บีบีซีไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
บีบีซีไทย
ยูอาร์แอลwww.bbc.com/thai
ประเภทข่าว
ลงทะเบียน?ไม่จำเป็น
ภาษา
ที่ใช้ได้
ภาษาไทย
เจ้าของบีบีซี
เปิดตัว27 เมษายน พ.ศ. 2484 (ใช้ชื่อบีบีซีแผนกไทย)
10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 (ใช้ชื่อบีบีซีไทย)
สถานะ
ปัจจุบัน
เปิดให้บริการ

บีบีซีไทย หรือ บีบีซีแผนกภาษาไทย เป็นสื่อออนไลน์ เสนอข่าว เรื่องราวทางธุรกิจ วัฒนธรรม สุขภาพ เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และบันเทิง รวมทั้งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสตรีและสังคม และมีสอนภาษาอังกฤษ เดิมเป็นรายการทางสถานีวิทยุทางคลื่นเอฟเอ็มและเอเอ็ม กระจายเสียงในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 40 สถานี ทั่วประเทศ ส่วนผู้ฟังทั่วโลกรับฟังบีบีซีภาษาไทยได้ทั้งทางคลื่นสั้นและทางอินเทอร์เน็ต[1] เนื้อหาส่วนมากเป็นรายงานข่าว มีการสอนภาษาอังกฤษด้วยวิธีการใหม่ที่มีชาวอังกฤษมาพูดเป็นตัวอย่าง อย่างไรก็ตาม ได้ยุติการออกอากาศภาคภาษาไทยเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2549 จน 10 กรกฎาคม 2557 ได้กลับมาในรูปแบบสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก และเปิดเว็บไซต์ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559

ภายใต้การสนับสนุนจากบีบีซี เวิลด์ ประเทศอังกฤษ โดยมีบรรณาธิการคนปัจจุบันคือ นพพร วงศ์อนันต์[2] โดยปัจจุบันสำนักงานในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่อาคารมณียาเซ็นเตอร์ ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร[3][4]

ประวัติ[แก้]

บีบีซีแผนกภาษาไทยก่อตั้งปี พ.ศ. 2484 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้ที่ทำหน้าที่ประสานงานขณะนั้นคือนายอเล็ค อดัมส์ เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ โดยได้ขอคำปรึกษาไปยัง พระมนูเวทย์วิมลนาถ ทูตไทยประจำอังกฤษขณะนั้น แต่เงื่อนไขสำคัญที่บีบีซีภาคภาษาไทยต้องถือปฏิบัติ คือ เนื้อหาในการออกอากาศต้องรักษาความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด และต้องไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง จึงได้ออกอากาศครั้งแรกจากกรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2484 ในเวลา 20.30-20.45 น.ตามเวลาในประเทศไทย

ระยุแรกรูปแบบรายการเป็นลักษณะ "จดหมายจากอังกฤษ" ดำเนินรายการโดยเสนาะ ตันบุญยืน และเสนาะ นิลกำแหง สัปดาห์และครั้ง ทุกวันอาทิตย์ และได้ขยายเวลาออกอากาศเป็นสัปดาห์ละ 3 วันในเวลาต่อมา เนื้อหารายการมีการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองในเมืองไทย ต่อมาในปี 2490 บีบีซีได้เริ่มระบบทำสัญญาว่าจ้างคนไทยเข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่เต็มเวลา ปรับปรุงเนื้อหารายการเป็นการเสนอข่าว บทวิจารณ์และรายงานสารคดี

หลังจากนั้น 2 ปี ได้รับการประสานงานจากกรมโฆษณา หรือกรมประชาสัมพันธ์ในปัจจุบัน ส่งเจ้าหน้าที่มาฝึกงานกับบีบีซี ซึ่งถือเป็นความร่วมมือกับรัฐบาลไทย ในระหว่างปี พ.ศ. 2500-2501 มีการออกอากาศเป็นภาษาลาว 15 นาที เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ในปี พ.ศ. 2489 บีบีซีแผนกภาษาไทยได้เปลี่ยนชื่อเป็น "แผนกภาษาสยาม" จนถึงปี 2492 กระทั่งปี 2492 จึงกลับไปใช้ชื่อเดิมอีกครั้งหนึ่ง

กระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษมีคำสั่งให้ยุติบีบีซีแผนกภาษาไทยในวันที่ 5 มีนาคม 2503 เนื่องจากเศรษฐกิจทางภาคพื้นยุโรปตกอยู่ในภาวะฝืดเคืองอย่างหนัก แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยือนอังกฤษอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคมปีนั้น บีบีซีแผนกภาษาไทยจึงกลับมาออกอากาศอีกครั้งเป็นกรณีพิเศษ วันละ 15 นาที ระหว่างวันที่ 18-23 กรกฎาคม

บีบีซีแผนกภาษาไทยได้กลับมาออกอากาศอีกครั้งใน เดือนมิถุนายน 2505 โดยกระจายเสียงวันละครึ่งชั่วโมง ซึ่งเพิ่มการออกอากาศในช่วงเช้าและค่ำ พร้อมทั้งมีการปรับรูปแบบรายการและความต้องการข่าวสารของผู้ฟังในประเทศไทยเป็นหลัก จนในปี พ.ศ. 2540 ได้ลงนามจัดตั้งศูนย์ประสานงานบีบีซี แผนกภาษาไทยกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง และมีผู้สื่อข่าวประจำประเทศไทยอย่างถาวร ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2543[5] แต่เนื่องจากมีการประเมินผลการออกอากาศของแผนกต่าง ๆ ทั้ง 43 ภาษา พบว่าจำนวนผู้ฟังในแผนกภาษาไทยมีอยู่น้อย และจำเป็นต้องใช้งบประมาณก้อนนี้กับภูมิภาคอื่นซึ่งความต้องการของผู้ฟังมีมากกว่าในประเทศไทย จึงเป็นเหตุให้ยุติการออกอากาศภาคภาษาไทยเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2549[6] จน 10 กรกฎาคม 2557 ได้กลับมาในรูปแบบสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก เปิดตัววันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ภายใต้การสนับสนุนจากบีบีซีเวิลด์ ประเทศอังกฤษ[7] หลังจากนั้น 2 ปี ได้เปิดเว็บไซต์ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 ซึ่งเป็นผลมาจากการสนับสนุนเงินทุนของรัฐบาลอังกฤษให้กับบีบีซีเวิลด์เซอร์วิส[8]

เนื้อหา[แก้]

บีบีซีไทย ในช่วงออกอากาศทางวิทยุ ให้เนื้อหาข่าว รายงานและวิเคราะห์เหตุการณ์ปัจจุบัน และวิจารณ์การเมือง จนหลังเดือนพฤษภาคม ปี 2535 บีบีซีแผนกภาษาไทยได้มีการปรับทิศทางการทำงาน จากเน้นการแปลข่าว มาเป็นเน้นงานข่าวมากขึ้น หลังจากกลับมาในรูปแบบสื่อออนไลน์ ให้ข้อมูลข่าวทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยไม่อาศัยข่าวจากช่องทางของบุคคลที่สาม (third-party platform) เว็บไซต์นำเสนอเรื่องราวทางธุรกิจ วัฒนธรรม สุขภาพ เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และบันเทิง รวมทั้งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสตรีและสังคม และมีสอนภาษาอังกฤษกับ BBC Learning English[9]

การทำงาน[แก้]

จากข้อมูลเดือนพฤษภาคม 2558 ทีมงานบีบีซีไทย ส่วนใหญ่เป็นอดีตพนักงานบีบีซี แผนกภาษาไทยที่ปิดตัวไป โดยมีสำนักงานตั้งอยู่ที่บนชั้น 5 ของอาคาร BBC Broadcasting House สำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของบีบีซี ทีมงานในลอนดอนมีทั้งหมด 5 คน และมีผู้สื่อข่าวประจำอยู่ที่ประเทศไทยอีก 1 คน อิสสริยา พรายทองแย้ม เป็นหนึ่งในทีมงานบีบีซีไทยที่ทำงานกับวิทยุบีบีซีแผนกภาษาไทยจนวันสุดท้ายของการออกอากาศ ได้กลับมาร่วมงานอีกครั้ง อิสสริยากล่าวว่า มีเป้าหมายในการโพสต์ข่าวขึ้นเฟซบุ๊กประมาณ 25 ข่าวต่อวัน นอกจากเฟซบุ๊ก ก็มีการโพสต์ข่าวทางยูทูบและอินสตาแกรมด้วย ส่วนการลงเสียงและคลิปวิดีโอ ใช้ร่วมกับแผนกอื่น และเธอตั้งข้อสังเกตว่า ผู้อ่านคนไทยจะสนใจข่าวการเมืองเป็นพิเศษ เห็นได้จากการเข้ามาแสดงความคิดเห็น รองลงมาเป็นข่าวสถานการณ์ เช่น แผ่นดินไหวในเนปาล และเรื่องราวแปลก ๆ จากรอบโลก[10]

ความน่าเชื่อถือและความเป็นกลาง[แก้]

บีบีซีไทยอ้างว่ามีความน่าเชื่อถือเรื่องความเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด นำเสนอเรื่องราวและความเห็นจากทั้งสองฝ่ายได้อย่างเต็มที่โดยปราศจากอคติทางการเมือง[10] ผู้จัดการออนไลน์วิจารณ์ว่า บีบีซีไทยให้ความสำคัญกับการนำเสนอข่าวความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านรัฐประหารและบ่อยครั้งเลือกจับประเด็นข่าววิจารณ์การทำหน้าที่ของรัฐบาลในทางลบมานำเสนอ เช่น กรณีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่าที่พยายามชักนำให้เข้าใจว่าเป็นการจับแพะ กรณีชาวโรฮีนจาและชาวอุยกูร์ที่เสนอข่าวว่ารัฐบาลไทยไร้มนุษยธรรม ละเมิดกติกาสากล ฯลฯ เป็นการเสนอข่าวที่อยู่บนพื้นฐานของการเลือกข้าง มีอคติและบิดเบือน[11] ทีนิวส์วิจารณ์ว่า มีลักษณะทิศทางการทำงานไปในแนวทางเดียวกับระบอบทักษิณ โดยเฉพาะการนำเสนอข้อมูลในเชิงลดความน่าเชื่อถือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือบางประเด็นมีความล่อแหลมต่อการล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย[12] เดอะนิวแอตแลสพาดพิงการเสนอข่าวการเปลี่ยนรัชกาล โดยอ้างว่าบีบีซีก็ยังคงให้ข้อมูลที่ผิดเพื่อสร้างข้อสงสัยและการแบ่งแยกท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในช่วงอ่อนไหวของประเทศไทย[13]

กรณีบีบีซีไทยรายงานข่าวภาพถ่ายรูปคู่ของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับบารัก โอบามา ไทยโพสต์วิจารณ์ว่า "รายงานข่าวอย่างไม่มีที่มาที่ไป จับแพะชนแกะราวกับนิยาย"[14] ขณะที่แนวหน้าวิจารณ์ว่า "บีบีซีในปัจจุบันได้มาถึงยุคเสื่อมและถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่ต่างจากสื่อเทียมผีโม่แป้งที่สิ้นความน่าเชื่อถืออีกต่อไป"[15] ส่วน ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักประวัติศาสตร์ แสดงความเห็นว่า ตนรู้สึกชอบกล โดยว่าอย่างน้อยควรอธิบายว่าผู้เขียนเป็นใครจึงสามารถรู้เรื่องวงใน[16] ทั้งนี้บีบีซีไทย ชี้แจงว่า มีการปกปิดชื่อแหล่งข่าว ชื่อผู้เขียนและทีมงาน[17] เพราะเห็นด้วยว่าหากเปิดเผยชื่อผู้เขียนมีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบสูง แต่การไม่เปิดเผยชื่อผู้เขียน ก่อให้เสี่ยงต่อข้อครหา อาจลดความน่าเชื่อถือของรายงาน แต่ทั้งนี้ก็ต้องปิดชื่อผู้ให้ข้อมูลเพราะหวั่นเกรงต่อการถูกคุกคาม[18]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. บีบีซีไทย
  2. บีบีซีไทย เปิดเว็บไซต์ใหม่ เพิ่มช่องทางข่าวสู่คนไทยทั่วโลก
  3. บริติช บรอคาซท์ติ้ง คอร์ปอเรชั่น
  4. บริติช บรอคาซท์ติ้ง คอร์ปอเรชั่น yellowpages.co.th
  5. บีบีซี...สถานีวิทยุที่หายไป
  6. สัมภาษณ์ผอ.ใหญ่บีบีซีภาคบริการโลก เรื่องการปิดแผนกไทย
  7. BBC ภาคภาษาไทยกลับมาแล้วหลังปิดไป 8 ปี ทางการอังกฤษสนับสนุน
  8. "บีบีซีไทย" เปิดตัวเว็บไซต์ใหม่ หลังเสนอผ่าน "เฟซบุ๊ก" นานกว่า 2 ปี ไทยพีบีเอส
  9. บีบีซีไทย เปิดเว็บไซต์ใหม่ เพิ่มช่องทางข่าวสู่คนไทยทั่วโลก
  10. 10.0 10.1 เยือน "บีบีซีไทย" ในกรุงลอนดอน : พื้นที่เล็ก-ภารกิจใหญ่ ไทยพีบีเอส
  11. นั่งเทียนเขียนข่าว สไตล์บีบีซีไทย เลือกข้าง อคติ บิดเบือน
  12. ทีนิวส์ ลากไส้ บีบีซีไทย ตอน บิดเบือนสนั่นโลก!!ฉาวสุดๆBBC ตีข่าวมั่ว "บิ๊กตู่"สร้างภาพจับมือ"โอบามา"จนตรอกถึงขั้นสารภาพอ้างแหล่งข่าวนิรนาม??
  13. งามไส้สุดๆ..สื่ออวดตัวเป็นกลาง!!! The New Atlas อัดยับBBCไม่ใช่สำนักข่าวแต่เป็นล็อบบี้ยิสต์ ร่วมแก๊งสื่อต่างชาติรับเงินลอบทำลายรัฐบาลไทย??
  14. สื่อเสี้ยม
  15. ยุคเสื่อมบีบีซี สื่อเทียมสิ้นเครดิต? คอลัมน์...จับได้ไล่ทัน
  16. ล้ำเส้นสำนักข่าว! บีบีซีไทยจวกภารกิจ “ประยุทธ์” ประชุมยูเอ็น “สมศักดิ์ เจียม” ยังรับไม่ได้ ASTV ผู้จัดการออนไลน์
  17. 2 ขั้วเถียงกันหนัก ปม “บีบีซีไทย” ปิดชื่อแหล่งข่าว
  18. การประชุมยูเอ็นเริ่มจากในบ้าน แฟนเพจบีบีซี

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]