กบฏแมนฮัตตัน
| กบฏแมนฮัตตัน | |||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|
นาวาตรี มนัส จารุภา กำลังวิ่งขึ้นเรือแมนฮัตตัน | |||||||
| |||||||
| คู่สงคราม | |||||||
|
การสนับสนุน | คณะกู้ชาติ | ||||||
| ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ | |||||||
|
|
พลเรือตรี ทหาร ขำหิรัญ นาวาเอก อานนท์ ปุณฑริกาภา นาวาตรี มนัส จารุภา นาวาตรี ประกาย พุทธารี นาวาตรี สุภัทร ตันตยาภรณ์ | ||||||
กบฏแมนฮัตตัน หรือ กรณีแมนฮัตตัน เป็นความพยายามก่อรัฐประหารต่อรัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ของนายทหารเรือ ที่ประสบความล้มเหลว โดยเมื่อวันที่ 29 และ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2494 นายทหารเรือจับนายกรัฐมนตรีเป็นตัวประกันในพิธีส่งมอบเรือขุดแมนฮัตตันของสหรัฐอเมริกา และนำตัวเขาขึ้น เรือหลวงศรีอยุธยา อย่างไรก็ตาม พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับกองกำลังผสมของกองทัพบก กองทัพอากาศ และตำรวจ เกิดการสู้รบอย่างหนัก และเรือหลวงศรีอยุธยาก็จมลง แม้จะมีจอมพลแปลกอยู่บนเรือด้วยก็ตาม นายกรัฐมนตรีจึงต้องว่ายน้ำเข้าฝั่งพร้อมกับทหารเรือ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้กองทัพเรือถูกลดอำนาจลงไป ยังแสดงให้เห็นอีกด้วยว่าอำนาจทางการเมืองนั้นแท้จริงแล้วอยู่ในมือผู้บัญชาการเหล่าทัพ ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี
เหตุการณ์
[แก้]เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2494 นายทหารเรือชั้นผู้น้อยกลุ่มหนึ่งจับกุมตัวจอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เป็นตัวประกัน โดยใช้ปืนขู่ ขณะที่ท่านกำลังเข้าร่วมพิธีส่งมอบเรือขุดแมนฮัตตันของกองทัพเรือสหรัฐให้กับกองทัพเรือไทย ที่ท่าราชวรดิฐริมแม่น้ำเจ้าพระยา จอมพลแปลกถูกจับขึ้นเรือหลวงศรีอยุธยาเป็นตัวประกัน[1][2] และเรือได้เริ่มมุ่งหน้าสู่กรมสรรพาวุธทหารเรือที่บางนา อย่างไรก็ตาม ผู้วางแผนก่อการไม่สามารถยกสะพานพระพุทธยอดฟ้าขึ้นได้ ทำให้เรือไม่สามารถแล่นไปต่อได้ การสู้รบดำเนินไปอย่างรวดเร็ว และกำลังทหารเรือที่เข้าข้างกบฏถูกกองทัพบก ตำรวจ และกองทัพอากาศ ซึ่งจงรักภักดีต่อรัฐบาลเข้าปราบปราม การสู้รบเริ่มสงบลงในคืนวันที่ 29 มิถุนายน แต่กลับมาสู้ต่อและรุนแรงขึ้นในช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น เรือหลวงศรีอยุธยาเข้าร่วมการรบแต่เครื่องยนต์ชำรุดบริเวณหน้าป้อมวิไชยประสิทธิ์ โดยถูกยิงอย่างหนักจากฝั่งตะวันออกด้วยปืนและปืนครก และในช่วงบ่ายก็ยังถูกเครื่องบินฝึกนอร์ทอเมริกัน ที-6 เท็กซ์ซานโจมตีอีกด้วย เกิดเพลิงไหม้อย่างหนัก และมีคำสั่งให้สละเรือ[2] จอมพลแปลกต้องว่ายน้ำเข้าฝั่งพร้อมกับทหารเรือแต่ไม่ได้รับบาดเจ็บ[1] ไฟยังคงลุกไหม้ต่อเนื่องตลอดทั้งคืนและต่อเนื่องไปจนถึงวันถัดไป (30 มิถุนายน) ในที่สุด เมื่อการสู้รบยุติลง เรือหลวงศรีอยุธยาที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจึงจมลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อคืนวันที่ 1 กรกฎาคม[2]

หลังจากสิ้นสุด
[แก้]ต่อมาในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2494 คณะรัฐมนตรีและกระทรวงกลาโหมออกคำสั่งให้พักราชการและปลดนายทหารเรือออกจากตำแหน่ง ดังนี้
- พลเรือเอก หลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ์ กมลนาวิน) ผู้บัญชาการทหารเรือ
- พลเรือโท หลวงเจริญราชนาวา (เจริญ ทุมมานนท์) รองผู้บัญชาการทหารเรือ
- พลเรือโท ผัน นาวาวิจิต ผู้บัญชาการกองเรือรบ
- พลเรือตรี ชลิต กุลกำม์ธร รองผู้บัญชาการกองเรือรบ
- พลเรือตรี กนก นพคุณ ผู้บังคับการมณฑลทหารเรือที่ 1
- พลเรือตรี ประวิศ ศรีพิพัฒน์ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ
- พลเรือตรี ดัด บุนนาค เจ้ากรมสรรพาวุธทหารเรือ
- พลเรือตรี แชน ปัจจุสานนท์ รองเสนาธิการทหารเรือฝ่ายยุทธการ
- พลเรือตรี ชลี สินธุโสภณ ผู้บังคับการกองสัญญาณทหารเรือ
- พลเรือตรี สงวน รุจิราภา นายแพทย์ใหญ่ทหารเรือ
ต่อมาในวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2494 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบกองทัพเรือในกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2494[3] ต่อมาในวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2494 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกกฎอัยการศึกในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี[4] และในวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 คณะบริหารประเทศชั่วคราวก่อรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2494 และได้แต่งตั้ง พลตำรวจโท เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ เป็นผู้รักษาความสงบทั่วราชอาณาจักร[5] เป็นอันสิ้นสุดเหตุการณ์
ในส่วนของผู้ก่อการได้ถูกบีบบังคับให้ขึ้นรถไฟไปทางภาคเหนือ จากนั้นจึงแยกย้ายกันหลบหนีข้ามพรมแดนไปประเทศพม่าและประเทศสิงคโปร์ ในส่วนของ น.ต.มนัส จารุภา ร.น. ผู้ทำการจี้จอมพลแปลกได้หลบหนีไปยังประเทศพม่าได้สำเร็จ แต่ถูกจับกุมได้หลังจากลักลอบกลับเข้าประเทศในปีถัดมา (พ.ศ. 2495)
โดยการกบฏครั้งนี้นับว่าเสียหายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เพราะสถานที่ต่าง ๆ เสียหาย และมีผู้บาดเจ็บล้มตายนับร้อยทั้งทหารของทั้ง 2 ฝ่าย รวมถึงประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เฉพาะผู้เสียชีวิตมีจำนวนประมาณ 187 รายแบ่งเป็นประชาชน 118 ราย ทหารเรือ 43 ราย ทหารบก 17 ราย และ ตำรวจ 9 ราย นับเป็นเหตุการณ์สงครามกลางเมืองที่คนไทยฆ่าคนไทยมากที่สุดจวบจนปัจจุบัน ความเสียหายที่เป็นสิ่งของและอาวุธยุทโธปกรณ์ในส่วนของประชาชน ทางราชการได้แถลงว่าทรัพย์สินของประชาชนที่เสียหายมีจำนวนถึง 670,000 บาท ไม่นับทรัพย์สินที่ถูกลักขโมยไปในช่วงที่เกิดความวุ่นวายและค่าทำศพของราษฎรอีกเป็นจำนวนมาก โดยรัฐบาลจ่ายให้แก่ผู้เสียชีวิตคนละ 1,500 บาท ผู้ทุพพลภาพคนละ 1,200 บาท และผู้บาดเจ็บสาหัสคนละ 400 บาท ทางด้านความสูญเสียและความเสียหาย กองทัพบกเสียหายประมาณ 6,000,000 บาท กองทัพเรือเสียหายมากที่สุด เป็นทรัพย์สินประมาณ 5,000,000 บาท ทั้งนี้ไม่นับรวมมูลค่าเสียหายของเรือหลวงศรีอยุธยาและเรือคำรณสินธ์ที่อับปางลง เรือหลวงศรีอยุธยานั้นเป็นเรือรบที่เรียกว่าเรือปืนหนัก เป็นเรือที่สั่งต่อพิเศษจากประเทศญี่ปุ่น เรือคำรณสินธ์เป็นเรือขนาดเล็ก นอกจากนี้ กรมอู่ทหารเรือยังถูกไฟไหม้วอด มีเชื้อเพลิงและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่สูญหายอีกจำนวนมาก เหล่าที่สูญเสียน้อยที่สุดคงเป็นกองทัพอากาศ ซึ่งรัฐบาลถือว่าเป็น “อัศวินขี่ม้าขาว” ที่ทำให้กบฏครั้งนี้จบลงเร็วขึ้น ส่วนกรมตำรวจเสียหายประมาณ 380,000 บาท งบประมาณที่ใช้ปราบกบฏมีมูลค่าเป็นเงินทั้งหมด 15 ล้านบาท
การดำเนินคดีมีการจับกุมผู้ต้องหาร่วม 1,000 คน ซึ่งควบคุมตัวไว้ที่กรีฑาสถานแห่งชาติ เนื่องจากมีจำนวนมาก ในที่สุดก็ต้องปล่อยตัวเพราะหาหลักฐานไม่เพียงพอ จนเหลือฟ้องศาลประมาณ 100 คน ภายหลังนักโทษคดีนี้ส่วนใหญ่ได้รับการนิรโทษกรรมเมื่อปี พ.ศ. 2500 เนื่องในโอกาสครบ 25 พุทธศตวรรษ ในส่วนของกองทัพเรือ แม้ทหารที่ก่อการจะไม่ใช่ทหารระดับสูงและทหารเรือส่วนใหญ่ก็ไม่เกี่ยวข้องด้วย แต่ พล.ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน ผู้บัญชาการทหารเรือ และนายทหารเรือระดับสูงหลายคน ก็ยังได้รับโทษจำคุกนานถึง 3 ปี โดยที่ไม่มีความผิด และได้มีการปรับลดอัตรากำลังพลของกองทัพเรือลงไปมาก เพราะถือเป็นความพยายามก่อรัฐประหารเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกันของทหารเรือ ต่อจากกบฏวังหลวง ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้นเพียง 2 ปี โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เช่น ยุบกรมนาวิกโยธินกรุงเทพ, ยุบกองการบินกองทัพเรือไปรวมกับกองทัพอากาศ และการย้ายกองสัญญาณทหารเรือออกจากสถานีวิทยุศาลาแดงที่ถนนวิทยุ ที่ต่อมากลายเป็นที่ตั้งของโรงเรียนเตรียมทหาร, สวนลุมไนท์บาซาร์ และโครงการ วัน แบงค็อก ตามลำดับ[6]
ดูเพิ่ม
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- 1 2 Chaloemtiarana, Thak (2007). Thailand: the politics of despotic paternalism (พิมพ์ครั้งที่ Rev.). Ithaca, NY: Cornell Southeast Asia Program. น. 41. ISBN 9780877277422.
- 1 2 3 Fuangrabil, Krisda (พฤษภาคม 2007). "สู่วาระสุดท้ายของเรือหลวงศรีอยุธยา: ทหารเรือกับเหตุสำคัญของบ้านเมืองในอดีต (ตอนที่ 4)" (PDF). Nawikasat. 90 (5): 6–14.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ พระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบกองทัพเรือในกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2494
- ↑ พระบรมโปรดกล้า ยกเลิกกฎอัยการศึก
- ↑ ผู้รักษาทั่วราชอาณาจักร
- ↑ วินทร์ เลียววาริณ. ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน. กรุงเทพฯ : ดอกหญ้า, พ.ศ. 2537. ISBN 974-8585-47-6