จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Chulalongkorn University
MongkutChulalongkornU.png
ชื่อย่อ จุฬาฯ / CU
คติพจน์
  • ความรู้คู่คุณธรรม (ทางการ)
  • เกียรติภูมิจุฬาฯ คือเกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน[1] (ไม่เป็นทางการ)
สถาปนา 26 มีนาคม พ.ศ. 2460
ประเภท สถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ
อธิการบดี ศ. นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล
นายกสภาฯ ศ.กิตติคุณ คุณหญิง ดร.สุชาดา กีระนันทน์
จำนวนผู้ศึกษา 38,024 คน (ปีการศึกษา 2557)
ที่ตั้ง 254 ถนนพญาไท แขวงวังใหม่
เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 ประเทศไทย
วิทยาเขต วิทยาเขตเดียว (พื้นที่ 1,153 ไร่)
สีประจำสถาบัน      สีชมพู
เครือข่าย APRU, AUN
เว็บไซต์ www.chula.ac.th
CUmarkthai.png

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศไทย[2][3] ตั้งอยู่ที่เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ถือกำเนิดจาก "โรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน" ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งขึ้นภายในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2442 พร้อมทั้งพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญ "พระเกี้ยว" มาเป็นเครื่องหมายประจำโรงเรียน การดำเนินงานของโรงเรียนมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นลำดับ จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2459 (ขณะนั้นนับวันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ นับอย่างใหม่ต้องเข้าปี พ.ศ. 2460) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงประดิษฐานขึ้นเป็นมหาวิทยาลัย และพระราชทานนามว่า "จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" เพื่อเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์เฉลิมพระเกียรติแห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมชนกนาถของพระองค์ นับตั้งแต่ พ.ศ. 2460 ถึงปัจจุบัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีผู้บัญชาการและอธิการบดีมาแล้ว 16 คน อธิการบดีคนปัจจุบัน คือ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ภิรมย์ กมลรัตนกุล

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศในทุกสาขาวิชา และได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาในระดับดีมากจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา อีกทั้งยังเป็น 1 ใน 9 มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ[4] จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังเป็นสมาชิกเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน (AUN) และเป็นมหาวิทยาลัยไทยเพียงแห่งเดียวที่เป็นสมาชิกสมาคมมหาวิทยาลัยภาคพื้นแปซิฟิก (APRU) อีกด้วย นอกจากนี้ จากผลการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาในแต่ละปีการศึกษา นักเรียนที่ทำคะแนนรวมได้สูงสุดของคณะต่าง ๆ ทั้งการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลางรูปแบบเก่าที่เรียกว่า เอ็นทรานซ์ (entrance) รูปแบบปัจจุบันที่เรียกว่า แอดมิชชั่น (admission) ที่จัดโดยสมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย[5][6][7][8][9][10][11][12] และระบบรับตรงของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทยพบว่าส่วนใหญ่เลือกเข้าศึกษาต่อในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทุกปี[13][14][15][16][17]

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่ใช้คำว่า "นิสิต" เรียกผู้เข้าศึกษาในสังกัดของสถาบัน เพราะในอดีตที่ตั้งของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ห่างไกลเขตพระนครมาก ทำให้การเดินทางมาศึกษาเป็นไปอย่างยากลำบาก จึงมีการสร้างหอพักเพื่อให้ผู้เข้าศึกษาสามารถพักอาศัยในบริเวณมหาวิทยาลัยได้ และใช้คำว่า "นิสิต" ที่แปลว่า "ผู้อาศัย" เรียกผู้เข้าศึกษา ซึ่งมีความเป็นมาคือ ในอดีตนั้นนักเรียนจะเรียนวิชาใด ต้องไปฝากตัวเป็นศิษย์ในสำนักอาจารย์ต่าง ๆ เช่น ในยุโรปไปฝากตัวที่สำนักของบาทหลวง ในประเทศไทยไปฝากตัวที่วัดเป็นศิษย์ของพระและอาศัยวัดเป็นสถานที่ศึกษา ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษจึงใช้คำว่า "matriculated student" ที่แปลว่า "นักศึกษาที่ได้รับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว" เรียกผู้เข้าศึกษา เช่นเดียวกับคำว่า "นิสิต"[18] ทั้งนี้ ในอดีต โรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปัจจุบัน) ใช้คำว่า "นิสิต" เรียกผู้จบการศึกษาประโยคมัธยมศึกษาตอนปลายและเรียนเพื่อสอบวิชาเป็นบัณฑิต[19] และแม้ว่าในปัจจุบันการเดินทางจะสะดวกขึ้นเป็นอันมาก เขตปทุมวันซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเปลี่ยนแปลงไปเป็นย่านธุรกิจการค้าใจกลางเมือง นิสิตไม่มีความจำเป็นจะต้องพักในหอพักนิสิตทุกคน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังคงใช้คำว่า "นิสิต" นี้เรียกผู้เข้าศึกษา เพื่อเป็นที่รำลึกถึงความเป็นมาของสถาบัน

ปัจจุบัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดการเรียนการสอนครอบคลุมทั้งสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์สุขภาพ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ รวมทั้งสิ้น 19 คณะ 1 สำนักวิชา 3 วิทยาลัย 1 บัณฑิตวิทยาลัย สถาบัน 2 สถาบัน และสถาบันสมทบอีก 2 สถาบัน จำนวนหลักสูตรรวมทั้งสิ้น 506 หลักสูตร ประกอบด้วย ระดับปริญญาตรี 113 หลักสูตร ระดับบัณฑิตศึกษา 393 หลักสูตร ในจำนวนนี้เป็นหลักสูตรนานาชาติและหลักสูตรภาษาอังกฤษ 87 หลักสูตร นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งสถาบันวิจัยขึ้นภายในมหาวิทยาลัยอีกหลายแห่งเพื่อวิจัยในศาสตร์ต่าง ๆ ด้วย

เนื้อหา

ประวัติ[แก้]

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปิยมหาราช และสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือกำเนิดจาก “โรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2442 (นับวันขึ้นปีใหม่แบบไทยคือ พ.ศ. 2441) ณ ตึกยาว ข้างประตูพิมานชัยศรี ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยมีพระราชปรารภที่จะทรงจัดการปกครองพระราชอาณาจักรให้ทันกาลสมัย จึงจัดตั้งโรงเรียนเพื่อฝึกหัดนักเรียนสำหรับรับราชการปกครองขึ้นในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งนักเรียนที่จบการศึกษาจากโรงเรียนแห่งนี้ จะได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กรับราชการใกล้ชิดพระองค์ และด้วยประเพณีโบราณที่ข้าราชการจะถวายตัวเข้าศึกษางานในกรมมหาดเล็ก ก่อนที่จะออกไปรับตำแหน่งในกรมอื่น ๆ ดังนั้น พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนนามโรงเรียนเป็น “โรงเรียนมหาดเล็ก” เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2445[20] เพื่อเป็นรากฐานของสถาบันการศึกษาขั้นสูงต่อไปในอนาคต ดังจะเห็นได้จากพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ได้พระราชทานแก่พระราชวงศ์ และข้าราชการซึ่งเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในงานของโรงเรียนราชกุมารในพระบรมมหาราชวัง ความตอนหนึ่งดังนี้[21]


...เมื่อได้กล่าวถึงโรงเรียนนี้ ว่าจะเปนการสงเคราะห์แต่ตระกูลเจ้านายดังนี้ ใช่ว่าจะลืมตระกูลข้าราชการและราษฎรเสียเมื่อไร โรงเรียนที่มีอยู่แล้วแลที่จะตั้งขึ้นต่อไปภายน่า โดยมากได้คิดจัดการโดยอุส่าห์เต็มกำลังที่จะให้เป็นการเรียบร้อย พร้อมเพรียงเหมือนอย่างโรงเรียนนี้ แลคิดจะให้แพร่หลายกว้างขวาง เปนคนที่ได้เรียนมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ทั้งจะมีโรงเรียนวิชาอย่างสูงขึ้นไปอีกซึ่งกำลังคิดจัดอยู่บัดนี้ เจ้านายตั้งแต่ลูกฉันเปนต้นไป ตลอดจนถึงราษฎรที่ต่ำสุด จะให้ได้มีโอกาสเล่าเรียนได้เสมอกัน ไม่ว่าเจ้าว่าขุนนางว่าไพร่ เพราะฉะนั้นจึ่งขอบอกได้ว่า การเล่าเรียนในบ้านเมืองเรานี้จะเปนข้อสำคัญที่หนึ่ง ซึ่งฉันจะอุส่าห์จัดให้เจริญขึ้นจงได้[22]


ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริที่จะขยายการจัดการศึกษา เพื่อผลิตนักเรียนไปรับราชการในกระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ ไม่เฉพาะกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกโรงเรียนมหาดเล็กเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือน โดยใช้วังวินด์เซอร์เป็นสถานที่ประกอบการเรียนการสอน และสถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2453 พร้อมทั้ง พระราชทานนามโรงเรียนแห่งนี้ว่า “โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” เนื่องจากเป็นโรงเรียนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำริจัดตั้งขึ้น และได้ใช้เงินคงเหลือจากการที่ราษฎรเรี่ยรายกันเพื่อสร้างพระบรมรูปทรงม้านั้น มาใช้เป็นทุนของโรงเรียนแห่งนี้[23] นอกจากนี้ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดที่ดินพระคลังข้างที่รวมเนื้อที่ทั้งสิ้น 1,309 ไร่เป็นเขตโรงเรียน[24] โดยมีการจัดการศึกษาใน 5 โรงเรียน (คณะในปัจจุบัน) ได้แก่ โรงเรียนรัฎฐประศาสนศาสตร์ โรงเรียนคุรุศึกษา (โรงเรียนฝึกหัดครู) โรงเรียนราชแพทยาลัย โรงเรียนเนติศึกษา (โรงเรียนกฎหมาย) และโรงเรียนยันตรศึกษา[25]

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริเห็นสมควรที่จะขยายการศึกษาในโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น คือ ไม่เฉพาะสำหรับผู้ที่จะเล่าเรียนเพื่อรับราชการเท่านั้น แต่ผู้ใดที่มีความประสงค์จะศึกษาขั้นสูงก็สามารถเข้าเรียนได้ทั่วถึงกัน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2459 พร้อมทั้งพระราชทานนามว่า “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เพื่อเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์เฉลิมพระเกียรติแห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้สังกัดอยู่ในกระทรวงธรรมการ[26] ซึ่งเป็นไปตามพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานแก่ผู้มาร่วมงานพระราชพิธีวางศิลาพระฤกษ์ตึกบัญชาการโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ในปัจจุบัน) เมื่อวันจันทร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2458 ดังนี้


วันนี้เรายินดีที่ได้รับอัญเชิญให้มาวางศิลาฤกษ์สำหรับมหาวิทยาลัยนี้ เพราะเป็นกิจอันหนึ่งซึ่งเราปรารถนาอยู่นานแล้ว ที่จะยังให้เป็นผลสำเร็จตามพระราชประสงค์ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงพระราชปรารถนามานานแล้ว ในเรื่องที่จะให้มีมหาวิทยาลัยขึ้นสำหรับเป็นสถานอุดมศึกษาของชาวสยาม แต่ในรัชสมัยของพระองค์ ยังมีเหตุติดขัด ซึ่งการจะยังดำเนินไม่ได้ตลอดปลอดโปร่ง ตัวเราเป็นรัชทายาทจึ่งรู้สึกเป็นหน้าที่อันหนึ่ง ที่จะต้องทำการนั้นให้สำเร็จตามพระราชประสงค์โดยรู้ว่าเมื่อทำได้สำเร็จแล้ว จะเป็นเครื่องเพิ่มพูนพระเกียรติยศ เป็นราชานุสาวรีย์เป็นที่คำนึงถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราชของชาติไทยเรา เป็นการสมควรยิ่งนักที่จะสร้างพระราชานุสาวรีย์อันใหญ่และถาวรเช่นนี้ ทั้งจะได้เป็นเครื่องที่จะทำให้บังเกิดประโยชน์แก่ชาติไทยไม่มีเวลาเสื่อมสูญด้วย[27]


ตราสัญลักษณ์โรงเรียนข้าราชการพลเรือน[28]

ในระยะแรกจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยอยู่เพียงระดับประกาศนียบัตรพร้อมกับเตรียมการเรียนการสอนในระดับปริญญา โดยจัดการศึกษาออกเป็น 2 วิทยาเขต คือ วิทยาเขตปทุมวันและวิทยาเขตโรงพยาบาลศิริราช จัดการเรียนการสอนออกเป็น 4 คณะ ได้แก่ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในปัจจุบัน) คณะวิศวกรรมศาสตร์ และ คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ส่วนโรงเรียนฝึกหัดครูย้ายกลับไปสังกัดกรมศึกษาธิการ กระทรวงธรรมการ และโรงเรียนกฎหมายย้ายกลับไปสังกัดกระทรวงยุติธรรม[29]

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2465 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) ทรงเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการติดต่อขอความร่วมมือจากมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์เพื่อปรับปรุงมาตรฐานการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผลให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสามารถจัดการศึกษาในระดับปริญญาได้[30]

หลังจากนั้น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ขยายการจัดการศึกษาโดยจัดตั้งคณะและแผนกอิสระเพิ่มขึ้นอีกหลายแห่ง ได้แก่ คณะนิติศาสตร์ (โดยการรวมโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรมและแผนกวิชาข้าราชการพลเรือน (คณะรัฐประศาสนศาสตร์เดิม) เข้าไว้ด้วยกัน)[31][32] แผนกอิสระเภสัชกรรมศาสตร์ แผนกอิสระสัตวแพทยศาสตร์ แผนกอิสระสถาปัตยกรรมศาสตร์ และแผนกอิสระทันตแพทยศาสตร์[33] นอกจากนี้ ยังเริ่มเน้นการเรียนการสอนอันเป็นพื้นฐานของวิชาชีพในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยจัดตั้งโรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัย คือ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาในปัจจุบัน)

ระหว่างปี พ.ศ. 2476–2486 การจัดการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง โดยมีการโอนย้ายส่วนราชการออกจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบางส่วนเพื่อจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ขึ้น กล่าวคือ เมื่อ พ.ศ. 2476 มีการโอนคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ไปขึ้นตรงกับมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปัจจุบัน)[34] และ พ.ศ. 2486 มีการโอนย้ายคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล แผนกอิสระทันตแพทยศาสตร์ แผนกอิสระสัตวแพทยศาสตร์ และแผนกอิสระเภสัชกรรมศาสตร์ เพื่อตั้งเป็นมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (มหาวิทยาลัยมหิดลในปัจจุบัน)[35] อย่างไรก็ตาม คณะเภสัชศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ และคณะสัตวแพทยศาสตร์ ยังคงใช้สถานที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อจัดการศึกษาอยู่ ดังนั้น ทั้ง 3 คณะจึงถูกโอนกลับมาเป็นคณะวิชาในสังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกครั้งในระยะต่อมา[36][37]

เมื่อจอมพล แปลก พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงด้านภาษาและหนังสือหลายประการ เช่น ยกเลิกการใช้อักษร "" ให้ใช้ ", " แทน และ ยกเลิกการใช้ "" ให้ใช้ "" แทน[38] ดังนั้น จึงได้ปรากฏการเขียนชื่อมหาวิทยาลัยในรูปแบบอื่นอีก ได้แก่ "จุลาลงกรน์มหาวิทยาลัย"[39] ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามสมัยนิยม อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่ ในปี พ.ศ. 2487 ก็มีการประกาศยกเลิกการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และให้กลับไปใช้การเขียนภาษาในรูปแบบเดิม การเขียนชื่อมหาวิทยาลัยจึงกลับเป็นแบบเดิม หลังจากนั้น ในช่วง พ.ศ. 2497–พ.ศ. 2514 ยังสามารถพบการเขียนนามมหาวิทยาลัยว่า "จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย" ซึ่งไม่มีเครื่องหมายทัณฑฆาตที่ "" เช่น พระราชบัญญัติจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ฉบับที่ 4, 5 และ 6[40]

ระหว่างปี พ.ศ. 2486–2503 มหาวิทยาลัยก็ได้ขยายการศึกษาไปยังสาขาต่าง ๆ ให้กว้างขวางขึ้นโดยเน้นการศึกษาในระดับปริญญาตรีเป็นหลัก โดยมีการจัดตั้งคณะขึ้นใหม่หลายสาขา และตั้งแต่ พ.ศ. 2504 ถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยได้ขยายการศึกษาระดับปริญญาตรีอย่างกว้างขว้าง พร้อมกับพัฒนาการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา และก่อตั้งหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนและงานบริการทางวิชาการแก่สังคม

สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย[แก้]

พระเกี้ยวจำลอง ณ หอประวัติจุฬาฯ
ต้นจามจุรีบริเวณลานจามจุรี

พื้นสำรด "สีเหลือง" สำหรับฉลองพระองค์ครุยพระบรมราชูปถัมภก เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบรมราชจักรีวงศ์
พื้นสำรด "สีดำ" สำหรับระดับบัณฑิตและมหาบัณฑิต เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์แด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระบรมราชสมภพในวันเสาร์
พื้นสำรด "สีแดงชาด" สำหรับระดับดุษฎีบัณฑิต เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์แด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระบรมราชสมภพในวันอังคาร

  • จามจุรี เป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย ถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของจุฬาฯ มีความผูกพันกับชาวจุฬาฯ มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเป็นมหาวิทยาลัย ในวันที่ 15 มกราคม 2505 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมพระราชทานต้นจามจุรีแก่มหาวิทยาลัย จำนวน 5 ต้น ซึ่งพระองค์ทรงนำมาจากวังไกลกังวล หัวหิน และทรงปลูกด้วยพระองค์เอง พร้อมทั้งพระราชทานพระราชดำรัสว่า "จึงขอฝากต้นไม้ไว้ห้าต้นให้เป็นเครื่องเตือนใจตลอดกาล"[46][47] บริเวณด้านหน้าหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใกล้พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปิยมหาราชและสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า
  • สีชมพู      เป็นสีประจำมหาวิทยาลัย โดยศาสตราจารย์ ม.ร.ว.สุมนชาติ สวัสดิกุล ได้เสนอว่าชื่อของมหาวิทยาลัย คือ พระปรมาภิไธยเดิมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระบรมราชสมภพในวันอังคารและโปรดเกล้าฯ ให้ใช้สีชมพูเป็นสีประจำพระองค์ จึงสมควรอัญเชิญสีประจำพระองค์เป็นสีประจำมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นเกียรติและสิริมงคล[48]

ผู้บัญชาการและอธิการบดี[แก้]

นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีผู้บัญชาการและอธิการบดี ดังรายพระนามและรายนาม ต่อไปนี้[49]

ผู้บัญชาการ
ลำดับ รายนามผู้บัญชาการ วาระการดำรงตำแหน่ง อ้างอิง
1
มหาอำมาตย์ตรี พระยาอนุกิจวิธูร (สันทัด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) 6 เมษายน พ.ศ. 2460 – 31 มีนาคม พ.ศ. 2468 [50]
2
มหาอำมาตย์ตรี พระยาภะรตราชา (หม่อมหลวงทศทิศ อิศรเสนา) 10 ธันวาคม พ.ศ. 2472 – 1 กันยายน พ.ศ. 2475 [51]
อธิการบดี
ลำดับ รายนามอธิการบดี วาระการดำรงตำแหน่ง อ้างอิง
3
ศาสตราจารย์อุปการคุณ นายแพทย์แอลเลอร์ กัสติน เอลลิส 21 ตุลาคม พ.ศ. 2478 – 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2479 [52]
4
จอมพล แปลก พิบูลสงคราม 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2479 – 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 (วาระที่ 1) [53]
24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 – 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2483 (วาระที่ 2) [54]
24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2483 – 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2485 (วาระที่ 3)
24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2485 – 1 สิงหาคม พ.ศ. 2487 (วาระที่ 4)
21 ตุลาคม พ.ศ. 2492 – 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2493 (วาระที่ 5) [55]
5
ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้ารัชฎาภิเศก โสณกุล
1 กันยายน พ.ศ. 2487 – 31 สิงหาคม พ.ศ. 2489 (วาระที่ 1) [56]
1 กันยายน พ.ศ. 2489 – 31 สิงหาคม พ.ศ. 2491 (วาระที่ 2) [57]
1 กันยายน พ.ศ. 2491 – 5 กันยายน พ.ศ. 2492 (วาระที่ 3) [58]
6
พลอากาศโท มุนี มหาสันทนะ เวชยันตรังสฤษฎ์
17 สิงหาคม พ.ศ. 2493 – 16 สิงหาคม พ.ศ. 2495 (วาระที่ 1) [59]
17 สิงหาคม พ.ศ. 2495 – 16 สิงหาคม พ.ศ. 2497 (วาระที่ 2) [60]
17 สิงหาคม พ.ศ. 2497 – 16 สิงหาคม พ.ศ. 2499 (วาระที่ 3) [61]
17 สิงหาคม พ.ศ. 2499 – 16 สิงหาคม พ.ศ. 2501 (วาระที่ 4) [62]
29 สิงหาคม พ.ศ. 2501 – 28 สิงหาคม พ.ศ. 2503 (วาระที่ 5) [63]
29 สิงหาคม พ.ศ. 2503 – 6 กันยายน พ.ศ. 2504 (วาระที่ 6) [64]
7
จอมพล ประภาส จารุเสถียร
7 กันยายน พ.ศ. 2504 – 6 กันยายน พ.ศ. 2506 (วาระที่ 1) [65]
7 กันยายน พ.ศ. 2506 – 6 กันยายน พ.ศ. 2508 (วาระที่ 2) [66]
7 กันยายน พ.ศ. 2508 – 6 กันยายน พ.ศ. 2510 (วาระที่ 3) [67]
7 กันยายน พ.ศ. 2510 – 26 มีนาคม พ.ศ. 2512 (วาระที่ 4) [68]
8
ศาสตราจารย์อุปการคุณ ดร.แถบ นีละนิธิ
27 มีนาคม พ.ศ. 2512 – 3 มิถุนายน พ.ศ. 2512 (รักษาการ)
4 มิถุนายน พ.ศ. 2512 – 3 มิถุนายน พ.ศ. 2514 [69]
9
ศาสตราจารย์อุปการคุณ ดร.อรุณ สรเทศน์
4 มิถุนายน พ.ศ. 2514 – 3 มิถุนายน พ.ศ. 2516 (วาระที่ 1) [70]
4 มิถุนายน พ.ศ. 2516 – 3 มิถุนายน พ.ศ. 2518 (วาระที่2) [71]
10
ศาสตราจารย์กิตติคุณเติมศักดิ์ กฤษณามระ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2518 – 3 มิถุนายน พ.ศ. 2520 [72]
11
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.เกษม สุวรรณกุล
4 มิถุนายน พ.ศ. 2520 – 3 มิถุนายน พ.ศ. 2522 (วาระที่ 1) [73]
4 มิถุนายน พ.ศ. 2522 – 1 เมษายน พ.ศ. 2524 (วาระที่ 2)
1 เมษายน พ.ศ. 2524 – 1 เมษายน พ.ศ. 2528 (วาระที่ 3) [74]
1 เมษายน พ.ศ. 2528 – 2 มกราคม พ.ศ. 2532 (วาระที่ 4) [75]
12
ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา
2 มกราคม พ.ศ. 2532 – 2 มกราคม พ.ศ. 2536 (วาระที่ 1) [76]
2 มกราคม พ.ศ. 2536 – 31 มีนาคม พ.ศ. 2539 (วาระที่ 2) [77]
13
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.เทียนฉาย กีระนันทน์ 1 เมษายน พ.ศ. 2539 – 31 มีนาคม พ.ศ. 2543 [78]
14
รองศาสตราจารย์ ดร.ธัชชัย สุมิตร 1 เมษายน พ.ศ. 2543 – 31 มีนาคม พ.ศ. 2547 [79]
15
ศาสตราจารย์กิตติคุณ คุณหญิง ดร.สุชาดา กีระนันทน์ 1 เมษายน พ.ศ. 2547 – 31 มีนาคม พ.ศ. 2551 [80]
16
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ภิรมย์ กมลรัตนกุล
1 เมษายน พ.ศ. 2551 – 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 (วาระที่ 1) [81]
18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 – ปัจจุบัน (วาระที่ 2) [82]

หมายเหตุ คำนำหน้าพระนามหรือนามของผู้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหรืออธิการบดี เป็นคำนำหน้าพระนามหรือนามในขณะดำรงตำแหน่ง

การศึกษา[แก้]

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดทำการเรียนการสอนครอบคลุมทั้งสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์สุขภาพ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ รวมทั้งสิ้น 19 คณะ 1 สำนักวิชา 3 วิทยาลัย บัณฑิตวิทยาลัย สถาบัน2 สถาบัน และยังมีสถาบันสมทบอีก 2 สถาบัน ในปีการศึกษา 2556 เปิดทำการสอนด้วยจำนวนหลักสูตรทั้งหมด 506 สาขาวิชา โดยจำแนกเป็นระดับปริญญาตรี 113 สาขาวิชา, หลักสูตรระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต 9 สาขาวิชา หลักสูตรระดับปริญญาโท 230 สาขาวิชา หลักสูตรระดับประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง 39 สาขาวิชา และหลักสูตรระดับปริญญาเอก 115 สาขาวิชา[83] ในจำนวนนี้เป็นหลักสูตรนานาชาติและหลักสูตรภาษาอังกฤษ 87 หลักสูตร[84] ปัจจุบันประกอบด้วยส่วนงานทางวิชาการที่จัดการเรียนการสอน ได้แก่[85][86]

คณะกลุ่มสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์[แก้]

คณะกลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี[แก้]

คณะกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ[แก้]

หลักสูตรนานาชาติ[แก้]

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดทำการสอนหลักสูตรนานาชาติทั้งหมด 87 หลักสูตร

ส่วนที่จัดการสอนและงานวิจัยเฉพาะระดับบัณฑิตศึกษา[แก้]

สถาบันสมทบ[แก้]

งานวิจัย[แก้]

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีส่วนงานที่มีวัตถุประสงค์หลักในการก่อตั้งเพื่อเป็นสถาบันวิจัยในศาสตร์สาขาต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

หน่วยงานที่สนับสนุนการทำวิจัยที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ อีก ได้แก่ ศูนย์บริการวิชาการ (Unisearch) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้คณาจารย์และนักวิจัยของมหาวิทยาลัยนำผลการศึกษาวิจัยออกสู่สังคมและหน่วยงานนอกมหาวิทยาลัย ส่วนหน่วยงานสถาบันทรัพย์สินทางปัญญาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ผลงานศึกษาวิจัยได้พัฒนาและนำไปสู่การจดสิทธิบัตรประเภทต่าง ๆ นอกจากนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังสนับสนุนทุนสำหรับการสร้างหน่วยปฏิบัติการวิจัย (RU) และศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทาง (CE) ปัจจุบัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีหน่วยปฏิบัติการวิจัยมากกว่า 100 หน่วย และมีศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางทั้งในระดับชาติและมหาวิทยาลัยมากกว่า 20 ศูนย์[87]

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้กำหนดให้มีกลุ่มวิจัยหลักซึ่งเป็นการรวมศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางและนักวิชาการที่มีเฉพาะเรื่องเข้ามาบูรณาการให้เป็นการวิจัยแบบสหศาสตร์ รวมทั้ง เน้นการบริหารจัดการการวิจัยที่เป็นองค์รวม มีการติดตามและประเมินผลแบบอัตโนมัติ[87] โดยแบ่งออกเป็น 10 กลุ่มวิจัยหลัก[88] ได้แก่

  • กลุ่มวิจัยด้านพลังงาน
  • กลุ่มวิจัยด้านอาหารและน้ำ
  • กลุ่มวิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • กลุ่มวิจัยด้านสุขภาพ
  • กลุ่มวิจัยด้านสังคมผู้สูงวัย
  • กลุ่มวิจัยวัสดุขั้นสูง
  • กลุ่มวิจัยความมั่นคงมนุษย์
  • กลุ่มวิจัยด้านพัฒนาสังคม
  • กลุ่มวิจัยด้านอาเซียนศึกษา
  • กลุ่มวิจัยด้านการจัดการภัยพิบัติ

ในปี พ.ศ. 2557 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีผลงานตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติในฐานข้อมูล Web of Science ของสถาบัน ISI บริษัท Thomson Reuters จำนวน 1,488 เรื่อง ซึ่งมีจำนวนงานวิจัยมากเป็นอันดับสองของประเทศไทยรองจากมหาวิทยาลัยมหิดล ส่วนผลงานตีพิมพ์ฐานข้อมูล Scopus ของบริษัท Elsevier B.V. มีจำนวนงานวิจัยมากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ โดยมีจำนวนถึง 1,857 เรื่อง [89] นอกจากนี้ จำนวนการอ้างอิงจากฐานข้อมูล Web of Science มีจำนวนทั้งสิ้น 25,119 ครั้ง และฐานข้อมูล Scopus 27,531 ครั้ง[90]

อันดับและมาตรฐานของมหาวิทยาลัย[แก้]

อันดับมหาวิทยาลัย
ระดับประเทศ
สถาบันที่จัด อันดับ
THES (2014) -
Webometrics (1/2015) 3[91]
QS (Asia) (2015) 2[92]
QS (World) (2014) 1[93]
SIR (2014) 1[94]
CWUR (2015) 1[95]
URAP (2014) 2[96]
ระดับนานาชาติ
สถาบันที่จัด อันดับ
THES (2014) -
Webometrics (1/2015) 482[91]
QS (Asia) (2015) 53[92]
QS (World) (2014) 243[97]
SIR (2014) 479[98]
CWUR (2015) 283[99]
URAP (2014) 439[100]

การประเมินคุณภาพมหาวิทยาลัย[แก้]

เมื่อปี พ.ศ. 2549 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยระดับดีเลิศ ทั้งในด้านการเรียนการสอนและการวิจัย จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของไทยโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา อีกทั้งยังเป็น 1 ใน 9 มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย[101] นอกจากนี้สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ได้เข้าประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้รับรองมาตรฐานในระดับดีมากแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[102]

ส่วนการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการโดย สกว. ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยครั้งที่ 3 ในปีพ.ศ. 2554 พบว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการประเมินในระดับ 5 หรือในระดับดีเยี่ยมในกลุ่มสาขาวิศวกรรมศาสตร์ กลุ่มสาขาเทคโนโลยี กลุ่มสาขาแพทยศาสตร์และทันตแพทยศาสตร์ กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการเกษตร และสัตวแพทยศาสตร์ และกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ[103][104]

อันดับมหาวิทยาลัย[แก้]

นอกจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโดยหน่วยงานในประเทศไทยแล้ว ยังมีหน่วยงานจัดอันดับมหาวิทยาลัยจากต่างประเทศอีกหลายหน่วยงาน ซึ่งแต่ละหน่วยงานมีเกณฑ์การจัดอันดับและการให้คะแนนที่แตกต่างกัน ได้แก่

การจัดอันดับโดย The Times Higher Education[แก้]

การจัดอันดับโดย The Times Higher Education หรือ THE ที่จัดอันดับ 400 มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ในปี พ.ศ. 2557 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไม่ติดอันดับ 400 อันดับแรกของโลก แต่เคยติดอันดับในปี พ.ศ. 2553 โดยได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 341 ของโลก ในปี พ.ศ. 2553

การจัดอันดับโดย Webometrics[แก้]

การจัดอันดับมหาวิทยาลัยของเว็บโอเมตริกซ์ ประจำปี พ.ศ. 2558 จัดทำขึ้นเพื่อแสดงความตั้งใจของสถาบันต่าง ๆ ในการเผยแพร่ความรู้สู่เว็บ และเป็นความริเริ่มเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงความรู้อย่างเปิดกว้าง (Open Access) ทั่วโลก อันดับ Webometrics จะบอกถึงปริมาณและคุณภาพของสิ่งตีพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ในเว็บไซต์ของสถาบัน โดยพิจารณาจากจำนวน Link ที่เชื่อมโยงเข้าสู่เว็บนั้นๆจากเว็บภายนอกโดยวัดจากการสืบค้นด้วยSearch Engine และนับจำนวนเอกสารตีพิมพ์ออนไลน์ในกลุ่มของไฟล์ .pdf .ps .ppt และ .doc และจำนวนเอกสารที่มีการอ้างอิง (Citation) แบบออนไลน์ผ่านกูเกิลสกอลาร์ (Google Scholar) โดยจะจัดอันดับปีละ 2 ครั้ง ได้แก่ เดือนมกราคม และ เดือนกรกฎาคม โดยล่าสุดในเดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2558 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 3 ของประเทศไทย อันดับที่ 89 ของเอเชีย และอยู่ในอันดับที่ 482 ของโลก[105]

การจัดอันดับโดย Quacquarelli Symonds[แก้]

จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกโดยแควกเควเรลลี ไซมอนด์ส ประจำปี พ.ศ. 2557 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับในภาพรวมอยู่ในอันดับที่ 243 ของโลก ส่วนการจัดอันดับแบบแยกเป็นสาขาวิชา 5 สาขา พบว่า สาขามนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์ ไม่ติดอันดับ สาขาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี อยู่ในอันดับที่ 123[106] สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ อยู่ในอันดับที่ 248[107] สาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ อยู่ในอันดับที่ 281[108] และสาขาสังคมศาสตร์ อยู่ในอันดับที่ 127[109] โดยเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศไทยทั้งในการจัดอันดับแบบภาพรวมและในการจัดอันดับแบบแยกเป็นสาขาวิชา 4 สาขา จากที่จัดอันดับทั้งหมด 5 สาขา

ส่วนการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในทวีปเอเชียประจำปี พ.ศ. 2558 โดยแควกเควเรลลี ไซมอนด์ส ที่มีเกณฑ์การจัดอันดับแตกต่างจากระดับโลก พบว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับในภาพรวมอยู่ในอันดับที่ 53 ของเอเชีย ส่วนการจัดอันดับแบบแยกเป็นสาขาวิชา 5 สาขา พบว่า สาขาศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์ อยู่ในอันดับที่ 23 สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ อยู่ในอันดับที่ 19 สาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ อยู่ในอันดับที่ 34 สาขาสังคมศาสตร์ อยู่ในอันดับที่ 19 และสาขาวิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี อยู่ในอันดับที่ 33 โดยเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 2 ของประเทศไทยในการจัดอันดับแบบภาพรวม และเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยในการจัดอันดับแบบแยกเป็นสาขาวิชา 4 สาขา จากทั้งหมด 5 สาขา[110]

การจัดอันดับโดย SCImago Institutions Ranking[แก้]

อันดับมหาวิทยาลัยโดย SCImago Institutions Ranking หรือ SIR ซึ่งเป็นการจัดอันดับสถาบันที่มีผลงานวิจัยในระดับนานาชาติ ในปี พ.ศ. 2557 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 479 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย 6 ปีซ้อน นับตั้งแต่ปี 2552[111]

การจัดอันดับโดย Center for World University Rankings[แก้]

การจัดอันดับโดย Center for World University Rankings หรือ CWUR ที่มีเกณฑ์การจัดอันดับคือ คุณภาพงานวิจัย ศิษย์เก่าที่จบไป คุณภาพการศึกษา คุณภาพของอาจารย์ และภาควิชาต่าง ๆ ประจำปี พ.ศ. 2558 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศไทย และอยู่ในอันดับที่ 311 ของโลก[112]

การจัดอันดับโดย University Ranking by Academic Performance[แก้]

อันดับที่จัดโดย University Ranking by Academic Performance หรือ URAP ปี พ.ศ. 2557 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับให้เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย และอันดับ 479 ของโลก[113] โดยมีพื้นฐานทางด้านวิชาการตรงตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คุณภาพและปริมาณของบทความตีพิมพ์ทางวิชาการ บทความวิจัย การเผยแพร่ และการอ้างอิง

พื้นที่มหาวิทยาลัย[แก้]

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีพื้นที่ทั้งหมด 1,153 ไร่ โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ตามลักษณะการใช้พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่เขตการศึกษา 595 ไร่ พื้นที่ส่วนราชการเช่าใช้ 184 ไร่ และพื้นที่เขตพาณิชย์ 374 ไร่ [114] โดยแต่เดิมพื้นที่ทั้งหมดมี 1,309 ไร่ แต่ในปัจจุบันวัดได้ 1,153 ไร่ เพราะตัดที่ดินส่วนที่ใช้เป็นถนนและซอยต่าง ๆ ในเขตที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกไป[115]

พื้นที่การศึกษา[แก้]

แผนผังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พื้นที่มหาวิทยาลัยฝั่งหอประชุมใหญ่
สระน้ำด้านหน้าสนามรักบี้
พื้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฝั่งตะวันตกของถนนพญาไท(ฝั่งสำนักงานมหาวิทยาลัย)
พื้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฝั่งตะวันออกของถนนพญาไท(ฝั่งหอประชุมใหญ่)
ภาพมุมสูงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทั้งสองฝั่ง โดยมีถนนพญาไทคั่นกลาง

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีพื้นที่การศึกษา 595 ไร่ แบ่งออกเป็น 6 ส่วน[116] ซึ่งอยู่บริเวณ แขวงวังใหม่และแขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ได้แก่

ส่วนที่ 1 ฝั่งตะวันออกของถนนพญาไท ตั้งอยู่ในแขวงปทุมวัน ประกอบด้วย สระน้ำ สนามรักบี้ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ อาคารมหาวชิราวุธ ศาลาพระเกี้ยว ศูนย์หนังสือจุฬาฯ (สาขาศาลาพระเกี้ยว) หอประวัติ (ตึกจักรพงษ์) อาคารจุลจักรพงษ์ อาคารมหาวชิรุณหิศ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี วิทยาลัยประชากรศาสตร์ สถาบันภาษา สถาบันวิจัยสังคม สถาบันเอเชียศึกษา และสถาบันการขนส่ง พื้นที่ส่วนนี้ยังเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้ามหานคร สถานีสามย่านอีกด้วย

ส่วนที่ 2 ฝั่งตะวันตกของถนนพญาไท ตั้งอยู่ในแขวงวังใหม่ ประกอบด้วย สำนักงานมหาวิทยาลัย (กลุ่มอาคารจามจุรี 1-5, 8-9) บัณฑิตวิทยาลัย สนามกีฬาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาคารเฉลิมราชสุดากีฬาสถาน (อาคารศูนย์กีฬาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ฟิตเนสเซ็นเตอร์ คณะนิเทศศาสตร์ คณะครุศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี สถาบันวิจัยโลหะและวัสดุ ศูนย์วิทยทรัพยากร สถานีวิทยุจุฬาฯ โรงพิมพ์จุฬาฯ ธรรมสถาน สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ หอพักนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาคารวิทยพัฒนา อาคารแว่นแก้ว หอพักศศนิเวศ อาคารศศปาฐศาลา ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์

ส่วนที่ 3 ทิศเหนือของถนนพญาไท ติดกับสยามสแควร์ อยู่ในแขวงปทุมวัน ประกอบด้วย คณะทันตแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ โอสถศาลาหรือสถานปฏิบัติการเภสัชกรรมชุมชนของคณะเภสัชศาสตร์ และอาคารวิทยกิตติ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์หนังสือจุฬาฯ พื้นที่ส่วนนี้เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสยาม

ส่วนที่ 4 ทิศตะวันออกของถนนอังรีดูนังต์ ตั้งอยู่ในแขวงปทุมวัน บริเวณตั้งแต่สี่แยกศาลาแดง จนถึงสี่แยกอังรีดูนังต์ อันเป็นพื้นที่ของสภากาชาดไทยเป็นที่ตั้งของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และวิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันสมทบของจุฬาฯ พื้นที่ส่วนนี้เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีศาลาแดง

ส่วนที่ 5 เป็นพื้นที่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับคืนจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (พลศึกษา) ตั้งอยู่ในแขวงวังใหม่ คือ พื้นที่บริเวณระหว่างห้างมาบุญครอง และสนามกีฬาแห่งชาติ ในส่วนนี้เป็นกลุ่มอาคารจุฬาพัฒน์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา คณะสหเวชศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ คณะจิตวิทยา ศูนย์วิทยาศาตร์ฮาลาล และอาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์บริการวิทยาศาสตร์สุขภาพ พื้นที่ส่วนนี้เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ

ส่วนที่ 6 คือ พื้นที่ภายในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน (ได้รับคืนจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน) ในส่วนนี้เป็นกลุ่มอาคารจุฬาวิชช์ อันเป็นส่วนขยายของคณะศิลปกรรมศาสตร์ คณะจิตวิทยา และโครงการขยายโอกาสอุดมศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พื้นที่ส่วนนี้ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของถนนพญาไทจึงอยู่ในแขวงปทุมวัน

ในส่วนพื้นที่การศึกษานี้ มีต้นไม้สำคัญของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรวม 6 ต้น ได้แก่ ต้นจามจุรีพระราชทาน 5 ต้น ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินมาทรงปลูกไว้บริเวณเสาธงหน้าหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งอยู่ในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของถนนพญาไท และต้นพระศรีมหาโพธิ์ ตั้งอยู่บริเวณระหว่างอาคารมหาธีรราชานุสรณ์ (หอสมุดกลาง) และอาคารจามจุรี 5 ใกล้คณะครุศาสตร์ ทางฝั่งตะวันตกของถนนพญาไท นอกจากนี้ บริเวณพื้นที่ลานจอดรถหน้าศาลาพระเกี้ยว ทุก ๆ วันศุกร์ (หรือตามแต่กรรมการสโมสรอาจารย์เป็นผู้กำหนด) จะจัดเป็นตลาดนัดตั้งแต่เช้าจรดเย็น เรียกกันว่า "ตลาดพิกุล" เนื่องจากพื้นที่นั้นมีต้นพิกุล กิจกรรมดังกล่าวดำเนินการโดยสโมสรอาจารย์

พื้นที่ให้ส่วนราชการเช่าใช้[แก้]

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดสรรพื้นที่ไว้สำหรับให้หน่วยงานราชการเช่าใช้ เป็นจำนวน 184 ไร่ ได้แก่

พื้นที่พาณิชยกรรม[แก้]

เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสถาปนาโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในเวลาต่อมา) พระองค์มีพระราชประสงค์ให้ใช้ที่ดินส่วนหนึ่งเพื่อเป็นที่ปลูกสร้างสถานศึกษาและอีกส่วนหนึ่งให้ใช้จัดหาผลประโยชน์เพื่อนำมาปรับปรุงพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนซึ่งจะต้องเติบโตขึ้นในอนาคต โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินแต่เพียงอย่างเดียว โดยพื้นที่ของมหาวิทยาลัยในเขตปทุมวัน มีการแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ตามลักษณะการใช้พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่เขตการศึกษา 595 ไร่ พื้นที่ส่วนราชการเช่าใช้ 184 ไร่ และพื้นที่เขตพาณิชย์ 374 ไร่ รวม 1,153 ไร่[117] โดยแต่เดิมพื้นที่ทั้งหมดมี 1,309 ไร่ แต่ในปัจจุบันวัดได้ 1,153 ไร่ เพราะตัดที่ดินส่วนที่ใช้เป็นถนนและซอยต่างๆ ในเขตที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกไป[118]

พื้นที่พาณิชย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้นแยกออกจากพื้นที่การศึกษาเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน[119] โดยพื้นที่เขตพาณิชย์จะเป็นส่วนมุมของที่ดินซึ่งมีถนนสายสำคัญตัดผ่านเพื่อเป็นประโยชน์แก่การเดินทางและการค้าขาย โดยมีพื้นที่พาณิชย์ทั้งหมด 374 ไร่[120] ปัจจุบันสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหน่วยงานที่ดำเนินงานพัฒนาพื้นที่เขตพาณิชย์เหล่านี้[121]

จัตุรัสจามจุรี
เอ็มบีเคเซ็นเตอร์เป็นศูนย์การค้าที่เช่าพื้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประกอบกิจการ

พื้นที่ต่างจังหวัด[แก้]

นอกจากพื้นที่ในกรุงเทพมหานครแล้ว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังมีพื้นที่การศึกษาในจังหวัดต่าง ๆ (ไม่ใช่วิทยาเขต)ได้แก่

  • พื้นที่จังหวัดนครปฐม

พื้นที่จังหวัดนครปฐมเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2511 หลังจากการโอนย้ายคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ส่วนที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกลับคืนมาเป็นคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยพลเอก ประภาส จารุเสถียร อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ปรารภว่า "การโอนคณะสัตวแพทยศาสตร์โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น การโอนก็ไม่มีความหมาย" ดังนั้น จึงได้โอนที่ดินของกระทรวงมหาดไทยที่ขณะนั้นว่างเปล่าอยู่ 79 ไร่ ในเขตตำบลบ่อพลับ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม เพื่อจัดเป็นไร่ฝึกแก่นิสิตใช้ฝึกปฏิบัติวิชาสัตวบาลจนพัฒนาเป็น "ศูนย์ฝึกนิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" และ "โรงพยาบาลปศุสัตว์" ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงขอใช้ชื่อว่า "ไร่ฝึกนิสิตจารุเสถียร" นอกจากจะใช้พื้นที่สำหรับสนับสนุนการเรียนการสอน การค้นคว้าวิจัย และตรวจรักษาปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงของประชาชนแล้ว คณะสัตวแพทยศาสตร์ยังใช้ผลผลิตฟาร์มเป็นผลพลอยได้จำหน่ายเป็นสวัสดิการให้อาจารย์-บุคลากรของคณะและมหาวิทยาลัย[129]

  • พื้นที่จังหวัดน่าน

พื้นที่จังหวัดน่านเป็นที่ตั้งของ "ศูนย์การเรียนรู้และบริการวิชาการเครือข่ายแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" สำหรับให้บริการการศึกษาเรียนรู้สำหรับนิสิตโดยเฉพาะในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณทิต สาขาวิชาการบริหารจัดการทรัพยากรการเกษตร ประกอบด้วย อาคารวิชชาคาม 1 อาคารวิชชาคาม 2 และกลุ่มอาคารชมพูภูคา[130]

  • พื้นที่จังหวัดสระบุรี

การพัฒนาที่ดินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เขตอำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เริ่มขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2532 โดยมีพื้นที่ทั้งหมดรวม 3,364 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ที่กรมป่าไม้อนุญาตให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใช้ประโยชน์ 2,632 ไร่ และพื้นที่ที่มูลนิธินิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ใช้ประโยชน์ 732 ไร่ โดยมีการแบ่งเขตพื้นที่ออกเป็น 5 เขต ได้แก่ เขตพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติ เขตศูนย์วิจัยเฉพาะทาง เขตโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย-สระบุรี เขตบริการวิชาการและการศึกษา และเขตบริหารจัดการ โดยได้รับความร่วมมือจาก 6 คณะที่จะเข้าไปจัดทำโครงการในเขตพื้นที่ดังกล่าว ได้แก่ คณะเภสัชศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะครุศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์[131]

พื้นที่การศึกษาเหล่านี้เป็นเพียงพื้นที่ใช้สนับสนุนการสอนและการวิจัยเท่านั้น มิได้มีสถานะเป็นวิทยาเขต เพราะมหาวิทยาลัยมีนโยบายที่ชัดเจนไม่จัดตั้งวิทยาเขตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต้องเป็นหนึ่งเดียว[132] นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ในความดูแลของมหาวิทยาลัยแห่งอื่น เช่น พระตำหนักดาราภิรมย์ จังหวัดเชียงใหม่, พระจุฑาธุชราชฐานและพิพิธภัณฑ์ชลทัศนสถาน เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี

สถาปัตยกรรมที่สำคัญในมหาวิทยาลัย[แก้]

อาคารมหาวชิราวุธ
อาคารมหาจุฬาลงกรณ์

อาคารมหาจุฬาลงกรณ์[133] เป็นอาคารที่มีเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมไทย ก่อสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2457 เพื่อเป็นตึกบัญชาการของโรงเรียนข้าราชการพลเรือนในช่วงแรกสถาปนาและเป็นอาคารเรียนของคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะรัฏฐประศาสนศาสตร์ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2459 จึงได้ใช้เป็นอาคารเรียนของคณะอักษรศาสตร์ อาคารนี้ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อปี พ.ศ. 2530[134]

อาคารมหาวชิราวุธ ก่อสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2496 โดยถอดแบบจากอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ทุกประการและมีการสร้างทางเดินเชื่อมกับอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ด้วยสถาปัตยกรรมไทยเช่นเดียวกับตัวอาคารทั้งสอง อาคารทั้งสองจึงเรียกว่า "เทวาลัย" ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสำนักคณบดีคณะอักษรศาสตร์ สำนักงานเลขานุการคณะอักษรศาสตร์ สมาคมนิสิตเก่าคณะอักษรศาสตร์ ศูนย์สารนิเทศมนุษยศาสตร์ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของห้องพิพิธพัสดุ์ไท-กะไดและห้องโครงการเผยแพร่ผลงานวิชาการคณะอักษรศาสตร์[135]

หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สร้างขึ้นในสมัย จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นอธิการบดี โดยมีความมุ่งหวังให้เป็นที่รับรองพระบรมวงศานุวงศ์ที่เสด็จมาประกอบพระกรณียกิจที่มหาวิทยาลัย และใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย ตัวอาคารมีลักษณะคล้ายกับพระอุโบสถของวัดราชาธิวาสราชวรวิหาร ที่สมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงออกแบบ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่นประจำ พ.ศ. 2545 จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมป์[136]

เรือนภะรตราชา สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวตั้งแต่สมัยก่อตั้งมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นที่พักของผู้บริหาร อาจารย์ชาวต่างประเทศ และข้าราชการของมหาวิทยาลัย หลังจากเกิดการชำรุดตามกาลเวลา เรือนหลังนี้จึงได้รับการบูรณะเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานและเป็นการระลึกถึงพระยาภะรตราชา (หม่อมหลวงทศทิศ อิศรเสนา) อดีตผู้บัญชาการมหาวิทยาลัย ที่เคยพำนักอยู่ ณ เรือนแห่งนี้ เรือนภะรตราชาได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อปี พ.ศ. 2540[137][138]

เรือนไทย สร้างขึ้นในโอกาสครบรอบ 70 ปีแห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2530 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธียกเสาเอก ประกอบด้วย เรือน 5 หลัง โดยเรือนประธานเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปพระราชทาน ศีรษะครูเทพเจ้าทางดนตรีไทย เครื่องดนตรีไทยปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ และระนาดทรงของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เรือนที่เหลือจัดแสดงเครื่องใช้และวัตถุโบราณ เครื่องจักสานไทยของภาคต่าง ๆ และมีศาลากลางน้ำสำหรับจัดกิจกรรมต่าง ๆ[139]

ศาลาพระเกี้ยว สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2509 ในสมัย จอมพล ประภาส จารุเสถียร ดำรงตำแหน่งอธิการบดี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นสถานที่ทำกิจกรรมของนิสิตเช่น งานจุฬาฯ วิชาการ แต่ในระหว่างการก่อสร้างได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขในส่วนชั้นใต้ดินให้เป็นที่ทำการต่าง ๆ เช่น ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาศาลาพระเกี้ยว, ร้านสหกรณ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งในระยะแรกนั้นมีแผนที่จะทำเป็นสถานที่จอดรถ[140]

พิพิธภัณฑ์และหอศิลป์[แก้]

ดูบทความหลักที่ พิพิธภัณฑ์ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพ

ภายในพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนอกจากเป็นที่ตั้งของคณะวิชาและหน่วยงานต่าง ๆ แล้ว ยังประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ที่ตั้งอยู่ทั้งภายในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ทั้งในเชิงวิชาการและการอนุรักษ์ โดยพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ภายในคณะวิทยาศาสตร์ ได้แก่ พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา พิพิธภัณฑสถานธรณีวิทยา พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพ พิพิธภัณฑสถานพืชศาสตราจารย์กสิน สุวะตะพันธุ์ และพิพิธภัณฑ์อัญมณีและเครื่องประดับไทย ส่วนคณะแพทยศาสตร์เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑสถานออร์โธปิดิกส์ และพิพิธภัณฑสถานกุมารศัลยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑสถานวาจวิทยาวัฑฒน์ คณะเภสัชศาสตร์เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑสถานเครื่องยาไทยและประวัติเภสัชกรรมไทย และคณะสัตวแพทยศาสตร์เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑสถานปรสิตวิทยาในสัตว์ ส่วนหอศิลป์ภายในมหาวิทยาลัย ประกอบด้วย หอศิลปวิทยนิทรรศน์ ตั้งอยู่บริเวณ ชั้น 7 สถาบันวิทยบริการ และหอศิลป์จามจุรี ตั้งอยู่ที่อาคารจามจุรี 8

นอกจากนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังมีพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ในความดูแลที่ตั้งอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์ จังหวัดเชียงใหม่, พิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุชราชฐานและพิพิธภัณฑ์ชลทัศนสถานเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี[141]

ชีวิตนิสิต[แก้]

การเรียนในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะใช้เวลาใกล้เคียงกับการเรียนในมหาวิทยาลัยอื่น โดยทั่วไปจะใช้เวลา 4 ปีในการเรียน แต่สำหรับคณะครุศาสตร์และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ใช้เวลา 5 ปี ในขณะที่ คณะแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ และคณะสัตวแพทยศาสตร์จะใช้เวลา 6 ปี ตลอดระยะเวลาการเรียน มีทั้งการเรียนในคณะของตนเอง และการเรียนวิชานอกคณะได้ พบปะกับบุคคลในคณะอื่น นอกจากนี้ ยังมีการร่วมกิจกรรมในมหาวิทยาลัยหลายอย่าง ไม่ว่าการเข้าชมรมของมหาวิทยาลัย การเข้าชมรมของคณะ การเล่นกีฬา หรือการพบปะกับเพื่อนหรือรุ่นพี่ที่มาจากโรงเรียนเดียวกันที่โต๊ะโรงเรียน[142]

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยที่นิสิตเดินทางเข้ามาเรียนจากหลายภาคของประเทศไทย ทำให้ความแตกต่างของรูปแบบการดำเนินชีวิตมีมาก หอพักนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็เป็นอีกที่หนึ่งที่ทำให้นิสิตได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม เคารพความแตกต่างของแต่ละบุคคลในทุกด้าน ช่วยเสริมสร้างให้นิสิตผู้ที่จะเป็นบัณฑิตในอนาคตเป็นบัณฑิตที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

การพักอาศัยของนิสิตจุฬาฯ[แก้]

หอชวนชมที่สร้างขึ้นใหม่ในบริเวณเดิม
อาคารเอนกประสงค์และหอพักจำปี

การพักอาศัยของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีลักษณะคล้ายกับนิสิตนักศึกษาอื่นในกรุงเทพฯ โดยคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพหรือเขตปริมณฑล หรือมีญาติพี่น้องอยู่แถบนั้น ก็จะพักอาศัยตามบ้านหรือบ้านคนรู้จัก สำหรับนิสิตที่มาจากต่างจังหวัดจะพักอาศัยในหอพักของมหาวิทยาลัย หรือไม่ก็เช่าหอพักเอกชนร่วมกับเพื่อนนอกมหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีหอพักของมหาวิทยาลัยซึ่งเรียกว่า "หอพักนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" การจะเข้าพักได้นั้นจำเป็นต้องมีการสมัครล่วงหน้าและมีการตรวจสอบประวัติในหลายด้าน ทั้งรายได้และภาระหนี้สินของครอบครัว ประวัติกิจกรรมที่นิสิตผู้สมัครเคยเข้าร่วมมาก่อน เนื่องจากหอพักมีจำนวนจำกัดและราคาถูกกว่าหอพักภายนอกที่ตั้งอยู่ใกล้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพราะเป็นพื้นที่ธุรกิจในกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งหอพักมหาวิทยาลัยนี้มีชื่อเรียกกันในหมู่นิสิตว่า "ซีมะโด่ง" มีพื้นที่อยู่ทางทิศตะวันตกของถนนพญาไท ตรงข้ามกับโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โดยหอจะแบ่งออกเป็น หอพักหญิง 2 หอ ได้แก่ หอพุดตาน (หอสูงสีน้ำตาล 14 ชั้น) หอพุดซ้อน (หอสูงสีขาวที่ปรับปรุงเสร็จล่าสุด) และ หอพักชาย 2 หอ ได้แก่ หอจำปี (อาคารสูงสีขาว 14 ชั้น) และหอพักจำปา (อยู่ถัดจากหอจำปี สูง 5 ชั้น เดิมเป็นหอพักหญิงชื่อ หอเฟื่องฟ้า แต่ถ้าย้อนไปในอดีตตั้งแต่ต้น หอนี้เคยเป็นหอชายก่อนหน้าที่จะมาเป็นหอหญิง) และหอชวนชม(หอพักหลังใหม่สูง 17 ชั้นใกล้ทางเข้าด้านถนนพญาไทมากที่สุด) โดยห้องพักนิสิตหญิงจะอยู่ชั้นที่ 2-12 ส่วนห้องพักนิสิตชายจะอยู่ชั้น 13-17 หอพักนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก่อตั้งขึ้นพร้อมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำหน้าที่เป็นที่พักให้กับนิสิตจุฬาฯ มาเป็นเวลากว่า 98 ปีแล้ว นอกจากนี้ ยังมีหอพักพวงชมพู หรือเรียกอีกอย่างหนึ่ง คือ หอ U-center ตั้งอยู่บริเวณหลังตลาดสามย่านแห่งเดิมซึ่งตั้งอยู่บริเวณมุมสี่แยกสามย่าน ด้านข้างคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2546[143]

ชมรม[แก้]

การเข้าร่วมกิจกรรมชมรมในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไม่มีการจำกัดชั้นปี โดยชมรมของมหาวิทยาลัยนั้นเปิดให้นิสิตในแต่ละคณะรวมกัน และเจอกับนิสิตคณะอื่น พบปะสังสรรค์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และมีชมรมที่จัดขึ้นเฉพาะคณะต่าง ๆ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ตึกจุลจักรพงษ์ โดยชมรมต่าง ๆ แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่[144]

  1. ชมรมสังกัดฝ่ายวิชาการ เช่น ชมรมพุทธศาสตร์และประเพณี ชมรมวาทศิลป์และมนุษยสัมพันธ์ ชมรมประดิษฐ์และออกแบบ ชมรมคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
  2. ชมรมสังกัดฝ่ายพัฒนาสังคมและบำเพ็ญประโยชน์ เช่น ชมรมค่ายอาสาพัฒนาชาวไทยภูเขา ชมรมสลัม ชมรมโรตาแรคท์ เป็นต้น
  3. ชมรมสังกัดฝ่ายศิลปและวัฒนธรรม เช่น ชมรมอีสาน ชมรมล้านนา ชมรมจุฬา-ทักษิน ชมรมนักร้องประสานเสียง ชมรมศิลปการถ่ายภาพ เป็นต้น
  4. ชมรมฝ่ายกีฬา เช่น ชมรมฟุตบอล ชมรมบริดจ์และหมากกระดาน เป็นต้น

กิจกรรมในมหาวิทยาลัย[แก้]

เวทีกลางงานจุฬาวิชาการ 2555
ดูเพิ่มเติม กิจกรรมระหว่างมหาวิทยาลัยในประเทศไทย
งานลอยกระทง 
งานลอยกระทงจัดขึ้นทุกทุกปีในวันลอยกระทง จัดขึ้นโดยในงานมีจัดทำกระทงของแต่ละคณะ ขบวนพาเหรด และนางนพมาศจากแต่ละคณะมาประชันกัน และในตัวงานได้มีการจัดงานรื่นเริง พร้อมเกมการละเล่นโดยรอบบริเวณสระน้ำหน้าลานพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล[145]
การประชุมเชียร์ 
คือ กิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อประสานความสัมพันธ์ของนิสิตปี 1 จุดประสงค์ของงานเพื่อให้นิสิตเรียนรู้เพลง ประเพณี และธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบต่อกันมายาวนานของมหาวิทยาลัย โดยมักจัดขึ้นในห้องเชียร์ เพื่อให้นิสิตได้รู้จักเพื่อน งานรับน้องจัดโดยนิสิตรุ่นพี่ในคณะ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่อเนื่องกันมาทุกรุ่น[146]
จุฬาฯ วิชาการ 
งานวิชาการที่จัดขึ้นทุก ๆ 3 ปี จัดขึ้นในตัวมหาวิทยาลัยโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้บุคคลภายนอก รวมทั้งนักเรียนจากระดับประถมถึงมัธยม ได้เรียนรู้ รวมทั้งเปิดให้นักศึกษาจากต่างมหาวิทยาลัย และบุคคลอื่นอื่นได้มาเรียนรู้เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นและพัฒนาในมหาวิทยาลัย โดยครั้งล่าสุดจะจัดขึ้นในวันที่ 14-18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555[147]
รับน้องก้าวใหม่ 
งานก้าวใหม่จัดขึ้นทุกปี ช่วงก่อนเปิดการศึกษาภาคเรียนที่ 1 จัดขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อแนะนำนิสิตให้รู้จักมหาวิทยาลัย รวมทั้งฝึกให้นิสิตเข้าใหม่ได้มีการปรับตัวให้เข้ากับระบบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย กิจกรรมส่วนใหญ่เน้นการละลายพฤติกรรมเข้าหากันระหว่างเพื่อน พี่ น้อง[148]
สนามกีฬาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นสถานที่จัดพิธีเปิดกีฬาเฟรชชี่
กีฬาเฟรชชี่ 
งานกีฬาระหว่างคณะจัดขึ้นช่วงสองเดือนแรกของการเปิดเทอม 1 ระหว่างนิสิตชั้นปี 1 ของแต่ละคณะ[ต้องการอ้างอิง] กีฬาแต่ละชนิดจัดขึ้นกระจายไปตามแต่ละที่ในมหาวิทยาลัย รวมทั้ง สนามกีฬาในร่ม และสนามกีฬาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือที่เรียกกันติดปากในหมู่นิสิตว่า "สนามจุ๊บ"[149]
กีฬา 5 หมอ 
งานกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคณะทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ ได้แก่ คณะแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ และคณะสหเวชศาสตร์[150]
ซียู อินเตอร์ เกม 
งานกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ของนิสิตระดับปริญญาตรี หลักสูตรนานาชาติและหลักสูตรภาษาอังกฤษ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แก่ หลักสูตร BBA คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี, หลักสูตร EBA คณะเศรษฐศาสตร์, หลักสูตร INDA คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์, หลักสูตร COMMDE คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์, หลักสูตรภาษาอังกฤษ คณะนิเทศศาสตร์ (COMM'ARTS), หลักสูตร JIPP คณะจิตวิทยา, หลักสูตร ISE คณะวิศวกรรมศาสตร์, หลักสูตร BSAC คณะวิทยาศาสตร์, และ หลักสูตร BALAC คณะอักษรศาสตร์[151]

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมระหว่างมหาวิทยาลัยที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ร่วม ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการแข่งขันกีฬาระหว่างมหาวิทยาลัย ได้แก่ งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ -ธรรมศาสตร์ รักบี้ประเพณีจุฬาฯ -ธรรมศาสตร์ ที่จัดขึ้นทุกปีในช่วงเดือนมกราคม, คอนเสิร์ตประสานเสียงสามสถาบัน จุฬาฯ เกษตรศาสตร์ ธรรมศาสตร์ (CKT) รวมถึงกิจกรรมที่แต่ละคณะได้จัดการแข่งขันกับคณะเดียวกันในมหาวิทยาลัยอื่น เช่น เกียร์เกมส์, กีฬาสามเส้า, อะตอมเกมส์, กีฬาเข็มสัมพันธ์, กีฬาเภสัชสัมพันธ์, กีฬาสิงห์สัมพันธ์, กีฬาสหเวชศาสตร์-เทคนิคการแพทย์สัมพันธ์, กีฬาเศรษฐสัมพันธ์, งานจ๊ะเอ๋ลูกนก, ไม้เรียวเกมส์, วิทยาศาสตร์การกีฬาสัมพันธ์, ไตรอาร์ทส์, กีฬาเปิดกระป๋อง (วิทยาศาสตร์อาหาร) เป็นต้น[152]

การเดินทาง[แก้]

ที่จอดรถโดยสารจุฬาฯ หน้าศาลาพระเกี้ยว

นิสิตสามารถเดินทางมาจุฬาฯ ได้หลายเส้นทาง ทั้งทางรถยนต์ส่วนตัว รถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้ามหานคร และ รถโดยสารประจำทาง

รถไฟฟ้า[แก้]

นิสิตสามารถเดินทางมาจุฬาฯ ด้วยรถไฟฟ้า รถไฟฟ้าบีทีเอส (สถานีสยาม) (สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ) และรถไฟฟ้ามหานคร (สถานีสามย่าน)

รถโดยสารประจำทาง[แก้]

  • ถนนพระราม 1 สายรถประจำทางที่ผ่านมหาวิทยาลัย ได้แก่ สาย 11 15 25 40 54 73 204 และ 501[153]
  • ถนนพระราม 4 สายรถประจำทางที่ผ่านมหาวิทยาลัย ได้แก่ สาย 4 21 34 47 50 67 93 109 141 163 172 และ 177[154]
  • ถนนพญาไท สายรถประจำทางที่ผ่านมหาวิทยาลัย ได้แก่ สาย 11 25 29 34 36 36ก. 40 47 50 93 113 141 163 172 177 501 และ 529[155]
  • ถนนอังรีดูนังต์ สายรถประจำทางที่ผ่านมหาวิทยาลัย ได้แก่ สาย 16 21 และ 141[156][157]

รถโดยสารภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[แก้]

สำหรับการเดินทางในมหาวิทยาลัย มีรถขนส่งสาธารณะของมหาวิทยาลัยที่ให้บริการกับนิสิต บุคลากร และผู้มาติดต่อมหาวิทยาลัยโดยไม่คิดค่าบริการใด ๆ รถโดยสารนี้ใช้พลังงานไฟฟ้าซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย 6 สาย ดังนี้[158][159]

สายที่ 1
ศาลาพระเกี้ยว คณะรัฐศาสตร์ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน คณะสัตวแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ แยกเฉลิมเผ่า โรงภาพยนตร์ลิโด้ คณะเภสัชศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์
สายที่ 2
ศาลาพระเกี้ยว คณะวิทยาศาสตร์ คณะครุศาสตร์ อาคารจามจุรี 9 สนามกีฬาจุฬาลงกรณ์ อาคารวิทยพัฒนา คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา (ถึงเวลา 17.00 น.) หอพักนิสิต สำนักงานมหาวิทยาลัย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์
สายที่ 3
ศาลาพระเกี้ยว คณะรัฐศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี คณะวิทยาศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์
สายที่ 4
ศาลาพระเกี้ยว คณะรัฐศาสตร์ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน คณะสัตวแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ แยกเฉลิมเผ่า โรงภาพยนตร์ลิโด้ คณะเภสัชศาสตร์ คณะครุศาสตร์ อาคารจามจุรี 9 U-CENTER คณะนิติศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์[160]
สายที่ 5
ระเบียงจามจุรี (หน้า 7-11) ธรรมสถาน สำนักงานจัดการทรัพย์สิน สถาปัตยกรรมศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์ อักษรศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ศาลาพระเกี้ยว
สายที่ 5A
ระเบียงจามจุรี (หน้า 7-11) ธรรมสถาน หลังอาคารวิทยทรัพยากร สาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม สาธิตจุฬาฯ ฝ่ายมัธยม หอยูเซนเตอร์ นิติศาสตร์ ถนนพญาไท สถาปัตยกรรมศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์ อักษรศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ศาลาพระเกี้ยว. (สาย 5A ให้บริการเฉพาะช่วงเปิดภาคเรียนของโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ)[161]

พิธีพระราชทานปริญญาบัตร[แก้]

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในการพระราชทานปริญญาบัตร ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. 2473

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดให้มีพิธีพระราชทานปริญญาบัตรขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2473 ณ ตึกบัญชาการ (อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ ในปัจจุบัน) โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี มาพระราชทานปริญญาบัตรแก่เวชชบัณฑิต (แพทยศาสตรบัณฑิต) ของมหาวิทยาลัย ซึ่งนับได้ว่าเป็นพิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกของประเทศไทย ในการนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้ทูลเกล้าฯ ถวายฉลองพระองค์ครุยบัณฑิตพิเศษแด่พระองค์ด้วย[162][163] หลังจากพิธีพระราชทานปริญญาบัตรในครั้งนั้นเสร็จสิ้นแล้ว สภามหาวิทยาลัยได้เสนอให้กระทรวงธรรมการกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตสงวนธรรมเนียมนี้ไว้ กล่าวคือ "ถือว่าการพระราชทานปริญญาบัตรเป็นการหน้าที่นั่ง หากเสด็จไม่ได้ก็จะเป็นการถวายปฏิญญาต่อพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ และรับพระราชทานปริญญาบัตรจากผู้แทนพระองค์" เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบก็พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามที่มหาวิทยาลัยกราบบังคมทูลขอ ดังนั้น พิธีพระราชทานปริญญาบัตรจึงเป็นธรรมเนียมที่สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน[164]

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตร ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2489 ซึ่งเป็นการเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครั้งแรกและครั้งเดียวของพระองค์[165]

ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2493[166] และได้เสด็จพระราชดำเนินมาในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรด้วยพระองค์เองเรื่อยมา อย่างไรก็ตาม ในบางปีนั้นพระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตในระดับปริญญาตรีด้วยพระองค์เอง ส่วนมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตนั้นจะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรต่อหน้าพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครุยพระบรมราชูปถัมภกแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[167]

ปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นประจำทุกปี

วันสำคัญที่เกี่ยวกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[แก้]

พิธีถวายบังคมของนิสิตเนื่องในวันปิยมหาราช
วันคล้ายวันสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
ตรงกับวันที่ 26 มีนาคม ของทุกปี โดยมีกิจกรรมต่อเนื่องกันหลายวัน เช่น พิธีบำเพ็ญกุศลน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนบูรพาจารย์และผู้มีอุปการคุณแก่มหาวิทยาลัย, พิธีตักบาตรในตอนเช้าวันที่ 26 มีนาคม, พิธีถวายชัยมงคลแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน, การแสดงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์, งานคืนเหย้าของนิสิตเก่าจุฬาฯ ณ ลานหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปิยมหาราชและสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ฯลฯ [168]
วันอานันทมหิดล 
วันคล้ายวันเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร "พระผู้พระราชทานกำเนิดคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" ซึ่งตรงกับวันที่ 9 มิถุนายน ของทุกปี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ จึงจัดงานขึ้นด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์[169]
วันภาษาไทยแห่งชาติ 
ถือกำเนิดจากคณะกรรมการรณรงค์เพื่อภาษาไทยแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เสนอต่อรัฐบาลให้กำหนดวันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปี เป็น "วันภาษาไทยแห่งชาติ"[170]
วันทรงดนตรี 
เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาทรงดนตรี และทรงสังสรรค์ร่วมกับนิสิตเป็นการส่วนพระองค์ในระหว่างปี 2500-2516 โดยจุฬาฯ จัดงานวันที่ระลึกวันทรงดนตรีขึ้น ในวันที่ 20 กันยายน เป็นประจำทุกปี[171]
วันปิยมหาราช 
ตรงกับวันที่ 23 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว "พระผู้พระราชทานกำเนิดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" ซึ่งคณะผู้บริหารและนิสิต จุฬาฯ จะเข้าร่วมถวายบังคมที่พระบรมรูปทรงม้า รวมทั้งจัดพิธีบำเพ็ญกุศลน้อมเกล้าฯ ถวาย และจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณต่อพระองค์ เช่น งานปิยมหาราชานุสรณ์ หารายได้สมทบเป็นทุนการศึกษาแก่นิสิต เป็นประจำทุกปี[172]
วันมหาธีรราชเจ้า 
ตรงกับวันที่ 25 พฤศจิกายน โดยเป็นวันที่ระลึกวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว[173] "พระผู้ทรงสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" โดยในวันนี้ คณะผู้บริหารและนิสิตจุฬาฯ จะเข้าร่วมถวายบังคม ณ ลานหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 บริเวณสวนลุมพินี รวมทั้งจัดพิธีบำเพ็ญกุศลน้อมเกล้าฯ ถวาย และจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณต่อพระองค์ เช่น งานมหาธีรราชเจ้าคอนเสิร์ต ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประจำทุกปี[174]
วันภูมิพล 

เป็นวันที่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกันประกอบกิจกุศล โดยการบริจาคทุนทรัพย์และสิ่งของนำไปแจกจ่ายแก่เด็กอนาถาตามสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ บรรดานิสิตอาสาสมัครจะไปแสดงดนตรี และให้ความสนุกสนานรื่นเริงแก่เด็ก ๆ การบำเพ็ญประโยชน์ มีวัตถุประสงค์ เพื่อการน้อมเกล้าฯ รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และโดยเสด็จพระราชกุศลในดิถีอันเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา

นายสงคราม สมบูรณ์ นายกสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปี 2509 ได้ทำหนังสือ ที่ 32/2509 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2509 ไปยังสำนักราชเลขาธิการ เพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตใช้นาม “วันภูมิพล” สำหรับการบำเพ็ญประโยชน์ของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในวันที่ 5 ธันวาคม ตลอดไป ซึ่งหม่อมเจ้าวงศานุวัตร เทวกุล รองเลขาธิการ กองการในพระองค์ ได้ทำหนังสือแจ้งตอบ ที่ ร ล 0002 /3478 ว่า “ได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ได้รับ พระราชทานพระบรมราชานุญาต และทรงอนุโมทนาในกุศลเจตนาของบรรดานิสิตที่ร่วมกันบำเพ็ญประโยชน์นี้”

บุคคลสำคัญจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[แก้]

ดูบทความหลักที่ รายนามบุคคลจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คณาจารย์และศิษย์เก่า[แก้]

บุคคลที่เกี่ยวข้องกับจุฬาลงกรณ์รวมถึงคณาจารย์และศิษย์เก่ามีหลากหลาย ซึ่งรวมถึงบุคคลสำคัญในด้านการเมืองการปกครองไม่ว่าจะเป็นรองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีประจำกระทรวงต่าง ๆ , ปลัดกระทรวง และข้าราชการระดับสูง และรวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ เช่น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับรางวัลแมกไซไซ 6 คน นักเขียนผู้ได้รับรางวัลซีไรต์ 3 คน นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ (พ.ศ. 2427-2555) อีก 72 คน[175][176] นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น 13 คน (2525-2557) ศิลปินแห่งชาติ 13 คน (2528-2549) ศิษย์เก่าได้รับรางวัลแพทย์ดีเด่นของแพทยสภาแห่งประเทศไทย 8 คน[177][178] บุคลากรได้รับรางวัลแพทย์ดีเด่นของแพทยสภาแห่งประเทศไทย 1 คน และรางวัลพยาบาลดีเด่นของพยาบาลสภาแห่งประเทศไทย 1 คน รวมถึงเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ นักแสดง นักดนตรีของประเทศไทยอีกหลายคน

การเป็นสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐบาล[แก้]

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เป็นสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐสมบูรณ์อย่างเป็นทางการ เมื่อพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนที่ 29 ก เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 โดยนายกรัฐมนตรี พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จากนี้สถานภาพของพนักงานมหาวิทยาลัยจะได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ และข้าราชการมีสิทธิที่จะขอเปลี่ยนสภาพเป็นพนักงานได้ ภายในระยะเวลา 90 วัน และจะไม่มีข้าราชการเพิ่มขึ้นอีกตามมาตรา 78 ของพระราชบัญญัติ[179]

การนำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกจากระบบราชการหรือที่เรียกว่าสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐบาลนั้น เป็นประเด็นขัดแย้งโดยมีการรวบรวมรายชื่อเพื่อคัดค้านมาโดยตลอด จนถึงขั้นตอนการพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)[180][181] โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาคณาจารย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[182][183]และ ผศ.นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันคัดค้าน สนช. ในการผ่านร่าง พ.ร.บ. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ... อย่างเร่งรีบโดยไม่ฟังเสียงจากประชาคมจุฬาฯ[184][185][186] จนกระทั่งวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ผ่านการพิจารณาของ สนช. โดยประกาศใช้ร่าง พ.ร.บ. จุฬาฯ เป็นกฎหมายด้วยมติ 134:6 เสียง (งดออกเสียง 4 เสียง)[187] มีผลทำให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปลี่ยนสถานะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐลำดับที่ 13 ของประเทศ

วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2550 น.ต. ประสงค์ สุ่นศิริ, พล.อ. ปานเทพ ภูวนารถนุรักษ์, พล.ร.อ. บรรณวิทย์ เก่งเรียน, และนายไพศาล พืชมงคล สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ร่วมกันแถลงข่าวกรณี สนช. 27 คน เข้าชื่อให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน สนช. ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีร่าง พ.ร.บ. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีข้อความที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2550 และตราขึ้นมาโดยไม่ถูกต้อง เนื่องจากมีบทบัญญัติหลายมาตราที่มีข้อความและเนื้อหาที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหลายมาตรา และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสร้างขึ้นมาด้วยปณิธานที่ว่าจะจัดการศึกษาให้กับพสกนิกรไทย แต่การยกร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีลักษณะฉ้อฉลปล้นทรัพย์แผ่นดินเพื่อให้คณะบุคคลเอาไปใช้สอยและเป็นการทำลายพระราชปณิธานแห่งการสถาปนาจุฬาฯ เพื่อเอาไปใช้ประโยชน์หรือตอบสนองประโยชน์สำหรับการศึกษาขั้นสูงสำหรับผู้มีรายได้และไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน การตรากฎหมายในลักษณะนี้จึงไม่ใช่วิธีทางแห่งรัฐธรรมนูญที่ต้องการความเสมอภาค เสรีภาพ และการรักษาผลประโยชน์ของชาติ[188] อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยได้แถลงว่าผู้ที่สามารถสอบเข้าเรียนในจุฬาฯ ได้ในหลักสูตรปกตินั้นจะได้เรียนจนจบในระดับปริญญาตรี เนื่องจากมหาวิทยาลัยเตรียมทุนการศึกษาไว้ปีละมากกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท ซึ่งเพียงพอแต่ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างแน่นอน และถ้าไม่เพียงพอ มหาวิทยาลัยจะจัดสรรเพิ่มขึ้นอีก[189]

ต่อมาในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ศ. ดร.โสภณ เริงสำราญ ประธานเครือข่ายกลุ่มคัดค้านการนำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการ ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อนายศรีราชา เจริญพานิช เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา เพื่อให้พิจารณาว่าร่าง พ.ร.บ. จุฬาฯ ที่ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีเนื้อหาและกระบวนการพิจารณาขัดและไม่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หรือไม่ เช่น มาตรา 16 ในร่าง พ.ร.บ. จุฬาฯ ว่าด้วยบุคคลสามารถยกความขึ้นเป็นข้อเรียกร้องต่อสู้ในเรื่องทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยไม่ได้ ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 40 (2) ว่าด้วยเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานในการเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพ[190] บางมาตรายังมีผลกระทบต่อสถานภาพของมหาวิทยาลัยซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานที่ดินอันเป็นที่พระราชทรัพย์แก่จุฬาฯ ให้เป็นที่ตั้งทำการและหาประโยชน์เพียงเพื่อจรรโลงการศึกษา มิใช่มุ่งหวังให้แสวงผลประโยชน์ทางธุรกิจและการค้าเป็นสำคัญ แต่ร่าง พ.ร.บ.จุฬาฯ จะมีผลทำให้จุฬาฯ เปลี่ยนแปลงไปเป็นสถาบันการศึกษาที่มีวัตถุประสงค์ดำเนินการทางธุรกิจการค้าควบคู่กับการศึกษาโดยอาศัยที่ดินพระราชทานเป็นเครื่องแสวงผลประโยชน์ บางมาตรายังมีบทบัญญัติรองรับให้จุฬาฯ สามารถร่วมลงทุนร่วมกับบุคคลอื่นตั้งนิติบุคคล รวมทั้งการกู้ยืม ซึ่งเป็นภาวะเสี่ยงอย่างยิ่ง[191] อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยได้ออกมาชี้แจงประเด็นเรื่องที่ดินพระราชทานว่า ภายใต้ร่างกฎหมายฉบับนี้จะไม่สามารถนำไปขายได้เด็ดขาด[189][192]

การเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวและมหาวิทยาลัยที่ยั่งยืน[แก้]

นโยบายมหาวิทยาลัยสีเขียว[แก้]

พื้นที่สีเขียวในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยสีเขียวเป็นนโยบายที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547- พ.ศ. 2551 โดยเริ่มตั้งแต่การจัดทำโครงการผังแม่บทจุฬาฯ 100 ปี ให้มีแนวแกนสีเขียว ทั้งแกนด้านทิศตะวันออก-ตะวันตก และแนวแกนเหนือ-ใต้ เพื่อให้มีพื้นที่สีเขียวที่จะรับน้ำ และเพิ่มความร่มรื่นให้มหาวิทยาลัย จำกัดพื้นที่ก่อสร้างให้อยู่ในขอบเขตที่กำหนด นอกจากนั้นยังมีการริเริ่มโครงการรถประจำทางไฟฟ้าภายในมหาวิทยาลัย เพื่อลดการสัญจรด้วยรถยนต์และลดมลภาวะ โครงการนำใบไม้ไปหมักเป็นปุ๋ยได้มีการดำเนินงานและใช้ผลผลิตนั้นกับต้นไม้ในมหาวิทยาลัยมาจนปัจจุบัน

ในช่วงปี พ.ศ. 2551 – พ.ศ. 2555 นโยบายมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการต่อเนื่อง มีการสร้างอาคารจอดรถริมถนนใหญ่สาธารณะเพื่อลดปริมาณรถยนต์ที่จะวิ่งเข้ามาภายใน ขยายโครงการรถประจำทางไฟฟ้าโดยเพิ่มจำนวนรถให้มากขึ้น และให้บริการฟรี ซึ่งเป็นที่นิยมของนิสิต บุคลากร และผู้มาติดต่อจำนวนสนับสนุนการเดินเท้าโดยสร้างหลังคาคลุมทางเดินไปตามถนนหลายสายในมหาวิทยาลัย มีโครงการจุฬารักษ์โลกสนับสนุนการใช้จักรยานแทนรถยนต์ และรณรงค์ชาวจุฬาฯร่วมกันปลูกต้นไม้ให้ร่มรื่น เพิ่มบรรยากาศร่มเย็นให้มากขึ้น รื้ออาคารเก่าที่ทรุดโทรมโดยการปลูกต้นไม้ทดแทนเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวสำหรับซึมซับน้ำในมหาวิทยาลัย ขยายโครงการรีไซเคิลขยะหลายประเภท ใบไม้ กระดาษ พลาสติก เศษอาหาร และงดการใช้โฟมเป็นภาชนะใส่อาหาร เพิ่มโครงการประหยัดพลังงานด้วยการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบปรับอากาศ พร้อมด้วยการรณรงค์ให้นิสิตและบุคลากร ร่วมมือกันประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม[193]

ต่อมาในปี พ.ศ. 2555-พ.ศ. 2559 มหาวิทยาลัยมีนโยบายนำ "มหาวิทยาลัยสีเขียว" ไปสู่ "มหาวิทยาลัยที่ยั่งยืน" สานต่อโครงการในสี่ปีก่อนให้เข้มแข็ง และดำเนินโครงการวิจัยเพื่อกำหนดมาตรฐานอาคารเขียวในมหาวิทยาลัยรวมถึงเพิ่มการปรับปรุงอาคารเดิม เพื่อการประหยัดการใช้พลังงาน เริ่มโครงการวิจัยหาแนวทางดำเนินการลดคาร์บอนไดออกไซด์ในมหาวิทยาลัย เพิ่มพื้นที่รับน้ำเพื่อเก็บน้ำสำหรับรีไซเคิลให้มีปริมาณมากขึ้น [194]

ในปี พ.ศ. 2557 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับโดย UI Green Metric World University Ranking ให้เป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวอันดับ 1 ของมหาวิทยาลัยในไทยและอันดับที่ 40 ของโลก เป็นมหาวิทยาลัยไทยแห่งเดียวที่ติดอยู่ใน 50 อันดับแรกของโลกและเป็นเพียงมหาวิทยาลัยแห่งเดียวที่อยู่ใจกลางเมือง(Urban Campus) แต่ได้รับการจัดอันดับโลกให้เป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว[195]

ถึงแม้ว่าจะได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวอันดับหนึ่งของประเทศในปี พ.ศ. 2557 แต่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังมีการตัดต้นไม้หลายต้น สิ่งอำนวยความสะดวกที่มหาวิทยาลัยจัดทำขึ้นเพื่อลดการใช้พลังงาน เช่น จักรยาน CU Bike ยังไม่เพียงพอต่อการใช้งาน อาคารหลายแห่งยังไม่สามารถนำนโยบายมหาวิทยาลัยยั่งยืนไปใช้ได้จริง รวมถึงยังให้ความรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากร การใช้พลังงานอย่างยั่งยืนและการแยกประเภทขยะแก่นิสิตและบุคลากรไม่เพียงพอ

อ้างอิง[แก้]

  1. หัวข้อ:ชาวจุฬา
  2. ประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  3. http://www.chula.ac.th/about/history ประวัติของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากเว็บไซต์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  4. จุฬาฯ 1 ใน 9 มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ
  5. http://www.myfirstbrain.com/student_view.aspx?ID=39352 นักเรียน 9 คนที่ทำคะแนนเอนทรานซ์สูงสุดของประเทศ ปี พ.ศ. 2548
  6. แอดมิชชั่น53นิติจุฬาฯ คะแนนอันดับ1
  7. http://campus.sanook.com/937206/ 10 อันดับ คะแนนสูงสุด Admission 54
  8. http://www.unigang.com/Article/10981 นักเรียนที่ได้คะแนนแอดมิชชันสูงสุด ปีการศึกษา 2555
  9. http://www.tlcthai.com/education/admission/admission-news/34854.html 11 นักเรียน ผู้ทำคะแนน admission สูงสุด ในปี 2556
  10. http://www.dek-d.com/admission/31919/ ผู้ได้คะแนนแอดมิชชัน พ.ศ. 2556
  11. http://www.thairath.co.th/content/433442 คะแนนสูงสุดแอดมิชชั่น 6 สาขาวิชา แอดมิชชั่น 2557
  12. http://news.thaipbs.or.th/content/เด็กสาธิตปทุมวันฯ -ได้คะแนนแอดมิชชั่นสูงสุด-ปี-58 คะแนนแอดมิชชั่นสูงสุด-ปี-58
  13. http://www9.si.mahidol.ac.th/cotmes_announce_9_25580223.pdf คะแนนสูงสุด ต่ำสุดและค่าเฉลี่ย ปีการศึกษา 2558 กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย
  14. http://www9.si.mahidol.ac.th/pdf/consort2557_ann12_25570314.pdf คะแนนสูงสุด ต่ำสุดและค่าเฉลี่ย ปีการศึกษา 2557 กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย
  15. http://www9.si.mahidol.ac.th/pdf/consort2556_ann08_25560211.pdf คะแนนสูงสุด ต่ำสุดและค่าเฉลี่ย ปีการศึกษา 2556 กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย
  16. ประกาศกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ฉบับที่ 14 เรื่อง คะแนนสูงสุดต่า สุด ปี การศึกษา 2552-2555
  17. http://www9.si.mahidol.ac.th/pdf/consort2556_ann08_25560211.pdf คะแนนสูงสุด ต่ำสุดและเฉลี่ย ปีการศึกษา 2556
  18. [1] ประวัติความเป็นมาของหอพักนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  19. [2] บทความของหอประวัติจุฬาฯ 112-ปีพระราชทานกำเนิดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สืบค้นเมื่อ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2558
  20. พระบรมราชโองการประกาศตั้งโรงเรียนมหาดเล็ก
  21. http://www.memohall.chula.ac.th/article/112-ปีพระราชทานกำเนิดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 112 ปีพระราชทานกำเนิดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  22. http://www.memohall.chula.ac.th/article/พระบรมราชานุสาวรีย์/ หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง พระบรมราชานุสาวรีย์
  23. พระบรมราชโองการประกาศตั้งโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
  24. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศกระแสพระบรมราชโองการ บรรจุในศิลาพระฤกษ์โรงเรียนข้าราชการพลเรือน ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, เล่ม 32, ตอน 0ง, 23 มกราคม พ.ศ. 2458, หน้า 2562
  25. สวัสดิ์ จงกล, จุฬาสาระ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, หอประวัติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  26. พระบรมราชโองการประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  27. ฉลอง 94 ปี "จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" ม.แห่งแรกของไทย, [http://www.manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9540000039196
  28. ราชกิจจานุเบกษา, [http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2457/D/414.PDF แจ้งความ กระทรวงมุรธาธร พระราชทานพระบรมราชานุญาตใช้ตราสำหรับตำแหน่ง], เล่ม 31, ตอน 0ง, 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2457, หน้า 414
  29. ประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2459-2509 พิมพ์เป็นที่ระลึกในวันครบห้าสิบปีของการสถาปนา วันที่ 26 มีนาคม พุทธศักราช 2510, หน้า 37
  30. วิวัฒนาการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  31. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความกระทรวงธรรมการ เรื่อง การศึกษาวิชาข้าราชการพลเรือนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เล่ม 48, ตอน 0 ง, 31 มกราคม พ.ศ. 2474, หน้า 4459
  32. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ โอนโรงเรียนกฎหมายไปขึ้นแก่จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, เล่ม 50, ตอน 0 ก, 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2476, หน้า 144
  33. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พุทธศักราช 2477, เล่ม 52, ตอน 0 ก, 21 เมษายน พ.ศ. 2478, หน้า 82
  34. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง พุทธศักราช 2476, เล่ม 50, ตอน 0ก, 20 มีนาคม พ.ศ. 2476, หน้า 1007
  35. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ พุทธศักราช 2486, เล่ม 60, ตอน 7 ก, 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2486, หน้า 212
  36. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 121 มีสถานะเทียบเท่าพระราชบัญญัติ กำหนดให้โอนกิจการ ทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ ข้าราชการ ลูกจ้าง นักศึกษาและเงินงบประมาณของมหาวิทยาลัยมหิดลเฉพาะที่เกี่ยวกับราชการของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ไปเป็นของคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เล่ม 89, ตอน 60 ก ฉบับพิเศษ, 14 เมษายน พ.ศ. 2515, หน้า 9
  37. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชบัญญัติโอนกิจการ ทรัพย์สิน หนี้สิน ข้าราชการ ลูกจ้างและเงินงบประมาณของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เฉพาะที่เกี่ยวกับราชการของคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งตั้งอยู่ ณ ตำบลวังใหม่ อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร ไปเป็นของ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2510, เล่ม 84, ตอน 126 ก ฉบับพิเศษ, 28 ธันวาคม พ.ศ. 2510, หน้า 1
  38. ตามรอยโบราณ "ค้นคว้าอักขระโบราณ" ตัวหนังสือไทย ตอน 2
  39. พระราชบัญญัติ จุลาลงกรน์มหาวิทยาลัย พุทธสักราช2486
  40. พระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2522
  41. เว็บไซต์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวข้อ สัญลักษณ์มหาวิทยาลัย สืบค้นเมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558
  42. เว็บไซต์หอประวัติจุฬาฯ บทความเรื่อง พระเกี้ยวจุลมงกุฏ สืบค้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558
  43. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย : เพลงมหาจุฬาลงกรณ์
  44. พระราชกำหนดเสื้อครุยบัณฑิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พุทธศักราช 2473
  45. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย : เสื้อครุยพระราชทาน
  46. รายละเอียดต้นจามจุรี
  47. http://www.memohall.chula.ac.th/article/ในหลวงกับลานจามจุรี/ บทความหอประวัติจุฬาฯ เรื่อง ในหลวงกับลานจามจุรี
  48. รายละเอียดสีชมพูจุฬา
  49. รายนามผู้บัญชาการ และอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  50. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ ตั้งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัยและตั้งผู้บัญชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เล่ม 34, ตอน 0 ก, 15 เมษายน พ.ศ. 2460, หน้า 23
  51. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความกระทรวงธรรมการ เรื่อง ตั้งผู้รั้งตำแหน่งปลัดทูลฉลอง ผู้บัญชาการจุฬาลงกรณ์และผู้ช่วยปลัดทูลฉลอง, เล่ม 46, ตอน 0 ง, 15 ธันวาคม พ.ศ. 2472, หน้า 3350
  52. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เล่ม 52, ตอน 0 ง, 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2478, หน้า 2327
  53. ราชกิจจานุเบกษา, เรื่อง ตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เล่ม 53, ตอน 0 ง, 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2479, หน้า 2271
  54. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เล่ม 56, ตอน 0 ง, 18 ธันวาคม พ.ศ. 2482, หน้า 2702
  55. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เล่ม 66, ตอน 60 ง, 25 ตุลาคม พ.ศ. 2492, หน้า 4969
  56. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เล่ม 61, ตอน 54 ง, 5 กันยายน พ.ศ. 2487, หน้า 1722
  57. ราชกิจจานุเบกษา, เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เล่ม 63, ตอน 58 ง, 3 กันยายน พ.ศ. 2489, หน้า 1230
  58. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เล่ม 65, ตอน 48 ง, 24 สิงหาคม พ.ศ. 2491, หน้า 2473
  59. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เล่ม 67, ตอน 48 ง, 12 กันยายน พ.ศ. 2493, หน้า 3832
  60. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เล่ม 69, ตอน 54 ง, 9 กันยายน พ.ศ. 2495, หน้า 2914
  61. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักคณะรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เล่ม 71, ตอน 47 ง, 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2497, หน้า 1630
  62. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักคณะรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เล่ม 73, ตอน 76 ง, 25 กันยายน พ.ศ. 2499, หน้า 2730
  63. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักคณะรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เล่ม 75, ตอน 82 ง, 21 ตุลาคม พ.ศ. 2501, หน้า 2793
  64. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, เล่ม 77, ตอน 73 ง, 6 กันยายน พ.ศ. 2503, หน้า 1982
  65. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เล่ม 78, ตอน 72 ง ฉบับพิเศษ, 8 กันยายน พ.ศ. 2504, หน้า 6
  66. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เล่ม 80, ตอน 100 ง ฉบับพิเศษ, 11 ตุลาคม พ.ศ. 2506, หน้า 1
  67. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เล่ม 82, ตอน 89 ง ฉบับพิเศษ, 14 ตุลาคม พ.ศ. 2508, หน้า 13
  68. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เล่ม 84, ตอน 92 ง ฉบับพิเศษ, 1 ตุลาคม พ.ศ. 2510, หน้า 5
  69. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, เล่ม 86, ตอน 56 ง ฉบับพิเศษ, 20 มิถุนายน พ.ศ. 2512, หน้า 4
  70. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, เล่ม 88, ตอน 83 ง ฉบับพิเศษ, 6 สิงหาคม พ.ศ. 2514, หน้า 2
  71. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, เล่ม 90, ตอน 92 ง ฉบับพิเศษ, 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2516, หน้า 5
  72. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เล่ม 92, ตอน 109 ง, 10 มิถุนายน พ.ศ. 2518, หน้า 1379
  73. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เล่ม 94, ตอน 55 ง ฉบับพิเศษ, 22 มิถุนายน พ.ศ. 2520, หน้า 4
  74. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (นายเกษม สุวรรณกุล), เล่ม 98, ตอน 95 ง ฉบับพิเศษ, 15 มิถุนายน พ.ศ. 2524, หน้า 5
  75. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เล่ม 102, ตอน 48 ง ฉบับพิเศษ, 17 เมษายน พ.ศ. 2528, หน้า 23
  76. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เล่ม 105, ตอน 236 ง, 29 ธันวาคม พ.ศ. 2531, หน้า 9594
  77. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (นายจรัส สุวรรณเวลา), เล่ม 110, ตอน 11 ง, 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2536, หน้า 2
  78. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ศาสตราจารย์เทียนฉาย กีระนันทน์ แทนนายจรัส วรรณเวลา ซึ่งลาออก), เล่ม 113, ตอน 20 ง, 7 มีนาคม พ.ศ. 2539, หน้า 8
  79. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (นายธัชชัย สุมิตร แทน ศาสตราจารย์เทียนฉาย กีระนันท์ซึ่งครบวาระ), เล่ม 117, ตอน 29 ง, 11 เมษายน พ.ศ. 2543, หน้า 2
  80. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เล่ม 212, ตอน 30 ง, 13 เมษายน พ.ศ. 2547, หน้า 14
  81. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (นายภิรมย์ กมลรัตนกุล), เล่ม 125, ตอน 36 ง, 27 มีนาคม พ.ศ. 2551, หน้า 3
  82. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (นายภิรมย์ กมลรัตนกุล), เล่ม 129, ตอนพิเศษ 84 ง, 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, หน้า 5
  83. Programs Offered at Chulalongkorn University
  84. หลักสูตรนานาชาติ/หลักสูตรภาษาอังกฤษ
  85. ประกาศจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง ส่วนงานของมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2552
  86. [http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2557/E/049/3.PDF ประกาศจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง ส่วนงานของมหาวิทยาลัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2557
  87. 87.0 87.1 จุฬาฯ มุ่งพัฒนางานวิจัยเน้น 8 คลัสเตอร์กลุ่มวิจัย เพื่อเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ, เข้าถึงวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2557
  88. คลัสเตอร์วิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เข้าถึงวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2557
  89. [3], สำนักวิจัยและพัฒนา อาคารศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยงขลานครินทร์, เข้าถึงวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
  90. ประชุมเสวนา “กกอ.” ร่วมกับ “เครือข่ายอุดมศึกษาภาคกลางตอนบน, เข้าถึงวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2557
  91. 91.0 91.1 Webometrics: Thailand, เข้าถึงวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558
  92. 92.0 92.1 http://www.topuniversities.com/university-rankings/asian-university-rankings/2015#sorting=rank+region=+country=131+faculty=+stars=false+search=], เข้าถึงวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558
  93. [4], เข้าถึงวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558
  94. SIR World Report 2014, เข้าถึงวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558
  95. [5], เข้าถึงวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
  96. [6], เข้าถึงวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558
  97. [7], เข้าถึงวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558
  98. SIR World Report 2014, เข้าถึงวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558
  99. [8], เข้าถึงวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
  100. [9], เข้าถึงวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558
  101. จุฬาฯ 1 ใน 9 มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ
  102. [10]
  103. จุฬาฯ : มหาวิทยาลัยที่มีจำนวนหน่วยงานได้รับการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการระดับดีเยี่ยมมากที่สุดจาก สกว. ใน 3 กลุ่มสาขาวิชา, เข้าถึงวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2557
  104. ประเมินงานวิจัยวิทย์ สกว.จัดประชุมถกคุณภาพ, ข่าวสด, วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 22 ฉบับที่ 8142
  105. [11]
  106. technology/2014#sorting=rank+region=+country=+faculty=+stars=false+search=
  107. [12]
  108. [13]
  109. [14]
  110. [15]
  111. [16]
  112. [17]
  113. [>[18]
  114. ความเป็นมาขององค์กร:สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เข้าถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
  115. [19] วิดีโอวันสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใต้ร่มพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, เข้าถึงวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2558
  116. แผนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  117. ความเป็นมาขององค์กร:สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เข้าถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
  118. [20] วิดีโอวันสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใต้ร่มพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, เข้าถึงวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2558
  119. [21] ข้อเท็จจริงกรณีที่ดินจุฬาฯ , เข้าถึงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558
  120. http://www.property.chula.ac.th/web/sites/default/files/area-map-04-10-56-zoom.jpg แผนผังที่ดินเชิงพาณิชย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  121. http://www.property.chula.ac.th/web/units หน่วยธุรกิจในความรับผิดชอบของสำนักงานจัดการทรัพย์สิน
  122. http://www.property.chula.ac.th/web/node/1375 ศูนย์การค้าสยามสแควร์
  123. http://mbkgroup.co.th/th/business/shopping/mbk-center
  124. http://www.property.chula.ac.th/web/node/1372 จัตุรัสจามจุรี
  125. http://www.property.chula.ac.th/web/node/1371 ตลาดสามย่าน
  126. http://www.property.chula.ac.th/web/node/1378 สยามสแควร์วัน
  127. http://marketeer.co.th/2015/06/centerpoint-of-siam-square/ เซนเตอร์พอยท์ ออฟ สยามสแควร์
  128. http://www.property.chula.ac.th/web/about/แผนผังพื้นที่เขตจัดการผลประโยชน์บริเวณเขตปทุมวัน
  129. ประวัติการจัดการศึกษาด้านสัตวแพทยศาสตร์และคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สืบค้นข้อมูลวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
  130. ศูนย์การเรียนรู้และบริการวิชาการ เครือข่ายแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สืบค้นข้อมูลวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
  131. โครงการพัฒนาที่ดินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สืบค้นข้อมูลวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
  132. http://www.olnr.chula.ac.th/page1_1_n.html#P
  133. http://www.prm.chula.ac.th/cen67.html อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ หรือ ตึกบัญชาการ หรือ อาคารอักษรศาสตร์ 1 (เดิม)
  134. http://www.asa.or.th/01about/c2530/2530h.htm รางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น : ตึกอักษรศาสตร์ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]
  135. http://www.arts.chula.ac.th/06about/tour.html ท่องแดนเทวาลัย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ
  136. http://www.prm.chula.ac.th/cen28.html หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  137. รางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น : เรือนภะรตราชา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  138. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย : เรือนภะรตราชา
  139. ศูนย์ส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; เรือนไทยแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  140. หนังสือพระเกี้ยว, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  141. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; พิพิธภัณฑ์และหอศิลป์
  142. [22] ไทยรัฐออนไลน์ รำลึกวันวานยังหวานอยู่"ซีมะโด่ง"
  143. [23] ประวัติความเป็นมาของหอพักนิสิตจุฬาฯ, สืบค้นเมื่อ 18 มิถุนยน พ.ศ. 2558
  144. คู่มือนิสิตใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2557: หน้า 117 กิจกรรมชมรม
  145. คู่มือนิสิตใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2557: หน้า 120 กิจกรรมที่นิสิตควรเข้าร่วม
  146. คู่มือนิสิตใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2557: หน้า 120 กิจกรรมที่นิสิตควรเข้าร่วม
  147. คู่มือนิสิตใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2557: หน้า 120 กิจกรรมที่นิสิตควรเข้าร่วม
  148. คู่มือนิสิตใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2557: หน้า 120 กิจกรรมที่นิสิตควรเข้าร่วม
  149. คู่มือนิสิตใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2557: หน้า 120 กิจกรรมที่นิสิตควรเข้าร่วม
  150. คู่มือนิสิตใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2557: หน้า 120 กิจกรรมที่นิสิตควรเข้าร่วม
  151. คู่มือนิสิตใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2557: หน้า 120 กิจกรรมที่นิสิตควรเข้าร่วม
  152. คู่มือนิสิตใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2557: หน้า 120 กิจกรรมที่นิสิตควรเข้าร่วม
  153. http://www.chula.ac.th/about/map-and-direction/bmta-public-buses สายรถโดยสารประจำทาง ขสมก. ที่ผ่านจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถนนพระราม 1
  154. http://www.chula.ac.th/about/map-and-direction/bmta-public-buses สายรถโดยสารประจำทาง ขสมก. ที่ผ่านจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถนนพระราม 4
  155. http://www.chula.ac.th/about/map-and-direction/bmta-public-buses สายรถโดยสารประจำทาง ขสมก. ที่ผ่านจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถนนพญาไท
  156. http://www.chula.ac.th/about/map-and-direction/bmta-public-buses สายรถโดยสารประจำทาง ขสมก. ที่ผ่านจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถนนอังรีดูนังต์
  157. http://www.bmta.co.th/?q=bus-lines&line=&start=&end=&populate=%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%AC%E0%B8%B2&waytype=All&bustype=All&zone=All ขสมก
  158. "ข่าวดี! สำหรับชาวจุฬาฯ รถปอ.พ. บริการฟรี เริ่ม 2 พ.ค. 54". 27 เมษายน 2554. สืบค้นเมื่อ 10 กรกฎาคม 2554. 
  159. [24] Shuttle Bus
  160. [25]รถโดยสารภายในจุฬาฯ (CU Shuttle Bus), สืบค้นเมื่อ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2558
  161. [26] โครงการเดินรถโดยสารภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สายทดลอง 5 และ5A, สืบค้นเมื่อ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2558
  162. พิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกแห่งกรุงสยาม
  163. พระบรมราโชวาท ในการพระราชทานประกาศนียบัตรแก่เวชบัณฑิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 25 ตุลาคม พุทธศักราช 2473
  164. พิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกแห่งกรุงสยาม, หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  165. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย : พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล
  166. พิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
  167. ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของพิธีพระราชทานปริญญาบัตรดุษฎีบัณฑิต และมหาบัณฑิตแห่งจุฬาฯ ปีการศึกษา 2540
  168. [27] ตารางกิจกรรมในวันสถาปนาจุฬาฯ ครบรอบ 98 ปี
  169. http://www.dailynews.co.th/women/323319 เดลินิวส์ รวมน้ำใจสร้างกุศล วันอานันทมหิดล 2558 | เดลินิวส์ รวมน้ำใจสร้างกุศล วันอานันทมหิดล 2558 อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/women/323319
  170. การจัดตั้งวันภาษาไทยแห่งชาติ
  171. [28] สารนิเทศ จุฬาฯ : จาก “วันทรงดนตรี” ถึง “วันที่ระลึกวันทรงดนตรี” ความสุขความทรงจำที่ประทับใจ , สืบค้นเมื่อ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558
  172. [29] วิดิโอยูทูป :ปิยมหาราช 23 ตุลาคม 2554 จุฬาฯ, สืบค้นเมื่อ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558
  173. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์กำหนดให้วันที่ 25 พฤศจิกายน เป็นวันเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากเสด็จสวรรคตเมื่อเวลาประมาณ 1 นาฬิกา 45 นาที ซึ่งผ่านวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 มาไม่กี่นาที และทรงกำหนดให้วันที่ 26 พฤศจิกายน เป็นวันเถลิงถวัลยราชสมบัติของพระองค์ จาก โฮมเพจเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
  174. [30] จุฬาฯจัดกิจกรรมเนื่องในวันมหาธีรราชเจ้า 25 พย. 2556 , สืบค้นเมื่อ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558
  175. [31] รายชื่อนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2427- 2554
  176. [32] นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติปี พ.ศ. 2555
  177. [33] เว็บไซต์แพทยสภา หน้าแพทย์ดีเด่น ปี พ.ศ 2539-2557
  178. [34]เว็บไซต์แพทยสภา หน้าแพทย์ดีเด่น ปี พ.ศ 2539-2557 อย่างละเอียด
  179. พระราชบัญญัติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551 ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.ให้ไว้ ณ วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2551 [35]
  180. ผู้จัดการรายวัน “คุณหญิงจารุวรรณ” นำทัพค้านจุฬาฯ ออกนอกระบบ21 พฤศจิกายน 2550 22:56 น
  181. หนังสือพิมพ์ข่าวสดรายวันประชาคมจุฬาฯ -กราบทูลพระเทพฯ วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 17 ฉบับที่ 6228
  182. ข่าวสภาคณาจารย์ เรื่องการออกนอกระบบ ฉบับที่ 14, ฉบับที่ 16, สำเนาหนังสือฯ , ฉบับที่ 17, ฉบับที่ 18, ฉบับที่ 19, แถลงการณ์จากสภามหาวิทยาลัยฯ
  183. สำนักงานสารนิเทศ จุฬาฯ คำชี้แจงของจุฬาฯ กรณีผู้คัดค้านร่าง พรบ.ฯ
  184. หนังสือพิมพ์เดลินิวส์. ประชาคมจุฬาฯ ยื่น สนช.ค้านออกนอกระบบ. วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2550
  185. บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์แทบลอยด์ เรื่องปก 'ถอนร่างออก' นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ 17 ธันวาคม 2549
  186. ณศักต์ อัจจิมาธร, หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์. ผ่าความคิด 'นพ. ตุลย์ สิทธิสมวงศ์' หัวหอกต้าน 'จุฬาฯ ' ออกนอกระบบวันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2550
  187. หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน สนช.ผ่านร่างพ.ร.บ."จุฬาฯ -มช.-สจล." วาระ2-3หลังลุยพิจารณากม.ในกำกับ, "สนช."ผ่านฉลุยกม.3มหา"ลัย จุฬาฯ -เชียงใหม่-ลาดกระบังวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10876
  188. ผู้จัดการออนไลน์ 27 สนช.เข้าชื่อส่งศาล รธน.ตีความ จุฬาฯ ออกนอกระบบขัด กม.21 ธันวาคม 2550 19:56 น.
  189. 189.0 189.1 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติจุฬาฯ พ.ศ. ...., จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  190. หนังสือพิมพ์ มติชน ยื่นตีความร่างกม.จุฬาฯ ผ่านผู้ตรวจฯ วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10885
  191. ผู้จัดการออนไลน์ ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน “หยุด” จุฬาฯ ออกนอกระบบ ชำแหละยับขัด-ไม่ชอบด้วยรธน.28 ธันวาคม 2550 18:53 น.
  192. ความจริงเมื่อจุฬาฯ เปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  193. [36] 15 สถาบันไทยติดอันดับโลก “มหาวิทยาลัยสีเขียว” ประจำปี 2014
  194. [37] จุฬาฯ มหาวิทยาลัยยั่งยืน
  195. [38] จุฬาฯ อันดับ ๑ มหาวิทยาลัยไทย อันดับ ๔๐ ของโลก “มหาวิทยาลัยสีเขียว ปี ๒๐๑๔

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

พิกัดภูมิศาสตร์: 13°44′18″N 100°31′57″E / 13.73826°N 100.532413°E / 13.73826; 100.532413