บริการสุขภาพในประเทศไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์สมัยใหม่, การสาธารณสุข และการศึกษาแพทยศาสตร์สมัยใหม่ของประเทศไทย

กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานควบคุมดูแลการสาธารณสุขและวิชาชีพสาธารณสุข ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอื่น รายจ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศไทยคิดเป็นร้อยละ 4.3 ของจีดีพีในปี 2552

องค์การอนามัยโลกระบุว่าประเทศไทยมี "มีประวัติศาสตร์การพัฒนาสุขภาพยาวนานและสำเร็จ" และมีการสถาปนาระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าตั้งแต่ปี 2545[1]

โครงสร้างพื้นฐาน[แก้]

โรงพยาบาลศิริราชในกรุงเทพมหานคร เป็นโรงพยาบาลที่เก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ภาครัฐเป็นผู้ให้บริการสาธารณสุขส่วนใหญ่ในประเทศไทย โดยมีโรงพยาบาล 1,002 โรง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (เดิมเรียก "สถานีอนามัย") 9,765 แห่ง ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีสามโครงการ ได้แก่ (1) ระบบสวัสดิการข้าราชการแก่ข้าราชการและครอบครัว (2) ประกันสังคมแก่ลูกจ้างเอกชน และ (3) ระบบหลักประกันสุขภาพ (เรียก "บัตรทอง" หรือ "30 บาทรักษาทุกโรค") ซึ่งตามทฤษฎีมีให้แก่คนไทยทุกคน โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งเข้าร่วมโครงการดังกล่าว แต่ส่วนใหญ่ได้เงินจากการจ่ายของผู้ป่วยและประกันเอกชน ข้อมูลของธนาคารโลก ระบุว่า ภายใต้แผนสุขภาพของประเทศไทย ประชากรร้อยละ 99.5 มีการคุ้มครองสุขภาพ[2]

กระทรวงสาธารณสุขควบคุมดูแลนโยบายสาธารณสุขของประเทศ และดำเนินการสถาบันสุขภาพของรัฐส่วนใหญ่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดสรรเงินทุนแก่โครงการหลักประกันสุขภาพ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพอื่น ได้แก่ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) มูลนิธิสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) แม้มีนโยบายระดับชาติสนับสนุนการกระจายอำนาจ แต่การนำไปปฏิบัติยังเผชิญการต่อต้าน และกระทรวงฯ ยังควบคุมระบบสาธารณสุขส่วนใหญ่โดยตรงอยู่

ประเทศไทยริเริ่มการปฏิรูปหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปี 2544 นับเป็นประเทศรายได้ปานกลางต่ำไม่กี่ประเทศที่กระทำเช่นนั้น บริการสุขภาพที่ใช้เครื่องมือทดสอบความจำเป็น (means test) ถูกแทนที่ด้วยแผนประกันใหม่และครอบคลุมมากกว่า ซึ่งเดิมเรียก "โครงการ 30 บาท" ร่วมกับการร่วมจ่ายเล็กน้อยที่คิดค่าบริการให้กับการรักษา บุคคลที่เข้าร่วมแผนนี้จะได้รับบัตรทอง ซึ่งทำให้พวกเขาเข้าถึงบริการในเขตสุขภาพของตน และในกรณีที่จำเป็น สามารถส่งตัวเพื่อรับการรักษาของแพทย์เฉพาะทางที่อื่น[2]

การคลังสุขภาพปริมาณมากมาจากรายได้ของภาครัฐ โดยทุนได้รับจัดสรรแก่หน่วยคู่สัญญาของบริการระดับปฐมภูมิรายปีตามจำนวนประชากร ข้อมูลของ WHO ระบุว่า ร้อยละ 65 ของรายจ่ายบริการสุขภาพของไทยในปี 2547 มาจากรัฐบาล ส่วนอีกร้อยละ 35 มาจากเอกชน ประเทศไทยบรรลุความครอบคลุมถ้วนหน้า (universal coverage) โดยมีรายจ่ายด้านสาธารณสุขค่อนข้างต่ำ แต่ระบบเผชิญกับความท้าทายสำคัญ คือ ราคาที่สูงขึ้น ความเหลื่อมล้ำ และการทรัพยากรซ้ำซ้อน[3]

แม้การปฏิรูปดังกล่าวได้รับการวิจารณ์พอสมควร แต่ได้รับความนิยมในหมู่คนไทยยากจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบท และยังหลงรอดจากการเปลี่ยนรัฐบาลหลังรัฐประหารเมื่อปี 2549 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นเลิกการร่วมจ่าย 30 บาทและทำให้แผนดังกล่าวไม่เสียค่าใช้จ่าย[4][5][6]

ในปี 2552 รายจ่ายประจำปีของบริการสุขภาพคิดเป็น 345 ดอลลาร์ระหว่างประเทศต่อคนในความเท่าเทียมของอำนาจซื้อ (PPP) รายจ่ายทั้งหมดคิดเป็นประมาณร้อยละ 4.3 ของจีดีพี ในจำนวนนี้ ร้อยละ 75.8 มาจากภาครัฐ และร้อยละ 24.2 มาจากภาคเอกชน ความหนาแน่นของแพทย์คิดเป็น 2.98 คนต่อประชากร 10,000 คนในปี 2547 และเตียงโรงพยาบาล 22 เตียงต่อประชากร 100,000 คนในปี 2545[7]

ข้อมูลการใช้ประโยชน์ของบริการสุขภาพในปี 2551 มีดังนี้ มีความชุกของการคุมกำเนิดร้อยละ 81, ความครอบคลุมการฝากครรภ์อย่างน้อยสี่ครั้งร้อยละ 80, การคลอดร้อยละ 99 มีบุคลากรสาธารณสุขผู้มีทักษะเข้าร่วม, ในเด็กหนึ่งขวบ มีความครอบคลุมการได้รับวัคซีนร้อยละ 98 และความสำเร็จของการรักษาวัณโรคที่สเมียร์เป็นบวกร้ยอละ 82[8]

โรงพยาบาล[แก้]

ดูบทความหลักที่: โรงพยาบาลในประเทศไทย
โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ โรงพยาบาลเอกชนคาทอลิกในกรุงเทพมหานคร

กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ดำเนินการโรงพยาบาลส่วนใหญ่ โรงพยาบาลเอกชนมีกองการประกอบโรคศิลป์ (Medical Registration Division) เป็นผู้วางระเบียบ หน่วยงานอื่นของรัฐและองค์การสาธารณะเป็นผู้ดำเนินการโรงพยาบาลบางส่วน รวมทั้งกองทัพ มหาวิทยาลัย องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นและสภากาชาด

น้ำและการสุขาภิบาล[แก้]

ในปี 2551 ประชากรร้อยละ 98 สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาด และร้อยละ 96 เข้าถึงการสุขาภิบาลที่ถูกสุขอนามัย[1]

เขตสุขภาพ[แก้]

มีการจำแนกจังหวัดเป็นเขตสุขภาพต่าง ๆ แบ่งตามภาค เขตสุขภาพหนึ่งเขตรับผิดชอบประชากรประมาณ 3-6 ล้านคน มีเป้าหมายเพื่อให้บริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพดีขึ้นแก่พลเมืองในภูมิภาคนั้น ๆ และเพิ่มประสิทธิภาพในแง่การโอนผู้ป่วยไปโรงพยาบาลอื่นหากขาดแคลนสมรรถภาพการดูแลภายในเขตนั้น ๆ ในเดือนสิงหาคม 2560 เขตสุขภาพในประเทศไทยมีการจัดระเบียบออกเป็นหมวดดังนี้[9][10]

เขตสุขภาพในประเทศไทย
เขตสุขภาพที่ พื้นที่ รหัสพื้นที่ จังหวัด
1 พื้นที่ภาคเหนือตอนบน 1 15 เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน
พื้นที่ภาคเหนือตอนบน 2 16 เชียงราย น่าน พะเยา แพร่
2 พื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง 1 17 ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์
3 พื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง 2 18 กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร อุทัยธานี
พื้นที่ภาคกลางตอนบน 1 2 ชัยนาท
4 พื้นที่ภาคกลางตอนบน 1 1 นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี
พื้นที่ภาคกลางตอนบน 2 2 ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง
พื้นที่ภาคกลางตอนกลาง 3 นครนายก
5 พื้นที่ภาคกลางตอนล่าง 1 4 กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี
พื้นที่ภาคกลางตอนล่าง 2 5 ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร
6 พื้นที่ภาคกลางตอนกลาง 3 ปราจีนบุรี สระแก้ว
ภาคตะวันออก 9 จันทบุรี ตราด ระยอง ชลบุรี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา
7 พื้นที่ภาคตะวันออกตอนกลาง 12 กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด
8 พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 10 เลย หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี บึงกาฬ
พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 11 นครพนม มุกดาหาร สกลนคร
9 พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 13 ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์
10 พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 14 ยโสธร ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี
11 ภาคใต้ฝั่งตะวันออก 6 ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช
ภาคใต้ฝั่งตะวันตก 7 ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่
12 ภาคใต้ฝั่งตะวันออก 6 พัทลุง
ภาคใต้ฝั่งตะวันตก 7 ตรัง
จังหวัดชายแดนภาคใต้ 8 สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส

ผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้น[แก้]

ประเทศไทยใช้อาสาสมัคร (ที่มักเรียก "อาสากู้ชีพ") เป็นผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้น (first responder หรือ FR) ในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งต่างจากประเทศอื่น ร้อยละ 65 ของผู้ป่วยฉุกเฉินในกรุงเทพมหานครมีอาสาสมัครเป็นผู้จัดการ จะมีการส่งรถพยาบาลที่มีเจ้าหน้าที่วิชาชีพและอุปกรณ์ครบเฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้น[11]

มีการช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์สามระดับในประเทศไทย ตั้งแต่ระดับผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้นจนถึงการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (basic life support หรือ BLS) และการช่วยชีวิตขั้นสูง (advanced life support หรือ ALS) อาสาสมัครส่วนใหญ่ได้ระดับ FR พวกเขาอยู่ในมูลนิธิและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น[12] ศูนย์สายด่วนการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทยตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ประมาณ 1.5 ล้านครั้งต่อปี ทีม FR ที่เกี่ยวข้องประมาณหนึ่งล้านทีมทำหน้าที่ส่งผู้ป่วยยังสถานพยาบาล ส่วนทีม BLS และ ALS รับผิดชอบผู้ป่วยอย่างละประมาณ 200,000 ราย[12]

ศูนย์การแพทย์เอราวัณและมูลนิธิร่วมกตัญญูเป็นศูนย์ผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้นไม่เสียค่าใช้จ่ายที่ใหญ่ที่สุดสององค์การในกรุงเทพมหานคร โดยอาศัยการบริจาคจากเอกชนเป็นหลัก แต่บางทีอาสาสมัครต้องออกเงินซื้อยานพาหนะ น้ำมัน เครื่องแบบและอุปกรณ์การแพทย์เอง อาสาสมัครไม่ได้รับอนุญาตให้รับเงินจากโรงพยาบาลหรือผู้ป่วย อาสาสมัครกล่าวว่าพวกตนทำไปเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ หรือเพื่อประกอบกรรมดี สำหรับชาติหน้า[11] อาสาสมัครได้รับการฝึกเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กำลังเพิ่มการฝึกขั้นต่ำเป็น 40 ชั่วโมง แต่ทีแรกถูกองค์กรเครือข่ายกู้ชีพกู้ภัยแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นสมาคมผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้น คัดค้าน[12]

แต่ไม่ใช่ว่าองค์การผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินทั้งหมดทำโดยไม่หวังผล บางทีเงินจำนวนมากเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยสังเกตได้จากการแย่งผู้ป่วยระหว่างองค์การนำไปสู่ข้อพิพาทและการแสดงอาวุธปืน[13]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 "Thailand-Country cooperation strategy: At a glance" (PDF). World Health Organization. May 2010. สืบค้นเมื่อ 21 December 2011.
  2. 2.0 2.1 "Thailand: Sustaining Health Protection for All". World Bank Thailand. สืบค้นเมื่อ 29 August 2012.
  3. World Health Organization Statistical Information System: Core Health Indicators
  4. The Universal Coverage Policy of Thailand: An Introduction Archived 2012-01-19 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  5. G20 Health Care: "Health Care Systems and Health Market Reform in the G20 Countries." Prepared for the World Economic Forum by Ernst & Young. January 3, 2006.
  6. Hughes D, Leethongdee S (2007). "Universal coverage in the land of smiles: lessons from Thailand's 30 baht health reforms". Health Affairs. 26 (4): 999–1008. doi:10.1377/hlthaff.26.4.999. PMID 17630443.
  7. "Thailand - Country statistics". Global Health Observatory. World Health Organization. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2018-11-26. สืบค้นเมื่อ 21 December 2011.
  8. "Thailand - Country health profile" (PDF). Global Health Observatory. World Health Organization. สืบค้นเมื่อ 21 December 2011.
  9. "Map of Health Districts in Thailand" (PDF).
  10. "Table of health districts in Thailand" (PDF).
  11. 11.0 11.1 Calderon, Biel (2014-04-24). "In Pictures: Thailand's emergency volunteers". Al Jazeera. สืบค้นเมื่อ 24 April 2018.
  12. 12.0 12.1 12.2 "Rescue workers say first responders not ready for new training rule". The Nation. 2017-12-06. สืบค้นเมื่อ 24 April 2018.
  13. "Arrest made in bloody row between Bangkok rescue crews". The Nation. 23 April 2018. สืบค้นเมื่อ 24 April 2018.