ศาสนาฮินดูในประเทศไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
Bkkdevasathan0609a.jpg
เสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร (9).jpg
ซ้าย: เทวสถานสำหรับพระนคร ศูนย์กลางศาสนาฮินดูในไทย
ขวา: เสาชิงช้า เดิมใช้ประกอบพระราชพิธีตรียัมพวาย-ตรีปวาย
คณะรัฐบาลจะทำบุญ 5 ศาสนาเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ประเทศ - Flickr - Abhisit Vejjajiva (5).jpg
พราหมณ์หลวงขณะประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

ศาสนาฮินดูในประเทศไทย เป็นศาสนาชนกลุ่มน้อยในประเทศไทย พ.ศ. 2558 มีศาสนิกชนราวร้อยละ 0.03 จากประชากรทั้งหมดในประเทศ[1] กระนั้นศาสนาฮินดูยังคงมีบทบาทเด่นและแฝงตัวอยู่ในสังคมไทยมาตลอด[2] แม้ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ แต่ก็ได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดูอย่างสูง หากมีเทศกาลเนื่องในศาสนาฮินดู ก็จะมีพุทธศาสนิกชนโดยเฉพาะชาวไทยเชื้อสายจีนเข้าร่วมในพิธี[3] ทั้งนี้ศาสนาฮินดูในไทยได้รับอิทธิพลจากอินเดียใต้อย่างชัดเจน[4] ปัจจุบันยังสามารถพบอิทธิพลฮินดูได้ทั่วไป เช่น วรรณกรรม รามเกียรติ์ ซึ่งมีพื้นฐานมาจาก รามายณะ ของฮินดู[5] และสัญลักษณ์ของประเทศคือครุฑ เป็นพาหนะของพระวิษณุ เทพเจ้าฮินดูองค์หนึ่ง[6]

อย่างไรก็ตามพราหมณ์ไทยเองได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากศาสนาผีและศาสนาพุทธ เช่นข้อปฏิบัติของพราหมณ์ การบวงสรวง และการบูชาผี ทำให้มีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง[2][7][8][9]

ประวัติ[แก้]

ยุคแรกเริ่ม[แก้]

ปรางค์แขก เป็นเทวสถานฮินดูแบบขอมในไทย

ในอดีตดินแดนของประเทศไทยในปัจจุบันได้รับอิทธิพลศาสนาฮินดูจากจักรวรรดิเขมรและอาณาจักรศรีวิชัยซึ่งเคยเรืองอำนาจมาก่อน[8] ประชากรในแถบประเทศไทยรู้จักศาสนาฮินดูมานานกว่า 1,000–2,000 ปี[10] เดิมเรียกว่าศาสนาไสย(ะ) ก่อนเปลี่ยนไปเรียกศาสนาพราหมณ์ในช่วงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา[2] ดังปรากฏการสร้างศาสนสถานอย่างปราสาทขอมแพร่หลายทั่วไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและบางส่วนของภาคกลาง มีรูปเคารพเทพเจ้าต่าง ๆ เช่น พระวิษณุ พระศิวะ พระพรหม พระคเณศ และพระอินทร์ เป็นต้น[11] และปรากฏชุมชนฮินดูกระจายทั่วไปในภาคกลางและภาคใต้ของประเทศไทย[10]

ทั้งนี้ศาสนาฮินดูเข้าสู่ไทยหลายทาง โดยผ่านทางชาวเขมรจากอาณาจักรฟูนันช่วงพุทธศตวรรษที่ 6 และยังผ่านนักเดินเรือชาวอินเดียใต้เป็นหลัก ดังจะพบหลักฐานเทวรูปพระวาสุเทพ ที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี อายุราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 9 ถือเป็นหลักฐานของศาสนาฮินดูที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[12] ในยุคอาณาจักรสุโขทัย มีการสร้างเทวสถานอุทิศแก่เทวรูป และในอาณาจักรอยุธยา มีการอ้างถึงพระราชพิธีอินทราภิเษกในกฎมนเทียรบาล และมีวรรณกรรมสำหรับพิธีกรรมสำคัญคือ ลิลิตโองการแช่งน้ำ[13] รวมทั้งคติเทวราชา ที่เชื่อว่ากษัตริย์สืบเชื้อสายจากเทพเจ้า ดังพบการเฉลิมพระปรมาภิไธยให้พ้องกับพระนามของพระเป็นเจ้า เช่น รามาธิบดี สุริเยนทราธิบดี นารายณ์ หรือราเมศวร เป็นต้น[9]

ศาสนาฮินดูมีอิทธิพลเฉพาะชนชั้นสูง ขณะที่ชนชั้นล่างลงมานับถือศาสนาพุทธหรือผี[9][14] ทว่าในกาลต่อมา ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทกลายเป็นศาสนาที่ประชากรส่วนใหญ่ในแถบนี้หันไปนับถือ เพราะศาสนาพุทธนั้นเรียบง่าย ปรับตัวเข้ากับศาสนาผีและวัฒนธรรมไทยพื้นเมืองได้ จึงกลายเป็นที่นิยมและแพร่หลายในกลุ่มชนชั้นสูงและชาวบ้านทั่วไป[15] อย่างไรก็ตามศาสนาฮินดูยังคงกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มชนชั้นสูง เพราะมีประโยชน์ต่อนโยบายการปกครอง แม้พระมหากษัตริย์นับถือศาสนาพุทธ แต่ก็ยังคงพิธีกรรมฮินดูเพื่อเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์และการแสดงตนว่ามีอารยะ ด้วยเหตุนี้พราหมณ์ในสังคมไทยจึงมีบทบาทเชิงพิธีกรรมเท่านั้น[9][16] ศาสนสถานของพราหมณ์หลายแห่งจึงถูกเปลี่ยนเป็นพุทธสถานแทน[17][18][19]

ส่วนดินแดนแถบปัตตานี ชาวฮินดูเริ่มหันไปนับถือศาสนาพุทธช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 แต่ยังคงธรรมเนียมฮินดูบางอย่างไว้ กระทั่งพุทธศตวรรษที่ 19 ก็หันไปนับถือศาสนาอิสลาม และเริ่มทำลายศาสนสถานเดิม[20] แต่ยังคงหลงเหลืออิทธิพลไว้บางประการเช่น กริชที่มีรูปเทพเจ้าฮินดู, พิธีตอเลาะบาลอ อันเป็นพิธีสวดขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกจากชุมชน, การแสดงวายัง, การทำบุหงาซีเระ[21] พิธีปูยอปาตา เป็นพิธีบูชาทะเล และพิธีปูยอบือแน เป็นพิธีบูชาทุ่งนาหรือนางโพสพ[22] รวมทั้งเรื่องเล่าปรัมปรา ที่ชาวบ้านเคยต้องส่งหญิงสาวไปบวงสรวงแก่พญาครุฑแถบเพิงผาเขายาลอ[23]

ยุคหลัง[แก้]

หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง ร่องรอยและเอกสารของศาสนาฮินดูในไทยถูกทำลายลงไปมาก[13][24] ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ที่เคยประทับอยู่เมืองนครศรีธรรมราช ทรงพบชุมชนพราหมณ์ที่นั่น และมีพระราชดำริว่าพราหมณ์ที่กรุงเก่านั้นถูกพม่ากวาดต้อนสูญหายไปหมดสิ้นแล้ว จึงเชิญพราหมณ์เมืองนครกลับไปสร้างกรุงธนบุรีด้วยกัน[8] ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชปราบดาภิเษกและสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะฟื้นฟูพระราชพิธีตลอดจนขนบธรรมเนียมตามโบราณราชประเพณีขึ้น ศาสนาฮินดูได้รับการฟื้นฟูอีกครั้ง[13] ทรงสร้างเทวสถานสำหรับพระนครและเสาชิงช้าเมื่อ พ.ศ. 2327[25] (ส่วนเอกสารของนอร์มัน บาร์ตเลต์ระบุว่าโบสถ์พราหมณ์สร้างใน พ.ศ. 2323 ตรงกับยุคธนบุรี)[26] ทำให้มีพราหมณ์ปฏิบัติหน้าที่ในราชสำนักสืบมาจนถึงปัจจุบัน โดยในยุครัตนโกสินทร์เป็นต้นมา ความเชื่อในระบบจักรวาลวิทยาของฮินดูส่งผลต่อการรังสรรค์จิตรกรรม ศิลปกรรม และวรรณคดีของไทย[13] เทพเจ้าฮินดูต่าง ๆ แปรสภาพเป็นผู้พิทักษ์พุทธศาสนา ดังจะพบภาพเทพฮินดูที่บานประตูหน้าต่างของพุทธศาสนสถาน ทำหน้าที่เป็นทวารบาล[27]

ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา พระราชพิธีพราหมณ์ที่ยังเหลืออยู่ถูกแทรกด้วยพิธีสงฆ์และการทำบุญของศาสนาพุทธตามพระราชนิยมอย่างชัดเจน กระนั้นพระราชพิธีพราหมณ์เองก็ถูกจำกัดแต่ในราชสำนัก[28] และพระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับพราหมณ์บางพิธีถูกยกเลิกไปในยุครัตนโกสินทร์นี้[29][30][31] หลังรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา มีการเปลี่ยนระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งมีการยกเลิกกรมพิธีพราหมณ์ สังกัดกระทรวงวัง ทำให้พระราชพิธีหยุดชะงัก และบางพระราชพิธีถูกยกเลิกไป ไม่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาอีก[29][32]

แต่เดิมคติพราหมณ์ไทย พระวิษณุไม่มีพุทธาวตารแต่มีสมณาวตาร และนับถือพระพุทธเจ้าไว้สูงสุด แต่หลังการอพยพของชาวอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดูสู่ไทยช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา ก็ได้นำคติพุทธาวตารเข้ามาด้วย โดยให้พระพุทธเจ้ามีสถานะเท่ากับเทพฮินดู ซึ่งผิดแผกไปจากระบบจักรวาลวิทยาของไทยที่มองว่าพระพุทธเจ้าอยู่เหนือเทพเจ้าองค์ใด ๆ[33] ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชนิพนธ์ ลิลิตนารายณ์สิบปาง มีการระบุ "พุทธาวตาร" เป็นครั้งแรก แต่พระองค์มิได้ระบุรายละเอียดใด ๆ เกี่ยวกับอวตารนี้เลย หากแต่ทรงกล่าวยกย่องพระเกียรติคุณของพระพุทธเจ้า[34][35]

ปัจจุบันศาสนาฮินดูยังมีบทบาทในพระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ ความสวัสดิมงคล และเทศกาลต่าง ๆ อยู่[36][37] เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีฉัตรมงคล พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีตรียัมพวาย-ตรีปวาย สงกรานต์ และลอยกระทง[10][38] ชาวไทยทั่วไปรับรู้ศาสนาฮินดูผ่านวรรณกรรมและแนวคิดอย่างศาสนาพุทธ ทำให้ทราบถึงวิธีการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องตามประเพณีฮินดูค่อนข้างน้อย[2]

ความเชื่อ[แก้]

ในคติความเชื่อไทยเทพเจ้าฮินดูเป็นผู้อารักษ์พุทธศาสนา ในภาพคือพระพรหม (ซ้าย) และพระอินทร์ (ขวา) กำลังช่วยนางสุชาดากวนมธุปายาสถวายสมณโคดม

คติพราหมณ์ไทยนับถือว่าพระอิศวรเป็นพระเป็นเจ้าสูงสุด มักมีเทวโองการให้พระนารายณ์ (คือพระวิษณุ) ลงไปปราบเภทภัยอยู่บ่อยครั้ง[39] ในเทวสถานประจำพระนครมีการตั้งศิวลึงค์สององค์คู่กัน คาดว่ากระทำตามธรรมเนียมอินเดียตอนใต้[40] พราหมณ์ไทยนับถือพระอิศวรและพระนารายณ์เป็นหลัก คือพราหมณ์พิธีนับถือพระอิศวร และพราหมณ์พฤฒิบาศนับถือผีปะกำ (ภายหลังถูกเกณฑ์ไปนับถือพระนารายณ์) และมองว่าพระพรหมเป็นเทพในศาสนาพุทธ[41] ทั้งได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากศาสนาผีและพุทธ ซึ่งอย่างแรกเป็นศาสนาพื้นเมืองดั้งเดิม และอย่างหลังเป็นศาสนาที่ชนส่วนใหญ่นับถือ เช่นข้อปฏิบัติของพราหมณ์ การบวงสรวง และการบูชาผี ทำให้มีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง[2][7][8] นอกจากนี้ใน โลกบัญญัติ, โลกสัณฐานโชตรตนคัณฐี และ ไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา ซึ่งคัมภีร์ศาสนาของไทย มีเรื่องราวของพระอิศวรได้รับการเทศนาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนพระอิศวรยอมรับพระพุทธศาสนา และมีรูปพระพุทธเจ้าประดับอยู่บนพระเศียรของพระอิศวร[42][43] และปัจจุบันชุมชนพราหมณ์บางแห่งมีการสักการะรูปพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ของศาสนาพุทธ ด้วยสำคัญว่าเป็นเทวรูปพระอิศวร[44][45]

ใน คัมภีร์นารายณ์ยี่สิบปาง ระบุว่า พระวิษณุไม่มีพุทธาวตาร หากแต่เป็นสมณาวตารผู้แย่งศิวลึงค์จากอสูรตรีบุรำ[46] (คือบุตรสามคนของตารกาสูร ใน ปุราณะ)[47] สอดคล้องกับระบบจักรวาลวิทยาของไทยเชื่อว่าพระพุทธเจ้า ศาสดาของศาสนาพุทธอยู่เหนือเทพเจ้าองค์ใด ๆ[33] ส่วน คัมภีร์ไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา ระบุว่า มเหศวรเทวราชเป็นวิญญาณของผู้ทำกุศลแล้วไปจุติเป็นเทวดา และอนาคตจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่มีสถานภาพต่ำกว่าพระศากยมุนี[46] และมีการจัดชั้นให้เทพเจ้าฮินดูมีฐานะเป็นผู้อารักขาพุทธสถาน[33] โดยอิงตามคัมภีร์ทางพุทธศาสนา[2] ในบางครั้งอาหารหรือเครื่องเซ่นสรวงในการสังเวยเทพเจ้าหรือแม้แต่วรรณกรรมฮินดูอย่าง รามเกียรติ์ ยังแฝงไปด้วยหลักธรรมในพุทธศาสนา[48][49]

เทพเจ้าฮินดูในไทยจะมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างไปจากประเทศต้นทาง เช่น พระวิศวกรรมตามตำราอินเดียจะมีพระกายสีขาว มีสามพระเนตร ทรงชฎา สวมชุดสีทอง และถือคทา แต่ในคติไทย พระวิศวกรรมจะมีพระกายสีเขียว โพกผ้าขาว ถือหางนกยูง[50] ส่วนพระคเณศแบบไทย ก็จะทรงเครื่องอย่างไทย ร่างแบบบางพุงไม่พลุ้ย บ้างก็มีงาครบทั้งสองข้าง ต่างจากแบบอินเดียที่พุงพลุ้ยและมีงาข้างเดียว[51] นอกจากนี้ยังมีการสร้างเทพพื้นเมืองที่ไม่ปรากฏในคัมภีร์ฮินดูอินเดียใด ๆ โดยหยิบยืมรูปลักษณ์ของเทพฮินดูมาใช้ เช่น พระวิษณุ ถูกสร้างเป็น พระนารายณ์เทวกรรม เป็นเทพแห่งช้าง มีหกกร ประทับนั่ง ถือบ่วงบาศนาคราช[52] และเทพอีกองค์หนึ่งคือพระคเณศ ถูกสร้างเป็นพระเทวกรรม เป็นเทพเกี่ยวกับช้าง และพระโกญจนาเนศวร์ เป็นเทพผู้ให้กำเนิดช้าง ซึ่งพัฒนาจากผีพื้นเมืองคือผีปะกำ[2][53][54] ทั้งยังสับสนด้านเทววิทยาที่ระบุว่าพระขันทกุมารเป็นเทพองค์เดียวกับพระคเณศ[55][56] กล่าวคือเป็นพระขันทกุมารเมื่อมีเศียรเป็นคน และเป็นพระคเณศเมื่อมีเศียรเป็นช้าง[51] พราหมณ์ในไทยมีการใช้ขนมต้มขาว, ขนมหม้อแกง, ขนมคันหลาว และขนมหูช้าง ส่วนแถบปัตตานีในอดีตจะใช้ตือปงนอแน ในการเซ่นสรวงบูชาพระคเณศหรือพระภูมิแทนขนมโมทกะ[48][57][58] และนับถือพระคเณศเป็นเทพแห่งศิลปะและเทพแห่งช้าง แต่แท้จริงแล้วพระองค์เป็นเทพแห่งการเริ่มต้นใหม่และความสำเร็จ[59]

พราหมณ์ในไทย มีการรวมความเชื่อระหว่างพระภูมิกับผีเจ้าที่รวมกัน โดยจัดให้พระภูมิเป็นเทพ หากดูแลศาลดีจะให้คุณ แต่ถ้าดูแลไม่ดีก็จะถูกลงโทษ โปรดเครื่องเซ่นเป็นอาหารคาวหวาน เนื้อสัตว์ และเหล้าอยู่ ต่างจากเทพฮินดูทั่วไปที่เกือบทั้งหมดเป็นมังสวิรัติ[60] ส่วนศาลเทพฮินดูบริเวณแยกราชประสงค์ไม่ใช่เทวาลัยอย่างฮินดู แต่เป็นสิ่งที่ทำหน้าที่แทนศาลเจ้าที่ของศาสนาผีโดยหยิบยืมรูปลักษณ์ของเทพฮินดูมาใช้ เพราะเป็นแหล่งธุรกิจใหญ่ ศาลจึงต้องมีขนาดที่ใหญ่เช่นกัน[61] และถือว่าเทพฮินดูสูงชั้นกว่าผีของศาสนาดั้งเดิม[62]

ร่างทรงในไทยมักกล่าวอ้างว่ามีเทพเจ้าฮินดูเข้าทรงตนเอง แต่โดยมากมีความรู้เกี่ยวกับฮินดูกระท่อนกระแท่น ทราบเพียงชื่อเทพเจ้า แต่นอกนั้นแทบไม่มีอะไรเป็นฮินดูเลย บางรายตั้งสำนักของตนทำนองเทวาลัย หรือไปเรียนภาษาและพิธีกรรมอย่างฮินดูก็มี[63] บางคนที่พูดภาษาสันสกฤตไม่ได้ ก็จะสร้างภาษาของตนเองแล้วอนุมานว่าคือ "ภาษาเทพ" นอกนั้นก็มีการเต้นระบำรำฟ้อนของเหล่าร่างทรง[64]

ปัจจุบันพุทธศาสนิกชนเข้าถึงการบูชาเทพเจ้าฮินดูมากขึ้น โดยมากจะเชื่อถือด้านทรงเจ้าเข้าผี การเซ่นสรวงบูชา และไสยศาสตร์เร้นลับ จนยากที่จะควบคุม[3]

พิธีกรรม[แก้]

ภาพพระเป็นเจ้าคติพราหมณ์บนเครื่องประกอบพระเมรุมาศในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพ

เดิมพิธีกรรมมีมาจากความเชื่อเรื่องผีและเจ้า ที่มีพื้นเพจากสังคมกสิกรรม เพราะธรรมชาติส่งผลจากการทำมาหากินของผู้คนในอดีต ดังนั้นจึงเกิดพิธีกรรมเซ่นสรวง ไหว้ หรือบูชาสิ่งเร้นลับ เมื่อรับศาสนาฮินดูเข้ามาในหมู่ชนชั้นปกครอง ประเพณีต่าง ๆ จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงให้ดูยิ่งใหญ่น่าเลื่อมใส โดยมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ ยกระดับเจ้านายให้สูงส่งกว่าคนชนชั้นล่างลงไป[65] หลังการล่มสลายของอาณาจักรอยุธยา วัฒนธรรมและประเพณีพราหมณ์หลายอย่างสูญหายไป ครั้นเมืองพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ จึงมีการฟื้นฟูธรรมเนียมพราหมณ์ขึ้นมาใหม่[29] ส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากอินเดียใต้ บางอย่างก็รับมาจากอินเดียเหนือ[66] ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการปรับปรุงประเพณีบางประการให้เหมาะสมกับกาลสมัย[29][32] แต่จากการละเลยของพราหมณ์ ทำให้พระราชพิธีแบบพราหมณ์เริ่มสาบสูญไป พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอธิบายไว้ว่า "... เมื่อพราหมณ์ประพฤติศาสนาของตัวเสื่อมคลายลง จนไปตรงกับคำนุ่งคำกู การพิธีซึ่งไม่มีประโยชน์ และไม่มีใครบังคับให้ทำจึงได้ละเลยเสีย [...] จะป่วยกล่าวไปไยในพิธีพราหมณ์ ซึ่งหลวมโพรกมาแต่เดิมแล้ว..." และ "...การพิธีที่เป็นส่วนของผู้ถือศาสนาทำเอง เมื่อความศรัทธาเสื่อมคลายลง ก็ทำให้ย่อ ๆ ลงไปจนเลยหายไปได้..."[67] สุดท้ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการเปลี่ยนระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีการยกเลิกกรมพิธีพราหมณ์ สังกัดกระทรวงวัง ทำให้พระราชพิธีหยุดชะงัก และบางพระราชพิธีถูกยกเลิกไป ไม่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาอีก[29][32]

ปัจจุบันพิธีกรรมของพราหมณ์ไทยส่วนใหญ่เป็นพระราชพิธีในราชสำนักเพื่อเสริมความศักดิ์สิทธิ์ในแผ่นดิน[9] พิธีกรรมบูชายัญถูกยกเลิกไปจนสิ้น คงเหลือแต่การสาธยายพระเวท พิธีมงคลต่าง ๆ ควบคู่ไปกับศาสนาพุทธ[32]

พระราชพิธี[แก้]

พระราชพิธี หมายถึง งานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ กำหนดไว้ตามพระราชประเพณี ซึ่งจะเสด็จไปประกอบพิธี บางพระราชพิธีจะเสด็จพระราชดำเนินไปประกอบพระราชกรณียกิจจึงจะมีหมายกำหนดการ และมีผู้เข้าเฝ้า เว้นแต่เป็นการส่วนพระองค์หรือการภายใน[68] พระราชพิธีพัฒนามาจากพิธีกรรมการบูชาธรรมชาติและผี เมื่อรับศาสนาฮินดูและพุทธเข้ามาจึงพัฒนาพิธีกรรมต่าง ๆ ให้ดูยิ่งใหญ่สมกับเป็นงานของพระเจ้าแผ่นดิน[65] พระราชพิธีที่เป็นพิธีอย่างฮินดูใน พระราชพิธีสิบสองเดือน ส่วนใหญ่ถูกยกเลิกไปแล้ว งานที่ยังมีอยู่ก็ถูกรวมเข้ากับพระราชพิธีของศาสนาพุทธ ซึ่งมีดังนี้[29][32][69]

เดือน พระราชพิธี พิธีกรรม หมายเหตุ
เดือนอ้าย พระราชพิธีเฉวียนพระโคกินเลี้ยง เป็นพระราชพิธีเลี้ยงพระโคอุสุภราช เดิมกระทำในเดือนยี่ ในพิธีจะนำพระโคอุสุภราชมาแต่งด้วยเครื่องประดับต่าง ๆ ให้พระราชกุมารป้อนหญ้าพระโค พระเจ้าแผ่นดินถือดอกบัวทอง พระอัครมเหสีถือดอกบัวเงิน แห่ประทักษิณพระโคเก้ารอบ ยกเลิกแล้ว
เดือนยี่ พระราชพิธีบุษยรัตน์ พระเจ้าแผ่นดินทรงเครื่องอย่างสรงมุรธาภิเษกประทับบนกองดอกไม้เจ็ดสีหรือมณฑปดอกไม้สด แล้วจำเริญพระนขา มีพราหมณ์แปดคนถวายพระพร ยกเลิกแล้ว
พระราชพิธีตรียัมพวาย-ตรีปวาย เป็นปีใหม่พราหมณ์ของพวกพราหมณ์โหรดาจารย์ เดิมกระทำในเดือนอ้าย ในพระราชพิธีตรียัมพวายเป็นของพระอิศวร ส่วนพิธีตรีพวายเป็นของพระนารายณ์ จะมีข้าราชการผู้ใหญ่เป็นพระยายืนชิงช้า สมมติตัวว่าเป็นพระอิศวรมาเยี่ยมโลก โล้ชิงช้าพร้อมกับพราหมณ์นาลิวัน ยกเลิกแล้ว
เดือนสาม พระราชพิธีธานยเทาะห์ เป็นพิธีเผาข้าว ทำพิธีที่ทุ่งนา ในพิธีมีคนแต่งกายสวมเทริด แบ่งเป็นชุดแดงกลุ่มหนึ่ง ชุดเขียวกลุ่มหนึ่ง สมมติว่าเป็นพระอินทร์กลุ่มหนึ่งพระพรหมกลุ่มหนึ่งแย่งรวงข้าวกัน ข้างไหนแย่งได้จะมีคำทำนาย ยกเลิกแล้ว
พระราชพิธีศิวาราตรี เป็นพิธีลอยบาปของพราหมณ์ มีการผูกเชือกที่คอหม้อและโยงกับเสาสี่เสา ก้นหม้อเจาะรูไว้ให้น้ำในหม้อหยดลงศิวลึงค์ไหลไปตามรางโยนีและเติมน้ำในหม้อไปเรื่อยจนเช้า ครั้นรุ่งสางจะนำน้ำนี้ไปสระผมอาบน้ำ และเก็บผมที่ร่วงไปลอยน้ำ ยกเลิกแล้ว
เดือนสี่ พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ มีการสวดอาฎานาฏิยสูตรหรือภาณยักษ์ขับไล่ผีตลอดทั้งคืน ถูกยุบรวม
เดือนห้า การสังเวยเทวดา มีการเซ่นสังเวยเครื่องและละครหลวงแก่เทวดา ในพระราชพิธีจะอัญเชิญพระสยามเทวาธิราช เจว็ด และเทวรูปมาตั้งในพิธี ยกเลิกแล้ว
พระราชพิธีศรีสัจจปานกาล เป็นพิธีระงับทุกข์เข็ญของบ้านเมือง มีการอ่านคำสัตย์สาบานและให้ผู้ร่วมพิธีดื่มน้ำชำระพระแสง ถูกยุบรวม
พระราชพิธีคเชนทรัศสนาน เป็นพระราชพิธีทอดเชือกคชกรรมของพราหมณ์พฤฒิบาศ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ช้างและผู้ทำงานเกี่ยวกับช้าง โดยพราหมณ์จะคอยประพรมน้ำมนต์แก่ช้างม้า ยกเลิกแล้ว
พระราชพิธีทอดเชือกดามเชือก เป็นพระราชพิธีตรวจเชือกบาศหกเดือนก่อนไปทำงานของพราหมณ์พฤฒิบาศที่โรงเชือก มีการตั้งโต๊ะบูชาเทวรูปพระอิศวร พระนารายณ์ และพระพิฆเนศวร ยกเลิกแล้ว
เดือนหก พระราชพิธีจรดพระนังคัล เป็นพระราชพิธีในการเริ่มต้นการไถนาเพื่อหว่านเมล็ดข้าวที่ทุ่งส้มป่อย มีการตั้งเทวรูป มีพราหมณ์กระทำพิธี พระยาแรกนาเทียมโคอุศุภราช และนางเทพีหว่านพันธุ์ข้าว เมื่อทำพระราชพิธีนี้แล้ว ราษฎรจึงลงมือทำนาได้ ปัจจุบันถูกยุบรวมเข้ากับวันพืชมงคลของศาสนาพุทธ ถูกยุบรวม
เดือนเจ็ด พระราชพิธีเคณฑะ (ทิ้งข่าง) เป็นพระราชพิธีทิ้งข่างเสี่ยงทาย นำโลหะใหญ่กลมเท่าผลแตงโมเป็นลูกข่างสมมติว่าเป็นพระสยม ต้องให้ผู้ชายสามคนชักสายทิ้งข่างให้หมุน ยกเลิกแล้ว
พระราชพิธีทูลน้ำล้างพระบาท เดิมเรียกพระราชพิธีนารายณ์บรรทมสินธุ์ เป็นพระราชพิธีถวายน้ำชำระล้างพระบาทของพระมหากษัตริย์ แล้วนำน้ำนั้นมาใส่กะละออมเอาผ้าพันแล้วทูนบนหัวของขุนนาง ส่วนเอกสารสมัยอยุธยาระบุว่ากษัตริย์สรงน้ำมุรธาภิเษก แล้วเปลื้องเครื่องทรงเมื่อสรงสนานส่งแก่พราหมณ์ ยกเลิกแล้ว
เดือนเก้า พระราชพิธีตุลาภาร เป็นพระราชพิธีสะเดาะเคราะห์ของพระมหากษัตริย์และพระมเหสี ด้วยการบริจาคพระราชทรัพย์แก่พราหมณ์ ยกเลิกแล้ว
พระราชพิธีพรุณศาสตร์มหาเมฆบูชา เป็นพระราชพิธีเรียกฝนเพื่อประโยชน์ด้านกสิกรรม โดยมีพราหมณ์สวดร่ายเวท ต่อมามีพิธีสงฆ์ของศาสนาพุทธร่วมด้วย ยกเลิกแล้ว
เดือนสิบ พระราชพิธีภัทรบท เป็นพิธีลอยบาปของพราหมณ์ บูชาพระไพสพ จากนั้นตั้งน้ำอบดอกไม้ นำไปรดสรงเทวรูปสิบหกองค์ พราหมณ์กระทำพิธีลอยบาป แล้วจึงบริโภคมธุปายาสและยาคู ยกเลิกแล้ว
พระราชพิธีสารท เป็นพิธีกวนมธุปายาสหรือข้าวทิพย์และยาคูแก่พราหมณ์ ต่อมาถวายแก่พระสงฆ์ ยกเลิกแล้ว
เดือนสิบสอง พระราชพิธีจองเปรียงลดชุดลอยโคม เป็นพิธีลอยเคราะห์ วันยกโคมจะมีการกล่าวบูชาพระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม มีพราหมณ์กระทำพิธีในโรงพิธีถวายน้ำมหาสังข์จนถึงวันลดโคม เทียนจุดโคมจะทาเปรียง (น้ำมันไขข้อพระโค) ยกเลิกแล้ว
พระราชพิธีกะดิเกยา เป็นพระราชพิธีตามเพลิงคอยรับพระเป็นเจ้าเสด็จลงมา จัดที่เทวสถาน เดิมกระทำในเดือนอ้าย ใช้ระยะเวลาเพียงสามวัน ใช้น้ำสังข์รดดับเพลิง เป็นอันเสร็จพิธี ยกเลิกแล้ว

มีพระราชพิธีที่สำคัญที่ยังดำรงอยู่คือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก คือพิธีสถาปนาพระมหากษัตริย์ว่ามีพระราชอำนาจเหนือแผ่นดินอย่างเป็นทางการ ตามความเชื่อของพุทธและฮินดู เช่น การสรงน้ำมุรธาภิเษก และการเปิดประตูศิวาลัยอัญเชิญพระอิศวรเพื่อประทานพร ถวายสังวาลพราหมณ์เพื่อแสดงพระองค์ว่าเป็นพราหมณ์ ถวายพระมหาพิชัยมงกุฎเพื่อเป็นการประกาศปกครองประเทศ โดยมีพราหมณ์หลวงเป็นผู้ประกอบพระราชพิธี[32][70]

พระราชพิธีฉัตรมงคล หมายถึง พระราชพิธีฉลองพระเศวตฉัตรสิริราชกกุธภัณฑ์ พระแสงประจำรัชกาล ทำในวันซึ่งตรงกับวันบรมราชาภิเษกเสวยราชสมบัติตามราชประเพณี ในพระราชพิธี พราหมณ์อ่านประกาศพระราชพิธีฉัตรมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจุดเครื่องบูชาเทพยดาประจำนพปฏลมหาเศวตฉัตร โดยมีพราหมณ์เบิกแว่นเวียนเทียนและเจิมนพปฏลมหาเศวตฉัตร[71][72]

พระราชพิธีพระบรมศพหรือพระศพเจ้านาย มีการก่อสร้างพระเมรุมาศสำหรับประดิษฐานพระบรมโกศหรือพระโกศเจ้านาย ซึ่งเกี่ยวพันกับความเชื่อเรื่องเขาพระสุเมรุของฮินดู และความเชื่อเรื่องพระมหากษัตริย์เป็นการแบ่งภาคของพระเป็นเจ้าลงมาบำรุงโลก เมื่อสวรรคตหรือสิ้นพระชนม์จะถือว่าขึ้นไปจุติเป็นเทวดาบนชั้นฟ้า[73] ในอดีตข้าราชบริพารและราษฎรต้องโกนศีรษะไว้อาลัย ซึ่งเป็นธรรมเนียมการปลงศพของชาวอินเดียฮินดู[74]

นอกจากนี้ยังมีพิธีบวงสรวงพระบรมรูปของพระราชบุพการี ตั้งโต๊ะเครื่องบวงสรวงสังเวยตามคติพราหมณ์ โดยมีพระมหาราชครูพิธี ประธานพระครูพราหมณ์อ่านโองการบวงสรวงหน้าพระบรมรูป โดยมีโหรหลวงลั่นฆ้องชัย พราหมณ์เป่าสังข์ ภูษามาลาแกว่งบัณเฑาะว์[75] และพิธีในอดีตอีกอย่างคือ พิธีกลบบัตรสุมเพลิง เป็นพิธีที่ทำให้พื้นดินบริสุทธิ์ หากมีใครเลือดตกยางออกหรือตายในพระราชฐานชั้นในนับว่าเป็นเสนียดจัญไร ต้องแก้ไขด้วยการปลูกศาลเพียงตา ขุดดินบริเวณที่มีเลือดหรือคนตายกว้างสองศอก ยาวสองศอก และลึกศอกเศษ จากนั้นนำแกลบกลบลงในหลุมสูงหนึ่งศอกแล้วก่อไฟ หยิบเครื่องสังเวยใส่ในกองเพลิงแล้วอ่านโองการ เสร็จแล้วเกลี่ยดินกลบหลุม[76]

ประเพณีราษฎร์[แก้]

ศาสนิกชนจะประกอบพิธีกรรมในศาสนสถาน เพราะเชื่อว่าเทวสถานเป็นที่สิงสถิตของพระเป็นเจ้า มีการประกอบพิธีประจำวันเรียกว่า ยัชญะ เช่น การบูชาตามคำสอนพระเวทหรือการศึกษาพระเวท และการบูชาไฟด้วยการเผาสิ่งต่าง ๆ ลงไป เป็นต้นว่า เนย งาดำ กำยาน ผงไม้จันทน์ เพื่อบูชาเทวดา[32] หรือปรากฏพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น การทำขวัญ การไหว้ครู และการบวงสรวงสังเวย จะมีการทำบายศรี หากเป็นการบวงสรวงสังเวยจะมีเครื่องมัจฉมังสาหาร คืออาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ปรุงสุก หรือกระยาบวช คืออาหารที่ไม่ปรุงด้วยเนื้อสัตว์ บางพิธีจะต้องมีพราหมณ์มาประกอบพิธีให้ โดยการอ่านชุมนุมเทวดาและคำประกาศบวงสรวง ส่วนการไหว้ครูจะมีการตั้งเครื่องบูชา เครื่องมือช่างหรือหัวโขน บายศรี และกระยาบวช ในพิธีจะมีบูชาและสรงน้ำเทวรูป อัญเชิญเทพเจ้าและครูผู้ล่วงลับมารับเครื่องสังเวย[77] โดยหัวโขนในการไหว้ครูจะมีการตั้งหัวโขนเทพฮินดูจำนวนมาก แต่ในโองการถวายเครื่องสังเวยจะกล่าวถึงพระปรคนธรรพ (คือรูปพ่อแก่) และพระพิราพ ส่วนบทไหว้ครูมีเพลงหน้าพาทย์สำหรับพระนารายณ์และพระอิศวรเท่านั้น[41]

ธรรมเนียมเรื่องการไว้จุกของเด็กไทย หลังผ่านพิธีโกนผมไฟ จะเว้นผมบริเวณส่วนกระหม่อม เพราะถือเป็นส่วนที่บางที่สุด จะปล่อยให้ยาวแล้วขมวดมุ่นไว้กลางศีรษะเหมือนผมของเทพเจ้า เพราะคติพราหมณ์เชื่อว่าเด็กจะได้รับการคุ้มครองจากพระผู้เป็นเจ้า เมื่ออายุได้ 11-13 ปี จึงเข้าพิธีโกนจุก เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการก้าวข้ามสู่วัยผู้ใหญ่ ในราชสำนักจะเรียกพระราชพิธีโสกันต์ (สำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นพระองค์เจ้าขึ้นไป) และพิธีเกศากันต์ (สำหรับพระอนุวงศ์ชั้นหม่อมเจ้า) โดยจะมีพิธีพราหมณ์และพิธีสงฆ์พร้อมกันเพื่อความเป็นสิริมงคล แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว คงเหลือแต่การโกนจุกของชาวบ้านที่เทวสถานสำหรับพระนคร[78]

ในคติพราหมณ์ไทย พราหมณ์เป็นผู้ตั้งศาลพระภูมิ อิงจากแนวคิดที่พระอิศวรประทับอยู่ในวิมานบนเขาพระสุเมรุดุจมณฑลจักรวาล ซึ่งพระภูมิเป็นเทวดาเหมือนกัน จึงตั้งด้วยเสาเดียว ผิดกับศาลเจ้าที่ของศาสนาผีซึ่งมีสี่เสา[79]

การแบ่งกลุ่ม[แก้]

พราหมณ์ไทย[แก้]

พราหมณ์ในจิตรกรรมฝาผนังเรื่อง รามเกียรติ์

ในอดีตมีการแบ่งพราหมณ์ไว้สี่ตระกูล คือ พราหมณ์รามราช พราหมณ์พฤฒิบาศ พราหมณ์มหันต์ และพราหมณ์นาฬีวรรณ อพยพมาจากอินเดียมาตั้งแต่ยุคอาณาจักรสุโขทัย ตั้งถิ่นฐานที่เมืองละโว้, เพชรบุรี และนครศรีธรรมราช[80] ซึ่งพราหมณ์มีลักษณะที่ต่างไปจากพราหมณ์อินเดีย อย่างเช่น พราหมณ์พฤฒิบาศ มีต้นสายมาจากเมืองเขมร ซึ่งจะทำพิธีกรรมเกี่ยวกับช้าง[81] ส่วนพราหมณ์นาฬีวรรณ หรือนาลิวัน จะทำพิธีกรรมโล้ชิงช้า รำเขนง หรือเป็นพราหมณ์สยายผมในกระบวนแห่พระบรมศพ[82] และพราหมณ์รามราช คือพราหมณ์ในแถบเมืองนครศรีธรรมราชและเพชรบุรี มีบรรพบุรุษอพยพมาจากเมืองราเมศวรัม รัฐทมิฬนาฑู[83]

ในหนังสือ เรื่องนางนพมาศ หรือ ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ เมื่อ พ.ศ. 2457 ระบุชาติภาษาต่าง ๆ โดยมีพราหมณ์กลุ่มต่าง ๆ ปรากฏในนั้นด้วย ได้แก่ พราหมณ์วัยธึก พราหมณ์เวรำมะเหศร พราหมณ์อะวะตาร พราหมณ์บรมเทสันตรี พราหมณ์พญารี พราหมณ์พฤฒิบาศ พราหมณ์พาราณสี และพราหมณ์อรรคีศะณเวศ[84]

ในพระนิพนธ์ สาส์นสมเด็จ ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงบันทึกคำกราบทูลของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ความว่า "...พราหมณ์ (ในเมืองเรา) แต่ก่อนนี้มี ๓ ชั้น ชั้นสูงเรียก "ไวยทึก" เกล้ามวยบนกระหม่อม ชั้นกลางเรียก "เทสันกรี" เกล้าผมท้ายผมตก ชั้นต่ำเรียก "นาลิวัน" เปลือยผม พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าตรัสติการเกล้าผมบนกระหม่อมว่าเหมือนเด็ก ๆ ดูน่าเกลียด ตรัสสั่งว่าเลิกเสียเถิด แต่นั้นมาก็เลิกเกล้าเมาลี คงเหลือแต่สองอย่าง..." และ "...สันนิษฐานว่า "ไวยทึก" เห็นจะเป็น "ไวทิก" คือผู้ทรงเวท เห็นจะเป็นพราหมณ์ครูมาแต่นอก "เทสันกรี" เห็นจะเป็น "เทศนฺตฺริก" คือพราหมณ์ในประเทศ ลูกพราหมณ์เกิดเมืองนี้ "นาลิวัน" ยังคิดไม่เห็นว่าคืออะไร"[85]

และในพระนิพนธ์ นิราศนครวัด ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ระบุว่า ในกรุงเทพมหานครมีพราหมณ์อยู่สามจำพวกคือ พราหมณ์พิธีเมืองนคร พราหมณ์โหรดาจารย์เมืองพัทลุง และพราหมณ์พฤฒิบาศจากกรุงกัมพูชา ทรงกล่าวอีกว่าพราหมณ์พิธีเมืองนครมีบรรพบุรุษจากเมืองรามนคร พราหมณ์โหรดาจารย์เมืองพัทลุงมาจากเมืองพาราณสี แต่พระองค์ไม่ทราบที่มาของพราหมณ์พฤฒิบาศจึงตรัสถามพระครูพราหมณ์กรุงกัมพูชา ท่านตอบกลับมาว่า "มาแต่พนมไกลาส" พระองค์จึงไม่ทราบที่มาที่ไปของพราหมณ์พฤฒิบาศ[86]

แม้พราหมณ์ไทยจะมีบรรพบุรุษมาจากอินเดีย แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปพวกเขาก็มีรูปพรรณและวิถีชีวิตเช่นชาวไทยทั่ว ๆ ไป[87] ดังพระบรมราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ความว่า "...เมื่อมาพิเคราะห์ดูพราหมณ์ทุกวันนี้ และสังเกตความนับถือของไทยเราทุกวันนี้ พราหมณ์เลวกว่าพระมากหลายเท่า [...] การซึ่งเป็นเช่นนี้เพราะเหตุใด เพราะเราเห็นว่าพราหมณ์นั้นไม่ผิดกับคน ๆ ธรรมดาเลย เวลาจะไปไหนหรืออยู่บ้านเรือน ไม่ได้เข้าวังหรือไปในการมงคล ก็นุ่งผ้าสีต่าง ๆ อย่างคนเราธรรมดา แปลกแต่ไว้ผมยาวเกล้ามวยที่ท้ายทอย การที่เป็นเช่นนี้เพราะความเรียวของพราหมณ์ ซึ่งมาอยู่ในประเทศอื่นไม่มีตระกูลพราหมณ์มาก ก็เสื่อมทรามลงไป ตระกูลก็เจือปนกับคนในพื้นเมือง ความประพฤติก็หันเหียนไปตามคนในพื้นเมือง..."[67]

ปัจจุบันพราหมณ์ไทยแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ คือพราหมณ์หลวงกับพราหมณ์พื้นเมือง แต่หลังการปฏิรูปการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2437 เป็นต้นมา อิทธิพลพราหมณ์ตามหัวเมืองเริ่มเสื่อมลง แต่เหล่าพราหมณ์เองรับศาสนาพุทธเข้ามา เพราะมองว่าสามารถปฏิบัติร่วมกันได้[44] ทั้ง ๆ ที่ทั้งศาสนาฮินดูและพุทธมีความเชื่อที่ต่างกันมาก คือฮินดูเป็นพหุเทวนิยม ขณะที่ศาสนาพุทธเป็นแบบอเทวนิยม[15] และพลวัตทางสังคมที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้บวชเป็นพราหมณ์น้อยลงตามลำดับ[44] บ้างก็ว่าพราหมณ์ใช้ชีวิตไม่ต่างจากชาวบ้านทั่วไป ผิดกับพระสงฆ์ที่ได้รับความนิยมมากกว่า ดูเคร่งครัดน่าเลื่อมใสกว่า[67]

พราหมณ์พื้นเมือง[แก้]

เสาชิงช้าบริเวณวัดเพชรพลี ซึ่งเดิมเป็นชุมชนพราหมณ์แหล่งใหญ่ในเพชรบุรี

พราหมณ์พื้นเมืองมีการสืบทอดทางสายเลือด และมีความรู้เกี่ยวกับพิธีกรรมไม่มากนัก ปัจจุบันเหลือพราหมณ์เพชรบุรี พราหมณ์สุราษฎร์ธานี พราหมณ์นครศรีธรรมราช พราหมณ์ตรัง และพราหมณ์พัทลุง ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่น้อยมากหรือบางแห่งอาจสูญไปแล้ว เช่นที่จังหวัดระยองและจันทบุรี[87]

โดยพราหมณ์ที่ยังคงมีอยู่ เช่น พราหมณ์นครศรีธรรมราช มีประวัติความเป็นมายาวนาน สืบทอดมาจากบรรพบุรุษจากอินเดียใต้ไม่ต่ำกว่าพุทธศตวรรษที่ 10 มีร่องรอยการนับถือลัทธิไศวะ และลัทธิไวษณพ พบศาสนสถานที่ยังหลงเหลืออยู่ในอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชและสิชล ได้แก่ หอพระอิศวร, ฐานพระสยม, โบสถ์พราหมณ์ และโบราณสถานเขาคาของลัทธิไศวะ และหอพระนารายณ์ของลัทธิไวษณพ ซึ่งเกือบทั้งหมดล้วนได้รับการบูรณะใหม่ในชั้นหลัง[88] แต่ก็พบว่าศาสนสถานหลายแห่งถูกแปรเป็นวัดพุทธ[89]

พราหมณ์เพชรบุรีถือเป็นชุมชนพราหมณ์เก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาสืบเนื่องมาจนถึงยุคปัจจุบัน[90] โดยมีบรรพบุรุษอพยพขึ้นไปจากนครศรีธรรมราช[9] กรมหลวงอภัยนุชิต และกรมหลวงพิพิธมนตรี (ภายหลังเป็นกรมพระเทพามาตุ) พระมเหสีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ก็มีพระราชชนนีเป็นหญิงเชื้อพราหมณ์บ้านสมอปรือ เมืองเพชรบุรี[91] ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราช พราหมณ์ที่นี่มีความเป็นอยู่ค่อนข้างดี พูดจาพาทีไพเราะ นิยมรับประทานเนื้อปู ปลา และหอย[92]

พราหมณ์พัทลุง บรรพบุรุษอพยพมาจากอินเดียตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11[93] ปัจจุบันมีพราหมณ์ราว 3-4 คน มีขนบธรรมเนียมต่างจากพราหมณ์แหล่งอื่นในประเทศไทย พวกเขายังประกอบพิธีกรรมปีใหม่พราหมณ์ (หนึ่งค่ำเดือนสี่) มีธรรมเนียมการฝังศพพราหมณ์ด้วยการนั่งตายที่ป่าช้าแขกชี มีการโกนศีรษะและไว้ปอยผมขนาดน้อยที่ท้ายทอย และสวมหมวกสีขาวแทนการโพกศีรษะ สวมโจงกระเบน สวมเสื้อตัวยาว สวมสายยัชโญปวีต ห้อยประคำที่ทำจากเขาวัว และสวมแหวนโคนนทิ หากจะบวชเป็นพราหมณ์ต้องมีพระภิกษุเชื้อสายพราหมณ์มาประกอบพิธี และบวชในช่วงปีใหม่พราหมณ์เท่านั้น[87] โดยพราหมณ์พัทลุงจะไม่บริโภคเนื้อวัว และปลาไหล[44]

ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะเรียกปราชญ์ประจำชุมชนว่าหมอพราหมณ์ ซึ่งต้องเป็นผู้รักษาศีล เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและพิธีกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับความสิริมงคล[94] เป็นกลุ่มคนพื้นเมืองที่ได้รับอิทธิพลจากชนชั้นพราหมณ์ของศาสนาฮินดู ซึ่งต่างไปจากพราหมณ์ในภาคอื่น ๆ ชาวอีสานมีความเชื่อเรื่องเทพเจ้าฮินดูบ้าง เช่น พระอินทร์ พระพรหม และพระยม แต่มีอิทธิพลน้อยมากหากเทียบกับศาสนาพุทธหรือศาสนาผี[14]

พราหมณ์หลวง[แก้]

ส่วนพราหมณ์หลวงจะกระทำพิธีกรรมทางศาสนาที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์เป็นส่วนใหญ่ โดยมากบรรพบุรุษมีเชื้อสายอินเดียภาคใต้[2][95] เรียกว่า พราหมณ์รามเหศร์[96] แต่การตัดขาดจากแผ่นดินแม่ ทำให้รับวัฒนธรรมไทยอย่างสูง และมีวัตรปฏิบัติต่างจากพราหมณ์อินเดีย[55] มีการสืบสายเลือด ถ่ายทอดองค์ความรู้กันในตระกูล และต้องผ่านการบวชที่เทวสถานสำหรับพระนครที่กรุงเทพมหานครเพียงแห่งเดียว และบวชปีละครั้งในช่วงตรียัมพวาย[8] ผู้จะเป็นพราหมณ์หลวงได้จะต้องได้รับการยอมรับจากหัวหน้าคณะพราหมณ์ราชสำนักจึงได้บวช เรียกว่า บวชสามสาย หากได้รับการพิจารณาว่าเหมาะสมที่จะเป็นพราหมณ์ราชสำนัก จะถูกส่งชื่อไปยังกองพระราชพิธี บรรจุเป็นพราหมณ์ราชสำนัก เมื่อพระครูพราหมณ์เห็นชอบ จึงได้บวชเรียกว่า บวชหกสาย จากนั้นจึงเสนอชื่อต่อกองพระราชพิธี และส่งต่อสำนักพระราชวัง เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป[97] ปัจจุบันมีพระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ (ชวิน รังสิพราหมณกุล) เป็นประธานพระครูพราหมณ์[98] ศาสนิกชนจะเรียกว่า "หลวงพ่อ" หรือ "คุณพระ"[38]

การบวชของพราหมณ์หลวงต่างจากอินเดีย เพราะทำอย่างการอุปสมบทของพระสงฆ์ในศาสนาพุทธ กล่าวคือผู้ที่จะขอบวชพราหมณ์ต้องเอาบริขารไปกราบขอบวชกับพระครูพราหมณ์ เปรียบพระอุปัชฌาย์ แล้วพระครูพราหมณ์จะมอบสายธุรำหรือธุหร่ำ (คือสายยัชโญปวีต) คล้องอย่างอังสะ[99] ศึกษาษัฎศาสตร์หรือเวทางคศาสตร์ 6 ประการ ได้แก่ ศึกษาศาสตร์, ฉันทศาสตร์, ไวยากรณศาสตร์, นิรุกติศาสตร์, โชยติษศาสตร์ และกัลปศาสตร์[38] และเมื่อเป็นพราหมณ์หลวงแล้ว ก็ต้องไว้ผมมวย ไม่ตัดหรือเล็มผมออก หากทำก็จะถือว่าขาดจากการเป็นพราหมณ์ และจะต้องมัดผมไว้ตลอด ไม่ปล่อยผมในที่สาธารณะนอกเสียจากพระราชพิธีพระบรมศพหรือพระศพเท่านั้น[100] พราหมณ์หลวงยังคงธรรมเนียมกราบพระอย่างโบราณมาตั้งแต่กรุงเก่า เช่นการนุ่งห่มผ้า การใช้ผ้ากราบ และการนั่งกระหย่งไหว้[101] ใน พ.ศ. 2560 มีพราหมณ์หลวงจำนวน 16 คน[8][98] พราหมณ์หลวงจะเกษียณออกจากราชการเมื่ออายุ 60 ปี สามารถต่ออายุราชการได้ หรือขอลาออกจากราชการก็ได้ หากประกอบความดีความชอบก็จะได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และบรรดาศักดิ์ชั้นต่าง ๆ[38]

นอกจากภาษาไทย พราหมณ์หลวงจะต้องศึกษาภาษาทมิฬและสันสกฤตสำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ตำรับตำราทางศาสนาปรากฏทั้งอักษรไทย และอักษรคฤนถ์ บ้างเรียกอักษรเฉียงพราหมณ์ ในอดีตพราหมณ์มีหน้าที่ถวายพระอักษรแก่พระบรมวงศานุวงศ์ รวมทั้งแต่งตำรา และวรรณคดี เช่น จินดามณี ซึ่งเป็นตำราเรียนภาษาไทยแบบแรกของไทย[24]

พราหมณ์หลวงทั้งหมดนับถือศาสนาพุทธ หากแต่บูชาเทพเจ้าฮินดูไปด้วย[33] รวมทั้งต้องแสดงความเคารพพระสงฆ์อย่างสูง[7] ปฏิบัติบูชาตามลัทธิไศวะเป็นหลักเช่นเดียวกับพราหมณ์เพชรบุรีและนครศรีธรรมราช[87] ทั้งนี้พราหมณ์หลวงจะมีข้อห้ามในการรับประทานอาหารต่างจากพราหมณ์อินเดียซึ่งส่วนใหญ่เป็นมังสวิรัติ แต่พราหมณ์ไทยสามารถรับประทานเนื้อสัตว์ได้[102] พราหมณ์หลวงมีอาหารเฉพาะกลุ่มเช่น ข้าวเวทย์ คือข้าวที่หุงด้วยน้ำอ้อยและนม หรือหุงด้วยกะทิ[103] รับประทานเนื้อสัตว์อย่างปลา ไก่ หรือหมู และอาหารห้าธาตุ[104] แต่ห้ามกินปลาไหล วัว หนู และสัตว์ต้องห้ามตามพระธรรมวินัยของพระสงฆ์ในพุทธศาสนา[7] ในช่วงพระราชพิธีตรียัมพวาย พราหมณ์จะต้องถือพรตรับประทานอาหารมังสวิรัติตลอดพิธีนาน 15 วัน[38]

ชาวอินเดียฮินดู[แก้]

มีการปรากฏตัวของชาวอินเดียหรือที่เรียกรวม ๆ ว่าแขก มาตั้งแต่อาณาจักรสุโขทัยและอยุธยาดังปรากฏในเอกสารของชาวต่างประเทศ ส่วนชาวอินเดียร่วมสมัยอพยพเข้าประเทศไทยช่วง พ.ศ. 2463 และช่วงครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 19[105] ปรากฏในเอกสารช่วงรัตนโกสินทร์เรียกชนกลุ่มนี้ว่า พราหมณ์ฮินดู หรือ ฮินดู่[96] พราหมณ์แขกเหล่านี้อพยพมาจากรัฐอุตตรประเทศและทมิฬนาฑู[87] ไม่มีบทบาทหรือยุ่งเกี่ยวกับพระราชพิธีในราชสำนัก เพราะถูกมองว่าเป็นคนต่างด้าว และคงประพฤติตามธรรมเนียมของตนโดยไม่เปลี่ยนไปตามกระแสวัฒนธรรมไทย[106] มักทำพิธีแก่ชุมชนเชื้อสายอินเดียด้วยกัน และเป็นพราหมณ์ต่อกันไม่กี่รุ่น[87]

มีศาสนสถานสำคัญคือวัดพระศรีมหาอุมาเทวี, วัดเทพมณเฑียร สมาคมฮินดูสมาช ย่านเสาชิงช้า, วัดวิษณุ สมาคมฮินดูธรรมสภา แถบยานนาวา,[107] วัดเทพมณเฑียร สมาคมไทย-ฮินดู เชียงใหม่ และวัดอินเดีย มูลนิธิภูเก็ตตันดายูดาปานี[108] สามารถจำแนกประเภทของกลุ่มศาสนิกได้จากศาสนสถาน คือ วัดพระศรีอุมาเทวีจะเป็นศูนย์รวมของชาวฮินดูเชื้อสายทมิฬ[109][110][111] และเบงกอล, วัดเทพมณเฑียร สมาคมฮินดูสมาช เป็นศูนย์รวมของชาวสินธ์และปัญจาบ และวัดวิษณุ สมาคมฮินดูธรรมสภา เป็นศูนย์รวมของชาวอุตตรประเทศ[112]

อย่างไรก็ตามทั้งพราหมณ์ไทยและพราหมณ์อินเดียจะแยกอยู่กันคนละพวก แต่เมื่อประชาคมฮินดูอินเดียเพิ่มจำนวนขึ้นจึงมีการรวมตัวกันอย่างหลวม ๆ กับพราหมณ์ไทยในนามองค์กรศาสนาพราหมณ์-ฮินดูแห่งประเทศไทย โดยให้พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ (ชวิน รังสิพราหมณกุล) เป็นประธาน แต่พราหมณ์ทั้งสองกลุ่มจะปกครองศิษย์และศาสนิกชนของตนไม่ก้าวก่ายกัน[96]

ประชากรศาสตร์[แก้]

ปราสาทเมืองต่ำ เป็นเทวสถานสมัยขอมเรืองอำนาจ ยุคก่อนรัตนโกสินทร์

พ.ศ. 2542 สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน ระบุจำนวนผู้นับถือศาสนาฮินดูในไทยว่ามีไม่ถึง 4,000 คน[113] พ.ศ. 2548 มีผู้นับถือศาสนาฮินดูในไทยจำนวน 52,631 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.09 ของประชากรทั้งหมด[114] พ.ศ. 2553 มีผู้นับถือศาสนาฮินดูในไทยจำนวน 41,808 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.06 ของประชากรทั้งหมด[115] และ พ.ศ. 2558 มีผู้นับถือศาสนาฮินดูในไทยจำนวน 22,110 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.03 ของประชากรทั้งหมด[116]

ส่วนสำนักวิจัยพิวประมาณการว่า พ.ศ. 2552 มีผู้นับถือศาสนาฮินดูในไทยราวร้อยละ 0.1 ถือเป็นศาสนาที่เติบโตเร็วที่สุดของไทย และคาดการณ์ไว้ว่า พ.ศ. 2593 จะมีผู้นับถือศาสนาฮินดูร้อยละ 0.2[117]

ศาสนสถาน[แก้]

ตามคติฮินดูจะมีการสร้างศาสนสถานสำหรับอุทิศแก่พระเป็นเจ้าเป็นจุดศูนย์กลาง มีวิหารล้อมรอบสี่ด้าน เปรียบเป็นศูนย์กลางจักรวาล ในอดีตส่วนใหญ่มักทำด้วยศิลา และโคปุระเป็นซุ้มประตูใหญ่อยู่ด้านล่างสุดสำหรับทำสมาธิ เมื่อเข้าสู่เทวสถานในชั้นถัดมาจะมีพระมหามนเทียรเป็นที่ประทับของกษัตริย์และเป็นที่พักของผู้แสวงบุญ และชั้นบนสุดเรียกว่ามหาปราสาท เป็นที่ประทับของพระเป็นเจ้า โดยมากจะประดิษฐานศิวลึงค์[118] ทั้งนี้สามารถจำแนกประเภทของศาสนสถานออกเป็นสองยุคใหญ่ ๆ คือ[119]

  1. เทวสถานที่สร้างก่อนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นศาสนสถานที่สร้างตามหัวเมืองใหญ่ในอดีตสำหรับประกอบพิธีของพราหมณ์ โดยมากสร้างโดยศิลา มีการแกะสลักเรื่องราวเทพเจ้าต่าง ๆ และประดับด้วยประติมากรรมเทวรูปทั้งศิลปะขอม ทวารวดี และศรีวิชัย ส่วนใหญ่เป็นซากปรักหักพังไปแล้ว[119]
  2. เทวสถานที่สร้างในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นศาสนสถานตามหัวเมืองใหญ่ร่วมสมัย สำหรับประกอบพิธีพราหมณ์ โดยมากเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน มีหลายรูปแบบ เช่น เทวสถานสำหรับพระนครเป็นโครงสร้างแบบไทยประเพณีโดยได้รับอิทธิพลจากศิลปะอยุธยา[118] ส่วนวัดพระศรีมหาอุมาเทวี เป็นศิลปะทราวิฑ และวัดเทพมณเฑียร สมาคมฮินดูสมาช ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมของเมืองชัยปุระ ประเทศอินเดีย เป็นต้น[118]

อิทธิพล[แก้]

จิตรกรรมรูปเทวดาในเรื่อง รามเกียรติ์
บุหรงฆาเฆาะซูรอ (กากสุระ) ในพิธีแห่นกของปัตตานี

วัฒนธรรมไทยได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดูอยู่หลายประการ ทั้งด้านขนบธรรมเนียมประเพณี พิธีกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม และวรรณกรรม แต่ธรรมเนียมหลายประการก็สาบสูญไปแล้ว[120] เช่น พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์, พระราชพิธีศิวาราตรี[121] และการโล้ชิงช้าในพระราชพิธีตรียัมพวาย-ตรีปวาย[120][122] บางธรรมเนียมก็ได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดู เช่น ประเพณีเจี๊ยะฉ่าย หรือประเพณีถือศีลกินผักของจังหวัดภูเก็ต ในงานจะมีขบวนแห่ที่ประกอบไปด้วยม้าทรง มีการทรมานร่างกายตนเองด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น มีดกรีดลิ้น หรือนำวัสดุต่าง ๆ แทงบนใบหน้าหรือร่างกาย เพื่อให้ทราบว่าเทพเจ้าลงมาจุติแล้วจึงไม่มีอาการเจ็บปวดใด ๆ[123] ลักษณะใกล้เคียงกับประเพณีไทปูซัม ซึ่งเป็นวันเฉลิมฉลองการประสูติของพระขันทกุมารของชาวทมิฬ ซึ่งผู้เข้าร่วมพิธีจะแบกกาวาดีและเจาะตามร่างกายด้วยห่วงแหลมอย่างเดียวกัน[124] ส่วนดินแดนแถบปัตตานีก็ยังมีอิทธิพลฮินดูอยู่บ้าง คือ การทำบุหงาซีเระ และพิธีแห่นก เดิมใช้สำหรับต้อนรับอาคันตุกะของเจ้าผู้ครอง แต่ต่อมาถูกดัดแปลงไปใช้ในพิธีสำคัญ เช่น พิธีสุหนัต หรือประกวดแข่งขันความสวยงาม ถือเป็นธรรมเนียมฮินดูเพียงไม่กี่อย่างที่ยังหลงเหลืออยู่ เพราะไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาโดยตรง[125][126]

ก.ศ.ร. กุหลาบ เขียนไว้ในหนังสือ ต้นเหตุเสาชิงช้า ระบุว่า "พุทธ์กับไสยย่อมอาศรัยแก่กัน" และ "...จนทุกวันนี้ก็ยังมีขนบธรรมเนียมของไทยทำการมงคลอันใด ก็พอใจใช้พระสงฆ์แกมกับพราห์มณ์ปนกันอยู่หลายชนิด...บางทีไม่ใช้พราหมณ์ก็มีบ้าง แต่ยังคงสิ่งของเครื่องมงคลในมณฑลพิธีนั้น แต่ล้วนเปนสิ่งของตามแบบอย่างของพราหมณ์ทั้งสิ้น..."[127]

ด้านประติมานวิทยา สังเกตจากตำราเทวรูปและเทวดานพเคราะห์ พบว่าไทยได้รับอิทธิพลศาสนาฮินดูตั้งแต่ยุคฟื้นฟูจักรวรรดิวิชัยนครในแถบอินเดียใต้เป็นต้นมา[120] ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีการหล่อเทวรูป 39 องค์สำหรับใช้ในพระราชพิธี และยังมีการดัดแปลงเทวรูปตามธรรมเนียมไทยคือมีการสร้างเทวรูปที่มีพระพุทธรูปประทับอยู่บนพระเศียร[66] ส่วนวรรณกรรมก็ได้รับอิทธิพลจากอินเดียตอนใต้ เช่น รามเกียรติ์ และทศาวตารของพระวิษณุของไทยก็ตรงกับคติฮินดูของอินเดียใต้[120]

โดยสรุปแล้วประเทศไทยมีการรับอิทธิพลจากศาสนาฮินดูมานาน ต่อมาได้นำมาประยุกต์ให้เข้ากับขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อดั้งเดิม และศาสนาพุทธจนกลายเป็นเอกลักษณ์ในตนเอง[120]

อ้างอิง[แก้]

เชิงอรรถ
  1. "Population by religion, region and area, 2015" (PDF). NSO. Archived (PDF) from the original on 4 March 2020. สืบค้นเมื่อ 12 October 2017.
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 2.5 2.6 2.7 พสิษฐ์ ไชยวัฒน์ (5 พฤศจิกายน 2561). "สัมภาษณ์ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง: ฮินดู...อีกมุมที่คนไทยไม่รู้จัก". ประชาไท. สืบค้นเมื่อ 11 พฤษภาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  3. 3.0 3.1 Erick White (5 พฤศจิกายน 2561). "นาฏกรรมของศาสนาฮินดูในมหานครกรุงเทพฯ: เทศกาลพิธีกรรมและพหุนิยมทางศาสนาในสภาพแวดล้อมทางสังคมไทยพุทธของเมืองใหญ่". Kyoto Review. สืบค้นเมื่อ 11 พฤษภาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  4. บำรุง คำเอก (พฤษภาคม–สิงหาคม 2558). "อิทธิพลศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น". Veridian E-Journal (8:2), หน้า 2399
  5. "Ramakien". Royal Thai Embassy.
  6. "The concept of Garuda in Thai society".
  7. 7.0 7.1 7.2 7.3 ภารตะ-สยาม ? ผี พราหมณ์ พุทธ ?, หน้า 15
  8. 8.0 8.1 8.2 8.3 8.4 8.5 จารุวรรณ ด้วงคำจันทร์ (26 กันยายน 2560). "สนทนาเรื่องศาสนาพราหมณ์ที่โบสถ์พราหมณ์เสาชิงช้า กับพราหมณ์ตรัณ บุรณศิริ". มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์. สืบค้นเมื่อ 11 พฤษภาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  9. 9.0 9.1 9.2 9.3 9.4 9.5 "ความเป็นมาของศาสนาพราหมณ์และคณะพราหมณ์ในสยามประเทศ". มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. สืบค้นเมื่อ 12 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  10. 10.0 10.1 10.2 "ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู" (PDF). กระทรวงวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 11 พฤษภาคม 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  11. Sikhoraphum, Thailand, Arts & Archaeology Journal
  12. บำรุง คำเอก (พฤษภาคม–สิงหาคม 2558). "อิทธิพลศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น". Veridian E-Journal (8:2), หน้า 2402
  13. 13.0 13.1 13.2 13.3 บำรุง คำเอก (พฤษภาคม–สิงหาคม 2558). "อิทธิพลศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น". Veridian E-Journal (8:2), หน้า 2400
  14. 14.0 14.1 พระมหาธงชัย ฐิตโสภโน และคณะ (มกราคม–มิถุนายน 2560). "คุณค่าและอิทธิพลของกลุ่มปราสาทขอมที่มีต่อคนท้องถิ่นจังหวัดศรีสะเกษ". วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์ (4:1), หน้า 55-62
  15. 15.0 15.1 เทพพร มังธานี (มกราคม–มิถุนายน 2554). "ฮูปแต้มในสิมอีสาน : ภาพสะท้อนของความหลากหลายของลัทธิความเชื่อ". วารสารศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (3:1), หน้า 41-54
  16. ภารตะ-สยาม ? ผี พราหมณ์ พุทธ ?, หน้า 13-14
  17. "วัดกำแพงแลง". การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. สืบค้นเมื่อ 13 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  18. "วัดพระพายหลวง". กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา. สืบค้นเมื่อ 13 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  19. "ความเป็นมาของวัดศรีสวาย เดิมทีคือ "เทวสถาน" ภายหลังดัดแปลงเป็นวัด". ศิลปวัฒนธรรม. 29 มีนาคม 2562. สืบค้นเมื่อ 13 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  20. ภูมิหลังและวัฒนธรรมประเพณีของลังกาสุกะ (PDF). มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. p. 52.
  21. สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์. "สายใยแห่งภราดรภาพ : บนสายรากวัฒนธรรมไทยทักษิณกับมลายูตอนบน". ไทยใต้ มลายูเหนือ : ปฏิสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์บนคาบสมุทรแห่งความหลากหลาย, หน้า 390
  22. ทักษะวัฒนธรรม, หน้า 108-109
  23. วลัยลักษณ์ ทรงศิริ. "แผ่นดินภายใน". ยาลอเป็นยะลา ความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองและคนรุ่นใหม่ในเมืองและปริมณฑลเมืองยะลา, หน้า 40
  24. 24.0 24.1 "บทบาทหน้าที่ของพราหมณ์ต่อราชสำนักสยาม". มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. สืบค้นเมื่อ 12 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  25. "ชุมชนโบสถ์พราหมณ์". หอสมุดท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  26. บำรุง คำเอก (พฤษภาคม–สิงหาคม 2558). "อิทธิพลศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น". Veridian E-Journal (8:2), หน้า 2404
  27. ทิพยประติมา, หน้า 110-111
  28. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (23 พฤศจิกายน 2560). "เมื่อเทพถูกไล่ที่ – กรณีเทพฮินดูในพุทธสถาน". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  29. 29.0 29.1 29.2 29.3 29.4 29.5 "พระราชพิธีสิบสองเดือนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์". มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์. 6 มิถุนายน 2559. สืบค้นเมื่อ 17 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  30. นิกรณ์ สมศรี (10 มกราคม 2563). "กทม. ร่วมงานพระราชพิธีตรียัมพวาย-ตรีปวาย ณ เทวสถาน โบสถ์พราหมณ์". สำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร. สืบค้นเมื่อ 17 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  31. "โบสถ์พราหมณ์". กทม. Now Connect. 11 มกราคม 2563. สืบค้นเมื่อ 17 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  32. 32.0 32.1 32.2 32.3 32.4 32.5 32.6 "ประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อที่กระทำ ณ เทวสถานทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด". มูลนิธิสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  33. 33.0 33.1 33.2 33.3 คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (พฤษภาคม–สิงหาคม 2561). "เทวนิยมอินเดีย : เส้นทางและปรากฏการณ์ในสังคมไทย". Veridian E-Journal (11:2), หน้า 1595
  34. แคทรียา อังทองกำเนิด (กรกฎาคม-ธันวาคม 2559). "“พุทธาวตาร” กับ “ทศรถชาดก” : พุทธในพราหมณ์-ฮินดู พราหมณ์-ฮินดูในพุทธ" (PDF). ไทยศึกษา (12:2). p. 23. Check date values in: |year= (help)
  35. ราม วชิราวุธ. "ลิลิตนารายณ์สิบปาง ปางที่ ๙ พุทธาวตาร". วชิรญาณ. สืบค้นเมื่อ 8 เมษายน 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  36. Upendra Thakur (1986). Some Aspects of Asian History and Culture. Abhinav. pp. 27–28. ISBN 978-81-7017-207-9.
  37. Norman Cutler (1979). Consider Our Vow: Translation of Tiruppāvai and Tiruvempāvai Into English. Muttu Patippakam. p. 13.
  38. 38.0 38.1 38.2 38.3 38.4 นิรมล มูนจินดา (มกราคม 2546). "โลกหลายใบของเด็กชายพราหมณ์". สารคดี. สืบค้นเมื่อ 13 พฤษภาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  39. "นารายณ์สิบปาง Thailand Edition". Story Log. 29 กันยายน 2562. สืบค้นเมื่อ 19 พฤษภาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  40. บำรุง คำเอก, ดร. (มกราคม-มิถุนายน 2549). "อิทธิพลศาสนาพราหมณ์-ฮินดูต่อวัฒนธรรมประเพณี รูปแบบศิลปะ และวรรณกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น". ดำรงวิชาการ (5:1). p. 192-194. Check date values in: |year= (help)
  41. 41.0 41.1 คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (16 พฤศจิกายน 2560). "ไม่มีพระพรหมและพระคเณศในพิธีไหว้ครูโขนละครและดนตรี". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  42. แคทรียา อังทองกำเนิด (กรกฎาคม-ธันวาคม 2559). "“พุทธาวตาร” กับ “ทศรถชาดก” : พุทธในพราหมณ์-ฮินดู พราหมณ์-ฮินดูในพุทธ" (PDF). ไทยศึกษา (12:2). p. 24-26. Check date values in: |year= (help)
  43. บำรุง คำเอก, ดร. (มกราคม-มิถุนายน 2549). "อิทธิพลศาสนาพราหมณ์-ฮินดูต่อวัฒนธรรมประเพณี รูปแบบศิลปะ และวรรณกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น". ดำรงวิชาการ (5:1). p. 190. Check date values in: |year= (help)
  44. 44.0 44.1 44.2 44.3 "ศาสนาพราหมณ์ในไทย" Check |url= value (help). พราหมณ์. 15 กันยายน 2561. สืบค้นเมื่อ 9 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  45. "ประวัติความเป็นมา". โบราณสถานตุมปัง. สืบค้นเมื่อ 11 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  46. 46.0 46.1 ภารตะ-สยาม ? ผี พราหมณ์ พุทธ ?, หน้า 19
  47. อมนุษย์นิยาย, หน้า 63
  48. 48.0 48.1 "ทำไมต้องเรียก "ขนมต้ม" คู่แฝด "ขนมโมทกะ"". Matichon Academy. 26 กันยายน 2560. สืบค้นเมื่อ 18 พฤษภาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  49. ประคอง นิมมานเหมินท์ (เมษายน-มิถุนายน 2548). นิทานพระรามในฐานะวรรณกรรมพุทธศาสนา (PDF). วารสารราชบัณฑิตยสถาน (30:2). p. 459-469. Check date values in: |year= (help)
  50. อมนุษย์นิยาย, หน้า 105
  51. 51.0 51.1 เสถียรโกเศศ และ นาคะประทีป. "พระคเณศ" "วรรณคดี "พระคเณศ"". วชิรญาณ. สืบค้นเมื่อ 25 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  52. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (27 พฤษภาคม 2559). "'พระพิฆเนศวร์' ที่อินเดียไม่รู้จัก". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 24 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  53. ภารตะ-สยาม ? ผี พราหมณ์ พุทธ ?, หน้า 119-120
  54. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (พฤษภาคม–สิงหาคม 2561). "เทวนิยมอินเดีย : เส้นทางและปรากฏการณ์ในสังคมไทย". Veridian E-Journal (11:2), หน้า 1592
  55. 55.0 55.1 คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (พฤษภาคม–สิงหาคม 2561). "เทวนิยมอินเดีย : เส้นทางและปรากฏการณ์ในสังคมไทย". Veridian E-Journal (11:2), หน้า 1593
  56. อมนุษย์นิยาย, หน้า 60
  57. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (21 มิถุนายน 2561). "เล่าเรื่องเครื่องสังเวย ตอนที่ 2". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 24 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  58. "ขนมโค (ตือปง นอแน)". สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดปัตตานี. 25 กรกฎาคม 2556. สืบค้นเมื่อ 13 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  59. ภารตะ-สยาม ? ผี พราหมณ์ พุทธ ?, หน้า 101-107
  60. ภารตะ-สยาม ? ผี พราหมณ์ พุทธ ?, หน้า 142-143
  61. "อดีตดาราดาวร้าย ส่งต่อศรัทธาจากความเชื่อ 3 วิมานเทพเสริมมงคล". ไทยรัฐออนไลน์. 14 มีนาคม 2563. สืบค้นเมื่อ 19 พฤษภาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  62. ภารตะ-สยาม ? ผี พราหมณ์ พุทธ ?, หน้า 8-9
  63. ภารตะ-สยาม ? ผี พราหมณ์ พุทธ ?, หน้า 177
  64. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (15 มีนาคม 2561). "ภาษาเทพ รับขันธ์ และ สวดโซฮา : นวัตกรรมจากวัฒนธรรม "เจ้าทรง" ไทย". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  65. 65.0 65.1 "พระราชพิธีที่เกี่ยวกับการทำ มาหากิน". มูลนิธิสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  66. 66.0 66.1 บำรุง คำเอก, ดร. (มกราคม-มิถุนายน 2549). "อิทธิพลศาสนาพราหมณ์-ฮินดูต่อวัฒนธรรมประเพณี รูปแบบศิลปะ และวรรณกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น". ดำรงวิชาการ (5:1). p. 188-191. Check date values in: |year= (help)
  67. 67.0 67.1 67.2 จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. "พระราชพิธีสิบสองเดือน - พระราชพิธีเดือน 10". วชิรญาณ. สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  68. "ความหมายของพระราชพิธี รัฐพิธี และพิธี" (PDF). สำนักงานเลขานุการตำรวจ. สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  69. จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. "พระราชพิธีสิบสองเดือน". วชิรญาณ. สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  70. "คำที่ควรรู้เกี่ยวกับ "พระราชพิธีบรมราชาภิเษก" (๒)". พีพีทีวี. 31 กรกฎาคม 2563. สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  71. กรกมล ทิมแถวสุต. "ฉัตรมงคล วันมหามงคลสมัย". กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 21 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  72. "สมเด็จพระบรมฯ เสด็จฯ ในการพระราชพิธีฉัตรมงคล". ไทยพีบีเอส. 5 พฤษภาคม 2559. สืบค้นเมื่อ 21 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  73. "พระเมรุมาศ พระเมรุ ในความเชื่อสังคมไทย". ศิลปวัฒนธรรม. 14 ตุลาคม 2560. สืบค้นเมื่อ 21 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  74. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (28 ตุลาคม 2559). "พิธีเกี่ยวกับความตายในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 24 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  75. "'ในหลวง-พระราชินี' ทรงประกอบพิธีบวงสรวงพระบรมรูป ร.9". กรุงเทพธุรกิจ. 6 เมษายน 2563. สืบค้นเมื่อ 22 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  76. กิเลน ประลองเชิง (2 เมษายน 2562). "กลบบัตรสุมเพลิง". ไทยรัฐออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  77. "ชนิดของบายศรีที่ใช้ในพิธี". มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. สืบค้นเมื่อ 21 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  78. "ธรรมเนียมการแต่งกายในพระราชพิธีโสกันต์". Art Bangkok. สืบค้นเมื่อ 22 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  79. "ความเชื่อเรื่องการตั้งศาลพระภูมิ". กระทรวงวัฒนธรรม. 13 มกราคม 2559. สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  80. นาย ก.ศ.ร. กุหลาบแห่งกรุงสยาม, 283-284
  81. อายัณโฆษณ์ (2558). "เรื่องพระคเณศที่เกี่ยวข้องกับช้าง". วชิรญาณ. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  82. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (4 พฤศจิกายน 2559). ""นาลิวัน" คือใคร?". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  83. สุจิตต์ วงษ์เทศ (20 มีนาคม 2560). "เพชรบุรีมีเจ๊กกับแขก". มติชนออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 13 พฤษภาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  84. กรุงเทพฯ มาจากไหน ?, หน้า 192
  85. ราม วชิราวุธ. "สาส์นสมเด็จ". วชิรญาณ. สืบค้นเมื่อ 13 พฤษภาคม 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  86. นิราศนครวัด, หน้า 48-49
  87. 87.0 87.1 87.2 87.3 87.4 87.5 คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (16 เมษายน 2563). "พราหมณ์พัทลุง และความหลากหลาย ของ "พราหมณ์พื้นเมือง" ในไทย". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 13 พฤษภาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  88. "ศาสนาพราหมณ์ในนครศรีธรรมราช" (PDF). พิพิธภัณฑ์เมืองนครศรีธรรมราช. สืบค้นเมื่อ 11 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  89. "วัดเก่าแก่บนสันทรายเมืองนครศรีธรรมราช (ตอนที่ 10)". วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร. 29 มีนาคม 2560. สืบค้นเมื่อ 13 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  90. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ (8 ธันวาคม 2559). "เจดีย์พุทธ ยุคอยุธยา บ้านพราหมณ์ สมอพลือ จ.เพชรบุรี". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 14 มิถุนายน 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  91. คำให้การชาวกรุงเก่า. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และเอกสารอื่น. นนทบุรี : ศรีปัญญา, 2559, หน้า 623
  92. กิเลน ประลองเชิง (22 มกราคม 2562). "พราหมณ์สมอพลือ". ไทยรัฐออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 14 มิถุนายน 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  93. "พราหมณ์สายพัทลุงที่ยังมีชีวิตอยู่" Check |url= value (help). พราหมณ์. สืบค้นเมื่อ 9 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  94. "ที่นี่บ้านเรา : หมอพราหมณ์". ไทยพีบีเอส. 6 พฤษภาคม 2558. สืบค้นเมื่อ 17 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  95. "The new Brahmins". สืบค้นเมื่อ 4 March 2020.
  96. 96.0 96.1 96.2 กรุงเทพฯ มาจากไหน ?, หน้า 196-197
  97. "ตำแหน่งพระครูพราหมณ์". มูลนิธิสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  98. 98.0 98.1 "คณะพราหมณ์". เทวสถานโบสถ์พราหมณ์. สืบค้นเมื่อ 13 พฤษภาคม 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  99. ภารตะ-สยาม ? ผี พราหมณ์ พุทธ ?, หน้า 43-44
  100. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (9 พฤศจิกายน 2560). "นาลิวัน (พราหมณ์) สยายผมทำไม?". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  101. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (25 มกราคม 2561). "ช้าหงส์และพราหมณ์ "ยองๆ ไหว้" ในพระราชพิธีตรีปวายตรียัมปวาย". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 13 พฤษภาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  102. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (27 มกราคม 2560). ""ตรียัมปวาย – ตรีปวาย" คืออะไร ของสยามและอินเดีย เป็นไฉน". ไทยรัฐออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  103. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (31 กรกฎาคม 2562). "อาหารกับศาสนา : ข้าว". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  104. Adcharawadee S. (31 กรกฎาคม 2562). "พราหมณ์กินอะไร ?". Urban Eat. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  105. "INDIAN COMMUNITY IN THAILAND". สืบค้นเมื่อ 3 March 2020.
  106. ภารตะ-สยาม ? ผี พราหมณ์ พุทธ ?, หน้า 16-17
  107. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (4 กรกฎาคม 2562). "รู้จัก "เทพมณเฑียร" ห้าสิบปีผันผ่าน ของเทวสถานอินเดียใจกลางพระนคร". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  108. "ศาสนสถานฮินดู". ภูเก็ตสารสนเทศ. สืบค้นเมื่อ 11 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  109. Sandhu & Mani 2006, p. 978.
  110. Kesavapany & Mani 2008, p. 673.
  111. Manguin, Mani & Wade 2011, p. 475.
  112. "วัดวิษณุ". ศูนย์วัฒนธรรม วิทยาลัยเซนต์หลุยส์. สืบค้นเมื่อ 11 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  113. "ศาสนาพราหมณ์". มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. สืบค้นเมื่อ 9 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  114. http://popcensus.nso.go.th/show_table.php?t=t5&yr=2543&a=1
  115. "Population by religion, region and area, 2010" (PDF). NSO. สืบค้นเมื่อ 2 March 2020.
  116. "Population by religion, region and area, 2015" (PDF). NSO. สืบค้นเมื่อ 2 March 2020.
  117. "Hinduism fastest growing religion in Pakistan and Saudi Arabia". สืบค้นเมื่อ 2 March 2020.
  118. 118.0 118.1 118.2 "ลักษณะสถาปัตยกรรม และประติมากรรมในเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด". มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  119. 119.0 119.1 "เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ สำหรับเด็กระดับกลาง". มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  120. 120.0 120.1 120.2 120.3 120.4 บำรุง คำเอก, ดร. (มกราคม-มิถุนายน 2549). "อิทธิพลศาสนาพราหมณ์-ฮินดูต่อวัฒนธรรมประเพณี รูปแบบศิลปะ และวรรณกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น". ดำรงวิชาการ (5:1). p. 205-206. Check date values in: |year= (help)
  121. "สัมพัจฉรฉินท์ พิธีโบราณ งานสงกรานต์สนามหลวง". MGR Online. 8 เมษายน 2552. สืบค้นเมื่อ 18 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  122. "เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ "พระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวาย"". ศรีจินดา. 5 มกราคม 2553. สืบค้นเมื่อ 18 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  123. ณัฐสิมา ตัณฑิกุล (17 ตุลาคม 2561). "ย้อนดูประวัติศาสตร์ ทำไม 'เทศกาลกินเจ' จึงเข้มข้นในภาคใต้". The Momentum. สืบค้นเมื่อ 18 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  124. "เทศกาลไทปูซัม". เดลินิวส์. 27 มกราคม 2559. สืบค้นเมื่อ 18 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  125. "บายศรีภาคใต้". มูลนิธิสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. สืบค้นเมื่อ 18 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  126. "ประเพณีแห่นก". ฐานข้อมูลท้องถิ่นภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. 12 มีนาคม 2561. สืบค้นเมื่อ 18 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  127. นาย ก.ศ.ร. กุหลาบแห่งกรุงสยาม, หน้า 285
บรรณานุกรม
  • คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง. ภารตะ-สยาม ? ผี พราหมณ์ พุทธ ?. กรุงเทพฯ : มติชน, 2560. 208 หน้า. ISBN 978-974-02-1564-6
  • ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จกรมพระยานิราศนครวัด. พระนคร : บรรณาคาร, 2515. 244 หน้า.
  • บุญพิสิฐ ศรีหงส์. นาย ก.ศ.ร. กุหลาบแห่งกรุงสยาม. กรุงเทพฯ : มติชน, 2560. 349 หน้า. ISBN 978-974-02-1566-0
  • มอนซาติโน, ไมเคิล เจ. ไทยใต้ มลายูเหนือ : ปฏิสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์บนคาบสมุทรแห่งความหลากหลาย. นครศรีธรรมราช : ศูนย์หลักสูตรอาเซียนศึกษา สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, 2560. 416 หน้า. ISBN 978-974-7557-60-2
  • แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง. ทักษะวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, 2559. 184 หน้า. ISBN 978-616-7154-41-1
  • วลัยลักษณ์ ทรงศิริ และอื่น ๆ. ยาลอเป็นยะลา ความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองและคนรุ่นใหม่ในเมืองและปริมณฑลเมืองยะลา. กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), 2553. 318 หน้า. ISBN 978-616-7070-28-5
  • ส. พลายน้อย. อมนุษย์นิยาย. กรุงเทพฯ : ยิปซี กรุ๊ป, 2561. 320 หน้า. ISBN 978-616-301-574-7
  • สุจิตต์ วงษ์เทศ. กรุงเทพฯ มาจากไหน ?. กรุงเทพฯ : มติชน, 2548. 216 หน้า. ISBN 974-323-436-5
  • อรุณศักดิ์ กิ่งมณี. ทิพยประติมา. กรุงเทพฯ : มิวเซียมเพรส, 2560. 248 หน้า. ISBN 978-616-7674-13-1

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]