เจ้าอนุวงศ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เจ้าอนุวงศ์

พระบรมนามาภิไธย พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 5
ราชวงศ์ ล้านช้างเวียงจันทน์
ครองราชย์ พ.ศ. 2348 - 2371
รัชกาล 23 ปี
รัชกาลก่อน เจ้าอินทวงศ์
รัชกาลถัดไป สิ้นสุดราชวงศ์
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ พ.ศ. 2310
กรุงเวียงจันทน์ ราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์
สวรรคต พ.ศ. 2371 (61 พรรษา)
กรุงเทพมหานคร ราชอาณาจักรสยาม
พระราชบิดา พระเจ้าสิริบุญสาร
พระมเหสี พระนางคำปล้อง[1]
พระราชบุตร 30 พระองค์

สมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์ (ลาว: ສົມເດັຈພຣະເຈົ້າ​ອະນຸວົງສ໌) พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์พระองค์ที่ ๕ และเป็นพระองค์สุดท้าย ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระมหาวีรกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรล้านช้าง และเป็นที่รู้จักในนามพระมหากษัตริย์ผู้พยายามกู้เอกราชชาติลาวจากการเป็นประเทศราชของประเทศสยาม จากเอกสารเพ็ชรพื้นเมืองเวียงจันทน์กล่าวว่า ญวณได้แต่งตั้งให้เจ้าราชวงษ์เป็นเจ้าองค์ครองนครเวียงจันทน์ต่อจากพระองค์ พร้อมทั้งมอบราชธิดาพระเจ้ากรุงญวณให้เป็นพระมหาเทวีแด่เจ้าราชวงษ์ด้วย ดังนั้นพระองค์จึงไม่ใช่กษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งนครเวียงจันทน์ นักประวัติศาสตร์ลาวและไทยนิยมออกพระนามพระองค์ว่า พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๓ แต่นักประวัติศาสตร์บางคนตรวจสอบพระนามจากจารึกต่าง ๆ แล้วได้นับพระองค์เป็นพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๕ เนื่องจากพระเจ้าสิริบุญสาร ผู้เป็นพระราชบิดา และเจ้าอินทวงศ์ผู้เป็นพระเชษฐาได้ออกพระนามของพระองค์ว่า พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ด้วยเช่นกัน จึงนับเป็นพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๓ และที่ ๔ ตามลำดับ

พระราชประวัติ[แก้]

สมเด็จเจ้าอนุวงศ์หรือเจ้าอนุรุธราช เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๓ ของสมเด็จพระเจ้าสิริบุญสาร (เจ้าองค์บุญ) หรือสมเด็จพระเจ้าไชยเสฏฐาธิราชที่ ๓ พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ลำดับที่ ๔ และพระมหากษัตริย์เอกราชแห่งนครเวียงจันทน์พระองค์สุดท้ายก่อนการยกทัพขึ้นไปตีของเจ้าพระยาจักรีในรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าตากสิน กับพระอัครมเหษีฝ่ายขวา เจ้าอนุวงศ์ทรงได้รับการเฉลิมพระนามเต็มในจารึกประวัติศาสตร์ว่า "สมเด็จบรมบพิตรพระมหาขัติยธิเบศไชยเชษฐา ชาติสุริยวงศ์องค์เอกอัครธิบดินทรบรมมหาธิปติราชาธิราช มหาจักรพรรดิ์ภูมินทรมหาธิปตนสากลไตรภูวนาถ ชาติพะโตวิสุทธิมกุตสาพาราทิปุลอตุลยโพธิสัตว์ขัติย พุทธัง กุโลตรนมหาโสพัสสันโต คัดชลักขรัตถ ราชบุรีสีทัมมาธิราช บรมนาถบรมบพิตร" จากการสถาปนาพระนามนี้สื่อให้เห็นว่า นครเวียงจันทน์มีเจ้าผู้ปกครองแผ่นดินในฐานะพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงเอกราชมากกว่าที่จะอยู่ในฐานะเมืองขึ้นหรือเมืองส่วยอย่างที่หลายคนเข้าใจ การเฉลิมพระนามต่างๆ ของพระองค์ตามที่ปรากฏในจารึกต่างๆ นั้นพอประมวลได้คือ พระมหาธรรมิกสีหตบูรราชาธิราช, พระศรีหะตะนุ, พระมหาขัติยธิเบศไชยเชษฐา, พระราชเชษฐา, พระโพธิสาลราชาธิราชเจ้าจักรพรรดิธรรมิกราชาธิราช, พระไชยเชษฐาธิราชชาติสุริยวงศ์องค์อัครธิบดินทร์, พระภูมินทราธิปัติธรรมิกราชาธิราช, พระมหาธรรมิกราชไชยมหาจักรพรรดิ์ เป็นต้น[2]

เจ้าอนุวงศ์มีพระยศเป็นเจ้าฟ้าชั้นเอกโดยกำเนิด และมีลำดับศักดิ์ในการสืบราชสันตติวงศ์ตามระบบเจ้ายั้งขะหม่อมทั้ง ๔ ของลาวเป็นลำดับที่ ๓ ลำดับพระยศของพระองค์ต่างจากรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงเทพพระมหานคร ซึ่งมีพระยศเป็นพระองค์เจ้าโดยกำเนิด ความสัมพันธ์ของพระองค์กับรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๒ เป็นไปอย่างสนิทแนบแน่นและเป็นความสัมพันธ์ในเชิงเครือญาติเสมอสถานะของสมเด็จพระนเรศวรเมื่อครั้งประทับในกรุงหงสาวดี ในเอกสารฝ่ายสยามนั้น พระองค์ได้รับการกล่าวขวัญถึงในฐานะพระเจ้าแผ่นดินประเทศราชผู้ก่อการขบถต่อแผ่นดินแห่งข้าขอบขัณฑเสมาสยาม [3] ในประชุมพงศาวดารของไทยดูหมิ่นพระเกียรติยศของพระองค์ด้วยการออกนามของพระองค์ว่า "อ้ายอนุ" ส่วนเอกสารฝ่ายลาวและอีสานนั้น พระองค์ได้รับการกล่าวขวัญถึงในฐานะสมเด็จพระมหากษัตริย์มหาราชผู้พยายามปลดแอกชนชาติลาวสู่เอกราช ผู้ประกอบมหคุณูปการด้านการปกครองแก่ประเทศลาวและแผ่นดินภาคอีสานของสยาม[4] ผู้ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในแผ่นดินลาวและอีสาน ทรงเป็นพระหน่อพุทธเจ้า เป็นพระมหากษัตริย์ผู้เปี่ยมด้วยพระราชอำนาจพระราชบารมีอันเป็นที่ครั่นคร้ามและเป็นที่นิยมนับถือต่อบรรดาเจ้านายหัวเมืองลาวต่างๆ ทรงเป็นใหญ่เหนือแผ่นดินลาวใต้อย่างนครจำปาสักและอัตตะปือ ทรงเป็นใหญ่เหนืออีสานกลางอย่างร้อยเอ็ด สุวรรณภูมิ กาฬสินธุ์ ทรงเป็นใหญ่เหนือลาวลุ่มน้ำโขงอย่างนครพนมและมุกดาหาร ทรงเป็นใหญ่เหนือลาวตอนกลางอย่างเมืองวัง ตะโปน ชุมพร และกะปอง และทรงเป็นใหญ่เหนือลาวเหนืออย่างเชียงขวางและหัวเมืองพวน ความสัมพันธ์ของพระองค์กับเจ้าเมืองเหล่านี้เป็นไปในเชิงเครือญาติ ในสมัยของพระองค์ทรงมีเมืองขึ้นจำนวนมากกว่าร้อยหัวเมือง จนเกินกว่าที่จะเรียกนครเวียงจันทน์ว่าเป็นเมืองประเทศราช นอกจากนี้ยังเป็นที่น่าเกรงขามต่อหัวเมืองลาวประเทศราชสยามอย่างนครหลวงพระบาง อุบลราชธานี เขมราฐธานี และหัวเมืองชั้นเอกอย่างนครราชสีมา และพระราชบารมียังเป็นที่ครั่นคร้ามเข้าไปจนถึงหัวเมืองลาวชั้นในของภาคกลางอย่างเมืองสระบุรีด้วยเช่นกัน

หลังเหตุการณ์เผานครเวียงจันทน์ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางสำคัญของการปกครองหัวเมืองลาว และหลังความพยายามทำลายราชวงศ์เวียงจันทน์ให้สิ้นซากของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) ของสยามนั้น ได้ก่อให้เกิดเหตุการณ์กบฏหัวเมืองลาวอีสานตามมาอีกหลายครั้งสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน บ่อยครั้งชาวลาวและชาวอีสานต่างก็นิยมอ้างถึงเหตุการณ์เผาเวียงจันทน์ในอดีต มาเป็นเหตุผลในการต่อสู้กับอำนาจสยามและอำนาจรัฐ เรื่องราวของเจ้าอนุวงศ์ไม่เพียงแต่เป็นฉนวนเหตุความขัดแย้งของประชาชนชาวลาวกับชาวไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นฉนวนเหตุให้ชาวไทยอีสานขัดแย้งกับชาวไทยสยาม เป็นฉนวนเหตุให้ชาวอีสานที่นิยมสยามกับชาวอีสานที่นิยมลาวขัดแย้งกันเอง และเป็นฉนวนเหตุให้เกิดการปลุกระดมการแบ่งแยกดินแดนของชาวไทยอีสาน [5] ไม่เพียงเท่านี้ เหตุการณ์เจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ยังสามารถถือเป็นทั้งจุดเปราะบางและจุดแตกหักของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศลาวและประเทศไทยอีกด้วย

เหตุการณ์สงครามเจ้าอนุวงศ์[แก้]

ดูบทความหลักที่: สงครามเจ้าอนุวงศ์

พ.ศ. ๒๓๖๘ สมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์เสด็จลงมาถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ร. ๒) ไทยอ้างว่าพระองค์ทรงพิจารณาเห็นว่ากองทัพไทยอ่อนแอ เนื่องจากแม่ทัพนายกองรุ่นเก่าที่มีฝีมือได้สิ้นชีวิตไปหลายคนแล้ว ต่อมามีข่าวลือไปถึงเวียงจันทน์ว่าไทยกับอังกฤษวิวาทกันจากการทำสนธิสัญญาเบอร์นี ตลอดจนทรงไม่พอพระทัยที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่พระราชทานละครในของเวียงจันทน์และชาวลาวที่ถูกกวาดต้อนมากลับคืนเวียงจันทน์ ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงช่วยเหลือสยามทำศึกมาโดยตลอด สมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์จึงยกทัพลงมากรุงเทพมหานคร โดยวางอุบายหลอกเจ้าเมืองต่าง ๆ ตามรายทางว่าจะยกทัพลงไปช่วยกรุงเทพฯ รบกับอังกฤษ ทำให้กองทัพสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์สามารถเดินทัพผ่านมาโดยสะดวก แต่เอกสารฝ่ายลาวกล่าวว่าพระองค์ทรงมีพระบรมราชโองการแก่เจ้านายหัวเมืองลาวและอีสานทั้งหลายว่าจะลงไปตีนครราชสีมามิได้ลงไปตีกรุงเทพฯ บรรดาเจ้าเมืองอีสานและลาวทั้งหลายต่างรังเกียจพฤติกรรมการตีข่าสักเลกของเจ้าเมืองนครราชสีมาอยู่แล้วจึงร่วมมือกับพระองค์ เจ้าเมืองลาวและอีสานทั้งหลายต่างขันอาสาและกล่าวคำชื่นชมพระบารมีของพระองค์อย่างมาก สยามกล่าวว่าเมื่อกองทัพลาวยกมาถึงนครราชสีมา สมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์ได้ฉวยโอกาสที่เจ้าพระยานครราชสีมาและพระยาปลัดเมืองนครราชสีมาไปราชการที่เมืองขุขันธ์ เข้ายึดเมืองและกวาดต้อนครอบครัวชาวเมืองขึ้นไปเวียงจันทน์ เอกสารฝ่ายลาวกล่าวว่า เจ้าเมืองนครราชสีมาทราบข่าวว่าพระองค์ทรงเสด็จมาถึงนครราชสีมา เจ้าพระยานครราชสีมาเกรงพระราชบารมีและเกรงว่าตนจะต้องโทษที่ล่วงล้ำเขตแดนเวียงจันทน์และจำปาศักดิ์ จึงได้ปลอมตัวหนีทิ้งเมืองของตนเอง เอกสารฝ่ายลาวยังกล่าวอีกว่าวังของเจ้าเมืองนครราชสีมาใหญ่โตมาก มีจำนวนถึง ๗ หลัง ในเขตวังนั้นบรรจุทหารของสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์ได้หลายพันคน จากนั้น เมื่อพระองค์เข้าเมืองนครราชสีมาได้แล้วทรงตั้งให้พระบรมราชาเจ้าเมืองนครพนมกินเมืองนครราชสีมาแทนเจ้าเมืองคนเดิม ระหว่างทางกองทัพลาวได้พักไพร่พลและเชลยที่ทุ่งสัมฤทธิ์ พวกครัวเรือนเมืองนครราชสีมาได้วางอุบายลวงทหารลาวจนตายใจแล้วฆ่าฟันทหารลาวตายเป็นจำนวนมาก จากนั้นจึงตั้งค่ายรอกองทัพจากกรุงเทพ ณ ที่นั้น ฝ่ายเจ้าอนุวงศ์เห็นการณ์ไม่สำเร็จตามที่คิด จึงถอยกลับไปตั้งมั่นที่กรุงเวียงจันทน์เพื่อรับศึกจากกองทัพกรุงเทพฯ เอกสารฝ่ายไทยกล่าวว่าเหตุการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นวีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์ของท้าวสุรนารี (โม ณ ราชสีมา) ชายาของเจ้าพระยานครราชสีมา และวีรกรรมนางบุญเหลือธิดากรมการเมืองนครราชสีมา ส่วนเอกสารฝ่ายลาวและอีสานไม่มีเอกสารแม้แต่ชิ้นเดียวที่มีการกล่าวถึงวีรกรรมของสตรีทั้งสองคน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกรุงเทพฯ ทราบข่าวกองทัพสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์ช้ากว่าที่ควรจะเป็น เพราะกองทัพกรุงเทพฯ ได้ข่าวเมื่อกองทัพสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์มาตั้งมั่นที่นครราชสีมาแล้ว ส่งกองลาดตระเวนหาข่าวมาถึงสระบุรีแล้ว ซึ่งนับว่าใกล้กรุงเทพฯ อย่างยิ่ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร. ๓) ทรงทราบข่าวศึกจึงโปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์เป็นแม่ทัพใหญ่ยกทัพจากสระบุรีขึ้นไป และให้พระยาราชสุภาวดี (สิงห์ สิงหเสนี) ซึ่งเอกสารฝ่ายลาวเรียกว่า พระยามุนินเดช ยกทัพไปทางอำเภอปักธงชัยแล้วตรงไปสมทบกันที่นครราชสีมา กองทัพทั้ง ๒ สามารถตีทัพลาวแตกพ่ายไป ส่วนสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่จึงเสด็จไปปรึกษาราชการศึกที่เวียดนาม เมื่อยึดเวียงจันทน์ได้แล้ว กรมพระราชวังบวรฯ โปรดให้สร้างเจดีย์ปราบเวียง และให้พระยาราชสุภาวดีกวาดครัวเวียงจันทน์ พร้อมทั้งอัญเชิญพระบาง พระแทรกคำ พระฉันสมอ พระเสริม พระสุก พระใส พระแสน พระแก่นจันทน์ พระเงินหล่อ พระเงินบุ พระสรงน้ำ และพระพุทธรูปศิลาเขียว (พระนาคสวาดิเรือนแก้ว) มากรุงเทพฯ ด้วย ตำนานพระพุทธรูปและเอกสารฝ่ายลาวกล่าวว่า มีพระพุทธรูปอื่นๆ นอกจากนี้อีกหลายองค์ที่สยามพยายามอัญเชิญมากรุงเทพฯ แต่ชาวบ้านได้เอาไปซ่อนไว้เสียก่อน เช่น พระแสงเมืองนครพนม พระแก้วมรกตที่ธาตุพนม และพระพุทธรูปทองคำที่ถ้ำปลาฝาเมืองท่าแขก เป็นต้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระยาราชสุภาวดีเป็นเจ้าพระยาราชสุภาวดี ที่สมุหนายก

ใน พ.ศ. ๒๓๗๐ โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาราชสุภาวดีกลับไปตีเมืองเวียงจันทน์อีกเพื่อทำลายเมืองเวียงจันทน์ให้สิ้น พระยาพิชัยสงครามคุมทหาร 300 นาย ข้ามแม่น้ำโขงไปดูลาดเลาได้ความว่าจักรพรรดิเวียดนามให้ข้าหลวงพาสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์และเจ้าราชวงษ์กลับมาขอสวามิภักดิ์ฝ่ายไทยอีกครั้ง แต่เอกสารฝ่ายลาวกล่าวว่ามิได้ทรงเสด็จมาสวามิภักดิ์ไทย แต่ทรงเสด็จมาเพื่อเสวยราชย์อีกครั้ง เมื่อทรงเห็นทหารไทยเข้าไปอาศัยอยู่ในเมืองของพระองค์โดยพละการ จึงทรงไม่พอพระทัยและสั่งให้ฆ่าฟันขับไล่ทหารไทยพวกนั้นออกไปจากเวียงจันทน์เสีย เอกสารไทยกล่าวว่ารุ่งขึ้นเจ้าอนุวงศ์และเจ้าราชวงศ์กลับยกพวกเข้าโจมตีทำร้ายทหารไทยล้มตายเป็นอันมาก เจ้าพระยาราชสุภาวดีเห็นพวกเวียงจันทน์ตามมาไล่ฆ่าฟันถึงชายหาดหน้าเมืองพันพร้าว ก็ทราบว่าเกิดเหตุร้าย จึงขอกำลังเพิ่มเติมจากเมืองยโสธร เจ้าอนุวงศ์ให้เจ้าราชวงศ์นำกำลังพลข้ามตามมาและปะทะกับกองทัพไทยที่ค่ายบกหวาน บ้านบกหวาน แขวงเมืองหนองคาย เกิดการต่อสู้กันถึงขั้นตะลุมบอน แม่ทัพทั้งสองฝ่ายได้รบกันตัวต่อตัวจนถึงขั้นบาดเจ็บ ผลปรากฏว่าฝ่ายเจ้าราชวงศ์ได้รับชัยชนะ ส่วนเจ้าพระยาราชสุภาวดีนั้นพ่ายแพ้อย่างราบคาบเพราะถูกฟัน ทหารไทยยิงปืนต้องเจ้าราชวงศ์ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย กองทัพเจ้าพระยาราชสุภาวดีจึงได้เร่งติดตามกองทัพลาวไปจนถึงเมืองพันพร้าวก็ปรากฏว่ากองทัพลาวข้ามแม่น้ำโขงไปแล้ว

ด้านเจ้าอนุวงศ์เห็นเหตุการณ์เป็นดังนั้นจึงพาครอบครัวหนีไปพึ่งเวียดนามอีกครั้ง แต่เจ้าน้อยเมืองพวน หรืออาชญาน้อยเมืองพวนก็ได้จับกุมตัวเจ้าอนุวงศ์กับครอบครัวส่งมาที่กรุงเทพฯ เอกสารฝ่ายลาวกล่าวว่า สยามลวงหลอกเจ้าน้อยเมืองพวนให้บอกที่ซ่อนเจ้าอนุวงศ์เจ้าน้อยไม่ทราบเรื่องจึงเป็นเหตุให้เจ้าอนุวงศ์ถูกจับ เอกสารฝ่ายลาวกล่าวว่า สงครามครั้งนี้เจ้าอนุวงศ์สูญเสียพระาชโอรสพระองค์หนึ่งที่ประสูติแต่เจ้านางสอนราชเทวี ธิดาพระบรมราชาเจ้าเมืองนครพนม พระราชโอรสพระองค์นั้นทรงพระนามว่า ท้าวหมื่นนาม ส่วนเจ้านางสอนราชเทวีนั้นทางสยามได้จับตัวไปถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จากนั้นพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้นำพระองค์สมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์ใส่กรงเหล็กประจานไว้หน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ พร้อมด้วยนำเครื่องทรมานต่างๆ มาทรมานพระองค์ พระชายา พระสนมตลอดจนพระราชนัดดา หลังจากนั้นไม่นานเจ้าอนุวงศ์ก็สิ้นพระชนม์ด้วยความทรมาน สิริพระชนมายุได้ ๖๑ พรรษา นับเวลาในการเสด็จครองราชย์ได้ ๒๓ ปี หลังจากนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่ได้มีการโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งพระองค์ใดเลยในราชวงศ์ล้านช้างเวียงจันทน์ ขึ้นมาเป็นกษัตริย์แต่อย่างใด ส่วนกรุงเวียงจันทน์นั้นได้ถูกทำลายจนไม่เหลือสภาพของเมืองหลวง คงเหลือวัดสำคัญเพียงไม่กี่วัด เช่น วัดพระแก้ว และวัดสีสะเกดเท่านั้นหลังจากเจ้าอนุวงศ์สิ้นพระชนม์อาณาจักรล้านช้างก็ถึงกาลอวสานสิ้นสุดลงในที่สุด เอกสารสยามไม่กล่าวถึงพระราชพิธีพระบรมศพของพระองค์ ส่วนเอกสารฝ่ายลาวกล่าวถึงพระราชพิธีพระบรมศพของพระองค์ว่าจัดอย่างพิธีลาวใหญ่โตและงดงามกลางกรุงเทพ มีข่าวลือว่าพระบรมอัฐิของพระองค์ถูกเก็บไว้ใต้บันไดวัดอรุณราชวราราม ส่วนเอกสารพื้นเมืองเวียงจันทน์กล่าวว่า พระองค์ทรงสั่งให้พระมเหสีนำยาพิษมาเสวยจนสิ้นพระชนม์ ทางไทยได้นำพระบรมศพไปฝังไว้ใต้ฐานพระธาตุดำกลางกรุงเวียงจันทน์ ต่อมาสยามลดฐานะนครเวียงจันทน์ให้เป็นหัวเมืองชั้นจัตวา โปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชการชั้นผู้น้อยไปรักษาราชการ แล้วยกเมืองหนองคายเป็นเมืองชั้นเอกให้เวียงจันทน์ขึ้นแก่เมืองหนองคาย ต่อมารัชกาลที่ ๔ ปรารถนาจะชุบเลี้ยงราชวงศ์เวียงจันทน์จึงโปรดเกล้าให้พระราชนัดดาทั้ง ๒ พระองค์ของสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์ขึ้นไปกินเมืองมุกดาหารและเมืองอุบลราชธานีในฐานะเมืองประเทศราช

มีผู้วิเคราะห์เหตุผลของการพ่ายแพ้ของเจ้าอนุวงศ์ไว้หลายข้อ ได้แก่

  1. กองทัพลาวมีแสนยานุภาพด้อยกว่ากองทัพชาวนครราชสีมา
  2. แผนยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของฝ่ายไทยเหนือกว่า
  3. เจ้าอนุวงศ์ถูกทรยศโดยเจ้าอุปราชของพระองค์เอง และลาวหลวงพระบางก็มีใจฝักใฝ่ฝ่ายไทย

อย่างไรก็ตาม เหตุผลข้างต้นที่กล่าวมานี้ยังคงมีหลายประเด็นที่ขัดแย้งกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์และเหตุผลของชาวลาวและชาวอีสาน และเหตุผลจากหลักฐานเอกสารไทยนั้นเชื่อว่าถูกเขียนขึ้นหลังเอกสารทางฝ่ายลาวและอีสาน หลายเหตุผลไม่เป็นที่ยอมรับในวงวิชาการสมัยใหม่

มุมมองต่อเหตุการณ์[แก้]

เหตุการณ์สงครามครั้งนี้ถูกเรียกชื่อแตกต่างกันไปกันโดยขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละฝ่าย โดยเจ้าอนุวงศ์ถูกฝ่ายลาวใช้เป็นสัญลักษณ์ของการการต่อสู้เพื่อปลดแอกจากการปกครองของไทย จึงเรียกชื่อเหตุการณ์ครั้งนี้ว่าเป็น "สงครามกู้เอกราช" ทั้งยังยกย่องให้เจ้าอนุวงศ์เป็นวีรบุรุษของชาติมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นยุคการปกครองรูปแบบพระราชอาณาจักรลาวหรือยุคสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวก็ตาม

ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายไทยมองการบุกรุกของเจ้าอนุวงศ์ว่าเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของอาณาจักรไทย จึงเรียกชื่อเหตุการณ์นี้ว่า "กบฏเจ้าอนุวงศ์"

อย่างไรก็ตามมีบันทึกอย่างชัดเจนจากทั้งทางไทยและลาวว่าเจ้าอนุวงศ์มีจุดประสงค์แน่ชัดที่จะมาทำลายกรุงเทพฯ เพื่อยึดประเทศไทยไว้เป็นเมืองขึ้น โดยหากไม่สามารถยึดได้หมด ก็จะเผาทำลายกรุงเทพฯ เสีย และยึดประเทศไทยเพียงบางส่วนที่สามารถปกครองได้[6] เหตุการณ์นี้จึงมองได้ว่ามิใช่การทั้งการกอบกู้เอกราชและการกบฏ แต่เป็นสงครามช่วงชิงอำนาจตามปกติ เหมือนกับที่ประเทศต่างๆ ในยุคนั้นช่วงชิงอำนาจกัน หากเจ้าอนุวงศ์ต้องการกอบกู้เอกราช เพียงแต่ตั้งแข็งเมืองก็เพียงพอแล้ว

มูลเหตุสงครามจากเอกสารปฐมภูมิฝ่ายลาว[แก้]

๑. เจ้าพระยานครราชสีมาเป็นคนไม่มีคุณธรรม มีนิสัยตลบแตลงตอแหล นิยมทูลสับส่อต่อเจ้านายสยาม ชอบยุยงส่งเสริมให้เจ้านายทั้งหลายทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่เป็นนิจ มักใหญ่ใฝ่สูง พูดจาโอหังสามหาวต่อเจ้านายด้วยกัน อยากได้หน้า และติดสินบาดคาดสินบนต่อเจ้านายสยามจนตนได้ขึ้นเป็นเจ้าเมืองนครราชสีมา

๒. เจ้าพระยานครราชสีมาเป็นผู้ยุยงให้เจ้าหัวสาภูเกียดโง้ง (ภูเขียดโง้ง) ก่อการวุ่นวาย นำกำลังชาวข่าระแดตอนใต้ของลาวเข้าเผานครจำปาศักดิ์ จนเดือดร้อนถึงเจ้าอนุวงศ์ต้องเสด็จลงไปตีให้สงบราบคาบ ขณะเดียวกันเจ้านครจำปาศักดิ์องค์ก่อนก็ถูกเจ้าพระยานครราชสีมาบริภาษหยาบคายว่าเป็นคนขี้ขลาดหวาดกลัวต่อศึกศัตรูจนต้องละทิ้งเมือง

๓. เจ้าพระยานครราชสีมาเป็นผุ้ยุยงน้องชายพระยาไกรภักดีเจ้าเมืองภูขัน (เมืองขุขันธ์) ให้ต่อสู้กับพี่ชายของตนเพื่อแย่งชิงตำแหน่งเจ้าเมือง แล้วยุยงให้เผาเมืองภูขันธ์จนวอดวาย

๔. เจ้าพระยานครราชสีมาทูลต่อเจ้านายสยาม (ของหลวง) ว่าจะเข้าไปตีข่าในเขตแดนหัวเมืองลาวอีสานภายใต้การปกครองของราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์-จำปาศักดิ์ ทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวามาถวายเจ้าแผ่นดินสยาม สยามรู้เห็นเป็นใจเนื่องจากว่าได้ผลประโยชน์ด้วยกัน

๕. เจ้าพระยานครราชสีมากล่าวคำยโสโอหังอวดดีต่อเจ้าราชบุตร์ (โย้) เจ้านครจำปาศักดิ์ พระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์ และไม่ฟังคำทัดทานของเจ้าราชบุตร์ (โย้) รวมทั้งไม่ฟังคำสั่งห้ามตีข่าในเขตแขวงแดนลาวของสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์ด้วย

๖. เจ้าพระยานครราชสีมามีใจกำเริบเสิบสานกระทำผิดต่อโบราณราชประเพณีกษัตริย์ลาว ด้วยการบังอาจนำนายกองเข้าไปสักเลกข้าโอกาสพระมหาธาตุเจ้าพระนม จากการสนับสนุนของเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์และพระราชบรรพบุรุษของสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์เคยถวายไว้เป็นข้าพระมหาธาตุเจ้าพระนมมาแต่โบราณกาล ความเดือนร้อนครั้งนี้ลุกลามไปถึงประชาชนที่อาศัยอยู่บนภูเขาด้วย (ไทภู)[7]

การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา[แก้]

พุทธศักราช ๒๓๔๙ (จุลศักราช ๑๑๖๘) ปีฮวายยี่หรือปีขาล เสด็จไปสร้างโฮงหลวงหรือพระราชวังหลวงในนครเวียงจันทน์ เพื่อใช้เป็นที่ประทับและเพื่อเฉลิมฉลองพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพระเจ้ามหาชีวิต จากนั้นเสด็จไปสร้างสะพานหรือขัวตะพาน ปูลานอิฐจากท่าแม่น้ำโขงสู่หน้าลานพระมหาธาตุเจ้าพนมแห่งเมืองพนม (ธาตุพนม) พร้อมกับพระบรมราชา (สุตตา) เจ้าเมืองนครพนม และพระยาจันทรสุริยวงศา (กิ่ง) เจ้าเมืองมุกดาหาร และทรงเสด็จไปวัดพระธาตุศรีโคตรบอง เมืองเก่าท่าแขก ทรงบูรณะซ่อมแซมพระมหาธาตุเจ้าศรีโคตรบองร่วมกับเจ้าขัตติยะราช เจ้าเมืองมรุกขนคร (เมืองเก่าท่าแขก) จนแล้วเสร็จ พระธาตุศรีโคตรบองนี้เป็นพระธาตุเก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยเมืองศรีโคตรบูรโบราณ โดยพระเจ้าสุบินราชหรือพระเจ้าสุมินทราชแห่งเมืองมรุกขนคร ต่อมาได้รับการบูรณะอีกครั้งโดยสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งนครเวียงจันทน์

พุทธศักราช ๒๓๕๐ (จุลศักราช ๑๑๖๙) ปีเมิงเม่าหรือปีเถาะ เสด็จไปฉลองสะพานหน้าวัดพนมพร้อมเจ้าเมืองนครพนมและเจ้าเมืองมุกดาหาร และให้นายช่างสร้างเทพทวารบาล ๒ ตน อุ้มบาตรประทับนั่งทับส้นเท้าประดิษฐานบริเวณปากสะพานต่อลานพระมหาธาตุเจ้าพนมเรียกว่า ท้าวเทวา-นางเทวา ตนหนึ่งมีรูปเป็นยักษ์ตนหนึ่งมีรูปเป็นเทพ ทรงสร้างแผงเชิงเทียนหรือฮาวใต้เทียนไม้ปิดทองประดับแก้วสี ทำเป็นรูปสัตตะบูลิพันมีหน้าลาหูเสวยจันทร์ขนาดใหญ่มาก ประดิษฐานไว้ที่พระอุโบสถวัดพนม (วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร) ปัจจุบันเก็บชิ้นส่วนไว้ที่พิพิธภัณฑ์รัตนโมลีศรีโคตรบูร วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม นอกจากนี้ยังทรงถวายคณะมโหรีลาวในราชสำนักไว้บรรเลงถวาย (งันถวายหรือเสพถวาย) พระมหาธาตุเจ้าพนมเป็นพุทธบูชา ถวายเครื่องดนตรี เช่น ฆ้อง พร้อมทรงตั้งบรรดาศักดิ์ขุนนางท้องถิ่นตำแหน่งที่พระละคร ไว้เป็นหัวหน้าควบคุมคณะมโหรีด้วย[8] นอกจากนี้ ในประวัติวัดหัวเวียงรังสี ซึ่งเป็นวัดอรัญวาสีประจำหัวเมืองธาตุพนมโบราณกล่าวว่า พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ขุดสระน้ำใหญ่ ๓ แห่ง ไว้ในบริเวณวัดหัวเวียงรังสีและใกล้วัดหัวเวียงรังสีทางทิศเหนือเลียบแม่น้ำโขง ปัจจุบันถูกถมแล้ว ๒ แห่ง ยังคงเหลืออยู่ ๑ แห่ง สระน้ำที่ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ขุดลอกขึ้นนี้เชื่อกันว่า เป็นแหล่งน้ำที่ทรงขุดไว้สระสรงดื่มกินเมื่อครั้งเสด็จมานมัสการพระธาตุพนม และใช้ในการประกอบพิธีมุทธาพิเสกฮดสง (มุรธาภิเษก) ขุนโอกาสผู้ปกครองเมืองธาตุพนมด้วย

พุทธศักราช ๒๓๕๑ (จุลศักราช ๑๑๗๐) เสด็จไปสร้างวัดสีบุนเฮืองหรือวัดศรีบุญเรืองที่เมืองหนองคาย (เมืองลาหนองคายเดิม) เสด็จไปบูรณะปฏิสังขรณ์พระมหาธาตุเจ้าพนม ทรงประกอบพระราชพิธียกฉัตรทองคำ (สุวันนะสัตร) ประดับยอดพระมหาธาตุเจ้าพนม พร้อมทั้งอุทิศถวายข้าโอกาสแด่พระมหาธาตุเจ้าตามโบราณราชประเพณีแห่งกษัตริย์ลาว

พุทธศักราช ๒๓๕๓-๒๓๕๕ (จุลศักราช ๑๑๗๒-๑๑๗๔) เสด็จไปสร้างวัดหอพระแก้วที่เมืองศรีเชียงใหม่หรือเมืองพันพร้าวเก่าตรงข้ามนครเวียงจันทน์ ปัจจุบันคืออำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ทรงหล่อพระพุทธปฏิมาเป็นพระประธานในสิม (พระอุโบสถ) รับสั่งให้สร้างพระพุทธรูปปูนปั้นจำนวน ๑๑๓ องค์ประดิษฐานรอบพระระเบียง แล้วยังโปรดเกล้าให้ช่างเขียนเขียนฮูปแต้ม (จิตกรรรมฝาผนัง) เป็นภาพพระพุทธเจ้า ๑,๐๐๐ พระองค์ประดิษฐานไว้ที่วัดช้างเผือก จากนั้นทรงสร้างขัว (สะพาน) ข้ามแม่น้ำโขงระหว่างเมืองศรีเชียงใหม่ไปยังนครเวียงจันทน์ ณ บริเวณที่สร้างวัดหอพระแก้วนั้น พร้อมโปรดเกล้าฯ ให้เมืองพันพร้าวเป็นเมืองที่ประทับของเจ้ามหาอุปฮาต (ติสสะ)[9] พระราชอนุชาต่างพระราชมารดาของพระองค์ ในจารึกวัดหอพระแก้วนั้นมี ๒ ด้าน ด้านที่ ๑ จารึกจุลศักราช ๑๑๗๒ (พุทธศักราช ๒๓๕๓) ด้านที่ ๒ จารึกจุลศักราช ๑๑๗๔ (พุทธศักราช ๒๓๕๕) ด้านที่ ๑ ได้ความว่า ทรงสร้างวัดหอพระแก้ว อุทิศที่ดิน ถวายข้าโอกาสไว้ให้วัด รวมทั้งถวายรายการสิ่งของต่างๆ ที่ใช้ในการสร้างวัด ด้านที่ ๒ ได้ความว่า ทรงสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง ทรงฉลองวัดหอพระแก้ว ถวายรายการเครื่องของไทยทานทั้งหลายแก่ภิกษุและพระราชทานรายการสิ่งของบริจาคไว้เป็นทานในการสร้างศาลาโรงทานของวัดด้วย

พุทธศักราช ๒๓๕๕ (จุลศักราช ๑๑๗๔) เสด็จมาฉลองหอพระวัดพระมหาธาตุพนม

พุทธศักราช ๒๓๕๖ (จุลศักราช ๑๑๗๕) ปีกาเฮ้าหรือปีระกา เดือนเจียง แรม ๔ ค่ำ เสด็จมาทำบุญฉลองที่วัดพระมหาธาตุพนม

พุทธศักราช ๒๓๕๙ (จุลศักราช ๑๑๗๘) ทรงตั้งบุญหลวงหรือกองบุญใหญ่ฉลองหอพระแก้วและหอไตรนครเวียงจันทน์ ทรงสร้างหอพระแก้วและสร้างพระพุทธรูปปางมารวิชัยประดิษฐานภายในหอพระแก้ว นครเวียงจันทน์

พุทธศักราช ๒๓๖๒ (จุลศักราช ๑๑๘๐-๑๑๘๑) ทรงบูรณะพระอุโบสถและหอไตรวัดสีสะเกด นครเวียงจันทน์ เป็นการครั้งใหญ่จนแล้วเสร็จ ปรากฏในจารึกวัดสีสะเกด บนผนังระเบียงข้างประตูทางเข้า ด้านทิศตะวันตกของวัด จารึกข้อความด้านเดียวได้ความว่า ทรงมีพระราชโองการนี้ไว้กับวัดสัตตสหัสวิหารามหรือวัดแสน อันเป็นนามเดิมของวัดสีสะเกด ทรงบูรณะและก่อสร้างระเบียงคด สร้างพระพุทธรูปและพระพิมพ์ประดิษฐานที่ช่องผนัง ทรงสร้างจุลวิหารและถวายสิ่งของเครื่องใช้เป็นจำนวนมากแก่พระอารามแห่งนี้ และยังทรงพระราชอุทิศส่วนกุศลผลบุญทั้งหลายถวายแด่พระราชบิดา พระราชมารดา พระญาติวงศ์พงศา พร้อมอุทิศบุญกุศลให้สรรพสัตว์ทั้งปวงด้วย วัดสีสะเกดนี้ปัจจุบันเป็นวัดที่มีสภาพสมบูรณ์มิได้ถูกทำลายจากภัยสงครามสยาม และได้รับการปฏิสังขรณ์ต่อมาจากสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศเมืองฮานอย วัดนี้เป็นวัดที่มีแผนผังผิดแผกจากวัดต่างๆ ในนครเวียงจันทน์ เนื่องจากมีพระระเบียงล้อมพระอุโบสถไว้หรือมีจงกม (กมมะเลียน) อ้อมสิมไว้ เช่นเดียวกันกับวัดช้างเผือกเมืองพันพร้าว รายรอบพระระเบียงประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดเท่ากันแบบเดียวกันทั้งหมด คือมีขนาดเท่าคนจริงจำนวน ๑๒๐ องค์ มีประตูเข้าออกทั้งสี่ทิศ พระระเบียงตอนบนทุกด้านทำเป็นช่องกุดเล็กๆ สำหรับบรรจุพระพุทธรูปองค์น้อย เช่น พระบุเงิน พระบุทอง (บุคำ) และพระพิมพ์จำนวนมาก ปรากฏหลักฐานในแผ่นศิลาจารึก (หลักศิลาเลก) ข้างประตูด้านหน้า ความว่า "...ส้างพระใส่ช่องกุดฝาผนังวัด พระเงินบุ ๒๗๖ องค์ พระพิมพ์ ๒๐๕๒ องค์... พระพิมพ์ใส่ช่องกุดฝาผนังจงกม ๖๘๔๐ องค์..." บนผนังระเบียงใกล้ประตูเข้าออกทั้ง ๔ ทิศ มีฮูปแต้มหรือจิตรกรรมฝาผนัง ภายในพระอุโบสถเหนือผนังระดับหน้าต่าง เจาะเป็นช่องกุดเล็กๆ ๗ แถว เรียงกันทั้ง ๓ ด้าน มีจิตรกรรมฝาผนังเรื่องชาดกและทศชาติเต็มทุกด้าน สันนิษฐานว่าเจ้าอนุวงศ์ทรงให้ช่างฝีมือดีจากกรุงเทพมหานครเดินทางขึ้นมาเป็นช่างร่วมสร้างด้วย บานประตูมีการเขียนลายคำฮดน้ำ (ลายรดน้ำ) เป็นรูปทวารบาลหรือเสี้ยวกางคล้ายไทยจีน หัตถ์ขวาจับเครายาวหัตถ์ซ้ายทรงกริช ผสมลายดอกพุดตาน บานหน้าต่างด้านนอกเขียนลายรดน้ำบานด้านในเขียนรูปเทวดาประนมหัตถ์ยืนประทับแท่นคล้ายวัดดุสิตารามหรือวัดสุวรรณารามกรุงธนบุรี มีจารึกความว่า "...จ้างช่างเขียนฝาผนังวัดและจงกม เป็นนิทานหลายประการต่างๆ เป็นเงินช่าง ๒ ตำลึงเฟื้อง เบี้ย ๕ แหว้น ๑๕ หน่วย..." ภายในพระอุโบสถนอกจากจะสร้างพระประธานปูนปั้นปะทายเพ็ด (ซะทายเพ็ชร) ขนาดใหญ่แล้ว ยังโปรดให้สร้างพระพุทธรูปสำริดปางประทับยืน ๒ องค์ ขนาดเท่าพระองค์จริงประดิษฐานหน้าพระประธานทั้ง ๒ ด้าน ดังจารึกความว่า "...ส้างรูปพระทองหล่อค่าพระองค์ ๒ องค์ หนัก ๔ แสน ๙ หมื่น ๘ พัน..." ฝ่ายหอไตรของวัดสีสะเกดนั้น โปรดให้สร้างเป็นทรงคล้ายมณฑปมีเสาหานรายรอบรองรับปีกพาไล หลังคาซ้อนชั้นวิจิตร อาคารและเสาก่ออิฐถือปูนมีบันไดทางขึ้น ภายในมีซุ้มประตูสี่ทิศมีตู้พระไตรปิฎกลงรักเขียนลายพอกคำหรือลายแต้มคำ (ปิดทอง) ขอบประตูฐานหอไตรมีลายปูนปั้นประดับ ตัวอาคารประดับลายเครือเถา กระจกสี (ดวงแว่นสี) ดอกกกาละกับ บานประตูด้านนอกมีรูปรดน้ำเสี้ยวกาง มีคันทวยเป็นลายดอกก้านดกแปว (กระหนกไทย) และตีนเสาประดับกาบพรหมศร เชื่อว่าพระองค์ได้รับอิทธิพลแลกเปลี่ยนทางศิลปกรรมบางส่วนมาจากราชสำนักสยามราวรัชกาลที่ ๑-๒[10]

พุทธศักราช ๒๓๖๒-๒๓๖๕ (จุลศักราช ๑๑๘๑-๑๑๘๔) ราวช่วงปีเดียวกันกับที่บูรณะวัดสีสะเกดหรือหลังจากนั้นไม่กี่ปี ทรงมีพระราชโองการพระราชทานเขตที่ดินเขตบ้านเหนือและบ้านใต้แก่วัดป่านันทวัน โดยมีพระยาหลวงจันทบุรีและพระยายศเสถียรฝ่ายฆราวาสเป็นผู้รับสนองพระราชโองการใส่เกล้า ปรากฏความตามจารึกวัดป่านันทวัน ปัจจุบันจารึกนี้ประดิษฐานอยู่ที่วัดสีอำพอน กำแพงนครเวียงจันทน์ เป็นจารึกด้านเดียวไม่ระบุศักราช นอกจากนี้ยังมีพระราชโองการพระราชทานเขตที่ดินค่านาและค่าที่แก่วัดมณีเชษฐาราม เพื่อสืบต่อพระวรพุทธศาสนาตราบห้าพันวรรษา ปรากฏความตามจารึกวัดมณีเชษฐารามหรือวัดจอมมณี ตำบลมีชัย อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย จารึกมี ๓ ด้าน อ่านได้เฉพาะด้านที่ ๒ และด้านที่ ๓ บางส่วนของจารึกนั้นชำรุด

พุทธศักราช ๒๓๖๓ (จุลศักราช ๑๑๘๒) ทรงสร้างจารึกวัดสีสะเกด (ศีรษะเกศ) นครเวียงจันทน์หลังจากบูรณะวัดเสร็จแล้ว

พุทศักราช ๒๓๖๔ (จุลศักราช ๑๑๘๓) ทรงเสด็จไปสร้างเมืองนครจำปาศักดิ์ใหม่ และมีพระบรมราชโองการให้พระราชโอรสคือ เจ้าราชบุตร์ (โย้หรือโย่) คณะอาชญาสี่นครเวียงจันทน์ เสด็จไปครองนครจำปาศักดิ์ ปรากฏในพงศาวดารย่อเมืองเวียงจันทน์ว่า "...ศักราชได้ ๑๘๓ ปีฮวดไส้ เดือนยี่ ขึ้น ๙ ค่ำ วันอังคาร... เจ้าแผ่นดินเสด็จจากเมืองไปสร้างปาศักดิ์ เจ้าราชบุตรไปนั่งแล..." [11]

พุทธศักราช ๒๓๖๗ (จุลศักราช ๑๑๘๖) ทรงตั้งบุญหลวงฉลองวัดสีสะเกด หลังจากที่ทรงบูรณะวัดนี้สำเร็จแล้ว ทรงสร้างหอพระบางเพื่อประดิษฐานพระบางเจ้า ซึ่งพระเจ้านันทเสนพระราชเชษฐาทรงขออัญเชิญคืนจากกรุงเทพพระมหานครมาประดิษฐาน ณ นครเวียงจันทน์เมื่อพุทธศักราช ๒๓๒๖

พุทธศักราช ๒๓๖๙ (จุลศักราช ๑๑๘๘) ทรงยกหอพระบางทิศตะวันออก (ตะเว็นออก) สองหลังที่นครเวียงจันทน์ และทรงสร้างพระพุทธรูปสำริดพระแก้วมรกตองค์เทียมหรือองค์จำลอง สูง ๓๖.๕ ซม. พร้อมทรงจารึกพระนามที่ฐานพระพุทธรูปองค์นั้น ปัจจุบันประดิษฐาน ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี จารึกด้านล่างฐานพระพุทธรูปนี้มี ๕ บรรทัด ความว่า "...สมเด็จพระราชเชษฐาอาปณคามาธิราชชาติสายสุริยวงศ์ ทรงมีกุศลเจตนาในบวรพุทธศาสนาเป็นอันยิ่ง ให้หล่อพระพุทธรูปเจ้าน้ำหนัก ๒ หมื่น ๕ พัน เทียมพระแก้วมรกตเจ้า เพื่อให้มั่นคงแก่พระพุทธศาสนาตราบเท่า ๕๐๐๐ พระวัสสา..." พระพุทธรูปองค์นี้ประวัติกล่าวว่า พระองค์ทรงหล่อในปีเดียวกันกับที่เสด็จกรีฑาทัพเข้าตีและยึดเมืองนครราชสีมาสำเร็จ เชื่อว่าทรงมีพระราชประสงค์ให้พระพุทธรูปองค์นี้เป็นตัวแทนพระแก้วมรกตที่ถูกสยามชิงไปครั้งสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสิน เพื่อนำไปประดิษฐาน ณ หอพระแก้วเมืองนครเวียงจันทน์ ในปีพุทธศักราช ๒๓๗๐ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาศักดิ์พลเสพเป็นแม่ทัพตีนครเวียงจันทน์ได้ คงนำพระพุทธรูปสำคัญองค์นี้และองค์อื่นๆ กลับมาพระมหานครด้วย ภายหลังพระพุทธรูปนี้ตกเป็นสมบัติของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ต่อมาพุทธศักราช ๒๕๓๒ จึงย้ายมาแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี

พุทธศักราช ๒๓๖๙-๒๓๗๐ (จุลศักราช ๑๑๘๘-๑๑๘๙) เกิดสงครามต่อสู้ระหว่างนครเวียงจันทน์กับสยาม ทรงโปรดเกล้าให้หัวเมืองต่างๆ เช่น เมืองคำเกิด คำม่วน ท่าแขก มหาไชยกองแก้ว ฯลฯ นำพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองทั้งหลาย ไปประดิษฐานหลบซ่อนในถ้ำลึกตามเทือกเขาหินปูน และโปรดให้ชาวเมืองนำเงินทองไปฝังดินไว้ตามที่ต่างๆ เพื่อให้รอดพ้นจากการชิงปล้นของทหารไทย แต่อย่างไรก็ตาม พระพุทธรูปสำคัญและมีชื่อเสียงหลายองค์ก็ถูกชิงปล้นไปประดิษฐานที่สยามมาจนกระทั่งปัจจุบัน

พุทธศักราช ๒๓๗๐ (จุลศักราช ๑๑๘๙) ทรงอัญเชิญพระแสง พระพุทธรูปสำคัญของนครเวียงจันทน์ไปประดิษฐาน ณ ถ้ำเมืองมหาไชยกองแก้ว ในตำนานว่าพระแสงสร้างพร้อมกันกับพระสุก พระเสริม และพระใส พระแสงสร้างโดยเจ้านางคำแสงพระราชธิดาของสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ต่อมา หลังสงครามเจ้าอนุวงศ์สยามได้สั่งให้เจ้าเมืองนครพนมเชิญขึ้นไปประดิษฐาน ณ กรุงเทพมหานคร แต่พระแสงสำแดงปาฏิหาริย์ไม่ยอมเสด็จจนเกวียนอัญเชิญหัก เจ้าเมืองจึงนำมาประดิษฐานไว้ ณ วัดป่า ต่อมาจึงนำมาประดิษฐาน ณ วัดศรีคุณเมืองกลางเมืองนครพนม ปัจจุบันคือวัดศรีเทพประดิษฐาราม จังหวัดนครพนม[12] นอกจากนี้ ในตำนานเมืองหินบูนหรือเมืองฟองวินห์เก่า ยังกล่าวว่า เมื่อครั้งเสด็จลี้ภัยไปประทับ ณ ถ้ำผาช่างหรือถ้ำผาช้าง เขตเมืองอรันรัตจานาโบราณและเมืองเวียงสุรินทร์โบราณ ปัจจุบันคือส่วนหนึ่งของเมืองหินบูน ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทรงโปรดให้บูรณะปัดกวาดพระอุโบสถโบราณ (สิมเก่า) ในเมืองนี้มากถึง ๑๒ แห่ง และโปรดให้บูรณะกะตืบ (กุฏิหรืออาคารตึกดิน) ด้วยกันอีก ๑ แห่ง รวมเป็น ๑๓ แห่ง ฝ่ายตำนานเมืองมหาชนไชยก่องแก้วหรือเมืองมหาชัยของลาวนั้นกล่าวว่า เมื่อครั้งเสด็จมาสู้ศึกทหารไทยที่ถ้ำผานางเมืองมหาไชย ทรงตั้งทัพที่วัดแถนอันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำ พระพุทธรูปทองแดง และพระพุทธรูปเงิน ทรงโปรดเกล้าให้พระสงฆ์และชาวเมืองนำพระพุทธรูปมีค่าทั้งหลายไปประดิษฐานซุกซ่อนไว้ในถ้ำผานางใกล้น้ำสร้างแก้ว[13]

นอกจากนี้ในตำนานเมืองร้อยเอ็ดยังกล่าวว่า พระองค์ยังทรงเสด็จไปสร้างสิมหลวงกลางเมืองร้อยเอ็ดและโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าอุปฮาตเวียงจันทน์เสด็จไปควบคุมดูแลการก่อสร้างด้วย ในการณ์นี้พระยาขัติยวงศา (สีลัง) เจ้าเมืองร้อยเอ็จ ได้ถวายธิดาผู้หนึ่งชื่อ อาชญานางนุ้ย ให้เป็นหม่อมหรือบาทบริจาริกาในพระองค์ด้วย

วรรณกรรมลาวที่เกี่ยวเนื่องกับพระราชประวัติ[แก้]

ในภายหลังพระราชประวัติของเจ้าอนุวงศ์ได้รับการเรียบเรียงและแต่งเติมจากนักปราชญ์ทางวรรณกรรมลาว ในฐานะวรรณกรรมประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมาก ๒ เรื่องแต่ไม่เป็นที่รับรู้ของชาวไทยนัก เรื่องแรกคือพื้นเวียงจันทน์หรือเพ็ชรพื้นเมืองเวียงจันทน์ คนทั่วไปรู้จักในนามพื้นเวียง ซึ่งออกพระนามของพระองค์ว่าเจ้าอนุรุธราช และเรื่องที่สองคือวรรณกรรมประวัตินครเวียงจันทน์หรือพื้นเมืองเวียงจันทน์ ซึ่งออกพระนามของพระองค์ว่าพระยาอนุราชบัพพาวันดี วรรณกรรมเรื่องแรกกล่าวถึงเรื่องราวการพยายามประกาศเอกราชของพระองค์อย่างตรงไปตรงมา ว่าไม่ได้ขัดแย้งกับสยามแต่ทรงขัดแย้งกับเมืองนครราชสีมา เอกสารชิ้นนี้ไม่มีการกล่าวถึงวีรกรรมท้าวสุรนารี (โม ณ ราชสีมา) และหลังจากตีเมืองนครราชสีมาแตกแล้วทรงตั้งพระบรมราชา (มัง มังคละคีรี) เจ้าเมืองนครพนมให้เป็นเจ้าเมืองนครราชสีมาและสร้างเมืองท่าแขกของประเทศลาวด้วย เอกสารชิ้นนี้กล่าวเนื้อความตรงกันข้ามกับทรรศนะของสยามโดยสิ้นเชิง และถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในไทยโดยนายทรงพล ศรีจักร์ บุตรชายของท้าวเพ็ชรราชหลานชายของเพียวรจักรี ชาวตำบลน้ำก่ำ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม วรรณกรรมเรื่องที่สองได้รับการปรุงแต่งออกจากวรรณเรื่องแรก แต่มีการต่อเติมเรื่องราวอื่นๆ แทรกไว้โดยคงเค้าเรื่องเดิมไว้อยู่ เช่น ความขัดแย้งกับกรุงศรีหรือบางกอก การขอกำลังจากญวณมาช่วยทัพ พร้อมทั้งแต่งตำนานคำสาปพระยาศรีโคตรบองสาปเวียงจันทร์แทรกไว้ที่ต้นเรื่อง และยังกล่าวถึงพระราชโอรสพระองค์หนึ่งของพระองค์พระนามว่า ท้าวเหลาคำ หรือเจ้าราชวงษ์ ว่ามีความสามารถมากและเป็นชนวนเหตุแห่งสงคราม เอกสารชิ้นนี้ถูกเผยแพร่ในไทยจากหนังสือประเพณีอีสานของ ส. ธรรมภักดี ในสมัยก่อนรัชกาลที่ ๕ นั้นวรรณกรรมทั้งสองเรื่องเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชนอีสานและชาวลาว นิยมอ่านกันในงันเฮือนดีหรืองานศพทำนองเดียวกันกับวรรณกรรมเรื่องท้าวฮุ่งท้าวเจือง หรือพื้นนิสสัยบาเจือง

นอกจากวรรณกรรมทั้งสองแล้ว ยังมีข้อสันนิษฐานว่ามีวรรณกรรมอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเชื่อว่าแต่งในรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์ และอาจแต่งในช่วงก่อนสงครามกับสยาม คือ วรรณกรรมเรื่องกาละนับมื้อส่วยหรือวรรณกรรมสาส์นลึบพสูน นักวิชาการบางท่านเชื่อว่าสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์ทรงแต่งเองหรืออาจใช้ให้เสนามนตรีในพระราชสำนักแต่งขึ้น เพื่อระบายความในใจเกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมืองของพระองค์ ในยามถูกรุกรานและกดขี่ข่มเหงจากสยาม วรรณกรรมชิ้นนี้ถูกยกย่องว่าเป็นเพ็ชรน้ำเอกแห่งวรรณกรรมลาวในด้านวรรณกรรมปรัชญาหรือวรรณกรรมแฝงการเมือง พื้นเวียง พื้นเมืองเวียงจันทน์ และกาละนับมื้อส่วย ไม่ถูกนำมาศึกษาในระดับมัธยมของไทยแต่ในระดับอุดมศึกษานั้นก็มีการศึกษาอยู่บ้างแต่ไม่เป็นที่โดดเด่นในประเทศไทย อาจเนื่องจากปัญหาความมั่นคงและปัญหาการแบ่งแยกดินแดน ทว่าในประเทศลาวนั้นวรรณกรรมทั้ง ๓ เรื่องเป็นที่ยกย่องเชิดชูและใช้ในการศึกษาโดยปกติ ต้นฉบับของวรรรกรรมทั้ง ๓ เรื่อง ปรากฏอยู่ทั่วไปในคัมภีร์ใบลานของวัดหลายแห่งในอีสานและลาว

สายราชตระกูลและวงศ์ที่ใกล้ชิด[แก้]

พระเจ้าสิริบุญสาร (เจ้าธรรมเทวงศ์หรือเจ้าองค์บุญ) ได้รับการเฉลิมพระนามว่า สมเด็จบรมบพิตรมหาบุรีไชยเสฏฐาธัมมิกราช หรือสมเด็จบรมบพิตรพระโพสาธรรมิกราชาไชยจักรพรรดิภูมินทราธิราช พระเป็นเจ้านครเวียงจันทบุรีศรีสัตนาคนหุต อุตมราชธานีบุรีรมย์ มีพระราชโอรสพระราชธิดาคือ

๑. พระเจ้านันทเสน (ประสูติแต่พระอรรคเทวี)

๒. พระเจ้าอินทวงศ์ (ประสูติแต่พระอรรคเทวี)

๓. พระเจ้าอนุวงศ์ (ประสูติแต่พระอรรคเทวี)

๔. เจ้ามหาอุปฮาตพรมวงศ์

๕. เจ้ามหาอุปฮาตติสสะ (ประสูติแต่พระสนมหรือบาทปริจาริกา)

๖. เจ้ามหาอุปฮาตสีถาน

๗. เจ้าพระยาบุตรโคตรแวงบ่าวบูรพา (ต้นวงศ์เมืองธาตุพนม ประสูติแต่เจ้านางจันทะมาสเทวี)[14]

๘. เจ้าหน่อกะบอง หรือเจ้าพงษ์กะบอง (ประสูติแต่เจ้านางจันทะมาสเทวี)

๙. เจ้าพระยาเมืองแสน

๑๐. เจ้าพระยาคำหาญอาสา

๑๑. เจ้าพระยาจันทอง

๑๒. เจ้าพระยาละคอนมหาโคตร

๑๓. เจ้าพระยาศรีสัตนาคธรรมมา

๑๔. เจ้าพระยาจันทรสุริยามหาเดชา

๑๕. เจ้าสิริธรรมา

๑๖. เจ้าคำโผย (เจ้าคำโปรย)

๑๗. อาชญาหล้าแผ่น (เจ้าคำทอง)

๑๘. อาชญาเจ้าคำปุ่นบุญล่วง

๑๙. เจ้านางแก้วยอดฟ้ากัลยาณีศรีกษัตริย์

๒๐. เจ้านางเขียวค้อม (ในพงศาวดารเมืองยโสธรกล่าวว่าเป็นพระธิดาในเจ้าอุปฮาตดวงหน้าถูกส่งไปถวายสมเด็จพระเจ้าตากสิน ในพงศาวดารเมืองน่านกล่าวว่าเป็นพระธิดาในเจ้าสิริบุญสาร นักวิชาการบางท่านเชื่อว่าเป็นพระองค์เดียวกันกับเจ้านางแก้วยอดฟ้ากัลยาณีศรีกษัตริย์)[15]

๒๑. เจ้าแสนปัจจุทุม หรือเจ้าแสนแก้วบุฮม (ต้นวงศ์เมืองสุวรรณภูมิราชบุรี เมืองร้อยเอ็ด เมืองขรแก่น เมืองชลบถวิบูลย์ เมืองมหาสารคาม ฯลฯ นักวิชาการบางท่านเชื่อว่าอาจเป็นพระองค์เดียวกันกับเจ้าศรีวิชัย โอรสเจ้าศรีวรวังโส นัดดาพระเจ้าโพธิสาลราชแห่งนครหลวงพระบาง)

๒๒. เจ้านางแก้วกุมมารี หรือเจ้าหน่อน้อยกุมมารี (ประสูติแต่นางจันทะมาสเทวี)

๒๓. เจ้าหน่อเมือง (ในพงศาวดารย่อเมืองเวียงจันทน์กล่าวว่าชื่อ เจ้าองค์นาง เป็นราชบุตรีที่ส่งไปถวายเป็นบาทปริจาริกาในพระเจ้ากรุงอังวะ)


สายพระเจ้านันทเสน[แก้]

พระเจ้านันทะเสนราชพงษมะลานเจ้าพระนครเวียงจันทบุรี พระนามเดิมว่าเจ้านัน มีราชโอรสราชธิดาคือ

๑. เจ้าจันทรเทพสุริยวงษ์ ดำรงรัฐสีมา มุกดาหาราธิบดี (หนู) เจ้าเมืองมุกดาหารบุรีในฐานะประเทศราช บ้างออกนามว่าเจ้าจันทรประทีป บ้างก็ว่าเป็นพระโอรสของเจ้ามหาอุปฮาตติสสะ เคยเป็นอดีตพระนครศรีบริรักษ์ บรมราชภักดี ศรีศุภสุนทร เจ้าเมืองขอนแก่น เป็นต้นตระกูล จันทนากร เมื่อครั้งประทับ ณ วังบางยี่ขัน กรุงเทพพระมหานคร มีหม่อม ๑ ท่านคือ หม่อมบุญมี มีราชธิดาคือ เจ้านางจำเริญ จันทนากร มารดาของนางรัชนี จันทนากร เมื่อครั้งรับราชกาลหัวเมืองนั้นมีโอรสกับหม่อมใดไม่ปรากฏนามอยู่ ๓ องค์ คือ

  • เจ้าสุทธิสาร
  • เจ้าราชวงษ์ (ดวงเกศ) คณะอาญาสี่เมืองมุกดาหาร
  • เจ้าดวงจันทน์ ทรงบรรดาศักดิ์ครองสองหัวเมืองลาวพร้อมกันคือ บรรดาศักดิ์ที่พระจำเริญพลรบเจ้าเมืองสองคอนดอนดง และพระศรีวรราชเจ้าเมืองท่าอุเทน[16]

๒. เจ้าชาลี เป็นต้นตระกูล ชาลีจันทร์ สมรสกับเจ้านางศิริประภา มีโอรสคือ เจ้าไข่ ชาลีจันทร์[17]

๓. เจ้าจอมมารดาเพ็งเล็ก (เพ็งหรือเพ็งน้อย) ได้รับการสถาปนาให้เป็นเจ้าจอมมารดาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ ๑) แห่งกรุงเทพพระมหานคร มีพระราชธิดาด้วยกัน ๑ พระองค์คือ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงสุภาธร

๔. เจ้าจ่อม เป็นทวดของนายตำรวจโท จ่าชำนิทั่วด้าน (อิน) นายเวรสมุหพระตำรวจ กรมพระตำรวจหลวงรักษาพระองค์ ผู้ขอพระราชทานนามสกุล จันทนากร


สายพระเจ้าอินทวงศ์[แก้]

พระไชยเชษฐาธิราชชาติสุริยวงศ์องค์อัคธิบดีนทระณรินทรามหาจักรพรรดิราช บรมนาถบพิต สถิดเปนพระเจ้ากรุงจันทบุรีย ศรีสัตะนาคณหุตวิสุทธิอุดมบรมรัตนธานีศรีมหาสถาน พระนามเดิมว่าเจ้าอิน มีพระราชธิดาคือ เจ้านางคำสุกหรือเจ้าจอมมารดาทองสุก แต่บ้างก็ว่าเป็นพระราชธิดาในพระเจ้านันทเสน ทรงได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าจอมมารดาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่๑) แห่งกรุงเทพพระมหานคร มีพระราชธิดาด้วยกันคือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงกุณฑลทิพยวดี (พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงจันทบุรี) ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระราชชายานารี เจ้าฟ้าหญิงกุลฑลทิพยวดี ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) แห่งกรุงเทพพระมหานคร มีพระราชโอรสพระราชธิดาด้วยกัน ๔ พระองค์คือ

๑. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าชายอาภรณ์ ต้นราชสกุล อาภรณ์กุล ณ อยุธยา

๒. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ (สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าชายกลาง) ต้นราชสกุล มาลากุล ณ อยุธยา

๓. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงไม่ปรากฏพระนาม

๔. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าชายปิ๋ว


สายพระเจ้าอนุวงศ์[แก้]

สมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์ทรงมีพระมหเษีและพระชายาดังต่อไปนี้

๑. พระอรรคเทพีคำป้อง (คำปล้อง) พระมเหษีฝ่ายขวา[18]

๒. พระอรรคเทพีคำจันทร์ (คำจัน) พระมเหษีฝ่ายซ้าย

๓. พระนางสอนเทวี ราชธิดาในพระบรมราชา (มัง) เจ้าผู้ครองเมืองละครหรือเมืองนคร ต้นตระกูล มังคละคีรี เมื่อครั้งสงครามเจ้าอนุวงศ์เสร็จสิ้นสยามได้เชิญพระนางไปเป็นนางห้ามในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) แห่งกรุงเทพพระมหานคร[19]

๔. เจ้านางบุษบา (บุสบา)

๕. เจ้านางคำใส

๖. เจ้านางทองดี

๗. เจ้านางออน

๘. ญาแม่หมานุย (นุย) ชาวเมืองออกนามว่าญาแม่อุปฮาต เป็นธิดาพระยาขัติยวงศา พิสุทธาธิบดี (สีลัง ธนสีลังกูร) เจ้าเมืองร้อยเอ็ดคนที่ ๒ บ้างก็ว่าเป็นหม่อมของเจ้ามหาอุปฮาตเวียงจันทน์ บ้างก็ว่าเป็นหม่อมของเจ้าอนุวงศ์ตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นอุปราชเวียงจันทน์

๙. ญานางคำเพา (เพา) บ้างก็ว่าเป็นราชธิดาของเจ้าอนุวงศ์ บ้างก็ว่าเป็นแต่เพียงหม่อมห้ามนางกำนัน ในตำนานเมืองวังของชาวภูไทเชื่อว่าเป็นพระสนมเก่าที่พระราชทานมาให้พระยาศรีวรราช (ก้า) เจ้าเมืองวัง เพื่อเจริญทางพระราชไมตรีกับกลุ่มเจ้านายลาวตอนกลาง

เจ้าอนุวงศ์มีพระราชโอรสพระราชธิดาคือ

๑. เจ้าสุทธิสาร (โป้หรือโป๋) หรือเจ้าสิทธิสาร เอกสารบางฉบับออกนามว่าเจ้าสุทธิราช เป็นต้นราชตระกูล สิทธิสาริบุตร มีพระโอรสกับหม่อมใดไม่ปราฏนาม ๑ พระองค์คือ เจ้ารูป และทรงมีพระโอรสพระธิดาอันประสูติแต่เจ้านางศิริประภาคือ

  • เจ้าช่วย
  • เจ้าพรหมา
  • เจ้านางทอง

๒. เจ้าราชวงศ์ (เหง้าหรือเง่า) เจ้านครเวียงจันทน์พระองค์สุดท้าย ในเอกสารเพ็ชร์พื้นเวียงจันทน์กล่าวว่า ทรงอภิเษกกับพระราชธิดาพระเจ้าแผ่นดินญวณ นอกจากนี้ยังมีหม่อมที่รับถวายจากเมืองร้อยเอ็ดนาง ๑ ชื่อ อาชญานางอ่อม ธิดาพระรัตนวงศา (โอ๊ะ) เจ้าเมืองสุวรรณภูมิ นางได้ถวายตัวเป็นหม่อมเมื่อครั้งเจ้าราชวงศ์ (เหง้า) เสด็จไปทำศึกกู้เอกราชช่วยพระราชบิดาพร้อมกันกับเจ้าอุปฮาต (สีถาน) เจ้าราชวงศ์ (เหง้า) มีพระราชโอรสอันประสูติแต่นางใดไม่ปรากฏนามคือ เจ้าสีหาราช ต้นตระกูล สีหราช ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีพระโอรส ๓ พระองค์คือ

  • เจ้าคำบง
  • เจ้าบุญเหลือ
  • เจ้าสมทอง มีโอรสและธิดารวม ๗ พระองค์ ปรากฏนามคือ ท้าวสมอก สีหราช (ท้าวอนุวงศ์ เศษฐาธิราช) ผู้ตั้งราชตระกูล เศษฐาธิราช ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สมรสกับนางอุไรวรรณ เศษฐาธิราช (อุไรวัน) เชื้อสายราชวงศ์หลวงพระบาง มีบุตร ๒ คนคือ ท้าวฟ้าไชย เศษฐาธิราช๑ ท้าวฟ้าหงุ่ม เศษฐาธิราช๑

๓. เจ้าราชบุตร (โย้หรือโย่) พระเจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์ มีพระราชโอรสคือ เจ้าอุปฮาต (คำป้อม) อุปราชแห่งนครจำปาศักดิ์[20]

๔. เจ้าหมื่นนาม (ท้าวหมื่นนาน) ประสูติแต่พระนางสอนเทวี สิ้นพระชนม์เมื่อครั้งสงครามสยาม-เวียงจันทน์ ปรากฏพระนามในเอกสารพื้นเวียง

๕. เจ้าเต้

๖. เจ้าชัยสาร (ไชยสาร)

๗. เจ้าเถื่อน

๘. เจ้าคลี่ (คี่หรือคี่เหี่ย) อภิเษกกับเจ้านางท่อนแก้ว พระธิดาในเจ้ามหาอุปฮาต (ติสสะ) มีพระราชธิดาด้วยกันคือ เจ้าจอมมารดาดวงคำ (เจ้านางหนูมั่น) เจ้าหญิงท่านนี้ได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าจอมมารดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) แห่งกรุงเทพพระมหานคร ทรงเป็นต้นราชตระกูล ณ เวียงจันทน์ มีพระราชธิดาด้วยกัน ๒ พระองค์คือ

  • พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงนารีรัตนา
  • พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงประดิษฐาสารี

๙. เจ้าปาน

๑๐. เจ้าเสือ อภิเษกกับเจ้านางท่อนแก้ว (ยังเป็นที่ถกเถียงว่าเป็นพระองค์เดียวกันกับพระธิดาเจ้ามหาอุปฮาตติสสะหรือไม่) มีพระราชโอรสคือ เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ ดำรงรัฐสีมา อุบลราชธานีบาล (หน่อคำ) เจ้าเมืองอุบลราชธานีศรีวะนาลัยประเทศราชพระองค์สุดท้าย เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ ทรงเป็นต้นราชตระกูล พรหโมบล, พรหมเทพ, เทวานุเคราะห์

๑๑. เจ้านางดวงจันทร์ หรือ แม่แก้วจันทร์ ได้ถูกนำมาไว้ที่หัวเมืองสุพรรณบุรีพร้อมกับเจ้านายลาวอีกหลายพระองค์ในคราวศึกเจ้าอนุวงศ์ ต่อมาได้ไปอยู่ที่บ้านดอนมะขาม(ไผ่ขวาง) อ.เมืองสุพรรณบุรี ลูกหลานเกิดมาภายหลัง จึงเรียกหนองน้ำใหญ่เพื่อระลึกถึงว่า "หนองยายจันทร์"

๑๒. เจ้าช้าง

๑๓. เจ้าอึ่งคำ

๑๔. เจ้าสุวรรณจักร

๑๕. เจ้าขัติยะ

๑๙. เจ้าพุทธชาติ

๒๐. เจ้าปัน (เจ้าปั้น)

๒๑. เจ้าดิศพงษ์

๒๒. เจ้านางหนูจีน มีบุตรคือ เจ้าขำ เจ้าขำสมรสกับนางบุญรอด มีบุตรคือ

  • พันตำรวจเอก พระยาบุเรศผดุงกิจ (รวย พรหโมบล) อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ผู้ขอพระราชทานนามสกุล พรหโมบล มีภริยา ๕ คนคือ คุณหญิงทองคำ บุเรศผดุงกิจ๑ คุณพร้อม๑ คุณใจ๑ คุณชวน๑ คุณเปรื่อง๑ มีบุตรธิดาคือ พลตำรวจตรี หลวงพรหโมปกรณ์กิจ (คุณรื่น พรหโมบล)๑ คุณเริญ พรหโมบล๑ คุณเลื่อน พรหโมบล๑ คุณหญิงแร่ม พรหโมบล บุณยประสพ เนติบัณฑิตหญิงคนแรกของไทย๑ คุณริ้ม พรหโมบล๑ คุณร้อม พรหโมบล๑ พันตำรวจเอก รัตน์ พรหโมบล๑ คุณเรียม พรหโมบล (บุญช่วย)๑ คุณเรียบ พรหโมบล (ผดุง)๑ คุณรุจี พรหโมบล (ไข่ขวัญ)๑ คุณรัมภา พรหโมบล๑ คุณคลอใจ พรหโมบล (ปุก)๑ คุณรุ่งเรือง พรหโมบล (ป๋อง)๑ คุณเคลือวัลย์ พรหโมบล (แป๊ด)๑ คุณสุรศักดิ์ พรหโมบล (ป๊อด)๑ คุณจิระ พรหโมบล (จุ๋มจิ๋ม)๑ คุณอมรา พรหโมบล (แป้น)๑ พันตำรวจเอก คีรี พรหโมบล (ปั้น)๑ คุณดำรงศักดิ์ พรหโมบล (ปาน)๑
  • นางปลั่ง สมรสกับ หลวงราชเดชา (ชม บุนนาค)
  • นางผ่อง สมรสกับ พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง (เชย ไชยคุปต์)
  • นางแปลก สมรสกับ นายกราย บุนนาค
  • นางสาวสาย พรหโมบล
  • คุณหญิงน้อม พิชัยภูเบนทร์ สมรสกับ พันเอก พระยาพิชัยภูเบนทร์ (ผ่าน อินทรทัต)

๒๓. เจ้าสุพรรณ

๒๔. เจ้านางคำวัน (คำแว่น) อภิเษกกับเจ้าน้อย เจ้านครเชียงขวาง หรือพระเจ้าสุททะกะสุวันนะกุมาร (อาชญาน้อยเมืองพวน) มีพระราชโอรสด้วยกันคือเจ้าโป้๑ เจ้าอึ่ง๑ เจ้าอ่าง๑ และมีพระราชโอรสอีก ๒ พระองค์ประสูติแต่พระมเหษีไม่ปรากฏพระนามคือ เจ้าทับ๑ เจ้าพมมา๑ ฝ่ายเจ้าอ่างมีพระโอรสชื่อ เจ้าคำโง่น เจ้าคำโง่นมีพระโอรสชื่อ เจ้าสายถะหวิน เจ้าสายถะหวินสมรสกับหม่อมเต็มคำ มีพระโอรสด้วยกันคือ เจ้าชอบไชชะนะ สุดทะกะกุมาน อดีตราชเลขาประจำพระราชวังหลวงพระบางในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์, อดีตเจ้ากรมพิธีการมณเฑียรบาล,ประธานสภาและผู้แทนราษฎร ๔ ชุดของแขวงเชียงขวาง, เอกอัครราชทูตและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลแห่งพระราชอาณาจักรลาว[21]

๒๕. เจ้านางคำแพง

๒๖. เจ้านางเชียงคำ

๒๗. เจ้านางหนู อาจเป็นพระองค์เดียวกันกับเจ้านางหนูจีน

๒๘. เจ้านางประทุม หรือเจ้าจอมประทุม ได้รับการสถาปนาเป็นพระสนมในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) แห่งกรุงเทพพระมหานคร

๒๙. เจ้านางจันทร์โสม หรือเจ้าจอมมารดาจันทร์โฉม ได้รับการสถาปนาเป็นพระสนมในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) แห่งกรุงเทพพระมหานคร มีพระราชธิดาด้วยกัน ๑ พระองค์คือ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงไม่ปรากฏพระนาม นอกจากนี้เจ้านางจันทร์โสมยังมีบุตรชายท่านหนึ่งชื่อ นายจันทร์แพ เป็นผู้ขอพระราชทานนามสกุล เทวานุเคราะห์ จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗)

๓๐. เจ้านางลาวช่อฟ้า (เจ้านางคำเพา) เรื่องราวเกี่ยวกับพระนางยังเป็นข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์ ตำนานเมืองวังเชื่อว่าเป็นชายาของพระยาศรีววราช (ก้า) เจ้าเมืองวังอ่างคำ ต้นตระกูล แก้วมณีไชย, แก้วมณีชัย, แก้วมณี, อินทร์ติยะ บ้างก็ออกนามว่าพระนางลาว มีพระราชโอรสพระราชธิดาด้วยกันคือ

  • พระยาราชเตโช (เจ้าเตโชหรือพระยาเตโช) เจ้าเมืองวัง ต้นตระกูล เตโช
  • พระยาก่ำ (เจ้าก่ำหรือพระยาหน้าก่ำ)
  • พระยาแก้ว (เจ้าแก้ว) อดีตเจ้าอุปฮาตเมืองวัง ต่อมาเป็นเจ้าเมืองวังเว มีพระโอรสพระธิดาคือ เจ้านางเอื้อยกก ต้นตระกูล บัวสาย๑ เจ้านางเอื้อยรอง๑ พระแก้วโกมล (เพชร) เจ้าเมืองเว๑ พระแก้วโมล (สาย) เจ้าเมืองเรณูนคร ต้นตระกูล โกพลรัตน์

นอกจากนี้แล้วสมเด็จเจ้าอนุวงศ์ยังมีพระราชนัดดาและพระราชปนัดดา อันไม่ทราบว่าประสูติแต่พระราชโอรสพระราชธิดา และพระราชนัดดาพระองค์ใด ดังนี้[22]

๑. เจ้ามหาอุปฮาต (เอม) เจ้าอุปราชนครเวียงจันทน์

๒. เจ้าสุริยะ กรมการนครเวียงจันทน์

๓. เจ้าสุวรรณ

๔. เจ้าสุพรรณ

๕. เจ้าสุพล

๖. เจ้าโหง่นคำ (เจ้าง่อนคำใหญ่)

๗. เจ้ากำพ้า (กำพร้า)

๘. เจ้าโถง

๙. เจ้าอ้ง (อาจเป็นพระองค์เดียวกับเจ้าอัง พระโอรสในเจ้ามหาอุปฮาตติสสะ)

๑๐. เจ้าบุตร์ (บุตร)

๑๑. เจ้าบุ

๑๒. เจ้าป่าน

๑๓. เจ้าพงษ์ (อาจเป็นพระองค์เดียวกันกับเจ้าดิศพงษ์ พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์)

๑๔. เจ้าหลอด

๑๕. เจ้าดี

๑๖. พ่อคุณปลัด (ผู้นำชุมชนชาวลาวเวียงจันทน์บ้านดอนคา ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) พ่อคุณปลัดเป็นต้นสกุล "กุลวงศ์" ในกาลต่อมาได้มีลูกหลานได้รับราชการและมียศถาบรรดาศักดิ์ จึงแยกออกมาใช้สกุลต่างๆเพื่อเป็นเกียรติต่อวงศ์ตระกูล อีกมากมาย เช่นสกุล "หงษ์เวียงจันทร์,เหมเวียงจันทร์,พันธุ์จันทร์,นนท์ช้าง,นนท์แก้ว,ยศวิชัย,ปลัดม้า,ตุ่มศรียา,ทองเรือนดี เป็นต้น

สายเจ้ามหาอุปฮาตติสสะ[แก้]

เจ้าติสสะ เจ้ามหาอุปฮาตแห่งนครเวียงจันทน์ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์ แต่มิทรงเข้าร่วมต่อต้านอำนาจสยามกับสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์ ฝ่ายสยามจึงทรงอุปการะบุตรหลานของพระองค์ไว้ มีพระราชโอรสพระราชธิดาคือ

๑. เจ้าหนู (เจ้าจันทรเทพฯ บ้างก็ว่าพระองค์เป็นพระราชโอรสในพระเจ้านันทเสน)

๒. เจ้าราชวงษ์ (เจ้าขัติยะหรือเจ้ากัติยะ) คณะอาญาสี่เมืองสองคอนดอนดง

๓. เจ้าเอม

๔.เจ้าปาน

๕. เจ้าสุพรหม

๖. เจ้าอัง

๗. เจ้านางท่อนแก้ว พระมารดาในเจ้าจอมมารดาดวงคำ (หนูมั่น ณ เวียงจันทน์) และเจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ (หน่อคำ พรหมเทพ)

๘. เจ้านางน้อย หรือเจ้าจอมมารดาน้อยลาว ได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าจอมมารดาในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) แห่งกรุงเทพพระมหานคร มีพระราชโอรสพระราชธิดาด้วยกันคือ

  • พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าชายไม่ปรากฏพระนาม
  • พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงสุบงกช

๙. เจ้าเหมน ข้าหลวงเดิมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้อัญเชิญพระเจ้าองค์แสนเมืองมหาชัยกองแก้ว พระทองหล่อ เขากระทิงหด และเขาวัวหดจากเมืองนครพนมไปทูลเกล้าทูลถวาย ณ กรุงเทพพระมหานคร[23] (อาจเป็นพระองค์เดียวกันกับพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์) ในตำนานพงศาวดารเมืองสกลนคร ฉบับพระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ พรหมสาขา ณ สกลนคร) อดีตเจ้าเมืองสกลนคร กล่าวว่า ทรงมีพระชายาพระองค์หนึ่งพระนามว่า อาชญานางตูด เป็นพระธิดาในพระพรหมอาสาหรือเจ้าจุลนี เจ้าเมืองมหาชัยกองแก้ว พระราชโอรสในพระบรมราชากิติศักดิ์เทพฤๅยศ ทศบุรีศรีโคตรบูรหลวง (พรหมา พรหมประกาย ณ นครพนม) เจ้าเมืองนครพนม

สายเจ้ามหาอุปฮาตสีถาน[แก้]

เจ้าอุปฮาต (สีถาน) พระอนุชาต่างพระมารดากับเจ้าอนุวงศ์ บ้างก็กล่าวว่าอาจเป็นองค์เดียวกับเจ้ามหาอุปฮาตติสสะ เคยร่วมกับเจ้าราชวงศ์ (เหง้า) ช่วยเจ้าอนุวงศ์เข้าตีหัวเมืองอีสานที่กระด้างกระเดื่องเมื่อครั้งสงครามกู้เอกราชจากสยาม ทรงมีหม่อมปรากฏนามอยู่ ๓ นาง ซึ่งได้รับการถวายจากเมืองร้อยเอ็ดเมื่อครั้งเดินทางไปทำศึก ทั้งหมดล้วนเป็นธิดาของพระยาขัติยวงศ์พิสุทธิธิบดี (สีลัง) เจ้าเมืองร้อยเอ็ด ต้นตระกูล ธนะสีลังกูล ทั้ง ๓ นางนั้นปรากฏนามดังนี้

๑. อาชญานางหมานุย (หมานุ้ย)

๒. อาชญานางตุ่ย (ตุ่ม)

๓. อาชญานางแก้ว


สายเจ้าพระยาบุตร์โคตร[แก้]

พระนามเต็มว่า เจ้าพระยาบุตรโคตรแวงบ่าวบูรพา ถูกเชิญเสด็จไปกรุงอังวะพร้อมกับเจ้าหน่อเมืองหรือเจ้าองค์นาง เป็นพระบิดาของเจ้าพระยานาเหนือหรือพระยาศรีสุวรรณปุคคะโล (คำบุกหรือคำมุก) ต้นตระกูล บุคคละ เป็นพระปัยกาของเจ้าพระยาเมืองฮามนามฮุ่งศรี (คำอยู่) เจ้าพระยาเมืองฮามนามฮู่งศรี (คำอยู่) มีชายาและหม่อมคือ

๑. ญาแม่นางบุคคะลี (เจ้านางโมคคัลลี)

๒. ญานางเทพคัณฑี

๓. ญานางสุวรรณ์คำสุก

เจ้าพระยาเมืองฮามนามฮู่งศรีมีพระโอรสพระธิดาคือ

๑. ขุนรามราชรามางกูร (เจ้ารามราช) [24] เจ้าเมืองหรือขุนโอกาสเมืองธาตุพนมองค์แรกแห่งราชวงศ์เวียงจันทน์ เป็นต้นตระกูล รามางกูร, รามางกูร ณ โคตะปุระ มีชายาชื่อเจ้านางสิริบุญมาธิดาเจ้าอุปละ (สีสุมังค์) กรมการเมืองธาตุพนม นัดดาในพระยากางสงคราม (คำวิสุด) แห่งเมืองนครจำปาศักดิ์ ขุนรามราชรามางกูรและเจ้านางสิริบุญมามีพระโอรสคือ หลวงกลางน้อยศรีมงคลหรือเจ้าศรีมุงคุณ (ศรี รามางกูร) เจ้าเมืองหรือขุนโอกาสเมืองธาตุพนมคนที่ ๒ และเจ้านางคำกองเกิดหล้า สมรสกับเจ้าอุปฮาตจันทร์ละคร (จันทน์ทองทิพย์ มังคละคีรี) เจ้าเมืองท่าแขก มีโอรสคือ หลวงปราณีพุทธบริษัท (เมฆ รามางกูร) เจ้าเมืองหรือขุนโอกาสเมืองธาตุพนมองค์ที่ ๓ ฝ่ายหลวงกลางน้อยศรีมงคล (ศรี รามางกูร) นั้นอภิเษกกับอาชญานางบุษดีธิดาหมื่นนำรวง ทายาทท้าวคำสิงห์โอรสท้าวหม่อมบ่าวหลวงเจ้าเมืองหลวงโพนสิม และนางสิมพะลี นอกจากนั้นหลวงกลางน้อยศรีมงคล (ศรี รามางกูร) ยังมีหม่อมอีกหลายท่านคือ เจ้านางจันทุมมา๑ เจ้านางคำดวง๑ นางเทพ๑ อัญญานางลือดี๑ นางอรดี๑ นางแก้วคำพา๑ นางหมอก๑ อัญญานางจันทราช๑ นางคำแก้ว๑ หม่อมนาคำ๑ นางคำลุน๑ อัญญานางวอระพัน๑ นางลาดสุวรรณ๑ หม่อมคำนาลี๑ นางมนมณี๑ หม่อมยอดคำทิพย์๑ มีพระโอรสพระธิดาคือ

  • ท้าวจารย์พุทธา
  • เจ้าพระอุปฮาซา (ญาพ่อนายฮ้อยเฮือง) ผู้ตั้งตระกูล รามางกูร แห่งเมืองธาตุพนม เป็นบิดาของร้อยตำรวจตรีประดิษฐ์ รามางกูร ร้อยตำรวจตรีประดิษฐ์ รามางกูร เป็นบิดาของ ดร. วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกสมาคมมิตรภาพไทย-ลาว ฯลฯ
  • ท้าวพรหมบุตร์ (คำเที่ยง)
  • ท้าวน้อยคำผิว (ผิว)
  • อาชญานางยอดแก้วก่องมะณี ชายาเอกในเจ้าพระยาจันทรสุริยวงศ์ (กิ่ง จันทรสาขา) เจ้าเมืองมุกดาหาร อาชญานางเป็นผู้สร้างวัดยอดแก้วศรีวิชัยเมืองมุกดาหาร ทายาทสายเมืองมุกดาหารนี้คือ พระยาศศิวงศ์ประวัติ (เมฆ) เจ้าเมืองมุกดาหารองค์สุดท้าย ได้รับพระราชทานนามสกุลจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ว่า จันทรสาขา บุตรชายของพระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ) คือ หลวงพิทักษ์พนมเขต (ท้าวศรีกระทุม) นายอำเภอธาตุพนม ได้รับพระราชทานนามสกุลจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ ๘) ว่า พิทักษ์พนม
  • อาชญานางสิริพรรณ
  • อาชญานางจันทะแจ่ม

๒. เจ้านางจันทร์ทิพย์ สมรสกับ เจ้าโพธิสาร กรมการเมืองมุกดาหาร

๓. เจ้านางจันทรา สมรสกับ หลวงทศทิศพนมธานี กรมการเมืองมุกดาหาร เป็นต้นตระกูล ทศศะ, จันทศ

๔. เพียสีสุตตา

๕. ท้าวคำมาอรรคฮาต

๖. พระศรีราชา (เพียสีหาราช)

๗. จารย์พระเทพพุทธา (จารย์บุดดา)

๘. ญาพ่อท้าวน้อยคำวรบุตรเมืองดอนโขง

๙. ญานางจันทร์คำสว่างหล้า

๑๐. ญานางจันทร์ศรีสว่างโลก

๑๑. ท้าวสีหาราช

๑๒. ท้าวธรรมโนลา

๑๓. นางดวงคำจันทร์

๑๔. นางศรีเวียงเทพพนม

๑๕. นางศรีคำลาด

๑๖. นางมะนีสุก

๑๗. นางสุดสุดา

สายเจ้าแสนปัจจุทุม[แก้]

สายนี้เป็นสายที่มีปัญหามากที่สุดในการนับลำดับวงศ์สกุล เจ้าแสนปัจจุทุม รับราชกาลที่เมืองธุรคมหงส์สถิต แขวงนครเวียงจันทน์ ตำนานพื้นเมืองกล่าวว่าเป็นพระราชโอรสพระองค์หนึ่งของพระเจ้าสิริบุญสาร แต่ขัดแย้งกันกับเอกสารพื้นเมืองหลายฉบับ เจ้าแสนปัจจุทุมมีพระราชโอรสคือ

๑. เพียเมืองแพน (พันหรือศักดิ์)[25] เจ้าเมืองรัตนนคร ต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์พระนครศรีบริรักษ์ เจ้าเมืองขอนแก่นองค์แรก บ้างก็ว่าเป็นหลานท้าวจารย์แก้ว เป็นต้นตระกูล เสนอพระ, อุปฮาด, นครศรีบริรักษ์ มีโอรสธิดาคือ

  • อาชญานางคำแว่น หรือเจ้าจอมแว่น (ท้าวเสือหรือคุณเสือ) ได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าจอมพระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ ๑) แห่งกรุงเทพพระมหานคร ตั้งแต่เมื่อครั้งทรงบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาจักรี เจ้าจอมแว่นเป็นผู้อนุบาลสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงกุลฑลทิพยวดี พระราชธิดาในเจ้าจอมมารดาทองสุก
  • เพียวรบุตร กรมการเมืองขอนแก่น มีภริยาชื่อนางน้อย มีบุตรคือ หลวงศรีวรวงศ์ (อู๋หรืออุ) ท้าวอู๋นี้ต่อมาได้เป็นราชบุตร์เมืองขอนแก่น ต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์ที่ พระนครศรีบริรักษ์เจ้าเมืองขอนแก่นฝ่ายเมืองใหม่ (บ้านดอนบม) ต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยานครศรีบริรักษ์บรมราชภักดีศรีศุภสุนทร ผู้ว่าราชการเมืองขอนแก่นและจางวางราชการเมืองขอนแก่น ท้าวอู๋เป็นต้นตระกูล นครศรี
  • ธิดาไม่ทราบนาม เป็นหม่อมของพระนครศรีบริรักษ์ (คำบ้งหรือคำบัง) เจ้าเมืองขอนแก่น

นอกจากนี้ เพียเมืองแพนยังมีหลานอีกผู้หนึ่งไม่ทราบว่าเกิดแต่บุตรธิดาท่านใดคือพระราชวงษา ต่อมาได้เป็นราชวงศ์เมืองขอนแก่น

๒. เจ้าแสนแก้วบูฮม (แก้วมงคลหรือแก้วบรม) เอกสารบางฉบับออกนามว่า ท้าวจารย์แก้ว ตำนานเมืองมุกดาหารกล่าวว่าเป็นพี่น้องกับท้าวจารย์จันทรสุริยวงศ์ เจ้าเมืองหลวงโพนสิม ตำนานเมืองร้อยเอ็จกล่าวว่าเป็นพี่น้องกับท้าวจารย์หวด เจ้าเมืองโขง ส่วนเมืองขอนแก่นตำนานหนึ่งเห็นว่าเป็นพี่น้องกับเพียเมืองแพน อีกตำนานหนึ่งเห็นว่าเพียเมืองแพนเป็นหลานท้าวจารย์แก้ว ท้าวจารย์แก้วเป็นเจ้าเมืองท่งศรีภูมิหรือเมืองท่ง (เมืองสะพังสี่แจเก่า) บ้างก็ว่าพระองค์ทรงเป็นราชโอรสในเจ้าศรีวิชัยหรือเจ้าศรีวรมงคล เป็นราชนัดดาในเจ้าวรวังโสหรือเจ้าศรีวรวังโสราชโอรสในพระเจ้าโพธิสาลราชแห่งนครหลวงพระบาง กับเจ้านางยอดคำทิพย์แห่งนครเชียงใหม่ เจ้าจารย์แก้วเป็นต้นตระกูล ธนสีลังกูร, ณ ร้อยเอ็จ, ขัติยวงศ์, เรืองสุวรรณ บุตรหลานของพระองค์แยกอออกไปตั้งเมืองร้อยเอ็ด สุวรรณภูมิ มหาสารคาม กันทรวิชัย ชลบถวิบูลย์ ศีรษะเกศ หนองหาร พุทไธสงค์ ฯลฯ ทรงมีพระโอรสคือ เจ้าหน่อคำเจ้าผู้ครองนครน่าน๑ พระรัตนวงศา (เจ้ามืดกำดล) เจ้าเมืองสุวรรณภูมิ์ราชบุรี๑ พระขัตติยะวงศา (เจ้าสุทนต์มณี) เจ้าเมืองฮ้อยเอ็ด๑ พระนครศรีบริรักษ์ (คำบังหรือคำบ้ง) เจ้าเมืองขรแก่น๑ พระนครศรีบริรักษ์ (คำยวง) เจ้าเมืองขรแก่น๑

พระขัตติยะวงศา (เจ้าสุทนต์มณี) มีพระโอรสคือ พระยาขัตติยวงษา (สีลัง) เจ้าเมืองฮ้อยเอ็ด๑ พระรัตนะวงษา (ภู) เจ้าเมืองสุวรรณภูมิ์๑ พระรัตนวงษา (อ่อนหล้า) เจ้าเมืองสุวรรณภูมิ์๑ [26] ฝ่ายพระยาขัตติยวงษา (สีลัง) มีบุตร์ธิดา ๑๔ คนคือ

๑. พระพิไชย์สุริวงศ์ (เจ้าโพนแพง) เจ้าเมืองโพนพิไสย์ (โพนพิสัย)

๒. พระพิทักษ์เขื่อนขันธ์ เจ้าเมืองหนองหาร (หนองหาน)

๓. พระขัติยะวงสา เจ้าเมืองฮ้อยเอ็ด

๔. นางแก้วนพรัตน์ หม่อมของพระยาสุรินทร์ภักดีศรีไผทสมันต์ เจ้าเมืองสุรินทร์ (คูประทายสมันต์)

๕. ท้าวมหาพรหม (ยาง) เจ้าเมืองวาปีประทุม (วาปีปทุม)

๖. ท้าวอุปฮาต (ก่ำ) เมืองฮ้อยเอ็ด

๗. ท้าวจอม เมืองฮ้อยเอ็ด

๘. นางหมานุ้ย (หมานุย) หม่อมในเจ้าอุปฮาด ต้นตระกูล ภวภูตานนท์, ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม

๙. นางอุสาวะดี หม่อมของเจ้าเมืองฮ้อยเอ็ด

๑๐. พระเจริญราชเดช (เฮืองหรือฮึง) เจ้าเมืองมหาสารคามคนที่ ๒ ต้นตระกูล เรืองสุวรรณ

๑๑. นางแหน้น หม่อมของพระปทุมวิเสส เจ้าเมืองคันธวิไชย์หรือเมืองกันทรวิชัย (โคกพระ) ต้นตระกูล สุวรรณเลิศ

๑๒. ท้าวมหาราช (ทองคำ) นายอำเภอเมืองมหาสารคาม มีบุตรคือ นายมหาราช (พิมพา)๑ นายไชยวงศา (พรหมา)๑ นายโพธิราช (สีนุย)๑ นายเจริญรัตนะ (บุญมี)๑ ขุนพิไลย์ (หนู)๑ ฝ่ายนายเจริญรัตน์หรือนายเจริญรัตนะ (บุญมี) มีบุตรเกิดจากนางเอี่ยม ๖ คนคือ

  • นายจารุมุกด์ เรืองสุวรรณ
  • นายจารุพิทูรย์ เรืองสุวรรณ
  • นายจารุอุดม เรืองสุวรรณ
  • นายจารุเดือน เรืองสุวรรณ (พตอ. จารุอรรถ เรืองสุวรรณ)
  • นายจารุดาว เรืองสุวรรณ (พท.ดร. จารุภัทร เรืองสุวรรณ)

๑๓. ท้าวจันโท (โล้น) อุปฮาตเมืองโกสุมพิสัย ต้นตระกูล ขัติยะ

๑๔. ท้าวสุวรรณกุมาร บ้านหนองดอกแป้น เมืองกาฬสินธุ์

พระนครศรีบริรักษ์ (คำบัง) บ้างออกนามว่า ท้าวคำบ้งหรือท้าวคำบุ่ง เป็นเจ้าเมืองขอนแก่นและเป็นบุตร์เขยเมืองแพนหรือพระนครศรีบริรักษ์ เจ้าเมืองขอนแก่นคนแรก มีบุตร์คือ

๑. ท้าวสุวัณ อุปฮาตเมืองขอนแก่น ท้าวสุวัณมีบุตรคือคือ ท้าวจันทชมภู ราชบุตร์เมืองขอนแก่น

๒. ท้าวจันสีสุราช ราชวงศ์เมืองขอนแก่น

พระนครศรีบริรักษ์ (คำยวง) เจ้าเมืองขอนแก่น เดิมเป็นราชบุตร์เมืองขอนแก่น มีบุตรธิดาคือ

๑. ราชบุตร์ (คำพาง)

๒. พระนครศรีบริรักษ์ (มุ่งหรือมุง) เจ้าเมืองขอนแก่นฝ่ายบ้านโนนทัน เดิมเป็นที่ราชวงศ์ ต่อมาเลื่อนเป็นอุปฮาตรักษาราชการเมืองขอนแก่น มีบุตรคือ ท้าวราชวงษ์

๓. พระนครศรีบริรักษ์ (อินหรืออินธิวงศ์) เจ้าเมืองขอนแก่น เดิมเป็นราชวงศ์ต่อมาเลื่อนเป็นอุปฮาต มีหลานคนหนึ่งยกเป็นบุตรบุญธรรมคือ พระยานครศรีบริรักษ์ (ท้าวอู๋ นครศรี) และพระนครศรีบริรักษ์ (อิน) มีบุตรคนสุดท้ายคือ พระพิทักษ์สารนิคม (หล่าหรือหนูหล้า) ต้นสกุล สุนทรพิทักษ์ เดิมเป็นอุปฮาตต่อมาเป็นปลัดเมืองขอนแก่นคนแรกและเลื่อนเป็นผู้ว่าราชการเมืองขอนแก่น

๔. ธิดาไม่ปรากฏนาม สมรสกับกับท้าวขัติยะ อุปฮาตเมืองขอนแก่น

ทายาทสายตรง[แก้]

ปัจจุบันสกุลสายตรงที่สืบเชื้อสายจากสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์อันสืบทอดทายาทจากพระราชโอรสพระองค์โตคือเจ้าสุทธิสาร (โป้) เป็นสกุลสายหลักที่สามารถมีสิทธิ์ในการเป็นผู้อ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์ได้ สกุลนี้ถือเป็นราชตระกูลที่ได้รับพระราชทานนามสกุลจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า สิทธิสาริบุตร (Siddhisariputra) เลขทะเบียนพระราชทานที่ ๑๔๗๔ ทรงพระราชทานแก่นายนาวาตรี หลวงพรหมประชาชิต (ฟื้น) ผู้ช่วยหัวหน้ากองพัศดุ กระทรวงทหารเรือ กับหลวงภาษาปริวัตร (เต๋อ) เลขานุการชั้นที่ ๒ กระทรวงการต่างประเทศ ปู่ทวดชื่อเจ้าสิทธิสาร เมืองเวียงจันทน์ ๑๕/๖/๑๔[27]

อ้างอิง[แก้]

  1. สุเจน กรรพฤทธิ์. ตามรอยเจ้าอนุวงศ์ คลี่ปมประวัติศาสตร์ไทย-ลาว. กรุงเทพฯ:สารคดี, หน้า 145
  2. กรมศิลปากร, ลำดับกษัตริย์ลาว. นครราชสีมา, ๒๕๔๕.
  3. ภาสกร วงศ์ตาวัน, เจ้าอนุวงศ์ : กบฏหรือวีรบุรุษ. กรุงเทพ, ๒๕๕๓.
  4. ประเทือง โพธิ์ชะออน, ริ้วรอยกบฏแห่งสยามประเทศ. นนทบุรี, ๒๕๕๕.
  5. เพลิง ภูผา, ขบถคนอีสาน. กรุงเทพ, ๒๕๔๒.
  6. สิลา วีระวง, พระราชปวัตของสมเด็ดพระเจ้าอะนุวงส์ กะสัดองสุดท้ายแห่งพระราชวงส์เวียงจัน. เวียงจัน, 2512.
  7. พ. ศรีจักร์, เพ็ชร์พื้นเมืองเวียงจันทน์. ธาตุพนม., ๒๔๗๙.
  8. พระธรรมราชานุวัตร, อุรังคนิทาน : ตำนานพระธาตุพนม (พิดาร). กรุงเทพ, ๒๕๓๗.
  9. พ. ศรีจักร์, เพ็ชร์พื้นเมืองเวียงจันทน์. ธาตุพนม., ๒๔๗๙.
  10. สงวน รอดบุญ, พุทธศิลปลาว. กรุงเทพ, ๒๕๔๕.
  11. องค์การค้าของคุรุสภา, พงศาวดารย่อเมืองเวียงจันทน์ : ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๗๐. กรุงเทพ, ๒๕๑๒.
  12. หนูเที่ยว, สักการะพระแสง และ หลวงปู่จันทร์ เขมิโย วัดศรีเทพประดิษฐาราม จ.นครพนม จาก http://www.tinyzone.tv/TravelDetail.aspx?ctpostid=2464., ๒๔๗๙.
  13. มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, อานาจักสีโคตตะบูน. เชียงราย, ๒๕๕๓.
  14. ดวง รามางกูร, ประวัติลำดับพระญาติวงศ์อาชญาเมืองพนม. ม.ป.พ., ม.ป.ป.
  15. องค์การค้าของคุรุสภา, พงศาวดารเมืองยโสธร : ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๗๐. กรุงเทพ, ๒๕๑๒.
  16. สุจิตต์ จันทรสาขา, เมืองมุกดาหาร. ม.ป.พ., ๒๕๔๓.
  17. นางชาญสงคราม (แฉล้ม ชาลีจันทร์), พงศาวดารเมืองล้านช้าง และลำดับสกุลชาลีจันทร์ ราชตระกูลล้านช้างเวียงจันทน์. กรุงเทพ, ๒๕๐๐.
  18. นางนนทปัญญา (สงวน มกรานนท์), พงศาวดารล้านช้าง และลำดับสกุลสิทธิสาริบุตร ราชตระกูลล้านช้างเวียงจันทน์. กรุงเทพ, ๒๔๘๔.
  19. ธวัช ปุณโณทก, พื้นเวียง : การศึกษาประวัติศาสตร์และวรรณกรรมอีสาน . สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , ๒๕๒๖.
  20. สิลา วีระวงส์, ประวัติศาสตร์ลาว. กรุงเทพ, ๒๕๓๙.
  21. เจ้าคำหลวง หน่อคำ, ประวัติศาสตร์อาณาจักรพวน. ปราจีณบุรี , ๒๕๕๕.
  22. มหาศิลา วีระวงศ์, พงศาวดานลาว. ม.ป.พ., ๒๔๙๖.
  23. http://www.nakhonphanom.go.th/nakhonphanom/protectking/
  24. วีรพงษ์ รามางกูร, อนุสรณ์ ร้อยตำรวจตรีประดิษฐ์ รามางกูร ๒๒ กันยายน ๒๕๒๘. กรุงเทพ, ๒๕๒๘.
  25. เติม วิภาคย์พจนกิจ, ประวัติศาสตร์อีสาน. กรุงเทพ, ๒๕๔๖.
  26. คณะศิษยานุศิษย์อดีตสมเด็จพระสังฆราชลาว (บุนทัน ธฺมมยานะมหาเถระ), ประวัติศาสตร์พระเจ้าไชยเสฏฐามหาราช เจ้ามหาชีวิตอาณาจักรล้านนา-ล้านช้าง. เชียงใหม่, ๒๕๓๓.
  27. https://sites.google.com/site/thailandsurname/home/-s---s
ก่อนหน้า เจ้าอนุวงศ์ ถัดไป
เจ้าอินทวงศ์ 2leftarrow.png พระมหากษัตริย์ลาว
แห่งราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์

(พ.ศ. 2348 - พ.ศ. 2371)
2rightarrow.png สิ้นสุดราชวงศ์