ศาลทหาร (ประเทศไทย)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ศาลทหาร ได้มีขึ้นเป็นของคู่กันมาตั้งแต่มีการทหารไว้ป้องกันประเทศ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบบศาลทหารไทยปรากฏตามกฎหมายลักษณะขบฎศึก จุลศักราช 796 ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 5 มีศาลกลาโหม ชำระความที่เกี่ยวกับทหารและยังชำระความพลเรือนด้วย ทั้งนี้ เนื่องจากสมุหพระกลาโหมนั้นมิได้มีเพียงอำนาจหน้าที่เฉพาะการบังคับบัญชาทหารบก ทหารเรือ เท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่จัดการปกครองหัวเมืองฝ่ายใต้ด้วย ศาลที่ขึ้นอยู่ในกระทรวงกลาโหมมีทั้งศาลที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพ และศาลในหัวเมืองฝ่ายใต้ด้วย ศาลกลาโหมจึงมีลักษณะเป็นทั้งศาลทหารและศาลพลเรือน

พ.ศ. 2434 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ปรับปรุงในเรื่องการศาลทั้งหมด โดยให้ตั้งกระทรวงยุติธรรมขึ้น และรวบรวมศาลซึ่งกระจัดกระจายสังกัดอยู่ในกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ เข้ามาสังกัดกระทรวงยุติธรรมจนหมดสิ้นทุกศาล ยกเว้นแต่เพียงศาลทหารเพียงศาลเดียวที่ยังคงให้สังกัดกระทรวงกลาโหมอยู่ตามเดิม ศาลในประเทศไทยจึงแบ่งได้เป็นศาลกระทรวงยุติธรรมกับศาลทหารนับแต่นั้นมา

ประเภทของศาลทหาร[แก้]

ศาลทหารสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ

  1. ศาลทหารในเวลาปกติ
  2. ศาลทหารในเวลาไม่ปกติ
  3. ศาลอาญาศึก

คดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร[แก้]

ศาลทหาร มีอำนาจ พิจารณาพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดอาญาซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด สั่งลงโทษบุคคลใดๆ ที่กระทำผิดฐานและละเมิดอำนาจศาล นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีอำนาจในการพิจารณาคดีอย่างอื่นได้อีกตามที่จะมีกฎหมายบัญญัติเพิ่มเติม ที่เคยมีมาแล้วเช่น ความผิดฐานกระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นต้น สำหรับอำนาจในการรับฟ้องคดีของศาลทหารแบ่งได้ดังนี้ ศาลจังหวัดทหารจะรับฟ้องคดีที่จำเลยมีชั้นยศเป็นนายทหารประทวน ศาลมณฑลทหารจะรับฟ้องคดีที่จำเลยมีชั้นยศตั้งแต่ชั้นประทวนจนถึงชั้นยศสัญญาบัตรแต่ไม่เกินพันเอก ส่วนศาลทหารกรุงเทพจะรับฟ้องได้หมดทุกชั้นยศ นอกจากนี้ชั้นยศจำเลยมีผลต่อการแต่งตั้งองค์คณะตุลาการที่จะพิจารณาคดีด้วย โดยองค์คณะตุลาการที่จะแต่งตั้งนั้นอย่างน้อยต้องมีผู้ที่มียศเท่ากันหรือสูงกว่าจำเลย

โดยการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 ได้มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ระบุไว้ว่าความผิดที่ต้องขึ้นศาลทหารมี 4 ประเภท คือ 1.ความผิดตามมาตรา 112 2.ความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธ 3.ความผิดฐานขัดคำสั่ง คสช. และ 4.ความผิดด้านความมั่นคง[1]

คดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร[แก้]

แยกเป็น 4 ประเภท คือ

  • ประเภทแรก ได้แก่คดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน
  • ประเภทที่สอง ได้แก่คดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน
  • ประเภทที่สาม ได้แก่คดีที่ต้องดำเนินในศาลเยาวชนและครอบครัว เนื่องจากอายุของผู้กระทำความผิด ซึ่งคงจะมีแต่เฉพาะนักเรียนทหาร
  • ประเภทที่สี่ ได้แก่คดีที่ศาลทหารเห็นว่าไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร คดีประเภทนี้คงจะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 2 ประการ ประการแรก คือ ได้มีการฟ้องคดียังศาลทหารแล้ว ประการที่สอง คือ เป็นคดีที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ในสามประเภทแรก

บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร[แก้]

  • กลุ่มแรก ได้แก่ ทหาร แยกเป็น 2 ประเภท คือ
  1. ทหารประจำการ ได้แก่ ทหารที่ยึดเอาการรับราชการทหารเป็นอาชีพ ซึ่งมีทั้งทหารประจำการชั้นสัญญาบัตร ชั้นประทวน และทหารที่ไม่มียศที่เรียกกันว่า พลทหารอาสาสมัคร
  2. ทหารกองประจำการ คือ ทหารเกณฑ์ หรือทหารที่สมัครเข้ากองประจำการเพราะกฎหมายบังคับให้ต้องเป็นทหาร
  • กลุ่มที่สอง ได้แก่ นักเรียนทหาร หมายถึง นักเรียนทหารที่กำหนดขึ้นโดยกระทรวงกลาโหม เช่น นักเรียนนายร้อย นักเรียนแพทย์ทหารวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์พระมงกุฎเกล้า นักเรียนนายเรือ นักเรียนนายเรืออากาศ นักเรียนเตรียมทหาร นักเรียนทหารดังกล่าวหากมีอายุอยู่ในเกณฑ์ที่จะต้องดำเนินคดีในศาลเยาวชนและครอบครัว หากพ้นเกณฑ์อายุก็จะต้องถูกดำเนินคดีในศาลทหาร
  • กลุ่มที่สาม คือบุคคลที่มิได้เป็นทหาร จำแนกได้เป็น 3 ประเภท คือ
  1. บุคคลที่เป็นข้าราชการกลาโหมพลเรือน เป็นลูกจ้างในสังกัดกระทรวงกลาโหม เมื่อกระทำความผิดต่อหน้าที่ราชการโดยมาจำกัดพื้นที่ หรือความผิดอาญาอื่นโดยจำกัดพื้นที่เฉพาะในบริเวณที่ตั้งหน่วยทหาร
  2. บุคคลที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น พยานที่ถูกศาลทหารออกหมายจับมาเพื่อเบิกความ
  3. บุคคลที่เป็นเชลยศึกหรือชนชาติศัตรูในช่วงเวลาที่มีศึกสงคราม

การแต่งตั้งตุลาการ[แก้]

  • ตุลาการศาลทหารสูงสุด และตุลาการศาลทหารกลาง ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งและถอดถอน
  • ตุลาการศาลทหารชั้นต้น และศาลประจำหน่วยทหาร พระมหากษัตริย์ทรงมอบพระราชอำนาจแก่ผู้บังคับบัญชาทหาร และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอน
  • ตุลาการในศาลทหารชั้นต้น ผู้มีอำนาจบังคับบัญชาจังหวัดทหาร เป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งตุลาการศาลจังหวัดทหาร ผู้มีอำนาจบังคับบัญชามณฑลทหาร เป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งตุลาการศาลมณฑลทหาร ผู้มีอำนาจบังคับบัญชาหน่วยทหาร เป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งตุลาการศาลประจำหน่วยทหารและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งตุลาการศาลทหารกรุงเทพ

รายชื่อศาลทหารในเวลาปกติ[แก้]

ศาลทหารชั้นต้น
  • ศาลทหารกรุงเทพ มีที่ตั้งอยู่ในกรมพระธรรมนูญ และมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาได้ทุกบทกฎหมาย โดยไม่จำกัดพื้นที่ และไม่จำกัดชั้นยศของจำเลย
  • ศาลมณฑลทหาร มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั้งปวง เฉพาะความผิดที่เกิดขึ้นในเขตพื้นที่มณฑลทหารนั้น ๆ แต่จำกัดชั้นยศของจำเลยว่าจำเลยจะต้องไม่ใช่นายทหารชั้นนายพล ยกเว้นมณฑลทหารอันเป็นที่ตั้งของศาลทหารกรุงเทพ ปัจจุบันมีศาลมณฑลทหาร 35 แห่ง ได้แก่
  1. ศาลมณฑลทหารบกที่ 12 อยู่ที่ค่ายจักรพงษ์ มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดนครนายก
  2. ศาลมณฑลทหารบกที่ 13 อยู่ที่จังหวัดลพบุรี มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดลพบุรี จังหวัดชัยนาท จังหวัดสิงห์บุรี และจังหวัดอ่างทอง
  3. ศาลมณฑลทหารบกที่ 14 อยู่ที่ค่ายนวมินทราชินี มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดชลบุรี จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด และจังหวัดระยอง
  4. ศาลมณฑลทหารบกที่ 15 อยู่ที่ค่ายรามราชนิเวศน์ มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
  5. ศาลมณฑลทหารบกที่ 16 อยู่ที่ค่ายภาณุรังษี มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดราชบุรีและจังหวัดสมุทรสงคราม
  6. ศาลมณฑลทหารบกที่ 17 อยู่ที่ค่ายสุรสีห์ มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดสุพรรณบุรี
  7. ศาลมณฑลทหารบกที่ 18 อยู่ที่ค่ายอดิศร มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดสระบุรีและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  8. ศาลมณฑลทหารบกที่ 19 อยู่ที่ค่ายไพรีระย่อเดช มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดสระแก้วและจังหวัดฉะเชิงเทรา
  9. ศาลมณฑลทหารบกที่ 110 อยู่ที่ค่ายทองฑีฆายุ มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดนครปฐมและจังหวัดสมุทรสาคร
  10. ศาลมณฑลทหารบกที่ 21 อยู่ที่ค่ายสุรนารี มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดชัยภูมิ
  11. ศาลมณฑลทหารบกที่ 22 อยู่ที่ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดยโสธร จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอำนาจเจริญ
  12. ศาลมณฑลทหารบกที่ 23 อยู่ที่ค่ายศรีพัชรินทร มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดขอนแก่น จังหวัดกาฬสินธุ์ และจังหวัดมหาสารคาม
  13. ศาลมณฑลทหารบกที่ 24 อยู่ที่ค่ายประจักษ์ศิลปาคม มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดอุดรธานี
  14. ศาลมณฑลทหารบกที่ 25 อยู่ที่ค่ายวีรวัฒน์โยธิน มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดสุรินทร์
  15. ศาลมณฑลทหารบกที่ 26 อยู่ที่ค่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดบุรีรัมย์
  16. ศาลมณฑลทหารบกที่ 27 อยู่ที่ค่ายประเสริฐสงคราม มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดร้อยเอ็ด
  17. ศาลมณฑลทหารบกที่ 28 อยู่ที่ค่ายศรีสองรัก มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดเลย จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย และจังหวัดหนองบัวลำภู
  18. ศาลมณฑลทหารบกที่ 29 อยู่ที่ค่ายกฤษณ์สีวะรา มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดสกลนคร
  19. ศาลมณฑลทหารบกที่ 210 อยู่ที่ค่ายพระยอดเมืองขวาง มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดนครพนม และจังหวัดมุกดาหาร
  20. ศาลมณฑลทหารบกที่ 31 อยู่ที่ค่ายจิรประวัติ มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดอุทัยธานี
  21. ศาลมณฑลทหารบกที่ 32 อยู่ที่ค่ายสุรศักดิ์มนตรี มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดลำปาง
  22. ศาลมณฑลทหารบกที่ 33 อยู่ที่ค่ายกาวิละ มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดลำพูน
  23. ศาลมณฑลทหารบกที่ 34 อยู่ที่ค่ายขุนเจืองธรรมิกราช มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดพะเยา
  24. ศาลมณฑลทหารบกที่ 35 อยู่ที่ค่ายพิชัยดาบหัก มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดอุตรดิตถ์
  25. ศาลมณฑลทหารบกที่ 36 อยู่ที่ค่ายพ่อขุนผาเมือง มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดพิจิตร
  26. ศาลมณฑลทหารบกที่ 37 อยู่ที่ค่ายเม็งรายมหาราช มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดเชียงราย
  27. ศาลมณฑลทหารบกที่ 38 อยู่ที่ค่ายสุริยพงษ์ มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดน่านและจังหวัดแพร่
  28. ศาลมณฑลทหารบกที่ 39 อยู่ที่ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดสุโขทัย
  29. ศาลมณฑลทหารบกที่ 310 อยู่ที่ค่ายวชิรปราการ มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดตาก
  30. ศาลมณฑลทหารบกที่ 41 อยู่ที่ค่ายวชิราวุธ มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดนครศรีธรรมราช (ยกเว้นอำเภอทุ่งสง) จังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา และจังหวัดภูเก็ต
  31. ศาลมณฑลทหารบกที่ 42 อยู่ที่ค่ายเสนาณรงค์ มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดสงขลา จังหวัดตรัง จังหวัดพัทลุง และจังหวัดสตูล
  32. ศาลมณฑลทหารบกที่ 43 อยู่ที่ค่ายเทพสตรีศรีสุนทร มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดนครศรีธรรมราช (เฉพาะอำเภอทุ่งสง)
  33. ศาลมณฑลทหารบกที่ 44 อยู่ที่ค่ายเขตอุดมศักดิ์ มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดชุมพรและจังหวัดระนอง
  34. ศาลมณฑลทหารบกที่ 45 อยู่ที่ค่ายวิภาวดีรังสิต มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดสุราษฎร์ธานี
  35. ศาลมณฑลทหารบกที่ 46 อยู่ที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดยะลา
  • ศาลประจำหน่วยทหาร ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 9 กำหนดว่าเมื่อหน่วยทหารปฏิบัติหน้าที่อยู่นอกราชอาณาจักร หรือกำลังเดินทางเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่นอกราชอาณาจักร และมีกำลังทหารไม่น้อยกว่าหนึ่งกองพัน จะให้จัดตั้งศาลประจำหน่วยทหาร นั้นก็ได้ และศาลประจำหน่วยทหารมีอำนาจเหนือบุคคลที่สังกัดอยู่หน่วยทหารนั้นโดยไม่จำกัดพื้นที่
ศาลทหารกลาง

มีศาลเดียว ตั้งอยู่ในกรมพระธรรมนูญ มีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลทหารชั้นต้น

ศาลทหารสูงสุด

มีศาลเดียว ตั้งอยู่ในอาคารสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ถนนแจ้งวัฒนะ มีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลทหารกลาง คดีที่ศาลทหารสูงสุดได้พิจารณาพิพากษา หรือมีคำสั่งแล้ว ให้เป็นอันถึงที่สุด

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. "สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2016-03-04. สืบค้นเมื่อ 2015-09-09.