การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566

← พ.ศ. 2562 ไม่เกิน 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

ทั้งหมด 500 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรไทย
ต้องการ 251 ที่นั่งจึงเป็นฝ่ายข้างมาก
  First party Second party Third party
 
Prawit Wongsuwan (2018) cropped.jpg
Chonlanan Srikaew 14 October 2022.jpg
Pita Limjaroenrat - 2 (cropped).jpg
ผู้นำ ประวิตร วงษ์สุวรรณ ชลน่าน ศรีแก้ว พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
พรรค พลังประชารัฐ เพื่อไทย ก้าวไกล
การเลือกตั้งล่าสุด 116 ที่นั่ง, 23.20% 136 ที่นั่ง, 27.20% 81 ที่นั่ง, 16.20% [a]
เขตล่าสุด 99 133 51

  Fourth party Fifth party
 
Jurin Laksanawisit 2009 (cropped).jpg
Anutin Charnveerakul.jpg
ผู้นำ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ อนุทิน ชาญวีรกูล
พรรค ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย
การเลือกตั้งล่าสุด 53 ที่นั่ง, 10.60% 51 ที่นั่ง, 10.20%
เขตล่าสุด 52 64

นายกรัฐมนตรีก่อนการเลือกตั้ง

ประยุทธ์ จันทร์โอชา
อิสระ

ว่าที่นายกรัฐมนตรี

ยังไม่ประกาศ

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทย พ.ศ. 2566 คาดว่าจะจัดขึ้นไม่เกินวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2566[1] หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรไทยชุดที่ 25 ครบวาระ 4 ปี ในวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2566 อย่างไรก็ตาม หากมีการยุบสภาก่อนหน้านั้น การเลือกตั้งก็จะถูกจัดขึ้นภายใน 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วันหลังจากวันที่พระราชกฤษฎีกายุบสภามีผลบังคับใช้[2]

เบื้องหลัง[แก้]

ในปี 2562 มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้คำมั่นสัญญามาหลายครั้ง การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกวิจารณ์ว่ามีการเอื้อประโยชน์แก่พรรคพลังประชารัฐมาตั้งแต่การออกแบบระบบ[3] เนื่องจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่ร่างขึ้นหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 ระบุให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งมีสิทธิออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีได้ การคำนวณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อไม่มีการกำหนดสูตรชัดเจน และมีการใช้มาตรา 44 เพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งแก้ไขเขตเลือกตั้งก่อนที่จะประกาศเพียงไม่กี่วัน[4] ผลการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งปรากฎว่า ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย[5] และมีการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคพลังประชารัฐ

ประยุทธ์เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2562 รัฐธรรมนูญไทยระบุไว้ว่า นายกรัฐมนตรีสามารถดำรงตำแหน่งได้รวมแล้วไม่เกิน 8 ปี[6] อย่างไรก็ตาม วันสิ้นสุดวาระของประยุทธ์นั้นไม่แน่นอน เนื่องจากมีการตีความวันเริ่มต้นวาระอย่างหลากหลาย บ้างก็ตีความว่าประยุทธ์เริ่มเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2557 หลังจากการก่อรัฐประหาร บ้างก็ตีความว่าประยุทธ์เริ่มเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2560 หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่[7] ส่วนฝ่ายกฎหมายของรัฐสภาระบุว่า ประยุทธ์สามารถดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีต่อได้จนถึงปี 2570 ถ้าเขาได้รับเลือกอีกครั้ง[8][9]

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2565 ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้นำคำร้องยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประยุทธ์[6] ต่อมาในวันที่ 24 สิงหาคม ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง และสั่งให้ประยุทธ์หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยในวันที่ 30 กันยายน[10] โดยในช่วงเวลาระหว่างรอคำวินิจฉัยดังกล่าว ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีลำดับที่หนึ่ง ได้เป็นผู้รักษาการแทนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี[11] กระทั่งถึงวันที่ 30 กันยายน ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เสียง วินิจฉัยว่าประยุทธ์ยังสามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ถึง พ.ศ. 2568[12][13]

ระบบเลือกตั้ง[แก้]

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ระบุว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 500 คนจะได้รับเลือกโดยใช้ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะลงคะแนนเสียงด้วยบัตรใบเดียว เพื่อเลือก ส.ส. 350 ที่นั่งจากเขตเลือกตั้ง และอีก 150 ที่นั่งจะเป็นการจัดสรรตามคะแนนของพรรคการเมืองทั้งประเทศ[14] หลังการเลือกตั้ง สภาผู้แทนราษฎร 500 ที่นั่ง จะลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีในการประชุมร่วมกับวุฒิสภาอีก 250 ที่นั่ง วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งโดยคสช. จะอยู่ในวาระจนถึงปี 2567 จึงคาดว่าสมาชิกวุฒิสภาจะมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งครั้งนี้เช่นกัน[15]

เมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564 ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ได้มีการลงคะแนนเสียง 472 ต่อ 33 เสียง (งดออกเสียง 187 เสียง) เพื่อกลับมาใช้การลงคะแนนระบบคู่ขนานที่เคยใช้เมื่อช่วงก่อนปี 2560 ในระบบนี้ จะมี ส.ส. 400 ที่นั่งที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต และลดจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อลงเหลือ 100 ที่นั่ง จากเดิม 150 ที่นั่ง[16] ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะต้องลงคะแนนโดยใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เพื่อเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขตและพรรคการเมืองที่ตนต้องการ[16] ต่างจากระบบก่อนหน้าที่ผู้มีสิทธิ์แต่ละคนลงคะแนนเสียงเพียงครั้งเดียวเพื่อเลือก ส.ส. ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ[17] อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยพรรคการเมืองขนาดเล็ก เนื่องจากระบบนี้จะทำให้พรรคดังกล่าวได้ที่นั่งในสภายากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อพรรคพลังประชารัฐ และพรรคเพื่อไทยที่เป็นฝ่ายค้าน

ในช่วง พ.ศ. 2565 มีการถกเถียงว่าจะใช้สูตรคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อแบบใดระหว่าง "สูตรหาร 100" กับ "สูตรหาร 500" ซึ่งถ้าใช้สูตรหาร 500 จะทำให้เกิดที่นั่งส่วนเกิน (Overhanging seat) แบบเดียวกับในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2562 และทำให้คะแนนเสียงพึงมีของ ส.ส. 1 ที่นั่งต่ำลง ซึ่งเอื้อต่อการตีความให้พรรคเล็กได้ประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ในเดือนสิงหาคม 2565 มีการใช้กลยุทธ์ไม่มาประชุมจนสภาขาดองค์ประชุม ทำให้การพิจารณาแก้ไขเป็นสูตรหาร 500 ต้องตกไป และกลับไปใช้สูตรหาร 100 โดยปริยาย[18]

เขตการเลือกตั้ง[แก้]

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีการส่งหนังสือด่วนถึงผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดต่าง ๆ และกรุงเทพมหานคร โดยมีการระบุถึงจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่พึงมีในแต่ละพื้นที่ และระบุให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งในแต่ละพื้นที่เตรียมแบ่งเขตเลือกตั้งไว้เป็นการล่วงหน้าอย่างน้อย 3 รูปแบบ และเมื่อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องมีผลใช้บังคับ จะได้ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป[19] กกต. ได้คำนวณให้มี ส.ส. 1 คน ต่อราษฎร 165,428.5975 คน โดยใช้ข้อมูลจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักรตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร์ ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2564 เป็นฐานในการคำนวณ[20]

จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่พึงมีในแต่ละพื้นที่ มีดังนี้[19]

พื้นที่ จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพึงมี
กรุงเทพมหานคร 33
นครราชสีมา 16
ขอนแก่น เชียงใหม่ อุบลราชธานี 11
ชลบุรี บุรีรัมย์ 10
นครศรีธรรมราช ศรีสะเกษ สงขลา อุดรธานี 9
เชียงราย นนทบุรี ร้อยเอ็ด สมุทรปราการ สุรินทร์ 8
ชัยภูมิ ปทุมธานี สกลนคร สุราษฏร์ธานี 7
กาฬสินธุ์ นครปฐม นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ มหาสารคาม 6
กาญจนบุรี นราธิวาส พระนครศรีอยุธยา พิษณุโลก ระยอง ราชบุรี สุพรรณบุรี 5
กำแพงเพชร ฉะเชิงเทรา ตรัง ตาก นครพนม ปัตตานี ลพบุรี ลำปาง เลย สมุทรสาคร สระบุรี สุโขทัย 4
กระบี่ จันทบุรี ชุมพร น่าน บึงกาฬ ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี พะเยา พัทลุง พิจิตร เพชรบุรี แพร่ ภูเก็ต ยโสธร ยะลา สระแก้ว หนองคาย หนองบัวลำภู อุตรดิตถ์ 3
ชัยนาท นครนายก พังงา มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ลำพูน สตูล อ่างทอง อำนาจเจริญ อุทัยธานี 2
ตราด ระนอง สมุทรสงคราม สิงห์บุรี 1

ผลสำรวจ[แก้]

พรรคที่ต้องการ[แก้]

ระยะเวลาการสำรวจ องค์กรที่สำรวจ กลุ่มตัวอย่าง พลังประชารัฐ เพื่อไทย ก้าวไกล ประชาธิปัตย์ ไม่เลือกพรรคใด อื่น ๆ คะแนนนำ
15–21 กันยายน พ.ศ. 2565 นิด้าโพล 2,500 5.56% 34.44% 13.56% 7.56% 24.00% 14.88% 20.88%
20–23 มิถุนายน พ.ศ. 2565 นิด้าโพล 2,500 7.00% 36.36% 17.88% 6.32% 18.68% 13.76% 18.48%
10–15 มีนาคม พ.ศ. 2565 นิด้าโพล 2,020 7.03% 25.89% 16.24% 7.97% 28.86% 14.01% 9.65%
15–21 ธันวาคม พ.ศ. 2564 นิด้าโพล 2,504 8.99% 23.52% 13.18% 7.15% 37.14% 10.02% 10.34%
25–28 ตุลาคม พ.ศ. 2564 สวนดุสิตโพล 1,186 24.61% 32.94% 25.21% 6.18% 11.06% 7.73%
20–23 กันยายน พ.ศ. 2564 นิด้าโพล 2,018 9.51% 22.50% 15.11% 7.78% 35.68% 8.03% 7.39%
11–16 มิถุนายน พ.ศ. 2564 นิด้าโพล 2,515 10.70% 19.48% 14.51% 9.54% 32.68% 10.62% 4.97%
23–26 มีนาคม พ.ศ. 2564 นิด้าโพล 2,522 16.65% 22.13% 13.48% 7.10% 29.82% 10.82% 5.48%
20–23 ธันวาคม พ.ศ. 2563 นิด้าโพล 2,533 17.80% 23.61% 14.92% 7.46% 26.49% 9.72% 5.81%
18–23 กันยายน พ.ศ. 2563 นิด้าโพล 2,527 12.39% 19.39% 12.70% 7.44% 41.59% 6.49% 7.00%
22–24 มิถุนายน พ.ศ. 2563 นิด้าโพล 2,517 15.73% 20.70% 13.47% 7.75% 32.38% 32.40% 4.97%
18–20 ธันวาคม พ.ศ. 2562 นิด้าโพล 2,511 16.69% 19.95% 30.27% 10.83% 13.46% 22.30% 11.0%

นายกรัฐมนตรีที่ต้องการ[แก้]

ระยะเวลาการสำรวจ องค์กรที่สำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ประยุทธ์ แพทองธาร พิธา จุรินทร์ เสรีพิศุทธ์ กรณ์ สุดารัตน์ ยังไม่มี อื่น ๆ คะแนนนำ
15–21 กันยายน พ.ศ. 2565 นิด้าโพล 2,500 10.12% 21.60% 10.56% 1.68% 6.28% 2.12% 9.12% 24.16% 14.36% 11.04%
20–23 มิถุนายน พ.ศ. 2565 นิด้าโพล 2,500 11.68% 25.28% 13.24% 1.56% 6.60% 3.76% 6.80% 18.68% 12.40% 12.04%
10–15 มีนาคม พ.ศ. 2565 นิด้าโพล 2,020 12.67% 12.53% 13.42% 2.58% 7.03% 2.77% 8.22% 27.62% 13.16% 0.75%
15–21 ธันวาคม พ.ศ. 2564 นิด้าโพล 2,504 16.93% 10.55% 10.74% 1.84% 4.83% 2.63% 5.51% 36.54% 10.70% 6.19%
25–28 ตุลาคม พ.ศ. 2564

สวนดุสิตโพล

1,186 21.27% 28.67% 19.35% 15.78% 7.40%
20–23 กันยายน พ.ศ. 2564 นิด้าโพล 2,018 17.54% 11.05% 1.54% 9.07% 2.58% 11.15% 32.61% 16.00% 6.39%
11–16 มิถุนายน พ.ศ. 2564 นิด้าโพล 2,515 19.32% 5.45% 1.47% 8.71% 3.62% 13.64% 37.65% 11.61% 5.68%
23–26 มีนาคม พ.ศ. 2564 นิด้าโพล 2,522 28.79% 6.26% 0.99% 8.72% 2.70% 12.09% 30.10% 41.44% 16.70%
20–23 ธันวาคม พ.ศ. 2563 นิด้าโพล 2,533 30.32% 7.74% 0.63% 7.50% 1.65% 13.46% 32.10% 39.33% 16.86%
18–23 กันยายน พ.ศ. 2563 นิด้าโพล 2,527 18.64% 5.70% 3.92% 1.54% 10.57% 54.13% 5.50% 8.07%
22–24 มิถุนายน พ.ศ. 2563 นิด้าโพล 2,517 25.47% 3.93% 0.83% 4.57% 1.67% 8.07% 44.06% 12.23% 17.40%
ระยะเวลาการสำรวจ องค์กรที่สำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ประยุทธ์ แพทองธาร ธนาธร จุรินทร์ เสรีพิศุทธ์ กรณ์ สุดารัตน์ ยังไม่ตัดสินใจ คนอื่น คะแนนนำ
18–20 ธันวาคม พ.ศ. 2562 นิด้าโพล 2,511 23.74% 31.42% 2.47% 3.90% 0.04% 11.95% 17.32% 9.20% 7.68%

หมายเหตุ[แก้]

  1. จำนวนที่นั่งเดิมของพรรคก้าวไกล เปรียบเทียบจากจำนวนที่นั่งที่พรรคอนาคตใหม่เคยได้รับ

อ้างอิง[แก้]

  1. "กางไทม์ไลน์ กกต. เลือกตั้งปี 2566 นับถอยหลังสภาหมดวาระ". THE STANDARD. 2022-09-22.
  2. Thongsak (2022-09-21). "กกต.เคาะ 7 พ.ค.2566 เลือกตั้งใหญ่หากสภาอยู่ครบวาระ!".
  3. "Election has already been won, so what now? - The Nation". The Nation (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2018-11-29.
  4. Rojanaphruk, Pravit; Writer, Senior Staff (2018-11-30). "Parties Fume Over New 'Gerrymandered' Electoral Map". Khaosod English (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2022-03-17.
  5. Welle (www.dw.com), Deutsche. "Thai parliament elects Prayuth Chan-ocha as prime minister | DW | 05.06.2019". DW.COM (ภาษาอังกฤษแบบบริติช).
  6. 6.0 6.1 "8 ปี ประยุทธ์ กับการตีความต่างมุมของนักกฎหมาย-นักการเมืองไทย". BBC News ไทย. 2022-08-06.
  7. Limited, Bangkok Post Public Company. "PM defies efforts to oust him from office". Bangkok Post. สืบค้นเมื่อ 2022-05-08.
  8. Rojanaphruk, Pravit; Writer, Senior Staff (2021-12-30). "Prawit Says He's Willing to Serve With Prayut Till '2027'". Khaosod English (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2022-03-18.
  9. Ltd.Thailand, VOICE TV (2021-12-29). "ฝ่าย ก.ม. ชี้วาระ 8 ปี 'ประยุทธ์' ลากยาวได้ถึงปี 2570". VoiceTV. สืบค้นเมื่อ 2022-03-18.
  10. มติชนสุดสัปดาห์; chokb (2022-09-16). "ระทึก 30 กันยายน 2565 ศาลนัดชี้ชะตา 'ประยุทธ์' คดีใหญ่ วาระนายกฯ 8 ปี หลักฐานมัด ว่อนโซเชียล/บทความในประเทศ". มติชนสุดสัปดาห์.
  11. https://www.pptvhd36.com. "ด่วน! ศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้องนายกฯ 8 ปี ให้"ประยุทธ์" หยุดปฏิบัติหน้าที่". pptvhd36.com. {{cite web}}: แหล่งข้อมูลอื่นใน |last= (help)
  12. matichon (2022-09-30). "บิ๊กตู่ พ้นบ่วง! มติ 6 : 3 ศาลรัฐธรรมนูญ ให้คัมแบ๊กทำเนียบ ชี้เป็นนายกฯมาไม่ถึง 8 ปี". มติชนออนไลน์.
  13. "มติศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก ชี้ "ประยุทธ์" เป็นนายกฯยังไม่ครบ 8 ปี". Thai PBS.
  14. Thailand's New Electoral System Thai Data Points
  15. Thongnoi, Jitsiree; Jaipragas, Bhavan (22 March 2019). "Thai election a battle royale for junta's Prayuth and the Shinawatras". South China Morning Post (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 26 June 2020.
  16. 16.0 16.1 https://www.pptvhd36.com. "อธิบายความต่างการเลือกตั้งบัตร 2 ใบ ที่สภาเพิ่งเห็นชอบผ่าน 3 วาระรวด". pptvhd36.com. {{cite web}}: แหล่งข้อมูลอื่นใน |last= (help)
  17. "Thai Parliament passes election changes favouring ruling party". The Business Times (ภาษาอังกฤษ). 10 September 2021. สืบค้นเมื่อ 26 June 2020.
  18. "สูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ : สภาล่มตามคาด ปิดม่านสูตรหาร 500 กลับไปใช้สูตรหาร 100". BBC News ไทย. 15 August 2022. สืบค้นเมื่อ 15 August 2022.
  19. 19.0 19.1 "เปิดจำนวน ส.ส. 400 เขตเลือกตั้งใหม่ กทม.ยังมากสุด 33 คน". workpointTODAY.
  20. "เตรียมเลือกตั้ง ส.ส. หลังกกต.ประกาศแบ่งเขต 400 ที่นั่ง". thansettakij. 2022-02-04.