กบฏเจ้าอนุวงศ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
กบฏเจ้าอนุวงศ์
วันที่ พ.ศ. 2369-2371
สถานที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์และจำปาศักดิ์ ในการปกครองของสยาม
ผลลัพธ์ กรุงเทพมหานครได้รับชัยชนะ; อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ล่มสลายถูกลดฐานะจากหัวเมืองประเทศราชเป็นหัวเมืองชั้นจัตวา
ล้มล้างราชวงศ์ล้านช้างเวียงจันทน์ซึ่งรวมไปถึงตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครและเจ้าอนุวงศ์เสด็จสวรรคตหลังจบสงครามในกรุงเทพมหานคร
คู่ขัดแย้ง
Flag of Thailand (1817).svg อาณาจักรรัตนโกสินทร์ Flag of the Kingdom of Vientiane (1707 - 1828).svg อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์
Flag of the Kingdom of Champasak (1713-1947).svg อาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
Flag of Thailand (1817).svg พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
Flag of Thailand (1817).svg เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)
Flag of Thailand (1817).svg ท้าวสุรนารี
Flag of Thailand (1817).svg สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ
Flag of the Kingdom of Vientiane (1707 - 1828).svg เจ้าอนุวงศ์[1]

Flag of the Kingdom of Champasak (1713-1947).svg เจ้าราชบุตร (โย้)[2]
Flag of the Kingdom of Vientiane (1707 - 1828).svg เจ้ามหาอุปราช (ติสสะ)[3]
Flag of the Kingdom of Vientiane (1707 - 1828).svg เจ้าราชวงศ์ (เหง้า)[4]

ประวัติศาสตร์ลาว
Pha That Luang 02.jpg
ยุคล้านช้าง
อาณาจักรล้านช้าง
ยุคแห่งความแตกแยก
ยุครัฐในอารักขา
สมัยใหม่
ดูเพิ่ม
[แก้ไขแม่แบบนี้]

กบฏเจ้าอนุวงศ์ เป็นการก่อกบฏของเจ้าอนุวงศ์ในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่าง พ.ศ. 2369-2371 เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้วีรกรรมของท้าวสุรนารีเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง

เบื้องหลัง[แก้]

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงให้เจ้านันทเสนไปปกครองเวียงจันทน์ ต่อมาเป็นกบฏ จึงมีรับสั่งประหารชีวิตและทรงให้เจ้าอินทร์ปกครองแทน หลังเจ้าอินทร์ถึงแก่พิราลัย ก็ทรงให้เจ้าอนุวงศ์ปกครองแทน

โอกาสที่เจ้าอนุวงศ์มาถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในปี พ.ศ. 2367 ได้ทูลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวขอแบ่งชาวเวียงจันทน์เมื่อครั้งถูกกวาดต้อนลงมายังไทยครั้งสงครามสมัยกรุงธนบุรี พระองค์ดำริว่าไม่เหมาะ จึงไม่พระราชทานให้ เจ้าอนุวงศ์รู้สึกอัปยศ เมื่อกลับไปยังเมืองแล้วก็คิดแผนกบฏต่อไทย

เจ้าอนุวงศ์พิจารณาเห็นว่า ไทยเกรงศึกสองด้าน คือ ทั้งพม่าและญวน เจ้าอนุวงศ์จึงหันไปฝักใฝ่ญวน ด้วยเห็นว่าหากตั้งตนเป็นอิสระแล้ว ไทยคงไม่กล้ายกทัพมาปราบปรามแน่

พ.ศ. 2369 มีข่าวลือว่าอังกฤษจะนำเรือรบมายึดกรุงเทพมหานคร เจ้าอนุวงศ์เห็นเป็นโอกาส จึงยกกองทัพมายึดหัวเมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ทัพที่จัดมามี 3 ทัพ ได้แก่ ทัพเจ้าเมืองจำปาศักดิ์ของเจ้าราชบุตร ยกเข้ามาทางอุบลราชธานี, ทัพของพระอุปราช ยกเข้ามาทางร้อยเอ็ด และทัพหลวงของเจ้าอนุวงศ์ยกมาทางนครราชสีมา

กองทัพเวียงจันทน์ถึงนครราชสีมา[แก้]

เจ้าอนุวงศ์ออกอุบายแก่เจ้าเมืองตามรายทางว่า อังกฤษกำลังเตรียมนำทัพเรือมายึดกรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้เจ้าอนุวงศ์เกณฑ์กองทัพเวียงจันทน์ลงมาช่วยทำศึก เจ้าเมืองตามรายทาง เช่น ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ขอนแก่น สุรินทร์ ขุขันธ์ หลงเชื่อและให้การสนับสนุนเจ้าอนุวงศ์ ยอมให้เดินทัพผ่านโดยสะดวก และมอบเสบียงอาหารให้เพิ่มเติมด้วย จนกระทั่งทัพเวียงจันทน์มาถึงนครราชสีมา ขณะนั้นพระยานครราชสีมาและพระยาปลัดไม่อยู่ว่าราชการ เจ้าอนุวงศ์ก็เข้ายึดนครราชสีมาและส่งกองทัพไปกวาดต้อนผู้คนถึงสระบุรี

เจ้าอนุวงศ์แตกทัพ[แก้]

ทางกรุงเมื่อทราบข่าว ก็มีการแต่งทัพออกไปช่วย โดยให้กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ยกกองทัพไปยังสระบุรี ครั้นทัพหน้าเวียงจันทน์ทราบข่าวก็ถอยไปยังนครราชสีมา

ฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ได้กวาดต้อนชาวเมืองและยึดทรัพย์สินจากนครราชสีมา คุณหญิงโม ภริยาพระยาปลัดเมืองนครราชสีมาเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกกวาดต้อนไปด้วย ก็ออกอุบายขอให้ผ่อนให้ควบคุมไปช้า ๆ เพื่อรอให้บรรดาชาวเมืองไปให้ทันกัน ครั้นถึงทุ่งสัมฤทธิ์ คุณหญิงโมก็เลี้ยงสุราแก่ทหารลาว เมื่อเห็นได้โอกาส ชาวเมืองทั้งหลายต่างก็ใช้อาวุธฆ่าฟันทหารลาวตายเป็นจำนวนมาก ทัพลาวได้แตกทัพหนีไป ส่วนชาวเมืองทั้งหลายก็ตั้งค่ายที่ทุ่งสัมฤทธิ์นั้น มีชาวเมืองที่หลบหนีมาเข้าด้วยเป็นจำนวนมาก

เจ้าอนุวงศ์ส่งกองทัพมาตีค่ายก็ถูกตีพ่ายกลับไป ครั้นเมื่อทราบข่าวทางกรุงยกทัพมาช่วยนครราชสีมา ก็นำทัพกลับไปยังเวียงจันทน์ โดยจัดทัพคอยสกัดตามด่านเพื่อเตรียมการต่อสู้

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้พระยาราชสุภาวดีคุมทัพที่สองไปปราบกบฏทางอุบลราชธานีและร้อยเอ็ด แล้วไปบรรจบกับทัพแรกที่เวียงจันทน์ และทรงให้เจ้าพระยาอภัยภูธรคุมทัพที่สามไปปราบเมืองหล่มและหัวเมืองขึ้น แล้วไปบรรจบกันที่เวียงจันทน์อีกทัพหนึ่ง

กองทัพของพระยาราชสุภาวดีตีพวกกบฏตั้งแต่พิมาย ยโสธร ไปจนถึงจำปาศักดิ์ จับได้ตัวเจ้านครจำปาศักดิ์และบุตรหลานของเจ้าอนุวงศ์ เสร็จแล้วก็ผ่านนครพนมไปสมทบกันที่เวียงจันทน์

อีกด้านหนึ่ง ทัพหลวงของกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ตีด่านหนองบัวลำภู ค่ายทุ่งส้มป่อย ใกล้กับช่องเขาข้ามไปยังเวียงจันทน์ ทหารลาวส่งกองทัพมาล้อม สู้กันเป็นเวลา 7 วัน กองทัพลาวก็ถูกตีพ่ายกลับไป เสร็จแล้วก็ยกทัพเข้าเวียงจันทน์ได้อย่างง่ายดาย ฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ที่เห็นว่ากองทัพลาวที่ด่านหนองบัวลำภูแพ้แล้วก็ไม่คิดต่อสู้อีก รีบพาครอบครัวอพยพไปญวน

ครั้นยึดเมืองได้แล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมอบหมายให้ทำลายนครเวียงจันทน์ให้หมดสิ้น แต่กระทำการยังไม่สำเร็จ ก็นำทัพกลับมายังกรุงเทพมหานครเสียก่อน

ยกไปเวียงจันทน์อีก[แก้]

เจ้าพระยาราชสุภาวดีกลับไปนครเวียงจันทน์อีก เมื่อต้นปี พ.ศ. 2371 พอไปถึงก็เห็นว่าเจ้าอนุวงศ์กลับมาแล้ว ข้าหลวงญวนได้มาเจรจาว่า "พระเจ้ากรุงเวียดนามให้พาเจ้าอนุวงศ์มาอ่อนน้อมสารภาพผิด" และ "อนุทำผิดหนีไปหาญวน ญวนเหมือนมารดา กรุงเทพมหานครเหมือนบิดา บิดาโกรธบุตรแล้ว มารดาต้องพามาขโทษ" โดยเจรจาให้นำตัวเจ้าอนุวงศ์พาตัวไปลุแก่โทษที่กรุงเทพมหานคร

พระยาพิไชยสงครามตายใจ ปล่อยให้ไพร่พลพักผ่อน ครั้นตกกลางคืน เจ้าอนุวงศ์ได้นำทหารเข้าจู่โจมทหารไทย ฆ่าตายเกือบหมด รวมทั้งพระยาพิไชยสงครามนั้นด้วย ฝ่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดีนำกองทัพขึ้นไป เจ้าอนุวงศ์ได้ให้เจ้าราชวงศ์คุมกองทัพจะจับตัว กองทัพทั้งสองปะทะกันที่บ้านบกหวาน กองทัพลาวแพ้ถูกตามตีไปจนถึงเวียงจันทน์

เหตุการณ์สืบเนื่อง[แก้]

เจ้าอนุวงศ์จะนำครอบครัวหนีไปยังญวนอีก แต่ถูกจับตัวได้ ถูกส่งมายังกรุงเทพมหานครพร้อมครอบครัว เจ้าพระยาราชสุภาวดีก็ให้รื้อทำลายสถานที่สำคัญในเวียงจันทน์จนหมด และกวาดต้อนผู้คนมายังหัวเมืองชั้นใน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเลือกพระยาที่จงรักภักดีไปปกครองหัวเมืองที่ขึ้นกับเวียงจันทน์ โดยให้ขึ้นกับหลวงพระบางแทน ตั้งแต่นั้น ลาวก็ขึ้นกับไทยเรื่อยมา จนกระทั่งตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส

ครั้นเจ้าอนุวงศ์มาถึงกรุงเทพมหานครแล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ทำกรงขังเจ้าอนุวงศ์และครอบครัวเป็นการประจาน ประชาชนไปดูและสาปแช่งทุกวัน เจ้าอนุวงศ์ถูกขังได้ 7-8 วันก็ป่วยตาย

หมายเหตุ[แก้]

  1. Stuart-Fox 2008, pp. 11.
  2. Stuart-Fox 2008, pp. 237.
  3. Stuart-Fox 2008, pp. 349.
  4. Stuart-Fox 2008, pp. 231.

อ้างอิง[แก้]

  • Stuart-Fox, Martin (2008). Historical Dictionary of Laos. Lanham, Maryland: The Scarecrow Press, Inc. ISBN 9780810856240. 
  • ดนัย ไชยโยธา. (2546). ประวัติศาสตร์ไทย: ยุคกรุงธนบุรีถึงกรุงรัตนโกสินทร์. สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์. ISBN 974-276-111-6. หน้า 67-71.