นิติภูมิ นวรัตน์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย
รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 5 มิถุนายน พ.ศ. 2503 (61 ปี)
จังหวัดตราด
พรรคการเมือง ประชาชาติ

ร้อยตำรวจเอก ดร. นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย เดิมชื่อ นิติภูมิ นวรัตน์[1] (5 มิถุนายน พ.ศ. 2503— ) มีชื่อเล่นว่า หมู เกิดที่บ้านดงกลาง ตำบลเขาสมิง อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด แต่มาเติบโตที่บ้านซึ้งล่าง ตำบลวันยาว อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี บิดาชื่อ มิ่ง อยู่พร้อม มารดาชื่อ เชื้อน อยู่พร้อม (สกุลเดิม กลิ่นอยู่ มีเชื้อสายสกุลชัชวาลย์, พูลเกษม และเจริญลาภ) ฝ่ายแม่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนแซ่ลี้ และบรรพบุรุษบางสายมาจากอินเดีย เขานับถือศาสนาพุทธ จบการศึกษาระดับปริญญาเอกทางประวัติศาสตร์[2] จากสถาบันเอเชียและแอฟริกาศึกษา มหาวิทยาลัยมอสโก อดีตสหภาพโซเวียต

เดิมนามสกุล อยู่พร้อม แต่เปลี่ยนมาใช้นามสกุลของบิดาบุญธรรมคือ หม่อมราชวงศ์เชาวน์ นวรัตน์ และเมื่อวันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ.2559 สมเด็จพระวันรัต เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตและเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ประทานชื่อและนามสกุลตามหนังสือเลขที่ 01/2559 ให้ โดยเปลี่ยนชื่อเดิมจาก นิติภูมิ เป็น นิติภูมิธณัฐ และเปลี่ยนนามสกุลใหม่จาก นวรัตน์ เป็น มิ่งรุจิราลัย โดยนำชื่อบิดาคือนายมิ่งซึ่งมีความหมายว่า สิริ + รุจิราลัย ซึ่งหมายถึงที่อยู่ที่มีความเจริญรุ่งเรืองสว่างไสว และได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อนามสกุลอย่างเป็นทางการเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ.2559

ประวัติการศึกษา[แก้]

ร้อยตำรวจเอก ดร. นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย สำเร็จมัธยมศึกษาตอนปลาย (แผนกวิทยาศาสตร์) จาก โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จันทบุรี (ได้รับการคัดเลือกเป็นศิษย์เก่าเกียรติภูมิวาระครบรอบ 90 ปี พ.ศ. 2544 และวาระครบรอบ 100 ปี พ.ศ. 2554) จากนั้นได้รับทุนสโมสรโรตารี่จันทบุรี เข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมแห่งเมืองเซนต์เออร์นาด รัฐวิกตอเรีย เครือรัฐออสเตรเลีย หลังจากกลับประเทศไทย เขาเข้าเรียนที่ สถาบันการศึกษาทางสหกรณ์ ในเวลาเดียวกันก็เรียนชั้นปริญญาตรี สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง (รหัสนักศึกษา 23600406) เคยเรียนปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ ประเภท External Program ของมหาวิทยาลัยลอนดอน (เลขทะเบียนนักศึกษา U927066998) แต่ไม่สำเร็จ เคยเป็นนิสิตปริญญาโท ภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เลขประจำตัวนิสิต B735197) จบปริญญาโทสาขาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (เลขทะเบียนนักศึกษา 270375) จบปริญญาเอกปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ สถาบันเอเชียและแอฟริกาศึกษา มหาวิทยาลัยมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย เมื่อ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2541 สำเร็จหลักสูตรผู้มีคุณวุฒินิติศาสตร์บัณฑิตและรัฐศาสตร์บัณฑิตเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร รุ่นที่ 15 จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ภายหลังสำเร็จการศึกษาหลักสูตรสูงสุดจาก วิทยาลัยการตำรวจ (บตส.31) วิทยาลัยการทัพบก (วทบ.51) วิทยาลัยมหาดไทย (นปส.57) วิทยาลัยการยุติธรรม (บ.ย.ส.11) วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.2555/วปม.6)[3] สถาบันวิทยาการตลาดทุน[4] (วตท.5) และสถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง (พตส.5)[5]

งานการเมือง[แก้]

ในปี พ.ศ. 2547 ได้ลงสมัครเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้หมายเลข 29 แต่ไม่ได้รับเลือก ต่อมาในปี พ.ศ. 2549 ได้ลงสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาในเขตกรุงเทพมหานคร ได้รับเลือกด้วยคะแนนสูงสุดในบรรดาผู้สมัครทั้งหมดทั่วประเทศ ด้วยคะแนน 257,420 คะแนน แต่ไม่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้งในขณะนั้น เพราะถูกร้องเรียนว่าขึ้นเวทีปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

เคยขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในการกล่าวปราศัยโจมตีการทำงานของระบอบทักษิณ[6][7] ทั้งในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน การแทรกแซงองค์กรอิสระ และเคยมีวีซีดีสารคดีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของประเทศอาร์เจนตินาออกมาแจกจ่ายในขณะนั้น โดยมีผู้กล่าวว่าเป็นการสร้างคะแนนเสียงในการลงสมัครสมาชิกวุฒิสภา

หลังจากการรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 ได้รับการแต่งตั้งจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

เดือนตุลาคม พ.ศ. 2550 ทนายความตัวแทนพรรคไทยรักไทย และทักษิณ ชินวัตร ได้ประกาศชื่อ นิติภูมิ เนาวรัตน์ ในรายชื่อพยานโจทก์ในคดีที่ พรรคไทยรักไทย และทักษิณ ฟ้อง ศ. ปราโมทย์ นาครทรรพ และพวก ต่อศาลอาญา เรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ และมีข่าวการเปิดตัว นายเนติภูมิ นวรัตน์ บุตรชายคนโตของนิติภูมิลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในนามพรรคพลังประชาชน แต่ถูกกระแสต่อต้านอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเดิม[8] จึงย้ายไปลงสมัครในนามพรรคเพื่อแผ่นดินแทน

ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทย พ.ศ. 2550 ได้ลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต 7 (บางกะปิ สะพานสูง มีนบุรี ลาดกระบัง) สังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน แต่ไม่ได้รับเลือก ต่อมาในปี พ.ศ. 2551 ได้ก่อตั้งพรรคการเมืองชื่อ พรรคสุวรรณภูมิ โดย ดร.นิติภูมิ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค แต่จากนั้นในปี พ.ศ. 2552 จึงได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค[9]

ต่อมาวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 นิติภูมิได้เปิดตัวเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบบัญชีรายชื่อ[10] และได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย

ผลงานทางวิชาการ[แก้]

เป็นผู้อำนวยการสถาบันเอเชียและแอฟริกาศึกษาของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ นอกจากนี้ยังเคยเป็นติวเตอร์ภาษาอังกฤษ ที่หน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่นักศึกษารู้จักดีในชื่อ ติวเตอร์หมู เป็นคอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "เปิดฟ้าส่องโลก" ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์รายการ "เปิดเลนส์ส่องโลก" ทางช่อง 3 และ "วิญญาณไทย ใจสากล" ทางโมเดิร์นไนน์ทีวีด้วย

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. [1] ไม่ใช่แค่ดารา! “นิติภูมิ นวรัตน์” เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย”
  2. [2]Thesis
  3. [3]รายชื่อนักศึกษา วปอ.2555 ปรับปรุง ๑ ต.ค.๕๕
  4. [4]สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.)
  5. [5]เปิด พตส.รุ่น 5 กกต.ปรับหลักสูตรเข้าเหตุการณ์ ให้หาทางออกชาติ-ยังไม่อนุมัติงบ ศรส.
  6. [6]
  7. [7]
  8. นิติภูมิ นวรัตน์ งูพันคอ ดันลูกแต่ตัวเองดับ
  9. ประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง เรื่อง ตอบรับการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารพรรคสุวรรณภูมิ
  10. "พรรคเพื่อไทยเปิดตัวสมาชิกใหม่เข้าสังกัด นายนิติภูมิ นวรัตน์, ประภัสร์ จงสงวน, บัณฑูรย์ สุภัควานิช". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2014-02-05. สืบค้นเมื่อ 2021-01-29.
  11. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ประจำปี ๒๕๕๖, เล่ม ๑๓๐ ตอนที่ ๓๐ ข หน้า ๓๘, ๖ ธันวาคม ๒๕๕๖
  12. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ประจำปี ๒๕๕๔, เล่ม ๑๒๘ ตอนที่ ๒๔ ข หน้า ๘๘, ๒ ธันวาคม ๒๕๕๔
  13. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชน, เล่ม ๑๐๖ ตอนที่ ๑๗๖ ง ฉบับพิเศษ หน้า ๒, ๑๖ ตุลาคม ๒๕๓๒

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]