การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2231

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
การปฏิวัติสยาม พ.ศ.2231
Siege of Bangkok 1688.jpg
การล้อมป้อมปราการของฝรั่งเศสโดยกองกำลังปฏิวัติ นำโดยพระเพทราชา พ.ศ. 2231
วันที่ พ.ศ.2231
สถานที่ สยาม
ผลลัพธ์ ก่อตั้ง ราชวงศ์บ้านพลูหลวง

การขับไล่กองกำลังฝรั่งเศสจากกรุงเทพฯ

คู่ขัดแย้ง
Flag of Thailand (Ayutthaya period).svg พระเพทราชา และเหล่าขุนนางของสยาม
สนับสนุนโดย
VOC-Amsterdam.svg บริษัทอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์
Flag of Thailand (Ayutthaya period).svg ราชวงศ์ปราสาททอง
Pavillon royal de la France.svg ฝรั่งเศส
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
พระเพทราชา
หลวงสรศักดิ์
สมเด็จพระนารายณ์

เจ้าพระยาวิชเยนทร์ โทษประหารชีวิต
นายพลเดส์ฟาร์จ

Mr de Vertesalle
เชอวาเลียร์ เดอ โบเรการ์ด  (เชลย)

การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2231 เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ อาณาจักรอยุธยา เมื่อสมเด็จพระเพทราชา หนึ่งในที่ปรึกษาทางการทหารที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชไว้วางพระราชหฤทัย โดยถือโอกาสในช่วงที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชกำลังประชวรหนักจับ พระปีย์ หนึ่งในผู้มีสิทธิ์สืบราชบัลลังก์สำเร็จโทษพร้อมกับประหารชีวิตขุนนางคนสนิทของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช คอนสแตนติน ฟอลคอน หรือ เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ นอกจากนี้สมเด็จพระเพทราชายังได้อภิเษกกับ กรมหลวงโยธาเทพ หรือ เจ้าฟ้าสุดาวดี พระราชธิดาพระองค์เดียวในสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นพระอัครมเหสีฝ่ายซ้ายเมื่อขึ้นสืบราชบัลลังก์ สมเด็จพระเพทราชาพยายามขับไล่กองทหารฝรั่งเศสออกจากสยามซึ่งหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญนี้คือ การล้อมบางกอก กองทัพสยามจำนวนหลายหมื่นคนใช้เวลาสี่เดือนในการล้อมป้อมปราการของฝรั่งเศสภายในเมือง อันเป็นผลมาจากการปฏิวัติสยาม ในสมัยนั้นสยามเกือบจะตัดความสัมพันธ์ทั้งหมดกับตะวันตกจนกระทั่งได้รับการรื้อฟื้นในศตวรรษที่ 19

นโยบายการต่างประเทศของพระนารายณ์[แก้]

ภาพวาดสมเด็จพระนารายณ์แห่งสยามของชาวฝรั่งเศส

รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้เห็นการขยายตัวของภารกิจทางการทูตไปยังประเทศมหาอำนาจตะวันตกอย่างเด่นชัดคือฝรั่งเศส อังกฤษและวาติกัน คณะฑูตได้ถูกส่งและรับจากเปอร์เซีย อินเดีย และจีนตลอดจนประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ อีกสิ่งที่เด่นชัดในระหว่างการครองราชย์ของพระนารายณ์คืออิทธิพลของชาวต่างชาติที่เกิดขึ้นที่ศาลไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีอำนาจมากของเจ้าพระยาวิชเยนทร์นักผจญภัยชาวกรีกที่ดำรงตำแหน่งเทียบเท่านายกรัฐมนตรีในสมัยก่อน

พระนารายณ์พยายามเจริญสัมพันธไมตรีโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับฝรั่งเศส เมื่อเทียบกับจักรวรรดิโปรตุเกสและจักรวรรดิดัตช์ จากคำแนะนำของเจ้าพระยาวิชเยนทร์[1] สถานเอกอัครราชทูตหลายแห่งได้แลกเปลี่ยนกันทั้งสองฝ่าย[2][3]

ชาตินิยมกลียุค[แก้]

ฝรั่งเศสพยายามจะชักจูงให้พระนาราณ์เข้ารีตในนิกายโรมันคาทอลิกและเพื่อสร้างกองกำลังในพื้นที่สยาม เมื่อได้รับอนุญาตจากพระนารายณ์ป้อมปราการที่มีกองกำลังฝรั่งเศสและอยู่ภายใต้การควบคุมของฝรั่งเศสได้สร้างขึ้นที่เมืองเมิร์อุยและบางกอก เพื่อยืนยันสนธิสัญญาทางการค้าในปี พ.ศ. 2228 ให้เป็นอุปสรรคต่ออิทธิพลของชาวดัตช์ในภูมิภาคนี้และช่วยต่อต้านการปล้นสะดมทางทะเล[4] การปลดประจำการทหารฝรั่งเศสนี้นำไปสู่ขบวนการชาตินิยมอย่างเข้มแข็งในสยาม เมื่อถึงปี พ.ศ. 2231 ความรู้สึกต่อต้านต่างชาติซึ่งส่วนใหญ่มุ่งไปที่ฝรั่งเศสและเจ้าพระยาวิชเยนทร์ขึ่นสู่จุดสูงสุด บรรดาขุนนางชาวสยามต่างไม่พอใจการปกครองของเจ้าพระยาวิชเยนทร์รวมทั้งภรรยาชาวโปรตุเกส-ญี่ปุ่นและวิถีชีวิตแบบยุโรป ในขณะที่พระสงฆ์ชาวพุทธรู้สึกไม่สบายใจกับความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของนิกายเยซูอิตของฝรั่งเศส

พวกข้าราชบริพารในที่สุดก็รวมตัวกันเป็นฝ่ายต่อต้านต่างชาติ ชาวต่างชาติที่มาอยู่ก่อนตั้งแต่สมัยต้นกรุงศรีอยุธยา ก่อนชาวฝรั่งเศสโดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรเตสแตนท์ชาวดัตช์และอังกฤษ รวมถึงชาวมุสลิมเปอร์เซีย ก็ไม่พอใจกับอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นของชาวฝรั่งเศสคาทอลิก กลุ่มคาทอลิกอื่น ๆ เช่นโปรตุเกสก็มีเหตุผลที่จะไม่พอใจการปรากฏตัวของฝรั่งเศส เห็นว่าเป็นการละเมิดสนธิสัญญาทอร์เดสซิลลาส อิทธิพลของฝรั่งเศสที่เพิ่มขึ้นไม่เพียงเพิ่มการแข่งขัน แต่ก็เป็นการเตือนโปรตุเกสถึงอิทธิพลที่ลดลง

เมื่อพระนารายณ์ทรงพระประชวรหนักในเดือนมีนาคมปี พ.ศ. 2231 และผู้สมรู้ร่วมคิดก็พลิกโฉลกให้เข้ายึดอำนาจ ในเดือนเมษายนเจ้าพระยาวิชเยนทร์ขอความช่วยเหลือทางทหารจากฝรั่งเศสเพื่อต่อต้านแผนการนี้ นายพลเดส์ฟาร์จนำทหาร 80 นายและนายทหารอีก10 นาย ออกจากบางกอก ไปยังพระราชวังที่ลพบุรี[5] อย่างไรก็ตามเขาหยุดระหว่างทางที่กรุงศรีอยุธยาและยกเลิกแผนการของเขาและถอยกลับไปยังกรุงเทพฯโดยกลัวว่าเขาจะถูกโจมตีโดยกลุ่มกบฏชาวสยามและมีข่าวลือปลอมจากVéretผู้อำนวยการ บริษัทอินเดียตะวันออกของฝรั่งเศส รวมไปถึงข่าวลือที่ว่าพระนารายณ์สิ้นพระชนม์แล้ว[6]

วิกฤติการขึ้นครอง[แก้]

กรมหลวงโยธาเทพ เป็นพระราชธิดาเพียงพระองค์เดียวในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 1688

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พระนารายณ์ที่ประชวรหนักจึงได้ประชุมกับที่ปรึกษาที่พระองค์สนิทที่สุด เจ้าพระยาวิชเยนทร์ พระเพทราชาซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้ากรมพระคชบาล และพระปีย์ พระราชโอรสบุญธรรม พระนารายณ์ให้พระราชธิดาเพียงพระองค์เดียวกรมหลวงโยธาเทพ ขึ้นครองต่อจาพพระองค์ และมอบหมายให้ที่ปรึกษาทั้งสามว่าราชการแทนจนกว่าองค์หญิงจะเลือกคู่ครองระหว่างพระปีย์หรือพระเพทราชา[7]

การตัดสินพระทัยเช่นนั้นของพระนารายณ์ทำให้พระเพทราชาต้องรีบกระทำอะไรบางอย่าง ด้วยพระนารายณ์ทรวงประชวรอย่างหนัก พระเพทราชาจึงได้ดำเนินการทำรัฐประหารที่ได้วางแผนมานาน ด้วยแรงสนับสนุนจากทั้งพวกข้าราชบริพาร พระสงฆ์ จึงเกิดการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2231ขึ้น เมื่่อวันที่ 17-18 พฤษภาคม พ.ศ. 2231 พระนารายณ์ได้ถูกคุมตัว และในวันที่ 5 มิถุนายน ฟอลคอนหรือเจ้าพระยาวิชเยนทร์ถูกจับกุมด้วยข้อหากบฏและถูกตัดหัวในเวลาต่อมา พระปีย์ถูกฆ่า รวมทั้งพระญาติของพระนารายณ์ก็ถูกลอบสังหาร พระอนุชาทั้งสอวพระองค์ ผู้สืบทอดอย่างเที่ยงธรรมต่างถูกสังหารเมื่อวันที่ 9 กรกฏาคม[8][9] สมเด็จพระนารายณ์สวรรคตในขณะที่ถูกกักบริเวณเมื่อวันที่ 10-11 กรกฏาคม การสวรรคตของพระองค์อาจถูกเร่งด้วยยาพิษ พระเพทราชาขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม[10] โกษาปาน เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสเมื่อปีพ. ศ. 2229 และผู้สนับสนุนของพระเพทราชากลายเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้า[11]

กรมหลวงโยธาเทพ ได้เสกสมรสกับพระเพทราชาและดำรงตำแหน่งพระมเหสี


อ้างอิง[แก้]

เชิงอรรถ
  1. Wills, p. 87
  2. Thai Ministry of Foreign Affairs
  3. Mission Made Impossible: The Second French Embassy to Siam, 1687, by Michael Smithies, Claude Céberet, Guy Tachard, Simon de La Loubère (2002) Silkworm Books, Thailand ISBN 974-7551-61-6 , p. 182
  4. Wills, p. 89
  5. Vollant des Verquains, in Smithies 2002, p.110
  6. Desfarges, in Smithies 2002, p.18
  7. Cruysse, Dirk van der. Siam and the West. p. 444.
  8. Wills, p. 92
  9. Desfarges, in Smithies 2002, p.46
  10. Smithies 2002, p.184
  11. Desfarges, in Smithies 2002, p.35
บรรณานุกรม
  • Hall, Daniel George Edward (1964) A History of South-east Asia St. Martin's Press
  • Reid, Anthony (Editor), Southeast Asia in the Early Modern Era, Cornell University Press, 1993, ISBN 0-8014-8093-0
  • Smithies, Michael (1999), A Siamese embassy lost in Africa 1686, Silkworm Books, Bangkok, ISBN 974-7100-95-9
  • Smithies, Michael (2002), Three military accounts of the 1688 "Revolution" in Siam, Itineria Asiatica, Orchid Press, Bangkok, ISBN 974-524-005-2
  • Stearn, Duncan. Chronology of South-East Asian History: 1400-1996. Dee Why: Mitraphab Centre, 1997. p49.
  • John E. Wills, Jr. (2002). 1688: A Global History. W. W. Norton & Company. ISBN 978-0-393-32278-1.