สฤษดิ์ ธนะรัชต์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จอมพล
สฤษดิ์ ธนะรัชต์
น.ร., ป.จ., ส.ร., ม.ป.ช., ม.ว.ม.
สฤษดิ์ในปี 2503
นายกรัฐมนตรีไทย คนที่ 11
ดำรงตำแหน่ง
9 กุมภาพันธ์ 2502 – 8 ธันวาคม 2506
กษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
รอง
ก่อนหน้า ถนอม กิตติขจร
ถัดไป ถนอม กิตติขจร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ดำรงตำแหน่ง
31 มีนาคม 2500 – 16 กันยายน 2500
นายกรัฐมนตรี แปลก พิบูลสงคราม
ก่อนหน้า แปลก พิบูลสงคราม
ถัดไป ถนอม กิตติขจร
ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
ดำรงตำแหน่ง
27 กันยายน 2500 – 8 ธันวาคม 2506
ก่อนหน้า แปลก พิบูลสงคราม
ถัดไป ถนอม กิตติขจร
ผู้บัญชาการทหารบก
ดำรงตำแหน่ง
23 มิถุนายน 2497 – 8 ธันวาคม 2506
ก่อนหน้า ผิน ชุณหะวัณ
ถัดไป ถนอม กิตติขจร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ
ดำรงตำแหน่ง
9 กุมภาพันธ์ 2502 – 8 ธันวาคม 2506
นายกรัฐมนตรี เขาเอง
ก่อนหน้า สถาปนาตำแหน่ง
ถัดไป สดับ วีรเธียร
รักษาราชการอธิบดีกรมตำรวจ
ดำรงตำแหน่ง
9 กันยายน 2502 – 8 ธันวาคม 2506
ก่อนหน้า ไสว ไสวแสนยากร
ถัดไป ประเสริฐ รุจิรวงศ์
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 16 มิถุนายน พ.ศ. 2451
เมืองพระนคร ประเทศสยาม​[1]
เสียชีวิต 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506 (55 ปี)
จังหวัดพระนคร ประเทศไทย
สาเหตุการเสียชีวิต ไตพิการเรื้อรัง
พรรค พรรคเสรีมนังคศิลา (พ.ศ. 2498)
พรรคชาติสังคม (พ.ศ. 2500)
คู่สมรส 4 คน รวมท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ (2491–2506)[2]
คู่อาศัย อนุภรรยารวม 81 คน[3]
ญาติ ท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ (หลานสาว)
บุตร 7 คน (รวมบุตรบุญธรรม 1 คน)
ศิษย์เก่า โรงเรียนนายร้อยทหารบก
ทรัพย์สินสุทธิ 2,874 ล้านบาท (มรดก)[4]
ลายมือชื่อ
การเข้าเป็นทหาร
รับใช้  ไทย
สังกัด กองทัพบกไทย
กรมตำรวจ
ประจำการ พ.ศ. 2471–2506
ยศ RTA OF-10 (Field Marshal).svg จอมพล
RTN OF-10 (Admiral of the Fleet).svg จอมพลเรือ
RTAF OF-10 (Marshal of the Royal Thai Air Force).svg จอมพลอากาศ
RTP OF-9 (Police General).svg พลตำรวจเอก
บังคับบัญชา กองทัพไทย
กองทัพภาคที่ 1
กองพลที่ 1
กองทัพที่ 1
กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์
กองทัพทหารราบที่ 33
การยุทธ์ กบฏบวรเดช
กบฏวังหลวง

จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ (16 มิถุนายน พ.ศ. 2451 – 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506) เป็นนายทหารและนักการเมืองชาวไทย เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 11 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, ผู้บัญชาการทหารบก และอธิบดีกรมตำรวจ

สฤษดิ์ค่อย ๆ ไต่เต้าขึ้นมาจากนายทหารที่มีส่วนปราบกบฏบวรเดช และเข้าร่วมรัฐประหารปี 2490 หลังจากนั้นเขาเป็นหนึ่งใน "ผู้นำสามเส้า" โดยเป็นตัวแทนของกลุ่มอนุรักษนิยม-นิยมเจ้า จนกระทั่งเกิดรัฐประหารในปี 2500 โค่นรัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงคราม พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเขาเป็นผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร โดยไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ[5] จอมพลถนอมเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ปีหนึ่ง ก่อนที่เขาจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเองหลังรัฐประหารปี 2501

ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีคำเรียกรูปแบบการปกครองว่า "ระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ" เพราะใช้รูปแบบการปกครองแบบไม่มีการแยกใช้อำนาจ นโยบายของเขามีการบังคับใช้กฎหมายและปราบปรามการแสดงออกอย่างหนัก มีนโยบายพัฒนาทางเศรษฐกิจซึ่งมีการลงทุนจากต่างประเทศและเงินช่วยเหลือจากสหรัฐ ตลอดจนรื้อฟื้นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์และธรรมเนียมโบราณหลายอย่าง การดำรงตำแหน่งของเขาก่อให้เกิด "ระบอบสฤษดิ์–ถนอม–ประภาส" ที่กินเวลาเกือบสองทศวรรษ

จอมพล สฤษดิ์มีอนุภรรยาเป็นจำนวนมาก[6] จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506 ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ด้วยโรคไตพิการเรื้อรัง และอีกหลายโรค สิริอายุ 55 ปี หลังเขาถึงแก่อสัญกรรม มรดกมูลค่า 2,874 ล้านบาทเป็นคดีพิพาท ยุครัฐบาลจอมพลถนอมมีคำสั่งยึดทรัพย์ของจอมพลสฤษดิ์ 604 ล้านบาท

ปฐมวัยและการศึกษา[แก้]

จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีชื่อแต่แรกเกิดว่า สิริ ธนะรัชต์[7] เกิดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ.2451 ที่บ้านปากคลองตลาด ต.พาหุรัด จังหวัดพระนคร[8] (ปัจจุบันคือ ปากคลองตลาดแขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร) เป็นบุตรของพันตรี หลวงเรืองเดชอนันต์ (ทองดี ธนะรัชต์) กับจันทิพย์ จันทรสาขา (สกุลเดิม: วงษ์หอม) มีพี่ชายร่วมบิดามารดาชื่อสวัสดิ์ ธนะรัชต์[7] มารดามีเชื้อสายลาวจากมุกดาหาร ส่วนบิดาเป็นชาวพระตะบองซึ่งอาจมีเชื้อสายเขมร[9]

ขณะสฤษดิ์อายุได้ 3 ปี จันทิพย์ได้พาบุตรชายทั้งสองกลับจังหวัดมุกดาหารอันเป็นบ้านเดิมเพื่อหนีหลวงเรืองเดชอนันต์ที่มีอนุภริยาจำนวนมาก[7] ระหว่างทางสวัสดิ์บุตรชายคนโตตายระหว่างทางด้วยไข้ป่า หลังจอมพลสฤษดิ์ได้พำนักอยู่บ้านเดิมของมารดาจนมีอายุได้ 7 ปี บิดาก็รับไปเรียนหนังสือต่อที่กรุงเทพมหานคร[10] ส่วนจันทิพย์สมรสใหม่กับหลวงพิทักษ์พนมเขต (สีห์ จันทรสาขา) มีบุตร คือ สง่า จันทรสาขา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม, สงวน จันทรสาขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม และดร.สุรจิตต์ จันทรสาขา ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นพี่น้องต่างบิดาของสฤษดิ์[11]

สฤษดิ์เริ่มการศึกษาชั้นต้นที่จังหวัดมุกดาหาร จากนั้นเข้ารับการศึกษาต่อที่โรงเรียนวัดมหรรณพาราม ในปี พ.ศ.2462 ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาเมื่อปี พ.ศ.2471 ต่อมาได้เข้ารับราชการเป็นนักเรียนทำการนายร้อย กองพันที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.1 พัน.2 รอ.) เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2472[12]

จนกระทั่งได้รับพระราชทานยศ "นายร้อยตรี" เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2472[13]

ยศทหารและตำรวจ[แก้]

  • 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2472 : นายร้อยตรี
  • 1 เมษายน พ.ศ. 2477 : นายร้อยโท
  • 1 เมษายน พ.ศ. 2478 : นายร้อยเอก
  • 1 เมษายน พ.ศ. 2483 : นายพันตรี
  • 15 กันยายน พ.ศ. 2486 : นายพันโท
  • 1 เมษายน พ.ศ. 2488 : นายพันเอก
  • 1 มกราคม พ.ศ. 2491 : พลตรี
  • 1 เมษายน พ.ศ. 2493 : พลโท
  • 16 เมษายน พ.ศ. 2495 : พลเรือโท, พลอากาศโท
  • 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 : พลเอก
  • 4 มีนาคม พ.ศ.2498 : พลเรือเอก, พลอากาศเอก
  • 1 มกราคม พ.ศ. 2499 : จอมพล
  • 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 : จอมพลเรือ, จอมพลอากาศ
  • 27 ตุลาคม พ.ศ. 2505 : พลตำรวจเอก [2]

รับราชการทหาร[แก้]

ต่อมาใน พ.ศ.2476 เกิดกบฏบวรเดช นำโดยพลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช นายร้อยตรี สฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นหนึ่งในผู้บังคับหมวดปราบปรามกบฏของฝ่ายรัฐบาล ที่มีพันเอกหลวงพิบูลสงครามเป็นผู้บังคับบัญชา หลังจากรัฐบาลได้รับชัยชนะ ได้รับพระราชทานยศ "นายร้อยโท" เมื่อปี พ.ศ. 2477[14] จากนั้นอีก 1 ปีคือในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2478 ก็ได้เลื่อนยศเป็น"นายร้อยเอก" [15]

ใน พ.ศ. 2484 นายร้อยเอก สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เข้าร่วมรบในสงครามมหาเอเชียบูรพาขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองทัพทหารราบที่ 33 จังหวัดลำปาง มียศเป็น"นายพันตรี" ซึ่งได้รับพระราชทานเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2483[16] จากนั้นในวันที่ 15 กันยายน พ.ศ.2486 จึงได้รับพระราชทานยศ"นายพันโท" [17] จนช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2488 จึงได้เลื่อนยศเป็น"นายพันเอก"[18] ตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 13 และผู้บังคับการจังหวัดทหารบกลำปาง

หลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง มีการผลัดเปลี่ยนอำนาจทางการเมือง โดยก่อนหน้านั้น เมื่อ พ.ศ.2487 อำนาจของจอมพล แปลก พิบูลสงครามได้เริ่มเสื่อมถอยลง[19] หลังจากลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่พ.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ กลับเติบโตขึ้นโดยได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) ซึ่งเป็นหน่วยกำลังสำคัญ[19]

ผู้นำสามเส้า[แก้]

คณะผู้นำสามเส้า พ.ศ. 2490–2500

พ.ศ.2490 คณะนายทหารนำโดยพลโทผิน ชุณหะวัณ รัฐประหารโค่นรัฐบาลพลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ พ.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เข้าร่วมคณะรัฐประหาร เป็นการกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งหนึ่งของจอมพล แปลก พิบูลสงคราม[7] อย่างไรก็ดี การเมืองในช่วงนั้นเป็น " การเมืองสามเส้า " โดยผู้มีอำนาจสูงสุดในเวลานั้นสามคน ได้แก่ จอมพล แปลก , พ.อ.สฤษดิ์ , พล.ต.อ.เผ่า

จอมพล แปลก วางตัวให้สฤษดิ์และเผ่าคานอำนาจกัน

สฤษดิ์ไต่เต้าขึ้นมาจากกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) จากนั้นเขาค่อย ๆ สะสมฐานอำนาจในกองทัพ จากนั้นเมื่อพลเอกผิน ชุณหะวัณ สละตำแหน่งผบ.ทบ.(ผู้บัญชาการทหารบก) ในปี พ.ศ.2497 เขาเป็นผู้เข้ารับตำแหน่งแทน เขาเข้าคุมสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลและดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารขององค์การทหารผ่านศึก และดำรงตำแหน่งในบริษัทต่าง ๆ ไม่ต่ำกว่า 22 บริษัท โดยสฤษดิ์มักจะอ้างการใช้เงินในราชการลับ เบิกจ่ายเงินจากราชการเข้ากระเป๋าตัวเองเป็นจำนวนมาก โดยกลุ่มของสฤษดิ์ ที่เรียกว่า " กลุ่มสี่เสาเทเวศร์ " ประกอบด้วย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ , พล.ท.ถนอม กิตติขจร, พ.ต.ประภาส จารุเสถียร , พ.ต.กฤษณ์ สีวะรา เหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนของการเมืองสามเส้าคือความชอบธรรมของ จอมพล แปลก ที่พยายามดำเนินนโยบายเข้ากับสหรัฐฯและอาศัยฐานมวลชนเสื่อมลงจากการเลือกตั้งปี พ.ศ.2500[20]

นับแต่นั้น ตำแหน่งของพ.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และในวันปีใหม่ในปี พ.ศ. 2491 ได้รับพระราชทานยศ"พลตรี"[21] ดำรงตำแหน่งแม่ทัพกองทัพที่ 1 และรักษาการผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 1 (มทบ.1)ได้รับโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลที่ 1 เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2491 [22] ผลงานที่สร้างชื่อคือการเป็นหัวหน้าปราบกบฏวังหลวงเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 [20] จากนั้นก็ได้รับการเลื่อนยศเป็นพลโท เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2493 [23] ต่อด้วยการก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ปีเดียวกัน [24] จากนั้นในวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2494 ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยผบ.ทบ. แทน พล.ท.เดช เดชประดิยุทธ ที่ขยับไปดำรงตำแหน่ง รองผบ.ทบ. [25] ได้ครองตำแหน่งรองผบ.ทบ. แทน พล.ท.เดช ประดิยุทธ ที่ขยับไปดำรงตำแหน่ง เสนาธิการกลาโหม [26] รั้งยศพลเอก เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2495 [27] โดยก่อนหน้านั้นในวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2495 พล.อ.สฤษดิ์ขณะมียศเป็น" พลโท "ได้รับพระราชทานยศเป็น พลเรือโท และ พลอากาศโท [28]

ต่อมาในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2497 พล.อ.สฤษดิ์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการทหารบก [29] ในวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2498 พล.อ.สฤษดิ์ได้รับพระราชทานยศ พลเรือเอก และ พลอากาศเอก [30]

ต่อมาในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2499 พล.อ.สฤษดิ์ ได้รับพระราชทานยศ จอมพล [31] พร้อมกับ พลเรือเอก หลวงยุทธศาสตร์โกศล

ในวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2500 จอมพล สฤษดิ์ในฐานะ ผู้บัญชาการทหารบก ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด [32] เป็นคนแรก

ต่อมาในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 จอมพลสฤษดิ์ได้รับพระราชทานยศ จอมพลเรือ และ จอมพลอากาศ พร้อมกับ พล.อ.ถนอม กิตติขจร ที่ได้รับพระราชทานยศ พลเรือเอกและพลอากาศเอก [33]

ในวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2502 จอมพล สฤษดิ์ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรักษาราชการแทน อธิบดีกรมตำรวจ แทน พล.ต.อ.ไสว ไสวแสนยากร [34] กระทั่งวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2504 จอมพล สฤษดิ์ ได้รับพระราชทานยศ "พลตำรวจเอก"และได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น นายตำรวจราชสำนักพิเศษ ในวันเดียวกัน[35]

บทบาททางการเมือง[แก้]

ในยุคของรัฐบาลจอมพล แปลก พิบูลสงคราม พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม[36] และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม[37]

ในวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2500 ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อันเป็นรัฐบาลชุดสุดท้ายของจอมพล แปลก พิบูลสงคราม แต่หลังจากนั้น 10 วันก็ลาออก สาเหตุเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500[38] มีการเดินประท้วงของประชาชนจำนวนมากเรียกร้องให้จอมพล แปลก พิบูลสงครามและพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ ลาออก เมื่อสถานการณ์ลุกลาม จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้แต่งตั้งให้จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพ เพื่อควบคุมสถานการณ์ แต่จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ สั่งไม่ให้ทหารทำอันตรายประชาชนที่เดินขบวนชุมนุมประท้วง และเป็นผู้นำประชาชนเข้าพบจอมพล แปลก ที่ทำเนียบทำให้กลายเป็นขวัญใจของประชาชนทันที จนได้รับฉายาในตอนนั้นว่า " วีรบุรุษมัฆวานฯ "[39] จากเหตุการณ์ดังกล่าว และเห็นว่ารัฐบาลจอมพล แปลก พิบูลสงคราม หมดขาดความชอบธรรมในการปกครองบ้านเมืองแล้ว จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงประกาศลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม[40][41] คงเหลือแต่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกเพียงอย่างเดียว

วันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2500 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และคณะทหารยื่นคำขาดต่อจอมพล แปลก พิบูลสงคราม ให้รัฐบาลลาออก[40] เขาพูดผ่านวิทยุยานเกราะถึงผู้ชุมนุมในเหตุการณ์นี้ โดยมีประโยคว่า " พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ "[19] วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2500 ประชาชนพากันลุกฮือเดินขบวนบุกเข้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อไม่พบจอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงพากันไปบ้านจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในขณะที่รัฐบาลจอมพล แปลก พิบูลสงคราม ก็กำลังเตรียมจับกุมจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในข้อหากบฏ แต่ไม่ทันในคืนวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นำกำลังรัฐประหารรัฐบาล แล้วตั้งพจน์ สารสินขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากรัฐบาลพจน์ สารสิน จัดการเลือกตั้งเป็นที่เรียบร้อย พล.ท.ถนอม กิตติขจร ก็รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2501 แต่กาลต่อมา ได้เกิดความวุ่นวายจากความขัดแย้งระหว่างสมาชิกพรรคที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับรัฐมนตรีขึ้นในรัฐบาล พล.ท.ถนอม กิตติขจร และพล.ท.ถนอม ก็ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์จึงเดินทางกลับจากต่างประเทศแล้วร่วมมือกับ พล.ท.ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี ยึดอำนาจรัฐบาลตนเอง โดยในวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2501 จอมพล สฤษดิ์ อาศัยอำนาจหัวหน้าคณะปฏิวัติสั่งประหารชีวิตประชาชน 6 ราย จอมพล สฤษดิ์ ยังอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 ประหารชีวิตประชาชนอีก 5 ราย

นายกรัฐมนตรี[แก้]

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ ทรงเยี่ยมจอมพลสฤษดิ์เป็นการส่วนพระองค์ในปี 2506 พระยาศรีวิสารวาจา (หุ่น ฮุนตระกูล) องคมนตรี กล่าวว่า เขาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์มากที่สุด[42]

จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 หลังรัฐประหารรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร

ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ประกาศยกเลิกสถาบันทางการเมืองต่าง ๆ เช่น พรรคการเมือง โดยกล่าวว่า " ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว " นโยบาย ได้แก่

  1. การออกกฎหมายเลิกการเสพและจำหน่ายฝิ่น
  2. กฎหมายปราบปรามพวกนักเลง อันธพาล
  3. กฎหมายปรามการค้าประเวณี
  4. ตลอดจนการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ

มีการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2504 – พ.ศ. 2509) มีการสร้างสาธารณูปโภคสำคัญ เช่น ไฟฟ้า,ประปา,ถนน ให้กระจายไปทั่วทั้งในเมืองและชนบท ซึ่งเรียกว่า " น้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก "

รูปแบบการบริหารราชการแผ่นดินของเขา คือ ใช้มาตรการเบ็ดเสร็จเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของประเทศ เช่น ประหารชีวิตเจ้าของบ้านทันทีหลังบ้านใดเกิดเพลิงไหม้ เพราะถือว่าเป็นการก่อความไม่สงบ การใช้ "รัฐธรรมนูญมาตรา 17" การปราบปรามการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นต้น ทั้งเป็นผู้รื้อฟื้นพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ เช่น

  1. จัดงานเฉลิมฉลองวันพระราชสมภพ
  2. การสวนสนามของทหารรักษาพระองค์
  3. การประดับไฟบนถนนราชดำเนินในวันเฉลิมพระชนมพรรษา
  4. เป็นต้น [43]

ในสมัยจอมพล สฤษดิ์ ได้ประกาศนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว สฤษดิ์ ได้มีความเห็นในการพัฒนาประเทศไทยให้มีภาพลักษณ์ในการท่องเที่ยวเหมือนบราซิลและอาร์เจนตินา โดยมีแผนการพัฒนาเมืองพัทยาให้เป็นเมืองพักผ่อนตากอากาศเหมือนบัวโนสไอเรส[44] และพัฒนากรุงเทพมหานครให้เหมือนรีโอเดจาเนโร[44] ในระหว่างนั้นอเมริกาเข้ามาสร้างฐานทัพในไทย ทำให้ทั้งสองเมืองดังกล่าวกลายเป็นแหล่งพักผ่อนของทหารอเมริกัน และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย

นอกจากนี้แล้ว ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยได้เกิดมีกรณีพิพาทกับประเทศกัมพูชา เพื่อนบ้าน ในกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งก่อนหน้านั้นมีการเรี่ยไรเงินบริจาคจากประชาชนชาวไทยคนละ 1 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลโลก[45]

ถึงแก่อสัญกรรม[แก้]

จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506 ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ด้วยโรคไตพิการเรื้อรัง และอีกหลายโรค สิริอายุ 55 ปี 175 วัน เป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนเดียวที่ถึงแก่อสัญกรรมในตำแหน่ง[46] ซึ่งหลังการเสียชีวิตสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยได้เปิดเพลง " พญาโศก " เป็นการไว้อาลัย[47] และมีการประกาศไว้ทุกข์ 21 วัน มีพิธีพระราชทานเพลิงศพที่วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหารในวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2507 หลังมีพิธีศพ 100 วัน[48]

ชีวิตส่วนตัว[แก้]

เขามีอนุภรรยารวม 81 คน เขาได้ฉายาว่า "จอมพลผ้าขาวม้าแดง"[47] หมายถึง เวลาจะมีเพศสัมพันธ์กับอนุภรรยามักโพกผ้าขาวม้าแดงไว้ที่เอว[3]

กรณีพิพาทมรดก[แก้]

หนึ่งเดือนหลังจากที่จอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ทายาททั้งหลายต่างก็เริ่มวิวาทแก่งแย่งทรัพย์มรดกมหาศาลของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507 บุตรทั้ง 7 คนของจอมพล สฤษดิ์ได้ฟ้องท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ ที่พยายามจะตัดสิทธิในส่วนแบ่งอันถูกต้องของทายาท

เนื่องจากเป็นเรื่องอื้อฉาวมาก ประชาชนจึงต่างให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่งในคดีนี้และสื่อมวลชนก็ยกให้เป็นคดีที่อื้อฉาวที่สุดในเมืองไทย การที่ประชาชนให้ความสนใจในการพิจารณาคดีนี้ จึงเป็นการบังคับให้รัฐบาลจอมพลถนอมต้องเข้าแทรกแซงและสอบสวนเบื้องหลังความมั่งคั่งของจอมพลสฤษดิ์

ได้มีการเปิดพินัยกรรมของจอมพลสฤษดิ์ที่บ้านของจอมพลถนอม ต่อหน้าทนายความและนายทหารคนสำคัญ ๆ ที่เป็นผู้ใกล้ชิดจอมพลสฤษดิ์ ตัวพินัยกรรมเองลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 หลังจากจอมพลสฤษดิ์ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงเล็กน้อย ข้อสำคัญในพินัยกรรมกล่าวว่าทรัพย์สินทั้งหมดของจอมพลสฤษดิ์ให้ตกแก่ท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์แต่เพียงผู้เดียว โดยมีข้อแม้ว่าท่านผู้หญิงต้องให้ลูกเลี้ยง คือ

  1. พ.ต.เศรษฐา ธนะรัชต์
  2. ร.ท.สมชาย ธนะรัชต์

คนละ 1 ล้านบาท พร้อมทั้งบ้านหนึ่งหลังที่เหมาะสมกับฐานะของบุคคลทั้งสอง อย่างไรก็ตาม จะเป็นไปตามเงื่อนไขนี้ก็ต่อเมื่อทรัพย์สินทั้งหมดที่เป็นเงินสดมีมากกว่า 10 ล้านบาท นอกจากนี้ที่นาของจอมพลสฤษดิ์จะต้องแบ่งให้แก่บุตรชายคนโตทั้งสองคนจำนวนเท่า ๆ กัน

โจทก์ร้องเรียนว่าจอมพลสฤษดิ์ได้เขียนพินัยกรรมขึ้นอีกฉบับหนึ่งซึ่งถูกท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ ทำลายไปแล้วหลังจากที่เข้าบุกบ้านส่วนตัวของจอมพลสฤษดิ์ในค่ายกองพลที่ 1 บุตรชายทั้งสองกล่าวหาท่านผู้หญิงวิจิตราว่าได้พยายามจะรวบรวมทรัพย์สินทั้งหมดของจอมพลสฤษดิ์ไว้โดยอ้างว่ามีเงินจำนวนถึง 2,874,009,794 บาท รวมกันอสังหาริมทรัพย์อีกมากมายที่ไม่สามารถจะประมาณได้ ตรงกันข้ามท่านผู้หญิงวิจิตรากลับกล่าวว่าตนรู้เพียงว่ามีเงินเพียง 12 ล้านบาทเท่านั้น

ขณะที่รอคอยผลการตัดสินจากศาล บุตรของจอมพลสฤษดิ์ก็ได้ร้องเรียนจอมพลถนอมให้ใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 ในการสอบสวนเรื่องราวนี้ทั้งหมด หลังจากที่พิจารณาอย่างคร่าวๆ แล้ว รัฐบาลรู้สึกว่าหากมิได้ลงมือกระทำการอย่างรวดเร็วแล้ว ก็จะทำให้ฐานะของรัฐบาลไม่ดีในสายตาของประชาชน ดังนั้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2507 จอมพล ถนอม จึงออกประกาศว่าตนจะได้นำมาตรา 17 มาใช้ในการยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์และตั้งคณะกรรมการสอบสวนขอบข่ายการฉ้อราษฎร์บังหลวงของจอมพลสฤษดิ์

จากรายงานของคณะกรรมการคณะนี้ ปรากฏว่าจอมพล สฤษดิ์ได้ใช้เงินแผ่นดินเพื่อเลี้ยงดูนางบำเรอและลงทุนในธุรกิจ เงินผลประโยชน์ที่สำคัญ ๆ 3 แหล่งที่รัฐบาลสนใจคือ

  1. เงินงบประมาณ 394 ล้านบาท ที่เป็นเงินสืบราชการลับของสำนักนายกรัฐมนตรี
  2. เงิน 240 ล้านบาท จากกองสลากกินแบ่งรัฐบาล
  3. เงินประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งควรที่จะให้แก่กองทัพบกซึ่งได้เปอร์เซนต์จากการขายสลากกินแบ่ง

ในระหว่างการสอบสวน อธิบดีกรมทะเบียนการค้าเปิดเผยว่า จอมพลสฤษดิ์และท่านผู้หญิงวิจิตรามีผลประโยชน์จากบริษัทต่าง ๆ ถึง 45 แห่ง การถือหุ้นที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งก็คือในบริษัทกรุงเทพกระสอบป่าน ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 20 ล้านบาท ต่อมาสมาชิกผู้หนึ่งในคณะกรรมการบริษัทได้ให้ปากคำว่า หุ้นส่วนเหล่านี้ได้โอนไปให้น้องชายจอมพลสฤษดิ์สองคน ซึ่งทั้งนี้ก็หมายความว่า จอมพลสฤษดิ์ได้ผลประโยชน์มหาศาลจากอุตสาหกรรมข้าว ซึ่งกฎหมายบังคับให้ซื้อกระสอบป่านจากบริษัทนี้ นอกจากจำนวนหุ้นและบัญชีเงินฝากในธนาคารจำนวนมากมายแล้ว จอมพลสฤษดิ์ยังมีที่ดินอีกจำนวนมหาศาล ดังที่อธิบดีกรมที่ดินกล่าวว่า จอมพลสฤษดิ์มีที่ดินมากกว่า 20,000 ไร่ในต่างจังหวัด และที่ดินอีกนับแปลงไม่ถ้วนทั้งในและทั่วพระนคร ส่วนเงินสดที่เก็บไว้ในธนาคารต่างๆ นั้น จอมพลสฤษดิ์มีอยู่ประมาณ 410 ล้านบาท ซึ่งถูกยึดไว้เพื่อพิจารณาว่าเงินส่วนใดเป็นของรัฐบาลหรือไม่

ในที่สุดศาลก็ได้พิจารณาคดีวิวาทเกี่ยวกับทรัพย์สินของจอมพลสฤษดิ์ตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2507 ศาลแนะนำให้ประนีประนอมกันโดยที่ให้ท่านผู้หญิงวิจิตราและพันโทเศรษฐาเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน และให้ตกลงกันเองต่อเมื่อปรากฏผลขั้นสุดท้ายของการสอบสวนของรัฐบาลแล้ว

เกียรติยศและรางวัลที่ได้รับ[แก้]

จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ พลตำรวจเอก สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้รับพระราชทานยศ "นายกองใหญ่" ในฐานะนายกรัฐมนตรีและมีฐานะเป็นประธานกรรมการและผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2503[49][50]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย[แก้]

จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้รับพระราชเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุด ดังนี้

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ[แก้]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ จอมพล สฤษดิ์ ธนรัชต์ ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศเป็นอันมาก[63]

พ.ศ. 2497 - US Legion of Merit Commander ribbon.png เครื่องรัฐอิสริยาภรณ์อันมหากุศลแห่งกองยุทธาธิการ ชั้นผู้บังคับบัญชา[64]

พ.ศ. 2498 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์พระบรมรูป ชั้นที่ 1[65]

พ.ศ. 2499 - LAO Order of the a Million Elephants and the White Parasol - Grand Cross BAR.svg เครื่องราชอิสริยาภรณ์ล้านช้างร่มขาว ชั้นประถมาภรณ์[66]

พ.ศ. 2498 - KHM Royal Order of Sahametrei - Grand Cross.png เครื่องอิสริยยศลำดับสหไมตรี ชั้นที่ 1 มหาเสรีวัฒน์[67]

พ.ศ. 2498 - Cordone di gran Croce OMRI BAR.svg เครื่องอิสริยาภรณ์คุณธรรมแห่งสาธารณรัฐอิตาลี ชั้นที่ 1 มหาอัศวิน[68]

Bintang Republik Indonesia Adipurna Ribbon Bar.gif เครื่องอิสริยาภรณ์ดาราแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ชั้นบินตัง เรปูบลิค อินโดเนเซีย อธิปุรณา

BRA Order of the Southern Cross - Grand Cross BAR.png เครื่องอิสริยาภรณ์กางเขนใต้

PRT Military Order of Aviz - Grand Cross BAR.png เครื่องอิสริยาภรณ์ทหารของอาวิซ

PHL Order of Sikatuna - Grand Cross BAR.png เครื่องอิสริยาภรณ์ซิกาตูนา ชั้นประถมาภรณ์

Royal Order of the Sword - Commander Grand Cross BAR.svg เครื่องราชอิสริยาภรณ์ดาบ

NLD Order of the Dutch Lion - Grand Cross BAR.png เครื่องราชอิสริยาภรณ์สิงโตเนเธอร์แลนด์ ชั้นประถมาภรณ์

JPN Toka-sho BAR.svg เครื่องราชอิสริยาภรณ์อาทิตย์อุทัย ชั้นที่ 1

TWN Order of Propitious Clouds 1Class BAR.svg เครื่องอิสริยาภรณ์เมฆมงคล ชั้นที่ 1 (ชั้นสายสะพายชั้นพิเศษ)

GRE Order of George I - Grand Cross BAR.png เครื่องราชอิสริยาภรณ์จอร์จที่ 1 ชั้นที่ 1

AUT Honour for Services to the Republic of Austria - 2nd Class BAR.png เครื่องอิสริยาภรณ์กิตติคุณแห่งสาธารณรัฐออสเตรีย ชั้นมหาอิสริยาภรณ์ทองพร้อมสายสะพาย

ARG Order of the Liberator San Martin - Grand Cross BAR.png เครื่องอิสริยาภรณ์นายพลซาน มาร์ติน ผู้ปลดปล่อย ชั้นมหากางเขน

GER Bundesverdienstkreuz 7 Grosskreuz.svg เครื่องอิสริยาภรณ์กิตติคุณแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ชั้นประถมาภรณ์

อ้างอิง[แก้]

  1. อนุสรณ์ 50 ปี อสัญกรรมวาร ฯพณฯ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ (PDF). กรุงเทพฯ: อรุณการพิมพ์. 2556. p. 1. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2018-10-20. สืบค้นเมื่อ 2016-04-09. {{cite book}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |year= (help)
  2. อนุสรณ์ 50 ปี อสัญกรรมวาร ฯพณฯ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ (PDF). กรุงเทพฯ: อรุณการพิมพ์. 2556. p. 8. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2018-10-20. สืบค้นเมื่อ 2016-04-09. {{cite book}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |year= (help)
  3. 3.0 3.1 "สวย ขนตางอน มีไฝจุดซ่อนเร้น" สเปกคุณหนูๆ 81 คน ของ"จอมพลผ้าขาวม้าแดง"
  4. “ผลประโยชน์อื่นใด” ของจอมพลสฤษดิ์ : เม้มงบลับ ซุกเงินหลวง หนุนพวกพ้อง เอื้อนายทุน
  5. ประกาศพระบรมราชโองการ ตั้งผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร
  6. "โดม แดนไทย" ผู้เขียน "จอมพลของคุณหนูๆ" (โรงพิมพ์เกียรติศักดิ์ พ.ศ. 2507) รวบรวมรายชื่อ บรรดาสตรีในชีวิตของจอมพลสฤษดิ์ ไว้ถึง 81 คน
  7. 7.0 7.1 7.2 7.3 "จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (1)". Hello Mukdahan. สืบค้นเมื่อ 26 มิถุนายน 2558. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  8. อนุสรณ์ 50 ปี อสัญกรรมวาร ฯพณฯ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ (PDF). กรุงเทพฯ: อรุณการพิมพ์. 2556. p. 1. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2018-10-20. สืบค้นเมื่อ 2016-04-09. {{cite book}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |year= (help)
  9. เชตวัน เตือประโคน (11 มีนาคม 2559). "สืบค้นรากเหง้า'สยาม-ไทย' ตามรอย'จิตร ภูมิศักดิ์'สู่ดินแดน'ขอม-เขมร'". มติชนออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 10 เมษายน 2559. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  10. "จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (2)". Hello Mukdahan. สืบค้นเมื่อ 26 มิถุนายน 2558. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  11. "จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (3)". Hello Mukdahan. สืบค้นเมื่อ 26 มิถุนายน 2558. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  12. วิชัย เทียนถาวร, นพ. (29 เมษายน พ.ศ. 2558). "น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ". มติชนออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 26 มิถุนายน 2558. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)[ลิงก์เสีย]
  13. พระราชทานยศทหารบก
  14. ประกาศพระราชทานยศทหารบก
  15. ประกาศพระราชทานยศทหารบก
  16. ประกาศกระทรวงกลาโหม เรื่อง พระราชทานยศทหาร
  17. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหาร
  18. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหาร
  19. 19.0 19.1 19.2 หนังสือประชาธิปไตยบนเส้นขนาน โดย วินทร์ เลียววาริณ, ISBN 9748585476
  20. 20.0 20.1 "เหตุการณ์การเมืองสามเส้า". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-12-05. สืบค้นเมื่อ 2022-03-21.
  21. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหาร
  22. ให้นายทหารรับราชการ
  23. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหาร
  24. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหาร
  25. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้นายทหารรับราชการ
  26. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้นายทหารรับราชการ
  27. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหารและตำรวจ
  28. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหาร
  29. ราชกิจจานุเบกษา ประกาศสำนักคณะรัฐมนตรี เรื่อง ให้นายทหารพ้นจากตำแหน่ง และแต่งตั้ง เล่ม 71 ตอน 43 ง พิเศษ หน้า 1506 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2497
  30. ราชกิจจานุเบกษา ประกาศสำนักคณะรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหาร เล่ม 72 ตอน 20 ง หน้า 660 15 มีนาคม พ.ศ. 2498
  31. ราชกิจจานุเบกษา ประกาศสำนักคณะรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหาร เล่ม 73 ตอน 26 ง พิเศษ หน้า 1 27 มีนาคม พ.ศ. 2499
  32. พระบรมราชโองการ ประกาศ ตั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 74 ตอน 83 ก หน้า 1385 1 ตุลาคม พ.ศ. 2500
  33. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหาร ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 76 ตอน 28 ง พิเศษ หน้า 12 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502
  34. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้อธิบดีกรมตำรวจพ้นตำแหน่งหน้าที่และตั้งผู้รักษาการแทน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 76 ตอน 88 ง หน้า 2157 15 กันยายน พ.ศ. 2502
  35. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศตำรวจ
  36. พระบรมราชโองการ ประกาศ แต่งตั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการ (จำนวน ๘ ราย)
  37. ราชกิจจานุเบกษา,พระบรมราชโองการ ประกาศ ตั้งและแต่งตั้งรัฐมนตรี (จำนวน ๓๐ ราย) เล่ม 74 ตอน 33ก วันที่ 1 เมษายน 2500
  38. ปัญหาความ "ศักดิ์สิทธิ์" ของการเลือกตั้ง จากปี 2500 เลือกตั้ง "สกปรก" ถึงปี 2549 เลือกตั้ง "ตลก-โจ๊ก"[ลิงก์เสีย]
  39. "รัฐประหาร 19 กันยา ในสายตาของ ธเนศ วงศ์ยานนาวา". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2007-09-01. สืบค้นเมื่อ 2010-08-04.
  40. 40.0 40.1 วีซีดีชุดบันทึกเมืองไทย ดำเนินรายการ โดย สรยุทธ สุทัศนะจินดา พ.ศ. 2540
  41. พระบรมราชโองการ ประกาศ รัฐมนตรีลาออกและแต่งตั้งรัฐมนตรี (จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ พลตรี ศิริ สิริโยธิน พลโท ถนอม กิตติขจร พลโท ประภาส จารุเสถียร พลอากาศโท เฉลิมเกียรติ วัฒนางกูร ลาออก แต่งตั้งจอมพล ป. พิบูลสงคราม)
  42. Thongthong Chandrangsu, A Constitutional Legal Aspect of the King's Prerogatives (M.A. thesis) Chulalongkorn University, 1986, page 160
  43. วันนี้ในอดีต: 16 กันยายน [ลิงก์เสีย]จากเว็บไซต์สารคดี
  44. 44.0 44.1 20 ตุลาคม จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก่อรัฐประหารยึดอำนาจ NaniTalk สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2564
  45. ไทยเสียเขาพระวิหารเพราะ..ภาษิตลาติน... จากโอเคเนชั่น
  46. "จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2010-01-25. สืบค้นเมื่อ 2010-08-04.
  47. 47.0 47.1 หนังสือ 2484 ญี่ปุ่นบุกไทย โดย ส.คลองหลวง
  48. กาลานุกรมสยามประเทศไทย 2485-2554 (2554) โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ดร. ISBN 978-974-228-070-3
  49. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดน
  50. ราชกิจจานุเบกษา ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศตำรวจ เล่ม 78 ตอน 88 ง พิเศษ หน้า 16 27 ตุลาคม พ.ศ. 2504
  51. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๗๖ ตอนที่ ๑๑๕ ง ฉบับพิเศษ หน้า ๓๖, ๑๖ ธันวาคม ๒๕๐๒
  52. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๗๖ ตอนที่ ๕๓ ง หน้า ๑๔๐๐, ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๐๒
  53. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๗๙ ตอนที่ ๖๙ ง หน้า ๑๖๙๑, ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๐๕
  54. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๖๙ ตอนที่ ๗๒ ง หน้า ๔๖๔๗, ๙ ธันวาคม ๒๔๙๕
  55. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๖๘ ตอนที่ ๗๔ ง หน้า ๕๖๔๖, ๑๑ ธันวาคม ๒๔๙๔
  56. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิ, เล่ม ๗๙ ตอนที่ ๘๓ ง ฉบับพิเศษ หน้า ๑, ๘ กันยายน ๒๕๐๕
  57. ราชกิจจานุเบกษา, บัญชีรายนามผู้ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ, เล่ม ๕๑ ตอนที่ ๐ ง หน้า ๒๒๔๑, ๗ ตุลาคม ๒๔๗๗
  58. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญราชการชายแดน, เล่ม ๗๙ ตอนที่ ๔๕ ง ฉบับพิเศษ หน้า ๙, ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๐๕
  59. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๕๙ ตอนที่ ๖๑ ง หน้า ๒๔๒๖, ๑๘ กันยายน ๒๔๘๕
  60. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง พระราชทานเหรียญลูกเสือสดุดี, เล่ม ๗๙ ตอนที่ ๖๐ ง ฉบับพิเศษ หน้า ๘, ๒ กรกฎาคม ๒๕๐๕
  61. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลที่ ๘, เล่ม ๖๗ ตอนที่ ๓๙ ง หน้า ๓๐๓๙, ๑๘ กรกฎาคม ๒๔๙๓
  62. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักคณะรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์, เล่ม ๗๕ ตอนที่ ๑๒ ง หน้า ๓๖๕, ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๑
  63. อาจศึก ดวงสว่าง. การพัฒนาลิกไนท์ในประเทศไทย. 2507[1]
  64. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักคณะรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประดับเครื่องอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ, เล่ม ๗๑ ตอนที่ ๖๑ ง หน้า ๒๑๓๒, ๒๘ กันยายน ๒๔๙๗
  65. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักคณะรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ, เล่ม ๗๒ ตอนที่ ๖๗ ง หน้า ๒๑๒๙, ๓๐ สิงหาคม ๒๔๙๘
  66. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักคณะรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ, เล่ม ๗๓ ตอนที่ ๔๒ ง หน้า ๑๕๑๖, ๒๒ พฤษภาคม ๒๔๙๙
  67. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักคณะรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ, เล่ม ๗๒ ตอนที่ ๗๕ ง หน้า ๒๒๗๙, ๑๓ กันยายน ๒๔๙๘
  68. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักคณะรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประดับเครื่องอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ, เล่ม ๗๓ ตอนที่ ๓ ง หน้า ๑๓๕, ๑๐ มกราคม ๒๔๙๙

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

ก่อนหน้า สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถัดไป
จอมพลผิน ชุณหะวัณ 2leftarrow.png Emblem of the Royal Thai Army.svg
ผู้บัญชาการทหารบก
(23 มิถุนายน พ.ศ. 2497 - 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506)
2rightarrow.png จอมพลถนอม กิตติขจร
จอมพล ป. พิบูลสงคราม 2leftarrow.png ตรากระทรวงกลาโหม.png
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
(31 มีนาคม - 16 กันยายน พ.ศ. 2500)
2rightarrow.png จอมพลถนอม กิตติขจร
จอมพลถนอม กิตติขจร 2leftarrow.png Seal of the Office of the Prime Minister of Thailand.svg
นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย (ครม. 29)
(9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 – 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506)
2rightarrow.png จอมพลถนอม กิตติขจร
พลตำรวจเอก ไสว ไสวแสนยากร 2leftarrow.png Emblem of Royal Thai Police.png
อธิบดีกรมตำรวจ
(9 กันยายน พ.ศ. 2502 – 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506)
2rightarrow.png พลตำรวจเอก ประเสริฐ รุจิรวงศ์
จอมพลถนอม กิตติขจร
(สมัยที่ 1)
2leftarrow.png นายกคณะกรรมการมหาวิทยาลัยศิลปากร คนที่ 3
(พ.ศ. 2503 – พ.ศ. 2507)
2rightarrow.png จอมพลถนอม กิตติขจร
(สมัยที่ 2)