จังหวัดสกลนคร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จังหวัดสกลนคร
ตราประจำจังหวัดสกลนคร
ตราประจำจังหวัด
พระธาตุเชิงชุมคู่บ้าน พระตำหนักภูพานคู่เมือง งามลือเลื่องหนองหาน แลตระการปราสาทผึ้ง สวยสุดซึ้งสาวภูไท ถิ่นมั่นในพุทธธรรม
ข้อมูลทั่วไป
ชื่ออักษรไทย สกลนคร
ชื่ออักษรโรมัน Sakon Nakhon
ผู้ว่าราชการ นายอดิศักดิ์ เทพอาสน์
(ตั้งแต่ พ.ศ. 2558)
ISO 3166-2 TH-47
ต้นไม้ประจำจังหวัด อินทนิล
ดอกไม้ประจำจังหวัด อินทนิล
ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 9,605.764 ตร.กม.[1]
(อันดับที่ 19)
ประชากร 1,140,229 คน[2] (พ.ศ. 2558)
(อันดับที่ 17)
ความหนาแน่น 118.53 คน/ตร.กม.
(อันดับที่ 43)
ศูนย์ราชการ
ที่ตั้ง ศูนย์ราชการจังหวัดสกลนคร ถนนศูนย์ราชการ ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร 47000
โทรศัพท์ (+66) 0 4271 4959
โทรสาร (+66) 0 4271 1763
เว็บไซต์ จังหวัดสกลนคร
แผนที่
 
ประเทศมาเลเซีย ประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา จังหวัดนราธิวาส จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดสงขลา จังหวัดสตูล จังหวัดตรัง จังหวัดพัทลุง จังหวัดกระบี่ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดระนอง จังหวัดชุมพร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด จังหวัดสระแก้ว จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดนครนายก จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี จังหวัดนครพนม จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดอ่างทอง จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดสระบุรี จังหวัดลพบุรี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดชัยนาท จังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดยโสธร จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดขอนแก่น จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดพิจิตร จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดตาก จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดเลย จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดหนองคาย จังหวัดอุดรธานี จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครปฐม จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดสุโขทัย จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดลำปาง จังหวัดลำพูน จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอนแผนที่ประเทศไทย จังหวัดสกลนครเน้นสีแดง
เกี่ยวกับภาพนี้

สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

จังหวัดสกลนคร เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์สืบเนื่องจวบจนปัจจุบัน ทั้งนี้จังหวัดสกลนครยังเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีความสำคัญและหลากหลายในด้านต่างๆโดยเฉพาะทางด้านสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง ศาสนา และวัฒนธรรมทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น[3] และเป็นจังหวัดศูนย์กลางในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และศูนย์กลางทางการศึกษา อันเป็นสถานที่ตั้งของสถานศึกษาขนาดใหญ่ใน กลุ่มจังหวัดสนุก (สกลนคร นครพนม และมุกดาหาร)[4]

ชื่อเมือง[แก้]

คำว่า "สกลนคร" มาจากคำภาษาบาลีและสันสกฤต สกล (สะ-กะ-ละ) หมายความว่า โดยรวม ครอบคลุม หรือทั้งหมด และ คำว่า "นคร" (นะ-คะ-ระ) หมายถึงแหล่งที่อยู่ หรือเมือง ดังนั้นชื่อที่แท้จริงของเมืองหมายความว่า "นครแห่งนครทั้งมวล" (City of cities)

สัญลักษณ์ประจำจังหวัด[แก้]

ประวัติ[แก้]

สกลนคร เป็นแหล่งธรรมะ มีปูชนียสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาหลายแห่ง เช่น พระธาตุเชิงชุม พระธาตุดูม พระธาตุนารายณ์เจงเวง พระธาตุศรีมงคล พระธาตุภูเพ็ก และมีพระเกจิอาจารย์ดังที่เป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ อาทิ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต, พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร, หลวงปู่หลุย จันทสาโร, พระอาจารย์วัน อุตตโม และหลวงปู่เทสก์ เทสก์รังสี เป็นต้น

จังหวัดสกลนครตั้งอยู่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน มีประวัติศาสตร์มายาวนาน ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยมีการขุดพบฟอสซิลไดโนเสาร์บริเวณแนวทิวเขาภูพาน อำเภอวาริชภูมิ ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ ชุมชนโบราณในพื้นที่จังหวัดสกลนครอยู่ร่วมสมัยเดียวกับอารยธรรมบ้านเชียงในจังหวัดอุดรธานี จากการสำรวจแหล่งชุมชนโบราณในพื้นที่แอ่งสกลนคร บริเวณลุ่มแม่น้ำสงครามครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของอำเภอบ้านดุง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี อำเภอสว่างแดนดิน อำเภอวาริชภูมิ อำเภอพังโคน อำเภอวานรนิวาส อำเภอพรรณานิคม และรอบ ๆ หนองหาน อำเภอเมืองสกลนคร พบแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์จำนวน 83 แห่ง ชุมชนโบราณของแอ่งสกลนครนี้มีอายุประมาณ 600 ปีก่อนพุทธกาลจนถึงพุทธศตวรรษที่ 8 (ระหว่าง 3,000-1,800 ปีมาแล้ว) จากหลักฐานการค้นพบต่าง ๆ ของที่นี่พบว่า ชุมชนโบราณในแอ่งสกลนครได้มีการรวมตัวกันเป็นสังคมขนาดใหญ่และอาจจะพัฒนาเป็นสังคมเมืองในสมัยต่อมา

สกลนครเดิมชื่อ เมืองหนองหานหลวง แห่งอาณาจักรขอมโบราณ โดยขุนขอมราชบุตรเจ้าเมืองอินทปัฐนคร ซึ่งได้อพยพครอบครัวและบ่าวไพร่มาจากเมืองเขมร มาสร้างเมืองใหม่ที่ริมหนองหานหลวง บริเวณท่านางอาบ ปัจจุบันเรียกว่าท่าศาลา อำเภอโคกศรีสุพรรณ มีเจ้าปกครองเรื่อยมาจนสิ้นสมัยพระเจ้าสุวรรณภิงคาระ เมื่อเกิดฝนแล้งทำให้ราษฎรอพยพไปเมืองเขมร เมืองหนองหานหลวงจึงร้างอยู่ระยะหนึ่ง ครั้นถึงพุทธศตวรรษที่ 19 เมื่อสกลนครอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรล้านช้าง จึงได้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็น "เชียงใหม่หนองหาน" หรือเมืองสระหลวงหลังจากนั้นเมืองสกลนคร คงอยู่ใต้การปกครองกันไปมา ระหว่างอาณาจักรล้านช้างกับอาณาจักรสุโขทัย และไม่ค่อยมีบทบาททางประวัติศาสตร์ที่โดดเด่นนัก จนมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ผู้คนกระจัดกระจายเป็นชุมชนเล็กๆทำมาหากินตามริมหนองหาน จ่ายส่วย อากรให้เจ้าแขวงประเทศราชศรีโคตรบอง เพื่อถวายต้นไม้เงิน ต้นไม้ทองให้แก่ราชธานีกรุงศรีอยุธยาในสมัยนั้น

จนมาถึงในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อุปฮาดเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยครอบครัวมาตั้งบ้านเมืองดูแลรักษาองค์พระธาตุเชิงชุม จนมีผู้คนมากขึ้นแล้วจึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านธาตุเชิงชุมเป็น เมืองสกลทวาปี โดยแต่งตั้งให้อุปฮาดเมืองกาฬสินธุ์เป็นพระธานี เจ้าเมืองสกลทวาปีคนแรก ต่อมาปี พ.ศ. 2369 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ เจ้าเมืองสกลทวาปีไม่ได้เตรียมกำลังป้องกันเมือง เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นแม่ทัพมาตรวจราชการเห็นว่าเจ้าเมืองกรมการไม่เอาใจใส่ต่อบ้านเมือง ปล่อยให้ข้าศึก (ทัพเจ้าอนุวงศ์) ล่วงล้ำไปเมืองนครราชสีมาได้โดยง่าย จึงสั่งให้นำตัวพระธานีไปประหารชีวิตที่หนองทรายขาว พร้อมกับกวาดต้อนผู้คนในเมืองสกลทวาปีไปอยู่ที่เมืองกบินทร์บุรีบ้าง เมืองประจันตคามบ้าง ให้คงเหลือรักษาองค์พระธาตุเชิงชุมแต่เพียงพวกเพี้ยศรีคอนชุม ตำบลธาตุเชิงชุม บ้านหนองเหียน บ้านจานเพ็ญ บ้านอ่อมแก้ว บ้านธาตุเจงเวง บ้านพราน บ้านนาคี บ้านวังยาง และบ้านพรรณา รวม 10 ตำบล เพื่อให้เป็นข้าปฏิบัติพระธาตุเชิงชุมเท่านั้น

ในสมัยต่อ ๆ มาได้มีราชวงศ์คำแห่งเมืองมหาชัยกองแก้วทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ได้อพยพข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ขอสร้างบ้าน แปงเมืองขึ้นใหม่ที่เมืองสกลทวาปี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ราชวงศ์คำเป็นพระยาประเทศธานี (คำ) ในตำแหน่งเจ้าเมืองสกลทวาปี และทรงเปลี่ยนนามเมืองใหม่เป็น เมืองสกลนคร ตั้งแต่บัดนั้นมา จนถึง พ.ศ. 2435 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การปกครองเมืองสกลนคร จึงเปลี่ยนเป็นรูปแบบการปกครองส่วนภูมิภาคมณฑลเทศาภิบาล โดยส่วนกลางส่งพระยาสุริยเดช (กาจ) มาเป็นข้าหลวงเมืองสกลนครคนแรก และมีพระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ พรหมสาขา ณ สกลนคร) เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดคนแรก

อาณาเขตติดต่อ[แก้]

สกลนครมีอาณาเขตติดกับจังหวัดอื่น ๆ ดังนี้

สภาพทางภูมิศาสตร์[แก้]

ภูมิประเทศ[แก้]

ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นที่ราบสูง สูงกว่าระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ยประมาณ 172 เมตร ด้านทิศเหนือของจังหวัด (บริเวณอำเภอบ้านม่วง อำเภอคำตากล้า อำเภอสว่างแดนดิน อำเภออากาศอำนวย และอำเภอเจริญศิลป์) มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มลอนคลื่นไม่สม่ำเสมอกัน ใช้น้ำจากลำห้วยสาขาในการทำนา ทิศเหนือของอำเภออากาศอำนวยเป็นที่ราบน้ำท่วมถึง เนื่องจากติดกับแม่น้ำสงคราม ทำให้เหมาะแก่การทำนากว่าพื้นที่โดยรอบ แต่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าทาม ที่ขึ้นริมน้ำและปล่อยรกร้างว่างเปล่า ส่วนทางตอนใต้มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะขนาดใหญ่ เรียกว่าแอ่งสกลนคร จุดต่ำสุดของแอ่งคือ ทะเลสาบหนองหาอำเภอเมืองสกลนคร และหนองญาติ อำเภอเมืองนครพนม นอกจากนี้ยังมีทิวเขาภูพานทางด้านทิศตะวันตกและทิศใต้บริเวณอำเภอภูพานและอำเภอกุดบาก มีลักษณะภูมิประเทศแบบภูเขาสูงสลับกับที่ราบลูกคลื่นที่อยู่ช่วงกลางระหว่างทิวเขาภูพานในเขตจังหวัดกาฬสินธุ์และจังหวัดสกลนคร

ภูมิอากาศ[แก้]

ลักษณะภูมิประเทศของภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นที่ราบสูง มีทิวเขาล้อมรอบทั้งด้านทิศตะวันตกและด้านใต้ ได้แก่ ทิวเขาเพชรบูรณ์และทิวเขาดงพญาเย็นอยู่ทางตะวันตก ทิวเขาสันกำแพงและทิวเขาพนมดงรักอยู่ทางด้านใต้ ทำให้ฝนที่เกิดจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีน้อย ส่วนมากเป็นฝนที่เกิดจากร่องความกดอากาศต่ำพายุดีเปรสชันจากอ่าวตังเกี๋ยและทะเลจีนใต้ที่เคลื่อนผ่านเข้ามาระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายน ค่าปานกลางของปริมาณน้ำฝนจังหวัดสกลนครประมาณปีละ 1,578 มิลลิเมตร สกลนครมีลักษณะอากาศหนาวอย่างชัดเจนกระแสลมที่เย็นและแห้ง หย่อมความกดอากาศสูงที่แผ่ปกคลุมมาจากประเทศจีน ส่งผลกระทบต่อดินฟ้าอากาศในจังหวัดสกลนครมาก เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ และมีฉากรับลมเป็นทิวเขาภูพาน ประกอบกับเมื่อมีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจากประเทศจีนที่พัดเข้ามา เมื่อพัดผ่านหนองหานน้ำจะเป็นตัวลดอุณหภูมิลง จึงทำให้สกลนครมีอากาศที่หนาวเย็นกว่าพื้นที่อื่น จังหวัดสกลนครเคยมีอุณหภูมิต่ำสุดจนถึง -1.4 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2517 ที่สถานีอากาศเกษตร อำเภอเมืองสกลนคร และวัดได้ -2.5 เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2542 สถานีตรวจอากาศเกษตรสกลนคร ซึ่งเป็นสถิติอุณหภูมิพื้นราบที่ต่ำสุดของประเทศไทยในขณะนี้ [5]

หน่วยการปกครอง[แก้]

แผนที่อำเภอในจังหวัดสกลนคร
องค์พระธาตุเชิงชุม

การปกครองแบ่งออกเป็น 18 อำเภอ 125 ตำบล 1323 หมู่บ้าน

  1. อำเภอเมืองสกลนคร
  2. อำเภอกุสุมาลย์
  3. อำเภอกุดบาก
  4. อำเภอพรรณานิคม
  5. อำเภอพังโคน
  6. อำเภอวาริชภูมิ
  7. อำเภอนิคมน้ำอูน
  8. อำเภอวานรนิวาส
  9. อำเภอคำตากล้า
  1. อำเภอบ้านม่วง
  2. อำเภออากาศอำนวย
  3. อำเภอสว่างแดนดิน
  4. อำเภอส่องดาว
  5. อำเภอเต่างอย
  6. อำเภอโคกศรีสุพรรณ
  7. อำเภอเจริญศิลป์
  8. อำเภอโพนนาแก้ว
  9. อำเภอภูพาน

ประชากรในจังหวัด[แก้]

      หมายถึงจำนวนประชากรได้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน
      หมายถึงจำนวนประชากรได้ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
อันดับ
(ปีล่าสุด)
อำเภอในจังหวัดสกลนคร สิงหาคม พ.ศ. 2558[6] พ.ศ. 2557[7] พ.ศ. 2556[8] พ.ศ. 2555[9] พ.ศ. 2554[10] พ.ศ. 2553[11] พ.ศ. 2552[12] พ.ศ. 2551[13]
1 เมืองสกลนคร 194,274 194,035 193,893 193,047 192,033 192,823 192,094 192,325
2 สว่างแดนดิน 150,591 150,443 149,937 149,422 148,743 148,735 148,253 147,789
3 วานรนิวาส 124,718 124,421 123,647 123,034 122,392 122,054 121,610 121,097
4 พรรณานิคม 80,087 80,081 79,871 79,598 79,444 79,429 79,333 79,428
5 อากาศอำนวย 70,727 70,508 70,085 69,757 69,429 69,256 68,652 68,292
6 บ้านม่วง 70,404 70,201 69,907 69,597 69,026 68,739 68,364 68,231
7 พังโคน 52,753 52,769 52,665 52,417 52,276 52,384 52,165 52,170
8 วาริชภูมิ 52,567 52,443 52,280 52,138 51,713 51,564 51,366 51,283
9 กุสุมาลย์ 46,955 46,820 46,598 46,240 46,018 45,833 45,656 45,441
10 เจริญศิลป์ 44,654 44,466 44,108 43,747 43,465 43,301 43,073 42,883
11 คำตากล้า 39,620 39,482 39,276 39,022 38,854 38,796 38,583 38,386
12 ภูพาน 36,621 36,630 36,483 36,317 36,158 36,217 36,262 36,264
13 โพนนาแก้ว 36,444 36,445 36,179 36,006 35,838 36,029 35,880 35,800
14 ส่องดาว 34,430 34,367 34,270 34,008 33,691 33,614 33,365 33,207
15 โคกศรีสุพรรณ 34,271 34,209 34,131 34,040 33,958 33,978 33,892 33,864
16 กุดบาก 32,794 32,697 32,520 32,409 32,209 32,259 32,229 32,166
17 เต่างอย 23,989 23,865 23,831 23,751 23,670 23,597 23,481 23,395
18 นิคมน้ำอูน 14,746 14,727 14,641 14,624 14,434 14,292 14,191 14,013
รวม 1,140,645 1,138,609 1,134,322 1,129,174 1,123,351 1,122,905 1,118,449 1,116,034

รายนามผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร[แก้]

รายนามผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร
ลำดับ รายนาม ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง
1 พระยาประจันตะประเทศธานี -
2 พระพิษัยสิทธิกรรม -
3 พระเลิศแหล่งหล่ม 1 เมษายน 2451 ถึง 31 มีนาคม 2454
4 พระยาสกลกิจวิจารย์ 1 เมษายน 2454 ถึง 26 กันยายน 2471
5 พระอนุบาลสกลเขต 8 กันยายน 2471 ถึง 31 มีนาคม 2473
6 พ.ท.พระณรงค์ฤทธิ์ 1 เมษายน 2474 ถึง 26 กันยายน 2474
7 พระตราษบุรีศรีสมุทรเขต 1 มีนาคม 2474 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2476
8 หลวงบริบาลนิคมเขต 14 มีนาคม 2476 ถึง 31 มีนาคม 2478
9 พ.ต.ท. หลวงไกลกลางณรงค์ 1 เมษายน 2478 ถึง 11 พฤษภาคม 2480
10 หลวงเกษม ประศาสน์ 12 พฤษภาคม 2480 ถึง 1 สิงหาคม 2481
11 พระบรรณศาสน์สาธร 2 สิงหาคม 2481 ถึง 31 มีนาคม 2482
12 นายสุข ฉายาชวลิต 1 เมษายน 2482 ถึง 30 เมษายน 2484
13 ขุนศุภกิจวิเลขการ 1 พฤษภาคม 2484 ถึง 31 พฤษภาคม 2487
14 นายเติม ศิลปี 1 มกราคม 2488 ถึง 30 กันยายน 2489
15 พ.ต.ท. หลวงนเรนทร เสนี 1 พฤษภาคม 2489 ถึง 30 ตุลาคม 2490
16 นายชู สุคนธมัติ 24 พฤษภาคม 2490 ถึง 15 ธันวาคม 2490
17 นายเพชร บูรณะวรศิริ 23 ธันวาคม 2490 ถึง 2 กันยายน 2493
18 พ.ต.อ. เสนาะศักดิ์ คิวสกุล 4 กันยายน 2493 ถึง 13 ตุลาคม 2495
19 พ.ต.อ. เนื่อง รายะนาค 4 พฤศจิกายน 2495 ถึง 22 พฤษภาคม 2500
20 พ.ต.อ. นิรันดร ชัยนาม 23 พฤษภาคม 2500 ถึง 8 มกราคม 2503
21 นายเที่ยง เฉลิมช่วง 9 มกราคม 2503 ถึง 2 มกราคม 2505
22 นายสุพัฒน์ วงษ์วัฒนะ 3 มกราคม 2505 ถึง 1 พฤษภาคม 2506
23 นายโบแดง จันตะเสน 6 ธันวาคม 2506 ถึง 30 พฤศจิกายน 2511
24 นายจรูญ โลกะกะลิน 24 ตุลาคม 2511 ถึง 30 กันยายน 2514
25 นายสอน สุทธิสาร 4 ตุลาคม 2514 ถึง 30 กันยายน 2518
26 นายพิบูลย์ ธุรภาคพิบูล 1 ตุลาคม 2518 ถึง 1 ตุลาคม 2519
27 นายสมพร กลิ่นพงษา 1 ตุลาคม 2519 ถึง 30 กันยายน 2520
28 นายวิเชียร วิมลศาสตร์ 1 ตุลาคม 2520 ถึง 30 กันยายน 2521
29 นายสายสิทธิ พรแก้ว 1 ตุลาคม 2521 ถึง 30 กันยายน 2524
30 นายปรีชา พงศ์อิศวรานันท์ 1 ตุลาคม 2524 ถึง 30 กันยายน 2527
31 นายพีระ บุญจริง 1 ตุลาคม 2547 ถึง 30 กันยายน 2531
32 นายถนอม ชาญนุวงศ์ 1 ตุลาคม 2531 ถึง 30 กันยายน 2534
33 นายสุพร สุภสร 1 ตุลาคม 2534 ถึง 30 กันยายน 2535
34 นายอำนวย ยอดเพชร 1 ตุลาคม 2535 ถึง 30 กันยายน 2536
35 เรือตรีสุนัย ณ อุบล 1 ตุลาคม 2536 ถึง 30 กันยายน 2538
36 นายเกียรติพันธ์ น้อยมณี 1 ตุลาคม 2538 ถึง 30 กันยายน 2539
37 นายโยธิน เมธชนัน 1 ตุลาคม 2539 ถึง 19 ตุลาคม 2540
38 ์นายรุ่งฤทธิ์ มกรพงศ์ 16 ตุลาคม 2540 ถึง 31พฤษภาคม 2543
39 นายชัยสิทธิ์ โหตระกิตย์ 1 มิถุนายน 2543 ถึง 30 กันยายน 2544
40 นายทวีป เทวิน 1 ตุลาคม 2544 ถึง 27 ตุลาคม 2545
41 นายพีรพล ไตรทศาวิทย์ 28 ตุลาคม 2545 ถึง 4 มิถุนายน 2546
42 นายปานชัย บวรรัตนปราณ 5 มิถุนายน 2546 ถึง 30 กันยายน 2548
43 นายปรีชา กมลบุตร 1 ตุลาคม 2548 ถึง 30 กันยายน 2550
44 นายไพรัตน์ สกลพันธ์ 1 ตุลาคม 2550 ถึง 5 พฤษภาคม 2551
45 นายสุวัฒน์ ตันประวัติ 6 พฤษภาคม 2551 ถึง 19 ตุลาคม 2551
46 นายวิทยา ผิวผ่อง 20 ตุลาคม 2551 ถึง 15 มีนาคม 2552
47 นายสมบัติ ตรีวัฒน์สุวรรณ 16 มีนาคม 2552 ถึง 13 กันยายน 2553
48 นายอำนาจ ผการัตน์ 1 ตุลาคม 2553 ถึง 30 กันยายน 2554
49 นายจรินทร์ จักกะพาก 28 พฤศจิกายน 2554 ถึง 7 ตุลาคม 2555
50 นายบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ 8 ตุลาคม 2555 ถึง 30 กันยายน 2558
51 นายอดิศักดิ์ เทพอาสน์ 1 ตุลาคม 2558 ถึงปัจจุบัน

สถานที่ท่องเที่ยวและพักผ่อน[แก้]

เทศกาลและประเพณีประจำปี[แก้]


การคมนาคม[แก้]

ป้ายชื่อถนนในจังหวัดสกลนคร

รถยนต์ จากกรุงเทพมหานคร ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (พหลโยธิน) ถึงจังหวัดสระบุรี จากนั้นเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 (มิตรภาพ) ผ่านจังหวัดนครราชสีมา แล้วเลี้ยวแยกเข้าทางไปในเขตอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 ไปจนถึงบ้านท่าพระ แล้วเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 23 ผ่านจังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดกาฬสินธุ์ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 213 เพื่อเข้าสู่จังหวัดสกลนคร

รถไฟ สามารถเดินทางโดย การรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งมีบริการรถไฟออกจากสถานีรถไฟกรุงเทพ(หัวลำโพง) ไปลงที่จังหวัดอุดรธานี แล้วเดินทางต่อไปโดยรถประจำทางไปจังหวัดสกลนครอีกประมาณ 159 กิโลเมตร (ดูข้อมูลที่ "รถโดยสารประจำทาง เส้นทางระหว่างจังหวัด")

รถโดยสารประจำทาง เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ มีรถโดยสารปรับอากาศชั้น 1 และชั้น 2 สาย 26 (กรุงเทพฯ - นครพนม แต่รถผ่านจังหวัดสกลนคร ใช้เส้นทาง นครราชสีมา เมืองพล บ้านไผ่ มหาสารคาม กาฬสินธุ์ สกลนคร บ้านท่าแร่ กุสุมาลย์) สาย 27 (กรุงเทพฯ - สกลนคร หรือ กรุงเทพฯ - สกลนคร - เรณูนคร) สาย 930 (กรุงเทพฯ - นครพนม แต่รถผ่านจังหวัดสกลนคร ใช้เส้นทาง นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี หนองหาน สว่างแดนดิน พังโคน พรรณานิคม บ้านดงมะไฟ สกลนคร บ้านท่าแร่ กุสุมาลย์) วิ่งให้บริการจาก สถานีขนส่งหมอชิต 2 กรุงเทพฯ มายังจังหวัดสกลนคร รถจะจอดที่สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดสกลนคร แห่งที่ 2 (บขส.ใหม่) โดยมีบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ให้บริการรถประจำทางปรับอากาศชั้น 1 มาตรฐาน ม.4ข, ม.4ก (VIP)สาย 26 27 และชั้น 2 (ม.4ค)สาย 26 27 และ 930 และเอกชน ที่ได้รับสัมปทานจาก บขส. ให้เปิดบริการเดินรถโดยสารสาย 26 27 และ 930 จำนวน 3 รายคือ

• บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด ให้บริการรถประจำทางปรับอากาศชั้น 1 มาตรฐาน ม.1ข Silver และ ม.1พ Gold+ สาย 26 และ 27 ทั้งแบบหมดระยะที่สกลนคร และหมดระยะที่เรณูนคร(เป็นรถผ่าน)

• บริษัท กิจการราชสีมายานยนต์ จำกัด (เชิดชัยทัวร์) ให้บริการรถประจำทางปรับอากาศชั้น 1, ชั้น 2 มาตรฐาน ม.1ข และ ม.2 สาย 930

• บริษัท โลตัสพิบูลทัวร์ จำกัด ให้บริการรถประจำทางชั้น 1 มาตรฐาน ม.1ข และ ม.4กพ VIP (ชั่นบน พ. ชั้นล่าง ก.) สาย 930

รถโดยสารประจำทาง เส้นทางระหว่างจังหวัด

• บริษัท อุดร-สกลเดินรถ จำกัด สาย 230 สกลนคร - อุดรธานี (ผ่าน บ้านดงมะไฟ อ.พรรณานิคม อ.พังโคน อ.สว่างแดนดิน อ.หนองหาน อุดรธานี)

• บริษัท สหอุดรเดินรถ จำกัด สาย 231 อุดรธานี - สกลนคร - นครพนม (ผ่าน หนองหาน อ.สว่างแดนดิน อ.พังโคน อ.พรรณานิคม บ้านดงมะไฟ สกลนคร บ้านท่าแร่ อ.กุสุมาลย์ นครพนม)

• บริษัท แสงประทีปเดินรถ จำกัด สาย 237 สกลนคร - กาฬสินธุ์ และสาย 238 สกลนคร - กาฬสินธุ์ - มหาสารคาม

• บริษัท สหมิตรอุบล จำกัด สาย 235 อุบลราชธานี - สกลนคร - อุดรธานี

• สาย 287 สกลนคร - อ.บ้านแพง (จ.นครพนม)

• สาย 559 สกลนคร - อ.บ้านม่วง

• บริษัท เชิงชุมเดินรถ จำกัด (ชัยวัฒน์เซอร์วิส) สาย 586 ขอนแก่น - นครพนม (ใช้เส้นทาง กาฬสิทธุ์ สมเด็จ บ้านคำเพิ่ม สกลนคร บ้านท่าแร่ กุสุมาลย์)

• บริษัท จักรพงษ์ทัวร์ จำกัด และ บริษัท เทพสมบัติ จำกัด (สมบัติทัวร์) สาย 661 นครพนม - เชียงราย

• บริษัท ชาญทัวร์ จำกัด สาย 827 นครพนม - ระยอง และสาย 837 นครพนม - นครศรีธรรมราช

• บริษัท เพชรประเสริฐ จำกัด สาย 876 เชียงใหม่ - นครพนม


เครื่องบิน

การเดินทางโดยเครื่องบินโดยมีสายการบินที่ให้บริการ 2 สายการบินคือ

นกแอร์ สกลนคร ไป-กลับ กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) วันละ 3 เที่ยวบิน

แอร์เอเชีย สกลนคร ไป-กลับ กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) วันละ 2 เที่ยวบิน

การคมนาคมภายในตัวจังหวัดสกลนคร

• รถเมล์เล็ก สีเหลือง วิ่งรอบเมือง ราคา 10 บาท ตลอดสาย (เส้นทาง บขส.ใหม่ ศูนย์ราชการ รร.สกลพัฒน์ ตลาด ต.การค้า บิ๊กซี รพ.ศูนย์สกลนคร วัดพระธาตุเชิงชุม สภ.เมืองสกลนคร รร.สกลราชฯ ประตูเมือง ถนนข้างตลาด ต.การค้า และวิ่งกลับเส้นทางเดิม ไป บขส.ใหม่)

• รถสองแถว มีหลายสาย คิดค่าโดยสารตามระยะทาง

• รถจักรยานยนต์รับจ้าง คิดค่าโดยสารตามระยะทาง

• รถสามล้อเครื่อง คิดค่าโดยสารตามระยะทาง (เป็นรถเหมา)

• แท็กซี่ คิดค่าโดยสารตามระยะทางบนมิเตอร์

• รถสามล้อถีบ คิดค่าโดยสารตามระยะทาง

สถานศึกษา[แก้]

ไฟล์:SKC KU.png
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร
ไฟล์:มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร.png
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร
มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
โรงเรียน
อาชีวศึกษา
ระดับอุดมศึกษา

บุคคลสำคัญ ที่มีชื่อเสียง[แก้]

พระ[แก้]

การเมือง[แก้]

นักวิชาการ[แก้]

นักธุรกิจ[แก้]

วงการบันเทิง[แก้]

นักกีฬา[แก้]

นักฟุตบอล

นักมวย

นักปั่นจักรยาน

อ้างอิง[แก้]

  1. ศูนย์สารสนเทศเพื่อการบริหารและงานปกครอง. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ข้อมูลการปกครอง." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.dopa.go.th/padmic/jungwad76/jungwad76.htm [ม.ป.ป.]. สืบค้น 18 เมษายน 2553.
  2. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 8 กรกฎาคม 2558." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://stat.bora.dopa.go.th/stat/pk/pk_57.pdf 2558. สืบค้น 1 มีนาคม 2558.
  3. ประวัติจังหวัดสกลนคร
  4. [http://www.sakonnakhon.go.th/stokery/stakery51.doc แผนยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด 6.2 (สนุก) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน สู่แผนปฏิบัติราชการ 4 ปี ปี พ.ศ. 2548 - 2551], ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดสกลนคร.
  5. http://www.metsakon.tmd.go.th/stat.htm
  6. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2557." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://stat.bora.dopa.go.th/stat/pk/pk_57.pdf 2558. สืบค้น 1 มีนาคม 2558.
  7. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2557." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://stat.bora.dopa.go.th/stat/pk/pk_57.pdf 2558. สืบค้น 1 มีนาคม 2558.
  8. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักทะเบียนกลาง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเนกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๖, เล่ม ๑๓๑, ตอน ๔๑ ง , ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗, หน้า ๑
  9. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2555." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://stat.bora.dopa.go.th/stat/y_stat55.html 2555. สืบค้น 3 เมษายน 2556.
  10. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://stat.bora.dopa.go.th/stat/y_stat54.html 2555. สืบค้น 6 เมษายน 2555.
  11. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2553." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://stat.dopa.go.th/stat/y_stat53.html 2553. สืบค้น 30 มกราคม 2554.
  12. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552."203.113.86.149/stat/y_stat.htmlสืบค้น 30 มีนาคม 2553
  13. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.dopa.go.th/stat/y_stat51.html 2552. สืบค้น 30 มกราคม 2552.

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

พิกัดภูมิศาสตร์: 17°10′N 104°09′E / 17.17°N 104.15°E / 17.17; 104.15