ศาสนาฮินดูในประเทศไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พราหมณ์หลวงขณะประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

ศาสนาฮินดูในประเทศไทย เป็นศาสนาชนกลุ่มน้อยในประเทศไทย พ.ศ. 2558 มีศาสนิกชนราวร้อยละ 0.03 จากประชากรทั้งหมดในประเทศ[1] กระนั้นศาสนาฮินดูยังคงมีบทบาทเด่นและแฝงตัวอยู่ในสังคมไทยมาตลอด[2] แม้ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ แต่ก็ได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดูอย่างสูง หากมีเทศกาลเนื่องในศาสนาฮินดู ก็จะมีพุทธศาสนิกชนโดยเฉพาะชาวไทยเชื้อสายจีนเข้าร่วมในพิธี[3] ทั้งนี้ศาสนาฮินดูในไทยได้รับอิทธิพลจากอินเดียใต้อย่างชัดเจน[4] ปัจจุบันยังสามารถพบอิทธิพลฮินดูได้ทั่วไป เช่น วรรณกรรม รามเกียรติ์ ซึ่งมีพื้นฐานมาจาก รามายณะ ของฮินดู[5] และสัญลักษณ์ของประเทศคือครุฑ เป็นพาหนะของพระวิษณุ เทพเจ้าฮินดูองค์หนึ่ง[6]

อย่างไรก็ตามพราหมณ์ไทยเองได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากศาสนาผีและศาสนาพุทธ เช่นข้อปฏิบัติของพราหมณ์ การบวงสรวง และการบูชาผี ทำให้มีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง[2][7][8][9]

ประวัติ[แก้]

ยุคแรกเริ่ม[แก้]

ปรางค์แขก เป็นเทวสถานฮินดูแบบขอมในไทย
พระวิษณุศิลปะสุโขทัย ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ในอดีตดินแดนของประเทศไทยในปัจจุบันได้รับอิทธิพลศาสนาฮินดูจากจักรวรรดิเขมรและอาณาจักรศรีวิชัยซึ่งเคยเรืองอำนาจมาก่อน[8] ประชากรในแถบประเทศไทยรู้จักศาสนาฮินดูมานานกว่า 1,000–2,000 ปี[10] เดิมเรียกว่าศาสนาไสย(ะ) ก่อนเปลี่ยนไปเรียกศาสนาพราหมณ์ในช่วงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา[2] ดังปรากฏการสร้างศาสนสถานอย่างปราสาทขอมแพร่หลายทั่วไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและบางส่วนของภาคกลาง มีรูปเคารพเทพเจ้าต่าง ๆ เช่น พระวิษณุ พระศิวะ พระพรหม พระคเณศ และพระอินทร์ เป็นต้น[11] และปรากฏชุมชนฮินดูกระจายทั่วไปในภาคกลางและภาคใต้ของประเทศไทย[10]

ทั้งนี้ศาสนาฮินดูเข้าสู่ไทยหลายทาง โดยผ่านทางชาวเขมรจากอาณาจักรฟูนันช่วงพุทธศตวรรษที่ 6 และยังผ่านนักเดินเรือชาวอินเดียใต้เป็นหลัก ดังจะพบหลักฐานเทวรูปพระวาสุเทพ ที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี อายุราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 9 ถือเป็นหลักฐานของศาสนาฮินดูที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[12] ใน จารึกศาลสูง ภาษาเขมร หลักที่ 1 ระบุถึงการให้อิสระแก่ประชาชนชาวละโว้ในการนับถือศาสนาทั้งลัทธิไศวะ เถรวาท และมหายาน ส่วน จารึกศาลเจ้าเมืองลพบุรี กล่าวถึงการนับถือลัทธิไวษณพที่แพร่หลายจากเขมรสู่ละโว้[13] และ จารึกกัมรเตงอัญศรีชัยวรมัน ระบุถึงการนับถือพระวิษณุ (ในจารึกเรียก "ศรีบรมวาสุเทพ") เป็นเทพเจ้าประจำเมืองด้วย[14] แต่กระนั้นชาวละโว้ส่วนใหญ่ยังคงนับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาทตามอย่างทวารวดีอย่างเหนียวแน่น[13] ศาสนาฮินดูมีอิทธิพลเฉพาะชนชั้นสูง ขณะที่ชนชั้นล่างลงมานับถือศาสนาพุทธหรือผี[9][15] จารึกฐานพระอิศวรเมืองกำแพงเพชร เมื่อ พ.ศ. 2053 ระบุว่ามีความพยายามในการที่จะผสานความเชื่อระหว่างศาสนาพุทธ ศาสนาไสย และศาสนาพระเทพกรรม ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน[16] ทว่าในกาลต่อมา ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทกลายเป็นศาสนาที่ประชากรส่วนใหญ่ในแถบนี้หันไปนับถือ เพราะศาสนาพุทธนั้นเรียบง่าย ปรับตัวเข้ากับศาสนาผีและวัฒนธรรมไทยพื้นเมืองได้ จึงกลายเป็นที่นิยมและแพร่หลายในกลุ่มชนชั้นสูงและชาวบ้านทั่วไป[17] อย่างไรก็ตามศาสนาฮินดูยังคงกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มชนชั้นสูง เพราะมีประโยชน์ต่อนโยบายการปกครอง แม้พระมหากษัตริย์นับถือศาสนาพุทธ แต่ก็ยังคงพิธีกรรมฮินดูเพื่อเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์และการแสดงตนว่ามีอารยะ ด้วยเหตุนี้พราหมณ์ในสังคมไทยจึงมีบทบาทเชิงพิธีกรรมเท่านั้น[9][18] ศาสนสถานของพราหมณ์หลายแห่งจึงถูกเปลี่ยนเป็นพุทธสถานแทน[19][20][21]

ในยุคอาณาจักรสุโขทัย มีการสร้างเทวสถานอุทิศแก่เทวรูป แต่ผู้คนเริ่มหันไปนับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาทตั้งแต่รัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชเป็นต้นมา[22] และในอาณาจักรอยุธยา มีการอ้างถึงพระราชพิธีอินทราภิเษกในกฎมนเทียรบาล และมีวรรณกรรมสำหรับพิธีกรรมสำคัญคือ ลิลิตโองการแช่งน้ำ[23] รวมทั้งคติเทวราชา ที่เชื่อว่ากษัตริย์สืบเชื้อสายจากเทพเจ้า ดังพบการเฉลิมพระปรมาภิไธยให้พ้องกับพระนามของพระเป็นเจ้า เช่น รามาธิบดี สุริเยนทราธิบดี นารายณ์ หรือราเมศวร เป็นต้น[9] ศาสนาฮินดูมีบทบาทเด่นขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม โดยเฉพาะในยุคราชวงศ์ปราสาททอง พราหมณ์หลวงสามารถประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในราชสำนักได้อย่างโดดเด่นเรื่อยมาจนถึงรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ผู้ทรงให้ความสำคัญกับพระราชพิธีอินทราภิเษก การดูฤกษ์ยาม รวมทั้งมีพิธีพราหมณ์ปรากฏในพงศาวดารมาจนตลอดรัชกาล และรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก็มีการประกอบพระราชพิธีพราหมณ์บูชาเทพเจ้าต่าง ๆ อย่างประณีตซับซ้อน[24] โดยไม่ได้กล่าวถึงคุณแห่งพระรัตนตรัยเลย[25] และในกวีนิพนธ์ คำฉันท์สรรเสริญพระเกียรติสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงปราสาททอง ก็ไม่ได้กล่าวถึงการอุปถัมภ์ศาสนาพุทธไว้เลย แสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นของศาสนาฮินดูเหนือศาสนาพุทธในราชสำนักช่วงนั้น[24] สุดท้ายช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทที่แฝงตัวอยู่ในสังคมเมือง ได้กลับมามีบทบาทเด่นอีกครั้ง เพราะการปฏิบัติตนในศาสนาพุทธเป็นการสั่งสมบารมีและแสดงสถานภาพทางสังคมของบุคคล[26]

ส่วนดินแดนแถบปัตตานี ชาวฮินดูเริ่มหันไปนับถือศาสนาพุทธช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 แต่ยังคงธรรมเนียมฮินดูบางอย่างไว้ กระทั่งพุทธศตวรรษที่ 19 ก็หันไปนับถือศาสนาอิสลาม และเริ่มทำลายศาสนสถานเดิม[27] แต่ยังคงหลงเหลืออิทธิพลไว้บางประการเช่น กริชที่มีรูปเทพเจ้าฮินดู, พิธีตอเลาะบาลอ อันเป็นพิธีสวดขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกจากชุมชน, การแสดงวายัง, การทำบุหงาซีเระ[28] พิธีปูยอปาตา เป็นพิธีบูชาทะเล และพิธีปูยอบือแน เป็นพิธีบูชาทุ่งนาหรือนางโพสพ[29] รวมทั้งเรื่องเล่าปรัมปรา ที่ชาวบ้านเคยต้องส่งหญิงสาวไปบวงสรวงแก่พญาครุฑแถบเพิงผาเขายาลอ[30]

ยุคหลัง[แก้]

หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง ร่องรอยและเอกสารของศาสนาฮินดูในไทยถูกทำลายลงไปมาก[23][31] ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ที่เคยประทับอยู่เมืองนครศรีธรรมราช ทรงพบชุมชนพราหมณ์ที่นั่น และมีพระราชดำริว่าพราหมณ์ที่กรุงเก่านั้นถูกพม่ากวาดต้อนสูญหายไปหมดสิ้นแล้ว จึงเชิญพราหมณ์เมืองนครกลับไปสร้างกรุงธนบุรีด้วยกัน[8] ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชปราบดาภิเษกและสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะฟื้นฟูพระราชพิธีตลอดจนขนบธรรมเนียมตามโบราณราชประเพณีขึ้น ศาสนาฮินดูได้รับการฟื้นฟูอีกครั้ง[23] ทรงสร้างเทวสถานสำหรับพระนครและเสาชิงช้าเมื่อ พ.ศ. 2327[32] (ส่วนเอกสารของนอร์มัน บาร์ตเลต์ระบุว่าโบสถ์พราหมณ์สร้างใน พ.ศ. 2323 ตรงกับยุคธนบุรี)[33] ทำให้มีพราหมณ์ปฏิบัติหน้าที่ในราชสำนักสืบมาจนถึงปัจจุบัน โดยในยุครัตนโกสินทร์เป็นต้นมา ความเชื่อในระบบจักรวาลวิทยาของฮินดูส่งผลต่อการรังสรรค์จิตรกรรม ศิลปกรรม และวรรณคดีของไทย[23] เทพเจ้าฮินดูต่าง ๆ แปรสภาพเป็นผู้พิทักษ์พุทธศาสนา ดังจะพบภาพเทพฮินดูที่บานประตูหน้าต่างของพุทธศาสนสถาน ทำหน้าที่เป็นทวารบาล[34]

ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา พระราชพิธีพราหมณ์ที่ยังเหลืออยู่ถูกแทรกด้วยพิธีสงฆ์และการทำบุญของศาสนาพุทธตามพระราชนิยมอย่างชัดเจน กระนั้นพระราชพิธีพราหมณ์เองก็ถูกจำกัดแต่ในราชสำนัก[35] และพระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับพราหมณ์บางพิธีถูกยกเลิกไปในยุครัตนโกสินทร์นี้[36][37][38] แต่ยังคงความเชื่อว่าพระมหากษัตริย์เป็นอวตารของพระนารายณ์ (คือพระวิษณุ)[39] เดิมคติพราหมณ์ไทย พระวิษณุไม่มีพุทธาวตารอย่างในอินเดีย หากแต่มีสมณาวตาร และนับถือพระพุทธเจ้าไว้สูงสุด แต่หลังการอพยพของชาวอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดูสู่ไทยช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา ก็ได้นำคติพุทธาวตารเข้ามาด้วย โดยให้พระพุทธเจ้ามีสถานะเท่ากับเทพฮินดู ซึ่งผิดแผกไปจากระบบจักรวาลวิทยาของไทยที่มองว่าพระพุทธเจ้าอยู่เหนือเทพเจ้าองค์ใด ๆ[40] ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชนิพนธ์ ลิลิตนารายณ์สิบปาง มีการระบุ "พุทธาวตาร" เป็นครั้งแรก แต่พระองค์มิได้ระบุรายละเอียดใด ๆ เกี่ยวกับอวตารนี้เลย หากแต่ทรงกล่าวยกย่องพระเกียรติคุณของพระพุทธเจ้า[41][42] นอกจากนี้พระองค์ยังลดบทบาทของเทพสตรีทั้งหลายลง รวมทั้งมีพระราชนิยมให้พระพิฆเนศวรเป็นเทพแห่งศิลปวิทยา ซึ่งแท้จริงแล้วบทบาทเป็นของพระสุรัสวดี ซึ่งเป็นเทวนารี มีเพียงพราหมณ์ที่สักการะบูชาเทพสตรีต่าง ๆ ในฐานะชายาของพระเป็นเจ้า หากแต่ไม่มีพิธีกรรมหรือเทศกาลพิเศษอย่างบุรุษเทพ[43]

หลังรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา มีการเปลี่ยนระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งมีการยกเลิกกรมพิธีพราหมณ์ สังกัดกระทรวงวัง ทำให้พระราชพิธีหยุดชะงัก และบางพระราชพิธีถูกยกเลิกไป ไม่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาอีก[36][44] พราหมณ์ในกรุงเทพมหานครจำนวนมากกลับคืนภูมิลำเนา เทวสถานประจำพระนครจึงถูกทิ้งไว้ให้ทรุดโทรม เทวรูปบางส่วนสูญหายไปในช่วงอุทกภัยใน พ.ศ. 2485 จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการฟื้นฟูพระราชพิธีพราหมณ์ขึ้นมาใหม่ช่วง พ.ศ. 2512 เป็นต้นมา เช่น พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา เป็นต้น[45]

ปัจจุบันศาสนาฮินดูยังมีบทบาทในพระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ ความสวัสดิมงคล และเทศกาลต่าง ๆ อยู่[46][47] เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีฉัตรมงคล พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีตรียัมพวาย-ตรีปวาย สงกรานต์ และลอยกระทง[10][48] ชาวไทยทั่วไปรับรู้ศาสนาฮินดูผ่านวรรณกรรมและแนวคิดอย่างศาสนาพุทธ ทำให้ทราบถึงวิธีการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องตามประเพณีฮินดูค่อนข้างน้อย[2]

ความเชื่อ[แก้]

ในคติความเชื่อไทยเทพเจ้าฮินดูเป็นผู้อารักษ์พุทธศาสนา ในภาพคือพระพรหม (ซ้าย) และพระอินทร์ (ขวา) กำลังช่วยนางสุชาดากวนมธุปายาสถวายสมณโคดม

คติพราหมณ์ไทยนับถือว่าพระอิศวร (คือพระศิวะ) เป็นพระเป็นเจ้าสูงสุด มักมีเทวโองการให้พระนารายณ์ (คือพระวิษณุ) ลงไปปราบเภทภัยอยู่บ่อยครั้ง[49] ในเทวสถานประจำพระนครมีการตั้งศิวลึงค์สององค์คู่กัน คาดว่ากระทำตามธรรมเนียมอินเดียตอนใต้[50] พราหมณ์ไทยนับถือพระอิศวรและพระนารายณ์เป็นหลัก คือพราหมณ์พิธีนับถือพระอิศวร และพราหมณ์พฤฒิบาศนับถือผีปะกำ (ภายหลังถูกเกณฑ์ไปนับถือพระนารายณ์) และมองว่าพระพรหมเป็นเทพในศาสนาพุทธ[51] ทั้งได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากศาสนาผีและพุทธ ซึ่งอย่างแรกเป็นศาสนาพื้นเมืองดั้งเดิม และอย่างหลังเป็นศาสนาที่ชนส่วนใหญ่นับถือ เช่นข้อปฏิบัติของพราหมณ์ การบวงสรวง และการบูชาผี ทำให้มีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง[2][7][8] นอกจากนี้ใน โลกบัญญัติ, โลกสัณฐานโชตรตนคัณฐี และ ไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา ซึ่งคัมภีร์ศาสนาของไทย มีเรื่องราวของพระอิศวรได้รับการเทศนาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนพระอิศวรยอมรับพระพุทธศาสนา และมีรูปพระพุทธเจ้าประดับอยู่บนพระเศียรของพระอิศวร[52][53] และปัจจุบันชุมชนพราหมณ์บางแห่งมีการสักการะรูปพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ของศาสนาพุทธ ด้วยสำคัญว่าเป็นเทวรูปพระอิศวร[54][55]

ใน คัมภีร์นารายณ์ยี่สิบปาง ระบุว่า พระวิษณุไม่มีพุทธาวตาร หากแต่เป็นสมณาวตารผู้แย่งศิวลึงค์จากอสูรตรีบุรำ[56][57] (คือบุตรสามคนของตารกาสูร ใน ปุราณะ)[58] สอดคล้องกับระบบจักรวาลวิทยาของไทยเชื่อว่าพระพุทธเจ้า ศาสดาของศาสนาพุทธอยู่เหนือเทพเจ้าองค์ใด ๆ[40] ส่วน คัมภีร์ไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา ระบุว่า มเหศวรเทวราชเป็นวิญญาณของผู้ทำกุศลแล้วไปจุติเป็นเทวดา และอนาคตจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่มีสถานภาพต่ำกว่าพระศากยมุนี[57] และมีการจัดชั้นให้เทพเจ้าฮินดูมีฐานะเป็นผู้อารักขาพุทธสถาน[40] โดยอิงตามคัมภีร์ทางพุทธศาสนา[2] ในบางครั้งอาหารหรือเครื่องเซ่นสรวงในการสังเวยเทพเจ้าหรือแม้แต่วรรณกรรมฮินดูอย่าง รามเกียรติ์ ยังแฝงไปด้วยหลักธรรมในพุทธศาสนา[59][60]

เทพเจ้าฮินดูในไทยจะมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างไปจากประเทศต้นทาง เช่น พระวิศวกรรมตามตำราอินเดียจะมีพระกายสีขาว มีสามพระเนตร ทรงชฎา สวมชุดสีทอง และถือคทา แต่ในคติไทย พระวิศวกรรมจะมีพระกายสีเขียว โพกผ้าขาว ถือหางนกยูง[61] ส่วนพระคเณศแบบไทย ก็จะทรงเครื่องอย่างไทย ร่างแบบบางพุงไม่พลุ้ย บ้างก็มีงาครบทั้งสองข้าง ต่างจากแบบอินเดียที่พุงพลุ้ยและมีงาข้างเดียว[62] นอกจากนี้ยังมีการสร้างเทพพื้นเมืองที่ไม่ปรากฏในคัมภีร์ฮินดูอินเดียใด ๆ โดยหยิบยืมรูปลักษณ์ของเทพฮินดูมาใช้ เช่น พระวิษณุ ถูกสร้างเป็น พระนารายณ์เทวกรรม เป็นเทพแห่งช้าง มีหกกร ประทับนั่ง ถือบ่วงบาศนาคราช[63] และเทพอีกองค์หนึ่งคือพระคเณศ ถูกสร้างเป็นพระเทวกรรม เป็นเทพเกี่ยวกับช้าง และพระโกญจนาเนศวร์ เป็นเทพผู้ให้กำเนิดช้าง ซึ่งพัฒนาจากผีพื้นเมืองคือผีปะกำ[2][64][65] ทั้งยังสับสนด้านเทววิทยาที่ระบุว่าพระขันทกุมารเป็นเทพองค์เดียวกับพระคเณศ[66][67] กล่าวคือเป็นพระขันทกุมารเมื่อมีเศียรเป็นคน และเป็นพระคเณศเมื่อมีเศียรเป็นช้าง[62] ขณะที่พระมเหศวรีถูกนับว่าเป็นชายาอีกองค์ของพระนารายณ์[43] พราหมณ์ในไทยมีการใช้ขนมต้มขาว, ขนมหม้อแกง, ขนมคันหลาว และขนมหูช้าง ส่วนแถบปัตตานีในอดีตจะใช้ตือปงนอแน ในการเซ่นสรวงบูชาพระคเณศหรือพระภูมิแทนขนมโมทกะ[59][68][69] และนับถือพระคเณศเป็นเทพแห่งศิลปะและเทพแห่งช้าง แต่แท้จริงแล้วพระองค์เป็นเทพแห่งการเริ่มต้นใหม่และความสำเร็จ[70]

พราหมณ์ในไทย มีการรวมความเชื่อระหว่างพระภูมิกับผีเจ้าที่รวมกัน โดยจัดให้พระภูมิเป็นเทพ หากดูแลศาลดีจะให้คุณ แต่ถ้าดูแลไม่ดีก็จะถูกลงโทษ โปรดเครื่องเซ่นเป็นอาหารคาวหวาน เนื้อสัตว์ และเหล้าอยู่ ต่างจากเทพฮินดูทั่วไปที่เกือบทั้งหมดเป็นมังสวิรัติ[71] ส่วนหมู่ศาลเทพเจ้าฮินดูบริเวณแยกราชประสงค์ไม่ใช่เทวาลัยอย่างฮินดู แต่เป็นสิ่งที่ทำหน้าที่แทนศาลเจ้าที่ของศาสนาผีโดยหยิบยืมรูปลักษณ์ของเทพฮินดูมาใช้ เพราะเป็นแหล่งธุรกิจใหญ่ ศาลจึงต้องมีขนาดที่ใหญ่เช่นกัน[72] และถือว่าเทพฮินดูสูงชั้นกว่าผีของศาสนาดั้งเดิม[73]

ร่างทรงในไทยมักกล่าวอ้างว่ามีเทพเจ้าฮินดูเข้าทรงตนเอง แต่โดยมากมีความรู้เกี่ยวกับฮินดูกระท่อนกระแท่น ทราบเพียงชื่อเทพเจ้า แต่นอกนั้นแทบไม่มีอะไรเป็นฮินดูเลย บางรายตั้งสำนักของตนทำนองเทวาลัย หรือไปเรียนภาษาและพิธีกรรมอย่างฮินดูก็มี[74] บางคนที่พูดภาษาสันสกฤตไม่ได้ ก็จะสร้างภาษาของตนเองแล้วอนุมานว่าคือ "ภาษาเทพ" นอกนั้นก็มีการเต้นระบำรำฟ้อนของเหล่าร่างทรง[75]

ปัจจุบันพุทธศาสนิกชนเข้าถึงการบูชาเทพเจ้าฮินดูมากขึ้น โดยมากจะเชื่อถือด้านทรงเจ้าเข้าผี การเซ่นสรวงบูชา และไสยศาสตร์เร้นลับ จนยากที่จะควบคุม[3]

พิธีกรรม[แก้]

ภาพพระเป็นเจ้าคติพราหมณ์บนเครื่องประกอบพระเมรุมาศในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพ

เดิมพิธีกรรมมีมาจากความเชื่อเรื่องผีและเจ้า ที่มีพื้นเพจากสังคมกสิกรรม เพราะธรรมชาติส่งผลจากการทำมาหากินของผู้คนในอดีต ดังนั้นจึงเกิดพิธีกรรมเซ่นสรวง ไหว้ หรือบูชาสิ่งเร้นลับ เมื่อรับศาสนาฮินดูเข้ามาในหมู่ชนชั้นปกครอง ประเพณีต่าง ๆ จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงให้ดูยิ่งใหญ่น่าเลื่อมใส โดยมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ ยกระดับเจ้านายให้สูงส่งกว่าคนชนชั้นล่างลงไป[76] หลังการล่มสลายของอาณาจักรอยุธยา วัฒนธรรมและประเพณีพราหมณ์หลายอย่างสูญหายไป ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ จึงมีการฟื้นฟูธรรมเนียมพราหมณ์ขึ้นมาใหม่[36] ส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากอินเดียใต้ บางอย่างก็รับมาจากอินเดียเหนือ[77] ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการปรับปรุงประเพณีบางประการให้เหมาะสมกับกาลสมัย[36][44] แต่จากการละเลยของพราหมณ์ ทำให้พระราชพิธีแบบพราหมณ์เริ่มสาบสูญไป พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอธิบายไว้ว่า "... เมื่อพราหมณ์ประพฤติศาสนาของตัวเสื่อมคลายลง จนไปตรงกับคำนุ่งคำกู การพิธีซึ่งไม่มีประโยชน์ และไม่มีใครบังคับให้ทำจึงได้ละเลยเสีย [...] จะป่วยกล่าวไปไยในพิธีพราหมณ์ ซึ่งหลวมโพรกมาแต่เดิมแล้ว..." และ "...การพิธีที่เป็นส่วนของผู้ถือศาสนาทำเอง เมื่อความศรัทธาเสื่อมคลายลง ก็ทำให้ย่อ ๆ ลงไปจนเลยหายไปได้..."[78] สุดท้ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการเปลี่ยนระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีการยกเลิกกรมพิธีพราหมณ์ สังกัดกระทรวงวัง ทำให้พระราชพิธีหยุดชะงัก และบางพระราชพิธีถูกยกเลิกไป ไม่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาอีก[36][44]

ปัจจุบันพิธีกรรมของพราหมณ์ไทยส่วนใหญ่เป็นพระราชพิธีในราชสำนักเพื่อเสริมความศักดิ์สิทธิ์ในแผ่นดิน[9] พิธีกรรมบูชายัญถูกยกเลิกไปจนสิ้น คงเหลือแต่การสาธยายพระเวท พิธีมงคลต่าง ๆ ควบคู่ไปกับศาสนาพุทธ[44]

พระราชพิธี[แก้]

พระราชพิธี หมายถึง งานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ กำหนดไว้ตามพระราชประเพณี ซึ่งจะเสด็จไปประกอบพิธี บางพระราชพิธีจะเสด็จพระราชดำเนินไปประกอบพระราชกรณียกิจจึงจะมีหมายกำหนดการ และมีผู้เข้าเฝ้า เว้นแต่เป็นการส่วนพระองค์หรือการภายใน[79] พระราชพิธีพัฒนามาจากพิธีกรรมการบูชาธรรมชาติและผี เมื่อรับศาสนาฮินดูและพุทธเข้ามาจึงพัฒนาพิธีกรรมต่าง ๆ ให้ดูยิ่งใหญ่สมกับเป็นงานของพระเจ้าแผ่นดิน[76] พระราชพิธีที่เป็นพิธีอย่างฮินดูใน พระราชพิธีสิบสองเดือน ส่วนใหญ่ถูกยกเลิกไปแล้ว งานที่ยังมีอยู่ก็ถูกรวมเข้ากับพระราชพิธีของศาสนาพุทธ ซึ่งมีดังนี้[36][44][80]

เดือน พระราชพิธี พิธีกรรม หมายเหตุ
เดือนอ้าย พระราชพิธีเฉวียนพระโคกินเลี้ยง เป็นพระราชพิธีเลี้ยงพระโคอุสุภราช เดิมกระทำในเดือนยี่ ในพิธีจะนำพระโคอุสุภราชมาแต่งด้วยเครื่องประดับต่าง ๆ ให้พระราชกุมารป้อนหญ้าพระโค พระเจ้าแผ่นดินถือดอกบัวทอง พระอัครมเหสีถือดอกบัวเงิน แห่ประทักษิณพระโคเก้ารอบ ยกเลิกแล้ว
เดือนยี่ พระราชพิธีบุษยรัตน์ พระเจ้าแผ่นดินทรงเครื่องอย่างสรงมุรธาภิเษกประทับบนกองดอกไม้เจ็ดสีหรือมณฑปดอกไม้สด แล้วจำเริญพระนขา มีพราหมณ์แปดคนถวายพระพร ยกเลิกแล้ว
พระราชพิธีตรียัมพวาย-ตรีปวาย เป็นปีใหม่พราหมณ์ของพวกพราหมณ์โหรดาจารย์ เดิมกระทำในเดือนอ้าย ในพระราชพิธีตรียัมพวายเป็นของพระอิศวร ส่วนพิธีตรีพวายเป็นของพระนารายณ์ จะมีข้าราชการผู้ใหญ่เป็นพระยายืนชิงช้า สมมติตัวว่าเป็นพระอิศวรมาเยี่ยมโลก โล้ชิงช้าพร้อมกับพราหมณ์นาลิวัน ยกเลิกแล้ว
เดือนสาม พระราชพิธีธานยเทาะห์ เป็นพิธีเผาข้าว ทำพิธีที่ทุ่งนา ในพิธีมีคนแต่งกายสวมเทริด แบ่งเป็นชุดแดงกลุ่มหนึ่ง ชุดเขียวกลุ่มหนึ่ง สมมติว่าเป็นพระอินทร์กลุ่มหนึ่งพระพรหมกลุ่มหนึ่งแย่งรวงข้าวกัน ข้างไหนแย่งได้จะมีคำทำนาย ยกเลิกแล้ว
พระราชพิธีศิวาราตรี เป็นพิธีลอยบาปของพราหมณ์ มีการผูกเชือกที่คอหม้อและโยงกับเสาสี่เสา ก้นหม้อเจาะรูไว้ให้น้ำในหม้อหยดลงศิวลึงค์ไหลไปตามรางโยนีและเติมน้ำในหม้อไปเรื่อยจนเช้า ครั้นรุ่งสางจะนำน้ำนี้ไปสระผมอาบน้ำ และเก็บผมที่ร่วงไปลอยน้ำ ยกเลิกแล้ว
เดือนสี่ พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ มีการสวดอาฎานาฏิยสูตรหรือภาณยักษ์ขับไล่ผีตลอดทั้งคืน ถูกยุบรวม
เดือนห้า การสังเวยเทวดา มีการเซ่นสังเวยเครื่องและละครหลวงแก่เทวดา ในพระราชพิธีจะอัญเชิญพระสยามเทวาธิราช เจว็ด และเทวรูปมาตั้งในพิธี ยกเลิกแล้ว
พระราชพิธีศรีสัจจปานกาล เป็นพิธีระงับทุกข์เข็ญของบ้านเมือง มีการอ่านคำสัตย์สาบานและให้ผู้ร่วมพิธีดื่มน้ำชำระพระแสง ถูกยุบรวม
พระราชพิธีคเชนทรัศสนาน เป็นพระราชพิธีทอดเชือกคชกรรมของพราหมณ์พฤฒิบาศ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ช้างและผู้ทำงานเกี่ยวกับช้าง โดยพราหมณ์จะคอยประพรมน้ำมนต์แก่ช้างม้า ยกเลิกแล้ว
พระราชพิธีทอดเชือกดามเชือก เป็นพระราชพิธีตรวจเชือกบาศหกเดือนก่อนไปทำงานของพราหมณ์พฤฒิบาศที่โรงเชือก มีการตั้งโต๊ะบูชาเทวรูปพระอิศวร พระนารายณ์ และพระพิฆเนศวร ยกเลิกแล้ว
เดือนหก พระราชพิธีจรดพระนังคัล เป็นพระราชพิธีในการเริ่มต้นการไถนาเพื่อหว่านเมล็ดข้าวที่ทุ่งส้มป่อย มีการตั้งเทวรูป มีพราหมณ์กระทำพิธี พระยาแรกนาเทียมโคอุศุภราช และนางเทพีหว่านพันธุ์ข้าว เมื่อทำพระราชพิธีนี้แล้ว ราษฎรจึงลงมือทำนาได้ ปัจจุบันถูกยุบรวมเข้ากับวันพืชมงคลของศาสนาพุทธ ถูกยุบรวม
เดือนเจ็ด พระราชพิธีเคณฑะ (ทิ้งข่าง) เป็นพระราชพิธีทิ้งข่างเสี่ยงทาย นำโลหะใหญ่กลมเท่าผลแตงโมเป็นลูกข่างสมมติว่าเป็นพระสยม ต้องให้ผู้ชายสามคนชักสายทิ้งข่างให้หมุน ยกเลิกแล้ว
พระราชพิธีทูลน้ำล้างพระบาท เดิมเรียกพระราชพิธีนารายณ์บรรทมสินธุ์ เป็นพระราชพิธีถวายน้ำชำระล้างพระบาทของพระมหากษัตริย์ แล้วนำน้ำนั้นมาใส่กะละออมเอาผ้าพันแล้วทูนบนหัวของขุนนาง ส่วนเอกสารสมัยอยุธยาระบุว่ากษัตริย์สรงน้ำมุรธาภิเษก แล้วเปลื้องเครื่องทรงเมื่อสรงสนานส่งแก่พราหมณ์ ยกเลิกแล้ว
เดือนเก้า พระราชพิธีตุลาภาร เป็นพระราชพิธีสะเดาะเคราะห์ของพระมหากษัตริย์และพระมเหสี ด้วยการบริจาคพระราชทรัพย์แก่พราหมณ์ ยกเลิกแล้ว
พระราชพิธีพรุณศาสตร์มหาเมฆบูชา เป็นพระราชพิธีเรียกฝนเพื่อประโยชน์ด้านกสิกรรม โดยมีพราหมณ์สวดร่ายเวท ต่อมามีพิธีสงฆ์ของศาสนาพุทธร่วมด้วย ยกเลิกแล้ว
เดือนสิบ พระราชพิธีภัทรบท เป็นพิธีลอยบาปของพราหมณ์ บูชาพระไพสพ จากนั้นตั้งน้ำอบดอกไม้ นำไปรดสรงเทวรูปสิบหกองค์ พราหมณ์กระทำพิธีลอยบาป แล้วจึงบริโภคมธุปายาสและยาคู ยกเลิกแล้ว
พระราชพิธีสารท เป็นพิธีกวนมธุปายาสหรือข้าวทิพย์และยาคูแก่พราหมณ์ ต่อมาถวายแก่พระสงฆ์ ยกเลิกแล้ว
เดือนสิบสอง พระราชพิธีจองเปรียงลดชุดลอยโคม เป็นพิธีลอยเคราะห์ วันยกโคมจะมีการกล่าวบูชาพระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม มีพราหมณ์กระทำพิธีในโรงพิธีถวายน้ำมหาสังข์จนถึงวันลดโคม เทียนจุดโคมจะทาเปรียง (น้ำมันไขข้อพระโค) ยกเลิกแล้ว
พระราชพิธีกะดิเกยา เป็นพระราชพิธีตามเพลิงคอยรับพระเป็นเจ้าเสด็จลงมา จัดที่เทวสถาน เดิมกระทำในเดือนอ้าย ใช้ระยะเวลาเพียงสามวัน ใช้น้ำสังข์รดดับเพลิง เป็นอันเสร็จพิธี ยกเลิกแล้ว

มีพระราชพิธีที่สำคัญที่ยังดำรงอยู่คือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก คือพิธีสถาปนาพระมหากษัตริย์ว่ามีพระราชอำนาจเหนือแผ่นดินอย่างเป็นทางการ ตามความเชื่อของพุทธและฮินดู เช่น การสรงน้ำมุรธาภิเษก และการเปิดประตูศิวาลัยอัญเชิญพระอิศวรเพื่อประทานพร ถวายสังวาลพราหมณ์เพื่อแสดงพระองค์ว่าเป็นพราหมณ์ ถวายพระมหาพิชัยมงกุฎเพื่อเป็นการประกาศปกครองประเทศ โดยมีพราหมณ์หลวงเป็นผู้ประกอบพระราชพิธี[44][81]

พระราชพิธีฉัตรมงคล หมายถึง พระราชพิธีฉลองพระเศวตฉัตรสิริราชกกุธภัณฑ์ พระแสงประจำรัชกาล ทำในวันซึ่งตรงกับวันบรมราชาภิเษกเสวยราชสมบัติตามราชประเพณี ในพระราชพิธี พราหมณ์อ่านประกาศพระราชพิธีฉัตรมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจุดเครื่องบูชาเทพยดาประจำนพปฏลมหาเศวตฉัตร โดยมีพราหมณ์เบิกแว่นเวียนเทียนและเจิมนพปฏลมหาเศวตฉัตร[82][83]

พระราชพิธีพระบรมศพหรือพระศพเจ้านาย มีการก่อสร้างพระเมรุมาศสำหรับประดิษฐานพระบรมโกศหรือพระโกศเจ้านาย ซึ่งเกี่ยวพันกับความเชื่อเรื่องเขาพระสุเมรุของฮินดู และความเชื่อเรื่องพระมหากษัตริย์เป็นการแบ่งภาคของพระเป็นเจ้าลงมาบำรุงโลก เมื่อสวรรคตหรือสิ้นพระชนม์จะถือว่าขึ้นไปจุติเป็นเทวดาบนชั้นฟ้า[84] ในอดีตข้าราชบริพารและราษฎรต้องโกนศีรษะไว้อาลัย ซึ่งเป็นธรรมเนียมการปลงศพของชาวอินเดียฮินดู[85]

นอกจากนี้ยังมีพิธีบวงสรวงพระบรมรูปของพระราชบุพการี ตั้งโต๊ะเครื่องบวงสรวงสังเวยตามคติพราหมณ์ โดยมีพระมหาราชครูพิธี ประธานพระครูพราหมณ์อ่านโองการบวงสรวงหน้าพระบรมรูป โดยมีโหรหลวงลั่นฆ้องชัย พราหมณ์เป่าสังข์ ภูษามาลาแกว่งบัณเฑาะว์[86] และพิธีในอดีตอีกอย่างคือ พิธีกลบบัตรสุมเพลิง เป็นพิธีที่ทำให้พื้นดินบริสุทธิ์ หากมีใครเลือดตกยางออกหรือตายในพระราชฐานชั้นในนับว่าเป็นเสนียดจัญไร ต้องแก้ไขด้วยการให้พราหมณ์พฤฒิบาศปลูกศาลเพียงตา ขุดดินบริเวณที่มีเลือดหรือคนตายกว้างสองศอก ยาวสองศอก และลึกศอกเศษ จากนั้นนำแกลบกลบลงในหลุมสูงหนึ่งศอกแล้วก่อไฟ หยิบเครื่องสังเวยใส่ในกองเพลิงแล้วอ่านโองการ เสร็จแล้วเกลี่ยดินกลบหลุม[87]

ประเพณีราษฎร์[แก้]

ศาสนิกชนจะประกอบพิธีกรรมในศาสนสถาน เพราะเชื่อว่าเทวสถานเป็นที่สิงสถิตของพระเป็นเจ้า มีการประกอบพิธีประจำวันเรียกว่า ยัชญะ เช่น การบูชาตามคำสอนพระเวทหรือการศึกษาพระเวท และการบูชาไฟด้วยการเผาสิ่งต่าง ๆ ลงไป เป็นต้นว่า เนย งาดำ กำยาน ผงไม้จันทน์ เพื่อบูชาเทวดา[44] หรือปรากฏพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น การทำขวัญ การไหว้ครู และการบวงสรวงสังเวย จะมีการทำบายศรี หากเป็นการบวงสรวงสังเวยจะมีเครื่องมัจฉมังสาหาร คืออาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ปรุงสุก หรือกระยาบวช คืออาหารที่ไม่ปรุงด้วยเนื้อสัตว์ บางพิธีจะต้องมีพราหมณ์มาประกอบพิธีให้ โดยการอ่านชุมนุมเทวดาและคำประกาศบวงสรวง ส่วนการไหว้ครูจะมีการตั้งเครื่องบูชา เครื่องมือช่างหรือหัวโขน บายศรี และกระยาบวช ในพิธีจะมีบูชาและสรงน้ำเทวรูป อัญเชิญเทพเจ้าและครูผู้ล่วงลับมารับเครื่องสังเวย[88] โดยหัวโขนในการไหว้ครูจะมีการตั้งหัวโขนเทพฮินดูจำนวนมาก แต่ในโองการถวายเครื่องสังเวยจะกล่าวถึงพระปรคนธรรพ (คือรูปพ่อแก่) และพระพิราพ ส่วนบทไหว้ครูมีเพลงหน้าพาทย์สำหรับพระนารายณ์และพระอิศวรเท่านั้น[51]

ธรรมเนียมเรื่องการไว้จุกของเด็กไทย หลังผ่านพิธีโกนผมไฟ จะเว้นผมบริเวณส่วนกระหม่อม เพราะถือเป็นส่วนกะโหลกที่บางที่สุด จะปล่อยให้ยาวแล้วขมวดมุ่นไว้กลางศีรษะเหมือนผมของเทพเจ้า เพราะคติพราหมณ์เชื่อว่าเด็กจะได้รับการคุ้มครองจากพระผู้เป็นเจ้า เมื่ออายุได้ 11-13 ปี จึงเข้าพิธีโกนจุก เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการก้าวข้ามสู่วัยผู้ใหญ่ ในราชสำนักจะเรียกพระราชพิธีโสกันต์ (สำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นพระองค์เจ้าขึ้นไป) และพิธีเกศากันต์ (สำหรับพระอนุวงศ์ชั้นหม่อมเจ้า) โดยจะมีพิธีพราหมณ์และพิธีสงฆ์พร้อมกันเพื่อความเป็นสิริมงคล แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว คงเหลือแต่การโกนจุกของชาวบ้านที่เทวสถานสำหรับพระนคร[89]

ในคติพราหมณ์ไทย พราหมณ์เป็นผู้ตั้งศาลพระภูมิ อิงจากแนวคิดที่พระอิศวรประทับอยู่ในวิมานบนเขาพระสุเมรุดุจมณฑลจักรวาล ซึ่งพระภูมิเป็นเทวดาเหมือนกัน จึงตั้งด้วยเสาเดียว ผิดกับศาลเจ้าที่ของศาสนาผีซึ่งมีสี่เสา[90]

ในภาคใต้ มีพิธีกรรมบูชานางโพสพที่ตกทอดมาจากพระราชพิธีธานยเทาะห์ เรียกว่า ลาซัง หรือ ปูยอบือแน ในกลุ่มพุทธศาสนิกชนจะมีการนำฟางข้าวมาสร้างหุ่นเรียกว่า "โต๊ะชุมพุก" เป็นหุ่นชาย-หญิง โดยจะสร้างศาลเพียงตาขนาดเล็กบริเวณปลายนาสำหรับประกอบพิธี มีการอัญเชิญเทพแห่งข้าวมารับเครื่องเซ่นเพื่อขอพร และจัดงานแต่งให้หุ่นโต๊ะชุมพุก ก่อนจะตัดเชือกที่มัดหุ่นชุมพุกขึ้นฟ้าเป็นอันเสร็จพิธี บางแห่งจัดเป็นงานใหญ่ มีการเลี้ยงขนมจีน จัดเลี้ยงพระทั้งเช้าทั้งเพล และจัดแสดงการละเล่นต่าง ๆ ส่วนกลุ่มอิสลามิกชน จะกระทำในช่วงเช้า โดยจะนำอาหารคาวหวานไปไว้ที่ปลายนาเพื่อทำพิธี มีการเชิญโต๊ะครู โต๊ะอิหม่าม และโต๊ะปาเก ไปสวดดอออขอพรจากพระเป็นเจ้า จากนั้นจะบริจาคซะกาตแก่ผู้นำศาสนา และมีการจัดเลี้ยงอาหาร รวมทั้งจัดการละเล่นในช่วงบ่าย[91]

การแบ่งกลุ่ม[แก้]

พราหมณ์ไทย[แก้]

พราหมณ์ในจิตรกรรมฝาผนังเรื่อง รามเกียรติ์
พราหมณ์พฤฒิบาศในจิตรกรรมฝาผนังเรื่อง มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์หิมพานต์

พราหมณ์คือผู้มีหน้าที่และประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ต้องมีชาติกำเนิดในวรรณะพราหมณ์ และต้องผ่านพิธีกรรมอุปนยสังสการและฝึกฝนวิชาความรู้เสียก่อนจึงจะเป็นพราหมณ์ได้ พราหมณ์สามารถแต่งงานมีครอบครัวได้ ต่างจากพระสงฆ์ในศาสนาพุทธ ที่ต้องเว้นจากการครองเรือนตามแนวคิดพรตนิยม (asceticism)[92] ไทยในอดีตมีการแบ่งพราหมณ์ไว้สี่ตระกูล คือ พราหมณ์รามราช พราหมณ์พฤฒิบาศ พราหมณ์มหันต์ และพราหมณ์นาฬีวรรณ อพยพมาจากอินเดียมาตั้งแต่ยุคอาณาจักรสุโขทัย ตั้งถิ่นฐานที่เมืองละโว้, เพชรบุรี และนครศรีธรรมราช[93] ซึ่งพราหมณ์มีลักษณะที่ต่างไปจากพราหมณ์อินเดีย อย่างเช่น พราหมณ์พฤฒิบาศ มีต้นสายมาจากเมืองเขมร ซึ่งจะทำพิธีกรรมเกี่ยวกับช้าง[94] ส่วนพราหมณ์นาฬีวรรณ หรือนาลิวัน จะทำพิธีกรรมโล้ชิงช้า รำเขนง หรือเป็นพราหมณ์สยายผมในกระบวนแห่พระบรมศพ[95] และพราหมณ์รามราช คือพราหมณ์ในแถบเมืองนครศรีธรรมราชและเพชรบุรี มีบรรพบุรุษอพยพมาจากเมืองราเมศวรัม รัฐทมิฬนาฑู[96]

ในหนังสือ เรื่องนางนพมาศ หรือ ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ เมื่อ พ.ศ. 2457 ระบุชาติภาษาต่าง ๆ โดยมีพราหมณ์กลุ่มต่าง ๆ ปรากฏในนั้นด้วย ได้แก่ พราหมณ์วัยธึก พราหมณ์เวรำมะเหศร พราหมณ์อะวะตาร พราหมณ์บรมเทสันตรี พราหมณ์พญารี พราหมณ์พฤฒิบาศ พราหมณ์พาราณสี และพราหมณ์อรรคีศะณเวศ[97]

ในพระนิพนธ์ สาส์นสมเด็จ ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงบันทึกคำกราบทูลของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ความว่า "...พราหมณ์ (ในเมืองเรา) แต่ก่อนนี้มี ๓ ชั้น ชั้นสูงเรียก "ไวยทึก" เกล้ามวยบนกระหม่อม ชั้นกลางเรียก "เทสันกรี" เกล้าผมท้ายผมตก ชั้นต่ำเรียก "นาลิวัน" เปลือยผม พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าตรัสติการเกล้าผมบนกระหม่อมว่าเหมือนเด็ก ๆ ดูน่าเกลียด ตรัสสั่งว่าเลิกเสียเถิด แต่นั้นมาก็เลิกเกล้าเมาลี คงเหลือแต่สองอย่าง..." และ "...สันนิษฐานว่า "ไวยทึก" เห็นจะเป็น "ไวทิก" คือผู้ทรงเวท เห็นจะเป็นพราหมณ์ครูมาแต่นอก "เทสันกรี" เห็นจะเป็น "เทศนฺตฺริก" คือพราหมณ์ในประเทศ ลูกพราหมณ์เกิดเมืองนี้ "นาลิวัน" ยังคิดไม่เห็นว่าคืออะไร"[98]

และในพระนิพนธ์ นิราศนครวัด ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ระบุว่า ในกรุงเทพมหานครมีพราหมณ์อยู่สามจำพวกคือ พราหมณ์พิธีเมืองนคร พราหมณ์โหรดาจารย์เมืองพัทลุง และพราหมณ์พฤฒิบาศจากกรุงกัมพูชา ทรงกล่าวอีกว่าพราหมณ์พิธีเมืองนครมีบรรพบุรุษจากเมืองรามนคร พราหมณ์โหรดาจารย์เมืองพัทลุงมาจากเมืองพาราณสี แต่พระองค์ไม่ทราบที่มาของพราหมณ์พฤฒิบาศจึงตรัสถามพระครูพราหมณ์กรุงกัมพูชา ท่านตอบกลับมาว่า "มาแต่พนมไกลาส" พระองค์จึงไม่ทราบที่มาที่ไปของพราหมณ์พฤฒิบาศ[99]

แม้พราหมณ์ไทยจะมีบรรพบุรุษมาจากอินเดีย แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปพวกเขาก็มีรูปพรรณและวิถีชีวิตเช่นชาวไทยทั่ว ๆ ไป[100] ดังพระบรมราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ความว่า "...เมื่อมาพิเคราะห์ดูพราหมณ์ทุกวันนี้ และสังเกตความนับถือของไทยเราทุกวันนี้ พราหมณ์เลวกว่าพระมากหลายเท่า [...] การซึ่งเป็นเช่นนี้เพราะเหตุใด เพราะเราเห็นว่าพราหมณ์นั้นไม่ผิดกับคน ๆ ธรรมดาเลย เวลาจะไปไหนหรืออยู่บ้านเรือน ไม่ได้เข้าวังหรือไปในการมงคล ก็นุ่งผ้าสีต่าง ๆ อย่างคนเราธรรมดา แปลกแต่ไว้ผมยาวเกล้ามวยที่ท้ายทอย การที่เป็นเช่นนี้เพราะความเรียวของพราหมณ์ ซึ่งมาอยู่ในประเทศอื่นไม่มีตระกูลพราหมณ์มาก ก็เสื่อมทรามลงไป ตระกูลก็เจือปนกับคนในพื้นเมือง ความประพฤติก็หันเหียนไปตามคนในพื้นเมือง..."[78]

ปัจจุบันพราหมณ์ไทยแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ คือพราหมณ์หลวงกับพราหมณ์พื้นเมือง แต่หลังการปฏิรูปการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2437 เป็นต้นมา อิทธิพลพราหมณ์ตามหัวเมืองเริ่มเสื่อมลง แต่เหล่าพราหมณ์เองรับศาสนาพุทธเข้ามา เพราะมองว่าสามารถปฏิบัติร่วมกันได้[54] ทั้ง ๆ ที่ทั้งศาสนาฮินดูและพุทธมีความเชื่อที่ต่างกันมาก คือฮินดูเป็นพหุเทวนิยม ขณะที่ศาสนาพุทธเป็นแบบอเทวนิยม[17] และพลวัตทางสังคมที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้บวชเป็นพราหมณ์น้อยลงตามลำดับ[54] บ้างก็ว่าพราหมณ์ใช้ชีวิตไม่ต่างจากชาวบ้านทั่วไป ผิดกับพระสงฆ์ที่ได้รับความนิยมมากกว่า ดูเคร่งครัดน่าเลื่อมใสกว่า[78]

พราหมณ์พื้นเมือง[แก้]

เสาชิงช้าบริเวณวัดเพชรพลี ซึ่งเดิมเป็นชุมชนพราหมณ์แหล่งใหญ่ในเพชรบุรี

พราหมณ์พื้นเมืองมีการสืบทอดทางสายเลือด และมีความรู้เกี่ยวกับพิธีกรรมไม่มากนัก ปัจจุบันเหลือพราหมณ์เพชรบุรี พราหมณ์สุราษฎร์ธานี พราหมณ์นครศรีธรรมราช พราหมณ์ตรัง และพราหมณ์พัทลุง ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่น้อยมากหรือบางแห่งอาจสูญไปแล้ว เช่นที่จังหวัดระยองและจันทบุรี[100]

โดยพราหมณ์ที่ยังคงมีอยู่ เช่น พราหมณ์นครศรีธรรมราช มีประวัติความเป็นมายาวนาน สืบทอดมาจากบรรพบุรุษจากอินเดียใต้ไม่ต่ำกว่าพุทธศตวรรษที่ 10 มีร่องรอยการนับถือลัทธิไศวะ และลัทธิไวษณพ พบศาสนสถานที่ยังหลงเหลืออยู่ในอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชและสิชล ได้แก่ หอพระอิศวร, ฐานพระสยม, โบสถ์พราหมณ์ และโบราณสถานเขาคาของลัทธิไศวะ และหอพระนารายณ์ของลัทธิไวษณพ ซึ่งเกือบทั้งหมดล้วนได้รับการบูรณะใหม่ในชั้นหลัง[101] แต่ก็พบว่าศาสนสถานหลายแห่งถูกแปรเป็นวัดพุทธ[102]

พราหมณ์เพชรบุรีถือเป็นชุมชนพราหมณ์เก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาสืบเนื่องมาจนถึงยุคปัจจุบัน[103] โดยมีบรรพบุรุษอพยพขึ้นไปจากนครศรีธรรมราช[9] มีอัตลักษณ์คล้ายกับพราหมณ์ในกรุงเทพฯ และนครศรีธรรมราชคือไว้ผมมุ่นตรงท้ายทอย นุ่งผ้าขาว นับถือพระอิศวรเป็นหลัก รวมทั้งมีเสาชิงช้าประกอบพิธี[100] กรมหลวงอภัยนุชิต และกรมหลวงพิพิธมนตรี (ภายหลังเป็นกรมพระเทพามาตุ) พระมเหสีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ก็มีพระราชชนนีเป็นหญิงเชื้อพราหมณ์บ้านสมอปรือ เมืองเพชรบุรี[104] ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราช พราหมณ์ที่นี่มีความเป็นอยู่ค่อนข้างดี พูดจาพาทีไพเราะ นิยมรับประทานเนื้อปู ปลา และหอย[105] แม้จะเป็นชุมชนพราหมณ์ขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันเหลือสกุลทียังบวชพราหมณ์เพียงสกุลเดียวคือภวังคนันท์[100]

พราหมณ์พัทลุง บรรพบุรุษอพยพมาจากอินเดียตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11[106] ปัจจุบันมีพราหมณ์ราว 3-4 คน มีขนบธรรมเนียมต่างจากพราหมณ์แหล่งอื่นในประเทศไทย พวกเขายังประกอบพิธีกรรมปีใหม่พราหมณ์ (หนึ่งค่ำเดือนสี่) มีธรรมเนียมการฝังศพพราหมณ์ด้วยการนั่งตายที่ป่าช้าแขกชี มีการโกนศีรษะและไว้ปอยผมขนาดน้อยที่ท้ายทอย และสวมหมวกสีขาวแทนการโพกศีรษะ สวมโจงกระเบน สวมเสื้อตัวยาว สวมสายยัชโญปวีต ห้อยประคำที่ทำจากเขาวัว และสวมแหวนโคนนทิ หากจะบวชเป็นพราหมณ์ต้องมีพระภิกษุเชื้อสายพราหมณ์มาประกอบพิธี และบวชในช่วงปีใหม่พราหมณ์เท่านั้น[100] โดยพราหมณ์พัทลุงจะไม่บริโภคเนื้อวัว และปลาไหล[54]

ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะเรียกปราชญ์ประจำชุมชนว่าหมอพราหมณ์ ซึ่งต้องเป็นผู้รักษาศีล เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและพิธีกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับความสิริมงคล[107] เป็นกลุ่มคนพื้นเมืองที่ได้รับอิทธิพลจากชนชั้นพราหมณ์ของศาสนาฮินดู ซึ่งต่างไปจากพราหมณ์ในภาคอื่น ๆ ชาวอีสานมีความเชื่อเรื่องเทพเจ้าฮินดูบ้าง เช่น พระอินทร์ พระพรหม และพระยม แต่มีอิทธิพลน้อยมากหากเทียบกับศาสนาพุทธหรือศาสนาผี[15]

พราหมณ์หลวง[แก้]

เทวสถานสำหรับพระนคร หรือ สำนักพราหมณ์พระราชครูในสำนักพระราชวัง

ส่วนพราหมณ์หลวงจะกระทำพิธีกรรมทางศาสนาที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์เป็นส่วนใหญ่ โดยมากบรรพบุรุษมีเชื้อสายอินเดียภาคใต้[2][108] เรียกว่า พราหมณ์รามเหศร์[109] แต่การตัดขาดจากแผ่นดินแม่ ทำให้รับวัฒนธรรมไทยอย่างสูง และมีวัตรปฏิบัติต่างจากพราหมณ์อินเดีย[66] มีการสืบสายเลือด ถ่ายทอดองค์ความรู้กันในตระกูล และต้องผ่านการบวชที่เทวสถานสำหรับพระนครที่กรุงเทพมหานครเพียงแห่งเดียว และบวชปีละครั้งในช่วงตรียัมพวาย[8] ผู้จะเป็นพราหมณ์หลวงได้จะต้องได้รับการยอมรับจากหัวหน้าคณะพราหมณ์ราชสำนักจึงได้บวช เรียกว่า บวชสามสาย หากได้รับการพิจารณาว่าเหมาะสมที่จะเป็นพราหมณ์ราชสำนัก จะถูกส่งชื่อไปยังกองพระราชพิธี บรรจุเป็นพราหมณ์ราชสำนัก เมื่อพระครูพราหมณ์เห็นชอบ จึงได้บวชเรียกว่า บวชหกสาย จากนั้นจึงเสนอชื่อต่อกองพระราชพิธี และส่งต่อสำนักพระราชวัง เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป[110] ปัจจุบันมีพระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ (ชวิน รังสิพราหมณกุล) เป็นประธานพระครูพราหมณ์[111] ศาสนิกชนจะเรียกว่า "หลวงพ่อ" หรือ "คุณพระ"[48]

การบวชของพราหมณ์หลวงต่างจากอินเดีย เพราะทำอย่างการอุปสมบทของพระสงฆ์ในศาสนาพุทธ กล่าวคือผู้ที่จะขอบวชพราหมณ์ต้องเอาบริขารไปกราบขอบวชกับพระครูพราหมณ์ เปรียบพระอุปัชฌาย์ แล้วพระครูพราหมณ์จะมอบสายธุรำหรือธุหร่ำ (คือสายยัชโญปวีต) คล้องอย่างอังสะ[112] ศึกษาษัฎศาสตร์หรือเวทางคศาสตร์ 6 ประการ ได้แก่ ศึกษาศาสตร์, ฉันทศาสตร์, ไวยากรณศาสตร์, นิรุกติศาสตร์, โชยติษศาสตร์ และกัลปศาสตร์[48] พราหมณ์หลวงสามารถแต่งกายด้วยชุดสุภาพในยามปกติ[113] แต่เมื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา พราหมณ์จะสวมเสื้อราชปะแตนและโจงกระเบนสีขาว หากมีพระราชพิธีหรือต้องเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพระมหากษัตริย์ พราหมณ์จะสวมครุย และเมื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาจะเปลี่ยนเป็นเฉวียงบ่า อันเป็นธรรมเนียมการแสดงความเคารพของคนอินเดียโบราณ[114] พราหมณ์ต้องไว้ผมมวย ไม่ตัดหรือเล็มผมออก เพราะเชื่อว่าบริเวณดังกล่าวเป็นที่อยู่ของเทวดา[113] หากทำก็จะถือว่าขาดจากการเป็นพราหมณ์ และจะต้องมัดผมไว้ตลอด ไม่ปล่อยผมในที่สาธารณะนอกเสียจากพระราชพิธีพระบรมศพหรือพระศพเท่านั้น[115] พราหมณ์หลวงยังคงธรรมเนียมกราบพระอย่างโบราณ ซึ่งตกทอดมาตั้งแต่กรุงเก่า เช่นการนุ่งห่มผ้า การใช้ผ้ากราบ และการนั่งกระหย่งไหว้[114] ใน พ.ศ. 2560 มีพราหมณ์หลวงจำนวน 16 คน[8][111] พราหมณ์หลวงจะเกษียณออกจากราชการเมื่ออายุ 60 ปี สามารถต่ออายุราชการได้ หรือขอลาออกจากราชการก็ได้ หากประกอบความดีความชอบก็จะได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และบรรดาศักดิ์ชั้นต่าง ๆ[48] นอกจากภาษาไทย พราหมณ์หลวงจะต้องศึกษาภาษาทมิฬและสันสกฤตสำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ตำรับตำราทางศาสนาปรากฏทั้งอักษรไทย และอักษรคฤนถ์ บ้างเรียกอักษรเฉียงพราหมณ์[31] โดยอักษรอย่างหลังนี้ ถูกใช้เขียนภาษาไทย ทมิฬ และสันสกฤตตั้งแต่สมัยอยุธยา ปัจจุบันหลงเหลือในรูปแบบของสมุดไทยดำ โดยมากถูกคัดลอกขึ้นใหม่ในชั้นหลัง[116] ในอดีตพราหมณ์มีหน้าที่ถวายพระอักษรแก่พระบรมวงศานุวงศ์ รวมทั้งแต่งตำรา และวรรณคดี เช่น จินดามณี ซึ่งเป็นตำราเรียนภาษาไทยแบบแรกของไทย[31]

พราหมณ์หลวงทั้งหมดนับถือศาสนาพุทธ หากแต่บูชาเทพเจ้าฮินดูไปด้วย[40] ถือศีลห้าของศาสนาพุทธอย่างเคร่งครัด[113] รวมทั้งต้องแสดงความเคารพพระสงฆ์อย่างสูง[7] ปฏิบัติบูชาตามลัทธิไศวะเป็นหลักเช่นเดียวกับพราหมณ์เพชรบุรีและนครศรีธรรมราช[100] ทั้งนี้พราหมณ์หลวงจะมีข้อห้ามในการรับประทานอาหารต่างจากพราหมณ์อินเดียซึ่งส่วนใหญ่เป็นมังสวิรัติ แต่พราหมณ์ไทยสามารถรับประทานเนื้อสัตว์ได้[117] พราหมณ์หลวงมีอาหารเฉพาะกลุ่มเช่น ข้าวเวท คือข้าวที่หุงด้วยน้ำอ้อยและนม หรือหุงด้วยกะทิ[118] รับประทานเนื้อสัตว์อย่างปลา ไก่ หรือหมู และอาหารห้าธาตุ[119] แต่ห้ามกินปลาไหล วัว หนู และสัตว์ต้องห้ามตามพระธรรมวินัยของพระสงฆ์ในพุทธศาสนา[7] ในช่วงพระราชพิธีตรียัมพวาย พราหมณ์จะต้องถือพรตรับประทานอาหารมังสวิรัติตลอดพิธีนาน 15 วัน[48]

ชาวฮินดูจากเอเชียใต้[แก้]

พราหมณ์เชื้อสายอินเดียขณะประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

มีการปรากฏตัวของชาวอินเดียหรือที่เรียกรวม ๆ ว่าแขก มาตั้งแต่อาณาจักรสุโขทัยและอยุธยาดังปรากฏในเอกสารของชาวต่างประเทศ ส่วนชาวอินเดียร่วมสมัยอพยพเข้าประเทศไทยช่วง พ.ศ. 2463 และช่วงครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 19[120] ปรากฏในเอกสารช่วงรัตนโกสินทร์เรียกชนกลุ่มนี้ว่า พราหมณ์ฮินดู หรือ ฮินดู่[109] พราหมณ์แขกเหล่านี้อพยพมาจากรัฐอุตตรประเทศและทมิฬนาฑู[100] ไม่มีบทบาทหรือยุ่งเกี่ยวกับพระราชพิธีในราชสำนัก เพราะถูกมองว่าเป็นคนต่างด้าว และคงประพฤติตามธรรมเนียมของตนโดยไม่เปลี่ยนไปตามกระแสวัฒนธรรมไทย[121] มักทำพิธีแก่ชุมชนเชื้อสายอินเดียด้วยกัน และเป็นพราหมณ์ต่อกันไม่กี่รุ่น[100]

มีศาสนสถานสำคัญคือวัดพระศรีมหาอุมาเทวี, วัดเทพมณเฑียร สมาคมฮินดูสมาช ย่านเสาชิงช้า, วัดวิษณุ สมาคมฮินดูธรรมสภา แถบยานนาวา,[122] วัดเทพมณเฑียร สมาคมไทย-ฮินดู เชียงใหม่, วัดอินเดีย มูลนิธิภูเก็ตตันดายูดาปานี[123] สมาคมตรีนาถ ไทย-เนปาล และมูลนิธิศรีภคะวัตธรรม สนาตน มันทีร์ (ไทย-เนปาล)[124][125] สามารถจำแนกประเภทของกลุ่มศาสนิกได้จากศาสนสถาน คือ วัดพระศรีอุมาเทวีจะเป็นศูนย์รวมของชาวฮินดูเชื้อสายทมิฬ[126][127][128] และเบงกอล, วัดเทพมณเฑียร สมาคมฮินดูสมาช เป็นศูนย์รวมของชาวสินธ์และปัญจาบ และวัดวิษณุ สมาคมฮินดูธรรมสภา เป็นศูนย์รวมของชาวอุตตรประเทศ[129]

อย่างไรก็ตามทั้งพราหมณ์ไทยและพราหมณ์อินเดียจะแยกอยู่กันคนละพวก แต่เมื่อประชาคมฮินดูอินเดียเพิ่มจำนวนขึ้นจึงมีการรวมตัวกันอย่างหลวม ๆ กับพราหมณ์ไทยในนามองค์กรศาสนาพราหมณ์-ฮินดูแห่งประเทศไทย โดยให้พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ (ชวิน รังสิพราหมณกุล) เป็นประธาน แต่พราหมณ์ทั้งสองกลุ่มจะปกครองศิษย์และศาสนิกชนของตนไม่ก้าวก่ายกัน[109]

ประชากรศาสตร์[แก้]

ปราสาทเมืองต่ำ เป็นเทวสถานสมัยขอมเรืองอำนาจ ยุคก่อนรัตนโกสินทร์

พ.ศ. 2542 สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน ระบุจำนวนผู้นับถือศาสนาฮินดูในไทยว่ามีไม่ถึง 4,000 คน[130] พ.ศ. 2548 มีผู้นับถือศาสนาฮินดูในไทยจำนวน 52,631 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.09 ของประชากรทั้งหมด[131] พ.ศ. 2553 มีผู้นับถือศาสนาฮินดูในไทยจำนวน 41,808 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.06 ของประชากรทั้งหมด[132] และ พ.ศ. 2558 มีผู้นับถือศาสนาฮินดูในไทยจำนวน 22,110 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.03 ของประชากรทั้งหมด[133]

ส่วนสำนักวิจัยพิวประมาณการว่า พ.ศ. 2552 มีผู้นับถือศาสนาฮินดูในไทยราวร้อยละ 0.1 ถือเป็นศาสนาที่เติบโตเร็วที่สุดของไทย และคาดการณ์ไว้ว่า พ.ศ. 2593 จะมีผู้นับถือศาสนาฮินดูร้อยละ 0.2[134]

ศาสนสถาน[แก้]

ตามคติฮินดูจะมีการสร้างศาสนสถานสำหรับอุทิศแก่พระเป็นเจ้าเป็นจุดศูนย์กลาง มีวิหารล้อมรอบสี่ด้าน เปรียบเป็นศูนย์กลางจักรวาล ในอดีตส่วนใหญ่มักทำด้วยศิลา และโคปุระเป็นซุ้มประตูใหญ่อยู่ด้านล่างสุดสำหรับทำสมาธิ เมื่อเข้าสู่เทวสถานในชั้นถัดมาจะมีพระมหามนเทียรเป็นที่ประทับของกษัตริย์และเป็นที่พักของผู้แสวงบุญ และชั้นบนสุดเรียกว่ามหาปราสาท เป็นที่ประทับของพระเป็นเจ้า โดยมากจะประดิษฐานศิวลึงค์[135] ทั้งนี้สามารถจำแนกประเภทของศาสนสถานออกเป็นสองยุคใหญ่ ๆ คือ[136]

  1. เทวสถานที่สร้างก่อนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นศาสนสถานที่สร้างตามหัวเมืองใหญ่ในอดีตสำหรับประกอบพิธีของพราหมณ์ โดยมากสร้างโดยศิลา มีการแกะสลักเรื่องราวเทพเจ้าต่าง ๆ และประดับด้วยประติมากรรมเทวรูปทั้งศิลปะขอม ทวารวดี และศรีวิชัย ส่วนใหญ่เป็นซากปรักหักพังไปแล้ว[136]
  2. เทวสถานที่สร้างในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นศาสนสถานตามหัวเมืองใหญ่ร่วมสมัย สำหรับประกอบพิธีพราหมณ์ โดยมากเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน มีหลายรูปแบบ เช่น เทวสถานสำหรับพระนครเป็นโครงสร้างแบบไทยประเพณีโดยได้รับอิทธิพลจากศิลปะอยุธยา[135] ส่วนวัดพระศรีมหาอุมาเทวี เป็นศิลปะทราวิฑ และวัดเทพมณเฑียร สมาคมฮินดูสมาช ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมของเมืองชัยปุระ ประเทศอินเดีย เป็นต้น[135]

อิทธิพล[แก้]

จิตรกรรมรูปเทวดาในเรื่อง รามเกียรติ์
บุหรงฆาเฆาะซูรอ (กากสุระ) ในพิธีแห่นกของปัตตานี

วัฒนธรรมไทยได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดูอยู่หลายประการ ทั้งด้านขนบธรรมเนียมประเพณี พิธีกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม และวรรณกรรม แต่ธรรมเนียมหลายประการก็สาบสูญไปแล้ว[137] เช่น พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์, พระราชพิธีศิวาราตรี[138] และการโล้ชิงช้าในพระราชพิธีตรียัมพวาย-ตรีปวาย[137][139] บางธรรมเนียมก็ได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดู เช่น ประเพณีเจี๊ยะฉ่าย หรือประเพณีถือศีลกินผักของจังหวัดภูเก็ต ในงานจะมีขบวนแห่ที่ประกอบไปด้วยม้าทรง มีการทรมานร่างกายตนเองด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น มีดกรีดลิ้น หรือนำวัสดุต่าง ๆ แทงบนใบหน้าหรือร่างกาย เพื่อให้ทราบว่าเทพเจ้าลงมาจุติแล้วจึงไม่มีอาการเจ็บปวดใด ๆ[140] ลักษณะใกล้เคียงกับประเพณีไทปูซัม ซึ่งเป็นวันเฉลิมฉลองการประสูติของพระขันทกุมารของชาวทมิฬ ซึ่งผู้เข้าร่วมพิธีจะแบกกาวาดีและเจาะตามร่างกายด้วยห่วงแหลมอย่างเดียวกัน[141] ส่วนดินแดนแถบปัตตานีก็ยังมีอิทธิพลฮินดูอยู่บ้าง คือ การทำบุหงาซีเระ และพิธีแห่นก เดิมใช้สำหรับต้อนรับอาคันตุกะของเจ้าผู้ครอง แต่ต่อมาถูกดัดแปลงไปใช้ในพิธีสำคัญ เช่น พิธีสุหนัต หรือประกวดแข่งขันความสวยงาม ถือเป็นธรรมเนียมฮินดูเพียงไม่กี่อย่างที่ยังหลงเหลืออยู่ เพราะไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาโดยตรง[142][143]

ก.ศ.ร. กุหลาบ เขียนไว้ในหนังสือ ต้นเหตุเสาชิงช้า ระบุว่า "พุทธ์กับไสยย่อมอาศรัยแก่กัน" และ "...จนทุกวันนี้ก็ยังมีขนบธรรมเนียมของไทยทำการมงคลอันใด ก็พอใจใช้พระสงฆ์แกมกับพราห์มณ์ปนกันอยู่หลายชนิด...บางทีไม่ใช้พราหมณ์ก็มีบ้าง แต่ยังคงสิ่งของเครื่องมงคลในมณฑลพิธีนั้น แต่ล้วนเปนสิ่งของตามแบบอย่างของพราหมณ์ทั้งสิ้น..."[144]

ด้านประติมานวิทยา สังเกตจากตำราเทวรูปและเทวดานพเคราะห์ พบว่าไทยได้รับอิทธิพลศาสนาฮินดูตั้งแต่ยุคฟื้นฟูจักรวรรดิวิชัยนครในแถบอินเดียใต้เป็นต้นมา[137] ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีการหล่อเทวรูป 39 องค์สำหรับใช้ในพระราชพิธี และยังมีการดัดแปลงเทวรูปตามธรรมเนียมไทยคือมีการสร้างเทวรูปที่มีพระพุทธรูปประทับอยู่บนพระเศียร[77] ส่วนวรรณกรรมก็ได้รับอิทธิพลจากอินเดียตอนใต้ เช่น รามเกียรติ์ และทศาวตารของพระวิษณุของไทยก็ตรงกับคติฮินดูของอินเดียใต้[137]

โดยสรุปแล้วประเทศไทยมีการรับอิทธิพลจากศาสนาฮินดูมานาน ต่อมาได้นำมาประยุกต์ให้เข้ากับขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อดั้งเดิม และศาสนาพุทธจนกลายเป็นเอกลักษณ์ในตนเอง[137]

อ้างอิง[แก้]

เชิงอรรถ[แก้]

  1. "Population by religion, region and area, 2015" (PDF). NSO. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 4 มีนาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 12 ตุลาคม 2017.
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 2.5 2.6 2.7 พสิษฐ์ ไชยวัฒน์ (5 พฤศจิกายน 2561). "สัมภาษณ์ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง: ฮินดู...อีกมุมที่คนไทยไม่รู้จัก". ประชาไท. สืบค้นเมื่อ 11 พฤษภาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  3. 3.0 3.1 Erick White (5 พฤศจิกายน 2561). "นาฏกรรมของศาสนาฮินดูในมหานครกรุงเทพฯ: เทศกาลพิธีกรรมและพหุนิยมทางศาสนาในสภาพแวดล้อมทางสังคมไทยพุทธของเมืองใหญ่". Kyoto Review. สืบค้นเมื่อ 11 พฤษภาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  4. บำรุง คำเอก (พฤษภาคม–สิงหาคม 2558). "อิทธิพลศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น". Veridian E-Journal (8:2), หน้า 2399
  5. "Ramakien". Royal Thai Embassy. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-09-17. สืบค้นเมื่อ 2020-05-11.
  6. "The concept of Garuda in Thai society". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2019-03-24. สืบค้นเมื่อ 2020-05-11.
  7. 7.0 7.1 7.2 7.3 ภารตะ-สยาม ? ผี พราหมณ์ พุทธ ?, หน้า 15
  8. 8.0 8.1 8.2 8.3 8.4 8.5 จารุวรรณ ด้วงคำจันทร์ (26 กันยายน 2560). "สนทนาเรื่องศาสนาพราหมณ์ที่โบสถ์พราหมณ์เสาชิงช้า กับพราหมณ์ตรัณ บุรณศิริ". มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2019-07-08. สืบค้นเมื่อ 11 พฤษภาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  9. 9.0 9.1 9.2 9.3 9.4 9.5 "ความเป็นมาของศาสนาพราหมณ์และคณะพราหมณ์ในสยามประเทศ". มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. สืบค้นเมื่อ 12 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  10. 10.0 10.1 10.2 "ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู" (PDF). กระทรวงวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 11 พฤษภาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  11. Sikhoraphum, Thailand, Arts & Archaeology Journal
  12. บำรุง คำเอก (พฤษภาคม–สิงหาคม 2558). "อิทธิพลศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น". Veridian E-Journal (8:2), หน้า 2402
  13. 13.0 13.1 รศ. เสมอ บุญมา. "คตินิยมทางศาสนาในละโว้" ใน มรดกความทรงจำแห่งนพบุรีศรีลโวทัยปุระ : ว่าด้วยโคลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์ฯ และจารึกโบราณแห่งเมืองละโว้, หน้า 150-151
  14. ดร. ตรงใจ หุตางกูร. "ประเด็นประวัติศาสตร์และโบราณคดีจากจารึกเมืองละโว้" ใน มรดกความทรงจำแห่งนพบุรีศรีลโวทัยปุระ : ว่าด้วยโคลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์ฯ และจารึกโบราณแห่งเมืองละโว้, หน้า 178, 189
  15. 15.0 15.1 พระมหาธงชัย ฐิตโสภโน และคณะ (มกราคม–มิถุนายน 2560). "คุณค่าและอิทธิพลของกลุ่มปราสาทขอมที่มีต่อคนท้องถิ่นจังหวัดศรีสะเกษ". วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ (4:1), หน้า 55-62
  16. "จารึกฐานพระอิศวรเมืองกำแพงเพชร". ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). สืบค้นเมื่อ 27 ธันวาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  17. 17.0 17.1 เทพพร มังธานี (มกราคม–มิถุนายน 2554). "ฮูปแต้มในสิมอีสาน : ภาพสะท้อนของความหลากหลายของลัทธิความเชื่อ". วารสารศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (3:1), หน้า 41-54
  18. ภารตะ-สยาม ? ผี พราหมณ์ พุทธ ?, หน้า 13-14
  19. "วัดกำแพงแลง". การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. สืบค้นเมื่อ 13 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  20. "วัดพระพายหลวง". กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา. สืบค้นเมื่อ 13 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  21. "ความเป็นมาของวัดศรีสวาย เดิมทีคือ "เทวสถาน" ภายหลังดัดแปลงเป็นวัด". ศิลปวัฒนธรรม. 29 มีนาคม 2562. สืบค้นเมื่อ 13 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  22. รศ. เสมอ บุญมา. "คตินิยมทางศาสนาในละโว้" ใน มรดกความทรงจำแห่งนพบุรีศรีลโวทัยปุระ : ว่าด้วยโคลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์ฯ และจารึกโบราณแห่งเมืองละโว้, หน้า 156
  23. 23.0 23.1 23.2 23.3 บำรุง คำเอก (พฤษภาคม–สิงหาคม 2558). "อิทธิพลศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น". Veridian E-Journal (8:2), หน้า 2400
  24. 24.0 24.1 ประวัติศาสตร์อยุธยา ห้าศตวรรษสู่โลกใหม่, หน้า 217
  25. ประวัติศาสตร์อยุธยา ห้าศตวรรษสู่โลกใหม่, หน้า 218
  26. ประวัติศาสตร์อยุธยา ห้าศตวรรษสู่โลกใหม่, หน้า 310
  27. ภูมิหลังและวัฒนธรรมประเพณีของลังกาสุกะ (PDF). มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. p. 52.
  28. สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์. "สายใยแห่งภราดรภาพ : บนสายรากวัฒนธรรมไทยทักษิณกับมลายูตอนบน". ไทยใต้ มลายูเหนือ : ปฏิสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์บนคาบสมุทรแห่งความหลากหลาย, หน้า 390
  29. ทักษะวัฒนธรรม, หน้า 108-109
  30. วลัยลักษณ์ ทรงศิริ. "แผ่นดินภายใน". ยาลอเป็นยะลา ความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองและคนรุ่นใหม่ในเมืองและปริมณฑลเมืองยะลา, หน้า 40
  31. 31.0 31.1 31.2 "บทบาทหน้าที่ของพราหมณ์ต่อราชสำนักสยาม". มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. สืบค้นเมื่อ 12 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  32. "ชุมชนโบสถ์พราหมณ์". หอสมุดท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  33. บำรุง คำเอก (พฤษภาคม–สิงหาคม 2558). "อิทธิพลศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น". Veridian E-Journal (8:2), หน้า 2404
  34. ทิพยประติมา, หน้า 110-111
  35. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (23 พฤศจิกายน 2560). "เมื่อเทพถูกไล่ที่ – กรณีเทพฮินดูในพุทธสถาน". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  36. 36.0 36.1 36.2 36.3 36.4 36.5 "พระราชพิธีสิบสองเดือนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์". มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์. 6 มิถุนายน 2559. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-10-22. สืบค้นเมื่อ 17 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  37. นิกรณ์ สมศรี (10 มกราคม 2563). "กทม. ร่วมงานพระราชพิธีตรียัมพวาย-ตรีปวาย ณ เทวสถาน โบสถ์พราหมณ์". สำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-10-17. สืบค้นเมื่อ 17 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  38. "โบสถ์พราหมณ์". กทม. Now Connect. 11 มกราคม 2563. สืบค้นเมื่อ 17 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  39. ดวงกมล การไทย. "ไทย - ศาสนาและความเชื่อ". ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้. สืบค้นเมื่อ 27 ธันวาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  40. 40.0 40.1 40.2 40.3 คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (พฤษภาคม–สิงหาคม 2561). "เทวนิยมอินเดีย : เส้นทางและปรากฏการณ์ในสังคมไทย". Veridian E-Journal (11:2), หน้า 1595
  41. แคทรียา อังทองกำเนิด (กรกฎาคม-ธันวาคม 2559). "“พุทธาวตาร” กับ “ทศรถชาดก” : พุทธในพราหมณ์-ฮินดู พราหมณ์-ฮินดูในพุทธ" (PDF). ไทยศึกษา (12:2). p. 23. {{cite book}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |year= (help)
  42. ราม วชิราวุธ. "ลิลิตนารายณ์สิบปาง ปางที่ ๙ พุทธาวตาร". วชิรญาณ. สืบค้นเมื่อ 8 เมษายน 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  43. 43.0 43.1 คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (พฤษภาคม–สิงหาคม 2561). "เทวนิยมอินเดีย : เส้นทางและปรากฏการณ์ในสังคมไทย". Veridian E-Journal (11:2), หน้า 1596
  44. 44.0 44.1 44.2 44.3 44.4 44.5 44.6 "ประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อที่กระทำ ณ เทวสถานทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด". มูลนิธิสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  45. Thai PBS (6 ธันวาคม 2564). "พราหมณ์กรุงเทพฯ พระเวทย์แห่งรัตนโกสินทร์". ยูทูบ. สืบค้นเมื่อ 13 กรกฎาคม 2565. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  46. Upendra Thakur (1986). Some Aspects of Asian History and Culture. Abhinav. pp. 27–28. ISBN 978-81-7017-207-9.
  47. Norman Cutler (1979). Consider Our Vow: Translation of Tiruppāvai and Tiruvempāvai Into English. Muttu Patippakam. p. 13.
  48. 48.0 48.1 48.2 48.3 48.4 นิรมล มูนจินดา (มกราคม 2546). "โลกหลายใบของเด็กชายพราหมณ์". สารคดี. สืบค้นเมื่อ 13 พฤษภาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  49. "นารายณ์สิบปาง Thailand Edition". Story Log. 29 กันยายน 2562. สืบค้นเมื่อ 19 พฤษภาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  50. บำรุง คำเอก, ดร. (มกราคม-มิถุนายน 2549). "อิทธิพลศาสนาพราหมณ์-ฮินดูต่อวัฒนธรรมประเพณี รูปแบบศิลปะ และวรรณกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น". ดำรงวิชาการ (5:1). p. 192-194. {{cite book}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |year= (help)
  51. 51.0 51.1 คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (16 พฤศจิกายน 2560). "ไม่มีพระพรหมและพระคเณศในพิธีไหว้ครูโขนละครและดนตรี". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  52. แคทรียา อังทองกำเนิด (กรกฎาคม-ธันวาคม 2559). "“พุทธาวตาร” กับ “ทศรถชาดก” : พุทธในพราหมณ์-ฮินดู พราหมณ์-ฮินดูในพุทธ" (PDF). ไทยศึกษา (12:2). p. 24-26. {{cite book}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |year= (help)
  53. บำรุง คำเอก, ดร. (มกราคม-มิถุนายน 2549). "อิทธิพลศาสนาพราหมณ์-ฮินดูต่อวัฒนธรรมประเพณี รูปแบบศิลปะ และวรรณกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น". ดำรงวิชาการ (5:1). p. 190. {{cite book}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |year= (help)
  54. 54.0 54.1 54.2 54.3 "ศาสนาพราหมณ์ในไทย". พราหมณ์. 15 กันยายน 2561. สืบค้นเมื่อ 9 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่า |url= (help); ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  55. "ประวัติความเป็นมา". โบราณสถานตุมปัง. สืบค้นเมื่อ 11 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  56. "นารายณ์สิบปาง". นามานุกรมวรรณคดีไทย. สืบค้นเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  57. 57.0 57.1 ภารตะ-สยาม ? ผี พราหมณ์ พุทธ ?, หน้า 19
  58. อมนุษย์นิยาย, หน้า 63
  59. 59.0 59.1 "ทำไมต้องเรียก "ขนมต้ม" คู่แฝด "ขนมโมทกะ"". Matichon Academy. 26 กันยายน 2560. สืบค้นเมื่อ 18 พฤษภาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  60. ประคอง นิมมานเหมินท์ (เมษายน-มิถุนายน 2548). นิทานพระรามในฐานะวรรณกรรมพุทธศาสนา (PDF). วารสารราชบัณฑิตยสถาน (30:2). p. 459-469. {{cite book}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |year= (help)
  61. อมนุษย์นิยาย, หน้า 105
  62. 62.0 62.1 เสถียรโกเศศ และ นาคะประทีป. "พระคเณศ" "วรรณคดี "พระคเณศ"". วชิรญาณ. สืบค้นเมื่อ 25 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  63. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (27 พฤษภาคม 2559). "'พระพิฆเนศวร์' ที่อินเดียไม่รู้จัก". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 24 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  64. ภารตะ-สยาม ? ผี พราหมณ์ พุทธ ?, หน้า 119-120
  65. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (พฤษภาคม–สิงหาคม 2561). "เทวนิยมอินเดีย : เส้นทางและปรากฏการณ์ในสังคมไทย". Veridian E-Journal (11:2), หน้า 1592
  66. 66.0 66.1 คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (พฤษภาคม–สิงหาคม 2561). "เทวนิยมอินเดีย : เส้นทางและปรากฏการณ์ในสังคมไทย". Veridian E-Journal (11:2), หน้า 1593
  67. อมนุษย์นิยาย, หน้า 60
  68. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (21 มิถุนายน 2561). "เล่าเรื่องเครื่องสังเวย ตอนที่ 2". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 24 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  69. "ขนมโค (ตือปง นอแน)". สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดปัตตานี. 25 กรกฎาคม 2556. สืบค้นเมื่อ 13 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  70. ภารตะ-สยาม ? ผี พราหมณ์ พุทธ ?, หน้า 101-107
  71. ภารตะ-สยาม ? ผี พราหมณ์ พุทธ ?, หน้า 142-143
  72. "อดีตดาราดาวร้าย ส่งต่อศรัทธาจากความเชื่อ 3 วิมานเทพเสริมมงคล". ไทยรัฐออนไลน์. 14 มีนาคม 2563. สืบค้นเมื่อ 19 พฤษภาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  73. ภารตะ-สยาม ? ผี พราหมณ์ พุทธ ?, หน้า 8-9
  74. ภารตะ-สยาม ? ผี พราหมณ์ พุทธ ?, หน้า 177
  75. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (15 มีนาคม 2561). "ภาษาเทพ รับขันธ์ และ สวดโซฮา : นวัตกรรมจากวัฒนธรรม "เจ้าทรง" ไทย". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  76. 76.0 76.1 "พระราชพิธีที่เกี่ยวกับการทำ มาหากิน". มูลนิธิสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  77. 77.0 77.1 บำรุง คำเอก, ดร. (มกราคม-มิถุนายน 2549). "อิทธิพลศาสนาพราหมณ์-ฮินดูต่อวัฒนธรรมประเพณี รูปแบบศิลปะ และวรรณกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น". ดำรงวิชาการ (5:1). p. 188-191. {{cite book}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |year= (help)
  78. 78.0 78.1 78.2 จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. "พระราชพิธีสิบสองเดือน - พระราชพิธีเดือน 10". วชิรญาณ. สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  79. "ความหมายของพระราชพิธี รัฐพิธี และพิธี" (PDF). สำนักงานเลขานุการตำรวจ. สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  80. จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. "พระราชพิธีสิบสองเดือน". วชิรญาณ. สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  81. "คำที่ควรรู้เกี่ยวกับ "พระราชพิธีบรมราชาภิเษก" (๒)". พีพีทีวี. 31 กรกฎาคม 2563. สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  82. กรกมล ทิมแถวสุต. "ฉัตรมงคล วันมหามงคลสมัย". กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-10-27. สืบค้นเมื่อ 21 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  83. "สมเด็จพระบรมฯ เสด็จฯ ในการพระราชพิธีฉัตรมงคล". ไทยพีบีเอส. 5 พฤษภาคม 2559. สืบค้นเมื่อ 21 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  84. "พระเมรุมาศ พระเมรุ ในความเชื่อสังคมไทย". ศิลปวัฒนธรรม. 14 ตุลาคม 2560. สืบค้นเมื่อ 21 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  85. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (28 ตุลาคม 2559). "พิธีเกี่ยวกับความตายในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 24 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  86. "'ในหลวง-พระราชินี' ทรงประกอบพิธีบวงสรวงพระบรมรูป ร.9". กรุงเทพธุรกิจ. 6 เมษายน 2563. สืบค้นเมื่อ 22 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  87. กิเลน ประลองเชิง (2 เมษายน 2562). "กลบบัตรสุมเพลิง". ไทยรัฐออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  88. "ชนิดของบายศรีที่ใช้ในพิธี". มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. สืบค้นเมื่อ 21 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  89. "ธรรมเนียมการแต่งกายในพระราชพิธีโสกันต์". Art Bangkok. สืบค้นเมื่อ 22 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  90. "ความเชื่อเรื่องการตั้งศาลพระภูมิ". กระทรวงวัฒนธรรม. 13 มกราคม 2559. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-11-26. สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  91. สิริวรรณ วงษ์ทัต (30 สิงหาคม 2559). "ประเพณีลาซัง". สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-10-04. สืบค้นเมื่อ 5 ตุลาคม 2564. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  92. ผี-พราหมณ์-พุทธ ในศาสนาไทย, หน้า 168-169
  93. นาย ก.ศ.ร. กุหลาบแห่งกรุงสยาม, 283-284
  94. อายัณโฆษณ์ (2558). "เรื่องพระคเณศที่เกี่ยวข้องกับช้าง". วชิรญาณ. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  95. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (4 พฤศจิกายน 2559). ""นาลิวัน" คือใคร?". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  96. สุจิตต์ วงษ์เทศ (20 มีนาคม 2560). "เพชรบุรีมีเจ๊กกับแขก". มติชนออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 13 พฤษภาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  97. กรุงเทพฯ มาจากไหน ?, หน้า 192
  98. ราม วชิราวุธ. "สาส์นสมเด็จ". วชิรญาณ. สืบค้นเมื่อ 13 พฤษภาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  99. นิราศนครวัด, หน้า 48-49
  100. 100.0 100.1 100.2 100.3 100.4 100.5 100.6 100.7 คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (16 เมษายน 2563). "พราหมณ์พัทลุง และความหลากหลาย ของ "พราหมณ์พื้นเมือง" ในไทย". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 13 พฤษภาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  101. "ศาสนาพราหมณ์ในนครศรีธรรมราช" (PDF). พิพิธภัณฑ์เมืองนครศรีธรรมราช. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2020-10-31. สืบค้นเมื่อ 11 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  102. "วัดเก่าแก่บนสันทรายเมืองนครศรีธรรมราช (ตอนที่ 10)". วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร. 29 มีนาคม 2560. สืบค้นเมื่อ 13 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  103. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ (8 ธันวาคม 2559). "เจดีย์พุทธ ยุคอยุธยา บ้านพราหมณ์ สมอพลือ จ.เพชรบุรี". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 14 มิถุนายน 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  104. คำให้การชาวกรุงเก่า. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และเอกสารอื่น. นนทบุรี : ศรีปัญญา, 2559, หน้า 623
  105. กิเลน ประลองเชิง (22 มกราคม 2562). "พราหมณ์สมอพลือ". ไทยรัฐออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 14 มิถุนายน 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  106. "พราหมณ์สายพัทลุงที่ยังมีชีวิตอยู่". พราหมณ์. สืบค้นเมื่อ 9 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่า |url= (help); ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  107. "ที่นี่บ้านเรา : หมอพราหมณ์". ไทยพีบีเอส. 6 พฤษภาคม 2558. สืบค้นเมื่อ 17 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  108. "The new Brahmins". สืบค้นเมื่อ 4 March 2020.
  109. 109.0 109.1 109.2 กรุงเทพฯ มาจากไหน ?, หน้า 196-197
  110. "ตำแหน่งพระครูพราหมณ์". มูลนิธิสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  111. 111.0 111.1 "คณะพราหมณ์". เทวสถานโบสถ์พราหมณ์. สืบค้นเมื่อ 13 พฤษภาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  112. ภารตะ-สยาม ? ผี พราหมณ์ พุทธ ?, หน้า 43-44
  113. 113.0 113.1 113.2 "พราหมณ์". 168 เอ็ดดูเคชั่น. สืบค้นเมื่อ 19 มิถุนายน 2565. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)[ลิงก์เสีย]
  114. 114.0 114.1 คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (25 มกราคม 2561). "ช้าหงส์และพราหมณ์ "ยองๆ ไหว้" ในพระราชพิธีตรีปวายตรียัมปวาย". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 13 พฤษภาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  115. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (9 พฤศจิกายน 2560). "นาลิวัน (พราหมณ์) สยายผมทำไม?". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  116. นิยะดา เหล่าสุนทร, ดร. (2535). พินิจวรรณกรรม. กรุงเทพฯ: แม่คำผาง. p. 13-14. {{cite book}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |year= (help)
  117. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (27 มกราคม 2560). ""ตรียัมปวาย – ตรีปวาย" คืออะไร ของสยามและอินเดีย เป็นไฉน". ไทยรัฐออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  118. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (15 กุมภาพันธ์ 2561). "อาหารกับศาสนา : ข้าว". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  119. Adcharawadee S. (31 กรกฎาคม 2562). "พราหมณ์กินอะไร ?". Urban Eat. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  120. "INDIAN COMMUNITY IN THAILAND". สืบค้นเมื่อ 3 March 2020.
  121. ภารตะ-สยาม ? ผี พราหมณ์ พุทธ ?, หน้า 16-17
  122. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (4 กรกฎาคม 2562). "รู้จัก "เทพมณเฑียร" ห้าสิบปีผันผ่าน ของเทวสถานอินเดียใจกลางพระนคร". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  123. "ศาสนสถานฮินดู". ภูเก็ตสารสนเทศ. สืบค้นเมื่อ 11 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  124. "ชาวไทยเชื้อสายเนปาลพร้อมใจเปิดมูลนิธิศรีภคะวัดธรรมฯ ที่ภูเก็ต". ผู้จัดการออนไลน์. 19 เมษายน 2556. สืบค้นเมื่อ 14 มิถุนายน 2565. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  125. "ชาวไทย-เนปาลภูเก็ต ร่วมทำพิธีแบบฮินดูถวายอาลัย 'ในหลวง รัชกาลที่ 9'". มติชนออนไลน์. 12 พฤศจิกายน 2559. สืบค้นเมื่อ 14 มิถุนายน 2565. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  126. Sandhu & Mani 2006, p. 978.
  127. Kesavapany & Mani 2008, p. 673.
  128. Manguin, Mani & Wade 2011, p. 475.
  129. "วัดวิษณุ". ศูนย์วัฒนธรรม วิทยาลัยเซนต์หลุยส์. สืบค้นเมื่อ 11 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  130. "ศาสนาพราหมณ์". มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. สืบค้นเมื่อ 9 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  131. "สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2013-07-28. สืบค้นเมื่อ 2020-05-11.
  132. "Population by religion, region and area, 2010" (PDF). NSO. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2016-10-19. สืบค้นเมื่อ 2 March 2020.
  133. "Population by religion, region and area, 2015" (PDF). NSO. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2017-12-10. สืบค้นเมื่อ 2 March 2020.
  134. "Hinduism fastest growing religion in Pakistan and Saudi Arabia". สืบค้นเมื่อ 2 March 2020.
  135. 135.0 135.1 135.2 "ลักษณะสถาปัตยกรรม และประติมากรรมในเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด". มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  136. 136.0 136.1 "เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ สำหรับเด็กระดับกลาง". มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  137. 137.0 137.1 137.2 137.3 137.4 บำรุง คำเอก, ดร. (มกราคม-มิถุนายน 2549). "อิทธิพลศาสนาพราหมณ์-ฮินดูต่อวัฒนธรรมประเพณี รูปแบบศิลปะ และวรรณกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น". ดำรงวิชาการ (5:1). p. 205-206. {{cite book}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |year= (help)
  138. "สัมพัจฉรฉินท์ พิธีโบราณ งานสงกรานต์สนามหลวง". MGR Online. 8 เมษายน 2552. สืบค้นเมื่อ 18 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  139. "เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ "พระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวาย"". ศรีจินดา. 5 มกราคม 2553. สืบค้นเมื่อ 18 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  140. ณัฐสิมา ตัณฑิกุล (17 ตุลาคม 2561). "ย้อนดูประวัติศาสตร์ ทำไม 'เทศกาลกินเจ' จึงเข้มข้นในภาคใต้". The Momentum. สืบค้นเมื่อ 18 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  141. "เทศกาลไทปูซัม". เดลินิวส์. 27 มกราคม 2559. สืบค้นเมื่อ 18 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  142. "บายศรีภาคใต้". มูลนิธิสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. สืบค้นเมื่อ 18 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  143. "ประเพณีแห่นก". ฐานข้อมูลท้องถิ่นภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. 12 มีนาคม 2561. สืบค้นเมื่อ 18 ตุลาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  144. นาย ก.ศ.ร. กุหลาบแห่งกรุงสยาม, หน้า 285

บรรณานุกรม[แก้]

  • คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง. ภารตะ-สยาม ? ผี พราหมณ์ พุทธ ?. กรุงเทพฯ : มติชน, 2560. 208 หน้า. ISBN 978-974-02-1564-6
  • คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง และคณะ. ผี-พราหมณ์-พุทธ ในศาสนาไทย. กรุงเทพฯ : นาตาแฮก, 2564. 260 หน้า. ISBN 978-616-582-533-7
  • ดร. วินัย ศรีพงศ์เพียร และ ดร. ตรงใจ หุตางกูร (บรรณาธิการ). มรดกความทรงจำแห่งนพบุรีศรีลโวทัยปุระ : ว่าด้วยโคลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์ฯ และจารึกโบราณแห่งเมืองละโว้. กรุงเทพฯ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), 2558. 330 หน้า. ISBN 978-616-7154-31-2
  • ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จกรมพระยานิราศนครวัด. พระนคร : บรรณาคาร, 2515. 244 หน้า.
  • บุญพิสิฐ ศรีหงส์. นาย ก.ศ.ร. กุหลาบแห่งกรุงสยาม. กรุงเทพฯ : มติชน, 2560. 349 หน้า. ISBN 978-974-02-1566-0
  • เบเคอร์, คริส. ประวัติศาสตร์อยุธยา ห้าศตวรรษสู่โลกใหม่. กรุงเทพฯ : มติชน, 2564. 472 หน้า. ISBN 978-974-02-1721-3
  • มอนซาติโน, ไมเคิล เจ. ไทยใต้ มลายูเหนือ : ปฏิสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์บนคาบสมุทรแห่งความหลากหลาย. นครศรีธรรมราช : ศูนย์หลักสูตรอาเซียนศึกษา สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, 2560. 416 หน้า. ISBN 978-974-7557-60-2
  • แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง. ทักษะวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, 2559. 184 หน้า. ISBN 978-616-7154-41-1
  • วลัยลักษณ์ ทรงศิริ และอื่น ๆ. ยาลอเป็นยะลา ความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองและคนรุ่นใหม่ในเมืองและปริมณฑลเมืองยะลา. กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), 2553. 318 หน้า. ISBN 978-616-7070-28-5
  • ส. พลายน้อย. อมนุษย์นิยาย. กรุงเทพฯ : ยิปซี กรุ๊ป, 2561. 320 หน้า. ISBN 978-616-301-574-7
  • สุจิตต์ วงษ์เทศ. กรุงเทพฯ มาจากไหน ?. กรุงเทพฯ : มติชน, 2548. 216 หน้า. ISBN 974-323-436-5
  • อรุณศักดิ์ กิ่งมณี. ทิพยประติมา. กรุงเทพฯ : มิวเซียมเพรส, 2560. 248 หน้า. ISBN 978-616-7674-13-1

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]