บุณย์ธิดา สมชัย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
บุณย์ธิดา สมชัย
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2527 (34 ปี)
พรรคการเมือง ประชาธิปัตย์

บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ส.ส.อีสาน ของพรรคประชาธิปัตย์ อีกทั้งยังเป็น ส.ส.หญิงที่อายุน้อยที่สุดในสภาผู้แทนราษฎรไทย ชุดที่ 24[1] และเป็นบุตรของนายอิสสระ สมชัย[2] อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ประวัติ[แก้]

บุณย์ธิดา สมชัย เกิดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2527 มีชื่อเล่นว่า "แนน" เป็นบุตรของนายอิสสระ สมชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ และอดีต ส.ส.อุบลราชธานีหลายสมัย จบการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ที่จ.อุบลราชธานี ก่อนจะมาเรียนต่อระดับชั้นมัธยม ที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และปริญญาโท รัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง

งานการเมือง[แก้]

บุณย์ธิดา สมชัย เข้าสู่งานการเมืองโดยการเป็นผู้ช่วยดำเนินงานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (อิสสระ สมชัย) ผู้เป็นบิดา เรื่องมากระทั่งในปี พ.ศ. 2552 ได้รับตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อิสสระ สมชัย) และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.อุบลราชธานี สมัยแรกในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2554

ชีวิตส่วนตัว[แก้]

บุญย์ธิดา สมชัย ได้ติดตามผู้เป็นบิดาทำงานด้านการเมืองมาตั้งแต่เด็ก จึงซึมซับเข้ามาโดยไม่รู้ตัว เคยมีความฝันอยากจะเป็นเชฟมาก่อน และปัจจุบันนี้หากมีเวลาว่าง ก็จะปรุงอาหารรับประทานเองหรือรับประทานในครอบครัวเสมอ[3]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. เจาะใจ"บุณย์ธิดา"ส.ส.หญิงเด็กสุดในสภาฯ เบื้องหลังบุญเก่าพ่อ"อิสสระ"สู่ทายาทการเมือง แบบไม่ธรรมดา
  2. หน้าใหม่-ทายาทการเมืองชิงส.ส.
  3. บ้านนี้สีฟ้า, รายการทางบลูสกายแชนแนล: 6 พฤษภาคม 2556
  4. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ประจำปี ๒๕๕๕, เล่ม ๑๒๙, ตอน ๓๕ ข , ๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
  5. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ประจำปี ๒๕๕๔, เล่ม ๑๒๘, ตอน ๒๔ ข, ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔, หน้า ๑๓