ข้ามไปเนื้อหา

ศิลปะทวารวดี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระพุทธรูปปางแสดงธรรมที่พระปฐมเจดีย์

อาณาจักรทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 11-16) เป็นของชนชาติมอญ มีศูนย์กลางอยู่บริเวณจังหวัดนครปฐม จังหวัดราชบุรี อำเภออู่ทอง และกินพื้นที่ไปจนถึงภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงหนือ แถบจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดปราจีนบุรี และขึ้นไปถึงทางเหนือ จังหวัดลำพูน จังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงในภาคใต้เช่น จังหวัดสุราษฎร์ธานีและจังหวัดปัตตานี เป็นต้น

ประติมากรรม

[แก้]

เทวรูป

[แก้]

เป็นประติมากรรมศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู อยู่ร่วมสมัยกับทวารวดีตอนต้นและตอนปลาย ในราวพุทธศตวรรษที่ 11-13 ที่เมืองศรีมโหสถและเมืองศรีเทพ และพบอยู่ร่วมกับศรีวิชัยและทวารวดีที่ภาคใต้ของประเทศไทย มักจะทำเป็นรูปพระนารายณ์

ลักษณะพระพักตร์จะไม่เหมือนพระพุทธรูปแบบทวารวดี จะมีลักษณะคล้ายกับอินเดีย ตัวอย่างเช่น พระนารายณ์ที่ไชยาแสดงลักษณะอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบมทุราและอมราวดี(พุทธศตวรรษที่ 6-9) รวมทั้งที่พบที่นครศรีธรรมราช ซึ่งถือสังข์ด้วยพระหัตถ์ซ้ายด้านล่าง ผ้านุ่งและผ้าคาดที่พบที่ภาคใต้และที่เมืองศรีมโหสถ จะมีผ้าคาดเฉียงเหมือนศิลปะอินเดียหลังคุปตะ (ปัลลวะ) ในราวพุทธศตวรรษที่ 12 ส่วนเทวรูปรุ่นเก่าที่อำเภอศรีเทพจะมีอายุใกล้เคียงกัน และที่ศรีเทพนอกจากที่จะพบรูปพระนารายณ์แล้วยังพบรูปพระกฤษณะและพระนารายณ์ด้วย

ลักษณะของเทวรูปกลุ่มนี้ไม่เหมือนกับที่พบในเขมรเนื่องจากทำรูปลอยตัวอย่างแท้จริง ไม่ทำแผ่นหินมารับกับพระหัตถ์คู่บน แต่ยังไม่มีการนำเอากลุ่มเทวรูปนี้เข้าไปไว้ในศิลปะทวารวดี จึงเพียงมีแต่สมมุติฐานว่าเทวรูปกลุ่มนี้น่าจะเป็นทวารวดีที่เป็นพราหมณ์ การเข้ามาของเทวรูปนี่มีข้อคิดเห็นแตกไปเป็น 2 ทางคือ เป็นศิลปะอินเดียที่นำเข้าที่พร้อมกับการติดต่อค้าขาย หรือเป็นศิลปะแบบอินเดียที่ทำขึ้นในท้องถิ่น และมีการพัฒนาการภายใต้อิทธิพลศิลปะพื้นเมืองแบบทวารวดีและศรีวิชัย

พระพุทธรูป

[แก้]

ลักษณะสำคัญของพระพุทธรูปสมัยทวาราวดี แบ่งออกเป็น 3 ยุค คือ

  1. มีลักษณะของอินเดียแบบคุปตะและหลังคุปตะ บางครั้งก็มีอิทธิพลของอมราวดีอยู่ด้วย ลักษณะวงพักตร์แบบอินเดีย ไม่มีรัศมี จีวรเรียบเหมือนจีวรเปียก พระพุทธรูปนั่งจะขัดสมาธิหลวม ๆ แบบอมราวดี มีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 12
  2. พัฒนาขึ้นจากแบบแรก โดยมีอิทธิพลพื้นเมืองผสมมากขึ้น พระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกา พระเกตุมาลาเป็นต่อมนูนใหญ่ บางทีมีรัศมีบัวตูมเหนือเกตุมาลา และสั้น พระพักตร์แบนกว้าง พระเนตรโปน พระหนุ (คาง) ป้าน พระนลาฏ (หน้าผาก) แคบ พระนาสิกป้านใหญ่แบน พระโอษฐ์หนา พระหัตถ์และพระบาทใหญ่ ยังคงขัดสมาธิหลวม ๆ แบบอมราวดี มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษ ที่ 13-15
  3. พระพุทธรูปในช่วงนี้ได้รับอิทธิพลศิลปะเขมร เนื่องจากเขมรเริ่มมีอิทธิพลมากขึ้นในสมัยเมืองพระนคร ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 ในระยะนี้จึงมีอิทธิพลเขมรแบบบาปวนในประเทศไทยเรียกว่าศิลปะลพบุรีปะปน เช่น พระพักตร์เป็นรูปสี่เหลี่ยม มีลักยิ้ม นั่งขัดสมาธิราบ เป็นต้น นอกจากพระพุทธรูปแล้วยังพบสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า ซึ่งแสดงการสืบทอดแนวคิดทางศิลปะอินเดียโบราณก่อนหน้าที่จะทำรูปเคารพเป็นรูปมนุษย์ภายใต้อิทธิพลศิลปะกรีก

สถาปัตยกรรม

[แก้]
เจดีย์จุลประโทน จังหวัดนครปฐม

สถาปัตยกรรมทวารวดีส่วนใหญ่แสดงให้เห็นว่าสร้างขึ้นในพุทธศาสนานิกายเถรวาท[1] แบ่งออกเป็นสองลักษณะตามการพบเห็นคือ ศาสนสถานที่อยู่ในถ้ำ และศาสนสถานกลางแจ้ง ศาสนสถานในถ้ำได้แนวคิดมาจาก "เจติยสถาน" ปรากฏในอินเดียตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 3–6 ในประเทศไทยพบได้เช่น ถ้ำเขางู จังหวัดราชบุรี ถ้ำพระโพธิสัตว์ จังหวัดสระบุรี ถ้ำถมอรัตน์ จังหวัดเพชรบูรณ์ และถ้ำคูหา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่วนศาสนสถานกลางแจ้ง พบในเมืองโบราณสมัยทวารวดี สร้างขึ้นเนื่องในศาสนาพุทธ แต่ก็พบสถาปัตยกรรมเนื่องในศาสนาพราหมณ์ด้วย ส่วนใหญ่เหลือหลักฐานเพียงส่วนฐานเท่านั้น มักเป็นฐานของเจดีย์และมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเป็นส่วนใหญ่ มีที่เป็นแผนผังทรงกลมและทรงแปดเหลี่ยมพบน้อย นอกจากนี้ยังพบแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งคงเป็นอาคารหรือวิหารด้วย

ศาสนสถานสมัยทวารวดีมักสร้างด้วยอิฐ ซึ่งมีขนาดใหญ่สัดส่วนความกว้างประมาณ 20 เซนติเมตร ยาวประมาณ 40 เซนติเมตร หนาประมาณ 10 เซนติเมตร ผสมแกลบข้าวในอิฐมาก หลายแห่งใช้ศิลาแลง และก้อนหินปูนในการก่อสร้างและมักสอด้วยดิน (ดินเหนียวดิบผสมน้ำอ้อย) แต่ก็พบว่าหลายแห่งสอด้วยปูนตำด้วย ผนังมักประดับตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้น หรือแผ่นประติมากรรมดินเผา

องค์ประกอบและรูปทรง

[แก้]

แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เป็นเจดีย์และกลุ่มที่เป็นอาคารหรือวิหาร ส่วนเจดีย์มักเหลือร่องรอยเฉพาะส่วนฐาน โดยส่วนใหญ่ฐานมักมีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีส่วนน้อยที่อยู่ในแผนผังแปดเหลี่ยมหรือทรงกลม เจดีย์ทวารวดีประกอบด้วย ฐานชั้นล่างสุด เรียกว่า "ฐานเขียง" เหนือขึ้นมาเป็น "หน้ากระดาน" ส่วนใหญ่อยู่ในผังสี่เหลี่ยม มีบันไดทางขึ้น 2 หรือ 4 ด้าน ฐานชั้นถัดมาประกอบด้วยชุดฐานที่มีลักษณะคล้ายกับกลีบบัวและลูกแก้วผสมกันจนเกิดเป็นลักษณะโค้งมน เรียกว่า "ฐานบัววลัย" ซึ่งถือเป็นลักษณะเฉพาะของฐานเจดีย์สมัยทวารวดี ฐานบัววลัยนี้อาจอยู่ในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือแปดเหลี่ยม ยกเก็จหรือกระเปาะ ส่วนท้องไม้ของฐานชุดนี้นิยมแบ่งเป็นช่อง ๆ มีการประดับภาพประติมากรรมดินเผา หรือปูนปั้นเป็นภาพเล่าเรื่อง รูปบุคคล คนแคระ หรือรูปสัตว์ เป็นต้น

ลักษณะเจดีย์ที่พบ แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือเจดีย์ไม่มีเรือนธาตุ เน้นส่วนองค์ระฆัง มี 2 ทรงหลักคือ ทรงภาชนะหม้อน้ำ (พบแพร่หลายที่สุด) และทรงระฆัง (ขนาดเล็กและเตี้ย) อีกลักษณะคือเจดีย์มีเรือนธาตุ มีส่วนตัวอาคารรูปสี่เหลี่ยม (เรือนธาตุ) เพิ่มเข้ามาเพื่อรองรับองค์ระฆังหรือทรงหม้อน้ำด้านบน[2]

จิตรกรรม

[แก้]

ปรากฏเป็นหลักฐานทางด้านจิตรกรรมน้อยแทบไม่หลงเหลือ ชำรุดเสียหายไปหมดแล้ว เพราะงานจิตรกรรมเขียนด้วยวัสดุที่ไม่คงทนและถูกแดดถูกฝนจึงสูญหายไป

ในการขุดแต่งซากเจดีย์จุลประโทน ใกล้วัดพระประโทณ จังหวัดนครปฐม พบก้อนอิฐที่มีภาพลายเส้นขีดเขียนไว้ เป็นภาพใบหน้าด้านข้างขอชายต่างชาติ มีจมูกโด่งงองุ้ม ไว้เครา และสวมหมวกทรงครึ่งวงกลม[3]

เครื่องมือเครื่องใช้

[แก้]

เครื่องมือเครื่องใช้ที่พบในแหล่งทวารวดีทั่วไปมักจะเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เศษภาชนะดินเผา เนื้อดินมักทำเป็นภาชนะปากบาน ภาชนะทรงหม้อตาล เศษภาชนะเคลือบ มีทั้งที่เป็นเครื่องเคลือบจีนในสมัยราชวงศ์ถังถึงสมัยราชวงศ์หยวน เครื่องเคลือบจากเตาในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ เครื่องเคลือบเปอร์เซีย เครื่องใช้อื่น ๆ ก็มีพบ เช่น กุณฑีดินเผา กาดินเผา ตะคันดินเผา กระสุนดินเผา ที่ประทับตราดินเผา ตุ๊กตาดินเผา ฯลฯ นอกจากเครื่องปั้นดินเผาแล้ว ยังพบเครื่องใช้สำริด ทั้งเป็นเครื่องใช้ทั่วไปกับที่เป็นของของสูง หรือของที่ใช้ในพีธีกรรม เช่นคันฉ่อง เครื่องประกอบราชยานคานหาม และเครื่องใช้ทำจากเหล็ก นอกจากเครื่องใช้แล้วยังพบเครื่องประดับทำจากหิน แก้ว ดินเผา สำริด ทองคำ ได้แก่ ลูกปัด แหวนตุ้มหู กำไล ฯลฯ

ภาพ

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. อานนท์ เรืองกาญจนวิทย์. "การออกแบบพระอุโบสถและพระวิหารแบบไทยประเพณีสมัยอยุธยาตอนปลาย (พ.ศ. 2173-2310)" (PDF). มหาวิทยาลัยศิลปากร. p. 41.
  2. "สถาปัตยกรรมสมัยทวารวดี" (PDF). กรมศิลปากร.
  3. "จิตรกรรมโกศล #3 -ลายเส้นบนศิลา". สารคดี.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]