ข้ามไปเนื้อหา

กบฏแมนฮัตตัน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
กบฏแมนฮัตตัน

นาวาตรี มนัส จารุภา กำลังวิ่งขึ้นเรือแมนฮัตตัน
วันที่29 มิถุนายน พ.ศ. 2494 (75 ปีที่แล้ว)
สถานที่
ผล

ชัยชนะของรัฐบาล

  • กองทัพเรือถูกลดบทบาท
คู่สงคราม

รัฐบาลจอมพลแปลก

การสนับสนุน
คณะกู้ชาติ
ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ
จอมพล แปลก พิบูลสงคราม
พันเอก นายวรการบัญชา
พลอากาศเอก ฟื้น รณนภากาศ ฤทธาคนี
พลเอก ผิน ชุณหะวัณ
พลโท สฤษดิ์ ธนะรัชต์
พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์
พลเรือตรี ทหาร ขำหิรัญ
นาวาเอก อานนท์ ปุณฑริกาภา
นาวาตรี มนัส จารุภา
นาวาตรี ประกาย พุทธารี
นาวาตรี สุภัทร ตันตยาภรณ์

กบฏแมนฮัตตัน หรือ กรณีแมนฮัตตัน เป็นความพยายามก่อรัฐประหารต่อรัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ของนายทหารเรือ ที่ประสบความล้มเหลว โดยเมื่อวันที่ 29 และ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2494 นายทหารเรือจับนายกรัฐมนตรีเป็นตัวประกันในพิธีส่งมอบเรือขุดแมนฮัตตันของสหรัฐอเมริกา และนำตัวเขาขึ้น เรือหลวงศรีอยุธยา อย่างไรก็ตาม พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับกองกำลังผสมของกองทัพบก กองทัพอากาศ และตำรวจ เกิดการสู้รบอย่างหนัก และเรือหลวงศรีอยุธยาก็จมลง แม้จะมีจอมพลแปลกอยู่บนเรือด้วยก็ตาม นายกรัฐมนตรีจึงต้องว่ายน้ำเข้าฝั่งพร้อมกับทหารเรือ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้กองทัพเรือถูกลดอำนาจลงไป ยังแสดงให้เห็นอีกด้วยว่าอำนาจทางการเมืองนั้นแท้จริงแล้วอยู่ในมือผู้บัญชาการเหล่าทัพ ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี

เหตุการณ์

[แก้]

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2494 นายทหารเรือชั้นผู้น้อยกลุ่มหนึ่งจับกุมตัวจอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เป็นตัวประกัน โดยใช้ปืนขู่ ขณะที่ท่านกำลังเข้าร่วมพิธีส่งมอบเรือขุดแมนฮัตตันของกองทัพเรือสหรัฐให้กับกองทัพเรือไทย ที่ท่าราชวรดิฐริมแม่น้ำเจ้าพระยา จอมพลแปลกถูกจับขึ้นเรือหลวงศรีอยุธยาเป็นตัวประกัน[1][2] และเรือได้เริ่มมุ่งหน้าสู่กรมสรรพาวุธทหารเรือที่บางนา อย่างไรก็ตาม ผู้วางแผนก่อการไม่สามารถยกสะพานพระพุทธยอดฟ้าขึ้นได้ ทำให้เรือไม่สามารถแล่นไปต่อได้ การสู้รบดำเนินไปอย่างรวดเร็ว และกำลังทหารเรือที่เข้าข้างกบฏถูกกองทัพบก ตำรวจ และกองทัพอากาศ ซึ่งจงรักภักดีต่อรัฐบาลเข้าปราบปราม การสู้รบเริ่มสงบลงในคืนวันที่ 29 มิถุนายน แต่กลับมาสู้ต่อและรุนแรงขึ้นในช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น เรือหลวงศรีอยุธยาเข้าร่วมการรบแต่เครื่องยนต์ชำรุดบริเวณหน้าป้อมวิไชยประสิทธิ์ โดยถูกยิงอย่างหนักจากฝั่งตะวันออกด้วยปืนและปืนครก และในช่วงบ่ายก็ยังถูกเครื่องบินฝึกนอร์ทอเมริกัน ที-6 เท็กซ์ซานโจมตีอีกด้วย เกิดเพลิงไหม้อย่างหนัก และมีคำสั่งให้สละเรือ[2] จอมพลแปลกต้องว่ายน้ำเข้าฝั่งพร้อมกับทหารเรือแต่ไม่ได้รับบาดเจ็บ[1] ไฟยังคงลุกไหม้ต่อเนื่องตลอดทั้งคืนและต่อเนื่องไปจนถึงวันถัดไป (30 มิถุนายน) ในที่สุด เมื่อการสู้รบยุติลง เรือหลวงศรีอยุธยาที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจึงจมลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อคืนวันที่ 1 กรกฎาคม[2]

เรือหลวงศรีอยุธยา ขณะถูกทิ้งระเบิดอย่างหนัก

หลังจากสิ้นสุด

[แก้]

ต่อมาในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2494 คณะรัฐมนตรีและกระทรวงกลาโหมออกคำสั่งให้พักราชการและปลดนายทหารเรือออกจากตำแหน่ง ดังนี้

  • พลเรือเอก หลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ์ กมลนาวิน) ผู้บัญชาการทหารเรือ
  • พลเรือโท หลวงเจริญราชนาวา (เจริญ ทุมมานนท์) รองผู้บัญชาการทหารเรือ
  • พลเรือโท ผัน นาวาวิจิต ผู้บัญชาการกองเรือรบ
  • พลเรือตรี ชลิต กุลกำม์ธร รองผู้บัญชาการกองเรือรบ
  • พลเรือตรี กนก นพคุณ ผู้บังคับการมณฑลทหารเรือที่ 1
  • พลเรือตรี ประวิศ ศรีพิพัฒน์ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ
  • พลเรือตรี ดัด บุนนาค เจ้ากรมสรรพาวุธทหารเรือ
  • พลเรือตรี แชน ปัจจุสานนท์ รองเสนาธิการทหารเรือฝ่ายยุทธการ
  • พลเรือตรี ชลี สินธุโสภณ ผู้บังคับการกองสัญญาณทหารเรือ
  • พลเรือตรี สงวน รุจิราภา นายแพทย์ใหญ่ทหารเรือ

ต่อมาในวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2494 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบกองทัพเรือในกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2494[3] ต่อมาในวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2494 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกกฎอัยการศึกในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี[4] และในวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 คณะบริหารประเทศชั่วคราวก่อรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2494 และได้แต่งตั้ง พลตำรวจโท เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ เป็นผู้รักษาความสงบทั่วราชอาณาจักร[5] เป็นอันสิ้นสุดเหตุการณ์

ในส่วนของผู้ก่อการได้ถูกบีบบังคับให้ขึ้นรถไฟไปทางภาคเหนือ จากนั้นจึงแยกย้ายกันหลบหนีข้ามพรมแดนไปประเทศพม่าและประเทศสิงคโปร์ ในส่วนของ น.ต.มนัส จารุภา ร.น. ผู้ทำการจี้จอมพลแปลกได้หลบหนีไปยังประเทศพม่าได้สำเร็จ แต่ถูกจับกุมได้หลังจากลักลอบกลับเข้าประเทศในปีถัดมา (พ.ศ. 2495)

โดยการกบฏครั้งนี้นับว่าเสียหายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เพราะสถานที่ต่าง ๆ เสียหาย และมีผู้บาดเจ็บล้มตายนับร้อยทั้งทหารของทั้ง 2 ฝ่าย รวมถึงประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เฉพาะผู้เสียชีวิตมีจำนวนประมาณ 187 รายแบ่งเป็นประชาชน 118 ราย ทหารเรือ 43 ราย ทหารบก 17 ราย และ ตำรวจ 9 ราย นับเป็นเหตุการณ์สงครามกลางเมืองที่คนไทยฆ่าคนไทยมากที่สุดจวบจนปัจจุบัน ความเสียหายที่เป็นสิ่งของและอาวุธยุทโธปกรณ์ในส่วนของประชาชน ทางราชการได้แถลงว่าทรัพย์สินของประชาชนที่เสียหายมีจำนวนถึง 670,000 บาท ไม่นับทรัพย์สินที่ถูกลักขโมยไปในช่วงที่เกิดความวุ่นวายและค่าทำศพของราษฎรอีกเป็นจำนวนมาก โดยรัฐบาลจ่ายให้แก่ผู้เสียชีวิตคนละ 1,500 บาท ผู้ทุพพลภาพคนละ 1,200 บาท และผู้บาดเจ็บสาหัสคนละ 400 บาท ทางด้านความสูญเสียและความเสียหาย กองทัพบกเสียหายประมาณ 6,000,000 บาท กองทัพเรือเสียหายมากที่สุด เป็นทรัพย์สินประมาณ 5,000,000 บาท ทั้งนี้ไม่นับรวมมูลค่าเสียหายของเรือหลวงศรีอยุธยาและเรือคำรณสินธ์ที่อับปางลง เรือหลวงศรีอยุธยานั้นเป็นเรือรบที่เรียกว่าเรือปืนหนัก เป็นเรือที่สั่งต่อพิเศษจากประเทศญี่ปุ่น เรือคำรณสินธ์เป็นเรือขนาดเล็ก นอกจากนี้ กรมอู่ทหารเรือยังถูกไฟไหม้วอด มีเชื้อเพลิงและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่สูญหายอีกจำนวนมาก เหล่าที่สูญเสียน้อยที่สุดคงเป็นกองทัพอากาศ ซึ่งรัฐบาลถือว่าเป็น “อัศวินขี่ม้าขาว” ที่ทำให้กบฏครั้งนี้จบลงเร็วขึ้น ส่วนกรมตำรวจเสียหายประมาณ 380,000 บาท งบประมาณที่ใช้ปราบกบฏมีมูลค่าเป็นเงินทั้งหมด 15 ล้านบาท

การดำเนินคดีมีการจับกุมผู้ต้องหาร่วม 1,000 คน ซึ่งควบคุมตัวไว้ที่กรีฑาสถานแห่งชาติ เนื่องจากมีจำนวนมาก ในที่สุดก็ต้องปล่อยตัวเพราะหาหลักฐานไม่เพียงพอ จนเหลือฟ้องศาลประมาณ 100 คน ภายหลังนักโทษคดีนี้ส่วนใหญ่ได้รับการนิรโทษกรรมเมื่อปี พ.ศ. 2500 เนื่องในโอกาสครบ 25 พุทธศตวรรษ ในส่วนของกองทัพเรือ แม้ทหารที่ก่อการจะไม่ใช่ทหารระดับสูงและทหารเรือส่วนใหญ่ก็ไม่เกี่ยวข้องด้วย แต่ พล.ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน ผู้บัญชาการทหารเรือ และนายทหารเรือระดับสูงหลายคน ก็ยังได้รับโทษจำคุกนานถึง 3 ปี โดยที่ไม่มีความผิด และได้มีการปรับลดอัตรากำลังพลของกองทัพเรือลงไปมาก เพราะถือเป็นความพยายามก่อรัฐประหารเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกันของทหารเรือ ต่อจากกบฏวังหลวง ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้นเพียง 2 ปี โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เช่น ยุบกรมนาวิกโยธินกรุงเทพ, ยุบกองการบินกองทัพเรือไปรวมกับกองทัพอากาศ และการย้ายกองสัญญาณทหารเรือออกจากสถานีวิทยุศาลาแดงที่ถนนวิทยุ ที่ต่อมากลายเป็นที่ตั้งของโรงเรียนเตรียมทหาร, สวนลุมไนท์บาซาร์ และโครงการ วัน แบงค็อก ตามลำดับ[6]

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 Chaloemtiarana, Thak (2007). Thailand: the politics of despotic paternalism (พิมพ์ครั้งที่ Rev.). Ithaca, NY: Cornell Southeast Asia Program. น. 41. ISBN 9780877277422.
  2. 1 2 3 Fuangrabil, Krisda (พฤษภาคม 2007). "สู่วาระสุดท้ายของเรือหลวงศรีอยุธยา: ทหารเรือกับเหตุสำคัญของบ้านเมืองในอดีต (ตอนที่ 4)" (PDF). Nawikasat. 90 (5): 6–14.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  3. พระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบกองทัพเรือในกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2494
  4. พระบรมโปรดกล้า ยกเลิกกฎอัยการศึก
  5. ผู้รักษาทั่วราชอาณาจักร
  6. วินทร์ เลียววาริณ. ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน. กรุงเทพฯ : ดอกหญ้า, พ.ศ. 2537. ISBN 974-8585-47-6