สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
Emblem of Thailand.svg
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
การเมืองไทย
Thailand flag bar.svg
สถานีย่อย:การเมือง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2560) ซึ่งร่างขึ้นโดย องค์กรซึ่งได้รับแต่งตั้งจากคณะผู้ยึดอำนาจการปกครองขณะนั้น ระบุไว้ในมาตรา 4 ว่า "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง" มาตรา 25 ถึง 49 ได้บรรยายขอบเขตของสิทธิเฉพาะในบางด้าน เช่น ความยุติธรรมทางอาญา การศึกษา การไม่เลือกปฏิบัติ ศาสนา และเสรีภาพในการแสดงออก การก้าวก่ายชีวิตส่วนตัว ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว โดยจำนวนมาตรา ในเรื่องสิทธิลดลลง 14 มาตรา เมื่อเทียบกับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดสิทธิต่าง ๆ โดยให้อยู่ในหมวด 3 และไม่มีส่วนของสิทธิ ซึ่งแตกต่าง กับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550ที่กำหนดให้มี ส่วนของสิทธิแบ่งเป็น 9 ส่วน บททั่วไป ความเสมอภาค สิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล สิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิในทรัพย์สิน สิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน สิทธิเสรีภาพในการศึกษา สิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ

การรับรองโดยรัฐธรรมนูญ[แก้]

มีการริเริ่มสิทธิใหม่ ๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ซึ่งรวมถึงสิทธิในการเข้าถึงการศึกษาแบบให้เปล่า สิทธิในชุมชนท้องถิ่น และสิทธิในการต่อต้านโดยสันติซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ สิทธิเด็ก คนชรา ผู้พิการ และความเสมอภาคทางเพศ เสรีภาพของสารสนเทศ สิทธิในสาธารณสุข การศึกษาและสิทธิผู้บริโภคก็ได้รับการรับรองเช่นกัน รวมแล้ว มีสิทธิที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 รับรอง 40 สิทธิ เปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ที่รับรองเพียง 9 สิทธิ[1]

การละเมิดสิทธิมนุษยชน[แก้]

ในรายงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา[2] เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทยเป็นต้นเหตุของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในหลายกรณี โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนใต้ ในสงครามปราบปรามยาเสพติด ในการจับและจองจำผู้ต้องหา ในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในเรือนจำ และในการจำกัดเสรีภาพการแสดงออก ในบางครั้งเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดอาจถูกจับและลงโทษหรือปลดออก แต่สิทธิการได้รับยกเว้นโทษตามกฎอัยการศึก พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่ถูกลงโทษตามสมควร ส่วนการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยคนทั่วไปและอาชญากรได้แก่ การค้ามนุษย์ การบังคับค้าบริการทางเพศ การเลือกปฏิบัติ โดยผู้ถูกละเมิดได้แก่ ผู้ลี้ภัย แรงงานต่างชาติ แรงงานเด็ก สตรี กลุ่มชาติพันธุ์ ชนกลุ่มน้อย ผู้พิการ

การค้ามนุษย์[แก้]

การค้ามนุษย์เป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทย ซึ่งมีทั้งการล่อลวงและการลักพาชายจากกัมพูชาโดยนักค้ามนุษย์และขายให้แก่เรือประมงผิดกฎหมายซึ่งจับปลาในอ่าวไทยและทะเลจีนใต้ ชายเหล่านี้ได้รับสัญญาว่าจะได้ทำงานที่มีรายได้ดีกว่า แต่กลับถูกบังคับให้ทำงานเป็นทาสบนเรือนานถึง 3 ปี[3] การค้าเด็กก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่สำคัญในประเทศไทยเช่นกัน โดยการบังคับให้เด็กที่ถูกลักพาซึ่งมีอาจมีอายุน้อยเพียง 4 ปีเป็นทาสเพื่อบริการทางเพศในนครใหญ่อย่างกรุงเทพมหานครและภูเก็ต กิจกรรมดังกล่าวแพร่กระจายมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบทของประเทศ[4] ในปี พ.ศ. 2558 คณะกรรมการธิการยุโรปมีมติให้ใบเหลืองแก่ประเทศไทยในกรณีการทำประมงผิดกฎหมายตามมาตรฐานยุโรป นาย ภูเบศ จันทนิมิ ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าว ตอนหนึ่งว่า "ผมกล้ารับประกันว่าจะไม่ได้ใบเขียว แค่เราถูกคงที่ใบเหลืองก็พอแล้ว" [5]แม้รัฐบาลจัดตั้ง ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายในปีดังกล่าว แต่คณะกรรมการธิการยุโรปก็มีมติให้ใบเหลืองแก่ประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน

เสรีภาพสื่อและสิทธิในการชุมนุม[แก้]

หลังการรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 ประชาชนถูกลิดรอนเสรีภาพในการแสดงออกและเดินทางอย่างรุนแรง มีบุคคลหนีหมายจับศาลทหารด้วยการเดินทางออกนอกประเทศกว่า 47 ราย อาทิ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย จักรภพ เพ็ญแข สุนัย จุลพงศธร สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ เสน่ห์ ถิ่นแสน วัฒน์ วรรลยางกูร อรรถชัย อนันตเมฆ รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ วิสา คัญทัพ จอม เพ็ชรประดับ วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นพพร ศุภพิพัฒน์ ชนกนันท์ รวมทรัพย์ ณัฏฐิกา วรธันยวิชญ์ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธุ์ ชนินทร์ คล้ายคลึง จรรยา ยิ้มประเสริฐ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ ฉัตรวดี อมรพัฒน์ สุดา รังกุพันธุ์ เอกภพ เหลือรา วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ ธันย์วุฒิ ทวีวโรตมกุล ศรัณย์ ฉุยฉาย พิษณุ พรหมสร มนัญชยา เกตุแก้ว เนติ วิเชียรแสน ชัยพฤกษ์ สมานรักษ์ องอาจ ธนกมลนันท์ ณหทัย ตัญญะ อำนวย แก้วชมภู ภิเษก สนิทธางกูร อิทธิพล สุขแป้น พิพัฒน์ พรรณสุวรรณ์ ชัยธัช รัตนจันทร์ สุชาติ พรมใหม่ คชาชาต บุญดี นิธิวัฒ วรรณศิริ ชฤต โยนกนาคพันธุ์ ชัยอนันต์ ไผ่สีทอง ไตรรงค์ สินสืบผล มนูญ (เอนก) ชัยชนะ จุติเทพ (เลอพงษ์) วิไชยคำมาตย์ ไพจิตร อักษรณรงค์ มีบุคคลหนีหมายจับศาลอาญาด้วยการเดินทางออกนอกประเทศอีก 2 ราย ได้แก่ พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย กริชสุดา คุณะแสน

กองทัพสั่งห้ามการชุมนุมทางการเมือง กิจกรรมทางการเมืองทุกประเภทถูกสั่งห้ามเช่นกัน แม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อมวลชนได้ กรณีที่น่าสนใจได้แก่ตำรวจไทยได้ฟ้องร้อง นาย ปณีต จิตต์นุกูลศิริ โดยพฤติการณ์ตามคำร้อง ระบุว่า เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2560 ผู้ต้องหาใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Paneet Jittnukulsiri ”  โพสต์ข้อความ จากเฟซบุ๊กของ นาย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการ [6]โดยใช้ถ้อยคำหมิ่นประมาทแสดงความอาฆาตมาดร้ายสถาบันเบื้องสูง ส่งผลให้ นาย ปณีต จิตต์นุกูลศิริ จำคุกในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

พันธมิตรสื่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAPA) หมายเหตุว่า สภาพแวดล้อมด้านสื่อของประเทศไทยก่อนเกิดรัฐประหารถือว่าเป็นสื่อที่เสรีและมีชีวิตชีวาที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชีย แต่เสื่อมลงอย่างรวดเร็วหลังการยึดอำนาจของฝ่ายทหาร พันธมิตรสื่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชี้ว่า มีการปิดสถานีวิทยุชุมชนราว 300 แห่งทั่วประเทศ การสกัดกั้นช่องข่าวเคเบิลเป็นระยะ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปรากฏข่าวเกี่ยวกับทักษิณ ชินวัตรหรือวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์) และการระงับเว็บไซต์ไทยบางเว็บที่อภิปรายถึงการเข้าแทรกแซงประชาธิปไตยไทยของกองทัพ SEAPA ยังชี้ว่า ขณะที่ดูเหมือนจะไม่มีการปราบปรามนักหนังสือพิมพ์ และผู้สื่อข่าวทั้งต่างชาติและชาวไทยเหมือนจะมีอิสระที่จะสัญจร สัมภาษณ์ และรายงานรัฐประหารตามที่เห็นสมควร แต่การเซ็นเซอร์ตัวเองยังเป็นปัญหาอยู่ในห้องข่าวของไทย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ยังได้ออกกฎหมาย พระราชบัญญัติ การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 เพื่อควบคุมการชุมนุม ในปี พ.ศ. 2560 นาย เอกชัย หงส์กังวาน ได้แสดงความจำนงผ่านเว็บไซด์เฟซบุ๊คว่าเขาจะใส่เสื้อสีแดง ในวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ซึ่งตรงกับ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ถูกควบคุมตัว[7]ในปี พ.ศ. 2561 รัฐบาลประสบความสำเร็จในการห้ามการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ประชาชนชาวไทยส่วนหนึ่งแม้ไม่เห็นด้วยต่อสถาบันกษัตริย์แต่เลือกที่จะเงียบมากกว่าพูดข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์อาทิทรงเสด็จอยู่ที่ต่างประเทศมากกว่าอยู่ภายในประเทศ นับตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์และทรงเป็นบุรุษที่ร่ำรวยที่สุดภายในประเทศภายหลังการโอนหุ้นสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์[8]

การละเมิดสิทธิในจังหวัดชายแดนใต้[แก้]

มีการรายงานปัญหาต่าง ๆ ในจังหวัดภาคใต้ เกี่ยวกับความไม่สงบในภาคใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ได้รับความสนใจมาก ทนายความสิทธิมนุษยชนมุสลิม สมชาย นีละไพจิตร มีรายงานว่าถูกก่อกวน ขู่ จนหายสาบสูญโดยถูกบังคับไปในท้ายที่สุด เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2547 หลังเขากล่าวหาว่าถูกทรมานโดยกำลังความมั่นคงของรัฐ[9] ในวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2547 ได้เกิดเหตุการณ์ทั่ว 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผู้เสียชีวิตรวม 113 ศพ แบ่งเป็นประชาชนในพื้นที่หรือผู้ก่อความไม่สงบ 108 ศพ ทหารตำรวจ 5 ศพ ท่ามกลางการประกาศกฎอัยการศึกของกองทัพ แม้ว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 108 รายเป็นผู้ก่อการไม่สงบแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารได้สังหารพวกเขาในวันดังกล่าว

ใน พ.ศ. 2549 นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร กล่าวว่า เขาเชื่อว่าสมชายเสียชีวิต และกำลังความมั่นคงของรัฐดูเหมือนจะมีส่วนรับผิดชอบ[10] จนสุดท้ายมีตำรวจถูกกล่าวหาว่ามีส่วนในการเสียชีวิตของสมชาย 5 นาย แม้ว่าการไต่สวนจะจบด้วยการพิพากษาลงโทษ 1 คน ซึ่งมีการกลับคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์ ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2554[11] คำตัดสินดังกล่าวถูกคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนเอเชียประณาม[12] และอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของสมชาย ประกาศเจตนาของเธอว่าจะอุทธรณ์คดีต่อไปถึงชั้นฎีกา[11]ต่อมาในวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ศาลฎีกาได้พิพากษา ยกฟ้อง[13]บทสรุปจึงไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกลงโทษแม้แต่คนเดียว

การเสียชีวิตในสงครามยาเสพติด[แก้]

สงครามยาเสพติดของรัฐบาลเมื่อ พ.ศ. 2546 เป็นเหตุให้มีวิสามัญฆาตกรรมกว่า 2,500 คน ที่ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ค้ายาเสพติด[14] สภาพเรือนจำและศูนย์กักกันผู้อพยพประจำจังหวัดบางแห่งมีคุณภาพเลว ใน พ.ศ. 2547 กว่า 1,600 คนเสียชีวิตในเรือนจำหรือในการควบคุมตัวของตำรวจ ในจำนวนนี้ 131 คน เสียชีวิตเพราะการกระทำของตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจทหารในภาคเหนืออาทิที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย ยังทำการวิสามัญฆาตกรรม คนร้ายที่ทำการขนส่งยาเสพติต มากกว่า 30 คน

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Thanet Aphornsuvan, The Search for Order: Constitutions and Human Rights in Thai Political History, 2001 Symposium: Constitutions and Human Rights in a Global Age: An Asia Pacific perspective
  2. http://www.state.gov/j/drl/rls/hrrpt/humanrightsreport/index.htm?dlid=186310#wrapper
  3. "Forced to Fish: Cambodia's sea slaves". The Guardian Weekly, Jan. 30, 2009.
  4. " New York Review", 25 June 2008
  5. https://www.benarnews.org/thai/news/TH-fisheries-IUU-12222015141349.html
  6. http://www.komchadluek.net/news/regional/275209
  7. https://www.voicetv.co.th/read/534541
  8. https://www.set.or.th/set/companyholder.do?symbol=SCC&ssoPageId=6&language=th&country=TH
  9. "Missing Thai lawyer 'harassed'". BBC News. 9 August 2005. สืบค้นเมื่อ 24 April 2011. 
  10. "Missing Thai lawyer 'harassed'". BBC News. 13 January 2006. สืบค้นเมื่อ 24 April 2011. 
  11. 11.0 11.1 "Policeman acquitted in Somchai case". Bangkok Post. 12 March 2011. สืบค้นเมื่อ 24 April 2011. 
  12. "THAILAND: Verdict on Somchai's case--his wife, daughter could not be plaintiffs; not enough evidence to convict accused". Asian Human Rights Commission. 17 March 2011. สืบค้นเมื่อ 24 April 2011. 
  13. ศาลฎีกายกฟ้อง 5 ตำรวจ คดีอุ้มทนายสมชายปี47
  14. ดู:

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]