ข้ามไปเนื้อหา

จังหวัดมุกดาหาร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จังหวัดมุกดาหาร
การถอดเสียงอักษรโรมัน
  อักษรโรมันChangwat Mukdahan
จากซ้ายไปขวา บนลงล่าง:
คำขวัญ: 
หอแก้วสูงเสียดฟ้า
ภูผาเทิบแก่งกะเบา
แปดเผ่าชนพื้นเมือง
ลือเลื่องมะขามหวาน
กลองโบราณล้ำเลิศ
ถิ่นกำเนิดลำผญา
ตระการตาชายโขง
เชื่อมโยงอินโดจีน
แผนที่ประเทศไทย จังหวัดมุกดาหารเน้นสีแดง
แผนที่ประเทศไทย จังหวัดมุกดาหารเน้นสีแดง
แผนที่ประเทศไทย จังหวัดมุกดาหารเน้นสีแดง
ประเทศ ไทย
การปกครอง
  ผู้ว่าราชการ วรญาณ บุญณราช
(ตั้งแต่ พ.ศ. 2565)
  นายก อบจ. วีระพงษ์ ทองผา
(ตั้งแต่ พ.ศ. 2568)
พื้นที่
  ทั้งหมด
4,339.830 ตร.กม. (1,675.618 ตร.ไมล์)
  อันดับอันดับที่ 51
ประชากร
 (พ.ศ. 2566)[2]
  ทั้งหมด
351,595 คน
  อันดับอันดับที่ 65
  ความหนาแน่น81.01 คน/ตร.กม. (209.8 คน/ตร.ไมล์)
   อันดับความหนาแน่นอันดับที่ 60
รหัส ISO 3166TH-49
สัญลักษณ์ประจำจังหวัด
  ต้นไม้ตานเหลือง (ช้างน้าว)
  ดอกไม้ตานเหลือง (ช้างน้าว)
  สัตว์น้ำปลากดคัง (ปลากดแก้ว)
ศาลากลางจังหวัด
  ที่ตั้งถนนวิวิธสุรการ ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร 49000
  โทรศัพท์0 4261 1330
  โทรสาร0 4261 1330
เว็บไซต์http://www.mukdahan.go.th/
สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

มุกดาหาร ชื่อเดิม เมืองมุกดาหารบุรีสีมุตติกนคร , มุกดาหารบุรี หรือ เมืองบังมุก เป็นจังหวัดชายแดนไทยกับลาว เป็นเมืองเก่าก่อตั้งสมัยกรุงธนบุรีโดยเจ้าจันทกินรีเคยถูกรวมเข้าเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดนครพนมในช่วงหนึ่ง อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศไทยตั้งอยู่ในแอ่งสกลนคร และอยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 หรือกลุ่มจังหวัด "สนุก" (ประกอบด้วย สกลนคร นครพนม และมุกดาหาร) ซึ่งห่างจากจังหวัดนครพนม ประมาณ 108 กิโลเมตร และห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 652 กิโลเมตร โดยแยกออกจากจังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2525 นับเป็นจังหวัดที่ 73 ของประเทศไทย จังหวัดมุกดาหารเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของภาคอีสาน โดยมีภูมิประเทศติดกับแม่น้ำโขง เป็นพรมแดนกั้นแขวงสุวรรณเขต ประเทศลาว

ประวัติศาสตร์

[แก้]

กรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างเวียงจันทน์ ภายหลังจากที่พระยาสุริยวงศาสิ้นพระชนม์ กรุงเวียงจันทน์เกิดการระส่ำระสายแย่งชิงอำนาจราชสมบัติกัน ฝ่ายยึดอำนาจได้ก็ปราบปรามฝ่ายตรงข้ามให้หมดสิ้นไป กลุ่มพระยาแสน (พญาเมืองจันทน์) ยึดครองเวียงจันทน์ได้ เจ้าศรีวิชัย กษัตริย์อาณาจักร์ล้านช้าง พระองค์ที่ 30 (พ.ศ. 2176-2179 รวมระยะเวลาครองราชย์ได้ 3 ปี) พระราชนัดดาในพระเจ้าวรวงศาธรรมิกราช กษัตริย์ล้านช้าง พระองค์ที่ 26 ไม่สามารถครองราชย์ต่อได้ เนื่องจากเกิดการยึดอำนาจ พระองค์จึงพร้อมด้วยเชื้อพระวงศ์หลบหนีภัยไปพึ่งบารมีอยู่กับ "เจ้าราชครูโพนสะเม็ก" หรือ "ญาคูขี้หอม" ซึ่งเป็นพระเถระผู้ใหญ่ของกรุงเวียงจันทน์ ในสมัยนั้นเทียบเท่ากับสมเด็จพระสังฆราช มีคนเคารพนับถือสักการะมากที่สุด อยู่ที่วัด "โพนสะเม็ก" ใกล้กรุงเวียงจันทน์ ในการหลบหนีครั้งนี้ เจ้าศรีวิชัยได้นำบุตรไปด้วย 2 คน คือ

๑. เจ้าแก้วมงคล ได้บวชเรียนเป็นพระภิกษุ เรียนพระอรรถธรรมกัมมัฎฐานจนแตกฉานแล้วสึกออกมา จนคนเรียกว่า "อาจารย์แก้ว" หรือ "แก้วบูโฮม"

๒. เจ้าจันทร์สุริยวงศ์

ภายหลังจากการอพยพมาพึ่งเจ้าราชครูหลวง เหล่าเชื้อพระวงศ์ที่หนีราชภัย จึงมีการเปลี่ยนพระนามเพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเป้าหมายถูกลอบสังหารจากฝ่ายยึดอำนาจ

พระยาแสนเจ้าผู้ครองนครเวียงจันทน์ ได้คิดที่จะกำจัดเชื้อพระวงศ์ของพระสุริยวงศาที่หนีกันมาพึ่งบารมีของเจ้าราชครูโพนสะเม็กอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งเจ้าราชครูฯ ซึ่งมีผู้ให้ความเคารพนับถือมากด้วย และเนื่องจากโพนสะเม็กและกรุงเวียงจันทน์อยู่ใกล้กันมาก เจ้าราชครูโพนสะเม็กเกรงว่าเชื้อพระวงศ์ที่อพยพมาพึ่งบารมีจะได้รับอันตราย จึงวางแผนการอพยพออกจากรุงเวียงจันทน์ไปทางใต้เพื่อหาที่อยู่ใหม่

พ.ศ. 2232 เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก ได้ขออนุญาตพระยาเมืองแสนเดินทางไปบูรณปฏิสังขรณ์ "พระธาตุพนม" ซึ่งชำรุดมาก ในการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งนี้จะได้นำชาวเวียงจันทน์และช่าง จำนวน 3,000 คน ร่วมเดินทางไปด้วย เมื่อได้รับอนุญาตก็พากันอพยพเดินทางล่องน้ำโขงมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ดอนโขง ในการอพยพคราวนี้เชื้อพระวงศ์ก็ได้หลบหนีออกมาด้วย ครั้นเดินทางมาถึงพระธาตุพนมก็เริ่มลงมือบูรณะพระธาตุพนมในปี พ.ศ. 2233

ในการบูรณปฏิสังขรณ์พระธาตุพนมคราวนี้นั้น เจ้าราชครูโพนสะเม็กได้บูรณะตั้งแต่ขั้นที่ 2 ขึ้นไปจนสุดยอดพระธาตุ เล่ากันว่า เจ้าราชครูโพนสะเม็กได้ไปขุดเอาโลหะชนิดหนึ่งคล้ายตะกั่วหรือเงิน ซึ่งไทยล้านช้างเรียกเหล็กเปียก ไทยใต้เรียกเหล็กไหล มาเป็นโลหะหล่อเป็นโบกสวมลงในปูนที่ยอดพระธาตุ สถานที่ขุดนั้นอยู่ที่ภูเหล็กใกล้บ้านดอนข้าวหลาม ตำบลน้ำก่ำ อำเภอธาตุพนม อยู่ทางใต้ของพระธาตุพนม ประมาณ 8 กม. ปัจจุบันยังมีหลุมและรอยขุดอยู่ ภูนั้นเป็นภูเขาศิลาแลงเตี้ยเป็นเนินสูงจากทุ่งนา

พ.ศ. 2336 หลังจากที่ เจ้าราชครูโพนสะเม็ก บูรณะพระธาตุพนมเสร็จแล้วก็ได้แบ่งครอบครัวจำนวนหนึ่งให้อยู่อุปัฎฐากพระธาตุ นอกนั้นก็อพยพไปทางใต้ตามลำน้ำโขงเพื่อตั้งบ้านเรือนต่อไป กล่าวถึง นางเภา และ นางแพง(แม่ญิง) ผู้ครองเมืองกาลจำบากนาคบุรีศรี ได้ทราบข่าวว่าเจ้าราชครูโพนสะเม็กพำนักอยู่ที่เกาะแดง ท่านเป็นพระเถระที่มีคนเคารพสักการะมาก ไปที่ใดก็สร้างพระพุทธรูปวิหหาร เกิดความศรัทธาเลื่อมใส จึงพร้อมด้วยท้าวพญาแสน ไปนิมนต์อาราธนาท่านขอให้พำนักอยู่ที่เมืองเพื่อทำนุบำรุงศาสนาให้ถาวรรุ่งเรืองต่อไป ท่านราชครูโพนสะเม็กก็ไม่ขัดศรัทธา ครั้นอยู่ต่อมานางแพงพร้อมด้วยมุขมนตรีประชาราษฎรทั้งปวงมีความเลื่อมใสศรัทธาและเคารพนับถือเจ้าราชครูฯมากยิ่งขึ้น จึงพร้อมกันถวายทั้งพุทธจักรและอาณาจักรให้ราชครูฯ ปกครองทั้งสิ้น นครจำบากนาคบุรีศรีเป็นพระปกครอง

พ.ศ. 2256 ท่านราชครูฯ ได้ใช้วิธีปกครองโดยทางธรรมแต่ไม่สำเร็จเรียบร้อย การชำระความตามอาญาแผ่นดินก็จะผิดวินัยพระ เมื่อพิจารณาแล้วจึงเห็นว่า เจ้าหน่อกษัตริย์ ซึ่งเป็นอนุชาของพระเจ้าองค์หล่อ หรือ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 2 (อพยพหลบหนีเมื่อคราวมาบูรณะพระธาตุพนม) เป็นเชื้อกษัตริย์กรุงเวียงจันทน์โดยแท้จริง จึงได้เชิญมาเป็นประมุขฝ่ายอาณาจักร ถวายนามว่า "เจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร" และเปลี่ยนชื่อเมืองใหม่จาก กาลจำบากนาคบุรี เป็น "นครจำปาศักดิ์" แยกออกจากอาณาเขตของกรุงเวียงจันทน์

เมื่อ "เจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร"ได้ปกครองนครจำปาศักดิ์แล้ว ก็มอบอำนาจให้เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็กมีอำนาจฝ่ายพุทธจักรปกครองสงฆ์ที่นครจำปาศักดิ์ จนท่านราชครูหลวงฯ อายุได้ 90 ปี ก็มรณภาพโดยโรคชรา (พ.ศ. 2263)

ต่อมา พระเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร ได้แต่งตั้งให้ เจ้าแก้วมงคลอพยพไพร่พลลงไปสร้างเมืองท่งศรีภูมิ ต่อมาคือเมืองสุวรรณภูมิราชบุรียประเทษราช (อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ดในปัจจุบัน) ซึ่งต่อมาลูกหลานของท่านได้แยกออกไปปกครองหัวเมืองอีสานหลายหัวเมืองทั่วภาคอีสาน เช่น เมืองร้อยเอ็ด มหาสารคาม ศรีสะเกษ ชนบท ขอนแก่น เป็นต้น ส่วนเจ้าจันทรสุริยวงศ์ให้อพยพไพร่พลไปสร้างเมืองหลวงโพนสิมร้างที่เมืองสุวรรณเขต อยู่แถวบริเวณพระธาตุอิงฮัง (แขวงสุวรรณเขตในปัจจุบัน) ซึ่งตรงกับปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา [3][4]

ภายหลังจากเจ้าจารย์จันทสุริยวงศ์พิราลัยแล้ว พระโอรสทั้ง 2 พระองค์ได้แยกย้ายกันออกไปปกครองบ้านเมืองแถบริมฝั่งแม่น้ำโขงและแผ่นดินภาคอีสาน ได้แก่ เจ้าราชาบุตรโคตร (ท้าวราชบุตรโคตร) ได้อพยพไพร่พลจากเวียงดงเขนยและเมืองแก้งกอก ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง มาตั้งเมืองที่บ้านดอนตาล เรียกว่า เมืองดอนตาล) และ ฝ่ายพระอนุชาคือ เจ้าจันทกินนรี (ท้าวกินรี) ได้ครองเมืองโพนสิมต่อจากพระบิดา จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2310 ได้มีนายพรานในหมู่บ้านข้ามลำน้ำโขงมาทางฝั่งขวาของปากห้วยบังมุก และได้พบเมืองร้าง วัดร้าง และต้นตาลจำนวน 7 ยอดอยู่ริมฝั่งโขง เห็นว่าเป็นทำเลที่อุดมสมบูรณ์กว่าบริเวณฝั่งซ้ายที่พวกตนอาศัยอยู่มาก เนื่องจากอุดมไปด้วยปลา ที่ดิน และทรัพยากรต่าง ๆ จึงกลับไปรายงานให้เจ้าจันทกินรีทราบ เจ้าจันทกินรีจึงพาพรรคพวกข้ามน้ำโขงมาและพิเคราะห์ดูว่าที่ตั้งบริเวณนี้คงเป็นเมืองโบราณมาก่อน และประทับใจในความอุดมสมบูรณ์เหมาะที่จะตั้งถิ่นฐาน จึงได้พากันอพยพจากบ้านหลวงโพนสินมาตั้งบ้านเรือนอยู่ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงบริเวณปากห้วยบังมุกที่นายพรานเป็นผู้พบ[5][6]

ในขณะที่กำลังจัดเตรียมพื้นที่เพื่อตั้งเมืองใหม่ ได้พบพระพุทธรูป 2 องค์อยู่ใต้ต้นโพธิ์ริมฝั่งโขง พระพุทธรูปองค์ใหญ่เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูน ส่วนพระพุทธรูปองค์เล็กเป็นพระพุทธรูปโลหะหล่อด้วยเหล็กเนื้อดี จึงได้พร้อมกันสร้างวัดขึ้นใหม่ในบริเวณวัดร้างริมฝั่งโขง และขนานนามว่า วัดศรีมุงคุณ (ศรีมงคล) รวมทั้งก่อสร้างกุฏิวิหารขึ้น พร้อมอัญเชิญพระพุทธรูปทั้งสององค์ขึ้นไปประดิษฐานบนพระวิหาร แต่ปรากฏว่าพระพุทธรูปองค์เล็ก เกิดปาฎิหาริย์กลับลงไปประดิษฐานอยู่ใต้ต้นโพธิ์ที่ตั้งเดิมหลายครั้ง และค่อย ๆ จมหายลงไปใต้ดิน คงเห็นแต่ยอดพระเกศโผล่ขึ้นมาให้เห็น จึงมีการสร้างแท่นสักการะบูชาครอบไว้ในบริเวณนั้น และขนานนามพระพุทธรูปองค์นั้นว่า พระหลุบเหล็ก ปัจจุบันบริเวณที่พระหลุบเหล็กจมดินได้ถูกกระแสน้ำเซาะตลิ่งโขงพังลงไปหมดแล้ว (คงเหลือแต่แท่นสักการะบูชาที่ยกเข้ามาเก็บรักษาไว้หน้าพระวิหารของวัดศรีมงคลใต้ในปัจจุบัน)

ส่วนพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ก่ออิฐถือปูน ชาวเมืองได้ขนานนามว่า "พระเจ้าองค์หลวง" เป็นพระประธานของวัดศรีมุงคุณ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนเป็น วัดศรีมงคลใต้ ถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดมุกดาหารนับแต่นั้นมา

ในเวลาต่อมา มักมีผู้พบเห็นแก้วดวงหนึ่งมีสีสดใสเป็นประกายลอยออกจากต้นตาลริมฝั่งโขง และลอยไปตามลำน้ำโขงทุกคืน จนถึงช่วงใกล้สว่างจึงลอยกลับมาที่ต้นตาลเช่นเดิม เจ้าจันทกินรีจึงได้ขนานนามแก้วดวงนี้ว่า แก้วมุกดาหาร เนื่องจากได้ตั้งเมืองขึ้นริมฝั่งโขงตรงปากห้วยบังมุกอีกทั้งได้มีผู้พบเห็นไข่มุกในแม่น้ำโขงอีกด้วย และให้ขนานนามเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่นี้ว่า เมืองมุกดาหาร ตั้งแต่เดือน 4 ปีกุน จุลศักราช 1132 (พ.ศ. 2313) มีอาณาเขตครอบคลุมทั้งสองฝั่งของแม่น้ำโขงรวมถึงแขวงสุวรรณเขตของประเทศลาว

ครั้นถึงสมัยอาณาจักรธนบุรี สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้แผ่แสนยานุภาพขึ้นมาถึงแถบลุ่มแม่น้ำโขง กระทั่ง พ.ศ. 2321 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และเจ้าพระยาจักรียกกองทัพขึ้นมาปราบปรามและรวบรวมหัวเมืองใหญ่น้อยในสองฝั่งแม่น้ำโขง และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ เจ้าจันทกินรี เป็น พระยาจันทรศรีสุราชอุปราชามันธาตุราช ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองมุกดาหารคนแรก

เดิมทีเมืองมุกดาหารเคยเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลอุดร[7] ก่อนจะกลายเป็นอำเภอหนึ่งในเมืองนครพนมใน พ.ศ. 2450[8] (ต่อมาได้เปลี่ยนคำว่าเมืองเป็นจังหวัดใน พ.ศ. 2459) และได้แยกออกเป็น จังหวัดมุกดาหาร อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2525

ใน พ.ศ. 2549 สะพานมิตรภาพไทย–ลาว 2 ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขง เชื่อมต่อจังหวัดมุกดาหารของไทยและแขวงสุวรรณเขตของประเทศลาวได้เปิดดำเนินการ

อาณาเขตติดต่อ

[แก้]

สภาพทางภูมิศาสตร์

[แก้]

ด้านตะวันออกเป็นที่ราบสลับป่าไม้ ด้านตะวันตกเป็นผืนป่าบนทิวเขาภูพาน ด้านตะวันออกมีแม่น้ำโขงทอดยาวกั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับลาว

หน่วยการปกครอง

[แก้]

การปกครองส่วนภูมิภาค

[แก้]

การปกครองแบ่งออกเป็น 7 อำเภอ 53 ตำบล 526 หมู่บ้าน

แผนที่
แผนที่
เลขชื่ออำเภอจำนวนตำบลพื้นที่
(ตร.กม.)
1อำเภอเมืองมุกดาหาร 13 1,235.066
2อำเภอนิคมคำสร้อย 7 377.158
3อำเภอดอนตาล 7 510.923
4อำเภอดงหลวง 6 1,076.158
5อำเภอคำชะอี 9 645.694
6อำเภอหว้านใหญ่ 5 84.483
7อำเภอหนองสูง 6 410.384
รวม 534,339.830

การปกครองส่วนท้องถิ่น

[แก้]

แบ่งออกเป็น 1 องค์การบริหารส่วนจังหวัด 30 องค์การบริหารส่วนตำบล 1 เทศบาลเมือง 24 เทศบาลตำบล

อำเภอเมืองมุกดาหาร

อำเภอนิคมคำสร้อย

อำเภอดอนตาล

อำเภอดงหลวง

อำเภอคำชะอี

อำเภอหว้านใหญ่

อำเภอหนองสูง

รายนามเจ้าเมืองและผู้ว่าราชการจังหวัด

[แก้]
ลำดับ ชื่อ ดำรงตำแหน่ง หมายเหตุ
หัวเมืองของอาณาจักรล้านช้างจำปาสักดิ์
เจ้าเมืองหลวงโพนสิม
- เจ้าจันทร์สุริยวงษ์ 2256 - ?
- เจ้ากินรี ? - 2310
เจ้าเมืองมุกดาหาร
1 เจ้ากินรี 2310 - 2312
หัวเมืองขึ้นของสยาม (ชั้นสัญญาบัตร)
1 พระยาจันทรศรีสุราชอุปราชามันธาตุราช (เจ้าจันทกินรี) 2313 - 2347
2 พระยาจันทร์สุริยวงษ์ (กิ่ง) 2348 - 2383
3 พระจันทร์สุริยวงษ์ (พรหม) 2383 - 2405
- ว่าง 2405 - 2406
หัวเมืองประเทศราชของสยาม (ชั้นหิรัญบัฏ)
4 เจ้าจันทรเทพสุริยวงษ์ดำรงรัฐสีมามุกดาธิบดี

(เจ้าหนู)

2406 - 2412
หัวเมืองขึ้นของสยาม (ชั้นสัญญาบัตร)
5 พระพฤติมนตรี (คำ) 2413 - 2420
6 พระจันทร์สุริยวงษ์ (บุญเฮา) 2421 - 2430
- ท้าวสุวรรณสาร(เมฆ) รักษาการ 2430 - 2431
7 พระยาศศิวงศ์ประวัติ (เมฆ) 2431 - 2434
ก่อตั้งมณฑลลาวพวน
7 พระยาศศิวงศ์ประวัติ (เมฆ) 2434 - 2440
เปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลฝ่ายเหนือ มณฑลอุดร
1 พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัฒนา 2442 2449 6 ปี
2 พระยาศรีสุริยาราชวรานุวัตร (โพ เนติโพธิ์) 244x 245x
3 พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (ศุข ดิษยบุตร) 245x 2465
4 เจ้าพระยามุขมนตรี (อวบ เปาโรหิตย์) 2465 2470 5 ปี
5 พระยาอดุลยเดชสยาเมศรภักดี (อุ้ย นาครทรรพ) 2470 2472 2 ปี
6 พระยาตรังคภูบาล (เจิม ปันยารชุน) 2472 2476 4 ปี
ผู้ว่าราชการเมืองมุกดาหาร
8 พระจันทรเทพสุริยวงษา (แสง) 2441 - 2443
เปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลอุดร
8 พระจันทรเทพสุริยวงษา (แสง) 2444 - 2449
ยุบเป็นอำเภอมุกดาหาร
นายอำเภอมุกดาหาร
ลำดับ ชื่อ ดำรงตำแหน่ง
1 หลวงทรงสราวุธ (เจิม วิเศษรัตน์) 1 ตุลาคม 2450 - ?

ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร

[แก้]
ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร
ลำดับ ชื่อ ดำรงตำแหน่ง
1 นายจำลอง ราษฎร์ประเสริฐ 27 กันยายน 2525 - 30 กันยายน 2528
2 นายถนอม ชาญนุวงศ์ 1 ตุลาคม 2528 - 30 กันยายน 2531
3 ร.ต.ไมตรี ไนยะกูล 1 ตุลาคม 2531 - 30 กันยายน 2534
4 นายอนันต์ แจ้งกลีบ 1 ตุลาคม 2534 - 30 กันยายน 2535
5 ร.ท.วินัย บุณยรัตผลิน 1 ตุลาคม 2535 - 30 กันยายน 2537
6 นายสาโรช คัชมาตย์ 1 ตุลาคม 2537 - 19 ตุลาคม 2540
7 นายทรงวุฒิ งามมีศรี 21 ตุลาคม 2540 - 11 มกราคม 2541
8 นายสมบูรณ์ สุขสำราญ 12 มกราคม 2541 - 30 กันยายน 2542
9 นายประเสริฐ โยธีพิทักษ์ 1 ตุลาคม 2542 - 30 กันยายน 2544
10 นายนิรันดร์ จงวุฒิเวศย์ 1 ตุลาคม 2544 - 30 กันยายน 2547
11 นายไพรัตน์ สกลพันธุ์ 1 ตุลาคม 2547 - 30 กันยายน 2548
12 นายบุญสม พิรินทร์ยวง 1 ตุลาคม 2548 - 30 กันยายน 2550
13 นายปราณีต บุญมี 1 ตุลาคม 2550 - 30 กันยายน 2552
14 นายบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ 1 ตุลาคม 2552 - 26 พฤษภาคม 2553
15 นายชาญวิทย์ วสยางกูร 27 พฤษภาคม 2553 - 30 กันยายน 2555
16 นายสกลสฤษฏ์ บุญประดิษฐ์ 19 พฤศจิกายน 2555 - 30 กันยายน 2558
17 นายสรสิทธิ์ ฤทธิ์สรไกร 1 ตุลาคม 2558 - 30 กันยายน 2560
18 นายไพฑูรย์ รักษ์ประเทศ 1 ตุลาคม 2560 - 30 กันยายน 2561
19 นายชยันต์ ศิริมาศ 1 ตุลาคม 2561 - 30 กันยายน 2563
20 นายวีระชัย นาคมาศ 1 ตุลาคม 2563 - 30 กันยายน 2564
21 นายเฉลิมพล มั่งคั่ง 1 ตุลาคม 2564 - 30 กันยายน 2565
22 นายวรญาณ บุญณราช 2 ธันวาคม 2565 - ปัจจุบัน

การศึกษา

[แก้]

ระดับอาชีวศึกษา

[แก้]

อาชีวศึกษารัฐ

[แก้]

อาชีวศึกษาเอกชน

[แก้]

ระดับอุดมศึกษา

[แก้]

สถาบันอุดมศึกษารัฐ

[แก้]

สถาบันอุดมศึกษาในกำกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

[แก้]

สถานที่สำคัญ

[แก้]

สถานที่สำคัญทางธรรมชาติ

[แก้]
  1. อุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ ที่ทำการอุทยานฯตั้งอยู่ที่บ้านคอนสาย ตำบลนาสีนวน อำเภอเมืองมุกดาหาร
  2. อุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว ที่ทำการอุทยานฯตั้งอยู่ที่บ้านหนองเม็ก ตำบลป่าไร่ อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร(มุกดาหาร,ยโสธร,อำนาจเจริญ)
  3. อุทยานแห่งชาติภูผายล ที่ทำการอุทยานฯตั้งอยู่ที่บ้านห้วยหวด ตำบลจันทร์เพ็ญ อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร(สกลนคร,นครพนม,มุกดาหาร)
  4. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐาน ที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯตั้งอยูที่อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร(มุกดาหาร,กาฬสินธุ์)
  5. วนอุทยานดงบังอี ที่ทำการวนอุทยานฯตั้งอยู่ที่ตำบลนากอก อำเภอนิคมคำสร้อย
  6. เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำผาน้ำทิพย์ ที่ทำการเขตห้ามล่าสัตว์ป่าฯตั้งอยู่ที่ตำบลบึงงาม อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด(ร้อยเอ็ด,กาฬสินธุ์,มุกดาหาร)

เทศกาล

[แก้]

สัญลักษณ์ประจำจังหวัด

[แก้]
  • ตราประจำจังหวัด: รูปปราสาทสองนางสถิตย์ ประดิษฐานแก้วมณีมุกดาหาร
  • ต้นไม้ประจำจังหวัด: ต้นตานเหลืองหรือช้างน้าว (Ochna integerrima)
  • ดอกไม้ประจำจังหวัด: ดอกตานเหลืองหรือช้างน้าว (Ochna integerrima)
  • สัตว์บกประจำจังหวัด: แมวดาว (Leopard cat)
  • สัตว์น้ำประจำจังหวัด: ปลากดคัง หรือปลากดแก้ว (Hemibagrus wyckioides)
  • คำขวัญประจำจังหวัดเดิม: หอแก้วสูงเสียดฟ้า ภูผาเทิบแก่งกะเบา แปดเผ่าชนพื้นเมือง ลือเลื่องมะขามหวาน กลองโบราณล้ำเลิศ ถิ่นกำเนิดลำผญา ตระการตาชายโขง เชื่อมโยงอินโดจีน
  • คำขวัญประจำจังหวัดใหม่: องค์พระใหญ่ สวยเด่น เป็นสง่า สูงเสียดฟ้า หอแก้วมุกดาหาร พญานาค 3 พิภพ ระบือนาม ทั่วเขตคาม สะพานเชื่อม อินโดจีน

การคมนาคม

[แก้]

รถยนต์

[แก้]

มุกดาหารอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร ประมาณ 652 กิโลเมตร ใช้เส้นทางกรุงเทพฯ-สระบุรี-นครราชสีมา-อำเภอบ้านไผ่-มหาสารคาม-อำเภอยางตลาด-กาฬสินธุ์-อำเภอคำชะอี-มุกดาหาร หรือเส้นทางกรุงเทพฯ-สระบุรี-นครราชสีมา (ทางหลวงหมายเลข 2) เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 207 ที่บ้านวัด-เลี้ยวขวาผ่านอำเภอประทาย-อำเภอพุทไธสง-อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย–อำเภอเกษตรวิสัย-อำเภอสุวรรณภูมิ แล้วแยกเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2169 ผ่านอำเภอทรายมูล-อำเภอกุดชุม-อำเภอเลิงนกทา แยกซ้ายเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 212 ผ่านอำเภอนิคมคำสร้อย สู่จังหวัดมุกดาหาร

รถโดยสารประจำทาง

[แก้]

มีรถโดยสารประจำทางทั้งรถโดยสารธรรมดาและรถปรับอากาศ โดยรถร่วมบริการของผู้ประกอบการเอกชน

  • กรุงเทพฯ - มุกดาหาร
  • กรุงเทพฯ - มุกดาหาร
  • นครราชสีมา - มุกดาหาร
  • ขอนแก่น - มุกดาหาร
  • มุกดาหาร - ระยอง
  • มุกดาหาร - พัทยา - ระยอง
  • มุกดาหาร - หัวหิน
  • มุกดาหาร - แม่สอด

ทางอากาศ

[แก้]

ในปัจจุบันจังหวัดมุกดาหารยังไม่มีท่าอากาศยาน จึงต้องใช้บริการท่าอากาศยานของจังหวัดข้างเคียง ได้แก่

โดยปกติชาวจังหวัดมุกดาหาร จะให้ท่าอากาศยานนครพนมเป็นหลักในการเดินทาง เพราะความสะดวกในการเดินทางและระบบขนส่งสาธารณะ

  • รถตู้ ท่าอากาศยานนครพนม - บขส.จังหวัดมุกดาหาร
  • บขส.จังหวัดนครพนม - บขส.จังหวัดมุกดาหาร (ไปกลับ)
  • ในปี 2561 กรมท่าอากาศยาน ในสังกัดกระทรวงคมนาคม ได้ใช้งบประมาณ 6 ล้านบาทในการสำรวจพื้นที่เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างท่าอากาศยานในจังหวัดมุกดาหาร หากสร้างสำเร็จจะกลายเป็นท่าอากาศยานนานาชาติแห่งที่ 30 ของประเทศไทย การสำรวจดังกล่าวแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2562 และอยู่ในระหว่างดำเนินการขั้นตอนต่อไป คาดว่าจะใช้งบประมาณกว่า 5 พันล้านบาทในการก่อสร้าง[9]

รถไฟ

[แก้]

ในปัจจุบันจังหวัดมุกดาหารยังไม่มีระบบขนส่งทางราง โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างสำหรับ โครงการก่อสร้างทางรถไฟ ทางคู่ บ้านไผ่ มุกดาหาร นครพนม มีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2570

รถโดยสารระหว่างประเทศ

[แก้]

การคมนาคมภายในตัวจังหวัดมุกดาหาร

[แก้]
  • รถสองแถว มีหลายสาย คิดค่าโดยสารตามระยะทาง
  • รถสามล้อเครื่อง คิดค่าโดยสารตามระยะทาง (เป็นรถเหมา)
  • แท็กซี่ คิดค่าโดยสารตามระยะทางบนมิเตอร์

ระยะห่างจากตัวจังหวัดไปอำเภอต่าง ๆ

[แก้]

จุดผ่านแดนที่ติดต่อกับประเทศลาว

[แก้]
  1. จุดผ่านแดนถาวร ด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว 2 ระหว่างอำเภอเมืองมุกดาหารและนครไกสอน พมวิหาน แขวงสุวรรณเขต
  2. จุดผ่านแดนถาวร ท่าเรือเทศบาลเมืองมุกดาหาร ระหว่างอำเภอเมืองมุกดาหารและนครไกสอน พมวิหาน แขวงสุวรรณเขต

บุคคลสำคัญ

[แก้]

นักแสดง

[แก้]

นักร้อง

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. ศูนย์สารสนเทศเพื่อการบริหารและงานปกครอง. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ข้อมูลการปกครอง." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.dopa.go.th/padmic/jungwad76/jungwad76.htm เก็บถาวร 2016-03-10 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน [ม.ป.ป.]. สืบค้น 18 เมษายน 2553.
  2. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://stat.bora.dopa.go.th/stat/pk/pk_57.pdf 2564. สืบค้น 16 เมษายน 2564.
  3. "Mukdahan - Smart Travel". Mukdahan - Smart Travel. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-12-01. สืบค้นเมื่อ 2021-12-01.
  4. https://kk.mcu.ac.th/Art-Culture/phalub.php
  5. "เกี่ยวกับจังหวัด | สำนักงานธนารักษ์พื้นที่มุกดาหาร". ระบบจัดการเว็บไซต์ย่อยภาครัฐ. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2024-05-24. สืบค้นเมื่อ 2021-12-01.
  6. http://dontan.mukdahancity.com/country/dontan_01.php%5Bลิงก์เสีย%5D
  7. "สำเนาที่เก็บถาวร" (PDF). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2012-01-27. สืบค้นเมื่อ 2021-12-01.
  8. "Welcome to www.amphoe.com". web.archive.org. 2009-07-12. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2009-07-12. สืบค้นเมื่อ 2021-12-01.{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์)
  9. Limited, Bangkok Post Public Company. "Mukdahan airport to be regional hub". Bangkok Post. สืบค้นเมื่อ 2021-12-01.

ดูเพิ่ม

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]

16°32′N 104°43′E / 16.54°N 104.72°E / 16.54; 104.72