๒๗
  8. พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๔๙๙
  9. การรักเพศเดียวกันกับบัญชีจำแนกโรคระหว่างประเทศ
  10. กฎหมายข่มขืนใหม่ ทำอะไรจะผิดฐานข่มขืนบ้าง?
  11. ศาลสั่งกห.ถอนคำ'โรคจิตถาวร'
  12. ศาลปกครองกลางพิพากษาเพิกถอนใบตรวจเลือกทหารกองเกิน สด.43, สด.5, และ สด.9 ของสาวประเภท 2
  13. พรบ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
  14. 14.0 14.1 พระราชบัญญัติ ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558
  15. 15.0 15.1 สรุปกม.สิทธิหลากหลายทางเพศในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ
  16. เทียบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 และ 2550 กับฉบับปฏิรูป สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
  17. ปรับร่างแก้ไข รธน.2 วันผ่าน 48 มาตรา ประชาไท
  18. Thai lawmakers scrap rights of LGBT to legally marry Prachathai
  19. “เกย์นที” แห้ว! อำเภอปฏิเสธจดทะเบียนสมรส-เล็งฟ้องศาลปกครอง
  20. ประชาไท เสวนาความคืบหน้า พ.ร.บ.คู่ชีวิต #1: วิรัตน์ กัลยาศิริ - อัญชนา สุวรรณานนท์
  21. เสวนาร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต (ฉบับประชาชน) ของเพศทางเลือก
  22. คอลัมน์ สร้างสุข: ร่าง พรบ.คู่ชีวิตประตูสู่ความเท่าเทียม
  23. ทหารคุมเข้มเสวนา Gender&LGBTIQ งานเกือบล่ม VoiceTV
  24. ศูนย์สิทธิมนุษยชน: ร่างพระราชบัญญัติการจดทะเบียนคู่ชีวิต พ.ศ. ....
  25. สรุปผลการประเมินผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อ (ร่าง) พระราชบัญญัติการจดทะเบียนคู่ชีวิต พ.ศ.....
  26. ศูนยสิทธิมนุษยชน: ร่าง พรบ. การจดทะเบียนคู่ชีวิต
  27. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล แบบสำรวจความคิดเห็นต่อ (ร่าง) พระราชบัญญัติการจดทะเบียนคู่ชีวิต พ.ศ. ..... ครั้งที่ 2 ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
  28. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล แบบสำรวจความคิดเห็นต่อ (ร่าง) พระราชบัญญัติการจดทะเบียนคู่ชีวิต พ.ศ. ..... ครั้งที่ 4 ในวันที่ 1 มีนาคม 2556 ณ จังหวัดสงขลา
  29. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล แบบสำรวจความคิดเห็นต่อ (ร่าง) พระราชบัญญัติการจดทะเบียนคู่ชีวิต พ.ศ. ..... ครั้งที่ 1 ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์2556 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม จังหวัดกรุงเทพฯ
  30. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล แบบสำรวจความคิดเห็นต่อ (ร่าง) พระราชบัญญัติการจดทะเบียนคู่ชีวิต พ.ศ. ..... ครั้งที่ 5 ในวันที่ 19 เมษายน 2556 ณ รัฐสภา กรุงเทพฯ
  31. CNN Gay pride: How the world turned into a rainbow this weekend
  32. VoiceTV แคมเปญออนไลน์ไอศกรีมดังเหยียดเพศผ่าน 'Celebrate Pride'
  33. กระหน่ำดราม่า "วอลล์" ใช้ไอศกรีมถั่วดำแสดงความยินดีแด่เพศทางเลือก
  34. http://www.plastic-surgery-phuket.com/Thailand-Gender-Change
  35. http://www.findsurrogatemother.com/fertility-clinics/ivf-surrogacy-center-bangkok-thailand_12