ข้ามไปเนื้อหา

กรณีพิพาทอินโดจีน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
กรณีพิพาทอินโดจีน
ส่วนหนึ่งของ การบุกครองอินโดจีนฝรั่งเศสของญี่ปุ่น, ประเทศไทยในสงครามโลกครั้งที่สอง, ภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสงครามโลกครั้งที่สอง และเขตสงครามแปซิฟิกในสงครามโลกครั้งที่สอง

(จากซ้าย) หลวงยุทธศาสตร์โกศล, แปลก พิบูลสงคราม และหลวงสวัสดิรณรงค์ ถ่ายภาพกับธงชัยเฉลิมพลของกองทหารต่างด้าวฝรั่งเศสที่ยึดได้ในสมรภูมิบ้านพร้าว
วันที่28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2483 – 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2484
สถานที่
ผล

ไม่ปรากฏผลแพ้ชนะ[1]

ดินแดน
เปลี่ยนแปลง
ฝรั่งเศสยกดินแดนพิพาทในอินโดจีนของฝรั่งเศสให้แก่ไทยตามการตัดสินของญี่ปุ่น[3]: 22 [4]: 78 
คู่สงคราม
 ไทย

 ฝรั่งเศสเขตวีชี

ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ
ฌ็อง เดอกู
กำลัง
  • กำลังพล 60,000 นาย
  • รถถัง 134 คัน
  • เครื่องบินรบ 140 ลำ[5]
  • เรือป้องกันชายฝั่ง 3 ลำ
  • เรือตอร์ปิโด 12 ลำ
  • เรือดำน้ำ 4 ลำ
  • ทหารฝรั่งเศส 50,000 นาย (รวมทหารอาณานิคม 38,000 นาย)
  • รถถังเบา 20 คัน
  • เครื่องบินรบ 100 ลำ
  • เรือปืน 4 ลำ
  • เรือลาดตระเวนเบา 1 ลำ
ความสูญเสีย

พื้นดิน:

  • เสียชีวิต 54 นาย[6]
  • บาดเจ็บ 307 นาย
  • ตกเป็นเชลย 21 นาย
  • เสียอากาศยาน 8–13 ลำ

ทะเล:

  • เสียชีวิต 36–300+ นาย[7][8]
  • เรือตอร์ปิโดจม 3 ลำ[7]
  • สูญเสียเรือลาดตระเวนเบา 1 ลำ

รวม:

พื้นดิน:

  • เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ 321 นาย
  • สูญหาย 178 นาย
  • ตกเป็นเชลย 222 นาย
  • เสียอากาศยาน 22 ลำ

ทะเล:

  • เสียชีวิต 11 ราย[9][8]
รวม: มากกว่า 721 นาย

กรณีพิพาทอินโดจีน หรือ สงครามอินโดจีน ในต่างประเทศเรียกว่า สงครามฝรั่งเศส-ไทย เป็นการต่อสู้ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสเขตวีชีเหนือพื้นที่บางส่วนของอินโดจีนของฝรั่งเศส

การเจรจาก่อนสงครามโลกครั้งที่สองไม่นาน แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลฝรั่งเศสเต็มใจที่จะเปลี่ยนแปลงเขตแดนระหว่างไทยกับอินโดจีนของฝรั่งเศสแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น หลังการล่มสลายของฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2483 จอมพล แปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเข้าใจว่าความพ่ายแพ้ของฝรั่งเศสในยุโรปช่วยให้ไทยมีอำนาจในการเจรจาต่อรองเพื่อยึดรัฐบริวารคืนมา ซึ่งถูกยกให้ฝรั่งเศสในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

การยึดครองฝรั่งเศสแผ่นดินใหญ่ของเยอรมนีและอิตาลีทำให้การยึดครองอินโดจีนและดินแดนโพ้นทะเลอื่น ๆ ของฝรั่งเศสอ่อนแอลง การบริหารอาณานิคมถูกตัดขาดจากความช่วยเหลือและเสบียงจากภายนอก หลังการบุกครองอินโดจีนฝรั่งเศสของญี่ปุ่นในเดือนกันยายน พ.ศ. 2483 ญี่ปุ่นได้บังคับอนุญาตให้ฝรั่งเศสตั้งฐานทัพทหารได้ พฤติกรรมที่ดูเหมือนจะยอมจำนนของฝรั่งเศสทำให้รัฐบาลของจอมพล แปลก เชื่อว่าฝรั่งเศสจะไม่ต่อต้านการเผชิญหน้าทางทหารกับไทยอย่างจริงจัง

จุดเริ่มต้น

[แก้]
พลตรี หลวงพิบูลสงคราม (ต่อมา คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม) กล่าวปราศรัยแก่นิสิตนักศึกษาและประชาชนที่มาชุมนุมเรียกร้องเอาดินแดนอินโดจีน คืนจากฝรั่งเศส ในวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 ที่หน้ากระทรวงกลาโหม

ในปี พ.ศ. 2482 ขณะฝรั่งเศสจะประกาศสงครามกับเยอรมนีแต่ยังมีความห่วงใยอาณานิคมของตนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงได้เสนอขอให้รัฐบาลไทยทำสนธิสัญญาไม่รุกรานกันทางแหลมอินโดจีน รัฐบาลไทยได้ตอบว่ายินดีจะรับตกลงตามคำของฝรั่งเศสแต่ขอให้ฝรั่งเศสปรับปรุงเส้นเขตแดนบริเวณแม่น้ำโขงเสียใหม่ให้ถูกต้องและเป็นธรรม ได้ต่อรองกันอยู่หลายเดือน ในที่สุดก็ได้ทำสนธิสัญญาไม่รุกรานกันเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2484 แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน

ภายหลังจากที่ฝรั่งเศสพ่ายแพ้เยอรมนีเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2483 แล้ว รัฐบาลฝรั่งเศสเขตวีชีได้ขอทำให้รัฐบาลไทยให้สัตยาบันต่อสนธิสัญญาไม่รุกรานกัน รัฐบาลไทยได้ตอบไปเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2483 ว่าพร้อมที่จะให้สัตยาบัน ถ้าฝรั่งเศสยอมรับข้อเสนอของไทย 3 ข้อคือ (1) ให้ถือร่องน้ำลึกเป็นเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างประเทศ (2) ขอไชยบุรีและจำปาสัก ซึ่งฝั่งขวาของแม่น้ำโขงตรงข้ามกับหลวงพระบาง และตรงข้ามกับปากเซ ให้ไทย โดยถือแม่น้ำโขงเป็นพรมแดนระหว่างประเทศ และ (3) ขอให้ฝรั่งเศสรับรองว่าถ้าอินโดจีนเปลี่ยนจากอธิปไตยฝรั่งเศสไป ฝรั่งเศสจะคืนอาณาเขตลาวและกัมพูชาให้ไทย ฝรั่งเศสยอมรับเพียงข้อแรกนอกนั้นปฏิเสธ[10]

จอมพล ป. พิบูลสงคราม ตรวจเยี่ยมทหารไทย พ.ศ. 2484

สถานการณ์ในประเทศไทยเริ่มขึ้นในวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 เมื่อคณะนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง รวมทั้งประชาชนร่วมกันเดินขบวนเรียกร้องรัฐบาลเรียกเอาดินแดนคืนจากฝรั่งเศสจากที่สูญเสียไปเมื่อครั้งวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 เช่น เสียมราฐ พระตะบอง จำปาศักดิ์ เป็นต้น พลตรี หลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น (ต่อมาปี พ.ศ. 2485 เป็น จอมพล ป. พิบูลสงคราม) กล่าวขอบคุณนิสิตนักศึกประชาชนที่สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลทางวิทยุกระจายเสียง และปลุกความรู้สึกชาตินิยม เพลงปลุกใจในเวลานั้นได้ถูกเปิดอย่างต่อเนื่อง เช่น เพลงข้ามโขง เพลงดอกฟ้าจำปาศักดิ์ เพลงเสียมราฐ เป็นต้น

ด้านอินโดจีนฝรั่งเศสได้มีการเคลื่อนไหวอย่างคึกคักในการเตรียมกำลังรบ ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าฝรั่งเศสเตรียมการรบกับไทย ได้มีการโยกย้ายทหารจากอ่าวตังเกี๋ยมายังชายแดนไทย ได้รวบรวมอาวุธยุทโธปกรณ์และสะสมเสบียงอาหารไว้ตามชายแดนไทยเป็นจำนวนมาก ปลายเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2483 เริ่มมีการส่งทหารเข้ามาแทรกซึมฝั่งไทย รวมทั้งส่งเครื่องบินล้ำแดนเข้ามาทางจังหวัดตราดลึกถึง 5 กิโลเมตร รัฐบาลไทยได้ประท้วง แต่ฝรั่งเศสหาได้นำพาต่อการประท้วงไม่ มิหนำซ้ำเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2483 ยังได้ส่งเครื่องบินจำนวน 5 เครื่อง เข้ามาโจมตีทิ้งระเบิดที่จังหวัดนครพนมแล้วหนีไป มีราษฎรไทยได้รับบาดเจ็บ

เริ่มการสู้รบ

[แก้]
เรอโน แอ็ฟเต รถถังที่ฝรั่งเศสใช้ระหว่างความขัดแย้ง
วิคเกอร์-6 ตัน รถถังที่ไทยใช้ระหว่างความขัดแย้ง
ภาพวาดแสดงการรบระยะประชิดระหว่างกองพันทหารราบที่ 3 กองพลพระนคร กองทัพบูรพา (ปัจจุบันคือกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์) กับกองพันที่ 3 กรมทหารราบต่างด้าวที่ 5 กองทหารต่างด้าวฝรั่งเศส ที่สมรภูมิบ้านพร้าว เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2484
การรบใน ยุทธนาวีเกาะช้าง เมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2484

รัฐบาลไทยตัดสินใจใช้กำลังทหารเพื่อป้องกันประเทศทันทีทั้งทางบกและทางอากาศ พลตรี หลวงพิบูลสงคราม ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2483 ฝ่ายไทยได้ประกาศระดมพลและสั่งเคลื่อนกำลังทหารเข้าประจำชายแดนเพื่อเข้าตีโต้ตอบ และวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2484 กองทัพไทยได้เคลื่อนกองทัพบุกเข้าไปในเขมรและลาว มุ่งยึดดินแดนคืน

การสู้รบทางบก กองพลพายัพ ยึดได้แคว้นหลวงพระบาง ฝั่งขวาห้วยทราย ตรงข้ามเชียงแสน มีเมืองปากลาย หงสา แลเชียงฮ่อน กองทัพอีสาน กองพลอุบลยึดได้แคว้นจำปาศักดิ์ กองพลสุรินทร์ยึดได้เมืองสำโรงจงกัล ทางจังหวัดเสียมราฐ กองทัพบูรพา ยึดได้พื้นที่ทางทิศตะวันตกของศรีโสภณ กองพลจันทบุรียึดได้บ้านกุบเรียง และบ้านห้วยเขมร ทางด้านทิศตะวันตกของบ่อไพลิน และพระตะบอง

การสู้รบทางอากาศ มีการปฏิบัติการตั้งแต่ก่อนการเคลื่อนกำลังทางบกข้ามเขตแดน นับตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2483 มีการส่งเครื่องบินขึ้นไปสกัดกั้นเครื่องบินของฝ่ายฝรั่งเศสที่เข้ามาโจมตีไทย จากนั้นก็มีการตอบโต้ด้วยการส่งเครื่องบินไปโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในลาวและเขมรอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการส่งเครื่องบินไปโจมตีสนามบินฝรังเศสที่นครวัดเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2484 และพนมเปญ เมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2484 ซึ่งเป็นการโจมตีครั้งสุดท้าย

การสู้รบทางเรือ เมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2484 เกิดการปะทะกันของกำลังทางเรือไทยกับฝรั่งเศสในยุทธนาวีเกาะช้าง ฝรั่งเศสได้ส่งกำลังทางเรือส่วนใหญ่ที่มีอยู่ในอินโดจีนเข้ามาในน่านน้ำไทยทางด้านเกาะช้าง ด้วยความมุ่งหมายที่จะระดมยิงหัวเมืองชายทะเลทางภาคตะวันออกของประเทศไทย เพื่อกดดันให้กำลังทหารของไทยที่รุกข้ามชายแดนต้องถอนกำลังกลับมา กำลังเรือของฝรั่งเศสจำนวน 7 ลำ ปะทะเข้ากับกำลังทางเรือของไทยจำนวน 3 ลำ ผลการปะทะฝ่ายไทยเสียเรือรบไปทั้ง 3 ลำ ฝ่ายฝรั่งเศส เรือลาดตระเวนได้รับความเสียหาย จึงล่าถอยกลับไป

ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจในเวลานั้น (และได้ส่งกำลังทหารมาตั้งฐานทัพที่เมืองฮานอยและเมืองไฮฟองตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2483 แล้ว) เกรงว่าการสู้รบครั้งนี้จะเป็นอุปสรรคต่อแผนของตนที่จะรุกรานลงทางใต้[11] จึงได้ยื่นมือเข้ามาไกล่เกลี่ยเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2484 ตกลงให้มีการหยุดยิงเมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2484[10] และมีการลงนามหยุดยิงบนเรือลาดตระเวนของญี่ปุ่นชื่อนาโตริ หน้าอ่าวเมืองไซ่ง่อน เมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2484

สงบศึก

[แก้]
จังหวัดที่ฝรั่งเศสยกจากกัมพูชาให้ไทยถูกจัดกลุ่มใหม่เป็นจังหวัดใหม่ของประเทศไทย คือ จังหวัดพระตะบอง, จังหวัดพิบูลสงคราม และจังหวัดนครจำปาศักดิ์

หลังสิ้นสุดกรณีพิพาท โดยมีญี่ปุ่นเป็นตัวกลางในการเจรจา โดยการหยุดยิงเริ่มมีผลในเวลา 10:00 น. ของวันที่ 28 มกราคม และมีการจัด "การประชุมเพื่อการยุติความเป็นปรปักษ์" ที่สนับสนุนโดยญี่ปุ่น ซึ่งจัดขึ้นที่ไซง่อน โดยมีเอกสารเบื้องต้นสำหรับการสงบศึกระหว่างรัฐบาลรัฐฝรั่งเศสของจอมพล ฟีลิป เปแต็ง กับราชอาณาจักรไทย ลงนามบนเรือลาดตระเวนนาโตริในวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 1941 ต่อมาได้ลงนามในอนุสัญญาโตเกียวเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2484[12][13] โดยที่ฝรั่งเศสถูกญี่ปุ่นบีบบังคับให้สละการถือครองดินแดนชายแดนที่มีข้อพิพาท ฝรั่งเศสต้องยกดินแดนจากกัมพูชาและลาวให้ไทย ดังที่ระบุไว้ข้างล่างนี้:

อย่างไรก็ตาม ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ไทยได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ จึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของประเทศมหาอำนาจและฝรั่งเศสที่เป็นฝ่ายชนะสงคราม นำไปสู่ ความตกลงระงับกรณีระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ซึ่งทำที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2489 หรือที่รู้จักในชื่อ ความตกลงวอชิงตัน มีผลให้อนุสัญญาดังกล่าวถูกยกเลิกไป กลับไปสู่สถานะเดิม โดยไทยต้องคืนดินแดน อินโดจีน ที่ได้มาทั้งหมดให้กับประเทศฝรั่งเศส

ภายหลังจากที่กองทัพไทยมีชัยชนะต่ออินโดจีนฝรั่งเศส พลตรี หลวงพิบูลสงคราม ได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศจอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2484

สนธิสัญญา

[แก้]
อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

การแก้ปัญหาความขัดแย้งนี้ได้รับการยกย่องจากประชาชนชาวไทยอย่างกว้างขวาง และถือเป็นชัยชนะส่วนตัวของจอมพล แปลก โดยนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยสามารถได้สิทธิประโยชน์จากมหาอำนาจยุโรปได้ แม้ว่าจะเป็นชาติที่อ่อนแอก็ตาม ในขณะที่ฝรั่งเศสในอินโดจีนมองความขัดแย้งนี้เป็นสิ่งที่ระลึกถึงความขมขื่นต่อความโดดเดี่ยวหลังความพินาศที่ฝรั่งเศส

เพื่อฉลองชัยชนะ จอมพล แปลกทำพิธีเปิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเพื่อเทิดทูนวีรกรรมของทหาร ตำรวจ และพลเรือนที่เสียชีวิตไปในการรบครั้งนี้

ทางญี่ปุ่นต้องการรักษาทั้งความสัมพันธ์ในการทำงานกับวิชีและสถานะเดิม ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องยอมรับดินแดนที่ได้จากฝรั่งเศสเพียงหนึ่งส่วนสี่ แล้วต้องจ่ายสัมปทานแก่ฝรั่งเศส 6 ล้านเปียสอินโดจีน

อย่างไรก็ตาม ผู้ได้รับประโยชน์จากความขัดแย้งที่แท้จริงคือญี่ปุ่น ซึ่งสามารถขยายอิทธิพลทั้งในประเทศไทยและอินโดจีนได้ ทางญี่ปุ่นต้องการใช้ไทยและอินโดจีนเป็นฐานทัพในการรุกรานพม่าของบริติชและบริติชมาลายาในภายหลัง ญี่ปุ่นได้รับคำสัญญาลับจากจอมพล แปลกว่าจะสนับสนุนตนในการโจมตีมาลายาและพม่า แต่ว่าเขาไม่รักษาคำสัญญา[14]

ในเวลาต่อมา ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและไทยอยู่ในสภาวะตึงเครียด เมื่อจอมพล แปลกที่รู้สึกผิดหวัง หันไปเข้าหาอังกฤษและอเมริกาเพื่อกำจัดสิ่งที่เขามองว่าเป็นการรุกรานของญี่ปุ่นที่ใกล้จะเกิดขึ้น[15] อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ญี่ปุ่นเข้ารุกรานประเทศไทยและมาลายา โดยมีการสู้รบเพียง 5 ชั่วโมงก่อนลงนามสงบศึก ประเทศไทยกลายเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นจนถึง พ.ศ. 2488

หลังสงครามในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2489 เมื่อรัฐบาลชั่วคราวฝรั่งเศสขู่ว่าจะทำให้สถานะการเป็นสมาชิกสหประชาชาติของไทยเป็นโมฆะ ทางไทยจึงต้องยกกัมพูชาตะวันตกเฉียงเหนือและดินแดนแทรกของลาว 2 แห่งที่แม่น้ำโขงฝั่งไทยคืนให้ฝรั่งเศส[16] โดยนำไปสู่ความตกลงระงับกรณีระหว่างไทยกับฝรั่งเศส พ.ศ. 2489 ที่แก้ไขปัญหาและวางแนวทางฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ

ผลกระทบ

[แก้]

การเบียดเบียนคริสต์ศาสนิกชนเกิดขึ้นหลายแห่งทั่วประเทศ รวมทั้งที่หมู่บ้านสองคอน จังหวัดนครพนม ซึ่งชาวบ้านทั้งหมดเป็นชาวคาทอลิก บาทหลวงปอล ฟีเก อธิการโบสถ์แม่พระไถ่ทาสซึ่งเป็นโบสถ์ประจำชุมชน ได้ถูกขับออกนอกประเทศ สีฟอง อ่อนพิทักษ์ และซิสเตอร์อีก 2 คน คือ ซิสเตอร์พิลา ทิพย์สุข ซิสเตอร์คำบาง สีคำพอง จึงช่วยกันดูแลความเชื่อของชาวบ้านแทน การเบียดเบียนยังคงรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ มีซิสเตอร์ถูกข่มขืน รูปศักดิ์สิทธิ์ถูกเหยียดหยามทำลาย สีฟองจึงเขียนจดหมายร้องเรียนไปยังนายอำเภอมุกดาหาร แต่จดหมายนั้นกลับตกไปอยู่ในมือของตำรวจ ตำรวจจึงเขียนจดหมายปลอมว่านายอำเภอให้สีฟองไปพบ ตำรวจลือ เมืองโคตร และตำรวจหน่อ พาสีฟองออกจากบ้านสองคอนตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม พอเช้าวันที่ 16 ตำรวจลือก็ยิงเขาเสียชีวิตที่บ้านพาลุกา นับเป็นชาวไทยคาทอลิกคนแรกที่ได้พลีชีพเป็นมรณสักขี[17]

อ้างอิง

[แก้]
  1. ↑ Tucker, World War II: The Definitive Encyclopedia and Document Collection, p. 649.
  2. ↑ Fall, p. 22. "On the seas, one old French cruiser sank one-third of the whole Thai fleet ... Japan, seeing that the war was turning against its pupil and ally, imposed its 'mediation' between the two parties."
  3. ↑ Fall, Bernard B. (1994). Street Without Joy: The French Debacle in Indochina. Stackpole Books. ISBN 0-8117-1700-3.
  4. ↑ Windrow, Martin (2004). The Last Valley. Weidenfeld and Nicolson. ISBN 0-306-81386-6.
  5. ↑ Royal Thai Air Force. (1976) The History of the Air Force in the Conflict with French Indochina. Bangkok.
  6. ↑ Sorasanya Phaengspha (2002), The Indochina War: Thailand Fights France, Sarakadee Press.
  7. 1 2 3 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ "G&H"
  8. 1 2 3 "The Battle of Koh Chang (January 1941)" netmarine.net
  9. ↑ Journoud, Pierre (2012). Face à la France, une victoire de Thaïs (พิมพ์ครั้งที่ 8). fr:Guerres & Histoire. น. 72.
  10. 1 2 28 พฤศจิกายน 2483 ฝรั่งเศสบอมนครพนม เปิดฉากสงคราม “กรณีพิพาทอินโดจีน”
  11. ↑ อนุสัญญาสันติภาพระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ลงนาม ณ กรุงโตกิโอ วันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2484
  12. ↑ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ "Hesse"
  13. ↑ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ "Young, Edward M. 1995"
  14. ↑ Charivat Santaputra (1985) Thai Foreign Policy 1932–1946. Thammasat University Press.
  15. ↑ Judith A. Stowe. (1991) Siam becomes Thailand: A Story of Intrigue. University of Hawaii Press. ISBN 0-8248-1393-6
  16. ↑ Terwiel, B.J. (2005) Thailand's Political History: From the Fall of Ayutthaya to Recent Times. River Books.
  17. ↑ วิกเตอร์ ลาร์เก, บาทหลวง, ประวัติพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย, ฉะเชิงเทรา : แม่พระยุคใหม่, 2539, หน้า 309-15

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]