โทรคมนาคมในประเทศไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

การสื่อสารโทรคมานาคมในประเทศไทยเริ่มขึ้นครั้งแรกด้วยการให้บริการโทรเลขเมื่อปี พ.ศ. 2418 ในอดีตการพัฒนาเครือข่ายโทรศัพท์ในประเทศไทยอยู่ในการให้บริการโดยหน่วยงานของภาครัฐเท่านั้น จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, และโทรทัศน์ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการทหารที่ยังคงควบคุมคลื่นความถี่วิทยุและโทรทัศน์จำนวนมาก

ผู้ประกอบการโทรคมนาคมเริ่มได้รับสัมปทานกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สำหรับให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งรัฐบาลได้แก้ไขให้ยกเลิกระบบสัมปทานคลื่นความถี่ด้านโทรคมนาคมและสิ้นสุดเมื่อปี พ.ศ. 2558

สำหรับบริการหรือข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัมปทานจะแตกต่างกันไปในช่วง 1-15 ปี โดยสัญญาสัมปทานเกือบทั้งหมดเป็นสัญญาที่เขียนขึ้นตามข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายหรือ BTO โดยนักลงทุนเอกชนต้องสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐานของโครงข่ายที่จำเป็นทั้งหมด และโอนทรัพย์สินที่สร้างขึ้นไปยังเจ้าของสัมปทานหรือหน่วยงานของรัฐก่อนที่จำสามารถดำเนินการหรือให้บริการแก่ประชาชนได้

ในช่วงปี พ.ศ. 2530 - 2540 เป็นช่วงการเปิดให้บริการโทรคมนาคมอย่างเสรีกับภาคประชาชน โดยหน่วยงานของรัฐได้แก่ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ปัจจุบัน บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)), การสื่อสารแห่งประเทศไทย (ปัจจุบัน บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)) และองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (ปัจจุบัน บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)) และแปรสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจในปี พ.ศ. 2546-2547 โดยการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ การที่ รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540 ได้กำหนดให้คลื่นความถี่ทั้งหมดคือ "ทรัพยากรการสื่อสารของชาติเพื่อสวัสดิการสาธารณะ" โดยกำหนดให้มีการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลอิสระขึ้นซึ้งมีอำนาจในการจัดสรรคลื่นความถี่, ตรวจสอบ และควมคุมการติดต่อสื่อสารในประเทศไทยได้แก่ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงแห่งชาติ (กสช.) ในปี 2541 และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติชุดแรกขึ้นในปี พ.ศ. 2547

การจัดตั้ง กทช. ทำให้การโอนหน้าที่และทรัพย์สินของกรมไปรษณีย์โทรเลข ในการกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคมมาเป็นของคณะกรรมการ กทช. รวมถึงในส่วนของกองงานคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ ในการกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรีอีกด้วย แต่ในขณะเดียวกันในส่วนของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงแห่งชาติในขณะนั้นไม่ได้รับการยอมรับเนื่องจากมีการโต้แย้งรวมถึงข้อพิพาทต่างๆทั้งในการกระบวนการสรรหาและการเมืองภายในภาคสื่อเอง

ภายหลังจากเหตุการณ์รัฐประหาร ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 ได้มีการตัดสินใจควบรวมกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม โดยได้ยุบหน่วยงานทั้ง กทช. และ กสท. เดิม และตราพระราชบัญญัติองค์การจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และบังคับใช้ในวันที่ 20 ธันวาคม 2553 ซึ่งในพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้มีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุการจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการด้านโทรคมนาคม โดยกำหนดให้เป็นหน่วยงานอิสระของรัฐ

ภารกิจแรกของคณะกรรมการ กสทช. คือการจัดประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมประเภทบริการ 3 จี ในปี พ.ศ. 2555 ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 โดยมีการออกใบอนุญาตในช่วงคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิร์ตซ์ ทั้งหมด 3 ใบให้กับ เอไอเอส, ทรูมูฟ เอช และดีแทค

ในปี พ.ศ. 2556 คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) หน่วยงานย่อยของ กสทช. ได้เปิดให้มีการประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดินแห่งชาติจำนวน 42 ใบ และเปิดให้บริการได้ในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน

แม้จะเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2557 แต่ด้วยพระราชบัญญัติกสทช. ยังมีผลบังคับใช้จึงทำให้คณะกรรมการยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนได้มีการออกพระราชบัญญัติฉบับใหม่ในปี พ.ศ. 2560 โดยได้ยุบหน่วยงานย่อยของกสทช. ทั้งหมดให้เหลือเพียงหน่วยงาน กสทช. เพียงหน่วยงานเดียว อีกทั้งยังต้องให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจประเด็นตามๆ จากเดิมที่ให้อำนาจกสทช. ตัดสินใจเอง

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2557 รัฐบาลทหารได้ออกคำสังให้สถานีวิทยุชุมชนทั้งหมดต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง โดยจะมีการตรวจสอบก่อนได้รับใบอนุญาต โดยช่วงแรกได้ออกใบอนุญาตชั่วคราวให้ก่อนในช่วงเดือนกันยายนไปยังสถานีวิทยุที่ได้รับใบอนุญาตอยู่ก่อนหน้าแล้ว ซึ่งต้องลงนามในบันทึกข้อตกลงหลักเกณฑ์ต่างๆ ก่อนสามารถเผยแพร่การออกอากาศได้ ในระหว่างที่รอการตรวจสอบเพื่อออกใบอนุญาตฉบับใหม่ต่อไป

ปัจจุบันตลาดเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่มีผู้ประกอบการหลัก 3 รายและมีอัตราการเติบโตสูงถึง 136% โดยปัจจุบันผู้ให้บริการเครือข่ายหลักๆ จะใช้เทคโนโลยีของกลุ่ม GSM และ 3GPP ได้แก่ GSM, EDGE, UTMS และ LTE ส่วนตลาดโทรทัศน์ในประเทศปัจจุบันแบ่งเป็นโทรทัศน์ระบบแอนะล็อกเดิม 6 ช่อง และโทรทัศน์ระบบสัญญาณดิจิทัลจำนวน 26 ช่อง

โทรศัพท์[แก้]

ระบบโทรศัพท์พื้นฐาน[แก้]

ปัจจุบันมีผู้ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานเพียงรายเดียวได้แก่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) โดยสถิติในไตรมาสที่ 4 ของปีพ.ศ. 2557 มีผู้ใช้บริการจำนวน 5,687,038 เลขหมายลดลงจากปีพ.ศ. 2551[1]

ผู้ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานครั้งแรกในปีพ.ศ. 2424 โดยกระทรวงกลาโหม ต่อมาได้มีการโอนกิจการให้แก่กรมไปรษณีย์โทรเลข องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ในปีพ.ศ. 2497[2]

การให้บริการของโทรศัพท์พื้นฐานในอดีตนั้นค่อนข้างมีข้อจำกัดสูง อัตราการเติบโตของธุรกิจโทรศัพท์พื้นฐานในปีพ.ศ. 2534 อยู่ที่ 3.3 เลขหมายต่อประชากร 100 คน ก่อนที่จะมีการเปิดให้บริษัทเอกชนรับสัมปทานเพื่อสร้างและใช้โทรศัพท์พื้นฐาน 2 รายได้แก่บริษัท เทเลคอมเอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ปัจจุบัน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)) สำหรับให้บริการในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล และบริษัท ไทย เทเลโฟน แอนด์ เทเลคอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) สำหรับให้บริการในต่างจังหวัด[3]

โทรศัพท์เคลื่อนที่[แก้]

ในไตรมาสที่ 4 ของปีพ.ศ. 2557 มีผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยที่ 97.6 ล้านเลขหมาย คิดเป็นอัตราการเติบโตถึง 146% แบ่งเป็นผู้ใช้บริการแบบเติมเงิน 84.8 ล้านเลขหมาย โดย 99% ของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหมดล้วนอยู่ภายใต้ผู้ให้บริการหลัก 3 ราย (รวมถึงผู้ให้บริการในเครือด้วย) ได้แก่ เอไอเอส มีสัดส่วนผู้ใช้บริการอยู่ที่ 46.52% รองลงมาได้แก่ ดีแทค 28.50% และทรูมูฟ เอช 24.26% ส่วนผู้ให้บริการรายอื่นรวมถึงรัฐวิสาหกิจ ได้แก่ ทีโอที 0.57% และ กสท. โทรคมนาคม 0.15% รวมถึงผู้ประกอบการกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนโครงข่ายเสมือน (MVNO)

ในช่วงปีพ.ศ. 2520 - 2540 บริษัทเอกชนจะได้รับสัมปทานสำหรับให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่โดย ทีโอที และ กสท. ก่อนที่จะเปลี่ยนผ่านการอนุญาตให้บริการจากระบบสัมปทานเป็นขอใบอนุญาตในปี 2545 - 2546 ตามพระราชบัญญัติองค์การจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมฉบับที่ 1 และจัดตั้งองค์กรอิสระขึ้นเพื่อกำกับดูแลคลื่นความถี่ของชาติ[4] การจัดการที่สำเร็จครั้งแรกได้แก่การจัดประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติโดยคณะกรรมการ กสทช. ในปี 2555 โดยจัดสรรคลื่นความถี่ช่วง 2100 ความกว้าง 15 เมกะเฮิร์ตซ์ จำนวน 3 ใบอนุญาต โดยทั้งสามผู้ให้บริการรายใหญ่ได้ไปรายละ 1 ใบอนุญาต

ในปี 2558 ที่ กสทช. ได้มีการจัดประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมจำนวน 2 ย่านความถี่ได้แก่คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ความกว้าง 15 เมกะเฮิร์ตซ์ จำนวน 2 ใบอนุญาต และ คลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ความกว้าง 10 เมกะเฮิร์ตซ์ จำนวน 2 ใบอนุญาต โดยในเดือนพฤศจิกายน การประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ใช้เวลากว่า 33 ชั่วโมงในการประมูล โดยผู้ชนะคือ เอไอเอส และทรูมูฟ เอช และคลื่น 900 เมกะเฮิร์ตซ์ใช้เวลากว่า 4 วัน 4 คืน โดยผู้ชนะได้แก่ ทรูมูฟเอช และ แจส โมบาย (กลุ่มบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล) ซึ่งถือเป็นผู้ให้บริการเอกชนหน้าใหม่ในรอบหลายปี ท่ามกลางข่าวลือ และคำถามว่ากลุ่มจัสมินจะจ่ายค่าประมูลไหวไหมในขณะนั้น[5]

 Yes check.svg  ให้บริการ
 X mark.svg  ไม่สามารถให้บริการ
 Pictogram voting wait.svg  ยังไม่เป็นทางการ/ยังไม่ได้ลงนาม/รอการประกาศอย่างเป็นทางการ
ใบอนุญาต
การเช่าคลื่นความถี่
สัญญาสัมปทาน
ลำดับที่ ผู้ให้บริการ คลื่นความถี่ที่ให้บริการ เทคโนโลยี ผู้ใช้งาน การบริหารงาน
850 900 1800 2100 2300 2600 รวม
1 เอไอเอส Yes check.svg
10MHz
(2574)
Yes check.svg
15MHz
(2576)
Yes check.svg1
15MHz
(2568)
55 MHz GPRS, EDGE : GSM (900 MHz)
UMTS, HSPA, HSPA+, DC-HSPA+ (900/2100 MHz)
LTE-A, LTE-U/LAA, (900/1800/2100 MHz)
40.19 ล้านเลขหมาย
(ไตรมาส 3/2560)[6]
Yes check.svg
15MHz
(2570)
2 ทรูมูฟ เอช Yes check.svg2
15MHz
(2568)
Yes check.svg
10MHz
(2574)
Yes check.svg
15MHz
(2576)
Yes check.svg3
15MHz
(2570)
55 MHz GPRS, EDGE : GSM (1800 MHz)
UMTS, HSPA, HSPA+, DC-HSPA+ (850/2100 MHz)
LTE-A, LTE-U/LAA, (1800/2100/2300 MHz)
26.7 ล้านเลขหมาย
(ไตรมาส 3/2560)[7]
3 ดีแทค Yes check.svg
10MHz
(2561)
Yes check.svg
25MHz
(2561)
Yes check.svg
15MHz
(2570)
Pictogram voting wait.svg4
60MHz
(2568)
130 MHz GPRS, EDGE : GSM (1800 MHz)
UMTS, HSPA, HSPA+, DC-HSPA+ (850/2100 MHz)
LTE-A, LTE-U/LAA, (1800/2100 MHz)
23.1 ล้านเลขหมาย
(ไตรมาส 3/2560)[8]
  • TELENOR ASIA (42.62%)
  • บริษัท ไทย เทลโค โฮลดิ้งส์ จำกัด (22.43%)
  • บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) (5.58%)
X mark.svg5
20MHz
(2561)
4 My Yes check.svg2
15MHz
(2568)
Yes check.svg5
20MHz
(2561)
Yes check.svg3
15MHz
(2570)
50 MHz UMTS, HSPA, HSPA+, DC-HSPA+ (850)
LTE-A, LTE-U/LAA, (1800 MHz)
6 แสนเลขหมาย
5 ทีโอที Yes check.svg1
15MHz
(2568)
Pictogram voting wait.svg4
60MHz
(2568)
75 MHz UMTS, HSPA, HSPA+, DC-HSPA+ (2100 MHz) 128,776 เลขหมาย
(ข้อมูลปี 2559)[9]
  • บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
    (รัฐวิสาหกิจ)
หมายเหตุ
  • 1 AIS ได้เช่าคลื่น 2100 ของ TOT
  • 2 TRUE ได้เช่าคลื่น 850 ของทาง MY
  • 3 MY ได้ใช้คลื่น 2100 ของ TRUE สำหรับการเปิดให้บริการ 4G LTE
  • 4 DTAC ชนะในการเสนอเช่าคลื่น 2300 ของ TOT
  • 5 เนื่องจาก DTAC ไม่สามารถใช้งานคลื่น 1800 ส่วนที่เหลือได้ CAT ในฐานะเจ้าของคลื่นจึงนำมาให้บริการ 4G LTE

หมายเลขโทรศัพท์[แก้]

หมายเลขโทรศัพท์พื้นฐานจะมีเลขจำนวน 9 หลัก ส่วนหมายเลขโทรศัพท์มือถือจะมีเลขจำนวน 10 หลัก โดยที่ทั้ง 2 ระบบขึ้นต้นด้วย "0"

วิทยุกระจายเสียง[แก้]

  • เอเอ็ม : 204
  • เอฟเอ็ม : 334, คลื่นสั้น

ประเทศไทยมีวิทยุถูกใช้เป็นจำนวน 13.96 ล้านตัวในปี 2540 จนปี 2558 มีการคาดการณ์ว่ามีผู้ใช้งานวิทยุเป็นจำนวน 25 ล้านตัว

โทรทัศน์[แก้]

ระบบโทรทัศน์ระดับชาติของประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่

ระบบแอนะล็อก[แก้]

ระบบดิจิทัล[แก้]

การเปลี่ยนผ่านจากระบบ แอนะล็อกไปยังระบบดิจิทัล เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2557 โดย กสทช. การประมูลจัดขึ้นในเดือนธันวาคม 2556[10] และเริ่มให้บริการครั้งแรก 1 เมษายน 2557

อินเทอร์เน็ต[แก้]

เคเบิลใต้น้ำ[แก้]

ประเทศไทยมีสายเคเบิลใต้น้ำจำนวน 5 เส้น สำหรับเชื่อมโยงอินเทอร์เน็ตเข้า-ออกประเทศ มีจุดเชื่อมต่ออยู่ที่จังหวัดสตูล, เพชรบุรี และชลบุรี

  • SEA-ME-WE-3, SEA-ME-WE-4 เชื่อมต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สู่ตะวันออกกลางและยุโรปตะวันตก โดย SEA-ME-WE 4 เริ่มใช้งานในปีพ.ศ. 2549
  • Thailand-Indonesia-Singapore (TIS)  เริ่มใช้เดือนธันวาคม 2546
  • APCN เชื่อมโยงประเทศไทย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ฮ่องกง, ฟิลิปปินส์, ไต้หวัน, เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เริ่มใช้งานตั้งแต่ปีพ.ศ. 2539
  • Thailand-Vietnam-Hong Kong (T-V-H) เริ่มใช้งานตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2539
  • Flag Europe-Asia (FEA)  เริ่มใช้งานในช่วงปี 2530-2540
  • Asia-America Gateway (AAG) เริ่มใช้งานในเดือนธันวาคม 2552
  • Asia Pacific Gateway (APG) เป็นสายเคเบิลใต้น้ำเส้นใหม่เริ่มใช้งานเมื่อต้นปี 2560

ดาวเทียม[แก้]

ไทยคมเป็นชื่อของดาวเทียมสื่อสารที่ดำเนินการออกจากประเทศไทย และยังเป็นชื่อของ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็น บริษัท ที่เป็นเจ้าของและดำเนินการดาวเทียมไทยคมและธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมอื่น ๆ ในประเทศไทยและทั่วเอเชียแปซิฟิค

ชื่ออย่างเป็นทางการของโครงการดาวเทียมไทยคม ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อเป็นสัญลักษณ์ความเชื่อมโยงระหว่างไทยกับเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่

บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (ปัจจุบัน บริษัท บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)) ได้ลงนามสัญญากับบริษัท ฮิวจ์สเปซคอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด ในปีพ.ศ. 2534 มูลค่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อดำเนินการปล่อยโครงการดาวเทียวมสื่อสารดวงแรกของประเทศไทย ดาวเทียมไทยคมดวงแรกเปิดตัวเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2536 มีตัวรับสัญญาณระบบ ซี-แบนด์ 12 ช่องครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ประเทศญี่ปุ่นถึงประเทศสิงคโปร์

สภาพแวดล้อมด้านกฎหมายโทรคมนาคมในประเทศไทย[แก้]

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)  [11]

พระราชบัญญัติองค์การจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติในเดือนธันวาคม 2553 ในฐานะหน่วงงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมและการกระจายเสียงแห่งเดียวในประเทศไทย

พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ได้บัญญัติหลักเกณฑ์เกี่ยวกับอุสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศไทยโดยกำหนดให้ผู้ประกอบการโทรคมนาคม ต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แบ่งเป็นประเภทตามใบอนุญาตการสื่อสารโทรคมนาคมออกเป็นสามประเภทได้แก่

  • ใบอนุญาตด้านโทรคมนาคมสำหรับผู้ให้บริการที่ไม่มีโครงข่ายโทรคมนาคม เป็นของตนเอง
  • ใบอนุญาตด้านโทรคมนาคมสำหรับผู้ให้บริการที่มีหรือไม่มีโครงข่ายโทรคมนาคม เป็นของตนเอง ให้บริการแบบเฉพาะกลุ่มหรือแบบสาธารณะ
  • ใบอนุญาตด้านโทรคมนาคมสำหรับผู้ให้บริการเครือข่ายที่ให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป

พระราชบัญญัติได้รับการเปลี่ยนในปี พ.ศ. 2549 ภายใต้รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติสามารถถือหุ้นจำนวนมากในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยได้

เดิมทีในปี พ.ศ. 2544 ชาวต่างชาติไม่ได้รับอนุญาตให้ยื่นขอใบอนุญาตประเภทสองหรือสามประเภทภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบกิจการต่างประเทศ (FBA)[12]

ผู้ที่ยื่นขอใบอนุญาตประเภทที่สองและสามจะต้องเป็นบริษัทที่มีกรรมการบริษัทผู้มีสัญชาติไทยถือหุ้นอย่างน้อย 3 ใน 4 ของคณะกรรมการบริษัท และไม่รวมกันไม่น้อยกว่า 75% อำนาจในการลงนามต่างๆหรือผู้ยื่นคำของต้องเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น

แต่จากการเปลี่ยนพระราชบัญญัติ ในปี 2549 ได้ยกเลิกข้อกำหนดเพิ่มเติมทั้งหมดของผู้ขอใบอนุญาตประเภทสองและประเภทสามโดยระบุว่าชาวต่างชาติสามารถถือครองได้ถึง 49% ในผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมประเภทที่สองหรือประเภทที่สาม ไม่มีข้อจำกัด เกี่ยวกับสัดส่วนหรือจำนวนผู้ถือหุ้นที่เป็นชาวต่างชาติ และผู้มีอำนาจลงนามสามารถเป็นชาวต่างชาติได้

ค่าธรรมเนียมในการออกใบอนุญาตด้านโทรคมนาคมประกอบด้วยค่าธรรมเนียมสามอย่างคือค่าอนุญาตให้มีใบอนุญาต ค่าต่ออายุและค่าธรรมเนียมรายปี

ในเดือนมิถุนายน 2556 กสทช. ได้ออกใบอนุญาตด้านโทรคมนาคมจำนวน 186 ใบอนุญาตประกอบไปด้วย[13]

  • ประเภทที่ 1 จำนวน 144 ใบอนุญาต
  • ประเภทที่ 2 สำหรับผู้ให้บริการที่ไม่มีโครงข่ายโทรคมนาคม เป็นของตนเอง จำนวน 7 ใบอนุญาต
  • ประเภทที่ 2 สำหรับผู้ให้บริการที่มีโครงข่ายโทรคมนาคม เป็นของตนเอง จำนวน 10 ใบอนุญาต
  • ประเภทที่ 3 จำนวน 25 ใบอนุญาต

ในเดือนธันวาคม 2559 กสทช. ได้รับการขออนุญาตประกอบการกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนโครงข่ายเสมือน (MVNO) จำนวน 43 ราย[14] แต่เปิดให้บริการเพียง 9 รายเท่านั้น

อ้างอิง[แก้]

  1. รายงานผลการปฏิบัติงาน กสทช. ประจำปี ๒๕๕๖ [Annual Report on the Operation of the NBTC 2013] (PDF) (in Thai). National Broadcasting and Telecommunications Commission. 2014. สืบค้นเมื่อ 2014-08-29.
  2. "From Past to Present" (PDF). TOT Public Company Limited. สืบค้นเมื่อ 2014-08-29.
  3. Hossain, Liaquat (1996). "Telecommunications Network Development: Organisational and Societal Challenges for Thailand" (PDF). International Journal of the Computer, the Internet and Management. 4 (1). สืบค้นเมื่อ 2014-08-29.
  4. "Unofficial translation: Act on Organization to Assign Radio Frequency and to Regulate the Broadcasting and Telecommunications Services B.E. 2553 (2010)" (PDF).
  5. "หรือจะต้องประมูลคลื่น 900 MHz กันอีกรอบ?". www.kao-it.com.
  6. "AIS ไตรมาสล่าสุด รายได้-กำไรเติบโต อัตราการใช้ดาต้าลูกค้ารายเดือนสูงถึง 7.5GB ต่อเดือน". blognone.
  7. "ทรูมูฟ เอช ยังคงเป็นผู้ให้บริการรายเดียว ที่มีลูกค้าเพิ่มขึ้นในไตรมาส 3/2560". blognone.
  8. "ดีแทคไตรมาส 3/2560 - EBITDA เติบโตต่ออีกไตรมาส - ผู้ใช้ลดลงอีก 5 แสนเลขหมาย". blognone.
  9. "รายงานประจำปี 2559" (PDF). TOT.
  10. "Digital TV licences fetch B50bn". Bangkok Post. 2013-12-27. สืบค้นเมื่อ 2014-08-29.
  11. "National Broadcasting and Telecommunications Commission". www.nbtc.go.th.
  12. "Foreign Business Act of 1999". Thailand Board of Investment (BOI)
  13. "Thailand's MVNO market" Yozzo.com
  14. "[1]"Yozzo.com | And then there was 43 MVNO licenses in Thailand