จังหวัดพิษณุโลก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก พิษณุโลก)
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สำหรับพิษณุโลก ในความหมายอื่น ดูที่ พิษณุโลก (แก้ความกำกวม)
จังหวัดพิษณุโลก
คำขวัญ: 
พระพุทธชินราชงามเลิศ ถิ่นกำเนิดพระนเรศวร สองฝั่งน่านล้วนเรือนแพ หวานฉ่ำแท้กล้วยตาก ถ้ำและน้ำตกหลากตระการตา
อักษรไทยพิษณุโลก
อักษรโรมันPhitsanulok
ชื่อไทยอื่น ๆนครพระพิษณุโลกสองแคว, นครสระหลวงสองแคว, นครสรลวงสองแคว, สองแคว, โอฆะบุรี, จันทรบุรี
การปกครอง
 • ผู้ว่าราชการรณชัย จิตรวิเศษ
(ตั้งแต่ พ.ศ. 2563)
พื้นที่[1]
 • ทั้งหมด10,815.854 ตร.กม. (4,176.025 ตร.ไมล์)
อันดับพื้นที่อันดับที่ 16
ประชากร (พ.ศ. 2562)[2]
 • ทั้งหมด865,247 คน
 • อันดับอันดับที่ 26
 • ความหนาแน่น79.99 คน/ตร.กม. (207.2 คน/ตร.ไมล์)
 • อันดับความหนาแน่นอันดับที่ 62
รหัสไอเอสโอ 3166TH-65
สัญลักษณ์ประจำจังหวัด
 • ต้นไม้ปีบ
 • ดอกไม้นนทรี
 • สัตว์น้ำปลากดคัง
ศาลากลางจังหวัด
 • ที่ตั้งถนนวังจันทน์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก 65000
 • โทรศัพท์0 5525 8947
 • โทรสาร0 5525 8559
เว็บไซต์www.phitsanulok.go.th
แผนที่
ประเทศมาเลเซียประเทศพม่าประเทศลาวประเทศเวียดนามประเทศกัมพูชาจังหวัดนราธิวาสจังหวัดยะลาจังหวัดปัตตานีจังหวัดสงขลาจังหวัดสตูลจังหวัดตรังจังหวัดพัทลุงจังหวัดกระบี่จังหวัดภูเก็ตจังหวัดพังงาจังหวัดนครศรีธรรมราชจังหวัดสุราษฎร์ธานีจังหวัดระนองจังหวัดชุมพรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์จังหวัดเพชรบุรีจังหวัดราชบุรีจังหวัดสมุทรสงครามจังหวัดสมุทรสาครกรุงเทพมหานครจังหวัดสมุทรปราการจังหวัดฉะเชิงเทราจังหวัดชลบุรีจังหวัดระยองจังหวัดจันทบุรีจังหวัดตราดจังหวัดสระแก้วจังหวัดปราจีนบุรีจังหวัดนครนายกจังหวัดปทุมธานีจังหวัดนนทบุรีจังหวัดนครปฐมจังหวัดกาญจนบุรีจังหวัดสุพรรณบุรีจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจังหวัดอ่างทองจังหวัดสิงห์บุรีจังหวัดสระบุรีจังหวัดลพบุรีจังหวัดนครราชสีมาจังหวัดบุรีรัมย์จังหวัดสุรินทร์จังหวัดศรีสะเกษจังหวัดอุบลราชธานีจังหวัดอุทัยธานีจังหวัดชัยนาทจังหวัดอำนาจเจริญจังหวัดยโสธรจังหวัดร้อยเอ็ดจังหวัดมหาสารคามจังหวัดขอนแก่นจังหวัดชัยภูมิจังหวัดเพชรบูรณ์จังหวัดนครสวรรค์จังหวัดพิจิตรจังหวัดกำแพงเพชรจังหวัดตากจังหวัดมุกดาหารจังหวัดกาฬสินธุ์จังหวัดเลยจังหวัดหนองบัวลำภูจังหวัดหนองคายจังหวัดอุดรธานีจังหวัดบึงกาฬจังหวัดสกลนครจังหวัดนครพนมจังหวัดพิษณุโลกจังหวัดอุตรดิตถ์จังหวัดสุโขทัยจังหวัดน่านจังหวัดพะเยาจังหวัดแพร่จังหวัดเชียงรายจังหวัดลำปางจังหวัดลำพูนจังหวัดเชียงใหม่จังหวัดแม่ฮ่องสอนแผนที่ประเทศไทย จังหวัดพิษณุโลกเน้นสีแดง
เกี่ยวกับภาพนี้
สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

พิษณุโลก เป็นจังหวัดตั้งอยู่ในภาคกลางของประเทศไทย มีประชากรในปี พ.ศ. 2561 จำนวน 866,891 คน[2] มีพื้นที่ 10,815.854 ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองส่วนภูมิภาคออกเป็น 9 อำเภอ มีเทศบาลนครพิษณุโลกเป็นเขตเมืองศูนย์กลางของจังหวัดและเป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับแขวงไชยบุรี ประเทศลาวทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัด เป็นจังหวัดเดียวของภาคกลางที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศลาว

ศัพท์มูลวิทยา[แก้]

ระวังสับสนกับ วิษณุโลก

ชื่อของจังหวัดมาจากคำว่า พิษณุ หมายถึง "พระวิษณุ" เทพตามความเชื่อของชาวฮินดู รวมกับคำว่า โลก ทำให้มีความหมายเป็น "โลกแห่งพระวิษณุ" ในสมัยที่ยังปกครองด้วยระบบมณฑลเทศาภิบาล ชื่อของจังหวัดนั้นสะกดว่า พิศณุโลก[3]

ประวัติศาสตร์[แก้]

พบแหล่งโบราณคดีในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่จังหวัดพิษณุโลก ได้แก่ภาพสลักบนหินที่ถ้ำกาและผาขีดเขาภูขัด อำเภอนครไทย และภาพสลักหินที่ผากระดานเลข อำเภอชาติตระการ ซึ่งภาพสลักหินเหล่านี้อยู่ในยุคโลหะมีอายุประมาณสี่พันปีก่อน[4]

จดหมายเหตุลาลูแบร์กล่าวถึงพระเจ้าพนมไชยศิริอพยพผู้คนมาตั้งถิ่นฐานที่นครไทย อาจหมายถึงพระเจ้าชัยศิริแห่งอาณาจักรโยนกเชียงแสนซึ่งเผชิญกับการรุกรานของอาณาจักรสุธรรมวดีอพยพลงมาทางใต้[5][6] (ตำนานสิงหนวัติกล่าวว่าอพยพไปกำแพงเพชร[7]) แหล่งโบราณคดีนครไทยเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ก่อนสมัยอาณาจักรสุโขทัย[5] ในสมัยขอมโบราณมีชุมชนตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองพิษณุโลกในปัจจุบันบริเวณวัดจุฬามณีคือเมืองสองแควเดิม พระปรางค์วัดจุฬามณีสร้างขึ้นในสมัยขอม[8] ต่อมาพ่อขุนบางกลางหาวแห่งเมืองบางยางร่วมมือกับพ่อขุนผาเมืองแห่งเมืองราดขับไล่ขอมสบาดโขลญลำพงออกไปจากภูมิภาคนำไปสู่การกำเนิดอาณาจักรสุโขทัย สันนิษฐานว่าเมืองบางยางคือเมืองนครไทย[9]

สมัยสุโขทัย[แก้]

ภาพเก่าองค์พระปรางค์ประธานวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร

เมืองพิษณุโลกเดิมมีชื่อต่างๆกัน ปรากฏชื่อเมือง "สองแคว" ในจารึกวัดศรีชุม "พระมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามุนีเกิดในนครสรลวงสองแคว"[10] ชื่อเมืองสองแควหมายถึงเมืองซึ่งอยู่ระหว่างแม่น้ำน่านและแม่น้ำแควน้อย ในช่วงต้นสมัยสุโขทัยเมืองสองแควอยู่ในการปกครองของพระยาคำแหงพระรามแห่งราชวงศ์ศรีนาวนำถม จนกระทั่งรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราชเมืองสองแควเข้ามาอยู่ในการปกครองของสุโขทัยราชวงศ์พระร่วงดังที่ระบุไว้ในจารึกพ่อขุนรามคำแหง

พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) ทรงสร้างเมืองสองแควขึ้นใหม่ที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่านบริเวณเมืองพิษณุโลกในปัจจุบัน พระมหาธรรมราชาลิไททรงสร้างวัดต่างๆขึ้นเป็นจำนวนมากได้แก่ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) วัดเจดีย์ยอดทอง วัดอรัญญิก และบูรณะวัดวัดราชบูรณะ พระมหาธรรมราชาลิไทหรือ "พระเจ้าศรีธรรมปิฎก" ในพงศาวดารเหนือ ทรงให้มีการหล่อพระพุทธชินราช พระพุทธชินศรี และพระศรีศาสดาขึ้นประดิษฐานไว้ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุหรือวัดใหญ่ พระพุทธชินราชซึ่งประดิษฐานอยู่ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุใช้เป็นตราประจำจังหวัดพิษณุโลกในปัจจุบัน นอกจากนี้พระมหาธรรมราชาลิไทยังทรงสร้างพระราชวังจันทน์[11] เมืองสองแควพัฒนาขึ้นกลายเป็นเมืองสำคัญของอาณาจักรสุโขทัยทางทิศตะวันออก

นอกจากนี้เมืองสองแควยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า "เมืองชัยนาท"[12] หมายถึงเมืองฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่านบริเวณพระราชวังจันทน์ ขุนหลวงพะงั่วยกทัพอยุธยาขึ้นมายึดเมืองชัยนาทได้สำเร็จ[13] จนพระมหาธรรมราชาลิไทจำต้องเจรจากับพระเจ้าอู่ทองสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 เพื่อขอเมืองชัยนาทคืน ทำให้พระมหาธรรมราชาลิไทต้องเสด็จย้ายมาประทับที่เมืองสองแควหรือเมืองชัยนาทอยู่เป็นเวลาเจ็ดปี พระมหาธรรมราชาที่ 2 (ลือไท) ครองราชสมบัติอยู่ที่เมืองสองแคว[14] ทำให้เมืองสองแควกลายเป็นราชธานีของอาณาจักรสุโขทัย เมื่อพระมหาธรรมราชาที่ 3 (ไสลือไท) สวรรคตในพ.ศ. 1962 เกิดการจลาจลแย่งชิงราชสมบัติระหว่างพระยารามและพระยาบาลเมือง สมเด็จพระนครินทราธิราชแห่งอยุธยาเสด็จขึ้นมาไกล่เกลี่ย ให้พระยารามครองเมืองสุโขทัยในขณะที่พระยาบาลเมืองขึ้นเป็นพระมหาธรรมราชาที่ 4 แห่งสองแคว ทำให้เมืองสองแควแยกตัวจากสุโขทัยและเป็นประเทศราชของอยุธยา เมืองสองแควทวีความสำคัญขึ้นมามากกว่าสุโขทัย

เมื่อพระมหาธรรมราชาที่ 4 สวรรคตในพ.ศ. 1981 สมเด็จพระนครินทราธิราชแห่งอยุธยาทรงแต่งตั้งให้พระโอรสคือเจ้าสามพระยาขึ้นมาครองเมืองชัยนาท เมื่อเจ้าสามพระยาขึ้นครองราชสมบัติเป็นสมเด็จพระบรมราชาที่ 2 ทรงส่งพระโอรสคือพระราเมศวรซึ่งมีพระราชมารดาเป็นพระธิดาของพระมหาธรรมราชาที่ 2 ไปครองเมืองสองแควประทับที่พระราชวังจันทน์ เมื่อพระราเมศวรต่อมาขึ้นครองราชสมบัติเป็นสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เมืองสองแควจึงได้รวมกับอาณาจักรอยุธยา[15]

สมัยอยุธยา[แก้]

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงแต่งตั้งให้พระยายุทธิษเฐียรซึ่งเป็นพระโอรสของพระมหาธรรมราชาที่ 4 เป็น "พระยาสองแคว" เป็นเจ้าเมืองอยู่ภายใต้อำนาจของอยุธยา แต่พระยายุทธิษเฐียรคิดตั้งตนขึ้นเป็นพระมหาธรรมราชาจึงหันไปเข้ากับพระเจ้าติโลกราชแห่งอาณาจักรล้านนา นำไปสู่สงครามระหว่างอยุธยาและล้านนา สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถย้ายมาประทับที่เมืองสองแควในพ.ศ. 2006 เมื่อตั้งรับศึกกับล้านนา เมื่อเสียเมืองเชลียงให้แก่พระเจ้าติโลกราชสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจึงผนวชที่วัดจุฬามณีในพ.ศ. 2008 เป็นเวลา 8 เดือน 15 วัน มีข้าราชบริพารตามเสด็จออกบวชถึง 2,348 คน[16] สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงรวมเมืองฝั่งตะวันออกและเมืองชัยนาทฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่านเข้าด้วยกันแล้วพระราชทานนามใหม่ว่า เมืองพระพิษณุโลกสองแคว คาดว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงแปลงคำจาก สรลวงสองแคว สรลวง มีความหมายว่า สรวง คือ พระวิษณุ (พระนารายณ์) [17] ปรากฏชื่อเมือง "พิษณุโลก" ขึ้นครั้งแรกในลิลิตยวนพ่าย[12] และในปี พ.ศ. 2025 มีพระบรมราชโองการให้บูรณะวัดพระศรีรัตนมหาธาตุและให้มีการสมโภชถึง 15 วัน

หลังจากรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเมืองพิษณุโลกเป็นศูนย์กลางการปกครองของอยุธยาในหัวเมืองเหนือ โดยมีพระมหาอุปราชซึ่งเป็นพระราชโอรสทรงครองเมืองและประทับอยู่ที่พระราชวังจันทน์ เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถสวรรคตพระเชษฐาพระโอรสเป็นพระมหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลก ต่อมาพระเชษฐาได้ราชสมบัติอยุธยาขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงแต่งตั้งให้พระโอรสคือพระไชยราชาให้ครองเมืองพิษณุโลก พระไชยราชายึดอำนาจจากพระรัษฎาธิราชขึ้นเป็นสมเด็จพระไชยราชาธิราช จากนั้นไม่มีการตั้งพระมหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลก เมื่อขุนพิเรนทรเทพยึดอำนาจจากขุนวรวงศาธิราชในพ.ศ. 2091 และเชิญสมเด็จพระมหาจักรพรรดิขึ้นครองราชสมบัติ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงแต่งตั้งให้ขุนพิเรนทรเทพให้เป็นพระมหาธรรมราชาปกครองเมืองพิษณุโลก ทำให้เมืองพิษณุโลกมี "พระมหาธรรมราชา" มาปกครองอีกครั้ง พระวิสุทธิกษัตริย์ทรงสร้างวัดนางพญา

เมื่อพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองแห่งพม่ายกทัพมาประชิดเมืองพิษณุโลกในพ.ศ. 2106 พระมหาธรรมราชายอมจำนนต่อพระเจ้าบุเรงนองทำให้พิษณุโลกและหัวเมืองเหนือทั้งหมดกลายเป็นประเทศราชของพม่า สมเด็จพระมหินทราธิราชแห่งอยุธยาทรงร่วมมือกับสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชแห่งล้านช้างร่วมกันยกทัพเข้าล้อมเมืองพิษณุโลกในแต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่หนึ่งพระเจ้าบุเรงนองตั้งให้พระมหาธรรมราชาครองอยุธยา

สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชทรงตั้งให้พระโอรสคือสมเด็จพระนเรศวรขึ้นเป็นพระมหาอุปราชไปครองเมืองพิษณุโลกอีกครั้งในพ.ศ. 2114 ประทับที่พระราชวังจันทน์ ตามข้อสันนิษฐานของหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล[18] ในปีพ.ศ. 2127 เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่เมืองพิษณุโลกทำให้ "เกิดเหตุอัศจรรย์แม่น้ำซายหัวเมืองพิษณุโลกนั้น ป่วนขึ้นสูงกว่าพื้นนั้นสามศอก" เมืองพิษณุโลกอาจเสียหายมาก หลังจากที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครงแล้วจึงมีพระราชโองการให้ "เทครัว" กวาดต้อนผู้คนในหัวเมืองเหนือทั้งหมดรวมถึงพิษณุโลกลงมายังภาคกลางตอนล่างเพื่อเตรียมการรับศึกกับพม่า[19] ทำให้เมืองพิษณุโลกกลายเป็นเมืองร้างอยู่เป็นเวลาแปดปี จนกระทั่งหลังจากเสร็จสิ้นสงครามยุทธหัตถีแล้วสมเด็จพระนเรศวรฯจึงทรงฟื้นฟูเมืองพิษณุโลกในพ.ศ. 2136 โดยการแต่งตั้งให้พระชัยบุรี หรือพระยาชัยบูรณ์ เป็นพระยาสุรสีห์ฯเจ้าเมืองพิษณุโลก เมืองพิษณุโลกเปลี่ยนฐานะจากเมืองของพระมหาอุปราชมาเป็นเมืองชั้นเอกมีขุนนางเป็นเจ้าเมือง ปรากฏราชทินนามของเจ้าเมืองพิษณุโลกว่า เจ้าพระยาสุรสีห์พิศมาธิราช ชาติพัทยาธิเบศราธิบดี อภัยพิริยบรากรมพาหุ หรือ "เจ้าพระยาพิษณุโลกเอกอุ" ศักดินา 10,000 ไร่ เมืองพิษณุโลกหัวเมืองชั้นเอกฝ่ายเหนือของอยุธยาคู่กับเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นเมืองเอกฝ่ายใต้

สมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จมานมัสการพระพุทธชินราชในพ.ศ. 2146 พร้อมทั้งโปรดฯให้นำทองนพคุณมาปิดทองพระพุทธชินราชและพระพุทธชินสีห์ซึ่งเดิมเป็นพระพุทธรูปสำริด เป็นการปิดทององค์พระพุทธชินราชครั้งแรก ในพ.ศ. 2205 สมเด็จพระนารายณ์มหาราชหลังจากเสร็จสิ้นศึกเชียงใหม่ทรงนมัสการพระพุทธชินราช และโปรดฯให้สร้างรอยพระพุทธบาทจำลองเมื่อพ.ศ. 2222 ประดิษฐานไว้ ที่วัดจุฬามณี ในรัชสมัยพระเพทราชามีการปฏิรูปการปกครอง หัวเมืองฝ่ายเหนือรวมถึงเมืองพิษณุโลกอยู่ภายใต้การปกครองของสมุหนายก ในพ.ศ. 2309 เนเมียวสีหบดีแม่ทัพพม่ายกทัพเข้ายึดเมืองสุโขทัย เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) นำทัพพิษณุโลกเข้ากอบกู้เมืองสุโขทัย เจ้าฟ้าจีดเสด็จหลบหนีจากกรุงศรีอยุธยามายึดอำนาจที่เมืองพิษณุโลก[20] ทำให้เจ้าพระยาพิษณุโลกต้องเลิกทัพจากสุโขทัยกลับไปยึดอำนาจคืนจากเจ้าฟ้าจีด และทัพพม่าสามารถเดินทางต่อไปยังกรุงศรีอยุธยาได้โดยไม่ยึดเมืองพิษณุโลก

สมัยธนบุรี[แก้]

หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ตั้งตนขึ้นเป็นเจ้าชุมนุมพิษณุโลกมีอาณาเขตตั้งแต่เมืองพิชัยลงมาจนถึงเมืองนครสวรรค์และปากน้ำโพ ในพ.ศ. 2311 เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ตั้งตนขึ้นเป็นพระเจ้าพิษณุโลกพระเจ้าแผ่นดิน หลังจากนั้นอีกเจ็ดวัน[21]หรือหกเดือนจึงถึงแก่พิราลัย พระอินทร์อากรน้องชายของเจ้าพระยาพิษณุโลกขึ้นเป็นผู้นำชุมนุมพิษณุโลกต่อมา แต่ชุมนุมเจ้าพระฝางเข้ายึดชุมนุมพิษณุโลกประหารชีวิตพระอินทร์อากรและกวาดต้อนทรัพย์สินผู้คนไปยังเมืองสวางคบุรี เมืองพิษณุโลกอยู่ภายใต้การปกครองของชุมนุมเจ้าพระฝางจนกระทั่งเมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีและเจ้าพระยายมราช (บุญมา) ซึ่งต่อมาคือกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทยกทัพขึ้นมายึดเมืองพิษณุโลกได้สำเร็จในพ.ศ. 2313 ทำให้พิษณุโลกเข้ามาอยู่การปกครองของธนบุรีและสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงแต่งตั้งให้เจ้าพระยายมราช (บุญมา) เป็น "เจ้าพระยาสุรสีห์พิษณุวาธิราชฯ" ปกครองเมืองพิษณุโลก

ในพ.ศ. 2318 ในขณะที่เจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง) ซึ่งต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯและเจ้าพระยาสุรสีห์ฯกำลังทำศึกที่เมืองเชียงแสนนั้น แม่ทัพพม่าอะแซหวุ่นกี้ยกทัพเข้ามาผ่านด่านแม่ละเมาแขวงเมืองตากเข้ารุกรานเมืองพิษณุโลก เจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์เร่งทัพลงมาป้องกันเมืองพิษณุโลก อะแซหวุ่นกี้นำทัพพม่าเข้าล้อมเมืองพิษณุโลกอยู่นานสี่เดือนและตัดเส้นทางเสบียงทำให้เมืองพิษณุโลกขาดแคลนอาหาร อะแซหวุ่นกี้ขอดูตัวพระเจ้าพระยาจักรีที่เนินดินซึ่งเชื่อว่าปัจจุบันอยู่ที่หน้าสำนักงานเทศบาลนครพิษณุโลกเดิมซึ่งประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ[22] เจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์พิจารณาว่าศึกครั้งนี้ไม่สามารถต้านได้จึงฝ่าวงล้อมของศัตรูออกไปตั้งมั่นที่เพชรบูรณ์ อะแซหวุ่นกี้นำทัพพม่าเข้าปล้นสะดมเผาทำลายเมืองพิษณุโลก เมืองพิษณุโลกถูกทำลายลงโดยส่วนใหญ่ ทำลายพระราชวังจันทน์ เหลือเพียงพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุซึ่งไม่ถูกทำลาย

สมัยรัตนโกสินทร์[แก้]

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเมื่อพ.ศ. 2325 จึงมีพระราชโองการแต่งตั้งให้ "หลวงนรา"[23] เป็น "พระยาพิษณุโลก" ในพ.ศ. 2328 สงครามเก้าทัพ แม่ทัพพม่าเนเมียวสีหซุยยกทัพจากลำปางลงมารุกรานหัวเมืองเหนือ หลวงนราพระยาพิษณุโลกเห็นว่าข้าศึกมีกำลังมากฝ่ายหัวเมืองเหนือมีกำลังน้อยจากการสูญเสียกำลังพลไปมากในสงครามอะแซหวุ่นกี้ จึงสละเมืองพิษณุโลกหลบหนีเข้าป่าไม่ได้ต่อสู้ต้านทานการรุกรานของพม่า[23] ทัพพม่าจึงเดินทัพผ่านหัวเมืองเหนือลงไปยังนครสวรรค์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯทรงให้รื้อกำแพงเมืองพิษณุโลกลง[24]เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าศึกใช้เป็นที่มั่น เมืองพิษณุโลกซึ่งเผชิญกับศึกสงครามอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณยี่สิบปีอยู่ในสภาวะทรุดโทรมและขาดการทำนุบำรุง ในพ.ศ. 2372 กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพทรงอัญเชิญพระพุทธชินสีห์จากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุไปประดิษฐานที่วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร และเจ้าอาวาสวัดบางอ้อยช้าง จังหวัดนนทบุรี ได้อัญเชิญพระศรีศาสดาไปยังวัดบางอ้อยช้าง[25] (ซึ่งต่อมาพระศรีศาสดาได้ไปประดิษฐานที่วัดบวรนิเวศฯ)

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยกย่องพระพุทธชินราชว่า "...จะหาพระพุทธรูปองค์ใดให้งามเสมอพระพุทธชินราชนั้นไม่มีแล้ว" มีพระราชดำริอัญเชิญพระพุทธชินราชลงไปเป็นองค์ประธานของวัดเบญจมบพิตร[26] ปรากฏเรื่องเล่ามุขปาฐะว่าในการอัญเชิญพระพุทธชินราชนั้นเกิดเหตุอัศจรรย์ไม่สามารถนำพระพุทธชินราชลงแพได้ หรือเมื่อเข็นลงแพแล้วแพหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว[26] จึงไม่สามารถอัญเชิญพระพุทธชินราชลงไปยังกรุงเทพได้และประดิษฐานในเมืองพิษณุโลกดังเดิม มีการจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลมณฑลพิษณุโลกขึ้นในพ.ศ. 2437 โดยมีเมืองพิษณุโลกเป็นศูนย์กลางการปกครองประกอบด้วยห้าเมืองได้แก่เมืองพิษณุโลก เมืองพิชัย เมืองสุโขทัย เมืองพิจิตร และเมืองสวรรคโลก ต่อมารวมมณฑลเพชรบูรณ์เข้าร่วมด้วย โดยมีเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร) เป็นข้าหลวงคนแรก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นสยามมกุฏราชกุมารเสด็จประพาสเมืองพิษณุโลกในพ.ศ. 2450 ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องเที่ยวเมืองพระร่วง ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อมีการตรา"พระราชบัญญัติการบริหารราชการส่วนภูมิภาค พุทธศักราช 2476" ขึ้น มณฑลเทศาภิบาลสิ้นสุดลงนำไปสู่การจัดตั้งจังหวัดพิษณุโลกในปัจจุบัน

ครั้งเมื่อสงครามโลกครั้งที่สอง สะพานข้ามแม่น้ำน่านหน้าวัดใหญ่ก็ถูกทิ้งระเบิด แต่ทิ้งเท่าไหร่ก็ไม่ถูกเป้าหมาย[ต้องการอ้างอิง] ทั้ง ๆ ที่ในอดีต เป็นสะพานไม้ที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดพิษณุโลก[ต้องการอ้างอิง]

ภูมิศาสตร์[แก้]

ที่ตั้งและอาณาเขต[แก้]

จังหวัดพิษณุโลกมีที่ตั้งทางอุตุนิยมวิทยาในภาคเหนือตอนล่าง สำหรับเกณฑ์การแบ่งภาคอย่างเป็นทางการของราชบัณฑิตยสภาอยู่ในเขตภาคกลาง โดยอยู่ทางตอนบนของภาค ห่างจากกรุงเทพมหานคร 368 กิโลเมตร มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 10,815 ตารางกิโลเมตร หรือ 6,759,909 ไร่ มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียงดังนี้

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ[แก้]

ลานหินปุ่ม

ทางตอนเหนือและตอนกลางเป็นเขตเทือกเขาสูงและที่ราบสูง โดยมีเขตภูเขาสูงด้านตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งอยู่ในเขตอำเภอวังทอง อำเภอวัดโบสถ์ อำเภอเนินมะปราง อำเภอนครไทย และอำเภอชาติตระการ พื้นที่ตอนกลางมาทางใต้เป็นที่ราบ และตอนใต้เป็นที่ราบลุ่ม โดยเฉพาะบริเวณลุ่มแม่น้ำน่านและแม่น้ำยม ซึ่งเป็นแหล่งการเกษตรที่สำคัญที่สุดของจังหวัดพิษณุโลก อยู่ในเขตอำเภอบางระกำ อำเภอเมืองพิษณุโลก อำเภอพรหมพิราม อำเภอเนินมะปราง และบางส่วนของอำเภอวังทอง

จังหวัดพิษณุโลกมีลมมรสุมพัดผ่านจากทะเลจีนใต้และมหาสมุทรอินเดีย และแบ่งฤดูกาลออกได้เป็น 3 ฤดู

  • ฤดูร้อน ประมาณเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 32 องศาเซลเซียส
  • ฤดูฝน จะเริ่มประมาณเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ปริมาณน้ำฝน เฉลี่ยประมาณปีละ 1,375 มิลลิเมตร
  • ฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-มกราคม อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 19 องศาเซลเซียส
ข้อมูลภูมิอากาศของจังหวัดพิษณุโลก
เดือน ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ทั้งปี
อุณหภูมิสูงสุดที่เคยบันทึก °C (°F) 36.3
(97.3)
38.0
(100.4)
40.3
(104.5)
41.8
(107.2)
42.0
(107.6)
38.7
(101.7)
38.4
(101.1)
36.7
(98.1)
36.6
(97.9)
35.3
(95.5)
35.7
(96.3)
35.6
(96.1)
42
(107.6)
อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย °C (°F) 31.6
(88.9)
33.9
(93)
35.9
(96.6)
37.4
(99.3)
35.6
(96.1)
33.6
(92.5)
32.8
(91)
32.3
(90.1)
32.3
(90.1)
32.3
(90.1)
31.7
(89.1)
30.9
(87.6)
33.36
(92.05)
อุณหภูมิเฉลี่ยแต่ละวัน °C (°F) 24.1
(75.4)
26.7
(80.1)
29.0
(84.2)
30.6
(87.1)
29.6
(85.3)
28.5
(83.3)
28.1
(82.6)
27.8
(82)
27.8
(82)
27.6
(81.7)
26.1
(79)
24.0
(75.2)
27.49
(81.49)
อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย °C (°F) 18.0
(64.4)
20.8
(69.4)
23.5
(74.3)
25.3
(77.5)
25.2
(77.4)
24.8
(76.6)
24.6
(76.3)
24.5
(76.1)
24.5
(76.1)
24.0
(75.2)
21.6
(70.9)
18.3
(64.9)
22.93
(73.27)
อุณหภูมิต่ำสุดที่เคยบันทึก °C (°F) 8.9
(48)
13.2
(55.8)
12.7
(54.9)
19.1
(66.4)
20.4
(68.7)
21.8
(71.2)
21.6
(70.9)
22.2
(72)
21.5
(70.7)
17.6
(63.7)
12.1
(53.8)
9.4
(48.9)
8.9
(48)
หยาดน้ำฟ้า มม (นิ้ว) 7
(0.28)
12
(0.47)
29
(1.14)
51
(2.01)
188
(7.4)
183
(7.2)
190
(7.48)
257
(10.12)
241
(9.49)
157
(6.18)
31
(1.22)
6
(0.24)
1,352
(53.23)
วันที่มีหยาดน้ำฟ้าโดยเฉลี่ย (≥ 1.0 mm) 1 1 2 4 12 13 14 17 15 9 3 1 92
แหล่งที่มา: NOAA (2504-2533)[27]

สัญลักษณ์ประจำจังหวัด[แก้]

  • ตราประจำจังหวัด: พระพุทธชินราช
  • ธงประจำจังหวัด: ธงพื้นสีม่วง กลางธงเป็นตราประจำจังหวัดคือรูปพระพุทธชินราชในวงกลม
  • คำขวัญประจำจังหวัด: พระพุทธชินราชงามเลิศ ถิ่นกำเนิดพระนเรศวร สองฝั่งน่านล้วนเรือนแพ หวานฉ่ำแท้กล้วยตาก ถ้ำและน้ำตกหลากตระการตา
  • ต้นไม้ประจำจังหวัด: ปีบ (Millingtonia hortensis)
  • ดอกไม้ประจำจังหวัด: ดอกนนทรี (Peltophorum pterocarpum)

การเมืองการปกครอง[แก้]

หน่วยการปกครอง[แก้]

การปกครองส่วนภูมิภาค[แก้]

แผนที่อำเภอในจังหวัดพิษณุโลก

จังหวัดพิษณุโลกแบ่งการปกครองออกเป็น 9 อำเภอ 93 ตำบล 1,032 หมู่บ้าน ซึ่งอำเภอทั้ง 9 อำเภอมีดังนี้

  1. อำเภอเมืองพิษณุโลก
  2. อำเภอนครไทย
  3. อำเภอชาติตระการ
  4. อำเภอบางระกำ
  5. อำเภอบางกระทุ่ม
  1. อำเภอพรหมพิราม
  2. อำเภอวัดโบสถ์
  3. อำเภอวังทอง
  4. อำเภอเนินมะปราง

การปกครองส่วนท้องถิ่น[แก้]

จังหวัดพิษณุโลกมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรวม 103 แห่ง ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง เทศบาลนคร 1 แห่ง คือ เทศบาลนครพิษณุโลก เทศบาลเมือง 1 แห่ง คือ เทศบาลเมืองอรัญญิก เทศบาลตำบล 24 แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบล 76 แห่ง[28] โดยเทศบาลสามารถจำแนกได้ตามอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดพิษณุโลก ดังนี้

อำเภอเมืองพิษณุโลก

อำเภอนครไทย

อำเภอชาติตระการ

อำเภอบางระกำ

อำเภอบางกระทุ่ม

อำเภอพรหมพิราม

อำเภอวัดโบสถ์

อำเภอวังทอง

อำเภอเนินมะปราง

รายชื่อเจ้าเมืองและผู้ว่าราชการจังหวัด[แก้]

ลำดับ ชื่อ ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง
1 พระบริรักษ์โยธี (ทองอยู่ สุวรรณบาตร์) ไม่ทราบข้อมูล
2 พระไชยศิรินทรภักดี 2456–2457
3 พระพิษณุโลกบุรี (สวัสดิ์ มหากายี) 2457–2458
4 พระเกษตรสงคราม 2458–2459
5 พระสวรรคโลกบุรี 2459–2461
6 พระยากัลยาวัฒนาวิศิษฐ์ (เชียร กัลยาณมิตร) 2461–2470
7 พระยาสุนทรพิพิธ (เชย มัฆวิบูลย์) 2470–2476
8 พระยาศิรีชัยบุรินทร์ 12 มีนาคม 2456 – 1 กรกฎาคม 2476
9 พระสาครบุรานุรักษ์ (เปลื้อง สุวรรณนานนท์) 20 มีนาคม 2478 – 18 พฤษภาคม 2481
10 พระยาสุราษฎร์ธานีศรีเกษตรนิคม 10 มิถุนายน 2481 – 18 มิถุนายน 2482
11 พระหลวงยุทธสารประสิทธิ์ (เมี้ยน โรหิตเสรนี) 24 มิถุนายน 2482 – 7กรกฎาคม 2483
12 พ.อ.พระศรีราชสงคราม (ศรี ศุขะวาที) 7 กันยายน 2483 – 7 พฤษภาคม 2484
13 พ.ต.หลวงยุทธสารประสิทธิ์ (เมี้ยน โรหิตเสรนี) 16 มิถุนายน 2484 – 27 กรกฎาคม 2485
14 หลวงวิเศษ ภักดี (ชื่น วิเศษภักดี) 28 เมษายน 2485 – 3 มกราคม 2487
15 หลวงศรีนราศัย (ผิว จันทิมาคม) 11 พฤษภาคม 2487 – 7 กรกฎาคม 2488
16 นายพรหม สูตรสุคนธ์ 7 กรกฎาคม 2488 – 7 ตุลาคม 2489
17 ขุนคำนวณวิจิตร (เชย บุนนาค) 18 พฤศจิกายน 2489 – 6 ธันวาคม 2490
18 ขุนจรรยาวิเศษ (เที่ยง บุณยนิต) 6 ธันวาคม 2490 – 31 ธันวาคม 2493
19 นายพ่วง สุวรรณรัฐ 1 มกราคม 2494 – 10 พฤศจิกายน 2494
20 พต.ขุนทะยานราญรอน (วัชระ วัชรบูล) 12 กุมภาพันธ์ 2494 – 1 พฤศจิกายน
21 พระบรรณศาสตร์สาทร 1 กุมภาพันธ์ 2497 – 1 สิงหาคม 2497
22 นายปรง พระหูชนม์ 1 สิงหาคม 2497 – 22 กุมภาพันธ์ 2501
23 นายพ่วง สุวรรณรัฐ (รักษาการในตำแหน่ง ผ.ว.ก.จว.) 14 กุมภาพันธ์ 2501 – 3 มีนาคม 2501
24 นายเยียน โพธิสุวรรณ 27 มีนาคม 2501 – 3 เมษายน 2507
25 นายเจริญ ภมรบุตร 9 เมษายน 2507 – 4 กุมภาพันธ์ 2509
26 นายนิรุต ไชยกูล 11 กุมภาพันธ์ 2509 – 21 ตุลาคม 2510
ลำดับ ชื่อ ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง
27 นายพล จุฑางกูล 21 พฤศจิกายน 2510 – 2 ตุลาคม 2513
28 นายพัฒน์ บุณยรัตพันธุ์ 2 ตุลาคม 2513 – 21 กันยายน 2514
29 นายจำรูญ ปิยัมปุตระ 1 ตุลาคม 2514 – 1 ตุลาคม 2515
30 พล.ต.ต.สามารถ วายวานนท์ 1 ตุลาคม 2515 – 30 กันยายน 2517
31 นายสิทธิเดช นรัตถรักษา 1 ตุลาคม 2517 – 30 กันยายน 2519
32 นายชาญ กาญจนาคพันธุ์ 1 ตุลาคม 2519 – 30 กันยายน 2523
33 นายยง ภักดี 1 ตุลาคม 2523 – 30 กันยายน 2525
34 นายสืบ รอดประเสริฐ 1 ตุลาคม 2525 – 31 ตุลาคม 2528
35 นายนพรัตน์ เวชชศาสตร์ 1 พฤศจิกายน 2528 – 30 กันยายน 2532
36 นายไพฑูรย์ สุนทรวิภาต 1 ตุลาคม 2532 – 30 กันยายน 2534
37 นายอภัย จันทนจุลกะ 1 ตุลาคม 2534 – 30 กันยายน 2536
38 นายสวัสดิ์ ส่งสัมพันธ์ 1 ตุลาคม 2536 – 30 กันยายน 2539
39 นายนิธิศักดิ ราชพิตร 1 ตุลาคม 2539 – 30 กันยายน 2542
40 นายวิจารณ์ ไชยนันท์ 1 ตุลาคม 2542 – 30 กันยายน 2545
41 นายพิพัฒน์ วงศาโรจน์ 1 ตุลาคม 2545 – 30 กันยายน 2550
42 นายสมบูรณ์ ศรีพัฒนาวัฒน์ 1 ตุลาคม 2550 – 15 มีนาคม 2552
43 นายปรีชา เรืองจันทร์ 16 มีนาคม 2552 – 27 เมษายน 2555
44 นายชัยโรจน์ มีแดง 27 เมษายน 2555 – 7 ตุลาคม 2555
45 นายปรีชา เรืองจันทร์ 8 ตุลาคม 2555 – 30 กันยายน 2556
46 นายระพี ผ่องบุพกิจ 1 ตุลาคม 2556 – 30 กันยายน 2557
47 นายจักริน เปลี่ยนวงษ์ 1 ตุลาคม 2557 – 30 กันยายน 2558
48 นายชูชาติ กีฬาแปง 1 ตุลาคม 2558 – 30 กันยายน 2559
49 นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ 1 ตุลาคม 2559 – 30 กันยายน 2560
50 นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ 1 ตุลาคม 2560 – 30 กันยายน 2561
51 นายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์ 1 ตุลาคม 2561 – 30 กันยายน 2563
52 นายรณชัย จิตรวิเศษ 1 ตุลาคม 2563 – ปัจจุบัน

ประชากรศาสตร์[แก้]

      หมายถึงจำนวนประชากรได้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน
      หมายถึงจำนวนประชากรได้ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
อันดับ
(ปีล่าสุด)
อำเภอ พ.ศ. 2557[29] พ.ศ. 2556[30] พ.ศ. 2555[31] พ.ศ. 2554[32] พ.ศ. 2553[33] พ.ศ. 2552[34] พ.ศ. 2551[35]
1 เมืองพิษณุโลก 283,419 281,762 280,922 280,457 279,292 276,293 274,415
2 วังทอง 120,824 120,535 120,513 119,878 119,485 119,103 119,213
3 บางระกำ 94,980 94,832 94,578 94,020 93,841 93,725 93,673
4 พรหมพิราม 87,864 87,853 87,739 87,629 87,869 87,868 87,962
5 นครไทย 87,042 86,684 86,163 85,534 85,213 84,911 85,202
6 เนินมะปราง 58,208 58,043 58,062 57,916 57,873 57,906 58,015
7 บางกระทุ่ม 48,152 48,307 48,390 48,313 48,605 48,667 48,849
8 ชาติตระการ 40,801 40,633 40,432 40,144 40,121 39,759 39,483
9 วัดโบสถ์ 37,698 37,727 37,573 37,466 37,393 37,329 37,183
รวม 858,988 856,376 854,372 851,357 849,692 845,561 843,995|

การศึกษา[แก้]

จังหวัดพิษณุโลกเป็นศูนย์กลางการศึกษาของภูมิภาคภาคเหนือตอนล่าง มีสถานศึกษามากมายทุกระดับตั้งแต่อนุบาลจนถึงระดับมหาวิทยาลัยทั้งรัฐบาล และเอกชนดังนี้

อุดมศึกษา
อาชีวศึกษา
  • วิทยาลัยอาชีวศึกษา จังหวัดพิษณุโลก
  • วิทยาลัยเทคนิคพิษณุโลก
  • วิทยาลัยเทคนิคสองแคว
  • วิทยาลัยพณิชยการบึงพระพิษณุโลก
  • วิทยาลัยสารพัดช่างพิษณุโลก
  • วิทยาลัยการอาชีพนครไทย
  • วิทยาลัยบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีพิษณุโลก
  • วิทยาลัยอาชีวศึกษาพณิชยการพิษณุโลก
มัธยมศึกษา
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 39 (เฉพาะในจังหวัดพิษณุโลก)
  • อำเภอนครไทย
    • โรงเรียนนครชุมพิทยา รัชมังคลาภิเษก
    • โรงเรียนนครไทย
    • โรงเรียนนครบางยางพิทยาคม
    • โรงเรียนนาบัววิทยา
    • โรงเรียนบ่อโพธิ์วิทยา
    • โรงเรียนยางโกลนวิทยา
  • อำเภอวังทอง
    • โรงเรียนทรัพย์ไพรวัลย์วิทยาคม
    • โรงเรียนน้ำรินพิทยาคม
    • โรงเรียนเนินสะอาดวิทยาคม
    • โรงเรียนบ้านกลางพิทยาคม
    • โรงเรียนวังทองพิทยาคม
    • โรงเรียนวังพิกุลวิทยศึกษา
    • โรงเรียนสฤษดิ์เสนาพิทยาคม
    • โรงเรียนหนองพระพิทยา
  • อำเภอพรหมพิราม
    • โรงเรียนดงประคำพิทยาคม
    • โรงเรียนพรหมพิรามวิทยา
    • โรงเรียนวังมะด่านพิทยาคม

ประถมศึกษา

สาธารณสุข[แก้]

จังหวัดพิษณุโลกมีสถานบริการที่หลากหลาย ตั้งแต่สถานีอนามัย ศูนย์สุขภาพชุมชน คลินิก โรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลทหาร โรงพยาบาลเอกชน และโรงพยาบาลระดับมหาวิทยาลัย โดยมีโรงพยาบาลศูนย์สังกัดกระทรวงสาธารณสุขประจำจังหวัดและประจำภูมิภาคภาคเหนือตอนล่างคือ โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก และมีโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิขั้นสูงของภูมิภาคภาคเหนือตอนล่างก็คือ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร นอกจากนี้ยังมีโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงกลาโหม คือ โรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และโรงพยาบาลกองบิน 46

การขนส่ง[แก้]

จากลักษณะทางภูมิศาสตร์ทำให้จังหวัดพิษณุโลกเป็นจุดศูนย์กลางในด้านคมนาคมของภูมิภาคอินโดจีน โดยเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างภาคกลางกับภาคเหนือ รวมทั้งภาคเหนือกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วย จังหวัดพิษณุโลกจึงได้รับการขนานนามว่าเป็น "เมืองบริการสี่แยกอินโดจีน" โดยสามารถเดินทางได้โดยทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 (แม่สอด-มุกดาหาร) ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 (อินทร์บุรี-เชียงใหม่) และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 117 (พิษณุโลก-นครสวรรค์) โดยทางหลวงทั้ง 3 สายเชื่อมโยงกันด้วยโครงข่ายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 126 (ถนนวงแหวนรอบเมืองพิษณุโลก)

โดยทั้งนี้จังหวัดพิษณุโลกมีสถานีขนส่งผู้โดยสาร 2 แห่งด้วยกัน

  1. สถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งที่ 1 ตั้งอยู่ภายในตัวเมือง สำหรับรถโดยสารที่วิ่งบริเวณจังหวัดที่ใกล้เคียง
  2. สถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งที่ 2 ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกอินโดจีน เป็นสถานีขนส่งผู้โดยสารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ ก่อสร้างบนเนื้อที่ 10 ไร 12 ตารางวา รองรับรถโดยสารที่มีเส้นทางผ่านจังหวัดพิษณุโลก รวม 20 เส้นทาง มีชานชาลาสำหรับจอดรถโดยสารทั้งหมด 40 ช่อง แบ่งเป็นอาคารสถานีฯหลังใหญ่ จำนวน 20 ช่อง อาคารสถานีฯหลังเล็ก จำนวน 20 ช่อง มีช่องจำหน่ายตั๋ว 27 ช่อง มีสถานที่จอดรถสำหรับประชาชนจำนวน 100 ช่อง มีการจัดสถานที่นั่งรอรถ สำหรับพระภิกษุและประชาชนอย่างเพียงพอ

นอกจากการคมนาคมทางรถยนต์แล้ว การเดินทางมาจังหวัดพิษณุโลกยังสามารถมาด้วยรถไฟ หรือเครื่องบิน โดยที่ท่าอากาศยานพิษณุโลก มีเครื่องบินมีสายการบินนกแอร์ ไทยแอร์เอเชีย ไทยไลอ้อนแอร์ และ กานต์แอร์ มีเที่ยวบินมาลงท่าอากาศยานพิษณุโลกทุกวัน

ส่วนการเดินทางภายในตัวจังหวัดนั้น จะมีรถโดยสารสองแถวสีม่วง กับรถโดยสารประจำทางมินิบัสสีม่วง วิ่งให้บริการหลายสาย

ระยะทางจากตัวเมืองไปยังอำเภอต่างๆ[แก้]

สถานที่ท่องเที่ยว[แก้]

อำเภอเมืองพิษณุโลก
สมเด็จนางพญาเรือนแก้ว ในวัดนางพญา
อำเภอบางระกำ
อำเภอวังทอง
น้ำตกแก่งซอง อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง
อำเภอนครไทย
อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า
อำเภอวัดโบสถ์
อำเภอชาติตระการ
อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว บริเวณลานสนที่ความสูง 1,633 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ด้านหลังคือยอดภูสอยดาว ความสูง 2,102 เมตร)
อำเภอเนินมะปราง
อำเภอพรหมพิราม

บุคคลที่มีชื่อเสียง[แก้]

เกจิคณาจารย์ชื่อดังของจังหวัดพิษณุโลก
  • พระวรญาณมุนี (หลวงตาละมัย (แจ่ม สุธัมโม) วัดอรัญญิก อำเภอเมืองพิษณุโลก
  • พระมงคลสุธี (หลวงพ่อแขก) วัดสุนทรประดิษฐ์ อำเภอบางระกำ
  • พระครูศีลสารสัมบัน (สำรวย สมฺปนฺโน) วัดสระแก้วปทุมทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก
  • หลวงพ่อทรัพย์ วัดปลักแรด อำเภอบางระกำ
  • พระครูประพันธ์ศีลคุณ (หลวงพ่อพันธ์) อดีตเจ้าอาวาสวัดบางสะพานและเจ้าคณะอำเภอวังทองชั้นเอก
  • พระครูสุวรรณธรรมาภรณ์ (หลวงพ่อวาว) อดีตเจ้าอาวาสวัดบางสะพานและเจ้าคณะตำบลวังทองชั้นเอกกิตติมศักดิ์
  • พระครูศีลสารสัมบัน (หลวงปู่อ่อน พุทธสโก) วัดเนินมะเกลือวนาราม อำเภอวังทอง
  • พระครูไพโรจน์คุณาธาร (หลวงปู่หล้า คุณาธโร) วัดหนองบัว อำเภอวังทอง
  • พระครูขันติธรรมาภินันท์ (หลวงพ่อเชื่อม) วัดหนองทอง อำเภอวังทอง
  • หลวงพ่อยี ปญญภาโร อดีตเจ้าอาวาสวัดอภัยสุพรรณภูมิ (วัดดงตาก้อนทอง) อำเภอบางกระทุ่ม
  • หลวงพ่อแห วัดหนองบัว อ.เมือง

ของดีจังหวัดพิษณุโลก[แก้]

โรงงานทำพระพุทธรูป ในจังหวัดพิษณุโลก

อ้างอิง[แก้]

  • จิตร ภูมิศักดิ์. ศัพท์สันนิษฐานและอักษรวินิจฉัย (โครงการสรรพนิพนธ์ จิตร ภูมิศักดิ์). กรุงเทพมหานคร: ฟ้าเดียวกัน , 2548.
  1. ศูนย์สารสนเทศเพื่อการบริหารและงานปกครอง. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ข้อมูลการปกครอง." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.dopa.go.th/padmic/jungwad76/jungwad76.htm [ม.ป.ป.]. สืบค้น 18 เมษายน 2553.
  2. 2.0 2.1 กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://stat.bora.dopa.go.th/stat/pk/pk_58.pdf 2563. สืบค้น 31 มกราคม 2563
  3. ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง เปลี่ยนชื่ออำเภอ. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 34 ตอนที่ ๐ก วันที่ 29 เมษายน 2460
  4. http://www.thaiheritage.net/nation/oldcity/phitsanulok4.htm
  5. 5.0 5.1 หวน พินธุพันธ์. เมืองโบราณของเรา: กรณีศึกษาเมืองโบราณใน พิษณุโลก พิจิตร อุตรดิตถ์ ลพบุรี และอ่างทอง. กรุงเทพฯ: บันทึกสยาม, 2542.
  6. http://www.phitsanulok.go.th/nakonthai1.htm
  7. พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน และตำนานสิงหนวติกุมาร ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๑
  8. silpathai.net/โบราณวัตถุสถาน"พระปราง/
  9. http://storyofsiam2.blogspot.com/p/blog-page_13.html
  10. https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/177
  11. https://www.matichon.co.th/lifestyle/food-travel/news_825928
  12. 12.0 12.1 https://www.silpa-mag.com/history/article_16549
  13. http://www.thaiheritage.net/king/ayuthaya/ayuthaya1.htm
  14. http://www.dooasia.com/thaihistory/h012c012.shtml
  15. ISBN 978-0-521-01647-6 A History of Thailand
  16. https://www.phitsanulokhotnews.com/2013/03/03/32685
  17. จิตร ภูมิศักดิ์. ศัพท์สันนิษฐานและอักษรวินิจฉัย หน้า 21. (ศัพท์สันนิษฐาน สรวง-สาง)
  18. https://m.mgronline.com/columnist/detail/9550000137934
  19. มานพ ถาวรวัฒน์สกุล. ขุนนางอยุธยา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เมษายน 2547.
  20. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. ไทยรบพม่าครั้งที่ ๒๔ สงครามครั้งที่ ๒๔ คราวเสียกรุงฯ ครั้งหลัง ปีกุน พ.ศ. ๒๓๑๐.
  21. พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี.
  22. https://www.phitsanulokhotnews.com/2016/04/06/83701
  23. 23.0 23.1 พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑.
  24. finearts.go.th/fad6/parameters/km/item/กำแพงเมืองพิษณุโลก.html
  25. "ตำนานสร้าง "พระศรีศาสดา" พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง "พระพุทธรูปผู้พิทักษ์พระพุทธชินสีห์"". ไลน์ทูเดย์. สืบค้นเมื่อ 3 เมษายน 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  26. 26.0 26.1 "เหตุอัศจรรย์ในการอัญเชิญพระพุทธชินราช "มุขปาฐะในพื้นที่พิษณุโลก"". ศิลปวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 6 เมษายน 2563. Check date values in: |accessdate= (help)
  27. "Climate Normals for Phitasnulok". องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ (National Oceanic and Atmospheric Administration). สืบค้นเมื่อ 3 February 2013.
  28. ข้อมูลจำนวน อปท. แยกรายจังหวัด กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
  29. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2557." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://stat.bora.dopa.go.th/stat/pk/pk_57.pdf 2558. สืบค้น 1 มีนาคม 2558.
  30. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักทะเบียนกลาง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเนกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๖, เล่ม ๑๓๑, ตอน ๔๑ ง , ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗, หน้า ๑
  31. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2555." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://stat.bora.dopa.go.th/stat/y_stat55.html 2555. สืบค้น 3 เมษายน 2556.
  32. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://stat.bora.dopa.go.th/stat/y_stat54.html 2555. สืบค้น 6 เมษายน 2555.
  33. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2553." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://stat.dopa.go.th/stat/y_stat53.html 2553. สืบค้น 30 มกราคม 2554.
  34. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552."203.113.86.149/stat/y_stat.htmlสืบค้น 30 มีนาคม 2553
  35. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.dopa.go.th/stat/y_stat51.html 2552. สืบค้น 30 มกราคม 2552.
  36. http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1447149968

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]