ข้ามไปเนื้อหา

จังหวัดมุกดาหาร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จังหวัดมุกดาหาร
การถอดเสียงอักษรโรมัน
  อักษรโรมันChangwat Mukdahan
คำขวัญ: 
หอแก้วสูงเสียดฟ้า ภูผาเทิบแก่งกะเบา แปดเผ่าชนพื้นเมือง ลือเลื่องมะขามหวาน กลองโบราณล้ำเลิศ ถิ่นกำเนิดลำผญา ตระการตาชายโขง เชื่อมโยงอินโดจีน
แผนที่ประเทศไทย จังหวัดมุกดาหารเน้นสีแดงประเทศมาเลเซียประเทศพม่าประเทศลาวประเทศเวียดนามประเทศกัมพูชาจังหวัดนราธิวาสจังหวัดยะลาจังหวัดปัตตานีจังหวัดสงขลาจังหวัดสตูลจังหวัดตรังจังหวัดพัทลุงจังหวัดกระบี่จังหวัดภูเก็ตจังหวัดพังงาจังหวัดนครศรีธรรมราชจังหวัดสุราษฎร์ธานีจังหวัดระนองจังหวัดชุมพรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์จังหวัดเพชรบุรีจังหวัดราชบุรีจังหวัดสมุทรสงครามจังหวัดสมุทรสาครกรุงเทพมหานครจังหวัดสมุทรปราการจังหวัดฉะเชิงเทราจังหวัดชลบุรีจังหวัดระยองจังหวัดจันทบุรีจังหวัดตราดจังหวัดสระแก้วจังหวัดปราจีนบุรีจังหวัดนครนายกจังหวัดปทุมธานีจังหวัดนนทบุรีจังหวัดนครปฐมจังหวัดกาญจนบุรีจังหวัดสุพรรณบุรีจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจังหวัดอ่างทองจังหวัดสิงห์บุรีจังหวัดสระบุรีจังหวัดลพบุรีจังหวัดนครราชสีมาจังหวัดบุรีรัมย์จังหวัดสุรินทร์จังหวัดศรีสะเกษจังหวัดอุบลราชธานีจังหวัดอุทัยธานีจังหวัดชัยนาทจังหวัดอำนาจเจริญจังหวัดยโสธรจังหวัดร้อยเอ็ดจังหวัดมหาสารคามจังหวัดขอนแก่นจังหวัดชัยภูมิจังหวัดเพชรบูรณ์จังหวัดนครสวรรค์จังหวัดพิจิตรจังหวัดกำแพงเพชรจังหวัดตากจังหวัดมุกดาหารจังหวัดกาฬสินธุ์จังหวัดเลยจังหวัดหนองบัวลำภูจังหวัดหนองคายจังหวัดอุดรธานีจังหวัดบึงกาฬจังหวัดสกลนครจังหวัดนครพนมจังหวัดพิษณุโลกจังหวัดอุตรดิตถ์จังหวัดสุโขทัยจังหวัดน่านจังหวัดพะเยาจังหวัดแพร่จังหวัดเชียงรายจังหวัดลำปางจังหวัดลำพูนจังหวัดเชียงใหม่จังหวัดแม่ฮ่องสอน
แผนที่ประเทศไทย จังหวัดมุกดาหารเน้นสีแดง
แผนที่ประเทศไทย จังหวัดมุกดาหารเน้นสีแดง
ประเทศ ไทย
การปกครอง
  ผู้ว่าราชการ วรญาณ บุญณราช
(ตั้งแต่ พ.ศ. 2565)
  นายก อบจ. วีระพงษ์ ทองผา
(ตั้งแต่ พ.ศ. 2568)
พื้นที่
  ทั้งหมด
4,339.830 ตร.กม. (1,675.618 ตร.ไมล์)
  อันดับอันดับที่ 51
ประชากร
 (พ.ศ. 2569 ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม)[2]
  ทั้งหมด
345,484 คน
  อันดับอันดับที่ 65
  ความหนาแน่น81.01 คน/ตร.กม. (209.8 คน/ตร.ไมล์)
   อันดับความหนาแน่นอันดับที่ 60
รหัส ISO 3166TH-49
รหัสจังหวัด: 49
อักษรย่อไทย: มห
อักษรย่อโรมัน: MDH
ชื่อไทยอื่น ๆมุกฯ, เมืองบังมุก, มุกดาหารบุรีศรีสัตตตาลนคร
สัญลักษณ์ประจำจังหวัด
  ต้นไม้ตานเหลือง (ช้างน้าว)
  ดอกไม้ตานเหลือง (ช้างน้าว)
  สัตว์น้ำปลากดคัง (ปลากดแก้ว)
ศาลากลางจังหวัด
  ที่ตั้งถนนวิวิธสุรการ ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร 49000
  โทรศัพท์0 4261 1330
  โทรสาร0 4261 1330
เว็บไซต์www.mukdahan.go.th
สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

มุกดาหาร เป็นจังหวัดชายแดนตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศไทย มีลักษณะภูมิประเทศตั้งอยู่ในแอ่งสกลนคร โดยมีแม่น้ำโขงเป็นพรมแดนธรรมชาติกั้นระหว่างจังหวัดมุกดาหารกับแขวงสะหวันนะเขต ประเทศลาว ศูนย์กลางการบริหารของจังหวัดตั้งอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 652 กิโลเมตร และห่างจากจังหวัดนครพนมประมาณ 108 กิโลเมตร ทั้งนี้ จังหวัดมุกดาหารจัดอยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 หรือกลุ่มจังหวัด "สนุก" (ประกอบด้วย สกลนคร นครพนม และมุกดาหาร)[3][4]

จังหวัดมุกดาหารเป็นเมืองเก่ามีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัยก่อนตั้งเมืองและจังหวัด จากหลักฐานทางโบราณคดีบ่งชี้ว่าพื้นที่แถบนี้เคยเป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์เมื่อราว 3,000 - 5,000 ปีมาแล้ว[5][6] ในทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดเริ่มต้นขึ้นเมื่อก่อตั้งเมือง เมืองมุกดาหารก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2313 สมัยกรุงธนบุรี โดยเจ้าจันทกินรี หลังจากมีฐานะเป็นหัวเมืองชั้นเอกเป็นระยะเวลา 137 ปี ได้รับการปฏิรูปการปกครองโดยยุบรวมเป็นอําเภอหนึ่งของเมืองนครพนมและเป็นจังหวัดนครพนมตามลําดับ[7] เป็นเวลา 75 ปี ก่อนที่จะได้รับการยกฐานะและแยกเขตการปกครองออกจากจังหวัดนครพนมเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2525[8] จัดเป็นจังหวัดลําดับที่ 73 ของประเทศไทย (หากนับรวมกรุงเทพมหานคร)[9] หรือเป็นจังหวัดลําดับที่ 72 (หากนับเฉพาะเขตการปกครองรูปแบบจังหวัด)[3] และจัดเป็นลําดับที่ 44 ตามการเรียงลําดับอักขระวิธี[10] ซึ่งรวมกรุงเทพมหานครด้วย[10][9][11][4]

ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ จังหวัดมุกดาหารตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สําคัญและเป็นที่รู้จักในนาม "ประตูสู่อินโดจีน" โดยเป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนและระบบโลจิสติกส์ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก–ตะวันตก (East-West Economic Corridor) ตลอดจนเป็นพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) โดยมีสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 2 เป็นเส้นทางคมนาคมหลักเชื่อมต่อไปยังประเทศเวียดนามและตอนใต้ของประเทศจีน ในด้านประชากรศาสตร์และสังคม มุกดาหารมีลักษณะเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่ประกอบด้วยกลุ่มชนพื้นเมือง 8 กลุ่มชาติพันธุ์ ผสมผสานกับประชากรชาวไทยเชื้อสายเวียดนามและชาวไทยเชื้อสายจีน นอกจากนี้ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและสถานที่สําคัญทางศาสนา เช่น อุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ หอแก้วมุกดาหาร และวัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์[3][4]

นิรุกติศาสตร์

[แก้]

จังหวัดมุกดาหารเดิมคือ เมืองมุกดาหาร ซึ่งปรากฏนามเรียกขานหลากหลายในอดีต ได้แก่ เมืองมุกดาหารบุรีสีมุติกนคร (เมืองมุกดาหารทบุรีศรีมุตติกนคร), มุกดาหารบุรีศรีสัตตตาลนคร, มุกดาหารบุรี และเมืองบังมุก ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 คําว่า มุกดาหาร มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต ซึ่งสื่อความหมายถึงสิ่งที่ทรงคุณค่าและงดงาม มี 2 ความหมาย ดังนี้

  1. หมายถึง ไข่มุก ในทางภาษาศาสตร์ คําว่า "มุกดาหาร" มาจากคําศัพท์ดั้งเดิมคือ มุกฺตา (สันสกฤต) หรือ มุตฺตา (บาลี) ซึ่งแปลว่า ไข่มุก นอกจากนี้ หากประกอบคําเป็น มุกฺตาหาร หรือ มุตฺตาหาร จะหมายถึง สร้อยไข่มุก ซึ่งเป็นเครื่องประดับที่มีค่า
  2. หมายถึง รัตนชาติ (อัญมณี) ในบริบทของนพรัตน์ (อัญมณีมงคล 9 ชนิด) มุกดาหาร หมายถึง รัตนะชนิดหนึ่งที่มีสีหมอกอ่อน ๆ (สีขาวนวลคล้ายแสงจันทร์) ถือเป็นของมีค่าที่หายากและมีความเป็นมงคล

ส่วนที่มาชื่อจังหวัดมุกดาหารมีข้อสันนิษฐานและตํานานเกี่ยวกับที่มาของชื่อเมืองดังนี้ [12]

  • มุกดาหาร มุกดาหารบุรี และบังมุก (หรือบังมุกดาหาร) มีที่มาจากตํานานการสร้างเมือง ซึ่งระบุว่าในขณะที่กําลังสร้างบ้านแปงเมืองอยู่นั้น ราษฎรได้พบเห็นดวงแก้วมีสีสดใสเปล่งแสงประกาย ลอยออกจากต้นตาล 7 ยอดริมฝั่งแม่น้ำโขงล่องไปตามลําน้ำโขงในตอนหัวค่ํา และลอยกลับมาที่ต้นตาลตามเดิมในเวลาใกล้สว่าง เป็นประจําเช่นนี้แทบทุกคืน สร้างความอัศจรรย์แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก ประกอบกับการค้นพบไข่มุกในหอยกี้ในแม่น้ำโขง ต่อมาเจ้าจันทกินรีจึงได้ขนานนามแก้วดวงนั้นว่า "แก้วมุกดาหาร" ซึ่งเป็นหนึ่งในเก้าแก้วในตํานานแก้วนพรัตน์และเนื่องจากพบใกล้บริเวณห้วยบังมุก (คําว่า "บัง" หมายถึง ลําห้วย) ภายหลังจึงถือเอานิมิตมงคลนี้ตั้งนามเมืองใหม่ว่า เมืองมุกดาหาร (หมายถึง แก้วไข่มุก) และเป็นที่มาของชื่อบังมุกและบังมุกดาหาร[12]
  • เมืองมุกดาหารทบุรีศรีมุตติกนคร (มุกดาหารบุรีสีมุติกนคร) เป็นสร้อยนามเมืองที่ได้รับการเรียกขานในยุคต่อมา โดยคําว่า "บุรี" แปลว่า เมือง สมาสกับคําว่า "สีมุติกนคร" ซึ่งแผลงมาจากคําว่า มุกดา หรือมุกติกะ (แก้วมุกดา) เพื่อแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองและเกียรติภูมิของเมืองแห่งแก้วมุกดา
  • มุกดาหารบุรีศรีสัตตตาลนคร แปลว่า "เมืองแห่งแก้วมุกดาหารและต้นตาลเจ็ดยอด" มีที่มาเชื่อมโยงกับตํานานข้างต้น โดยคําว่า "ตาลเจ็ดยอด" มาจากสภาพภูมิประเทศดั้งเดิมที่มีต้นตาลขึ้นหนาแน่นและมีลักษณะยอดแปลกตา[12]
  • ที่มาตามบันทึกตรวจราชการของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ทรงบันทึกไว้ว่า หน้าเมืองมุกดาหารมีหาดทรายซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่ามีดวงแก้วซ่อนอยู่ในหาดทรายนั้น จึงนําชื่อแก้ววิเศษในหาดทรายมาตั้งเป็นชื่อเมืองว่า "มุกดาหาร"[13][14][15]
  • ที่มาจากแร่มุกดา หรือจันทรกานต์ มีข้อสันนิษฐานว่าในอดีตบริเวณแถบนี้มีการค้นพบแร่มุกดา (Moonstone) เป็นจํานวนมาก ประกอบกับมีหลักฐานอื่นในอดีตที่ชี้ว่าบริเวณนี้มีแร่มุกดาอยู่มาก[16]

ประวัติศาสตร์

[แก้]

สมัยก่อนประวัติศาสตร์

[แก้]

ยุคดึกดําบรรพ์

[แก้]

พื้นที่ของจังหวัดมุกดาหารเป็นแหล่งค้นพบร่องรอยสิ่งมีชีวิตยุคดึกดําบรรพ์และยุคไดโนเสาร์ที่สําคัญหลายชนิด เช่น มุกดาหารโนดัส ไตรศิวกุลไล (Mukdahannodus trisivakulii) ซึ่งเป็นฟอสซิลฉลามโบราณ และซากดึกดําบรรพ์ในหลายแหล่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศโบราณที่ครอบคลุมตั้งแต่มหายุคพาลีโอโซอิกจนถึงมหายุคมีโซโซอิก[17][18][19][20]

ยุคสังคมบรรพกาล (3,000-2,000 ปีก่อน)

[แก้]

บริเวณจังหวัดมุกดาหารมีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์และมีพัฒนาการทางสังคมมาตั้งแต่ช่วงปลายสมัยก่อนประวัติศาสตร์ หรือราว 3,000-2,000 ปีมาแล้ว กลุ่มชนในยุคแรกมีการดํารงชีวิตแบบบรรพกาลในลักษณะสังคมชนเผ่า[5] หลักฐานทางโบราณคดีที่สําคัญพบได้จากภาพเขียนสีในถ้ําต่าง ๆ เช่น ถ้ําฝ่ามือแดงบนภูอ่างบก ปรากฏภาพเขียนสีแดงของคน ภาพมือ อาวุธ และภาพสัญลักษณ์ทางเรขาคณิต[5] ถ้ําตีนแดง ซึ่งอยู่ต่อเนื่องกัน พบภาพคน ภาพสัตว์ และภาพรอยเท้าสีแดงที่ใช้วิธีทาบ ซึ่งนับเป็นแห่งแรกที่พบรอยเท้าลักษณะนี้ในประเทศไทย[5] ถ้ําผาแต้มที่ภูวัด อําเภอดอนตาล พบภาพมือและสัญลักษณ์จํานวนมากอันเกิดจากการประกอบพิธีกรรมเพื่อขอความอุดมสมบูรณ์[5]

นอกจากนี้ยังมีการค้นพบแหล่งชุมชนและแหล่งฝังศพโบราณที่แหล่งโบราณคดีนายกองคูณ ริมแม่น้ำโขงในอําเภอดอนตาล โดยพบเครื่องมือหินกะเทาะ สะเก็ดหิน และหินขัด[5] รวมทั้งมีการค้นพบกลองมโหระทึกสําริดซึ่งเป็นวัฒนธรรมดองซอนจํานวน 2 ใบในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร โดยสันนิษฐานว่าเป็นแหล่งผลิตและส่งออกกลองมโหระทึกในยุคโบราณ เนื่องจากเป็นที่แรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พบการค้นพบเบ้าหลอมกลองมโหระทึกที่แหล่งโบราณคดีโนนหนองหอ[6] และโดยเฉพาะมโหระทึกที่พบในอําเภอดอนตาลนั้น ถือเป็นกลองมโหระทึกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งนักโบราณคดีประเมินอายุไว้ที่ราวพุทธศตวรรษที่ 7-8[5] ประชากรดั้งเดิมในยุคนี้ประกอบด้วยชนพื้นเมืองดั้งเดิมบนที่สูงคือกลุ่มชนเผ่าข่า และกลุ่มไทยลาวหรือลาวลุ่มที่อพยพเคลื่อนย้ายเข้ามาอาศัยในบริเวณที่ราบในภายหลัง[5]

สมัยประวัติศาสตร์

[แก้]

ยุคอาณาจักรศรีโคตรบูร (ฟูนัน)

[แก้]

ล่วงเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 5-12 ดินแดนบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงได้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรโคตรบูร (อาณาจักรฟูนัน)[5] พื้นที่บริเวณนี้ได้รับเอาวัฒนธรรมทวารวดีและคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนานิกายมหายานเข้ามา ดังปรากฏหลักฐานการค้นพบกลุ่มเสมาหินศิลาแลงขนาดใหญ่จํานวนมากที่สํานักสงฆ์หาดเวินไชย อําเภอดอนตาล ซึ่งประเมินอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 ลงมา[5]

ยุคอาณาจักรเจนละ

[แก้]

เมื่ออาณาจักรโคตรบูรณ์เสื่อมอํานาจลง อาณาจักรเจนละได้แผ่อํานาจเข้าครอบคลุมบริเวณนี้แทนในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15-18 พื้นที่ของจังหวัดมุกดาหารที่อยู่ต่อเนื่องกับจังหวัดอุบลราชธานีถือเป็นชุมชนชายแดนที่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐเจนละ โดยประชากรของอาณาจักรเจนละจัดเป็นชนชาติในตระกูลมอญ-เขมร[5]

ยุคอาณาจักรขอม

[แก้]

หลังจากนั้นอาณาจักรขอมได้แผ่อํานาจเข้าครอบคลุมภาคอีสานอย่างกว้างขวาง ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15-18 แม้จะไม่ได้พบร่องรอยการสร้างศาสนสถานแบบขอมในพื้นที่มุกดาหาร แต่มีการค้นพบไหมีหูบรรจุกระดูกคนตายฝังอยู่ใต้ดินจํานวนมากในพื้นที่เกือบทุกอําเภอ นักโบราณคดีระบุว่าศิลปวัตถุเหล่านี้เป็นศิลปะแบบลพบุรี (ขอม) ซึ่งมักใช้ถ้วยเคลือบสีครอบปิดปากไหเอาไว้[5]

สมัยเมืองมุกดาหาร (สมัยธนบุรี-สมัยก่อนการเปลี่ยนการปกครอง)

[แก้]

การตั้งถิ่นฐานและการสถาปนาเมืองมุกดาหาร

[แก้]

"เนื้อหาประวัติศาสตร์เมืองมุกดาหารอ่านที่ บทความหลักเมืองมุกดาหาร"

ดินแดนบริเวณเมืองมุกดาหารในอดีตเคยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรล้านช้างในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19-22 ต่อมาใน พ.ศ. 2310 เจ้าจันทกินรีได้นําราษฎรอพยพจากเมืองหลวงโพนสิมทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ข้ามมาตั้งถิ่นฐานบริเวณฝั่งขวา ณ ปากห้วยบังมุก ตามคําบอกเล่าของพรานป่าที่ค้นพบร่องรอยเมืองและวัดร้าง เมื่อพิจารณาเห็นถึงความเหมาะสมของทําเลที่ตั้งจึงได้ริเริ่มสร้างเมืองในปี พ.ศ 2310 และได้สถาปนาเมืองขึ้นในปี พ.ศ 2313

ครั้นถึงรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งอาณาจักรธนบุรี ได้ทรงแผ่ขยายอาณาเขตและพระราชอํานาจมาถึงดินแดนที่เป็นเมืองมุกดาหาร พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเจ้าจันทกินรีเป็นเจ้าเมืองมุกดาหารท่านแรก โดยพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระยาจันทรศรีสุราชอุปราชามันธาตุราช" ใน พ.ศ. 2321 มุกดาหารจึงเป็นเมืองในขอบขัณฑสีมาของกรุงธนบุรีนับแต่นั้นเป็นต้นมา[21][11]

ก่อนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง

[แก้]

ล่วงเข้าสู่ยุคอาณาจักรรัตนโกสินทร์ เมืองมุกดาหารมีฐานะเป็นหัวเมืองประเทศราชของสยาม (ปรากฏนามเรียกขานหลากหลาย ได้แก่ เมืองมุกดาหารบุรีสีมุติกนคร, มุกดาหารบุรีศรีสัตตตาลนคร, มุกดาหารบุรี หรือ เมืองบังมุก) ภายหลังการปฏิรูปการปกครองส่วนภูมิภาคเข้าสู่ระบบมณฑลเทศาภิบาลใน พ.ศ. 2437 เมืองมุกดาหารได้ถูกโอนไปอยู่ภายใต้การปกครองของมณฑลอุดร[22]

สภาพสังคม เศรษฐกิจ และภูมิศาสตร์ จากบันทึกตรวจราชการ สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ (พ.ศ. 2449)

[แก้]

ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2449 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้เสด็จตรวจราชการมณฑลอุดรและมณฑลอีสาน โดยเมื่อเวลาเช้าของวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2449 พระองค์ทรงประทับเรือมณฑลซึ่งเป็นเรือพายล่องตามลําน้ำโขงแวะทักทายราษฎรที่บ้านบางไทรน้อย และทรงทอดพระเนตรทิวทัศน์เมืองสุวรรณเขตของฝรั่งเศสทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง จนกระทั่งเวลา 10:00 น. จึงเสด็จถึงเมืองมุกดาหาร ทรงได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติจากคณะกรมการเมือง นําโดยพระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ) จางวางเมืองมุกดาหาร มีการนิมนต์พระมาสวดเจริญชัยมงคลคาถารับเสด็จที่ท่าน้ำโขงหน้าเมือง จากนั้นทรงพระดําเนินไปยังที่พักแรมซึ่งพระอนุชาติวุฒาธิคุณ ข้าหลวงจัดเตรียมไว้เป็นตึกขัดแตะถือปูน ในช่วงบ่ายทรงเข้าร่วมพิธีประชุมบายศรีทูลพระขวัญเพื่อแสดงความจงรักภักดี และเสด็จตรวจเยี่ยมศาสนสถานสําคัญ ได้แก่ วัดศรีมงคล (ใต้) วัดกลาง (วัดยอดแก้วศรีวิชัย) และวัดศรีบุญเรือง พร้อมทั้งทอดพระเนตรวิถีชีวิตราษฎรตามหมู่บ้านก่อนจะเสด็จเยี่ยมเยียนบ้านพักของกรมการเมือง[13][14][15]

พระนิพนธ์ "เรื่องเที่ยวที่ต่าง ๆ ภาคที่ 4" ซึ่งบันทึกการเดินทางครั้งนี้ ได้ฉายภาพสภาพสังคม เศรษฐกิจ และภูมิศาสตร์ของเมืองมุกดาหารในยุคปลายระบบเทศาภิบาลไว้อย่างชัดเจน ทรงบันทึกที่มาของชื่อเมืองว่า บริเวณหน้าเมืองมีหาดทรายและหาดกรวดขนาดใหญ่ซึ่งราษฎรเชื่อกันว่ามีดวงแก้ว (พลอย) ซ่อนอยู่จึงนํามาตั้งเป็นชื่อเมือง ผังเมืองมุกดาหารมีการตัดถนนกว้างขวางสะอาดตา แม้สภาพบ้านเรือนราษฎรจะยังคงดูร่วงโรย ด้านเศรษฐกิจ มุกดาหารเป็นศูนย์กลางรวบรวมสินค้าท้องถิ่นจําพวกหนังสัตว์ เขาสัตว์ และสมุนไพร บรรทุกเกวียนฝ่าดงไปค้าขายแลกเปลี่ยนที่เมืองนครราชสีมา (โคราช) และซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ผ้าแพร เครื่องทองเหลือง และน้ำมันปิโตรเลียมกลับมา นอกจากนี้ยังทรงบันทึกถึงความแตกต่างทางการค้าบริเวณชายแดน โดยระบุว่ารัฐบาลฝรั่งเศสใช้นโยบายผูกขาดสินค้าบุหรี่และไม้ขีดไฟ โดยเก็บภาษีสินค้าจากฝั่งไทยอย่างเข้มงวดเพื่ออุดหนุนกิจการของตน แม้น้ำมันปิโตรเลียมในฝั่งสุวรรณเขตจะมีราคาถูกกว่า แต่ราษฎรมุกดาหารก็ยังนิยมบริโภคสินค้าจากทางโคราชมากกว่าเนื่องจากคุณภาพดีกว่าและพลเมืองส่วนใหญ่ยังไม่นิยมใช้น้ำมัน[13][14][15]

ในด้านภูมิศาสตร์และการคมนาคม ทรงบันทึกถึงความกว้างใหญ่และอุปสรรคตามธรรมชาติของแม่น้ำโขง ซึ่งต่างจากที่เคยทรงคาดการณ์ไว้แต่แรกว่าคงคล้ายแม่น้ำเจ้าพระยา ลําน้ำโขงมีความขุ่นและไหลเชี่ยวจัดตลอดปี เต็มไปด้วยอันตรายจากโขดหิน หาดทรายที่เคลื่อนตัวพูนขึ้นได้ สัตว์ร้ายตามความเชื่อท้องถิ่นอย่างจระเข้และปลาเงือก และแก่งขนาดใหญ่จํานวนมาก โดยเฉพาะ "แก่งคับพวงและแก่งคันกะเบา" ที่มีน้ำวนขนาดใหญ่โตน่ากลัวจนฝีพายผู้เชี่ยวชาญยังต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ทรงสรุปว่าการเดินทางในแม่น้ำโขงไม่ได้มีความสนุกสบาย ทว่ามีความแปลกประหลาดน่าพิศวงยิ่งนัก[13][14][15]

สําหรับการเสด็จสถลมารคจากมุกดาหารมุ่งหน้าสู่เมืองยโสธรนั้น เริ่มต้นขึ้นในรุ่งเช้าของวันที่ 21 มกราคม พระองค์ทรงขี่ม้าตัดผ่านเส้นทางโคกสลับทุ่งนา และต้องเดินทางลัดเลาะผ่านดงป่าดิบชื้นขนาดใหญ่ที่สําคัญ คือ "ดงบังอี่" ซึ่งเป็นป่าทึบหนาแน่นมืดครึ้มคล้ายดงพญาไฟ เต็มไปด้วยต้นตะเคียนและไม้ยางสูงใหญ่ การเดินทางเป็นไปอย่างยากลําบากเนื่องจากทางแคบและเต็มไปด้วยตอไม้ ป่าแห่งนี้เป็นรอยต่อทางภูมิศาสตร์ระหว่างมณฑลอุดรและมณฑลอีสาน โดยมีกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไทย (ภูไท) ตั้งถิ่นฐานทํานาพอเลี้ยงชีพอยู่กลางดง เช่นที่บ้านนาเกาะ จนกระทั่งวันที่ 22 มกราคม ทรงนําขบวนเสด็จผ่านลานหินดาดและออกปากดงบังอี่ที่ตําบลหนองพอก เข้าสู่เขตอําเภอเสนางคนิคม เมืองอุบลราชธานี (มณฑลอีสาน) ซึ่งทรงชมเชยว่าถนนหนทางฝั่งมณฑลอีสานมีการจัดการที่ดี ตัดถนนกว้างขวางและเว้นร่มไม้ใหญ่ไว้ให้เดินทางได้สะดวกสบาย[13][14][15]

ต่อมาในวันที่ 23 มกราคม ทรงเดินทางข้าม "ลําน้ำเซ" ซึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตอําเภอเสนางคนิคมกับเขตเมืองยโสธร เข้าสู่ "ดงสะมากัง" (หรือภูสะมากัง) ซึ่งเป็นดงขนาดเล็กกว่าดงบังอี่และมีเส้นทางราบเรียบ อุดมไปด้วยไม้งามและ "ไม้ยมผา" (ไม้ที่ชาวยุโรปนิยมนําไปทําหีบบุหรี่) โดยมีกลุ่มชาวผู้ไทยที่อพยพมาจากเมืองตะโปนมาคอยเฝ้ารับเสด็จตลอดเส้นทาง จากนั้นในวันที่ 24 มกราคม ทรงลัดเลาะผ่านชุมชนต่าง ๆ เช่น บ้านนาฮี บ้านคําไหล และบ้านนาซึม จนกระทั่งถึงรุ่งเช้าของวันที่ 25 มกราคม ทรงขี่ม้าผ่านทัศนียภาพโคกไม้สลับทุ่งนาที่อุดมสมบูรณ์และงดงาม ผ่านสระน้ำใหญ่และหมู่บ้านหลายแห่ง ก่อนจะเสด็จพระดําเนินถึงเมืองยโสธรโดยสวัสดิภาพในเวลา 10:30 น. ถือเป็นการสิ้นสุดการเดินทางสถลมารคบุกเบิกผ่านป่าดงของเขตเมืองมุกดาหารในสัปดาห์นั้น[13][14][15]

บันทึกการเสด็จตรวจราชการของพระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัฒนา (ปลายปี พ.ศ. 2449)

[แก้]

ในห้วงเวลาแห่งการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองเข้าสู่ระบบมณฑลเทศาภิบาล ราวปลายปี พ.ศ. 2449 ต่อเนื่องถึงต้นปี พ.ศ. 2450 พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัฒนา ขณะทรงดํารงตําแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลอุดร ได้เสด็จออกตรวจราชการเพื่อจัดระเบียบการปกครองและวางรากฐานระบบอําเภอขึ้นแทนที่ระเบียบหัวเมืองแบบเก่าในท้องที่เมืองมุกดาหาร

การเสด็จฯ ในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากพระจันทรเทพสุริยวงษา (แสง) ผู้ว่าราชการเมืองมุกดาหาร ถึงแก่อนิจกรรมในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2449 ทําให้เมืองมุกดาหารกําลังว่างเว้นผู้ปกครอง ในกาลนั้น "ขุนจันทมุกต์" (ต่อมาคือ พระจันทรศรีสุราช) ได้รับความไว้วางใจให้ทําหน้าที่เป็นนายกองจัดการรับเสด็จ ซึ่งขุนจันทมุกต์ได้แสดงฝีมือจัดการตระเตรียมการอย่างถี่ถ้วน ทั้งการกะระยะทางสัญจร และการจัดสร้างทําเลที่ประทับแรมได้อย่างสมพระเกียรติ เป็นที่พอพระหฤทัยของพระองค์เจ้าวัฒนายิ่งนัก[13][14]

ภายหลังการตรวจราชการ ณ ทําเนียบเมืองมุกดาหารเสร็จสิ้น พระองค์ได้เสด็จสถลมารคต่อไปยัง "เมืองหนองสูง" อันเป็นถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไทยในอดีต และทรงพระดําเนินลัดเลาะเรื่อยไปจนถึงบริเวณ "บ้านนาแก" เมื่อทรงทอดพระเนตรและพิจารณาชัยภูมิของบ้านนาแกอย่างถี่ถ้วนแล้ว ทรงพระดําริเห็นว่าพื้นที่บริเวณนี้มีทําเลที่ตั้งอันเหมาะสมยิ่ง ทั้งยังเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่เอื้อต่อการบริหารราชการได้สะดวกกว่าการตั้งทําเนียบอยู่ที่เมืองหนองสูงแต่เดิม จึงได้มีรับสั่งโดยตรงแก่ขุนจันทมุกต์ ความว่า

“....จันทมุกต์ ข้าจะให้เจ้ามาเป็นนายอําเภอหนองสูง ขอให้เตรียมตัวและให้เตรียมย้ายเมืองหนองสูงมาตั้งเป็นอําเภอที่บ้านนาแกนี้.......”

จากพระดําริและข้อราชการในคราวนั้น ส่งผลให้กระทรวงมหาดไทยดําเนินการยุบและย้ายที่ว่าการเมืองหนองสูงมาตั้ง ณ บริเวณบ้านนาแก ในปี พ.ศ. 2450 โดยในระยะแรกยังคงใช้ชื่อทางราชการว่า "อําเภอหนองสูง" ตามเดิม ก่อนที่จะเปลี่ยนนามใหม่เป็น "อําเภอนาแก" ให้สอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์และชื่อหมู่บ้านในเวลาต่อมา (ปัจจุบันอยู่ในเขตการปกครองของจังหวัดนครพนม)

สําหรับพื้นที่ตัวเมืองหนองสูงเดิมที่ถูกย้ายศูนย์กลางการบริหารออกไปนั้น ในกาลต่อมาเมื่อบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองขึ้นและประชากรหนาแน่นขึ้น จึงได้รับการยกฐานะจัดตั้งขึ้นเป็น "อําเภอหนองสูง" อีกวาระหนึ่ง ดํารงฐานะเป็นอําเภอสําคัญของจังหวัดมุกดาหารตราบจนปัจจุบัน[13][14]

ที่มาของการจัดตั้งจังหวัด

[แก้]

แนวคิดในการแยกอำเภอมุกดาหารออกมาตั้งเป็นจังหวัดเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรกในปี พ.ศ. 2518 โดยนายเฉลิมยศ แสนวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนมในขณะนั้น ได้เสนอร่างกฎหมายเข้าสู่รัฐสภา แต่กระบวนการยังไม่สำเร็จเนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองในยุคนั้นมีความผันผวน[23] ต่อมาในรัฐบาลของพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ กระทรวงมหาดไทยได้เสนอร่างพระราชบัญญัติตั้งจังหวัดมุกดาหาร เข้าสู่รัฐสภาในฐานะร่างกฎหมายของคณะรัฐมนตรี[8]

ในการพิจารณาของรัฐสภา สมาชิกส่วนใหญ่มีความเห็นพ้องต้องกันเป็นเอกฉันท์[8] โดยให้เหตุผลสนับสนุนที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่

(1) ด้านการปกครอง จังหวัดนครพนมมีท้องที่ติดชายแดน มีอาณาเขตกว้างขวางและมีพลเมืองมาก การแยกพื้นที่ออกมาจัดตั้งเป็นจังหวัดใหม่จะช่วยให้การบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพมากขึ้น

(2) ด้านความมั่นคง มุกดาหารเป็นพื้นที่ชายแดนติดกับแขวงสะหวันนะเขตของประเทศลาว การมีศูนย์กลางการปกครองระดับจังหวัดจะช่วยดูแลความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงชายแดนได้อย่างใกล้ชิด ความตอนหนึ่งในหนังสือประวัติกระทรวงมหาดไทยส่วนภูมิภาคว่า จังหวัดมุกดาหารเป็นจังหวัดชายแดนติดกับประเทศที่มีการปกครองอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ จังหวัดมุกดาหารจึงมีความสำคัญต่อการป้องกันประเทศ ด้านการป้องกันภัย ดังนั้นรัฐบาลและข้าราชการส่วนต่าง ๆ จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ในการดำเนินนโยบายและปฏิบัติราชการด้านต่าง ๆ โดยให้เป็นไปด้วยความสุมุขรอบคอบ มิฉะนั้นอาจเกิดการผิดพลาดเป็นชนวนเหตุก่อให้เกิดความยุ่งยากในประเทศขึ้นได้ (ประวัติมหาดไทย หน้า 89)[24]

(3) ด้านการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน เนื่องจากอำเภอมุกดาหารและอำเภอใกล้เคียงอยู่ห่างไกลจากตัวจังหวัดนครพนม ประชาชนต้องเดินทางลำบากและใช้เวลานานในการติดต่อราชการ การตั้งจังหวัดใหม่จะช่วยลดความเดือดร้อนและนำบริการของรัฐไปสู่ประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา และพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงลงพระปรมาภิไธยเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2525[8] จากนั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 99 ตอนที่ 121 (ฉบับพิเศษ) เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2525[8] และกฎหมายมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันประกาศ ทำให้วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2525 เป็นวันจัดตั้งจังหวัดมุกดาหารอย่างเป็นทางการ[8]

พระราชบัญญัติกำหนดให้แยกอำเภอมุกดาหาร อำเภอคำชะอี อำเภอดอนตาล อำเภอนิคมคำสร้อย กิ่งอำเภอดงหลวง และกิ่งอำเภอหว้านใหญ่ ออกจากการปกครองของจังหวัดนครพนม รวมตั้งขึ้นเป็นจังหวัดมุกดาหาร และให้เปลี่ยนชื่ออำเภอมุกดาหารเป็นอำเภอเมืองมุกดาหาร[8] จังหวัดมุกดาหารจึงมีฐานะเป็นจังหวัดลำดับที่ 73 ของประเทศไทยโดยยึดถือวันที่ 27 กันยายนของทุกปีเป็น “วันคล้ายวันสถาปนาจังหวัดมุกดาหาร”[8]

สมัยจังหวัดมุกดาหาร (ปัจจุบัน)

[แก้]

การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองและการยกฐานะเป็นจังหวัด

[แก้]

ภายหลังการปฏิรูประบบการบริหารราชการส่วนภูมิภาค จากรูปแบบการปกครองระบบหัวเมืองมาสู่ระบบมณฑลเทศาภิบาลใน พ.ศ. 2437 เมืองมุกดาหารได้ถูกกําหนดให้อยู่ภายใต้การกํากับดูแลของมณฑลอุดร ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการจัดระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินครั้งสําคัญอีกวาระหนึ่งใน พ.ศ. 2459 โดยมีการปรับเปลี่ยนการเรียกขานหน่วยงานระดับ "เมือง" เป็น "จังหวัด" และ "อําเภอ" ตามความเหมาะสมเชิงการบริหาร[25]

การปรับโครงสร้างดังกล่าว ส่งผลให้เมืองมุกดาหารซึ่งดํารงสถานะเป็นเมืองอิสระมาอย่างยาวนานถึง 137 ปี ต้องถูกลดบทบาทและฐานะลงเป็น อําเภอมุกดาหาร โดยให้ขึ้นตรงต่อการปกครองของจังหวัดนครพนม (ซึ่งปรับฐานะมาจากเมืองนครพนม ที่อําเภอมุกดาหารได้เข้าไปสังกัดอยู่ก่อนแล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2450)

ต่อมาใน พ.ศ. 2476 แม้รัฐบาลจะมีการประกาศยกเลิกระบบมณฑลเทศาภิบาลเพื่อจัดระเบียบการบริหารราชการส่วนภูมิภาคใหม่ ทว่าพื้นที่ดังกล่าวยังคงดํารงสถานะเป็นอําเภอหนึ่งภายใต้เขตการปกครองของจังหวัดนครพนมอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 75 ปี จวบจนกระทั่งได้มีการประกาศยกฐานะและแยกส่วนการปกครอง จัดตั้งขึ้นเป็น จังหวัดมุกดาหาร อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2525[26][8][27]

เหตุการณ์สําคัญในยุคปัจจุบัน

[แก้]

หลังจากการสถาปนาเป็นจังหวัด ได้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและศูนย์รวมจิตใจของประชาชน โดยในวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2527 ได้มีพิธีตั้งศาลหลักเมืองมุกดาหาร บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด (ถนนสองนางสถิตย์) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (เมื่อครั้งดํารงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร) ได้เสด็จพระราชดําเนินไปทรงวางศิลาฤกษ์[3]

ต่อมาในวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ได้มีการเปิดใช้งานสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 2 อย่างเป็นทางการ เพื่อเชื่อมโยงการคมนาคมและเศรษฐกิจระหว่างจังหวัดมุกดาหารและแขวงสะหวันนะเขต โดยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดําเนินแทนพระองค์ เป็นประธานประกอบพิธีเปิดสะพานร่วมกับ ฯพณฯ บุนยัง วอละจิด รองประธานประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในขณะนั้น[3]

ต่อมาในวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2567 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดําเนินเป็นการส่วนพระองค์เพื่อทอดพระเนตรผลการดําเนินงานของโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยบางทรายตอนบนอันเนื่องมาจากพระราชดําริ อําเภอดงหลวง [28]

ต่อมาในวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2568 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดําเนินมาทรงเปิดอาคารสํานักงานเหล่ากาชาดจังหวัดมุกดาหารหลังใหม่ ณ อําเภอเมืองมุกดาหาร [29]

ภูมิศาสตร์

[แก้]
สภาพกลุ่มหินในอุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ สะท้อนภูมิประเทศอันโดดเด่นของจังหวัด

พิกัดทางภูมิศาสตร์

[แก้]

จังหวัดมุกดาหาร ตั้งอยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 16 - 17 องศาเหนือ และเส้นแวงที่ 104 - 105 องศาตะวันออก พิกัดของจังหวัดมุกดาหารจะอยู่ระหว่าง ละติจูด 16° 12' ถึง 16° 52' เหนือ และ ลองจิจูด 104° 5' ถึง 104° 59' ตะวันออก ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 4,407 ตารางกิโลเมตร[4]

ภูมิประเทศ

[แก้]
ภาพถ่ายทางดาวเทียมของจังหวัดมุกดาหารใน พ.ศ. 2548 แสดงให้เห็นลักษณะภูมิประเทศ โดยองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) สหรัฐอเมริกา

ทิศเหนือและทิศใต้ของจังหวัดเป็นที่ราบสูง ทิศตะวันตกมีเทือกเขาภูพาน มีลักษณะเป็นป่าโปร่งบางแห่งเป็นป่าทึบ ส่วนทิศตะวันออกเป็นที่ราบสลับป่าไม้ และมีแม่น้ำโขงเป็นเส้นกั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ระยะทางประมาณ 72 กิโลเมตร มีพื้นที่ราบร้อยละ 20 ของพื้นที่จังหวัด ทรัพยากรธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์ มีพื้นที่ป่าไม้ประมาณ 953,300 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 35.15 ของพื้นที่จังหวัด[3][5][4]

จังหวัดมุกดาหารมีอาณาเขตติดต่อดังนี้[3]

จุดสูงสุด

[แก้]

ภูผาซาน เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดมุกดาหาร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและจุดชมวิวของจังหวัดมุกดาหารที่สวยงามแห่งหนึ่งที่ท้าทายความสามารถนักเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ชอบการท้าทาย การปีนเขา การบุกป่าลุยไพร มีความสูง 617 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงภูสีฐาน บริเวณบ้านแมด ตําบลบ้านเหล่า อําเภอคําชะอี ห่างจากตัวอําเภอคําชะอีประมาณ 10 กิโลเมตร และห่างจากตัวจังหวัดมุกดาหารประมาณ 42 กิโลเมตร พื้นที่บริเวณตีนเขาเชื่อมต่อกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาเมือง[30]

ภูจอมศรี เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเขตอุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ เป็นสถานที่ท่องเที่ยว (ครอบคลุมพื้นที่อําเภอเมืองมุกดาหารและอําเภอดอนตาล) มีความสูงประมาณ 420–460 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง[31]

จุดต่ำสุด

[แก้]

พื้นที่ราบลุ่มและตลิ่งริมฝั่งแม่น้ำโขง (ครอบคลุมพื้นที่อําเภอหว้านใหญ่ อําเภอเมืองมุกดาหาร และอําเภอดอนตาล) มีระดับความสูงต่ำกว่า 200 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยจุดที่ต่ำที่สุดบริเวณขอบตลิ่งริมแม่น้ำโขง มีความสูงประมาณ 130–140 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง[32]

ภูมิอากาศ

[แก้]

มีลักษณะภูมิอากาศดังนี้[3][4]

  • ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ – กลางเดือนพฤษภาคม จะมีมวลอากาศเย็นหรือบริเวณความกดอากาศสูงแผ่ลงมาปะทะกับมวลอากาศร้อน ซึ่งจะทําให้บริเวณดังกล่าวเกิดพายุฝนฟ้าคะนองลมกรรโชกแรง หรือเรียกอีกอย่าง ว่าพายุฤดูร้อน ซึ่งจะสร้างความเสียหายเกิดขึ้นในบริเวณที่พายุพัดผ่าน
  • ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม – กลางเดือนตุลาคม จะเกิดฝนทิ้งช่วงประมาณปลายเดือนมิถุนายน – ต้นเดือนกรกฎาคม ปริมาณฝนที่เกิดจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดเอาความชื้นเข้ามา และปริมาณฝนที่เกิดจากร่องฝน หรือร่องความกดอากาศต่ำ พาดผ่านในแนวตะวันออก–ตก ทําให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองเป็นบริเวณกว้าง ส่วนปริมาณฝนมากที่สุดเกิดจากพายุหมุนเขตร้อน จากทะเลจีนใต้เคลื่อนเข้ามาปีหนึ่งประมาณ 2–3 ลูก จะเกิดฝนตกเป็นบริเวณกว้าง
  • ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม – กลางเดือนกุมภาพันธ์ จะมีมวลอากาศเย็นหรือบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีน แผ่ลงมาปกคลุมบริเวณดังกล่าวทําให้อากาศหนาวเย็นและแห้งโดยทั่วไป

เนื่องจากจังหวัดมุกดาหารมีพื้นที่ติดชายแดนประเทศลาว ภูมิอากาศจึงมีความคล้ายคลึงกับฝั่งลาว ในเดือนธันวาคมอุณหภูมิสูงสุดมักจะต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส ทําให้มีอากาศเย็นสบาย ฤดูฝนอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน โดยเฉพาะเดือนสิงหาคมจะมีฝนตกชุกมากที่สุด และช่วงที่อากาศร้อนที่สุดของปีคือเดือนเมษายนซึ่งเป็นช่วงปลายฤดูแล้ง[33][4]

ปริมาณฝน ความชื้นสัมพัทธ์ และอุณหภูมิเฉลี่ยในรอบปี 2551–2553 ของจังหวัดมุกดาหาร[4]
รายการ ปี 2551 ปี 2552 ปี 2553
ปริมาณฝนตลอดทั้งปี (มิลลิเมตร) 1,400.10 1,212.00 1,740.60
จํานวนวันที่ฝนตกตลอดทั้งปี (วัน) 133 106 110
ความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยสูงสุด (ร้อยละ) 95.58 95.17 94.17
ความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยต่ำสุด (ร้อยละ) 43.50 39.33 36.58
ความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ย (ร้อยละ) 74.23 71.98 70.62
อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด (องศาเซลเซียส) 35.68 36.38 36.77
อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด (องศาเซลเซียส) 18.58 18.99 19.34
อุณหภูมิเฉลี่ย (องศาเซลเซียส) 25.86 27.68 28.20
ข้อมูลภูมิอากาศของมุกดาหาร (พ.ศ. 2524–2553)
เดือน ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ทั้งปี
อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย °C (°F) 30.4
(86.7)
32.7
(90.9)
35.1
(95.2)
36.1
(97)
34.5
(94.1)
32.9
(91.2)
32.4
(90.3)
31.8
(89.2)
32.0
(89.6)
31.7
(89.1)
30.7
(87.3)
29.2
(84.6)
32.46
(90.43)
อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย °C (°F) 16.4
(61.5)
19.1
(66.4)
22.3
(72.1)
24.6
(76.3)
24.9
(76.8)
25.0
(77)
24.7
(76.5)
24.4
(75.9)
24.1
(75.4)
22.5
(72.5)
19.7
(67.5)
16.7
(62.1)
22.03
(71.66)
ปริมาณฝน มม (นิ้ว) 3.7
(0.146)
17.4
(0.685)
38.8
(1.528)
76.4
(3.008)
199.5
(7.854)
233.4
(9.189)
231.9
(9.13)
350.7
(13.807)
211.7
(8.335)
100.6
(3.961)
13.3
(0.524)
2.6
(0.102)
1,480
(58.268)
ความชื้นร้อยละ 67 65 62 65 75 79 81 84 82 77 71 69 73.1
วันที่มีฝนตกโดยเฉลี่ย (≥ 1 มม.) 1 2 4 7 16 18 18 22 17 9 2 0 116
แหล่งที่มา: กรมอุตุนิยมวิทยา[34]

ศักยภาพด้านทําเลที่ตั้ง

[แก้]

จังหวัดมุกดาหารเป็นจังหวัดชายแดนติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และตั้งอยู่บนจุดกึ่งกลางระเบียงตะวันออก–ตะวันตก (EWEC) โดยมีสะพานมิตรภาพ 2 มุกดาหาร–สะหวันนะเขต เป็นจุดเชื่อมต่อ ทําให้เป็นจุดเชื่อมโยงการค้าและวัฒนธรรมกับประเทศในอนุภูมิภาคที่มีอุปสงค์ทางการค้าสูง หลายประเทศ เช่น สปป.ลาว สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และสาธารณรัฐประชาชนจีน เส้นทาง EWEC เริ่มจากเมาะละแหม่ง ของสหภาพเมียนมา ผ่านเข้า ประเทศไทยที่อําเภอแม่สอด จังหวัดตาก ผ่านจังหวัดขอนแก่นมายังจังหวัดมุกดาหาร ข้ามสะพานมิตรภาพ 2 ไปยังแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ตามเส้นทางหมายเลข 9 ซึ่งเป็นที่ตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน–เซโน เชื่อมโยงไปเขตเศรษฐกิจพิเศษลาวบาว สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เข้าสู่เส้นทางหมายเลข 1 ออกสู่ท่าเรือดานัง และสามารถขึ้นไปยังเวียดนามตอนเหนือ เข้าสู่ตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน เขตเศรษฐกิจพิเศษฉงจั่ว มณฑลกว่างซีจ้วง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง มีนครหนานหนิงเป็นเมืองหลัก ประชากรมากกว่า 100 ล้านคน ซึ่งจะเป็นแหล่งรองรับสินค้าขนาดใหญ่ของจังหวัดมุกดาหาร ระยะทางเส้นทาง EWEC จากจังหวัดมุกดาหารถึงนครดานัง และท่าเรือน้ำลึกดานัง เวียดนาม ประมาณ 527 กิโลเมตร โดยผ่านเส้นทางในส่วนของ สปป.ลาว เริ่มจากสะพานมิตรภาพ 2 จากเมืองไกสอน พมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต ไปตามเส้นทางหมายเลข 9 ผ่านเขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน–เซโนที่เมืองอุทุมพอน เมืองพะลานไช เมืองพิน สิ้นสุดที่บ้านแดนสะหวัน เมืองเซโปน ชายแดนลาว–เวียดนาม ที่ด่านลาวบาว ระยะทางประมาณ 247 กิโลเมตร เป็นถนนลาดยาง 2 ช่องจราจรตลอดสาย เข้าสู่เส้นทางในส่วนของเวียดนาม เริ่มจากด่านลาวบาว ที่ตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษลาวบาว จังหวัดกว๋างจิ และไปเชื่อมต่อกับเส้นทางหมายเลข 1 ของเวียดนาม ที่เมืองดองฮา จังหวัดกวางตรี ระยะทาง 80 กิโลเมตร สามารถเดินทางลงไปทางใต้เพื่อต่อไปยังเมืองเว้ และท่าเรือน้ำลึกดานัง เมืองดานัง ระยะทาง 200 กิโลเมตร เป็นถนนลาดยาง 2 ช่องจราจรตลอดสาย

เส้นทาง EWEC จากจังหวัดมุกดาหารสามารถเชื่อมต่อเชื่อมโยง เมืองฉงจั่ว นครหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระยะทาง 1,347 กิโลเมตร โดยนับระยะทางจากจังหวัดมุกดาหารถึงเมืองดองฮา จังหวัดกว๋างจิ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระยะทาง 327 กิโลเมตร จากเมืองดองฮา เดินทางขึ้นเหนือผ่านเมืองดงเห่ย จังหวัดกวางบินห์ จังหวัดฮาติงห์ เมืองวินห์ จังหวัดเงะฮาน จังหวัดทันหัว จังหวัดนินตินห์ เข้าสู่กรุงฮานอย ระยะทาง 620 กิโลเมตร เป็นถนนลาดยาง 2 ช่องจราจรตลอดสาย การเดินทางจากจังหวัดมุกดาหารต้องแวะพักค้างที่เมืองวินห์ จังหวัดเงะฮาน เส้นทางดังกล่าวเชื่อมโยงเข้าสู่ประเทศจีนตอนใต้ โดยใช้เส้นทางจากกรุงฮานอย ผ่านเมืองลังเซิน เมืองชายแดนของเวียดนาม ระยะทาง 165 กิโลเมตร เข้าสู่จีน ที่ด่านโหยว อวี้ กวาน เข้าสู่เมืองผิงเสียง ผ่านเมืองฉงจั่ว ไปถึงนครหนานหนิง มณฑลกวางสี ระยะทาง 230 กิโลเมตร[3]

การเมืองการปกครอง

[แก้]

การปกครองส่วนภูมิภาค

[แก้]

การปกครองแบ่งออกเป็น 7 อำเภอ 53 ตำบล 526 หมู่บ้าน[35]

แผนที่
แผนที่
เลขชื่ออําเภอจํานวนตําบลพื้นที่
(ตร.กม.)
1อําเภอเมืองมุกดาหาร 13 1,235.066
2อําเภอนิคมคําสร้อย 7 377.158
3อําเภอดอนตาล 7 510.923
4อําเภอดงหลวง 6 1,076.158
5อําเภอคําชะอี 9 645.694
6อําเภอหว้านใหญ่ 5 84.483
7อําเภอหนองสูง 6 410.384
รวม 534,339.830

การปกครองส่วนท้องถิ่น

[แก้]

แบ่งออกเป็น 1 องค์การบริหารส่วนจังหวัด 30 องค์การบริหารส่วนตำบล 1 เทศบาลเมือง และ 24 เทศบาลตำบล ดังแสดงในตารางต่อไปนี้

ตารางแสดงข้อมูลประชากรตามรายเขตเทศบาลในจังหวัดมุกดาหาร
ลําดับ ชื่อเทศบาล อําเภอ ครอบคลุมตำบล ประชากร (คน)
(ข้อมูล ณ สิ้นเดือนธันวาคม พ.ศ 2568)
ทั้งตำบล บางส่วน รวม
เทศบาลนคร (จังหวัดมุกดาหารยังไม่มีเทศบาลนคร)
เทศบาลเมือง
1เมืองมุกดาหารตําบลมุกดาหารตําบลศรีบุญเรือง2
33,010
เทศบาลตําบล
1เมืองมุกดาหารตําบลดงเย็น1
10,723
2เมืองมุกดาหารตําบลคําอาฮวน1
13,006
3เมืองมุกดาหารตําบลมุก1
26,355
4เมืองมุกดาหารตําบลบางทรายใหญ่1
9,150
5เมืองมุกดาหารตําบลโพนทราย1
8,565
6เมืองมุกดาหารตําบลผึ่งแดด1
5,591
7เมืองมุกดาหารตําบลคําป่าหลาย1
13,055
8เมืองมุกดาหารตําบลดงมอน1
5,598
9เมืองมุกดาหารตําบลนาโสก1
10,266
10เมืองมุกดาหารตําบลนาสีนวล1
8,551
11นิคมคําสร้อย-ตําบลนิคมคําสร้อย, ตําบลนากอก, ตําบลโชคชัย3
6,034
12นิคมคําสร้อยตําบลร่มเกล้า1
3,297
13ดอนตาลตําบลดอนตาล1
2,403
14ดอนตาลตําบลบ้านแก้ง1
3,076
15ดอนตาล-ตําบลดอนตาล1
4,490
16ดงหลวงตําบลดงหลวง1
8,221
17ดงหลวงตําบลหนองแคน1
5,222
18ดงหลวงตําบลกกตูม1
9,392
19คําชะอีตําบลน้ำเที่ยง1
2,241
20หว้านใหญ่ตําบลหว้าญใหญ่1
4,904
21หว้านใหญ่ตําบลชะโนด1

2,789

22หนองสูงตําบลภูวง1
2,735
23หนองสูงตําบลบ้านเป้า1
3,311
24หนองสูงตําบลหนองสูงเหนือ1
2,671
ที่มา: กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย[36]

รายนามผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าเมือง

[แก้]

สำหรับรายนามเจ้าเมือง ก่อน พ.ศ 2442 ดูที่ เมืองมุกดาหาร และรายนามนายอำเภอ[note 1] หลัง พ.ศ 2525 ดูที่ อำเภอเมืองมุกดาหาร

ข้าหลวงกํากับราชการเมืองมุกดาหาร

[แก้]
ลําดับ รายนาม ช่วงเวลาดํารงตําแหน่ง หมายเหตุ
1 พระภักดีนุชิต (จัน อินทรกําแหง ณ ราชสีมา) (ภายหลังเป็น พระยาสุริยเดชวิเศษฤทธิ์และพระยากําแหงสงคราม)[37] พ.ศ. 2436 – พ.ศ. 2438 ภายหลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) ซึ่งสยามเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงแก่ฝรั่งเศส พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระภักดีนุชิต (บรรดาศักดิ์ขณะนั้น) เป็นข้าหลวงประจําเมืองมุกดาหารคนแรก ภายใต้การปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล พันธกิจหลักคือกํากับราชการ ให้คําปรึกษาเจ้าเมือง และธํารงเสถียรภาพตามแนวชายแดนอันเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์

ในการปฏิบัติหน้าที่ ท่านต้องเผชิญข้อจํากัดเชิงโครงสร้างอํานาจ เพราะอํานาจตุลาการและอาญาสิทธิ์เหนือข้าราชการในเขตปกครองตกอยู่ภายใต้การควบคุมของฝรั่งเศสเป็นส่วนใหญ่ เห็นได้ชัดเจนในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ซึ่งเป็นพิธีสําคัญเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ ฝ่ายฝรั่งเศสใช้อํานาจอธิปไตยห้ามผู้ใต้ปกครองตนข้ามลําน้ำโขงมาร่วมพิธี ณ เมืองมุกดาหาร สะท้อนทั้งความอ่อนไหวทางการทูตและข้อท้าทายต่ออํานาจปกครองของสยาม

ครั้นถึง พ.ศ. 2440 ท่านได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็น "พระยาสุริยเดชวิเศษฤทธิ์" ปลัดเมืองนครราชสีมา ระหว่างเดินทางจากมุกดาหารไปรับตําแหน่งใหม่ทางลําน้ำโขงสู่หนองคายและบ้านหมากแข้ง (อุดรธานี) คณะของท่านถูกกองกําลังฝรั่งเศสจับกุม ณ บ้านหนองเดิ่น เขตเมืองบึงกาฬ ในข้อหาล่วงล้ําดินแดนลาวอันละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ ท่านถูกคุมขัง ณ เมืองสุวรรณเขตนานสี่เดือน ตลอดเวลานั้น ท่านได้ลักลอบมีหนังสือกราบทูลกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ข้าหลวงต่างพระองค์สําเร็จราชการมณฑลอุดรอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจิตสํานึกในหน้าที่และความจงรักภักดีอย่างสูง

ระหว่างถูกคุมขังตรงกับวันขึ้น 15 ค่ํา เดือน 11 อันเป็นวันพระราชพิธีถือน้ำฯ ท่านร้องขอผู้คุมฝรั่งเศสเพื่อข้ามฝั่งแม่น้ำโขงมาร่วมดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ณ เมืองมุกดาหารซึ่งเตรียมไว้ให้ตามราชประเพณี แต่ถูกปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ความขัดแย้งระหว่างสํานึกในหน้าที่กับข้อจํากัดภายนอกทําให้ท่านทุกข์ระทมถึงกับร้องไห้ตลอดวัน วันรุ่งขึ้นกรมการเมืองมุกดาหารเจรจาขอเข้าเยี่ยมและนําน้ำพระพิพัฒน์สัตยาข้ามฟากมาให้ถึงที่คุมขัง ท่านได้คุกเข่าลงหันหน้าไปทางพระบรมมหาราชวัง ถวายบังคมด้วยความเคารพสูงสุด แล้วจึงดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ประกาศความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ท่ามกลางสภาวะถูกจองจําต่อหน้าทหารฝรังเศส

ภายหลังพ้นการคุมขังและกลับสู่ราชอาณาจักร ท่านเจริญก้าวหน้าในราชการ โดย พ.ศ. 2445 ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น พันเอก พระยากําแหงสงคราม ผู้ว่าราชการเมืองนครราชสีมา และสมุหเทศาภิบาลมณฑลนครราชสีมาตามลําดับ เหตุการณ์ทั้งหมดจึงมิใช่เพียงเรื่องส่วนบุคคล หากเป็นภาพสะท้อนอันเข้มข้นของพลวัตอํานาจชายแดนและปัญหาทางการทูตในยุคสร้างรัฐชาติท่ามกลางภัยคุกคามจากมหาอํานาจตะวันตก[37]

ว่าง พ.ศ. 2438 – พ.ศ. 2442 ภายหลังการพ้นตําแหน่งของพระภักดีนุชิต เมืองมุกดาหารมิได้มีข้าหลวงประจํา เนื่องจากส่วนกลางมิได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ใดมาดํารงตําแหน่งต่อในห้วงเวลานี้ ช่วงเวลานี้มีเพียงเจ้าเมืองปกครอง จนกระทั่งมีการแต่งตั้งขุนพิทักษ์ธุรกิจใน พ.ศ. 2442
2 ขุนพิทักษ์ธุรกิจ (จ๋วน สกุลเวช) (ภายหลังเป็น หลวงผลานันทกิจ) พ.ศ. 2442 – พ.ศ. 2444 ปฏิบัติหน้าที่ด้านการคลัง การจัดเก็บภาษีอากร และการจัดระเบียบราชการส่วนท้องถิ่นให้สอดคล้องกับการบริหารงานแบบมณฑล ในห้วงที่เมืองมุกดาหารมีอาณาเขตถึงบริเวณพระธาตุพนม (มณฑลอุดร) ภายหลังได้รับการเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นหลวงผลานันทกิจ
3 พระอนุชาติวุฒาธิคุณ (แพ ณ หนองคาย) พ.ศ. 2444 – พ.ศ. 2450 โอนย้ายจากตําแหน่งนายอําเภอเมืองเพ็ญ เข้าสืบทอดอํานาจหน้าที่ต่อจากขุนพิทักษ์ธุรกิจ เป็นข้าหลวงกํากับราชการคนสุดท้ายที่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกลไกบริหารราชการก่อนที่มหาดไทยจะยุบเมืองมุกดาหารลงเป็นอําเภอมุกดาหาร
ยุบเมืองมุกดาหารลงเป็นอําเภอเมืองมุกดาหารภายใต้สังกัดเมืองนครพนม มณฑลอุดร

รายนามผู้ว่าราชการเมืองมุกดาหารและนายอำเภอ

[แก้]
ลําดับ รายนาม ช่วงเวลาดํารงตําแหน่ง หมายเหตุ / อ้างอิง
ผู้ว่าราชการเมืองมุกดาหาร
1 พระจันทรเทพสุริยวงษา (แสง จันทรสาขา) พ.ศ. 2444 – พฤษภาคม พ.ศ. 2449 เป็นเจ้าเมืองมุกดาหารโดยพฤตินัย[note 2]ท่านสุดท้าย ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองมุกดาหารซึ่งเทียบเท่าผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เพียงผู้เดียวในระบบการปกครองเดิม ภายหลังการถึงแก่อนิจกรรมในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2449 กระทรวงมหาดไทยได้ยุบเลิกสถานะเมืองของมุกดาหารและปรับลดฐานะเป็นอําเภอในปีถัดมา[14]
นายอําเภอเมืองมุกดาหาร (ยุคสังกัดเมืองนครพนม มณฑลอุดร พ.ศ. 2450 – 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2459)
1 หลวงทรงสราวุธ (เจิม วิเศษรัตน์) (ภายหลังเป็น พระบริหารราชอาณาเขตร์, พระยาสมุทรศักดารักษ์ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2450 – พ.ศ. 2458 ดํารงตําแหน่งนายอําเภอเมืองมุกดาหารคนแรก[note 1] ภายหลังย้ายไปดํารงตําแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายคนแรก นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยาสมุทรศักดารักษ์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม และย้ายกลับมาดำรงตําแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม (พ.ศ. 2469 – 2472) เทศบาลเมืองมุกดาหารได้นําราชทินนามมาตั้งเป็นชื่อถนนสมุทรศักดารักษ์และซอยวิเศษมุกดารักษ์เพื่อเป็นเกียรติ[11][38][13]
2 ขุนผดุงนิคมเขตร์ (ยอแซ นาคะทัต / เยี่ยม เอกสิทธิ์) (ภายหลังเป็น หลวงผดุงนิคมเขต, อำมาตย์เอก พระปทุมเทวาภิบาล) พ.ศ. 2458 – พ.ศ. 2466 ภายหลังได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระประทุมเทวาภิบาล ย้ายไปดํารงตําแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย และเคยดํารงตําแหน่งอธิบดีกรมมหาดไทย (กรมการปกครอง) ราชทินนาม “ผดุงนิคมเขตร์” ได้รับการนํามาตั้งเป็นชื่อถนนสายหนึ่งในเขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร
นายอําเภอมุกดาหาร (ยุคสังกัดจังหวัดนครพนม มณฑลอุดร 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2459 – พ.ศ. 2476)
3 รองอํามาตย์เอก หลวงวิวิชสุรการ (ถวิล เจียรมานพ) พ.ศ. 2466 – พ.ศ. 2476 อดีตปลัดอําเภอวังสะพุง ภายหลังดํารงตําแหน่งข้าหลวงประจําจังหวัดเลยและจังหวัดอุดรธานี ตลอดจนรองอธิบดีกรมมหาดไทย และเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี[39] ราชทินนาม “วิวิธสุรการ” ได้รับการนํามาตั้งเป็นชื่อทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2029 ในเขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร
นายอําเภอมุกดาหาร (ภายหลังยุบเลิกมณฑลเทศาภิบาล พ.ศ. 2476 สังกัดจังหวัดนครพนม พ.ศ. 2476 – พ.ศ. 2525)
4 หลวงบริหารชนบท (ส่าน สีหไตรย์) พ.ศ. 2476 – พ.ศ. 2482 เอกสารประวัติโรงเรียนบ้านดงมอนระบุว่า ท่านในตําแหน่งนายอําเภอได้จัดตั้งโรงเรียนเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2480[40] ภายหลังย้ายไปดํารงตําแหน่งข้าหลวงประจําจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดมหาสารคาม[41] ราชทินนาม “บริหารชนบท” ได้รับการนํามาตั้งเป็นชื่อซอยแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร
6 ขุนวรกิจโกศล (ร้อยโทถวิล ระวังภัย) พ.ศ. 2482 – พ.ศ. 2483 ดำรงตำแหน่งนายอำเภอและตำแหน่งนายด่านฝากมุกดาหารคนแรก เปิดด่านปี พ.ศ. 2482[42]
5 นายชุณห์ นกแก้ว พ.ศ. 2483 – พ.ศ. 2483 เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนบ้านสามขามิตรภาพที่ 3 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2481 และดำรงตำแหน่งนายด่านศุลกากรมุกดาหารโดยตำแหน่ง[42]
7 พันโทหลวงยุทธการกําจร (แปก สังกฤษ) พ.ศ. 2483 – พ.ศ. 2485 ตำแหน่งก่อนหน้าคือนายอำเภอนางรอง เป็นนายอําเภอในช่วงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมมรณสักขีแห่งสองคอน[43] และยังดำรงตำแหน่งนายด่านศุลกากร[42]
8 นายสุพัฒน์ วงศ์วัฒนะ พ.ศ. 2485 – พ.ศ. 2486
9 นายยุทธ หนุนภักดี พ.ศ. 2487 – พ.ศ. 2489
10 นายเกษม จิรพันธ์ พ.ศ. 2490
11 นายพ่วง สุวรรณรัฐ พ.ศ. 2490 – พ.ศ. 2491 ดํารงตําแหน่งในช่วงที่มีการอพยพของชาวเวียดนามเข้าสู่ประเทศไทยเป็นจํานวนมากก่อนช่วงสงครามเวียดนาม โดยเฉพาะในเขตอําเภอมุกดาหาร นายพ่วงในฐานะนายอําเภอซึ่งมีหน้าที่ดูแลและจัดการผู้อพยพ ได้อนุญาตให้ชาวเวียดนามอพยพบางส่วนเข้าทํางานในบ้านพักนายอําเภอ[44]
12 นายพินิจ โพธิพันธ์ พ.ศ. 2491 – พ.ศ. 2492
13 นายสง่า ไทยยานนท์ พ.ศ. 2493 – พ.ศ. 2495 ในปี พ.ศ. 2495 ได้ดําเนินการขอเปลี่ยนชื่อโรงเรียนมุกดาลัยเป็น “มุกดาวิทยาลัย” แต่ไม่ได้รับพระบรมราชานุญาต[45] นามสกุลของท่านได้รับการนํามาตั้งเป็นชื่อถนนไทยยานนท์ ในเขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร
14 นายชูสง่า ฤทธิ์ประศาสน์ พ.ศ. 2496 – พ.ศ. 2497
15 นายเจริญ ปานทอง พ.ศ. 2498 – พ.ศ. 2500
16 นายสิทธิ ณ นครพนม พ.ศ. 2501 – พ.ศ. 2503 ทายาทสายเจ้านายเก่าเมืองนครพนมแห่งลุ่มน้ำโขง ภายหลังย้ายไปดํารงตําแหน่งนายอําเภออําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ[46]
17 นายวิเชียร เวชสวรรค์ พ.ศ. 2503 – พ.ศ. 2504 ย้ายมาจากตําแหน่งปลัดจังหวัดสกลนคร ภายหลังดํารงตําแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัด และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย[46]
18 นายเริ่ม สวัสดิ์วงศ์ไชย พ.ศ. 2504 – พ.ศ. 2507
19 นายปฐม สุทธิวาทนฤพุฒิ พ.ศ. 2508 ภายหลังย้ายไปดํารงตําแหน่งปลัดจังหวัดนครพนม
20 นายมนตรี ตระหง่าน พ.ศ. 2509 – พ.ศ. 2510 ดํารงตําแหน่งในช่วงที่มีการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนขณะปะทะกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายในพื้นที่บ้านดงเย็น[47]
21 นายสืบ รอดประเสริฐ พ.ศ. 2511 – พ.ศ. 2512
22 นายประกิต อุตตโมต 12 มิถุนายน พ.ศ. 2513 – พ.ศ. 2514
23 นายสมภาพ ศรีวรขาน พ.ศ. 2515 – พ.ศ. 2517 ริเริ่มการจัดตั้งกองกําลังมวลชนเพื่อต่อต้านผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในพื้นที่ ภายหลังดํารงตําแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ
24 พันตรีปรีดา นิสสัยเจริญ พ.ศ. 2518 – พ.ศ. 2521
25 ร้อยตรีสนั่น ธานีรัตน์ พ.ศ. 2522
26 เรือตรีสุนัย ณ อุบล ร.น[note 3] พ.ศ. 2522 – พ.ศ. 2523
27 ร้อยตรีนิรันดร์ ยิ่งอรุณธรรม พ.ศ. 2523 – พ.ศ. 2525 ดํารงตําแหน่งนายอําเภอมุกดาหารคนสุดท้ายก่อนและหลังการยกฐานะขึ้นเป็นจังหวัดมุกดาหารในปี พ.ศ. 2525 และเป็นนายอำเภอเมืองมุกดาหารคนแรกต่อถึงปี พ.ศ 2526
สิ้นสุดการเป็นอําเภอมุกดาหารในวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2525 และได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นจังหวัดเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2525
ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดมุกดาหาร พ.ศ. 2525

รายนามผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร

[แก้]
ลําดับ รายนาม ดํารงตําแหน่ง
1 นายจําลอง ราษฎร์ประเสริฐ 27 กันยายน 2525 – 30 กันยายน 2528
2 นายถนอม ชาญนุวงศ์ 1 ตุลาคม 2528 – 30 กันยายน 2534
3 ร.ต. ไมตรี ไนยะกูล 1 ตุลาคม 2534 – 30 กันยายน 2535
4 นายอนันต์ แจ้งกลีบ 1 ตุลาคม 2535 – 30 กันยายน 2536
5 ร.ท. วินัย บุณยรัตผลิน 1 ตุลาคม 2536 – 30 กันยายน 2537
6 นายสาโรช คัชมาตย์ 1 ตุลาคม 2537 – 19 ตุลาคม 2540
7 นายทรงวุฒิ งามมีศรี 21 ตุลาคม 2540 – 11 มกราคม 2541
8 นายสมบูรณ์ สุขสําราญ 12 มกราคม 2541 – 30 กันยายน 2542
9 นายประเสริฐ โยธีพิทักษ์ 1 ตุลาคม 2542 – 30 กันยายน 2544
10 นายนิรันดร์ จงวุฒิเวศย์ 1 ตุลาคม 2544 – 30 กันยายน 2547
11 นายไพรัตน์ สกลพันธุ์ 1 ตุลาคม 2547 – 30 กันยายน 2548
12 นายบุญสม พิรินทร์ยวง 1 ตุลาคม 2548 – 30 กันยายน 2550
13 นายปราณีต บุญมี 1 ตุลาคม 2550 – 30 กันยายน 2552
14 นายบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ 1 ตุลาคม 2552 – 26 พฤษภาคม 2553
15 นายชาญวิทย์ วสยางกูร 27 พฤษภาคม 2553 – 30 กันยายน 2555
16 นายสกลสฤษฏ์ บุญประดิษฐ์ 19 พฤศจิกายน 2555 – 30 กันยายน 2558
17 นายสรสิทธิ์ ฤทธิ์สรไกร 1 ตุลาคม 2558 – 30 กันยายน 2560
18 นายไพฑูรย์ รักษ์ประเทศ 1 ตุลาคม 2560 – 30 กันยายน 2561
19 นายชยันต์ ศิริมาศ 1 ตุลาคม 2561 – 30 กันยายน 2563
20 นายวีระชัย นาคมาศ 1 ตุลาคม 2563 – 30 กันยายน 2564
21 นายเฉลิมพล มั่งคั่ง 1 ตุลาคม 2564 – 30 กันยายน 2565
22 นายวรญาณ บุญณราช 2 ธันวาคม 2565 – ปัจจุบัน

รายนามนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร

[แก้]
ลําดับ รายนาม ระยะเวลาดํารงตําแหน่ง หมายเหตุ / สังกัด
1 นายมลัยรัก ทองผา พ.ศ. 2551–2555
12 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 – 29 กันยายน พ.ศ. 2556
ดํารงตําแหน่ง 2 สมัย (กลุ่มอิสระ)[48]
ว่าง (ไม่ปรากฏข้อมูลผู้ดํารงตําแหน่ง) 29 กันยายน พ.ศ. 2556 – 19 ธันวาคม พ.ศ. 2563 ไม่พบหลักฐานผู้ดํารงตําแหน่งในช่วงเวลานี้
2 พ.ต.ท. จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2563 – พ.ศ. 2567 สังกัดพรรคเพื่อไทย (หมดวาระตามรอบ)[49]
3 นายวีระพงษ์ ทองผา 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 – ปัจจุบัน ชนะการเลือกตั้ง พ.ศ. 2568 (กลุ่มอิสระ)[50][51]

สัญลักษณ์ประจําจังหวัด

[แก้]

ตราและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจําจังหวัด

[แก้]
ตราประจำจังหวัดมุกดาหาร
(แบบลายเส้น)
(แบบมีสี)

ตราประจําจังหวัด: มีลักษณะเป็นรูปวงกลม มีเส้นขอบบังคับรูปแบบให้ดูรัดกุม ภายในประกอบด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอัตลักษณ์สําคัญที่สะท้อนประวัติศาสตร์ของจังหวัด 3 ประการ ได้แก่[52][53]

  • ปราสาทสองนางสถิตย์: ปรากฏเป็นรูปปราสาท 3 ยอด โดยยอดกลางมีขนาดสูงที่สุด ภายในประดิษฐาน "แก้วมุกดาหาร" ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นดวงแก้ววิเศษที่ปรากฏขึ้นเมื่อครั้งสร้างเมืองมุกดาหาร ดวงแก้วมุกดาหารประดิษฐานบนพานทองคํารองรับด้วยผ้าทิพย์ พร้อมอักษรย่อของจังหวัด ส่วนปราสาทองค์ริมทั้งสองข้างประดิษฐาน "บายศรียนตะลุ่มอัน" (อ่านว่า บาย-สี-ยน-ตะ-ลุ่ม-อัน) ซึ่งเป็นเครื่องสักการะบูชาอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวอีสาน
  • แก้วมุกดาหาร: เป็นดวงแก้ววิเศษในตํานานแก้วนพรัตน์ (แก้ว 9 ประการ) เชื่อกันว่าปรากฏแก้ววิเศษนี้ขึ้นในครั้งสร้างเมืองมุกดาหาร เป็นสัญลักษณ์แห่งความสว่างไสวและความร่มเย็น อันเป็นที่มาของชื่อจังหวัด
  • พระธาตุพนม: ปรากฏตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลังปราสาทสองนางสถิตย์ สื่อถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ชาวมุกดาหารและนครพนมมีร่วมกันในฐานะเมืองที่ตั้งอยู่ในอาณาจักรศรีโคตรบูรโบราณด้วยกันมาอย่างยาวนาน ดังปรากฏว่าเมื่อครั้งตั้งเมืองมุกดาหาร เจ้าจันทกินรีได้อพยพไพร่พลและผู้คนมาสร้างเมือง ตามคําบอกเล่าของพรานที่ข้ามมาจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงแล้วจึงได้มาพบเมืองร้างและวัดร้าง ซึ่งเป็นเมืองในยุคอาณาจักรศรีโคตรบูร เมื่อเจ้ากินรีพิเคราะห์แล้วเห็นว่าทําเลนี้ดีมีที่ตั้งเหมาะสมแล้ว จึงสร้างเมืองมุกดาหารทับบริเวณเมืองเก่า ซึ่งเป็นซากเมืองร้าง และวัดร้างขึ้น และขนานนามเมืองที่สร้างใหม่นี้ว่าเมืองมุกดาหาร ซึ่งอาณาจักรศรีโคตรบูรมีศูนย์กลางอยู่ที่องค์พระธาตุพนม นอกจากนี้ยังเป็นกุศโลบายทางประวัติศาสตร์ที่ระบุว่า จังหวัดมุกดาหารนั้นแยกพื้นที่การปกครองออกมาจากจังหวัดนครพนม อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์และศูนย์รวมทางจิตใจสื่อถึงว่าชาวมุกดาหารและชาวนครพนมนั้น มีพระธาตุพนมเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองร่วมกันมาแต่ครั้งโบราณกาลและเป็นเมืองพี่น้องกันมาทุกยุคสมัย
  • องค์ประกอบพื้นหลัง: ด้านหลังองค์พระธาตุพนมคือสายน้ำของ "แม่น้ำโขง" ถัดไปทางทิศตะวันออกมีพระอาทิตย์กําลังทอแสงหลังหมู่ก้อนเมฆ สื่อถึงความเป็นจังหวัดชายแดนริมฝั่งโขงที่รับแสงตะวันเป็นจุดแรก ๆ ของภูมิภาค ส่วนบริเวณฐานปราสาทระบุตัวเลข "๒๕๒๕" ซึ่งเป็นปีพุทธศักราชที่พระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดมุกดาหารมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ

ธงประจําจังหวัดมุกดาหาร

[แก้]
ธงประจำจังหวัดมุกดาหาร
(แบบดังเดิม)
(แบบปัจจุบัน)

องค์ประกอบธงประจำจังหวัดมุกดาหาร ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่

  1. พื้นธง: เป็นสีขาวหมอกมัว (สีเทา)
  2. ขอบธง: มีแถบสีแดงที่ขอบธง 3 ด้าน เว้นด้านที่ติดกับเสาธงไว้
  3. ตรงกลางธง: มีรูปดวงตราประจำจังหวัด ซึ่งเป็นรูป "ปราสาทสองนางสถิต" ที่ประดิษฐานแก้วมุกดาหาร (แก้วมณีมุกดาหาร) ด้านหลังมีองค์พระธาตุพนม

ดอกไม้ ต้นไม้ และสัตว์ประจําจังหวัด

[แก้]
ดอกช้างน้าว หรือ ตานเหลือง ดอกไม้ประจําจังหวัดมุกดาหาร
  • ต้นไม้ประจําจังหวัด: ต้นตานเหลือง หรือ ช้างน้าว (Ochna integerrima) เป็นไม้ยืนต้นที่พบมากในป่าเต็งรังของจังหวัด ทนทานต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี สื่อถึงความเข้มแข็ง อดทน และวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติของชาวพื้นเมือง ทั้งนี้ ราชบัณฑิตยสภากําหนดให้ต้นติ้ว (หรือผักติ้ว) เป็นต้นไม้ประจําจังหวัด ในขณะที่ทางจังหวัดมุกดาหารและกรมป่าไม้กําหนดให้ต้นช้างน้าวเป็นต้นไม้และดอกไม้ประจําจังหวัดอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นไม้มงคลนามพระราชทาน [54][55]
  • ดอกไม้ประจําจังหวัด: ดอกตานเหลือง หรือ ดอกช้างน้าว (Ochna integerrima) ดอกมีสีเหลืองทอง บานสะพรั่งในช่วงฤดูแล้งและเทศกาลสงกรานต์ เปรียบเสมือนความเจริญรุ่งเรือง ความสดใส และความเป็นสิริมงคลของจังหวัด[55]
แมวดาว สัตว์บกประจําจังหวัดมุกดาหาร
  • สัตว์บกประจําจังหวัด: แมวดาว (Prionailurus bengalensis) เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่พบได้ในพื้นที่ป่าของจังหวัดมุกดาหาร เช่น อุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ การยกย่องให้เป็นสัตว์ประจําจังหวัดสะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ของท้องถิ่น[56]
ปลากดคัง หรือ ปลากดแก้ว สัตว์น้ำประจําจังหวัดมุกดาหาร
  • สัตว์น้ำประจําจังหวัด: ปลากดคัง หรือ ปลากดแก้ว (Hemibagrus wyckioides) เป็นปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำโขง มีความสําคัญอย่างยิ่งต่อวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมอาหารของชาวมุกดาหาร สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของสายน้ำโขงที่หล่อเลี้ยงผู้คนในจังหวัดมาอย่างยาวนาน[57]

ผ้าอัตลักษณ์ประจําจังหวัด

[แก้]
  • ผ้าไหมมัดหมี่ลายแก้วมุกดา: [58]เป็นการนำเอาลวดลายผ้าโบราณที่มีเอกลักษณ์และมีความหมายของจังหวัดมามัดเป็นลวดลายบนเส้นไหมและทอเป็นผืนผ้า แต่ละลายมีเอกลักษณ์และความหมายสำหรับจังหวัดมุกดาหาร ดังนี้ 1) ลายสายน้ำ (ลายง๊อกแง็ก หรือลายซิกแซก) มีลักษณะเป็นเส้นโค้งสีขาว หมายถึง สัญลักษณ์แทนแม่น้ำโขงซึ่งเป็นสายน้ำคู่จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นเส้นกันเขตแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศสาธารณะรัฐประชาชนลาว 2) ลายนาคน้อย (หรือลายพญานาค) เป็นสัตว์แห่งความอุดมสมบูรณ์ เกี่ยวกับพุทธศาสนาพุทธ ชาวอีสานจะมีการนับถือนาคเป็นวัฒนธรรมร่วมกัน จะปรากฏมีลายนาคในผืนผ้าชาวอีสานมากมายหลายแบบ หมายถึงพญานาคที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำโขงเฝ้าดูแลความเป็นอยู่ของ ชาวเมืองมุกดาหาร 3) ลายดอกช้างน้าว (ลายดอกกระบวนน้อย) เป็นลายสีเหลืองดอกช้างน้าว ซึ่งเป็นไม้มงคลประจำจังหวัดมุกดาหาร 4) ลายตุ้มเล็ก(ตุ้มลายไม้) แทนดวงแก้วเล็ก (ดวงดาวในท้องฟ้า) 5) ลายตุ้มใหญ่ หรือลายมุก มีลักษณะเป็นดอกสีขาวหรือที่เรียกว่าลายตุ้ม หมายถึงแก้วมุกดา ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวเมืองมุกดาหาร ผ้าไหมมัดหมี่ลายแก้วมุกดา เป็นการนำเอาลวดลายผ้าโบราณที่มีเอกลักษณ์และมีความหมายของจังหวัดมามัดเป็นลวดลายบนเส้นไหมและทอเป็นผืนผ้า แต่ละลายมีเอกลักษณ์และความหมายสำหรับจังหวัดมุกดาหาร ดังนี้ลักษณะของผ้าไหมมัดหมี่ลายแก้วมุกดา เป็นผ้ามัดหมี่ มีสี 5 สี คือ สีฟ้า สีเหลืองเข้ม สีน้ำเงิน สีขาว และสีบานเย็น คั่นลายด้วยเส้นไหม 4 สี ได้แก่ ไหมเข็นควบสีน้ำเงินและสีขาว(ไหมหางกระรอก) เส้นไหมสีบานเย็น เส้นไหมสีเหลือง เส้นไหมสีฟ้าคราม เป็นผ้าทอด้วยกี่พื้นเมือง ทอด้วย 5 กระสวย[58]

คําขวัญประจําจังหวัด

[แก้]

"หอแก้วสูงเสียดฟ้า ภูผาเทิบแก่งกะเบา แปดเผ่าชนพื้นเมือง ลือเลื่องมะขามหวาน กลองโบราณล้ําเลิศ ถิ่นกําเนิดลําผญา ตระการตาชายโขง เชื่อมโยงอินโดจีน"

คำขวัญจังหวัดมุกดาหาร (เดิม) พ.ศ 2525- พ.ศ. 2539

[แก้]

เมื่อแรกเริ่มก่อตั้งจังหวัดมุกดาหารมีคำขวัญว่า " เมืองชายโขงงาม มะขามเลิศ ถิ่นกำเนิดลำผญา ภูผาเทิบพิสดาร กลองโบราณค่าล้ำ วัฒนธรรมแปดเผ่า เขามโนรมย์เพลินตา โสภาแก่งกะเบา[59]

คำขวัญจังหวัดมุกดาหาร พ.ศ 2539-ปัจจุบัน

[แก้]

ต่อมาในปี พ.ศ 2539 มีการก่อสร้างหอแก้วมุกดาหารเฉลิมพระเกียรติกาจนาภิเษกขึ้น เพื่อเป็นแลนมาร์ก จังหวัดมุกดาหารจึงได้เปลี่ยนคำขวัญเป็น "หอแก้วสูงเสียดฟ้า ภูผาเทิบแก่งกะเบา แปดเผ่าชนพื้นเมือง ลือเลื่องมะขามหวาน กลองโบราณล้ำเลิศ ถิ่นกําเนิดลําผญา ตระการตาชายโขง เชื่อมโยงอินโดจีน" ซึ่งเป็นคำขวัญทางการในปัจจุบัน

ประวัติการพิจารณาแก้ไขคําขวัญและอัตลักษณ์ พ.ศ. 2563

[แก้]

จังหวัดมุกดาหารเคยมีแนวคิดที่จะปรับปรุงคําขวัญประจําจังหวัดให้สอดคล้องกับบริบทการท่องเที่ยวและแลนด์มาร์กใหม่ ๆ เช่น มีการเสนอและร่างคําขวัญใหม่ว่า "องค์พระใหญ่ สวยเด่น เป็นสง่า สูงเสียดฟ้า หอแก้วมุกดาหาร พญานาค 3 พิภพ ระบือนาม ทั่วเขตคาม สะพานเชื่อม อินโดจีน" จึงได้มีการจัดประกวดแต่งคําขวัญขึ้นใน พ.ศ. 2563 อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการตัดสินได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วและมีมติว่า ไม่มีคําขวัญใดที่ส่งเข้าประกวดผ่านเกณฑ์การคัดเลือกเพื่อนํามาใช้แทนคําขวัญเดิมได้ ทั้งนี้ อ้างอิงตามประกาศจังหวัดมุกดาหาร เรื่อง ผลการตัดสินการประกวดคําขวัญจังหวัดมุกดาหาร ลงวันที่ 16 มีนาคม 2563 ลงนามโดยนายชยันต์ ศิริมาศ ด้วยเหตุนี้ จังหวัดมุกดาหารจึง ไม่เคยมีการประกาศใช้คําขวัญใหม่ และยังคงยึดถือคําขวัญดั้งเดิมที่ครอบคลุมอัตลักษณ์ทั้ง 8 ชนเผ่าและศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิม เป็นคําขวัญประจําจังหวัดอย่างเป็นทางการมาจนถึงปัจจุบัน[60][61]

ประเด็นการเปลี่ยนแปลงคําขวัญ พ.ศ. 2565

[แก้]

ต่อมาเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2565 ประเด็นการเปลี่ยนคําขวัญได้กลับมาเป็นที่ถกเถียงในสังคมอีกครั้ง เมื่อสํานักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหารได้เผยแพร่ข่าวการประชุมกรมการจังหวัด (โดยมีนายเฉลิมพล มั่งคั่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน) ซึ่งระบุถึงการเสนอพิจารณาเปลี่ยนแปลงคําขวัญประจําจังหวัดใหม่ให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัด โดยนําร่างคําขวัญที่เคยเสนอไว้มาพิจารณาใหม่ ได้แก่ "องค์พระใหญ่ สวยเด่น เป็นสง่า สูงเสียดฟ้า หอแก้วมุกดาหาร พญานาค 3 พิภพ ระบือนาม ทั่วเขตคาม สะพานเชื่อม อินโดจีน"

การเสนอแนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงนโยบายด้านการตลาดและการท่องเที่ยวที่ต้องการชูจุดเด่นของสิ่งปลูกสร้างและแลนด์มาร์กใหม่ ๆ ที่กําลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว เช่น รอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ (องค์พระใหญ่) และพญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราช (พญานาค 3 พิภพ)

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการเผยแพร่ข่าวดังกล่าว ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนชาวมุกดาหารบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีประเด็นข้อโต้แย้งในหลากหลายมิติ ได้แก่:

  • การสูญเสียอัตลักษณ์และรากเหง้าทางวัฒนธรรม: ประชาชนมองว่าคําขวัญใหม่ได้ตัดทิ้งส่วนสําคัญของจังหวัดคือ "แปดเผ่าชนพื้นเมือง" รวมถึง "กลองโบราณ" และ "ถิ่นกําเนิดลําผญา" ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นตัวแทนของกลุ่มชาติพันธุ์ที่หล่อหลอมความเป็นมุกดาหาร
  • การให้ความสําคัญกับสิ่งปลูกสร้าง: คําขวัญเดิมมีการอ้างอิงถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีมาอย่างยาวนาน เช่น ภูผาเทิบ และแก่งกะเบา ในขณะที่ร่างคําขวัญใหม่มุ่งเน้นสิ่งปลูกสร้างใหม่ ซึ่งกลุ่มประชาชนมองว่าไม่สามารถสะท้อนถึงจิตวิญญาณที่แท้จริงของจังหวัดได้เท่าสถานที่ทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ดั้งเดิม
  • กระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน: มีการตั้งข้อสังเกตถึงการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะก่อนที่จะมีแนวคิดเปลี่ยนแปลงสัญลักษณ์สําคัญของจังหวัด

จากกระแสเสียงสะท้อนที่ต้องการอนุรักษ์อัตลักษณ์ดั้งเดิม ส่งผลให้ในช่วงเที่ยงของวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2565 สํานักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหารได้ดําเนินการแก้ไขโพสต์ประชาสัมพันธ์ดังกล่าว โดยตัดข้อความในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเสนอเปลี่ยนคําขวัญออกไปทั้งหมด ท้ายที่สุด จังหวัดมุกดาหารจึงยังคงใช้คําขวัญเดิมมาจนถึงปัจจุบัน[62]

สโลแกนของจังหวัดมุกดาหาร

[แก้]

เมืองสำราญชายโขง เชื่อมโยงเศรษฐกิจ พระเจ้าองค์หลวงศักดิ์สิทธิ์ สะพานมิตรภาพสอง[63]

ประชากรศาสตร์

[แก้]
สถิติประชากรตามทะเบียนราษฎรจังหวัดมุกดาหาร
ปีประชากร±%
2538 317,642    
2543 325,000+2.3%
2547 332,563+2.3%
2553 346,016+4.0%
2554 339,836−1.8%
2556 343,647+1.1%
2557 345,180+0.4%
2558 353,733+2.5%
2560 354,175+0.1%
2561 354,242+0.0%
2562 354,337+0.0%
2563 351,595−0.8%
2564 352,076+0.1%
2565 352,938+0.2%
2566 351,595−0.4%
2567 351,437−0.0%
2568 350,510−0.3%
ที่มา: กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย[64]

กลุ่มชาติพันธุ์ในมุกดาหาร

[แก้]

มุกดาหารในอดีตมีการอพยพและกวาดต้อนผู้คนจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นจํานวนมาก โดยเฉพาะในช่วงหลังสงครามกบฏเจ้าอนุวงศ์ รัชกาลที่ 3 ทรงมีนโยบายให้อพยพผู้คนมาฝั่งขวาให้มากที่สุดเพื่อความปลอดภัยและตัดกําลังศัตรู ส่งผลให้มุกดาหารเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์อันอุดมสมบูรณ์ ประกอบด้วย 8 เผ่าหลัก ได้แก่:[65][66]

8 เผ่าไทยมุกดาหาร

[แก้]
  1. ชาวไทยอีสาน: ชาวไทยเชื้อสายลาว เป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุด สืบสายเลือดมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรล้านช้าง แผ่ขยายตั้งถิ่นฐานตามลุ่มน้ำโขง ลําน้ำชี และลําน้ำมูล[65][5]
  2. ชาวผู้ไทย (ภูไท): ถิ่นเดิมอยู่ในแคว้นสิบสองจุไทยและเมืองวัง เมืองตะโปน (ในลาว) อพยพข้ามโขงมาตั้งถิ่นฐานเมืองหนองสูงในสมัยรัชกาลที่ 3 นิยมแต่งกายด้วยเสื้อผ้าทอมือย้อมสีดําหรือสีคราม เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สําคัญคือเครื่องดื่มประจําเผ่า เหล้าอุ (เหล้าไหทําจากข้าวเปลือก ใช้ไม้ซางดูด) พบกระจายใน อ.คําชะอี อ.หนองสูง อ.ดงหลวง และ อ.นิคมคําสร้อย[65]
  3. ชาวไทยข่า (บรู): ชนเผ่าดั้งเดิมสืบสายจากตระกูลมอญ-เขมร ภาษากลุ่มออสโตรเอเชียติก เรียกตนเองว่า "บรู" (แปลว่า ภูเขา) ชายข่าโบราณนิยมนุ่งผ้าเตี่ยว ปล่อยผมยาวประบ่า โพกศีรษะด้วยผ้าแดง (ตํานานเล่าว่าใช้ผ้าขาวชุบเลือดแนบกายก่อนสิ้นชีวิตในสงครามกับผู้ไทย) เป็นนักรบที่ห้าวหาญเชี่ยวชาญการใช้หน้าไม้และลูกดอกอาบยาพิษ พบในเขต อ.ดอนตาล, อ.ดงหลวง และมีการตั้งหมู่บ้านในนิคมสร้างตนเอง อ.นิคมคําสร้อย[65]
  4. ชาวไทยกะโซ่: ถิ่นเดิมอยู่เมืองมหาชัย (แขวงคําม่วน) มีภาษาตระกูลเดียวกับข่า มีผิวกายดําคล้ํา มีความเชื่อทางจิตวิญญาณที่เหนียวแน่นผ่านพิธีกรรม โซ่ถั่งบั้ง หรือ "สะลา" (การใช้กระบอกไม้ไผ่ยาว 3 ปล้องกระทุ้งดินเป็นจังหวะพร้อมการร่ายรําเพื่อบวงสรวงบรรพบุรุษ) และพิธี ซางกระมูด (การจัดระเบียบวิญญาณคนตายก่อนนําศพลงเรือน) ใช้นามสกุลเดียวกันคือ "วงศ์กระโซ่" อาศัยมากใน อ.ดงหลวง[65]
  5. ชาวไทยกะเลิง: กลุ่มเดียวกับข่าและกะโซ่ ถิ่นเดิมอยู่แขวงคําม่วน มีตํานานความเชื่อเรื่อง น้ำเต้าปุง ที่อธิบายเหตุผลว่าพวกตนมีผิวพรรณดําคล้ําเพราะขุนทั้งสามใช้เหล็กซีเผาไฟเจาะน้ำเต้าปุง ทําให้กะเลิงซึ่งเป็นเผ่าแรกที่ออกมามีคราบเขม่าไฟติดตัว ผู้ชายกะเลิงโบราณนิยมสักขาลายขึ้นมาถึงบั้นเอวและสักรูปนกที่แก้ม พบใน ต.นาสะเม็ง อ.ดอนตาล และ อ.คําชะอี[65]
  6. ชาวไทยแสก: ถิ่นเดิมอยู่เมืองแสก (ห่างจากชายแดนเวียดนาม 20 กม.) ภาษาพูดเป็นภาษาไทยลาวผสมภาษาญวน มีประเพณีวัฒนธรรมคล้ายชาวเวียดนาม เช่น พิธี ตรุษแสก หรือกินเตด ในวันขึ้น 1 ค่ํา เดือน 3 เพื่อเซ่นไหว้องค์มู (วิญญาณบรรพบุรุษ) เอกลักษณ์การละเล่นที่โด่งดังคือ แสกเต้นสาก (รํากระทบไม้พลอง)
  7. ชาวไทยย้อ: อพยพลงมาจากแคว้นสิบสองปันนาและเมืองหงษา (ลาว) เข้ามาตั้งถิ่นฐานเมืองไชยบุรีและถูกกวาดต้อนในสมัยกบฏเจ้าอนุวงศ์ มีภาษาและสําเนียงการพูดที่แตกต่างออกไป ในมุกดาหารพบชาวย้ออาศัยอยู่ที่ ต.ดงเย็น อ.เมืองมุกดาหาร[65]
  8. ชาวกุลา: เดิมเป็นกลุ่มพ่อค้าเร่ชาวเงี้ยวหรือตองซู่จากรัฐฉาน (พม่า) รูปร่างสูงใหญ่ นิยมนุ่งโสร่งหรือกางเกงปลายบาน โพกศีรษะทรงสูง เดินทางมาค้าขายเครื่องทองเหลือง มีดดาบ และผ้าแพรพรรณ (อันเป็นที่มาของตํานาน "ทุ่งกุลาร้องไห้") กุลาหลายคนได้ตั้งรกรากแต่งงานกับสาวชาวผู้ไทย และมีลูกหลานสืบเชื้อสายในเขต อ.หนองสูง[65]

2 ชนชาติ ชาวมุกดาหาร

[แก้]
  • ชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม (ชาวญวน)[67]: กลุ่มชาวเวียดนามเริ่มอพยพเข้ามาในพื้นที่มุกดาหารหลายระลอก โดยระลอกสําคัญเกิดขึ้นในช่วงสงครามอินโดจีนและสงครามเวียดนาม เพื่อลี้ภัยภัยสงครามข้ามแม่น้ำโขงมาฝั่งไทย[44] ชาวไทยเชื้อสายเวียดนามขึ้นชื่อในเรื่องความขยันขันแข็ง อดออม และเก่งกาจด้านการค้าขาย ปัจจุบันลูกหลานชาวเวียดนามได้ผสมกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมุกดาหารอย่างสมบูรณ์ สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของชนชาตินี้ได้อย่างชัดเจนที่สุดคือ "วัฒนธรรมอาหาร" ซึ่งกลายมาเป็นอาหารท้องถิ่นยอดนิยมของมุกดาหาร เช่น ก๋วยจั๊บญวน (ข้าวเปียกเส้น), หมูยอ, แหนมเนือง, ปากหม้อญวน และกาแฟโบราณ อาศัยอยู่หนาแน่นในเขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร โดยเฉพาะบริเวณใกล้ริมฝั่งแม่น้ำโขงและย่านตลาดอินโดจีน
  • ชาวไทยเชื้อสายจีน[68][69]: ชาวจีนนั่งเรือสําเภาและเดินทางรอนแรมมาตั้งถิ่นฐานในเมืองมุกดาหารตั้งแต่ยุคต้นรัตนโกสินทร์และช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนแต้จิ๋ว ไหหลํา และแคะ ชนชาติจีนได้นําเอาความรู้ทางด้านพาณิชยกรรมและระบบการค้าแบบสมัยใหม่เข้ามาสู่เมืองมุกดาหาร เป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทสําคัญในการผลักดันเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโต ทั้งการเปิดร้านโชห่วย โรงสีข้าว และการค้าขายส่งสินค้าข้ามแดน นอกจากนี้ยังนําเอาประเพณีและความเชื่อเข้ามาผสมผสาน เช่น เทศกาลตรุษจีน สารทจีน ศาลเจ้า และมูลนิธิการกุศลต่าง ๆ ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรหลักในย่านพาณิชยกรรมของอําเภอเมืองมุกดาหาร

สังคมพหุวัฒนธรรมและศาสนา

[แก้]

บริบททางภูมิรัฐศาสตร์และทุนทางวัฒนธรรมข้ามพรมแดน:
มุกดาหารเป็นเมืองหน้าด่านที่มีความโดดเด่นทางภูมิศาสตร์อย่างยิ่ง แม้จะเป็นจังหวัดที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (Landlocked) แต่ด้วยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่มีระยะทางเชื่อมโยงผ่านแขวงสะหวันนะเขต ประเทศลาว ไปยังชายฝั่งทะเลของประเทศเวียดนาม (บริเวณเมืองเว้) เพียงราว 150–200 กิโลเมตร ผ่านเส้นทางหมายเลข 9 ทําเลที่ตั้งกึ่งกลางภูมิภาคอินโดจีนนี้ ทําให้มุกดาหารไม่ได้เป็นเพียงจุดผ่านแดนทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็น "สะพานเชื่อมทุนทางวัฒนธรรม" ที่เปิดรับการอพยพย้ายถิ่นฐาน การค้าขาย และการผสมผสานทางสายเลือดและสถาบันทางสังคมมาตั้งแต่อดีตกาล

จุดเด่นที่สําคัญและงดงามที่สุดของมุกดาหารคือ การอยู่ร่วมกันของพหุวัฒนธรรม (Multiculturalism) ที่หล่อหลอมวิถีชีวิตของผู้คนหลากหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มชนพื้นเมืองดั้งเดิม 8 เผ่าไทยมุกดาหาร ชาติพันธุ์ที่อพยพเข้ามาใหม่ ตลอดจนผู้คนทุกชนชั้นทางสังคม โดยมีศาสนา ความเชื่อ และระบบเครือญาติเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและจัดระเบียบโครงสร้างทางสังคมได้อย่างกลมกลืน ดังนี้

  • พระพุทธศาสนาเถรวาท: เป็นศาสนาประจําจังหวัดและเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชากรส่วนใหญ่ โครงสร้างทางสังคมของชาวพุทธในพื้นที่ผูกพันอยู่กับระบบ "บุญ" และประเพณีพื้นถิ่น โดยมี วัดศรีมงคลใต้ พระอารามหลวง เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองที่ประดิษฐาน "พระเจ้าองค์หลวง" พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่ประวัติศาสตร์การสร้างเมือง สะท้อนถึงการใช้อํานาจรัฐเชิงพุทธบารมีในการปกครองเมืองแต่โบราณ[65]
  • พระพุทธศาสนามหายานและลัทธิขงจื๊อ: เกิดจากการเข้ามาตั้งถิ่นฐานและประกอบอาชีพค้าขายของชาวไทยเชื้อสายจีนและชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม (ญวน) ทําให้เกิดการสร้างศาลเจ้า วัดจีน และวัดญวน ขึ้นในพื้นที่ ชุมชนเหล่านี้ใช้ศาสนสถานเป็นทั้งที่พึ่งทางใจและเครือข่ายทางสังคม (Social Network) เพื่อเกื้อกูลกันในเชิงพาณิชย์และสืบทอดสถาปัตยกรรม พิธีกรรม และธรรมเนียมดั้งเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น
  • ศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก: การเข้าสู่พื้นที่มุกดาหารและสองคอนเริ่มจากบาทหลวงและแพทย์ ซาเวียร์ กาโก (Xavier Guego) ซึ่งใช้วิทยาการแพทย์สมัยใหม่รักษาชาวบ้านจากอหิวาตกโรค จนเกิดศรัทธาและสมัครใจเปลี่ยนมานับถือ ก่อเกิดชุมชนคาทอลิกเก่าแก่ ต่อมามิชชันนารีฝรั่งเศสระหว่างสํารวจหัวเมืองลาว-อีสานได้สร้างโบสถ์สถาปัตยกรรมตะวันตก สถานที่สําคัญระดับประเทศคือสักการสถานพระมารดาแห่งมรณสักขีสองคอน อนุสรณ์โศกนาฏกรรมแห่งศรัทธา สะท้อนความมั่นคงของคริสตศาสนาในพื้นที่ชายแดนโขง[70][43]
  • ศาสนาอิสลาม: ในระยะหลังตามการขยายตัวของเมืองเศรษฐกิจชายแดน ได้มีชาวมุสลิมเดินทางเข้ามาประกอบอาชีพ ค้าขาย และตั้งถิ่นฐาน ทําให้มีชาวมุกดาหารบางส่วนที่นับถือศาสนาอิสลาม เกิดเป็นชุมชนมุสลิมที่เติบโตขึ้น เติมเต็มความหลากหลายทางวัฒนธรรมของจังหวัดให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น[71]

พลวัตทางภาษาและศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัย:
นอกเหนือจากความหลากหลายทางศาสนาและกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมแล้ว บริบทของการเป็นเมืองหน้าด่านยังส่งผลให้สถานศึกษาหลายแห่งในมุกดาหารมีการปรับตัว โดยนําภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ภาษาลาว และภาษาเวียดนาม (ญวน) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน ยิ่งไปกว่านั้น การเข้ามาพํานักอาศัยของชาวต่างชาติและการไหลบ่าของวัฒนธรรมต่างชาติในยุคโลกาภิวัตน์[72]

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความพยายามในการผลักดันความหลากหลายทางภาษาและการเปิดรับพหุวัฒนธรรมใหม่ ๆ แต่การเติบโตเหล่านี้ยังคงเผชิญกับความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากขาดแคลนการสนับสนุนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ประกอบกับบริบทภาพรวมของเมืองที่ยังคงขาดการกระจายอํานาจและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจากภาครัฐเท่าที่ควร ทําให้ศักยภาพในการผลักดันต้นทุนทางวัฒนธรรมและการศึกษาของมุกดาหาร ยังไม่สามารถฉายแสงได้อย่างเต็มศักยภาพ[72]

ภาษา

[แก้]

ประชากรในจังหวัดมุกดาหารส่วนใหญ่ใช้ภาษาอีสาน (สําเนียงอุบล–มุกดาหาร) และภาษาลาวกลาง สําเนียงถิ่นสุวรรณเขต เป็นภาษาหลักในการสื่อสารประจําวัน รองลงมาได้แก่ภาษาไทยมาตรฐานที่ใช้ในราชการและการศึกษา นอกจากนี้ยังมีภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังคงใช้ในชุมชน เช่น

  • ภาษาผู้ไท (ภูไท) – ใช้ในหมู่บ้านผู้ไท อําเภอหนองสูง, คําชะอี, ดงหลวง
  • ภาษากะโซ่, กะเลิง, ข่า (บรู) – ใช้ในอําเภอดงหลวง, ดอนตาล, นิคมคําสร้อย[73]
  • ภาษาเวียดนาม – ใช้ในชุมชนชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร
  • ภาษาจีนแต้จิ๋ว / แคะ – ใช้ในชุมชนชาวจีนในเขตเมือง

ศาสนา

[แก้]

ประชากรในจังหวัดมุกดาหาร มีผู้นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 96.80 รองลงมาได้แก่ศาสนาคริสต์ (นิกายโรมันคาทอลิกในเขตอําเภอหว้านใหญ่และอําเภอเมือง, นิกายโปรเตสแตนต์บางส่วน) ร้อยละ 3 ศาสนาอิสลาม และบางมีกลุ่มนับถือศาสนาดังเดิมของชาวญวน ความเชื่อแบบจีน และความเชื่อดั้งเดิมของชนเผ่าต่าง ๆ[4]

ดัชนีความก้าวหน้าของคน

[แก้]

ดัชนีความก้าวหน้าของคน พ.ศ. 2565

[แก้]
สุขภาพ การศึกษา การทํางาน รายได้
41 60 41 74
ที่อยู่อาศัย ครอบครัว การคมนาคม การมีส่วนร่วม
9 56 37 26
จังหวัดมุกดาหาร มีค่าดัชนีความก้าวหน้าของคน พ.ศ. 2565 (HAI 2022) อยู่ที่ 0.6276 จัดอยู่ในระดับ "ค่อนข้างต่ํา" และอยู่ในอันดับที่ 59

ตั้งแต่ พ.ศ. 2546 โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประจําประเทศไทย ได้ติดตามความก้าวหน้าของการพัฒนาคนระดับภูมิภาคโดยใช้ ดัชนีความก้าวหน้าของคน (Human achievement index - HAI) ซึ่งเป็นดัชนีรวมที่ครอบคลุมมิติหลัก 8 ประการของการพัฒนาคน โดยต่อมา สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เข้ามารับผิดชอบภารกิจนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2560 เป็นต้นมา[74]

อันดับระดับการพัฒนา
1–13"สูง"
14–29"ค่อนข้างสูง"
30–45"ปานกลาง"
46–61"ค่อนข้างต่ํา"
62–77"ต่ํา"

เศรษฐกิจ

[แก้]
ตลาดอินโดจีน แหล่งการค้าชายแดนที่สำคัญริมแม่น้ำโขง

บทความหลัก:ระเบียนเศรษฐกิจตะวันออก–ตะวันตก

โครงสร้างทางเศรษฐกิจของจังหวัดมุกดาหารขับเคลื่อนด้วย 3 เสาหลักที่สำคัญ ได้แก่ การค้าชายแดน ภาคการเกษตร และการท่องเที่ยว เนื่องจากมุกดาหารเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญบนแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก–ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC) ที่เชื่อมโยงประเทศไทย สปป.ลาว และเวียดนามเข้าด้วยกัน[75][3] ส่งผลให้มีศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการคมนาคมขนส่งสูง โดยเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดในการเดินทางสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้มุกดาหารมีลักษณะเป็นเมืองแวะพัก (Transit City) ที่สำคัญ ซึ่งช่วยสร้างรายได้ให้แก่ภาคบริการ ที่พัก และร้านอาหารในสัดส่วนที่สูง[76]

รายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร (Per Capita GPP) ของจังหวัดจัดอยู่ในระดับปานกลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการขยายตัวของการค้าข้ามแดน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และนโยบายการลงทุนของภาครัฐ[77]

การค้าชายแดนและเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ

[แก้]

จังหวัดมุกดาหารเป็น 1 ใน 10 จังหวัดที่ได้รับการประกาศให้เป็น เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร (MUKDAHAN SEZ) ระยะแรกของประเทศไทย โดยมีพื้นที่ครอบคลุม 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองมุกดาหาร อำเภอหว้านใหญ่ และอำเภอดอนตาล[78][79][80][81][82][83]

ศูนย์กลางการขนส่งและการค้าชายแดนที่สำคัญอยู่ที่ สะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร–สะหวันนะเขต) ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการส่งออกและนำเข้าสินค้าไปยัง สปป.ลาว และเวียดนามตอนกลาง สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องอุปโภคบริโภค น้ำมันเชื้อเพลิง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และยานพาหนะ มูลค่าการค้าชายแดนในแต่ละปีสูงถึงหลายหมื่นล้านบาท[84] นอกจากนี้ยังมี ตลาดอินโดจีน บริเวณริมแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแหล่งค้าปลีกและค้าส่งสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านและจีนที่สำคัญ ช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระดับฐานรากเป็นจำนวนมาก[85]

การศุลกากร

[แก้]

จังหวัดมุกดาหารเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญของไทยในแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก–ตะวันตก (EWEC) การค้าชายแดนและผ่านแดนจึงจำเป็นต้องมีระบบศุลกากรที่มีประสิทธิภาพในการอำนวยความสะดวก ควบคู่ไปกับการกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย ด่านศุลกากรมุกดาหาร เป็นหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่ดังกล่าว ตั้งอยู่ ณ สะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร–สะหวันนะเขต) ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ภายใต้สังกัดสำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง[86]

ด่านศุลกากรมุกดาหารมีเขตพื้นที่ความรับผิดชอบครอบคลุม 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดกาฬสินธุ์ และจังหวัดมหาสารคาม และมีด่านพรมแดนถาวรภายใต้การดูแล 2 แห่ง ได้แก่ ด่านพรมแดนมุกดาหาร ณ สะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 2 ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนหลักสำหรับการขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร และ ด่านพรมแดนท่าเทียบเรือเทศบาล ตั้งอยู่ ณ อาคารท่าเทียบเรือเทศบาล ถนนสองนางสถิต ตำบลในเมือง จังหวัดมุกดาหาร[87] ภารกิจหลักคือการควบคุมการนำเข้า–ส่งออกสินค้า จัดเก็บภาษีอากรตามกฎหมาย อำนวยความสะดวกทางการค้า และป้องกันการลักลอบสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในบริบทของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) มุกดาหาร ซึ่งศุลกากรมีบทบาทสนับสนุนการลงทุนและการค้าชายแดนให้เป็นไปอย่างคล่องตัวภายใต้กรอบกฎหมาย[78]

เพื่อรองรับปริมาณการค้าที่เพิ่มสูงขึ้น ด่านศุลกากรมุกดาหารได้นำระบบพิธีการทางศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ (e-Customs) มาใช้ในการยื่นเอกสารและชำระอากรออนไลน์ ลดระยะเวลาและต้นทุน ทั้งยังมีบริการ ICD (Inland Container Depot) สำหรับการนำเข้าสินค้าทางบกอีกด้วย[88] มูลค่าการค้าชายแดนผ่านด่านแห่งนี้มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2568 มีมูลค่ารวมสูงถึง 43,471.787 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องอุปโภคบริโภค น้ำมันเชื้อเพลิง และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ สินค้านำเข้า ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เกษตรและแร่ธาตุ[89]

นอกจากการอำนวยความสะดวกแล้ว ด่านศุลกากรมุกดาหารยังมีบทบาทในการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย ตัวอย่างเช่นในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนกว่า 60,000 ชิ้น มูลค่าประมาณ 40 ล้านบาท ทั้งกระเป๋า เสื้อผ้า หมวก และน้ำหอมที่นำเข้าโดยไม่มีเอกสารและละเมิดเครื่องหมายการค้า[90] การพัฒนาศักยภาพของด่านศุลกากรมุกดาหารเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยมีการติดตั้งเครื่องเอกซเรย์สินค้าและระบบตรวจสอบที่ทันสมัย ควบคู่ไปกับโครงการท่าอากาศยานมุกดาหารและรถไฟทางคู่สายบ้านไผ่–มุกดาหาร–นครพนม ซึ่งจะยิ่งเสริมบทบาทการเป็นประตูการค้าสำคัญของภูมิภาคตามแนวระเบียง EWEC[91]

สถิติการนำเข้า–ส่งออกผ่านด่านศุลกากรมุกดาหาร

[แก้]

ข้อมูลต่อไปนี้เป็นสถิติการค้าชายแดน ณ ด่านศุลกากรมุกดาหาร ประจำปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 – พฤษภาคม 2569) อ้างอิงจากระบบสถิติการค้าระหว่างประเทศ (IMTS) และระบบ CIS ของกรมศุลกากร[92]

ภาพรวมมูลค่าการค้า
[แก้]
มูลค่าการนำเข้า–ส่งออก ณ ด่านศุลกากรมุกดาหาร (ตุลาคม 2568 – พฤษภาคม 2569)[92]
เดือน นำเข้า (ล้านบาท) ส่งออก (ล้านบาท) รวม (ล้านบาท) เปลี่ยนแปลงรวม
เทียบปี 2568
ตุลาคม 256824,311.3416,458.0440,769.39+43.75%
พฤศจิกายน 256830,814.4415,095.8145,910.24+17.90%
ธันวาคม 256832,280.4014,870.7247,151.12+36.24%
มกราคม 256924,817.1817,358.3642,175.54+54.69%
กุมภาพันธ์ 256923,562.3214,373.1137,935.44+19.48%
มีนาคม 256931,881.6122,252.3554,133.96+51.03%
เมษายน 256934,529.5820,058.8754,588.46+66.99%
พฤษภาคม 256930,888.8722,359.4453,248.32+23.07%
รวม 8 เดือน 233,085.74 142,826.73 375,912.47 +37.04%
สินค้านำเข้าสูงสุด 10 อันดับ (พฤษภาคม 2569)
[แก้]
สินค้านำเข้าสูงสุด 10 อันดับแรก ผ่านด่านศุลกากรมุกดาหาร – พฤษภาคม 2569[92]
อันดับ รหัส HS รายการสินค้า มูลค่า (ล้านบาท) เปลี่ยนแปลง
เทียบปี 2568
18471เครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติและหน่วยต่าง ๆ4,761.068+65%
28517เครื่องโทรศัพท์ รวมถึงสมาร์ทโฟน4,273.713+27%
38473ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบสำหรับเครื่องจักร3,598.961+98%
48523จานบันทึก เทป อุปกรณ์หน่วยเก็บความจำแบบ “สมาร์ทการ์ด”2,698.626+13%
58534วงจรพิมพ์1,690.545+10%
62716พลังงานไฟฟ้า935.947+2%
78507แบตเตอรี่792.552+67%
87326ของอื่น ๆ ทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า764.172+220%
93926ของอื่น ๆ ทำด้วยพลาสติก638.910+11%
108544ลวดและเคเบิลที่หุ้มฉนวน543.831+73%
สินค้าส่งออกสูงสุด 10 อันดับ (พฤษภาคม 2569)
[แก้]
สินค้าส่งออกสูงสุด 10 อันดับแรก ผ่านด่านศุลกากรมุกดาหาร – พฤษภาคม 2569[92]
อันดับ รหัส HS รายการสินค้า มูลค่า (ล้านบาท) เปลี่ยนแปลง
เทียบปี 2568
18471เครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติและหน่วยต่าง ๆ12,204.955–1%
20810ทุเรียน1,177.549+43,811%
38534วงจรพิมพ์1,080.359+1,011%
48473ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบสำหรับเครื่องจักร981.098+22%
58517เครื่องโทรศัพท์ รวมถึงสมาร์ทโฟน911.542+1,010%
60102สัตว์จำพวกโคกระบือ มีชีวิต749.782+16,283%
72710น้ำมันปิโตรเลียมและน้ำมันที่ได้จากแร่บิทูมินัส564.487+25%
88537แผง คอนโซล ตู้ ฯลฯ สำหรับควบคุมไฟฟ้า539.344+295%
98504หม้อแปลงไฟฟ้า เครื่องเปลี่ยนไฟฟ้า362.349+134%
102202น้ำ รวมถึงน้ำแร่และน้ำอัดลม264.093–5%

เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม

[แก้]

แม้จะเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ไม่ใหญ่มาก แต่ภาคการเกษตรยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักของประชากร พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ยางพารา ซึ่งมีพื้นที่ปลูกและให้ผลผลิตคุณภาพสูง มันสำปะหลังและอ้อยโรงงาน ที่ปลูกมากในบริเวณพื้นที่ดอนและที่ราบลุ่มเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแปรรูป ตลอดจน ข้าว ซึ่งเน้นการปลูกข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียวเพื่อการบริโภคและจำหน่ายในประเทศ

อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ในจังหวัดเป็น อุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร (Agro-industry) เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตในพื้นที่ เช่น โรงงานผลิตน้ำตาลทราย โรงงานแปรรูปยางพารา (ยางแผ่นรมควันและน้ำยางข้น) โรงงานแป้งมันสำปะหลัง และโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล นอกจากนี้ อุตสาหกรรมโลจิสติกส์และคลังสินค้ายังมีแนวโน้มเติบโตควบคู่ไปกับการขยายตัวของการค้าชายแดน การผลักดันโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ เช่น ท่าอากาศยานมุกดาหาร และเส้นทางรถไฟทางคู่สายบ้านไผ่–มุกดาหาร–นครพนม ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยดึงดูดการลงทุนและเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจในอนาคต[93]

การท่องเที่ยว

[แก้]

มุกดาหารเป็นเมืองท่องเที่ยวรองที่มีความโดดเด่นด้านศิลปวัฒนธรรม 8 ชนเผ่า และการท่องเที่ยวเชิงความเชื่อริมฝั่งแม่น้ำโขง[94] แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญมีการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมประเพณี ศาสนา และธรรมชาติ โดยเฉพาะ การท่องเที่ยวเชิงศรัทธา (Mutelu Tourism) ที่เกี่ยวข้องกับคติความเชื่อเรื่องพญานาค เช่น วัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ (ที่ประดิษฐานองค์พญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราช) และพญาศรีภุชงค์มุกดานาคราช ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ สร้างรายได้ให้กับธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และของฝากท้องถิ่นเป็นอย่างมาก

ในด้านการพัฒนา มุกดาหารมีความคล้ายคลึงกับจังหวัดนครพนมและสกลนคร (กลุ่มจังหวัดสนุก) จึงมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวในลักษณะ "เมืองคู่แฝด" เพื่อเพิ่มการกระจายตัวของนักท่องเที่ยว[76] อย่างไรก็ตาม ภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดยังมีความท้าทายในการฟื้นตัวหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงความจำเป็นในการพัฒนาแลนด์มาร์ก (Landmark) ใหม่ ๆ หรือปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์เดิม เช่น หอแก้วมุกดาหาร เพื่อเพิ่มแรงดึงดูดและขีดความสามารถในการแข่งขันทางการท่องเที่ยวควบคู่ไปกับความพร้อมด้านโครงข่ายโทรคมนาคมที่ครอบคลุมตำบลคำป่าหลาย มีการสร้าง ท่าอากาศยานมุกดาหารซึ่งกำหนดเสร็จในปี พ.ศ. 2571[95]

กีฬา

[แก้]

สนามกีฬาหลักของจังหวัดคือ สนามกีฬากลางจังหวัดมุกดาหาร (ความจุประมาณ 5,000 ที่นั่ง) และสนามกีฬาเทศบาลเมืองมุกดาหาร สโมสรฟุตบอลอาชีพในจังหวัด ได้แก่

จังหวัดมุกดาหารเคยเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ เขต 4 (พ.ศ. 2560) และมีการจัดการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนรายการต่าง ๆ เป็นประจำ

พลังงานและเมืองอัจฉริยะ

[แก้]

จังหวัดมุกดาหารได้รับการประกาศให้เป็นหนึ่งในพื้นที่ส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ (Smart City)[96] โดยมีจุดเด่นในการขับเคลื่อนมิติพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) ผ่านโครงการพลังงานหมุนเวียนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม[97] ดังนี้

พลังงานลม

[แก้]

จังหวัดมุกดาหารมีศักยภาพด้านพลังงานลมสูง โดยมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมเป้าหมายกำลังการผลิตรวม 394.29 เมกะวัตต์ โครงการที่สำคัญ ได้แก่[98]

  • โครงการร่มเกล้าวินด์ฟาร์ม (Romklao Wind Farm): ตั้งอยู่ที่ตำบลร่มเกล้า อำเภอนิคมคำสร้อย ดำเนินการโดยบริษัท วินชัย จำกัด มีกำลังการผลิต 45 เมกะวัตต์ ใช้กังหันลมที่มีความสูงเสาถึง 162 เมตร ซึ่งเป็นหนึ่งในกังหันลมที่สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และได้กลายเป็นแลนด์มาร์กทางการท่องเที่ยวที่สำคัญ[99]
  • โครงการบ่อทองวินด์ฟาร์ม 1 และ 2 (Bo Thong Wind Farm): ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอนิคมคำสร้อย ดำเนินการโดยบริษัท บ่อทอง วินด์ ฟาร์ม จำกัด (บริษัทย่อยของบี.กริม เพาเวอร์) มีกำลังการผลิตรวม 16 เมกะวัตต์ ปัจจุบันได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) และจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคแล้ว
  • โครงการพื้นที่ส่วนขยาย: ครอบคลุมพื้นที่ตำบลคำป่าหลาย ตำบลดงเย็น ในอำเภอเมืองมุกดาหาร และบางส่วนของอำเภอนิคมคำสร้อย ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาสำรวจโดยภาคเอกชน เพื่อเตรียมพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานลมเพิ่มเติม ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (สมาร์ตกริด)

พลังงานชีวมวลและขยะชุมชน

[แก้]
  • โรงไฟฟ้าขยะชุมชน เทศบาลเมืองมุกดาหาร: เป็นโครงการบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชนเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยระบบปิดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 9.9 เมกะวัตต์ ดำเนินการโดยบริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPP โดยโครงการนี้จะช่วยให้มุกดาหารเข้าใกล้เป้าหมายการเป็นเมืองอัจฉริยะด้านพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ[100]

ขนาดเศรษฐกิจและรายได้ต่อประชากร

[แก้]

จากการประเมินภาพรวมทางเศรษฐกิจของจังหวัดมุกดาหาร พบว่าในปี พ.ศ. 2566 ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 31,189 ล้านบาท ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นจากปี พ.ศ. 2565 ที่มีมูลค่า 29,555 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 1,634 ล้านบาท) ส่งผลให้เศรษฐกิจของจังหวัดมีอัตราการเจริญเติบโตที่ร้อยละ 3.18 ในส่วนของรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากร (GPP per capita) ในปี พ.ศ. 2566 อยู่ที่ 72,251 บาทต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.34 จากปี พ.ศ. 2565 ซึ่งอยู่ที่ 69,249 บาทต่อคนต่อปี[101]

ด้านข้อมูลประชากรศาสตร์ อ้างอิงจากหลักฐานทะเบียนราษฎร ณ เดือนมกราคม พ.ศ. 2568 จังหวัดมุกดาหารมีจำนวนประชากรอาศัยอยู่ทั้งสิ้น 350,510 คน และมีจำนวนครัวเรือนรวม 125,052 ครัวเรือน

ตารางสรุปสถิติเศรษฐกิจจังหวัดมุกดาหาร (พ.ศ. 2565–2566)[101]
รายการตัวชี้วัด ข้อมูลสถิติ (พ.ศ.) อัตราการเปลี่ยนแปลง (%)
2565 2566
ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) 29,555 ล้านบาท 31,189 ล้านบาท ▲ 3.18%
รายได้เฉลี่ยต่อประชากร 69,249 บาท/คน 72,251 บาท/คน ▲ 4.34%
ข้อมูลประชากรและครัวเรือน (ณ มกราคม พ.ศ. 2568)[101]
รายการ จำนวน
ประชากรทั้งสิ้น 350,510 คน
จำนวนครัวเรือน 125,052 ครัวเรือน

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

[แก้]

เมืองพี่น้องและเมืองแฝดของจังหวัดมุกดาหาร

[แก้]

เมืองพี่น้อง (อังกฤษ: Sister cities) และ เมืองแฝด (อังกฤษ: Twin cities) เป็นคําที่ใช้เรียกเมืองที่การเจริญสัมพันธไมตรีอันดีต่อกัน จังหวัดมุกดาหารได้สถาปนาความสัมพันธ์ในฐานะเมืองพี่น้องและเมืองแฝด กับเมืองในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและเอเชีย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และวัฒนธรรม ดังนี้:[3]

ประเทศ เมือง/จังหวัด ประเภท วันที่ลงนามความสัมพันธ์ วัตถุประสงค์หลัก
 ลาว แขวงสะหวันนะเขต เมืองแฝด 21 มีนาคม พ.ศ. 2547 ความสัมพันธ์ชายแดน, วัฒนธรรม และคมนาคมข้ามฟาก
 เวียดนาม จังหวัดกว๋างจิ เมืองแฝด 25 มกราคม พ.ศ. 2548 การค้าและการขนส่งตามแนวระเบียงเศรษฐกิจ (EWEC)
 จีน เมืองฉงจั่ว เมืองแฝด 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค

ทิศทางการพัฒนาจังหวัดในอนาคต

[แก้]

ในปัจจุบัน จังหวัดมุกดาหารยังคงเผชิญกับข้อจํากัดด้านการคมนาคมขนส่งเดี่ยว (Single-Mode Transportation) ที่พึ่งพาระบบถนนเพียงอย่างเดียว และสภาวะความล่าช้าในการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ)[102] อย่างไรก็ตาม หากโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานได้รับการพัฒนาจนสําเร็จตามแผนยุทธศาสตร์ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สําคัญ ดังนี้:[103][104][105]

ศูนย์กลางขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport Hub)

[แก้]
  • โครงการรถไฟทางคู่สายบ้านไผ่–มุกดาหาร–นครพนม ร่วมกับการจัดตั้ง "ท่าเรือบก" (Dry Port) จะเปลี่ยนมุกดาหารให้เป็นจุดกระจายสินค้าหลักของภูมิภาค เชื่อมต่อระบบรางตรงสู่ท่าเรือดานัง ประเทศเวียดนาม และตอนใต้ของจีน[106]

เขตเศรษฐกิจพิเศษและโครงข่าย MR-Map

[แก้]

นวัตกรรมเกษตรพึ่งพาตนเอง

[แก้]
  • การส่งเสริมระบบเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) ทดแทนแรงงานเกษตรดั้งเดิม และการนําเทคโนโลยีการตลาดสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อรองรับสังคมสูงวัย จะช่วยยกระดับรายได้และสร้างความมั่นคงให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน[108][109]

การศึกษา

[แก้]

ระดับประถมและมัธยมศึกษา

[แก้]

ระดับอาชีวศึกษา

[แก้]

อาชีวศึกษารัฐ

[แก้]

อาชีวศึกษาเอกชน

[แก้]

ระดับอุดมศึกษา

[แก้]

สถาบันอุดมศึกษารัฐ

[แก้]

สถาบันอุดมศึกษาในกํากับสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

[แก้]

สถาบันอุดมศึกษาในอดีต

[แก้]

สถาบันอุดมศึกษาในอนาคต

[แก้]
  • มหาวิทยาลัยนานาชาติมุกดาหาร Mukdahan International University (มหาวิทยาลัยในอนาคต)[110]

การสาธารณสุข

[แก้]

สถานบริการสาธารณสุข

[แก้]

สถานบริการด้านสาธารณสุขในจังหวัดมุกดาหาร มีโรงพยาบาลรวมทั้งสิ้น 9 แห่ง แบ่งเป็นสถานบริการสังกัดสํานักงานสาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร 7 แห่ง และโรงพยาบาลเอกชน 2 แห่ง[114] ข้อมูลดังแสดงในตารางต่อไปนี้:

สังกัดสํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

[แก้]
โรงพยาบาลในสังกัดสํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดมุกดาหาร (ข้อมูล ณ พ.ศ. 2568)[114]
ชื่อโรงพยาบาล ขีดความสามารถ
(ระดับการรักษา)
ระดับตามเกณฑ์มาตรฐาน
(A/S/M/F)
จํานวนเตียง หมายเหตุ
โรงพยาบาลมุกดาหาร ตติยภูมิ (Tertiary Care) A+ (โรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่พิเศษ) 485 โรงพยาบาลทั่วไปประจําจังหวัด
โรงพยาบาลนิคมคําสร้อย ทุติยภูมิ (Secondary Care) F3 (โรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่) 60
โรงพยาบาลคําชะอี ทุติยภูมิ (Secondary Care) F2 (โรงพยาบาลชุมชนขนาดกลาง) 30
โรงพยาบาลดอนตาล ทุติยภูมิ (Secondary Care) F2 (โรงพยาบาลชุมชนขนาดกลาง) 30
โรงพยาบาลดงหลวง ทุติยภูมิ (Secondary Care) F2 (โรงพยาบาลชุมชนขนาดกลาง) 30
โรงพยาบาลหว้านใหญ่ ทุติยภูมิ (Secondary Care) F2 (โรงพยาบาลชุมชนขนาดกลาง) 30
โรงพยาบาลหนองสูง ทุติยภูมิ (Secondary Care) F2 (โรงพยาบาลชุมชนขนาดกลาง) 30

สังกัดเอกชน

[แก้]
โรงพยาบาลเอกชนในจังหวัดมุกดาหาร (ข้อมูล ณ พ.ศ. 2568)[114]
ชื่อโรงพยาบาล สังกัด (ผู้ดําเนินการ) ขีดความสามารถ
(ระดับการรักษา)
ระดับตามเกณฑ์มาตรฐาน
(A/S/M/F)
จํานวนเตียง หมายเหตุ
โรงพยาบาลพริ้นซ์ มุกดาหาร เอกชน (บริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จํากัด) ทุติยภูมิ (Secondary Care) [note 4] 30 ได้รับรองเกณฑ์ GREEN & CLEAN Hospital ระดับดีเยี่ยม
โรงพยาบาลมุกดาหารอินเตอร์เนชั่นแนล เอกชน ทุติยภูมิ (Secondary Care) [note 4] 30

ประเภทสังกัดหน่วยงานอื่น ๆ

[แก้]
ประเภทสถานบริการสาธารณสุขที่ยังไม่มีในจังหวัดมุกดาหาร (ข้อมูล ณ พ.ศ. 2568)[114]
สังกัด / ประเภทโรงพยาบาล สถานะในจังหวัด หมายเหตุ
โรงพยาบาลในสังกัดมหาวิทยาลัย / ศูนย์การแพทย์ ไม่มี ยังไม่มีโรงพยาบาลในสังกัดมหาวิทยาลัย
โรงพยาบาลในสังกัดเหล่าทัพ / ตํารวจ ไม่มี ยังไม่มีโรงพยาบาลในสังกัดเหล่าทัพหรือตํารวจ
โรงพยาบาลในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่มี ยังไม่มีโรงพยาบาลในสังกัด อปท. (มีเพียง รพ.สต. 78 แห่ง)
โรงพยาบาลในสังกัดอื่น ๆ (รัฐวิสาหกิจ, องค์การมหาชน ฯลฯ) ไม่มี ยังไม่มีโรงพยาบาลในสังกัดอื่น

การพัฒนาขีดความสามารถของโรงพยาบาลในจังหวัดมุกดาหาร

[แก้]
โรงพยาบาลมุกดาหาร

จังหวัดมุกดาหารมีการพัฒนาระบบบริการภายใต้ยุทธศาสตร์ "One Province One Hospital" เพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกันทั้งจังหวัดและลดความแออัด มีโครงการสําคัญดังนี้:

  • การจัดตั้งศูนย์หัวใจและหลอดเลือดสมอง (Cath Lab) ณ โรงพยาบาลมุกดาหาร เพื่อลดการส่งต่อผู้ป่วยและเพิ่มโอกาสรอดชีวิต โดยเปิดให้บริการตรวจสวนหัวใจตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2568 โดยแพทย์หญิงนภาพร เกียรติดำรง เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม[115]พุทธศักราช 2568

เว็บไซต์ Hfocus.org เจาะลึกระบบสุขภาพ* การยกระดับสู่โรงพยาบาลอัจฉริยะ (Smart Hospital) โรงพยาบาลทุกแห่งในจังหวัดผ่านเกณฑ์ประเมินระดับเพชร โดยใช้เทคโนโลยีนัดหมายออนไลน์, เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (vEMR) และการแพทย์ทางไกล (Telemedicine)

  • การเชื่อมโยงระบบสุขภาพชายแดน มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาระบบบริการที่มีประสิทธิภาพและเชื่อมโยงเครือข่ายสุขภาพชายแดน เพื่อให้ประชาชนและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าถึงบริการได้ครอบคลุม[114]

บุคลากรและสถิติสาธารณสุข

[แก้]
  • จํานวนบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขสาขาหลักต่อประชากรในจังหวัดมุกดาหาร[114]:
บุคลากรและสถิติสาธารณสุข (ข้อมูล ณ ปี พ.ศ. 2568)
ประเภทจํานวนอัตราส่วน (ประชากร: บุคลากร 1 คน)
บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขสาขาหลัก[114]
แพทย์110 คน3,151: 1
ทันตแพทย์37 คน9,369: 1
เภสัชกร68 คน5,098: 1
พยาบาลวิชาชีพ653 คน531: 1
นักวิชาการสาธารณสุข121 คน
จํานวนเตียงผู้ป่วย[114]
รวม710 เตียง
โรงพยาบาลทั่วไป485 เตียง
โรงพยาบาลชุมชน225 เตียง

การคมนาคม

[แก้]
สะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) จุดเชื่อมต่อการคมนาคมระหว่างประเทศที่สำคัญ

ทางหลวง

[แก้]

จังหวัดมุกดาหารเป็นศูนย์กลางคมนาคมที่สำคัญในภูมิภาคอินโดจีน โดยมีทางหลวงแผ่นดินสายหลักและสายรองที่เชื่อมโยงการเดินทางภายในจังหวัด ระหว่างจังหวัด และระหว่างประเทศ ดังนี้

ทางหลวงแผ่นดินสายหลัก

[แก้]

ทางหลวงแผ่นดินและเส้นทางเชื่อมโยงอื่น ๆ

[แก้]

การเดินทาง

[แก้]

โดยรถยนต์

[แก้]

จังหวัดมุกดาหารอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 652 กิโลเมตร สามารถเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลได้ 2 เส้นทางหลัก ดังนี้[3]

โดยรถโดยสารประจำทาง

[แก้]
สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร
[แก้]

สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหารตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร มีสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่สองในจังหวัดมุกดาหารเป็นประตูข้ามพรมแดนไปยังสะหวันนะเขตในประเทศลาว ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวไปยังสะหวันนะเขตในประเทศลาว หลังจากข้ามพรมแดนไปยังประเทศลาวแล้ว นักท่องเที่ยวมักจะเดินทางต่อไปยังชายแดนลาวและเวียดนามเพื่อเข้าสู่เวียดนามผ่านลาวเปา ซึ่งมีพรมแดนติดกับแม่น้ำโขงยาว 70 กม.[116]

สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร ตั้งอยู่ที่ 33/12 ถนนชยางกูร ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร 49000 ให้บริการรถโดยสารธรรมดาและรถปรับอากาศจากผู้ประกอบการเอกชน[116] มีเส้นทางเดินรถที่สำคัญ เช่น

  • กรุงเทพฯ–มุกดาหาร
  • นครราชสีมา–มุกดาหาร
  • ขอนแก่น–มุกดาหาร
  • มุกดาหาร–ระยอง
  • มุกดาหาร–พัทยา–ระยอง
  • มุกดาหาร–หัวหิน
  • มุกดาหาร–แม่สอด

การเดินทางโดยรถโดยสารจากกรุงเทพฯ สู่มุกดาหารใช้เวลาประมาณ 11 ชั่วโมง ระยะทางประมาณ 650 กิโลเมตร มีรอบรถช่วงกลางคืน (18.00–20.30 น.) ผู้ให้บริการหลัก ได้แก่ บขส. (เส้นทาง 999), นครชัยแอร์ และไทยสงวนทัวร์ ค่าโดยสารโดยประมาณอยู่ระหว่าง 457 ถึง 560 บาท

โดยสารระหว่างประเทศ

[แก้]
รถโดยสาร
[แก้]

จังหวัดมุกดาหารมีระโดยสารระหว่างประเทศ มุกดาหาร-สะหวันนะเขต ให้บริการโดยบริษัทขนส่งให้บริการทุกวันผ่านเส้นทางมิตรภาพไทยลาวและด่านพรมแดนศุลกากร

เรือข้ามฝาก
[แก้]

ในอดีตมีบริการเรือข้ามฟาก ผ่านท่าเรือเทศบาลเมืองมุกดาหาร แต่ปัจจุบันได้ยกเลิกการให้บริการแล้ว และยังไม่มีกําหนดการกลับมาให้บริการในเร็ว ๆ นี้[117]

โดยทางอากาศ

[แก้]

จังหวัดมุกดาหารไม่มีท่าอากาศยานพาณิชย์ภายในจังหวัด การเดินทางทางอากาศจึงต้องอาศัยท่าอากาศยานในพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่

อนึ่ง ในปี พ.ศ. 2561 กรมท่าอากาศยาน กระทรวงคมนาคม ได้ดําเนินการศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างท่าอากาศยานในจังหวัดมุกดาหาร ด้วยงบประมาณ 6 ล้านบาท การศึกษาแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2562 และอยู่ระหว่างขั้นตอนการดําเนินการต่อไป คาดว่าจะต้องใช้เงินก่อสร้างกว่า 5 พันล้านบาท[120] หากโครงการดําเนินการแล้วเสร็จ จะนับเป็นท่าอากาศยานแห่งที่ 30 ของประเทศไทย ปัจจุบันโครงการอยู่ในขั้นตอนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) [121] แม้จะประสบปัญหาหลายด้าน แต่โครงการยังคงดําเนินการต่อเนื่อง มิได้ถูกยกเลิก[122] อีกทั้งคณะรัฐมนตรีมีมติให้เร่งรัดโครงการเพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการรถไฟทางคู่สายบ้านไผ่–นครพนม ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน[122] ผลการศึกษาเบื้องต้นชี้ว่าโครงการมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ หากแต่ไม่คุ้มค่าทางการเงิน จากนั้นในปี พ.ศ. 2563 ได้มีการว่าจ้างออกแบบรายละเอียดและจัดทํารายงาน EIA โดยแผนเดิมกําหนดจะก่อสร้างและเปิดบริการในปี พ.ศ. 2569 ต่อมาได้ปรับแผนใหม่เป็นเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2571 และเปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2574[121][123]

โดยรถไฟ

[แก้]

ปัจจุบันจังหวัดมุกดาหารยังไม่มีระบบขนส่งทางราง แต่กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่สายบ้านไผ่–มุกดาหาร–นครพนม ซึ่งคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2570 แต่เนื่องด้วยติดปัญหาการเวนคืนที่ดินจึงเลือนแผนงานในช่วงที่ติดปัญหาออกไปและการรถไฟได้ต่อสัญญาและปรับแผนใหม่โดยจะเริ่มงานก่อสร้างในเดือนก.ค. 2569 ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 36 เดือน (3 ปี) กำหนดแล้วเสร็จในปี 2572[124]

การคมนาคมภายในจังหวัด

[แก้]
  • รถสองแถว: ให้บริการหลายสาย คิดค่าโดยสารตามระยะทาง
  • รถสามล้อเครื่อง: ส่วนใหญ่เป็นรถเหมา คิดค่าโดยสารตามระยะทาง
  • แท็กซี่: คิดค่าโดยสารตามมิเตอร์

ระยะทางจากตัวเมืองมุกดาหารไปยังอำเภอต่าง ๆ

[แก้]

จุดผ่านแดนที่ติดต่อกับประเทศลาว

[แก้]
  1. จุดผ่านแดนถาวร ด่านสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 2 (อำเภอเมืองมุกดาหาร – นครไกสอน พมวิหาน แขวงสุวรรณเขต)
  2. จุดผ่านแดนถาวร ท่าเรือเทศบาลเมืองมุกดาหาร (อำเภอเมืองมุกดาหาร – นครไกสอน พมวิหาน แขวงสุวรรณเขต)

สถานที่สําคัญและแหล่งท่องเที่ยว

[แก้]

พระอารามหลวงและวัดสําคัญ

[แก้]

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อนุสาวรีย์และอนุสรณ์สถาน

[แก้]

อุทยานแห่งชาติและพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติ

[แก้]

แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและจุดชมวิว

[แก้]

ย่านการค้าและวิถีชุมชน

[แก้]

สิ่งก่อสร้างและคมนาคมสําคัญ

[แก้]

สวนสาธารณะและสนามกีฬา

[แก้]
  • สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษกเทศบาลเมืองมุกดาหาร (นาบึง)
  • สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติศาลเจ้าปู่อุปฮาดราชวงค์ เทศบาลตําบลบางทรายใหญ่
  • สนามกีฬากลางจังหวัดมุกดาหาร

แหล่งโบราณสถานและประวัติศาสตร์

[แก้]
  • หอยสมัยหิน
  • กลองมโหระทึก
  • อุทยานสมเด็จย่า (ฐานวรพัฒน์)
  • ถ้ําฝ่ามือแดง (ห้วยสิงห์)

แหล่งซากดึกดําบรรพ์

[แก้]

ประเพณีและวัฒนธรรม

[แก้]

งานบุญและประเพณี

[แก้]
  • บุญข้าวยาคู บูชาพระบรมสารีริกธาตุ[127]
  • ประเพณีบวงสรวงศาลหลักเมืองและสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมือง[128]
  • ประเพณีบวงสรวงก่อนงานแข่งเรือและเบิกน่านน้ำ และการตีช้างน้ำนอง[129][130]
  • พิธีบวงสรวงพญานาคริมฝั่งโขง สะพานมิตรภาพไทย–ลาว
  • ประเพณีแห่ดาวสองคอน ในเทศกาลคริสต์มาส ณ สถานสักการะมรณสักขีสองคอน[131]
  • บุญบั้งไฟ
  • ประเพณีลอยกระจู้ (ประเพณีลอยกระทงสายท้องถิ่นด้วยกะลามะพร้าว จัดบริเวณท่าน้ำเมืองมุกดาหาร)[132]
  • ประเพณีบวงสรวงและสรงน้ำพระธาตุภูมโนรมย์[133]
  • ประเพณีสรงน้ำพระเจ้าองค์หลวง วัดศรีมงคลใต้

เทศกาล

[แก้]

ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น

[แก้]
  • งานโฮมเหง้าเผ่าผู้ไทย ไหว้พระไกรสรราชเมืองหนองสูง[130]
  • งานบรูไฮไทโซ่ (อําเภอดงหลวง) [134]
  • การลําผญา (อําเภอดอนตาล)[135][136]
  • พิธีกรรมโส้ทั่งบั้ง[130]
  • การฟ้อนผู้ไท (ภูไท)
  • พิธีเหยา[130]
  • หัตถกรรมผ้าทอชนเผ่า[137]

ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและอาหารถิ่น

[แก้]
  • ผ้าไหมมัดหมี่ลายแก้วมุกดา (ลายผ้าอัตลักษณ์ประจําจังหวัด ทอโดยกลุ่มทอผ้าบ้านคําอาฮวนและบ้านนาสีนวน)
  • มะขามหวาน (อําเภอคําชะอี)
  • กลองมโหระทึกโบราณจําลอง (ศูนย์ผลิตและอนุรักษ์กลองมโหระทึก อําเภอนิคมคําสร้อย)
  • ผลิตภัณฑ์จากผักตบชวา (กลุ่มอาชีพบ้านดงเย็น)

อาหาร

[แก้]

อาหารพื้นถิ่นและอาหารประยุกต์

[แก้]
  • ตําเมี่ยงสมุนไพร[138]
  • แกงอีลอกทรงเครื่อง[139]
  • พนาแก้แม่โขง
  • ซะลีฮอกาบ
  • อ่อมบ่อนบ้านนา
  • อ่อมหวาย
  • แกงเห็ดเผาะ
  • ย่างเนื้อโคขุนหนองสูง จิ้มแจ่ว
  • ไก่ย่างมดแดง
  • ข้าวต้มผัด (ข้าวต้มแดก)

อาหารแปรรูปและวัฒนธรรมอาหารเวียดนาม

[แก้]
  • ปลาส้ม
  • หมูยอญวน
  • แหนมเนือง
  • ข้าวเปียกเส้น (เฝอ)
  • กาแฟโบราณสไตล์เวียดนาม[140]

บุคคลที่มีชื่อเสียง

[แก้]

ผู้มีคุณูปการต่อจังหวัดมุกดาหาร เจ้าเมืองและบุคคลในประวัติศาสตร์

[แก้]

ข้าราชการและผู้นําระดับประเทศ

[แก้]
  • จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีไทย คนที่ 11 แม้ว่าท่านจะไม่ได้เกิดที่มุกดาหาร แต่ในวัยเด็กท่านเติบโตที่มุกดาหาร โดยเริ่มศึกษาขั้นต้นที่โรงเรียนประถมในจังหวัดมุกดาหาร
  • หนูฮัก พูมสะหวัน อดีตประธานประเทศลาว คนที่ 4 เกิดและเติบโตที่มุกดาหารก่อนเข้าร่วมกระบวนการเปลี่ยนแปลงชาติในลาวและขึ้นสู่ตําแหน่งประธานประเทศลาว
  • รองอํามาตย์เอก หลวงพิทักษ์พนมเขตร์ (สีห์ จันทรสาขา) อดีตนายอําเภอธาตุพนม เป็นบุตรของพระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ จันทรสาขา)
  • พลตรี ธวัชชัย บุสภา (จ่าโต๋) ทหารผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในสงครามชายแดนไทย–กัมพูชา มีภูมิลําเนาอยู่ที่บ้านซ่ง อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร[141]
  • พระภักดีอนุชิตร หรือพระยากำแหงสงคราม (จันทร์ อินทรกำแหง ณ ราชสีมา)
  • นายพันตรีแย้ม (พระชำนาญคุรุวิทย์) แย้มภมรมณตรี
  • อำมาตเอกพระยาสุรเดชวิเศษฤทธิ์ หรือพระยาพิสัยอุดรกิจ (จาบ สุววรรณทัต)[63]

พระสงฆ์และพระเกจิอาจารย์

[แก้]

นักการเมือง

[แก้]

ศิลปิน นักแสดง และนักดนตรี

[แก้]

ปราชญ์ชาวบ้าน

[แก้]
  • นางจันทร์ พันธ์บุตร ปราชญ์ชาวบ้านด้านการทอผ้า บ้านหนองข่า หมู่ 2 ตําบลหนองแวง อําเภอนิคมคําสร้อย จังหวัดมุกดาหาร
  • นางที หมีคํา ปราชญ์ชาวบ้านด้านการทอผ้า บ้านป่งแดง หมู่ 4 ตําบลหนองแวง อําเภอนิคมคําสร้อย จังหวัดมุกดาหาร
  • นางนวลศรี ยืนยง ปราชญ์ชาวบ้านด้านการทอผ้า บ้านหนองกกเปลือย หมู่ 5 ตําบลหนองแวง อําเภอนิคมคําสร้อย จังหวัดมุกดาหาร
  • นางลัดดา การินทอง ปราชญ์ชาวบ้านด้านการทอผ้า บ้านโนนสะอาด หมู่ 8 ตําบลหนองแวง อําเภอนิคมคําสร้อย จังหวัดมุกดาหาร[146]
  • นายไพ สกุล คํานนท์ ปราชญ์ชาวบ้าน ตําบลนากอก อําเภอนิคมคําสร้อย จังหวัดมุกดาหาร

นักกีฬา

[แก้]

นักกีฬาฟุตบอล

[แก้]

นักกีฬาเรือพาย

[แก้]
  • นายสมชาย แซ่เซีย นักกีฬาเรือพายทีมชาติไทย ชมรมเรือพายมุกดาหาร[147]

นักกีฬาขี่ม้า

[แก้]


อาชญากรรม

[แก้]
หมายเหตุ: ข้อมูลในส่วนนี้เป็นสถิติประเภทสำนวนและลักษณะสำนวน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564–2568

สถิติปริมาณสำนวนคดี แสดงดังนี้[148]

ประเภทสำนวน ลักษณะสำนวน ปี 2569 ปี 2568 ปี 2567 ปี 2566 ปี 2565 ปี 2564
ส.1 สำนวนปรากฏตัวผู้ต้องหาที่ส่งตัวมา 1,715 1,296 1,084 1,140 2,227
ส.1 (ฟื้นฟู) สำนวนคดีฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด 0 0 1 138 2,437
ส.2 สำนวนปรากฏผู้ต้องหาที่ไม่ได้ส่งตัวมา 194 160 137 234 136
ส.2 ก สำนวนปรากฏผู้ต้องหาที่ไม่ได้ส่งตัวมา (คดีเปรียบเทียบปรับ) 97 35 94 325 243
ส.3 สำนวนไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิด 79 57 36 88 101
ส.4 (ศาลแขวง) สำนวนคดีฟ้องความอาญาด้วยวาจา 1,574 1,543 1,459 3,521 1,055
ส.4 สำนวนคดีฟ้องความอาญา 1,653 1,214 1,084 0 0
ส.5 ก สำนวนคดีแพ่ง 24 0 61 78 26
ส.12 สำนวนคดีชันสูตรพลิกศพ 0 4 0 4 1
ส.12 ก สำนวนคดีตายผิดธรรมชาติ 17 15 25 33 37
รวม 5,353 4,325 3,981 5,561 6,263

ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

[แก้]

ป่าไม้

[แก้]

จังหวัดมุกดาหารมีพื้นที่ป่าไม้คงสภาพอุดมสมบูรณ์ ข้อมูลล่าสุดระบุว่า มุกดาหารมีพื้นที่ป่าไม้ประมาณ 863,281 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 31.83 ของพื้นที่จังหวัด ประกอบด้วยพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 13 แห่ง อุทยานแห่งชาติ 3 แห่ง (อุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ อุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว อุทยานแห่งชาติภูผายล) และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐาน โดยจังหวัดมีเป้าหมายในแผนแม่บทที่จะเพิ่มและรักษาพื้นที่ป่าไม้ให้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 33[4]

ดินและการใช้ที่ดิน

[แก้]

พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำการเกษตร ประมาณ 885,606 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 33 ของพื้นที่จังหวัด โดยกลุ่มดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงต่ำ และมีกลุ่มดินพื้นที่สูงและภูเขาซึ่งมีความลาดชันและไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกร้อยละ 35[4]

แหล่งน้ำ

[แก้]

แหล่งน้ำที่สำคัญที่สุดคือแม่น้ำโขง ซึ่งไหลผ่าน 3 อำเภอชายแดน (เมืองมุกดาหาร, หว้านใหญ่, ดอนตาล) และมีลำน้ำสาขาที่สำคัญ เช่น ห้วยมุก ห้วยบางทราย ห้วยบังอี่ และห้วยชะโนด ด้านการชลประทาน จังหวัดมีพื้นที่ชลประทานประมาณ 49,720 ไร่ โดยมีอ่างเก็บน้ำในจังหวัดจำนวน 21 แห่ง และประตูระบายน้ำ 2 แห่ง ปริมาณความจุของอ่างเก็บน้ำรวม 108.50 ล้านลูกบาศก์เมตร[4]

ขยะมูลฝอย

[แก้]

การจัดการขยะมูลฝอยของจังหวัดได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ล่าสุดในปี พ.ศ. 2566 ได้มีการผลักดันโครงการบริหารและจัดการขยะมูลฝอยชุมชนเพื่อผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้าระบบปิดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Waste to Energy) โดยเทศบาลเมืองมุกดาหารได้ร่วมมือกับภาคเอกชนในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะชุมชนขนาดกำลังการผลิต 8-9.9 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาขยะสะสมในพื้นที่และรองรับขยะมูลฝอยจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ในจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกสุขลักษณะ[4]

คุณภาพน้ำ

[แก้]

หมายเหตุ:ยังใช้ข้อมูลคุณภาพน้ำปี 2554 เนื่องจากไม่มีข้อมูลอัพเดท

จากการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำผิวดินแม่น้ำโขงอยู่ในประเภทที่ 3 (ดีถึงพอใช้) แต่ห้วยมุกและห้วยแข้ที่รับน้ำเสียจากชุมชนในเขตเทศบาลเมืองมีคุณภาพน้ำเสื่อมโทรม (ประเภทที่ 4–5) ค่า DO ต่ํากว่า 4 มก./ล., BOD เกิน 2 มก./ล., แบคทีเรียโคลิฟอร์มเกิน 4,000 MPN/100 มล.[4]

สาธารณูปโภค

[แก้]

การไฟฟ้า

[แก้]

สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดมุกดาหารได้ดำเนินการขยายเขตการติดตั้งไฟฟ้าให้สามารถใช้ได้อย่างทั่วถึงครอบคลุมทุกหมู่บ้านในจังหวัด โดยข้อมูลสถิติระบุว่า จังหวัดมุกดาหารมีจำนวนผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งสิ้น 109,331 ราย และมีการใช้กระแสไฟฟ้าภายในจังหวัดรวม 339.03 ล้านกิโลวัตต์/ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมพลังงานทดแทน เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมเป้าหมายขนาดใหญ่ในพื้นที่อำเภอนิคมคำสร้อย เพื่อผลักดันมุกดาหารสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะด้านพลังงาน (Smart Energy) [4]

การประปา

[แก้]

การให้บริการน้ำประปาดูแลโดยการประปาส่วนภูมิภาค สาขามุกดาหาร โดยอาศัยแหล่งน้ำดิบหลักจากแม่น้ำโขง ปัจจุบันมีเขตจำหน่ายน้ำประปาของการประปาส่วนภูมิภาคจำนวน 6 แห่ง มีผู้ใช้น้ำรวม 18,667 ราย และจำหน่ายน้ำให้แก่ผู้ใช้ในปริมาณทั้งสิ้น 4,739,509 ลูกบาศก์เมตรต่อปี ควบคู่ไปกับการยกระดับและปรับปรุงระบบประปาหมู่บ้านเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลมีน้ำสะอาดอุปโภคบริโภคอย่างทั่วถึง [4]

การสื่อสารและโทรคมนาคม

[แก้]

หมายเหตุ:ยังใช้ข้อมูลการสื่อสารและโทรคมนาคมปี 2554 เนื่องจากไม่มีข้อมูลอัพเดท

ไปรษณีย์โทรเลขในจังหวัดมี 33 แห่ง แยกตามอําเภอ: เมืองมุกดาหาร 19 แห่ง, คําชะอี 1 แห่ง, ดอนตาล 1 แห่ง, นิคมคําสร้อย 1 แห่ง, ดงหลวง 1 แห่ง, หว้านใหญ่ 1 แห่ง, หนองสูง 1 แห่ง รหัสไปรษณีย์ 49000 (เมือง), 49110 (คําชะอี), 49120 (ดอนตาล), 49130 (นิคมคําสร้อย), 49140 (ดงหลวง), 49150 (หว้านใหญ่), 49160 (หนองสูง)[4] โทรศัพท์: มีชุมสายโทรศัพท์ในทุกอําเภอ พร้อมระบบอินเทอร์เน็ต ADSL โดยรวมมีเลขหมายเต็ม 14,772 หมายเลข เปิดใช้งาน 9,617 หมายเลข พอร์ต ADSL เต็ม 5,248 พอร์ต ใช้งาน 3,843 พอร์ต[4]

หมายเหตุ

[แก้]
  1. 1 2 การเรียกชื่ออำเภอควรใช้ "อำเภอเมืองมุกดาหาร" ในช่วง พ.ศ. 2441–2459 และตั้งแต่ พ.ศ. 2525–ปัจจุบัน ส่วนช่วงระหว่าง พ.ศ. 2459–2525 ให้ใช้ชื่อ "อำเภอมุกดาหาร" กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศให้เปลี่ยนคำว่าเมือง เป็นจังหวัด ให้เหมือนกันหมดทั่วราชอาณาจักร ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2459
  2. จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏในหนังสือประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค จังหวัดมุกดาหาร หนังสือแบบเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ เก็บถาวร 2026-07-03 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน และเอกสารราชการของจังหวัดมุกดาหาร ได้ระบุตรงกันว่า เมืองมุกดาหารมีเจ้าเมืองในทำเนียบทั้งสิ้น 8 ท่าน ทั้งนี้แม้ว่าพระจันทร์สุริยวงษา (แสง) จะมิได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในตำแหน่ง “เจ้าเมือง” โดยตรง หากแต่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเป็น “ผู้ว่าราชเมือง” ก็ตาม แต่ตามแบบแผนของกระทรวงมหาดไทยก็ยังคงนับรวมพระจันทร์สุริยวงษา (แสง) ไว้ในลำดับเจ้าเมืองมุกดาหารด้วย
  3. ร.น. ย่อมาจาก ราชนาวี เป็นคำต่อท้ายชื่อของทหารเรือชั้นสัญญาบัตร (ตั้งแต่ยศเรือตรีขึ้นไป) เพื่อแสดงสังกัดอย่างเป็นทางการ
  4. 1 2 โรงพยาบาลเอกชนไม่ถูกจัดระดับตามเกณฑ์ A/S/M/F ของกระทรวงสาธารณสุข

อ้างอิง

[แก้]
  1. ศูนย์สารสนเทศเพื่อการบริหารและงานปกครอง กรมการปกครอง (13 มิถุนายน 2569). "ข้อมูลการปกครอง". กระทรวงมหาดไทย. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2006-06-13. สืบค้นเมื่อ 2016-06-13.
  2. กรมการปกครอง (13 มิถุนายน 2569). "ฐานข้อมูลราษฎรสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2569". กระทรวงมหาดไทย. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2025-02-24. สืบค้นเมื่อ 2025-06-13.
  3. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 "หนังสือที่นี่มุกดาหาร: จังหวัดมุกดาหาร" (PDF). เว็บไซต์จังหวัดมุกดาหาร. ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร. p. 19. สืบค้นเมื่อ 2026-05-17.
  4. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 ข้อมูลทั่วไปจังหวัดมุกดาหาร พ.ศ 2553 (PDF). จังหวัดมุกดาหาร. สืบค้นเมื่อ 2026-06-05.
  5. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 อัตลักษณ์เชิงเลขนศิลป์ 8 กลุ่มชาติพันธุ์ในแถบลุ่มแม่น้ําโขง กรณีศึกษาจังหวัดมุกดาหาร. "อัตลักษณ์เชิงเลขนศิลป์ 8 กลุ่มชาติพันธุ์ในแถบลุ่มแม่น้ําโขง กรณีศึกษาจังหวัดมุกดาหาร" (PDF).
  6. 1 2 ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 หนังสือแหล่งผลิตกลองมโหระทึก พิมพ์ขึ้นเนื่องในโอกาส ครบรอบ ๑๑๓ ปี แห่งการสถาปนากรมศิลปากร. แหล่งผลิตกลองมโหระทึกในประเทศไทยที่แหล่งโบราณคดีโนนหนองหอ อําเภอนิคมคําสร้อย จังหวัดมุกดาหาร (PDF).
  7. คุณนิภาภรณ์. nipapon ประวัติศาสตร์จังหวัดมุกดาหาร เขียนบน nipapon.wordpress.com เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ 2554
  8. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 ราชกิจจานุเบกษา (27 สิงหาคม 2525). "พระราชบัญญัติตั้งจังหวัดมุกดาหาร พ.ศ. ๒๕๒๕" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 99 (121): 14–17. สืบค้นเมื่อ 2026-05-17.
  9. 1 2 "เกี่ยวกับจังหวัด | สํานักงานธนารักษ์พื้นที่มุกดาหาร". ระบบจัดการเว็บไซต์ย่อยภาครัฐ. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2024-12-04. สืบค้นเมื่อ 2026-05-27.
  10. 1 2 สํานักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ. "รหัสลําดับและตัวย่อ ของจังหวัดเรียงตามอักขระวิธี" (PDF).
  11. 1 2 3 ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคจังหวัดมุกดาหาร. ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น: เมืองมุกดาหาร (PDF). เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-04-28. สืบค้นเมื่อ 2026-06-05.
  12. 1 2 3 "ประวัติและที่มา ทําไมจึงได้ชื่อว่า มุกดาหาร (จ.มุกดาหาร)". ทางอีศาน. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2025-04-29. สืบค้นเมื่อ 2026-06-03.
  13. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ (2512). เรื่องเที่ยวที่ต่าง ๆ ภาคที่ 4 (PDF). พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ รองอํามาตย์เอก หลวงพิทักษ์พนมเขตร์. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-06-03. สืบค้นเมื่อ 2026-06-03.
  14. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 "เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ร.ศ. 119 - 131 (พ.ศ. 2443 - 2455)". กรมศิลปากร. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-06-03. สืบค้นเมื่อ 2026-06-05.
  15. 1 2 3 4 5 6 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ (2026-06-01). "นิทานที่ ๑๗ เรื่องแม่น้ําโขง | นิทานโบราณคดี". vajirayana.org. สืบค้นเมื่อ 2026-06-07.
  16. Thailand, Sanook Online Ltd. "มุกดาหาร คือ…? (คืออะไร หมายถึง ความหมาย) - ถามตอบที่ Sanook! Guru". guru.sanook.com (ภาษาอังกฤษ). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-07-04. สืบค้นเมื่อ 2026-06-05.
  17. 1 2 3 4 5 6 7 8 กรมทรัพยากรธรณี. "บัญชีแหล่งซากดึกดําบรรพ์" (PDF). เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-05-25. สืบค้นเมื่อ 2026-05-25.
  18. 1 2 Pachara (2023-02-20). "ฮือฮา พบซากปลาดึกดําบรรพ์ ฉายาไดโนเสาร์มีชีวิต จ.มุกดาหาร อายุ 393 ล้านปี". Thaiger ข่าวไทย. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-07-04. สืบค้นเมื่อ 2026-05-25.
  19. 1 2 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (2550). ข้อมูลอุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ จังหวัดมุกดาหาร. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.
  20. 1 2 สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (7 ตุลาคม 2562). "เต่าทรงพระเจริญ (Basilochelys macrobios)". ระบบคลังข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย (TH-BIF). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-05-25. สืบค้นเมื่อ 2026-05-25.
  21. กรมศิลปากร (2542). วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดมุกดาหาร. คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอํานวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว.
  22. วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๑๑๙ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๖ น่า ๑๔๐. ราชกิจจานุเบกษาประกาศเปลี่ยนนามมณฑล และจัดระเบียบเมืองที่ได้รวบรวมไว้เข้าเป็นมณฑลเดียวกัน (PDF). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2012-01-27. สืบค้นเมื่อ 2026-06-02.
  23. "เฉลิมยศ แสนวิเศษ". วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2025-10-12. สืบค้นเมื่อ 2026-06-26.
  24. กระทรวงมหาดไทย, ประวัติกระทรวงมหาดไทย ส่วนภูมิภาค จังหวัดมุกดาหาร. "MOI Library". library.moi.go.th. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-07-03. สืบค้นเมื่อ 2026-07-06.
  25. ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนคําว่าเมืองเรียกว่าจังหวัด ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2459 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 28 พฤษภาคม 2459) (PDF).
  26. คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ (2544). ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น: เมืองมุกดาหาร. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร.
  27. "ประวัติเมืองมุกดาหารและจังหวัดมุกดาหาร สํานักงานจังหวัดมุกดาหาร". www.mukdahan.go.th. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2022-06-19. สืบค้นเมื่อ 2026-06-02.
  28. สมเด็จพระกนิษฐานธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ําห้วยบางทรายตอนบนอันเนื่องมาจากพระราชดําริ ตําบลกกตูม อําเภอดงหลวง และตําบลบ้านค้อ อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 สํานักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร
  29. "สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดอาคารสํานักงานเหล่ากาชาดจังหวัดมุกดาหารหลังใหม่". TBN connext. 18 เมษายน 2568.
  30. "ภูผาซาน". ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม. 2016-03-31.
  31. เทศบาลตําบลนาสีนวน อําเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร. "อุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ". nasrinuan.go.th. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-07-04. สืบค้นเมื่อ 2026-06-03.
  32. สํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ. รายงานฉบับสมบูรณ์ รายงานการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) สําหรับแผนหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําในพื้นที่ลุ่มน้ําโขงตะวันออกเฉียงเหนือ (PDF).
  33. ปรเมศร์ อมาตยกุล และ เทวินทร์ โจมทา (2557). "อุตุนิยมวิทยาน่ารู้เพื่อการเกษตรจังหวัดมุกดาหาร" (PDF). กรมอุตุนิยมวิทยา. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2022-08-03. สืบค้นเมื่อ 2026-06-05.
  34. "ค่าปกติภูมิอากาศของสถานีอุตุนิยมวิทยา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่าง พ.ศ. 2524-2553". กรมอุตุนิยมวิทยา. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-08-06. สืบค้นเมื่อ 2026-06-05.
  35. สํานักงานสถิติแห่งชาติ (2563). สํามะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2563: รายงานเชิงวิเคราะห์การขยายตัวของความเป็นเมือง (Urbanization) จังหวัดมุกดาหาร. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม.
  36. "สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร". กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2025-02-24. สืบค้นเมื่อ 2026-06-05.
  37. 1 2 โคราชในอดีต ประวัติพระยากําแหงสงคราม (จัน อินทรกําแหง)
  38. "แจ้งความกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ให้นายอําเภอมุกดาหาร รับราชการ" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 30: 1222. 14 กันยายน 2456.
  39. "รองอํามาตย์เอก หลวงวิวิธสุรการ (ถวิล เจียรมานพ)". สารสนเทศท้องถิ่นนครราชสีมา. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2025-12-15. สืบค้นเมื่อ 2026-06-05.
  40. "โรงเรียนบ้านดงมอน - ประวัติโรงเรียนบ้านดงมอน". sites.google.com. สืบค้นเมื่อ 2026-06-13.
  41. "แจ้งความกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ย้ายข้าราชการ" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 56: 303. 1 พฤษภาคม 2482. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2024-11-05. สืบค้นเมื่อ 2026-06-13.
  42. 1 2 3 ทำเนียบนายด่านศุลกากรมุกดาหาร
  43. 1 2 ภวัครพันธุ์, นิติ (2022-05-08). "'มรณสักขีแห่งสองคอน' กับความหวาดระแวงของรัฐไทย". The 101 World (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2026-05-27.
  44. 1 2 วิทยานิพนธ์ระดับมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย วีรภัทร ผิวผ่อง. ""จากผู้พลัดถิ่น สู่ 'ญวนอพยพ': ชีวิตของชาวเวียดนามในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศไทย ค.ศ. 1945 – 1976
  45. ประวัติโรงเรียนมุกดาลัย. "แผนพัฒนาการจัดการศึกษา 5 ปี โรงเรียนมุกดาลัย" (PDF).
  46. 1 2 "วารสารข้าราชการ ปีที่ 5 ฉบับที่ 12 พ.ศ. 2503" (PDF). วารสารข้าราชการ. สํานักงานข้าราชการพลเรือน. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-06-09. สืบค้นเมื่อ 2026-06-04.
  47. "เดลินิวส์ หัวข้อข่าวพวกผู้ก่อการร้ายยิงนายอําเภอ" (PDF). เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-07-04. สืบค้นเมื่อ 2026-06-13.
  48. "การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดในประเทศไทย พ.ศ. 2556". วิกิพีเดีย. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-04-12. สืบค้นเมื่อ 2026-05-24.
  49. "พ.ต.ท.จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ นายก อบจ.มุกดาหาร คนใหม่ รับใบประกาศผลการเลือกตั้ง". สํานักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร. 8 กุมภาพันธ์ 2564. สืบค้นเมื่อ 2026-05-24.
  50. "มุกดาหาร ผลคะแนนเลือกตั้งนายก อบจ. วีระพงษ์ ทองผา ชนะ 2 พรรคใหญ่ ขาดลอย". 77kaoded ผ่าน LINE TODAY. 3 กุมภาพันธ์ 2568. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-07-04. สืบค้นเมื่อ 2026-05-24.
  51. "ข้อมูลผู้บริหารและหัวหน้าส่วนราชการ". องค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2024-10-04. สืบค้นเมื่อ 2026-05-24.
  52. "สัญลักษณ์ประจําจังหวัด". เว็บไซต์จังหวัดมุกดาหาร. ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-04-19. สืบค้นเมื่อ 2026-05-13.
  53. สํานักงานธนารักษ์พื้นที่มุกดาหาร. "เกี่ยวกับจังหวัดมุกดาหาร". ระบบจัดการเว็บไซต์ย่อยภาครัฐ. สืบค้นเมื่อ 2026-05-17.
  54. สํานักงานราชบัณฑิตยสภา. คําขวัญประจําจังหวัดและต้นไม้ประจําจังหวัด. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2024-09-19. สืบค้นเมื่อ 2026-06-03.
  55. 1 2 "ไม้มงคลพระราชทานประจําจังหวัดมุกดาหาร : ช้างน้าว – ส่วนผลิตกล้าไม้". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2025-06-17. สืบค้นเมื่อ 2026-06-03.
  56. "รายงานการประชุมกรมการจังหวัดมุกดาหาร ครั้งที่ 9/2562" (PDF). จังหวัดมุกดาหาร. 26 กันยายน 2562. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2022-07-22. สืบค้นเมื่อ 2026-06-05.
  57. "รู้หรือยัง? ไทยมี "สัตว์น้ําประจําจังหวัด" ครบ 77 จังหวัด จังหวัดคุณคือสัตว์อะไร?". www.sanook.com/campus. 2026-05-29. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-05-30. สืบค้นเมื่อ 2026-06-03.
  58. 1 2 "ผ้าไหมมัดหมี่ลายแก้วมุกดา". หม่อนไหม. 2014-02-25. สืบค้นเมื่อ 2026-07-16.
  59. "ฐานข้อมูลคำขวัญประจำจังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เก็บรวบรวมเมื่อ พ.ศ 2545". www.thaigoodview.com. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-07-03. สืบค้นเมื่อ 2026-07-03.
  60. สํานักงานจังหวัดมุกดาหาร กลุ่มงานอํานวยการ จังหวัดมุกดาหาร, ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร ถนนวิวิธสุรการ มห 49000 (16 มีนาคม 2563). "ประกาศจังหวัดมุกดาหาร ที่ มห 001.3 / ว1913 เรื่อง ผลการตัดสินการประกวดคําขวัญจังหวัดมุกดาหาร ลงวันที่ 16 มีนาคม 2563" (PDF). ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2022-06-29. สืบค้นเมื่อ 2026-05-17.
  61. จังหวัดมุกดาหาร. "ประกาศจังหวัดมุกดาหาร เรื่องผลการตัดสินการประกวดคําขวัญจังหวัดมุกดาหาร ฉบับ ลงวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ 2563" (PDF). เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2022-06-29. สืบค้นเมื่อ 2026-05-28.
  62. "คนมุกดาหารวิจารณ์เดือด หลังจังหวัดเสนอเปลี่ยนคําขวัญ ชี้ทิ้งอัตลักษณ์ ไม่ถาม ปชช". มติชนออนไลน์. 31 สิงหาคม 2565. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-05-19. สืบค้นเมื่อ 2022-09-01.
  63. 1 2 3 4 หนังสืออนุสรณ์ 250 ปี เมืองมุกดาหาร เก็บถาวร 2026-02-12 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 จัดทำขึ้นโดยจังหวัดมุกดาหาร เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปี ของการก่อตั้งเมืองมุกดาหาร
  64. "สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร". กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2025-02-24. สืบค้นเมื่อ 2026-06-05.
  65. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 nipapon (2011-01-26). "ประวัติ จ.มุกดาหาร". nipapon. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-07-12. สืบค้นเมื่อ 2026-05-25.
  66. สุรจิตต์ จันทรสาขา. "หนังสือรวมเผ่าไทมุกดาหาร". กรมศิลปากร. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-07-04. สืบค้นเมื่อ 2026-05-27.
  67. "คนไทยเชื้อญวนในมุกดาหาร สืบสานประเพณีบรรพบุรุษ". mgronline.com. 2011-02-20. สืบค้นเมื่อ 2026-05-30.
  68. "ตรุษจีนมุก 6 | Mukdahan Indochina Fest 2026". mukdahan.prd.go.th. สืบค้นเมื่อ 2026-05-30.
  69. "เที่ยวมุกสุขทั้งปี "ตรุษจีนมุก#๒" แสดงวิถีชีวิตของชาวไทย-จีน-เวียดนาม ส่งเสริมประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวจังหวัดมุกดาหาร – จังหวัดมุกดาหาร". m.mukdahan.go.th. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2023-11-28. สืบค้นเมื่อ 2026-05-30.
  70. "บุญราศีทั้ง 7 แห่งประเทศไทย". www.catholic.or.th. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-07-04. สืบค้นเมื่อ 2026-05-25.
  71. MuslimThaiPost (2019-12-04). "ประวัติมัสยิดกลางจังหวัดมุกดาหาร MUSLIMTHAIPOST". muslimthaipost.com. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-07-04. สืบค้นเมื่อ 2026-05-25.
  72. 1 2 "สํานักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับจังหวัดมุกดาหาร จับมือภาคเอกชน กลุ่ม MUK Street Art ส่งเสริมเทศกาลศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยลุ่มแม่น้ําโขง ในงาน Muk Street Art & Exhibition # 2". OCAC (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2026-05-25.
  73. "ศูนย์กลางข้อมูลทางวัฒนธรรม ภาษาโซ่ อําเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร".
  74. สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (4 กันยายน 2560). "บทความเรื่อง"ดัชนีความก้าวหน้าของคน ปี 2560: เครื่องมือวัดความก้าวหน้าของคนในระดับจังหวัด"" (PDF).
  75. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย (2560). รายงานศักยภาพเศรษฐกิจและเส้นทาง EWEC มุกดาหาร-สะหวันนะเขต-ดานัง. คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ.
  76. 1 2 "แผนบูรณาการความร่วมมือในการเชื่อมโยงเรื่องราวแหล่งท่องเที่ยวริมแม่น้ำโขง ในจังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี" (PDF). กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-07-04. สืบค้นเมื่อ 2026-06-05.
  77. กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (2564). ข่าวกรมการค้าต่างประเทศ การค้าผ่านแดนปี 2568 สูงเป็นประวัติการณ์กว่า 1.04 ล้านล้านบาท บวก 24.4% ดึงยอดรวมการค้าชายแดนและผ่านแดนขยายตัว 6.7% ทะลุ 1.93 ล้านล้านบาท (Report). ขอนแก่น: กระทรวงพาณิชย์. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-07-04. สืบค้นเมื่อ 2026-06-27.
  78. 1 2 คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ. "ประกาศ กนพ. ที่ 1/2558 เรื่อง กำหนดพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจฉบับลงวันที่ 19 มกราคม 2558".
  79. สำนักยุทธศาสตร์และการวางแผนพัฒนาพื้นที่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. "การพัฒนาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ชายแดนเป้าหมายทั้ง 10 แห่ง" (PDF). เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-07-04. สืบค้นเมื่อ 2026-05-30.
  80. คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (The Board of Investment of Thailand) BOI. "เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน 10 จังหวัด (SEZ)". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-07-04. สืบค้นเมื่อ 2026-05-30.
  81. "เขตเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร – จังหวัดมุกดาหาร". m.mukdahan.go.th. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-07-04. สืบค้นเมื่อ 2026-05-30.
  82. "การลงพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหารและนครพนม - สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ". 2026-01-20. สืบค้นเมื่อ 2026-05-30.
  83. "NBT CONNEXT - คณะสมาชิกวุฒิสภาลงพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเป็นประตูการค้าสู่อินโดจีน". thainews.prd.go.th. สืบค้นเมื่อ 2026-05-30.
  84. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันเอเชียศึกษา (2558). ศักยภาพ และโอกาสการพัฒนาจังหวัดมุกดาหาร (PDF). กรุงเทพฯ: สำนักงานวิทยาทรัพยากรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  85. มิ่งขวัญ บุณยวดี (2554). การศึกษาเชิงเปรียบเทียบการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนไทย-ลาว: ศูนย์กลางการค้าจังหวัดมุกดาหาร (PDF). สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.).
  86. ด่านศุลกากรมุกดาหาร. (2569). ข้อมูลทั่วไป เก็บถาวร 2026-06-24 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. สืบค้นเมือวันที่ 24 มิถุนายน 2569
  87. ด่านศุลกากรมุกดาหาร. (2568). รายงานสถิติการนำเข้า–ส่งออก–ผ่านแดน เก็บถาวร 2026-06-24 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. สืบค้นเมือวันที่ 24 มิถุนายน 2569
  88. ข้อมูลจากระบบ e-Customs กรมศุลกากร เก็บถาวร 2026-06-24 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน ด่านศุลกากรมุกดาหาร (2568).
  89. ศูนย์ส่งเสริมการค้าชายแดนไทย–สปป.ลาว จังหวัดมุกดาหาร. (2568). มูลค่าการนำเข้า–ส่งออก ด่านศุลกากรมุกดาหาร ประจำเดือนพฤษภาคม 2568. เก็บถาวร 2026-06-24 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน สืบค้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569
  90. Khaosod English. (2026, March 29). Mukdahan customs seize 60,000 counterfeit luxury items worth over 40 million baht. เก็บถาวร 2026-06-24 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  91. รายงานการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเขต SEZ มุกดาหาร, สำนักงานสภาพัฒน์ฯ (2569).
  92. 1 2 3 4 สถิติการนำเข้า–ส่งออกผ่านด่านศุลกากรมุกดาหาร ฐานข้อมูลสถิติการค้าระหว่างประเทศ(IMTS) 2INT010 , ระบบ CIS (Customs Information System) กรมศุลกากร เข้าถึงได้จาก สถิติการนำเข้า-ส่งออก-ผ่านแดน เก็บถาวร 2026-05-20 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน สืบค้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569
  93. ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) (2565). รายงานสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: โฟกัสเมืองชายแดนเขตเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร (Report). ธนาคารอาคารสงเคราะห์.
  94. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (2562). คู่มือท่องเที่ยวเที่ยวเมืองรอง: มุกดาหาร นครพนม สกลนคร (PDF). กรุงเทพฯ: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย.
  95. "Kick off "มุกดาหารสนามบินน้องใหม่ลำดับที่ 30". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2025-06-17. สืบค้นเมื่อ 2026-07-11.
  96. กองยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด สำนักงานจังหวัดมุกดาหาร (12 พฤศจิกายน 2562). "ประกาศจังหวัดมุกดาหาร เรื่อง เขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะจังหวัดมุกดาหาร" (PDF). ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2022-07-07. สืบค้นเมื่อ 2026-05-30.
  97. "ผู้ว่าฯมุกดาหารชูแนวคิดการพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในเวที การประชุมการเจรจาระเบียงแม่น้ำโขงครั้ง1 – จังหวัดมุกดาหาร". m.mukdahan.go.th. สืบค้นเมื่อ 2026-05-30.
  98. "แผนส่งเสริมเมืองอัจฉริยะจังหวัดมุกดาหาร (Smart City Mukdahan)". จังหวัดมุกดาหาร และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2022-08-18. สืบค้นเมื่อ 2026-05-16.
  99. โครงการทุ่งกังหันลม ร่มเกล้า วินด์ฟาร์ม ตำบลร่มเกล้า อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร (PDF). องค์การบริหารส่วนตำบลร่มเกล้า. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-07-04. สืบค้นเมื่อ 2026-05-30.
  100. ผู้ประสงค์ขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตไฟฟ้า บมจ. ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์. "โครงการบริหารและจัดการขยะมูลฝอยชุมชนเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยระบบปิดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองมุกดาหาร" (PDF). สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.). เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-07-04. สืบค้นเมื่อ 2026-05-30.
  101. 1 2 3 ข้อมูลพื้นฐานของจังหวัดมุกดาหาร เก็บถาวร 2025-11-13 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน ที่มา: สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดมุกดาหาร (ข้อมูล ณ วันที่ 9 กรกฎาคม 2568)
  102. วัฒนา สุกัณศีล (2560). "การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนของประเทศไทย: สถานการณ์ ความเป็นไปได้ และข้อจํากัด" (PDF). วารสารสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา. ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. 36 (1): 28–29, 33, 37, 44, 50. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-06-20. สืบค้นเมื่อ 2026-05-17.
  103. เก็บถาวร 2026-07-04 ที่ เวย์แบ็กแมชชีนจุฬาลงกรมหาวิทยาลัย (2562). โครงการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub-region - GMS) โครงการพัฒนาพื้นที่แนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) (PDF). วิทยานิพนธ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Report). Vol. 15. pp. 34–50.
  104. เทศบาลเมืองมุกดาหาร (2564). แผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ. 2566 - 2570) เทศบาลเมืองมุกดาหาร (PDF). กองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองมุกดาหาร. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-07-04. สืบค้นเมื่อ 2026-05-27.
  105. สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) (2557). การวิจัย โครงการ การพัฒนากลไกการจัดการแรงงานเพื่อการขับเคลื่อนนโยบายด้านแรงงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.มุกดาหาร (PDF). เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-07-04. สืบค้นเมื่อ 2026-05-27.
  106. จังหวัดมุกดาหาร (2564). จังหวัดมุกดาหาร เอกสารประกอบการชี้แจง เสนอต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 วุฒิสภา (PDF). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2022-06-29. สืบค้นเมื่อ 2026-05-16.
  107. สุจิตรตรา ฤทธิ์สกุลชัย (2562). "การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน: กรณีศึกษา อําเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร". วารสารช่อพะยอม. 30 (2). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-05-17. สืบค้นเมื่อ 2026-05-17.
  108. จังหวัดมุกดาหาร (2565). แผนพัฒนาจังหวัดมุกดาหาร (พ.ศ. 2566 - 2570) (PDF). กลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด สํานักงานจังหวัดมุกดาหาร. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2022-07-22. สืบค้นเมื่อ 2026-05-17.
  109. จังหวัดมุกดาหาร (2566). บรรยายสรุปจังหวัดมุกดาหาร ประจําปี 2566. สํานักงานจังหวัดมุกดาหาร. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-05-19. สืบค้นเมื่อ 2026-05-17.
  110. 1 2 นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร. "พร้อม ! เปิดรับนักศึกษา รุ่นแรก 4 หลักสูตร ป.ตรี เพื่อลูกหลานชาวมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร จับมือ มทร.ธัญบุรี เปิดหลักสูตรปริญญาตรี 4 สาขาวิชา สร้างโอกาสทางการศึกษา สําหรับชาวมุกดาหาร ในปี 2567 นี้". สํานักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร.
  111. "ม.อุบลราชธานี วิทยาเขตมุกดาหาร พร้อมวางศิลาฤกษ์ 21 ธันวาคม นี้". www.sanook.com/news. 2009-12-12. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-07-04. สืบค้นเมื่อ 2026-05-30.
  112. "มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี วิทยาเขตมุกดาหาร". มหาวิทยาลัยไทย (ภาษาอังกฤษ). 2013-02-02. สืบค้นเมื่อ 2026-05-30.
  113. "ข้อบังคับมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ว่าด้วยการบริหารวิทยาเขต พ.ศ ๒๕๕๑" (PDF).
  114. 1 2 3 4 5 6 7 8 สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร. Annual Report 2025: Mukdahan Provincial Public Health Office รายงานประจําปี พ.ศ. 2568. "Last2.04.69Annual Report 2025 MDO.pdf". สืบค้นเมื่อ 2026-06-20.
  115. "ปลัดสธ. เซ็นโยกย้าย 'ผอ.รพ.ศูนย์/รพ.ทั่วไป" ทั่วประเทศ มีผล 15 ต.ค.68". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2025-10-15. สืบค้นเมื่อ 2026-07-11.
  116. 1 2 "สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร". BusOnlineTicket Thailand. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-06-24. สืบค้นเมื่อ 2026-06-24.
  117. "เดินเรือข้ามฟาก จ.มุกดาหารเฮระดับแม่น้ำโขงเพิ่มขึ้น". mgronline.com. 2016-03-20. สืบค้นเมื่อ 2026-07-14.
  118. สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร. ชาวมุกดาหารมีเฮ! ผู้ว่าฯ มุกดาหาร ยืนยัน สนามบินมุกดาหารเดินหน้าสร้างต่อ มติ ครม.ให้เร่งรัดไม่ใช่ยกเลิก พร้อมแจง ครม.ไฟเขียวงบมุกดาหาร 100 ล้านบาท. 30/04/2568
  119. จิราสิต, จิรา. "เลิกสร้าง "สนามบินมุกดาหาร"ตรวจสอบสถานะติดEIAต้องแก้ไขเพียบถ้า "คมนาคม-รัฐบาล"ไม่เอาไม่เกิด". เดลินิวส์. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-06-23. สืบค้นเมื่อ 2026-06-23.
  120. Limited, Bangkok Post Public Company. "Mukdahan airport to be regional hub". Bangkok Post. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-12-01. สืบค้นเมื่อ 2021-12-01.
  121. 1 2 จิราสิต, จิรา. "เลิกสร้าง "สนามบินมุกดาหาร"ตรวจสอบสถานะติดEIAต้องแก้ไขเพียบถ้า "คมนาคม-รัฐบาล"ไม่เอาไม่เกิด". เดลินิวส์. สืบค้นเมื่อ 2026-06-23.
  122. 1 2 สํานักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร. ชาวมุกดาหารมีเฮ! ผู้ว่าฯ มุกดาหาร ยืนยัน สนามบินมุกดาหารเดินหน้าสร้างต่อ มติ ครม.ให้เร่งรัดไม่ใช่ยกเลิก พร้อมแจง ครม.ไฟเขียวงบมุกดาหาร 100 ล้านบาท. 30/04/2568
  123. "NBT CONNEXT - กรอ.จังหวัดมุกดาหารติดตามความคืบหน้าการสร้างทางรถไฟและสนามบินมุกดาหาร". thainews.prd.go.th. สืบค้นเมื่อ 2026-06-23.
  124. "เวนคืนล่าช้า! รฟท.ขยายเวลา "กลุ่มเอเอส-ช.ทวี" สร้างทางคู่ "บ้านไผ่-นครพนม" สัญญา 1 อีก 983 วัน". mgronline.com. 2026-06-02. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-06-24. สืบค้นเมื่อ 2026-06-24.
  125. "มุกดาหารเปิดอนุสาวรีย์และหอเกียรติยศ "พลตรีธวัชชัย บุสภา (จ่าโต๋)" เชิดชูวีรกรรมทหารกล้าเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่อนุชนรุ่นหลัง".
  126. pskhun (14 ตุลาคม 2559). "Basilochelys macrobios: A New Basal Turtle from the Early Cretaceous of Thailand". NovaTaxa. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-05-25. สืบค้นเมื่อ 2026-05-25.
  127. "งานบุญข้าวยาคู บูชาพระบรมสารีริกธาตุ ประจําปี 2567 ณ วัดป่าศิลาวิเวก – จังหวัดมุกดาหาร". m.mukdahan.go.th. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-05-25. สืบค้นเมื่อ 2026-05-25.
  128. "จังหวัดมุกดาหาร จัดพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองมุกดาหาร ก่อนเปิดงานกาชาดและงานของดีจังหวัดมุกดาหาร ประจําปี 2566 – จังหวัดมุกดาหาร". m.mukdahan.go.th. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-07-04. สืบค้นเมื่อ 2026-05-31.
  129. 1 2 "จังหวัดมุกดาหาร". www.mukdahan.go.th. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2022-08-09. สืบค้นเมื่อ 2026-05-25.
  130. 1 2 3 4 5 สํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดมุกดาหาร กระทรวงวัฒนธรรม. ศิลปวัฒนธรรมและประเพณี มุกดาหาร (PDF). เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2022-06-19. สืบค้นเมื่อ 2026-05-26.
  131. "เทศกาลแห่ดาว วัดสองคอน – จังหวัดมุกดาหาร". m.mukdahan.go.th. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-05-25. สืบค้นเมื่อ 2026-05-25.
  132. กระจู้ เป็นภาษาถิ่นของจังหวัดมุกดาหาร หมายถึง กระทงที่ทําจากกะลามะพร้าว
  133. "NBT CONNEXT - มุกดาหารจัดพิธีบวงสรวงใหญ่และสรงน้ํา "พระธาตุภูมโนรมย์" เสริมสิริมงคล สืบสานประเพณีรับปีใหม่ไทย 2569". thainews.prd.go.th. สืบค้นเมื่อ 2026-05-25.
  134. "จังหวัดมุกดาหารจัดงานประเพณีบรูไฮ ไทโซ่ อําเภอดงหลวง ประจําปี พ.ศ. 2567 ขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ อัตลักษณ์ชนเผ่าพื้นเมือง – จังหวัดมุกดาหาร". m.mukdahan.go.th. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-07-04. สืบค้นเมื่อ 2026-05-27.
  135. มณีวงษ์, ธีรศักดิ์ (2024-04-03). "ลําผญาดอนตาล จากหมอลําคําสอนภาษิต สู่มหรสพยอดฮิต "หมอลําผญาซิ่ง"". เดอะอีสานเรคคอร์ด. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-07-04. สืบค้นเมื่อ 2026-05-31.
  136. ประกาศจังหวัดมุกดาหาร เรื่อง รายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจังหวัดมุกดาหาร ประจําปี พ.ศ. ๒๕๖๙ จํานวน ๑ รายการ ได้แก่ ลําผญา ประเภทศิลปะการแสดง
  137. สารสนเทศท้องถิ่นอีสาน ศุภลักษณ์ มาคูณตน. "การศึกษาอัตลักษณ์ผ้าทอโบราณชนเผ่าจังหวัดมุกดาหาร" (PDF).
  138. สํานักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร กรมประชาสัมพันธ์. "จังหวัดมุกดาหารคัดเลือกเมนูอาหารถิ่นของจังหวัด จาก 10 เมนู เหลือ 5 เมนู ยกระดับอาหารถิ่น สู่มรดกทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทย เพื่อให้ประชาชนคัดเลือก" 1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น"".
  139. สํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดมุกดาหาร กระทรวงวัฒนธรรม. "ประกาศจังหวัดมุกดาหาร เรื่อง ผลการคัดเลือกเมนูอาหารถิ่นของจังหวัดมุกดาหาร "รสชาติ...ที่หายไป The Lost Taste ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙".
  140. admin (2025-05-16). "รู้จักมุกดาหารผ่าน อาหาร ตอนที่ 1". The City Leaders (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-07-04. สืบค้นเมื่อ 2026-05-31.
  141. สํานักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร, "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในพิธี...", 26 กรกฎาคม 2568
  142. "สํานักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมุกดาหาร ร่วมพิธีพระราชทานเพลิงสรีระสังขาร พระเดชพระคุณ พระราชมุกดาหารคณี(ยอด ยสชาโต) อดีตเจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีมงคลใต้ พระอารามหลวง และอดีตเจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง". mdh.onab.go.th. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2023-12-17. สืบค้นเมื่อ 2026-06-21.
  143. สํานักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมุกดาหาร, งานวันบูรพาจารย์มุทิตาสักการะอายุวัฒนมงคล พระราชรัตนโมลี (สมยง กตปุญฺโญ), 8 มกราคม 2567
  144. สนุก.คอม, "มาแรง! เปียโน นุชรียา ทายาทหมอลํา 'นิว มุกดา'" เก็บถาวร 2026-06-20 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, 30 พฤษภาคม 2566
  145. ประวัติไอดิน อภินันท์ เก็บถาวร 2026-06-20 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, momayphaiclub.blogspot.com
  146. องค์การบริหารส่วนตําบลหนองแวง, ข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นตําบลหนองแวง, หน้า 4 เก็บถาวร 2022-08-09 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  147. เดลินิวส์, "'มุกดาหาร' ยืนหนึ่งกีฬาเรือพายกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 39", 1 เมษายน 2567 เก็บถาวร 2026-07-04 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  148. "สำนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหาร - สำนักงานอัยการสูงสุด". สำนักงานในสังกัดสำนักงานอัยการสูงสุดภาค 4. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2023-12-03. สืบค้นเมื่อ 2026-06-26.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]

16°32′N 104°43′E / 16.54°N 104.72°E / 16.54; 104.72