ประเทศซาอุดีอาระเบีย
| ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย
المملكة العربية السعودية (อาหรับ)
|
||||||
|---|---|---|---|---|---|---|
|
||||||
| คำขวัญ: لا إله إلا الله محمد رسول الله (อาหรับ) "ลา อิลาหะ อิลลัลลอหฺ มุฮัมมะดุร รอซูลุลลอหฺ (ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์) |
||||||
| เพลงชาติ: "อาชะ อัลมะลิก (กษัตริย์จงเจริญ) |
||||||
| เมืองหลวง (และเมืองใหญ่สุด) |
ริยาด 24°39′N 46°46′E / 24.650°N 46.767°E |
|||||
| ภาษาราชการ | ภาษาอาหรับ | |||||
| การปกครอง | ราชาธิปไตยและทุนนิยม | |||||
| - | พระมหากษัตริย์ | สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน บิน อับดัลอะซิซ อาล สะอูด | ||||
| เอกราช จักรวรรดิออตโตมัน | ||||||
| - | ประกาศ | 8 มกราคม พ.ศ. 2469 | ||||
| - | เป็นที่ยอมรับ | 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2470 | ||||
| - | รวมประเทศ | 23 กันยายน พ.ศ. 2475 | ||||
| พื้นที่ | ||||||
| - | รวม | 2,149,690 ตร.กม. (14) 829,996 ตร.ไมล์ |
||||
| - | แหล่งน้ำ (%) | น้อยมาก | ||||
| ประชากร | ||||||
| - | 2007 (ประเมิน) | 27,601,038 (45) | ||||
| - | ความหนาแน่น | 11 คน/ตร.กม. (205) 29 คน/ตร.ไมล์ |
||||
| จีดีพี (อำนาจซื้อ) | 2007 (ประมาณ) | |||||
| - | รวม | 446 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (27) | ||||
| - | ต่อหัว | 21,200 ดอลลาร์สหรัฐ (41) | ||||
| HDI (2556) | 0.836 (สูงมาก) (34) | |||||
| สกุลเงิน | ริยาล (SAR) |
|||||
| เขตเวลา | AST (UTC+3) | |||||
| - | (DST) | (ไม่มี) (UTC+3) | ||||
| โดเมนบนสุด | .sa | |||||
| รหัสโทรศัพท์ | 966 | |||||
| 1 | ประชากรประมาณ 5,576,076 | |||||
| 2 | อันดับจากค่าในปี 2548 | |||||
ซาอุดีอาระเบีย (อังกฤษ: Saudi Arabia; อาหรับ: السعودية) หรือชื่อทางการคือ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย (อังกฤษ: Kingdom of Saudi Arabia; อาหรับ: المملكة العربية السعودية) เป็นประเทศบนคาบสมุทรอาหรับในตะวันออกกลาง ตั้งอยู่ในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ มีพรมแดนติดกับประเทศอิรัก จอร์แดน คูเวต โอมาน กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเยเมน ส่วนพรมแดนทางทะเลนั้นติดอ่าวเปอร์เซียทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และติดกับทะเลแดงทางทิศตะวันตก
เนื้อหา
ประวัติศาสตร์[แก้]
ประวัติศาสตร์ประเทศซาอุดีอาระเบียเริ่มขึ้นประมาณปี 1850 ในใจกลางคาบสมุทรอาหรับ เมื่อ มุฮัมมัด บินซะอูด ผู้นำท้องถิ่นได้ร่วมมือกันกับ มุฮัมมัด บินอับดุลวะฮาบ ก่อตั้งอาณาจักรใหม่ขึ้นมา เรียกว่า ราชอาณาจักรซาอุดีแรก โดยแยกออกจากอาณาจักรออตโตมัน แต่ประเทศที่เป็นซาอุดีอาระเบียในปัจจุบันนั้นสถาปนาขึ้นเป็นครั้งที่สองโดยกษัตริย์อับดุลอะซีซ อาลซะอูด (หรือเป็นที่รู้จักกันดีในนามของ อิบนุซะอูด) ในปี 1902 อิบนุซะอูดได้ยึดริยาดซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของราชวงศ์ซะอูด คืนมาจากตระกูลอัลรอชีด ซึ่งเป็นศัตรูคู่แข่งของราชวงศ์ซะอูด ต่อจากนั้น ก็ได้กรีฑาทัพเข้ายึดแคว้นต่าง ๆ มาได้ ได้แก่ อัลฮะสาอ์, นะญัด และฮิญาซ อันเป็นที่ตั้งของนครมักกะฮ์และนครมะดีนะฮ์ ในปี 1932 อิบนุซะอูดได้ทำการรวมประเทศขึ้นเป็นราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย
การเจรจาทำสนธิสัญญาแบ่งเส้นเขตแดนระหว่างซาอุดีอาระเบียกับจอร์แดน อิรัก และคูเวต มีขึ้นช่วงทศวรรษ 1920 และได้มีการจัดตั้ง "เขตเป็นกลาง" ขึ้นด้วยกัน 2 แห่ง คือระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิรัก และซาอุดีอาระเบียกับคูเวต ในปี 1971 ได้มีการแบ่งเขตเป็นกลางระหว่างซาอุดีอาระเบียกับคูเวต โดยให้แต่ละฝ่ายแบ่งทรัพยากรน้ำมันกันอย่างเท่าเทียมกัน ส่วนการแบ่งขตเป็นกลางระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิรักได้เสร็จสิ้นลงในปี 1983 ทางด้านเขตแดนตอนใต้ที่ติดกับเยเมนนั้น มีการเจรจาแบ่งเขตแดนโดยสนธิสัญญาฏออิฟ ในปี 1934 (พ.ศ. 2477) แต่ก็สิ้นสุดลงด้วยการสู้รบระหว่างสองประเทศ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ เขตแดนระหว่างซาอุดีอาระเบียกับเยเมนในบางพื้นที่ก็ยังมิได้แบ่งลงไปอย่างแน่ชัด ส่วนเขตแดนที่ติดกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์นั้นสามารถตกลงกันได้ในปี 1974 สำหรับเขตแดนกับกาตาร์นั้นยังเป็นปัญหาอยู่
|
||
| — อิบนุซะอูด | ||
อิบนุซะอูด สิ้นพระชนม์ในปี 1953 และพระราชโอรสองค์โตคือเจ้าชายซะอูด ได้ขึ้นครองราชย์ต่อมาอีก 11 ปี ในปี 1964 กษัตริย์ซะอูดได้สละราชสมบัติให้กับเจ้าชายฟัยศ็อล ซึ่งเป็นน้องชายต่างมารดาและดำรงตำแหน่ง รมว.กต.อยู่ด้วย กษัตริย์ฟัยศ็อล เป็นบุคคลสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบียพัฒนาไปสู่ระบบที่ทันสมัย
ซาอุดีอาระเบียมิได้ส่งกำลังทหารเข้าร่วมรบในสงครามหกวันระหว่างอาหรับกับอิสราเอล แต่ได้ให้เงินช่วยเหลือรายปีแก่อียิปต์ จอร์แยเหลือเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ ในช่วงสงครามอาหรับ-อิสราเอล ปี 1973 ซาอุดีอาระเบียได้เข้าร่วมการคว่ำบาตรทางน้ำมันต่อสหรัฐอเมริกาและเนเธอร์แลนด์ ในฐานะสมาชิกของโอเปก (OPEC) ซาอุดีอาระเบียได้ร่วมกับประเทศสมาชิกอื่น ๆ ขึ้นราคาน้ำมันในปี 1971 ภายหลังสงครามปี 1973 ราคาน้ำมันได้พุ่งสูงขึ้นอย่างมากนำความมั่งคั่งและอิทธิพลทางการเมืองมาสู่ซาอุดีอาระเบีย
ในปี 1975 กษัตริย์ฟัยศ็อล ถูกลอบสังหารโดยหลานชายของพระองค์เอง เจ้าชายคอลิด พระอนุชาต่างมารดาได้ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ต่อมาและยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย กษัตริย์คอลิด ได้แต่งตั้งเจ้าชายฟะฮัด น้องชายต่างมารดาของพระองค์เป็นมกุฎราชกุมาร และมอบหมายให้มีอำนาจให้ดูแลกิจการภายในประเทศและต่างประเทศ ในรัชสมัยของกษัตริย์คอลิด เศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบียได้มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและซาอุดีอาระเบียได้มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในเวทีการเมืองในภูมิภาคและในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในปี 1982 กษัติรย์ฟะฮัดได้ขึ้นครองราชย์และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนกษัตริย์คอลิด ซึ่งสิ้นพระชนม์ลง กษัตริย์ฟะฮัดได้แต่งตั้งเจ้าชายอับดุลลอฮ์ น้องชายต่างมารดาซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการของซาอุดิอาระเบียขึ้นเป็นมกุฎราชกุมาร ส่วนเจ้าชายสุลต่านรัฐมนตรีกลาโหมซึ่งเป็นน้องชายแท้ ๆ ของกษัตริย์ฟะฮัด ได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีคนที่สอง
ภายใต้รัชสมัยของพระราชาธิบดีฟะฮัด เศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบียได้ปรับสภาพให้เข้ากับรายได้จากน้ำมันซึ่งมีราคาตกต่ำลงอย่างมากอันสืบเนื่องมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกซึ่งตกต่ำลงในช่วงสงครามอิรัก-อิหร่าน ซาอุดีอาระเบียเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการให้มีการหยุดยิงระหว่างอิรัก-อิหร่านในปี 1988 และในการก่อตั้งคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศรัฐริมอ่าว 6 ประเทศ
ในระหว่างปี 1990-1991 พระราชาธิบดีฯ มีบทบาทสำคัญทั้งก่อนหน้าและระหว่างสงครามอ่าวเปอร์เซีย (Gulf War) โดยพระองค์ได้ช่วยเป็นจุดศูนย์กลางในการระดมความสนับสนุนความช่วยเหลือ และได้ใช้อิทธิพลของพระองค์ในฐานะผู้พิทักษ์มัสญิดต้องห้ามอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งสอง ชักชวนให้ประเทศอาหรับและอิสลามเข้าร่วมในกองกำลังผสม
การเมือง[แก้]
ก่อนหน้าปี 2534 ซาอุดีอาระเบียใช้กฎหมายอิสลามเป็นหลักในการปกครองประเทศโดยพระมหากษัตริย์มีอำนาจเด็ดขาดและสูงสุดในการบริหารประเทศ ต่อมาหลังจากวิกฤตการณ์อิรัก-คูเวต ได้มีความเคลื่อนไหวจากประชาชนบางส่วนให้มีการพัฒนารูปแบบการปกครองให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย พระราชาธิบดีฯ จึงได้วางรูปแบบการปกครองอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นครั้งแรก โดยประกาศใช้พระราชกฤษฎีกา 3 ฉบับ เมื่อเดือนมีนาคม 2534 กฎหมายดังกล่าวระบุว่า การปกครองเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช พระมหากษัตริย์ มีอำนาจสูงสุด เป็นผู้แต่งตั้งและเพิกถอนครม. และสภาที่ปรึกษา (Shura) สภาที่ปรึกษานี้ถือเป็นพัฒนาการใหม่ของซาอุดีอาระเบีย ทีเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ แต่ก็เป็นเพียงในฐานะที่ปรึกษาเท่านั้น มิใช่สภานิติบัญญัติเช่นประเทศอื่นๆ แม้ว่าในทางกฎหมายพระราชาธิบดีฯ มีอำนาจสิทธิขาดในปกครองประเทศ แต่ในทางปฏิบัติ พระราชาธิบดีฯ จะใช้วิธีดำเนินนโยบายที่ได้รับความเห็นชอบร่วมกัน (consensus) จากกลุ่มต่างๆ ในประเทศ อาทิ ประชาชน ฝ่ายศาสนา ทหาร ราชวงศ์ และนักธุรกิจ
การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]
ซาอุดีอาระเบียแบ่งการปกครองเป็น 13 เขตการปกครอง (mintaqah)[1]
- อัลบาฮะหฺ (Al Bahah)
- อัลฮุดูด อัช ชะมาลียะหฺ (Al Hudud ash Shamaliyah)
- อัลเญาฟุ (Al Jawf)
- อัลมะดีนะฮ์ (Al Madinah)
- อัลกอซิม (Al Qasim)
- อัรริยาด (Ar Riyad)
- อัชชัรกิยะหฺ (Ash Sharqiyah, Eastern Province)
- อะซีร์ ('Asir)
- ฮาอิล (Ha'il)
- ญีซาน (Jizan)
- มักกะฮ์ (Makkah)
- นัจญ์รอน (Najran)
- ตะบูก (Tabuk)
ภูมิศาสตร์[แก้]
ประเทศซาอุดีอาระเบียตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทิศเหนือติดอิรักและจอร์แดน ทิศตะวันออกติด คูเวต กาตาร์ บาห์เรน ทิศตะวันตก อียิปต์ ทิศใต้ติดเยเมน ติดอ่าวอาหรับ (อ่าวเปอร์เซีย)มีพื้นที่ ประมาณ 2149690 ตร.กม.
เศรษฐกิจ[แก้]
ซาอุดีอาระเบีย มีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก คิดเป็นประมาณ 260 พันล้านบาร์เรลหรือประมาณเศษหนึ่งส่วนสี่ของปริมาณน้ำมันสำรองของโลก โดยที่รายรับของประเทศประมาณ 2 ใน 3 มาจากการส่งออกน้ำมัน เศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบีย จึงขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันโลกค่อนข้างมาก ในช่วงหลังสงครามอิรัก-คูเวต ภาระค่าใช้จ่ายในระหว่างวิกฤตการณ์อ่าวเปอร์เซียประกอบกับรายได้ที่ลดลงจากการตกต่ำของราคาน้ำมัน และรายจ่ายภาครัฐบาลซึ่งส่วนใหญ่เป็นการซื้ออาวุธ ทำให้ซาอุดีอาระเบีย เผชิญปัญหาขาดดุลงบประมาณติดต่อกัน อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโดยรวมของซาอุดีอาระเบีย ยังอยู่ในสภาพที่มั่นคง การลงทุนภาคเอกชนมีมากขึ้น ความพยายามในการกระจายรายรับโดยการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่น้ำมันเริ่มประสบผลสำเร็จ
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในต่อหัว (Per Capita Gross Domestic Product GDP Per Capita) ของซาอุดีอาระเบีย มีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมาเนื่องจากอัตราเพิ่มของประชากรมีมากกว่าอัตราความเจริญทางเศรษฐกิจ
ประชากร[แก้]
ประเทศซาอุดีอาระเบียนั้นมีประชากรประมาณ 27 ล้านคน
| 10 อันดับเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศซาอุดีอาระเบีย[2] | ||||
|---|---|---|---|---|
| อันดับ | เมือง | เขตการปกครอง | ประชากร | |
| 1 | ริยาด | ริยาด | 5,328,228 | ริยาด เจดดะห์ |
| 2 | เจดดะห์ | มักกะฮ์ | 3,456,259 | |
| 3 | มักกะฮ์ | มักกะฮ์ | 1,675,368 | |
| 4 | มะดีนะฮ์ | อัลมะดีนะฮ์ | 1,180,770 | |
| 5 | อัลฮะซะห์ | อัชชัรกิยะหฺ | 1,063,112 | |
| 6 | ทะอิฟฮ์ | มักกะฮ์ | 987,914 | |
| 7 | อัดดัมมาม | อัชชัรกิยะหฺ | 903,597 | |
| 8 | คะมิสมุชะอิตห์ | อะซีร์ | 630,000 | |
| 9 | บุเรดะห์ | อัลกอซิม | 614,093 | |
| 10 | โคบะห์ | อัชชัรกิยะหฺ | 578,500 | |
ศาสนา[แก้]
ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามประมาณ 80%
วัฒนธรรม[แก้]
อ้างอิง[แก้]
- ประเทศซาอุดีอาระเบีย จากเว็บไซต์กระทรวงต่างประเทศ
|
||||||||||||||||||||||||||
|
||||||||||||
|
||||||||||
|
||||||
