ประเทศอัฟกานิสถาน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สาธารณรัฐอิสลามอัฟกานิสถาน
جمهوری اسلامی افغانستان (แดรี)
د افغانستان اسلامي جمهوریت (พาชตู)
ธงชาติ ตราแผ่นดิน
คำขวัญ
"ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์"
เพลงชาติเพลงชาติอัฟกานิสถาน

เมืองหลวง
(และเมืองใหญ่สุด)
คาบูล
34°30′N 69°10′E / 34.500°N 69.167°E / 34.500; 69.167
ภาษาราชการ ภาษาพัชโตและภาษาดารี
การปกครอง สาธารณรัฐอิสลาม
 -  ประธานาธิบดี อัชราฟ ฆานี
 -  ประธานฝ่ายบริหาร อับดุลเลาะห์ อับดุลเลาะห์
ได้รับเอกราช
 -  จากสหราชอาณาจักร 19 สิงหาคม พ.ศ. 2462 
พื้นที่
 -  รวม 647,500 ตร.กม. (40)
250,001 ตร.ไมล์ 
ประชากร
 -  2549 (ประเมิน) 31,056,997 (38)
 -  ความหนาแน่น 43 คน/ตร.กม. (125)
111 คน/ตร.ไมล์
จีดีพี (อำนาจซื้อ) 2549 (ประมาณ)
 -  รวม 31.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (91)
 -  ต่อหัว 1,310 ดอลลาร์สหรัฐ (162)
HDI (2558) Steady 0.479 (ต่ำ) (169th)
สกุลเงิน อัฟกานี (AFN)
เขตเวลา (UTC+4:30)
 •  ฤดูร้อน (DST)  (UTC+4:30)
โดเมนบนสุด .af
รหัสโทรศัพท์ 93

อัฟกานิสถาน (อังกฤษ: Afghanistan; พัชโต: افغانستان‎) เป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ มีอาณาเขตทางทิศตะวันตกจรดประเทศอิหร่าน ทางทิศใต้และตะวันออกติดปากีสถาน ทางทิศเหนือติดเติร์กเมนิสถาน อุซเบกิสถาน และทาจิกิสถาน ส่วนทางทิศตะวันออกสุดติดประเทศจีน อัฟกานิสถานเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล

ระหว่างการล้มตอลิบานโดยการรุกรานอัฟกานิสถานของสหรัฐอเมริกา และความสำเร็จของโลยา จีร์กา ในปี พ.ศ. 2546 ชาวตะวันตกเรียกอัฟกานิสถานว่า Transitional Islamic State of Afghanistan อย่างไรก็ดี ภายใต้รัฐธรรมนูญของอัฟกานิสถานฉบับปัจจุบัน ประเทศนี้เรียกว่า สาธารณรัฐอิสลามอัฟกานิสถาน ในปัจจุบันเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก

ภูมิศาสตร์[แก้]

ตั้งอยู่ระหว่างละติจูด 33 องศาเหนือ และลองจิจูด 65 องศาตะวันออก มีพื้นที่ 647,500 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงในเขตเทือกเขาฮินดูกูซ จุดต่ำสุดอยู่ที่แม่น้ำอมู สูง 258 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลไม่มีทางออกทะเล

ประวัติศาสตร์[แก้]

บทความหลัก:ประวัติศาสตร์อัฟกานิสถาน

  • พ.ศ. 2423 (ค.ศ. 1880) อังกฤษได้สถาปนาอับดุรเราะฮฺมาน เป็นอะมีร หลังจากที่ได้มีการรบราฆ่าฟัน ระหว่างเผ่าต่าง ๆ ในอัฟกานิสถานมาเป็นเวลานาน
  • พ.ศ. 2444 (ค.ศ. 1901) อับดุรเราะฮฺมาน เสียชีวิต บุตรชายชื่อ ฮะบีบุลลอหฺ ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน
  • พ.ศ. 2462 (ค.ศ. 1919) ฮะบีบุลลอหฺ ถูกสังหาร น้องชายชื่อ นัศรุลลอหฺ สถาปนาตนเองขึ้นเป็นอะมีร แต่ถูก อะมานุลลอหฺ บุตรชายของ ฮะบีบุลลอหฺ ขับไล่ แล้วขึ้นปกครองแทน
  • พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929) ขบวนการพวกเคร่งศาสนา ก่อการปฏิวัติ อะมีร ฮะบีบุลลอฮฺ หลบหนีออกนอกประเทศ สงครามกลางเมืองเกิดขึ้น บาชา อี ซาเกา นายทหารของเผ่าตาจิก ได้นำพลทหารเข้ายึดกรุงคาบูล เป็นเวลาหลายเดือน ต่อมาญาติคนหนึ่งของ อะมีร ฮะบีบุลลอหฺ ปราบปรามจนถูกสังหาร แล้วญาติคนนั้นก็สถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ มีนามว่า นาดีร ชาหฺ
  • พ.ศ. 2476 (ค.ศ. 1933) กษัตริย์ นาดีร ชาหฺ ถูกสังหาร บุตรชายชื่อ ซอหิร ชาหฺ ขึ้นเป็นกษัตริย์
  • พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973) ดาวูด ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของกษัตริย์ ซอหิร ชาหฺ ก่อการปฏิวัติ กษัตริย์ ซอหิร ชาหฺ หนีไปลี้ภัยในอิตาลี ดาวูดสถาปนาตนเองขึ้นเป็นประธานาธิบดี
  • พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) ดาวูด ถูกสังหาร หลังการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ นำโดย นูร มุฮัมมัด ฏอรอกี
  • พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) ฏอรอกี ถูกสังหาร และ ฮะฟีซุลลอหฺ อะมีน สถาปนาตนเองขึ้นเป็นประธานาธิบดี
    • เดือนธันวาคม ฮะฟีซุลลอหฺ อะมีน ถูกสังหาร โดยกองทัพที่ถูกส่งเข้ามาจากสหภาพโซเวียต บาบรัก การ์มาล ขึ้นเป็นประธานาธิบดี
    • บาบรัก การ์มาล ถูกถอดออกจากตำแหน่ง และหนีไปสหภาพโซเวียต นะญีบุลลอหฺ ขึ้นเป็นประธานาธิบดี
  • พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992) พวกมุจาหิดีนอิสลาม ประสบความสำเร็จในการปฏิวัติต่อต้านคอมมิวนิสต์ ก่อตั้งรัฐบาลชั่วคราว โดยมี ซิบฆอตุลลอหฺ มุจัดดิดี เป็นประธานาธิบดี ต่อมา บุรฮานุดดีน ร่อบบบานี ขึ้นเป็นประธานาธิบดี สงครามกลางเมืองเกิดขึ้น
  • พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996) กลุ่มตอลิบานยึดกรุงคาบูลได้
  • พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001) พระพุทธรูปแห่งบามิยันถูกทำลาย กลุ่มตอลิบานถูกขับไล่ออกจากกรุงคาบูล โดยพันธมิตรฝ่ายเหนือที่สหรัฐสนับสนุน สหรัฐอเมริกาผลักดันให้นายฮามิด การฺซาย เป็นประธานาธิบดีชั่วคราว
องค์พระหลังถูกทำลาย

การเมืองการปกครอง[แก้]

อัฟกานิสถานเคยมีระบอบการปกครองแบบรัฐสภา มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ จนกระทั่งปี 2516 พลโทซาดาร์ ข่าน (Sadar Khan) ได้ปฏิวัติยึดอำนาจ และเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบสาธารณรัฐและสถาปนาตนเองขึ้นเป็นประธานาธิบดี แต่ผู้นำอัฟกานิสถานในยุคต่อมาเริ่มมีท่าทีใกล้ชิดสหรัฐฯ ทำให้สหภาพโซเวียตไม่พอใจและส่งกองกำลังเข้ายึดครองอัฟกานิสถานในปี 2522 เพื่อสถาปนาระบอบการปกครองแบบสังคมนิยมขึ้นแทน

ระหว่างการยึดครองของสหภาพโซเวียต ปี 2522 - 2532 ได้เกิดขบวนการต่อต้านระบอบการปกครองแบบสังคมนิยมในนามกลุ่มมูจาฮีดีน ซึ่งได้โค่นล้มรัฐบาลที่เข้าข้างสหภาพโซเวียตได้สำเร็จในปี 2535 แต่กลับไม่สามารถร่วมกันปกครองประเทศได้ เพราะเกิดความแตกแยกและแย่งชิงอำนาจกัน ในที่สุดกลุ่มนักศึกษาหัวรุนแรงที่ได้รับการศึกษาจากปากีสถานได้รวมตัวกันจัดตั้งกองกำลังตอลิบานขึ้น และมีความเข้มแข็งจนสามารถยึดกรุงคาบูลได้ในปี 2539 ตั้งรัฐบาลตอลิบานขึ้นปกครองประเทศโดยครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งหมดอยู่จนถึงปี 2544

หลังเหตุการณ์ 911 ในปี 2544 สหรัฐฯ ได้ส่งกองกำลังเข้าโจมตีอัฟกานิสถานเพื่อโค่นล้มรัฐบาลตอลิบาน และมุ่งที่จะจับนายอุซามะห์ บิน ลาดิน (Osama Binladen) ซึ่งสหรัฐฯ สามารถโค่นล้มรัฐบาลตอลิบานได้สำเร็จในปลายปี 2544 และสหรัฐฯ สนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวในอัฟกานิสถาน และมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบการเมืองการปกครองในอัฟกานิสถานมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน

ตามรัฐธรรมนูญของอัฟกานิสถาน กำหนดให้ประธานาธิบดีเป็นประมุขและผู้นำในการบริหารประเทศ มีการกระจายอำนาจการปกครองออกเป็นจังหวัด แบ่งออกเป็น 34 จังหวัด (Province) อย่างไรก็ตาม ในแง่การบริหารจัดการระบบการปกครองภายในประเทศยังไม่ดีนัก เนื่องจากเพิ่งฟื้นตัวจากสงคราม และอำนาจของรัฐบาลกลางยังครอบคลุมไม่ทั่วถึงพื้นที่ห่างไกล

การบริหารรัฐบาลกลาง[แก้]

ฝ่ายนิติบัญญัติ

มีรัฐสภา (National Assembly) ซึ่งประกอบด้วย 2 สภา ได้แก่ 1) สภาผู้แทนราษฎร (House of People หรือ Wolesi Jirga) ประกอบด้วยสมาชิกไม่เกิน 249 คน ได้รับการเลือกตั้งโดยตรง ดำรงตำแหน่งวาระ 5 ปี และ 2) สภาอาวุโส (House of Elders หรือ Meshrano Jirga) มีสมาชิก 102 คน ซึ่งแบ่งการสรรหาออกเป็น 3 วิธี ในจำนวนที่เท่า ๆ กัน โดยสมาชิก 34 คนได้รับเลือกจากคณะบริหารระดับจังหวัด (Provincial Council) ดำรงตำแหน่งวาระ 4 ปี สมาชิกอีก 34 คน ได้รับเลือกจากคณะบริหารระดับท้องถิ่น (Local District Council) ดำรงตำแหน่งวาระ 3 ปี และสมาชิกอีก 34 คน ได้รับแต่งตั้งจากประธานาธิบดี ดำรงตำแหน่งวาระ 5 ปี

นอกจากนี้ อาจมีการประชุมใหญ่ของผู้แทนทุกภาคส่วนที่เรียกว่า Loya Jirga ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดจากทั้งสองสภา ร่วมกับคณะกรรมการบริหารระดับจังหวัดและระดับท้องถิ่นทั้งหมด โดยที่ประชุมใหญ่นี้จะจัดขึ้นเฉพาะกรณีที่ต้องพิจารณาประเด็นระดับชาติเท่านั้น คือ ประเด็นที่เกี่ยวกับเอกราช อธิปไตยของชาติ และเกี่ยวกับดินแดน รวมถึงการฟ้องร้องประธานาธิบดี

ฝ่ายบริหาร

ประธานาธิบดีเป็นทั้งประมุขและหัวหน้าฝ่ายบริหาร มีรองประธานาธิบดี 2 คน ซึ่งทั้งหมดดำรงตำแหน่งโดยการรับเลือกตั้งจากประชาชน มีวาระ 5 ปี และประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นาย Hamid Karzai ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญให้อำนาจประธานาธิบดีแต่งตั้งรัฐมนตรีร่วมบริหารประเทศ โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา และรัฐมนตรีมีจำนวนทั้งสิ้น 25 คน

กระทรวง[แก้]

ลำดับที่ ชื่อกระทรวงภาษาไทย ชื่อกระทรวงภาษาอังกฤษ
1 กระทรวงเกษตร ชลประทานและปศุสัตว์ Ministry of Agriculture, Irrigation and Livestock
2 กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรม Ministry of Commerce and Industries
3 กระทรวงการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ Ministry of Communications and Information Technology
4 กระทรวงปราบปรามยาเสพติด Ministry of Counter Narcotics
5 กระทรวงกลาโหม Ministry of Defense
6 กระทรวงเศรษฐกิจ Ministry of Economy
7 กระทรวงศึกษาธิการ Ministry of Education
8 กระทรวงพลังงานและน้ำ Ministry of Energy and Water
9 กระทรวงการคลัง Ministry of Finance
10 กระทรวงการต่างประเทศ Ministry of Foreign Affairs
11 กระทรวงพรมแดน ประชาชาติและชนเผ่า Ministry of Frontiers, Nations and Tribal Affairs
12 กระทรวงฮัจญ์และการศาสนา Ministry of Hajj and Religious Affairs
13 กระทรวงการอุดมศึกษา Ministry of Higher Education
14 กระทรวงข้อมูลและวัฒนธรรม Ministry of Information and Culture
15 กระทรวงกิจการภายใน Ministry of Interior Affairs
16 กระทรวงยุติธรรม Ministry of Justice
17 กระทรวงแรงงาน ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการและกิจการสังคม Ministry of Labor, Martyrs, Disabled, & Social Affairs
18 กระทรวงเหมืองแร่และปิโตรเลียม Ministry of Mines & Petroleum
19 กระทรวงสาธารณสุข Ministry of Public Health
20 กระทรวงแรงงานสาธารณะ Ministry of Public Works
21 กระทรวงผู้ลี้ภัยและการส่งตัวกลับ Ministry of Refugees & Repatriation
22 กระทรวงการฟื้นฟูและพัฒนาชนบท Ministry of Rural Rehabilitation and Development
23 กระทรวงคมนาคมและการบินพลเรือน Ministry of Transport and Civil Aviation
24 กระทรวงการพัฒนาในเมืองและการเคหะ Ministry of Urban Development & Housing
25 กระทรวงกิจการสตรี Ministry of Women's Affairs
26 สำนักงานอัยการสูงสุด Attorney General's Office
ฝ่ายตุลาการ

ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้อัฟกานิสถานมีศาลฎีกา (Supreme Court) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Stera Mahkama มีผู้พิพากษาจำนวน 9 คน แต่งตั้งโดยประธานาธิบดีและต้องให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ ดำรงตำแหน่งวาระ 10 ปี รองลงมามีศาลสูง (High Court) และศาลอุทธรณ์ (Appeals Court) ด้วย

การบริหารระดับจังหวัด[แก้]

แม้รัฐธรรมนูญจะกำหนดหน่วยงานระดับจังหวัดและท้องถิ่น คือ คณะบริหารระดับจังหวัด (Provincial Council) และคณะบริหารระดับท้องถิ่น (Local District Council) แล้ว แต่ดังที่กล่าวข้างต้นว่า ระบบการบริหารการปกครองของอัฟกานิสถานยังจัดการได้ไม่ดีนัก เนื่องจากเป็นระบบที่วางขึ้นใหม่ และอำนาจของรัฐบาลกลางยังอ่อนแอ ความเชื่อมโยงของการบริหารอำนาจระหว่างท้องถิ่นกับส่วนกลางจึงยังขาดความชัดเจน

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

ประเทศอัฟกานิสถานแบ่งออกเป็น 34 จังหวัด หรือเรียกเป็นภาษาท้องถิ่นว่า เวลายัต (welayat) ได้แก่

แผนที่ประเทศอัฟกานิสถานแสดงจังหวัด

เศรษฐกิจ[แก้]

ประเทศอัฟกานิสถาน นอกจากถูกจัดให้เป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในเอเชียแล้ว ยังครองอันดับ 1 ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกอีกด้วย[ต้องการอ้างอิง]

นักวิเคราะห์ชี้ว่า สาเหตุที่ประเทศอัฟกานิสถานมีฐานะยากจนมากที่สุดมีปัจจัยหลายสาเหตุด้วยกัน อาทิ ประชากร​ในอัฟกานิสถานว่างงานกว่า 35%, กว่า 36% มี​ความ​เป็นอยู่ต่ำกว่ามาตรฐานของ​โลก, 2 ​ใน 3 ของประชากรมีชีวิตอยู่ด้วยราย​ได้ที่น้อยกว่าวันละ 2 ดอลล่าสหรัฐ, เป็นประ​เทศที่อยู่​ในภาวะสงคราม และราย​ได้หลักประมาณ 1 ​ใน 3 ของประ​เทศมาจาก​การลักลอบค้ายา​เสพติด ​เช่น กัญชา ฝิ่น ​เป็นต้น[ต้องการอ้างอิง]

เกษตรกรรม[แก้]

ส่วนใหญ่เป็นแบบยังชีพและเลี้ยงสัตว์เร่ร่อน พืชสำคัญที่ปลูกคือข้าวสาลี ฝ้าย และมีชื่อเสียงในการผลิตฝิ่นเพื่อผลิตยาเสพติด

ทรัพยากรธรรมชาติ[แก้]

มีก๊าซธรรมชาติพบที่เมืองชีเบอร์กานใกล้พรมแดนประเทศเติร์กเมนิสถาน แหล่งผลิตก๊าซที่สำคัญของประเทศคือ ควาเจะห์ ราวัช และยาติม ตัก นอกจากนี้มีแหล่งน้ำมันที่ยังไม่ได้ขุดขึ้นมาใช้ และแหล่งถ่านหินในจังหวัดบากลานและจังหวัดบาลัก แร่ธาตุที่สำคัญ พบแร่เหล็กที่หัจญีกัต ใกล้กรุงคาบูล แร่ทองแดงพบที่อายนัก แร่ยูเรเนียมพบที่ ควาเจะห์ ราวัช อัญมณีในจังหวัดบาดักชาน และแร่อื่น ๆ อีกมาก

การท่องเที่ยว[แก้]

โครงสร้างพื้นฐาน[แก้]

การคมนาคม และ โทรคมนาคม[แก้]

เส้นทางคมนาคม[แก้]

โทรคมนาคม[แก้]

การศึกษา[แก้]

สาธารณสุข[แก้]

ประชากรศาสตร์[แก้]

เชื้อชาติ[แก้]

เชื้อชาติ: ปุชตู 42% ทาจิก 27% ฮาซารา 9% อุซเบก 9% เติร์กเมน 3% บาลอช 2% อื่น ๆ เช่น ปาไช นูริสตานี บราหุ่ย และคิซิลเบช 4%

การอ่านออกเขียนได้: ตั้งแต่อายุ 15 ปี ร้อยละ 36 (เป็นชาย 51% หญิง 21%)

GDP : 800 ดอลลาร์สหรัฐ/คน/ปี (ปี 2548)


 
    
เมืองใหญ่ที่สุดในอัฟกานิสถาน
2010-11 estimate[1]
ที่ เมือง จังหวัด ประชากร
คาบูล
คาบูล
คันดาฮาร์
คันดาฮาร์
1 คาบูล จังหวัดคาบูล 3,071,400 เฮราต
เฮราต
มาซาร์-ไอ-ซาร์ริฟ
มาซาร์-ไอ-ซาร์ริฟ
2 คันดาฮาร์ จังหวัดคันดาฮาร์ 512,000
3 เฮราต จังหวัดเฮราต 397,456
4 มาซาร์-ไอ-ซาร์ริฟ จังหวัดบอล์คห์ 375,000
5 จาลาลาแบด จังหวัดนานการ์ฮาร์ 205,423
6 ลัชคาร์การ์ จังหวัดเฮลเมน 201,546
7 ทาโลควาน จังหวัดทาคาร์ 196,400
8 โคสท์ จังหวัดโคสท์ 160,214
9 เชเบอร์กัน จังหวัดโจวซ์จาน 148,329
10 กาซนิ จังหวัดกาซนิ 141,000

ศาสนา[แก้]

ในอดีตประเทศอัฟกานิสถานได้นับถือพระพุทธศาสนา พระเจ้าเมนันเดอร์ ที่ 1 หรือ พระเจ้ามิลินท์และพระนาคเสน ก็เป็นประจักษ์พยานของการมีอยู่ของพระพุทธศาสนาในอดีต และมีหลักฐาน เช่น พระพุทธรูปบามิยัน ที่เมืองบามิยันซึ่งมีอายุมากกว่า 2,000 ปี แต่ต่อมาในยุคหลังได้ถูกพวกตาลีบันทำลายทิ้งทั้งหมด

ชาวอัฟกานิสถานในปัจจุบันส่วนมากนับถือศาสนาอิสลาม98 % (สุหนี่83.2 % ชีอะห์ 14.9 %) ศาสนาโซโรอัสเตอร์ 1.4 % ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู 0.4 % ศาสนาคริสต์ 0.1 %

ภาษา[แก้]

อัฟกานิสถานเป็น ชนเชื้อสายอิหร่าน ที่พูดภาษากลุ่มอิหร่าน เช่น ภาษาพาซตู 35% ภาษาดารีเปอร์เซีย 56% ภาษากลุ่มเติร์ก (ส่วนใหญ่เป็นภาษาอุซเบก และภาษาเติร์กเมน) 11% และภาษาของชนเผ่าอีก 30 ภาษา รวมเป็น 4% ประชากรส่วนใหญ่พูดได้ 2 ภาษา

ดูรายชื่อภาษทั้งหมดได้ที่หมวดหมู่:ภาษาในประเทศอัฟกานิสถาน

วัฒนธรรม[แก้]

ดูบทความหลักที่: วัฒนธรรมอัฟกานิสถาน

เทศกาล[แก้]

แม้จะเป็นประเทศที่ยากจน แต่ชาวอัฟกันก็ยังคงเฉลิมฉลองเทศกาลสำคัญทางศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะเทศกาลรอมฏอน ซึ่งเป็นการสิ้นสุดของการถือศีลอดอันศักดิ์สิทธิ์ ประชาชนจะไปเยี่ยมเพื่อนหรือครอบครัวและรับประทานอาหารฉลองร่วมกัน ศิลปะแกรเต้นรำ attan ยังคงเฟื่องฟูในอัฟกานิสถาน

อาหาร[แก้]

ดูบทความหลักที่: อาหารอัฟกานิสถาน

สือสารมวลชน[แก้]

กีฬา[แก้]

วันหยุด[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Table 2-2: Settled Population by Province-2010-2011" (PDF). Central Statistics Office. 2010-2011. สืบค้นเมื่อ April 4, 2012. 

หนังสืออ่านเพิ่ม[แก้]

หนังสือ

บทความ

  • Meek, James. Worse than a Defeat. London Review of Books, Vol. 36, No. 24, December 2014, pages 3–10

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

แม่แบบ:EB1911 poster