กบฏทหารนอกราชการ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
กบฏทหารนอกราชการ
กบฏ 9 กันยา
กบฏสองพี่น้อง
Sae02.jpg
รถถังยิงจากบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม
วันที่9 กันยายน พ.ศ. 2528 (37 ปีที่แล้ว)
สถานที่กรุงเทพมหานคร
ผล ผู้ก่อการกบฎล้มเหลว ต้องหลบหนีออกไปต่างประเทศ
คู่สงคราม
Seal of the Office of the Prime Minister of Thailand.svg รัฐบาล พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ กลุ่มนายทหารนอกประจำการ
ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ
Seal of the Office of the Prime Minister of Thailand.svg พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์
Seal of the Office of the Prime Minister of Thailand.svg พล.อ. เทียนชัย สิริสัมพันธ์
Seal of the Office of the Prime Minister of Thailand.svg พล.ท. ชวลิต ยงใจยุทธ
Seal of the Office of the Prime Minister of Thailand.svg พล.ท. พิจิตร กุลละวณิชย์
พ.อ.มนูญกฤต รูปขจร
น.ท.มนัส รูปขจร
พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
พล.อ.เสริม ณ นคร
พล.อ.ยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา
เอกยุทธ อัญชันบุตร
ความสูญเสีย
- -
ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ 2 คน
ประชาชน 1 ราย[1]
ความเสียหายหน้าสถานีวิทยุกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ จากการถูกระดมยิงด้วยปืนกล 93 ขนาด 12.7 มม. (0.50 นิ้ว) บนป้อมรถสายพาน M113

กบฏทหารนอกราชการ หรือ กบฏ 9 กันยา[2] หรือ กบฏสองพี่น้อง[3] เป็นความพยายามรัฐประหารเมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2528 ของนายทหารนอกประจำการคณะหนึ่ง ประกอบด้วย

  1. พ.อ.มนูญ รูปขจร (ยศในขนาดนั้น, ปัจจุบันชื่อว่า มนูญกฤตมนูญ รูปขจร)
  2. น.ท.มนัส รูปขจร
  3. พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
  4. พล.อ.เสริม ณ นคร
  5. พล.อ.ยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา
  6. พล.อ.อ.กระแส อินทรรัตน์
  7. พล.ต.ทองเติม พบสุข
  8. พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิตร
  9. พ.อ.สาคร กิจวิริยะ

ร่วมด้วยทหารประจำการอีกส่วนหนึ่ง เช่น

  1. เอกรัฐ ษรารุรักษ์

พลเรือนบางส่วนซึ่งเป็นผู้นำแรงงาน เช่น

  1. นายสวัสดิ์ ลูกโดด
  2. นายประทิน ธำรงจ้อย

โดยได้ความสนับสนุนทางการเงินจาก เอกยุทธ อัญชันบุตร การกบฏครั้งนี้พยายามยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กบฏครั้งนี้มีขึ้นในช่วงที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปราชการที่ประเทศอินโดนีเซีย ส่วน พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจในทวีปยุโรป

การกบฏครั้งนี้ยังถือเป็นการใช้ความพยายามรัฐประหารที่ไม่ประสบความสำเร็จครั้งสุดท้าย ที่เรียกว่า "กบฏ" อีกด้วย นอกจากนี้ยังถือเป็นความพยายามรัฐประหารรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ครั้งสุดท้าย ภายหลังความล้มเหลวในการก่อการของกบฏยังเติร์ก เมื่อปี พ.ศ. 2524

เริ่มต้นเหตุการณ์[แก้]

การก่อการเริ่มต้นเมื่อเวลา 03.00 น. โดยรถถังจำนวน 22 คัน จากกองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.พัน.4 รอ.) พร้อมด้วยกำลังทหารกว่า 400 นายจากกองกำลังทหารอากาศโยธิน เข้าควบคุมกองบัญชาการทหารสูงสุด, สนามเสือป่า, กรมประชาสัมพันธ์และองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท.) และอ่านแถลงการณ์ของคณะปฏิวัติ ระบุนาม พล.อ.เสริม ณ นคร เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ จับกุม พล.อ.อ.ประพันธ์ ธูปะเตมีย์

ฝ่ายนายเอกยุทธ อัญชันบุตร ซึ่งเป็นพลเรือน ได้นำกำลังทหารส่วนหนึ่งและผู้นำสหภาพแรงงานเข้ายึดองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และควบคุมตัวนายพิเชษฐ สถิรชวาล ผู้อำนวยการ ขสมก. ในขณะนั้น เพื่อนำรถขนส่งมวลชนไปรับกลุ่มผู้ใช้แรงงานเข้ามาร่วมด้วย

ต่อมาทหารฝ่ายรัฐบาล ประกอบด้วย

พล.อ.เทียนชัย สิริสัมพันธ์ รองผู้บัญชาการทหารบก รักษาการตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก

พล.ท.ชวลิต ยงใจยุทธ รองเสนาธิการทหารบก

พล.ท.พิจิตร กุลละวณิชย์ แม่ทัพภาคที่ 1 ประสานกับฝ่ายรัฐบาล

พล.อ.ประจวบ สุนทรางกูร รองนายกรัฐมนตรี อยู่ในตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี

ตั้งกองอำนวยการฝ่ายต่อต้านขึ้นที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) เขตบางเขน และนำกองกำลังจาก กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พัน.1 ร.2 รอ.) เข้าต่อต้าน และออกแถลงการณ์ตอบโต้ในนาม พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก กองกำลังหลักของฝ่ายรัฐบาลคุมกำลังโดยกลุ่มนายทหาร จปร.5 ประกอบด้วย

  1. พล.ท.สุจินดา คราประยูร
  2. พล.ท.อิสระพงศ์ หนุนภักดี
  3. พล.อ.ท.เกษตร โรจนนิล

รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ในวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2528 โดย

  1. พล.อ.ประจวบ สุนทรางกูร รองนายกรัฐมนตรี รักษาการแทนนายกรัฐมนตรี
  2. พล.อ.สิทธิ จิรโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

เป็นผู้ลงนามในประกาศดังกล่าว[4] และยกเลิกในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2528 เวลา 18.00 น.[5]

เมื่อเวลาประมาณ 09.50 น. รถถังของฝ่ายกบฏที่ตั้งอยู่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าเริ่มระดมยิงเสาอากาศวิทยุและอาคารของสถานีวิทยุกระจายเสียงกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ และยิงปืนกลเข้าไปในบริเวณวังปารุสกวัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ทำให้ผู้สื่อข่าวต่างประเทศเสียชีวิตสองคน คือ

  1. นีล เดวิส ชาวออสเตรเลีย
  2. บิล แรตช์ ชาวอเมริกัน

ทั้งสองฝ่ายปะทะกันรุนแรงขึ้นและมีการเจรจาเมื่อเวลา 15.00 น. โดย

พล.ท.พิจิตร กุลละวณิชย์ เป็นตัวแทนฝ่ายรัฐบาล

พล.อ.ยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นตัวแทนฝ่ายกบฏ

และทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ และถอนกำลังกลับที่ตั้งเมื่อเวลา 17.30 น.

ส่วน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เดินทางกลับประเทศไทยเมื่อคืนวันนั้น แล้วเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส โดยทันที

เมื่อการกบฏล้มเหลว ผู้ก่อการ คือ

พ.อ.มนูญ รูปขจร

น.ท.มนัส รูปขจร

ได้ลี้ภัยไปประเทศสิงคโปร์และเดินทางไปอยู่ในประเทศเยอรมนีตะวันตก ส่วนคณะที่เหลือให้การว่าถูกบังคับจากคณะผู้ก่อการกบฏ มีผู้ถูกดำเนินคดี 39 คน หลบหนี 10 คน

ทั้งนี่เชื่อกันว่าเบื้องหลังการยึดอำนาจครั้งนี้ พ.อ.มนูญ รูปขจร ทำหน้าที่เพียงเป็นหัวหอกออกมายึดเท่านั้น เพื่อคอยกำลังเสริมของผู้มีอำนาจนำออกมาสมทบในภายหลัง และการก่อการครั้งนี้ล้มเหลวเนื่องจากมีใครบางคนที่ "นัดแล้วไม่มา"[6][2]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 9 กันยายน 2528: กลุ่ม “ทหารนอกราชการ” ก่อกบฏ อ้าง “เศรษฐกิจแย่-ว่างงานเยอะ-อาชญากรรมสูง” ศิลปวัฒนธรรม สืบค้นเมื่อ 9 กันยายน 2564
  2. 2.0 2.1 รัตนทรัพย์ศิริ, ปกรณ์ (September 8, 2012). "ปฏิวัติ 9 กันยา นัดแล้วไม่มา". วอยซ์ทีวี. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-10-18. สืบค้นเมื่อ September 9, 2016.
  3. รอดเพชร, สำราญ (February 16, 2010). "รัฐประหาร 53 ใครจะกล้าทำ". ผู้จัดการออนไลน์. สืบค้นเมื่อ September 9, 2016.
  4. ประกาศกฎอัยการศึก
  5. ยกเลิกกฎอัยการศึก
  6. สิริรัตน์ เรืองวงษ์วาร, ประวัติศาสตร์การเมืองไทย ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบัน, สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, พ.ศ. 2539, หน้า 518-519[ระบุข้อมูลทางบรรณานุกรมไม่ครบ]