ข้ามไปเนื้อหา

กบฏ 26 มีนาคม พ.ศ. 2520

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
กบฏ 26 มีนาคม พ.ศ. 2520

ฉลาด ในวันที่ถูกฝากขังที่เรือนจำชั่วคราวบางเขน จากคดีกบฏ 26 มีนาคม พ.ศ. 2520
วันที่26 มีนาคม พ.ศ. 2520 (49 ปีที่แล้ว)
สถานที่
ผล

กองทัพไม่สามารถยึดอำนาจได้

คู่สงคราม
ประเทศไทย กองพลทหารราบที่ 9 (ฝ่ายกบฏอยู่ในนี้) รัฐบาลธานินทร์
ประเทศไทย กองทัพบกไทย
ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ
ประเทศไทย พลเอก ฉลาด หิรัญศิริ
พันโท สนั่น ขจรประศาสน์
พันตรี บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์
พันตรี วิศิษฐ์ ควรประดิษฐ์
ประเทศไทย พันตรี อัศวิน หิรัญศิริ
ธานินทร์ กรัยวิเชียร
ประเทศไทย พลเรือเอก สงัด ชลออยู่
พลเอก เสริม ณ นคร
พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
กำลัง
300 นาย
ความสูญเสีย
1 (ฉลาด หิรัญศิริ) 2 (อรุณ ทวาทศิน และทหารเกณฑ์)

กบฏ 26 มีนาคม พ.ศ. 2520 เป็นความพยายามก่อรัฐประหารของฉลาด หิรัญศิริ เพื่อล้มล้างรัฐบาลทหารของธานินทร์ กรัยวิเชียร และผู้นำคณะรัฐบาลทหาร สงัด ชลออยู่ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2520 โดยได้นำกองกำลังทหารจากกองพลที่ 9 จังหวัดกาญจนบุรี เข้ายึดสถานที่สำคัญ 4 แห่ง คือ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก สวนรื่นฤดี กองบัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารสูงสุดส่วนหน้า สนามเสือป่า และกรมประชาสัมพันธ์ แต่ล้มเหลวภายใน 12 ชั่วโมง ฉลาดถูกประหารชีวิตในอีกหนึ่งเดือนต่อมาโดยไม่มีการพิจารณาคดี เพื่อเป็นการตอบโต้จากการสังหารอรุณ ทวาทศิน พระสหายใกล้ชิดของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ภูมิหลัง

[แก้]

ประเทศไทยเข้าสู่สภาวะความวุ่นวายทางการเมืองในปี พ.ศ. 2519 โดยกลุ่มต่อต้านฝ่ายซ้ายได้ใช้ความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ฝ่ายทหารได้กดดันให้หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ยุบสภาผู้แทนราษฎร โดยกำหนดวันเลือกตั้งขึ้นในวันที่ 4 เมษายน สถานการณ์ในช่วงหลายเดือนก่อนการเลือกตั้งเต็มไปด้วยความตึงเครียด โดยเลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยถูกลอบสังหาร กลุ่มกระทิงแดงพยายามวางระเบิดที่ทำการพรรคพลังใหม่ (พรรคฝ่ายซ้าย) และมีการก่อตั้งพรรคชาติไทยขึ้นพร้อมกับสโลแกน "ขวาพิฆาตซ้าย" พรรคประชาธิปัตย์ของหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ได้รับคะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่งในการเลือกตั้ง และได้จัดตั้งรัฐบาลผสมที่ไม่มีเสถียรภาพ พลเอกกฤษณ์ สีวะรา อดีตผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่ถึงแก่อนิจกรรมในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา การถึงแก่อนิจกรรมของเขาถูกกล่าวถึงว่า "...กะทันหันและมีเงื่อนงำ..."[1]

เกิดความตึงเครียดภายในกองทัพจากการที่กลุ่มอำนาจต่าง ๆ แข่งขันกันก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญเพื่อเพิ่มบทบาททางการเมืองให้มากขึ้น กลุ่มอำนาจกลุ่มหนึ่งในกองทัพประกอบด้วยอดีตลูกศิษย์ของจอมพลถนอม ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งนำโดยพลเอกฉลาด หิรัญศิริ อดีตรองผู้บัญชาการทหารบกและอดีตผู้บัญชาการกองกำลังทหารไทยในสงครามเวียดนาม

สมาชิกกลุ่มอำนาจของพลเอกฉลาด รวมถึงพันตรีอัศวิน หิรัญศิริ บุตรชายของเขา ได้เข้าพบหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ที่บ้านพักในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2519 กองทัพบกได้ปลดนายทหารกลุ่มดังกล่าวเนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐบาลของหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องการก่อรัฐประหาร กลุ่มขวาจัดได้ทวีความรุนแรงในการกระทำต่อขบวนการนักศึกษาฝ่ายซ้ายมากยิ่งขึ้น[2]

พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ได้ก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ภายหลังจากเหตุการณ์สังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องมาจากความวุ่นวายทางการเมืองจากการเดินทางกลับประเทศไทยของจอมพลถนอม กิตติขจร อดีตเผด็จการผู้ซึ่งลี้ภัยไปต่างประเทศหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา พ.ศ. 2516 ทั้งกลุ่มของพลเรือเอกสงัดและกลุ่มของพลเอกฉลาดต่างมีแผนที่จะก่อรัฐประหารในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2519 แต่พลเรือเอกสงัดได้ชิงลงมือก่อเหตุเสียก่อน ทั้งสองกลุ่มไม่ได้รับผลประโยชน์จากรัฐบาลพลเรือนของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ซึ่งจัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหาร[3] ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2520 จอมพลประภาส จารุเสถียร ได้เดินทางกลับประเทศไทยในฐานะฆราวาส แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งแต่อย่างใด

พลเอกฉลาดปฏิเสธที่จะเข้ารายงานตัวต่อคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินของพลเรือเอกสงัด ส่งผลให้เขาถูกปลดออกจากราชการเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม โดยมีการประกาศผ่านทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ต่อมาพลเอกฉลาดได้เข้าอุปสมบทที่วัดบวรนิเวศวิหารเป็นเวลา 5 เดือน โดยระบุว่าต้องการฝึกฝนจิตใจของตนเอง และได้รับฉายาทางธรรมว่า "ศิริหิรญฺโญ" การถึงแก่อนิจกรรมของพลเอกกฤษณ์และการปลดพลเอกฉลาดออกจากราชการได้ทวีความขัดแย้งทางการเมืองให้รุนแรงยิ่งขึ้น[2]

เหตุการณ์

[แก้]
พลเอก ฉลาด หิรัญศิริ

ก่อนรุ่งสางของวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2520 พลเอกฉลาดพร้อมด้วยนายทหารระดับกลาง 4 นาย และกำลังพลจากกองพลทหารราบที่ 9 จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 300 นาย ซึ่งนำโดยพันตรีอัศวิน หิรัญศิริ บุตรชายของเขา[4] ได้เข้ายึดอาคารกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.), สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และค่ายทหารขนาดเล็กอีก 3 แห่งในกรุงเทพมหานคร[3] พลตรีอรุณ ทวาทศิน ผู้บังคับการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ และทหารชั้นผู้น้อยอีกหนึ่งนาย ได้ถูกสังหารเนื่องจากปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับพลเอกฉลาดในการก่อรัฐประหาร[4][5] มีนายทหารได้รับบาดเจ็บ 1 นาย หลังจากรถถัง 2 คันพุ่งชนประตูหลักของค่ายทหาร[5] คณะผู้ก่อการได้ระบุเหตุผลในการดำเนินการครั้งนี้ว่า "สภาพการณ์ทั่วไปด้านความมั่นคงของชาติ เศรษฐกิจ และสังคม กำลังตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง"[4]

เมื่อเวลา 11:00 น. สมาชิกของรัฐบาลคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้เดินทางมาถึงสถานีวิทยุกระจายเสียงและสั่งให้ฝ่ายผู้ก่อการวางอาวุธและยอมจำนน[4] รัฐบาลของนายธานินทร์ประกาศว่าจะอนุญาตให้คณะผู้ก่อการลี้ภัยไปต่างประเทศได้ หากยอมปล่อยตัวนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นตัวประกันทั้ง 2 นาย แต่พลเรือเอกสงัด ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ชี้แจงในเวลาต่อมาว่าพวกเขาจะต้องถูกนำตัวขึ้นพิจารณาคดีในศาลทหาร[6]

ในช่วงบ่าย มีการตัดไฟฟ้าในบริเวณสถานีวิทยุและอาคาร กอ.รมน.[4] ในขณะเดียวกัน รัฐบาลยังคงออกอากาศทางวิทยุและโทรทัศน์ตลอดทั้งวัน กลุ่มกบฏยึดอาคาร กอ.รมน. ไว้จนกระทั่งหลังพลบค่ำ ซึ่งฉลาดได้เจรจาเรื่องการเนรเทศกับเสริม ณ นคร ทหารกบฏยอมจำนนทีละคน โดยมอบปืนไรเฟิล เอ็ม 16 ให้กับทหารรัฐบาลที่อยู่รอบบริเวณอาคาร[5]

เวลา 22.00 น. รัฐบาลธานินทร์ประกาศยุติความพยายามก่อรัฐประหารอย่างสันติ โดยถ่ายทอด 'ความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง' ของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง[4] ระหว่างนั้น ธานินทร์ได้อ่านพระราชหัตถเลขาจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ถึงภรรยาหม้ายของอรุณ[5] มีผู้ถูกจับกุม 20 คนในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการก่อรัฐประหารที่ล้มเหลว[6] แม้ว่าผู้นำการก่อรัฐประหารจะได้รับสัญญาว่าจะเนรเทศ[4] แต่พวกเขาก็ถูกจับกุม และควบคุมตัวโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อใครทั้งสิ้น[7]

หลังจากสิ้นสุด

[แก้]

เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ และนายกรัฐมนตรีธานินทร์ กรัยวิเชียร อนุมัติคำสั่งประหารชีวิตฉลาด ตามแหล่งข่าวสำนักพระราชวัง พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงลงพระนามถอดถอนยศทหารทั้งหมดของฉลาด[7]

ฉลาดถูกประหารชีวิตโดยคณะผู้ยึดอำนาจการปกครองโดยไม่มีการพิจารณาคดีเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2520 ก่อนการประหารชีวิต ฉลาดไม่ได้รับอนุญาตให้พบภรรยาหรืออัศวิน อัศวินและผู้นำการก่อรัฐประหารคนอื่น ๆ ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต บุคคล 14 คนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มกบฏถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลานาน เช่น พิชัย วาศนาส่ง นักวิจารณ์โทรทัศน์ชื่อดัง และรักษ์ศักดิ์ วัฒนพาณิชย์ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์[6]

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]

ข้อมูล

[แก้]
  • Andelman, David A. (27 มีนาคม 1977a). "Thai Coup Attempt, Mostly Just a War Of Words, Is Foiled". The New York Times.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  • Simons, Lewis M. (27 มีนาคม 1977). "Coup Attempt in Thailand Collapses From Ineptitude". Washington Post.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  • Darling, Frank C. (1978). "Thailand in 1977: The Search for Stability and Progress". Asian Survey. 18 (2): 153–163. doi:10.2307/2643309. ISSN 0004-4687. JSTOR 2643309.
  • Andelman, David A. (22 เมษายน 1977b). "Thai General Is Shot Without Trial for Leading Coup". The New York Times.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  • Chambers, Paul (2016). "Under the Boot: Military-Civil Relations in Thailand since the 2014 Coup" (PDF). City University of Hong Kong. Southeast Asia Research Centre (SEARC) Working Paper Series No. 187. สืบค้นเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2017.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  • บำรุงสุข, สุรชาติ (7 เมษายน 2017). "40 ปี รัฐประหาร 26 มีนาคม (1) รำลึก "พลเอกฉลาด หิรัญศิริ"". มติชนสุดสัปดาห์.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)