สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา
| สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี | |
|---|---|
| สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 6 เจ้าฟ้าชั้นโท กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา | |
| ประสูติ | 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 พระที่นั่งเทพสถานพิลาศ พระบรมมหาราชวัง จังหวัดพระนคร ประเทศสยาม |
| สิ้นพระชนม์ | 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 (85 ปี) โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย |
| พระราชทานเพลิง | 9 เมษายน พ.ศ. 2555 พระเมรุ ท้องสนามหลวง |
| ราชวงศ์ | จักรี |
| พระบิดา | พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว |
| พระมารดา | พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี |
| ศาสนา | พุทธ |
| ลายพระอภิไธย | |
พลเอกหญิง พลเรือเอกหญิง พลอากาศเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา (24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 – 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554) เป็นพระราชธิดาพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี โดยประสูติ ณ พระที่นั่งเทพสถานพิลาศ ในหมู่พระมหามณเฑียร ภายในพระบรมมหาราชวัง ก่อนที่สมเด็จพระบรมชนกนาถจะเสด็จสวรรคตในวันถัดมา
พระนาม เพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี นั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้ในพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ โดยมีคำนำหน้าพระนามเป็น สมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอ ด้วยเป็นพระภาติกาในรัชกาลที่ 7 ต่อมาเปลี่ยนคำนำหน้าเป็น สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้วยเป็นพระภคินีในทั้งสองพระองค์ นอกจากนี้ พระองค์ยังเป็นสมเด็จพระราชปิตุจฉาในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และโดยพระชนมายุจึงทรงเคยเป็นพระกุลเชษฐ์ลำดับที่ 27 ในราชวงศ์จักรี โดยทรงดำรงตำแหน่งนี้นับตั้งแต่การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551
หลังจากเสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นการถาวร สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเพื่อแบ่งเบาพระราชภาระในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อยู่เป็นนิจ จนกระทั่งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอในรัชกาลที่ 9 ทรงเจริญพระวัยและทรงสามารถแบ่งเบาพระราชกรณียกิจได้ กอปรกับพระองค์มีพระชนมายุสูงขึ้น จึงเสด็จออกทรงเยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดารน้อยลง นอกจากนี้ พระองค์ทรงรับสถาบันและองค์กรต่าง ๆ ทั้งในส่วนที่สืบสานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี และโดยส่วนพระองค์เองไว้ในพระอุปถัมภ์มากกว่า 30 แห่ง
สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี สิ้นพระชนม์ด้วยภาวะติดเชื้อในกระแสพระโลหิต ณ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 สิริพระชนมายุ 85 ปี
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเฉลิมพระนามาภิไธยและสถาปนาพระอิสริยศักดิ์พระอัฐิ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติครบ 100 ปี ในวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 โดยเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์แรกที่สถาปนาโดยรัชกาลปัจจุบัน
พระประวัติ
ประสูติ
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ประสูติเมื่อวันอังคาร ขึ้น 9 ค่ำ เดือนอ้าย ปีฉลู สัปตศก จ.ศ. 1287 ตรงกับวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 เวลา 12 นาฬิกา 52 นาที ณ พระที่นั่งเทพสถานพิลาศ ในหมู่พระมหามณเฑียร ภายในพระบรมมหาราชวัง พระองค์เป็นพระราชธิดาพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี โดยประสูติก่อนที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จสวรรคตเพียงวันเดียว เป็นพระราชนัดดาในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อนับพระญาติทางฝ่ายพระมารดานั้น พระองค์นับเป็นพระญาติชั้นที่สามของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ อดีตพระมหากษัตริย์แห่งกัมพูชา และเป็นพระญาติชั้นที่สี่ของพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี[1][2]
ก่อนมีพระประสูติกาลนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้สถาปนาสุวัทนา อภัยวงศ์ ขึ้นเป็น เจ้าจอมสุวัทนา[3] และมีการสถาปนาเจ้าจอมสุวัทนาขึ้นเป็นเจ้านายในราชวงศ์จักรี มีพระอิสริยยศที่ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ในเดือนตุลาคมปีเดียวกันนั้นเอง ทั้งนี้เพื่อ "...ผดุงพระราชอิศริยยศแห่งพระกุมารที่จะมีพระประสูติการในเบื้องหน้า"[4]
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระปีติโสมนัสอย่างพ้นประมาณ ทรงเฝ้ารอพระประสูติการของพระหน่อพระองค์แรกอย่างจดจ่อ ด้วยทรงคาดหวังว่าจะประสูติเป็นพระราชโอรส ซึ่งพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ได้มีพระดำรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ความว่า "...เมื่อฉันตั้งครรภ์เจ้าฟ้า ล้นเกล้าฯ ก็ทรงโสมนัส ทรงคาดคิดว่าจะได้เป็นชาย ได้ราชสมบัติสืบต่อจากพระองค์ เมื่อยังมีพระอนามัยดีอยู่ ก็มีรับสั่งอย่างสนิทเสน่หาทรงกะแผนการชื่นชมต่อพระเจ้าลูกยาเธอที่จะเกิดใหม่..."[5] ทั้งยังทรงพระราชนิพนธ์บทกล่อมบรรทมสำหรับสมโภชเดือนพระราชกุมารประกอบทำนองปลาทองไว้ล่วงหน้าอีกด้วย [note 1]
แต่แล้วเมื่อใกล้มีพระประสูติกาล ความชื่นบานทั้งหลายกลับกลายเป็นความกังวล เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหนักด้วยโรคพระอันตะ มีพระอาการรุนแรงขึ้นอย่างมิคาดฝัน ในยามนั้น พระองค์ประทับ ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ประทับ ณ พระที่นั่งเทพสถานพิลาส ซึ่งติดกับพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เพื่อทรงรอฟังข่าวพระประสูติการอย่างใกล้ชิด จนกระทั่ง พระนางเจ้าสุวัทนา มีพระประสูติการเจ้าฟ้าหญิงในวันที่ 24 พฤศจิกายน จากนั้นในเวลาบ่าย เจ้าพระยารามราฆพ (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ) ได้เข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า พระนางเจ้าสุวัทนา ประสูติ “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ” เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว มีพระราชดำรัสว่า “ก็ดีเหมือนกัน”[6] จนรุ่งขึ้นในวันที่ 25 พฤศจิกายน เจ้าพระยารามราฆพ เชิญเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์น้อยไปเฝ้าฯ พระบิดาซึ่งกำลังทรงพระประชวรหนักบนพระแท่น เมื่อทอดพระเนตรแล้ว ทรงพยายามยกพระหัตถ์ขึ้นสัมผัสพระราชธิดา แต่ก็ทรงอ่อนพระกำลังมากจนไม่สามารถจะทรงยกพระหัตถ์ได้เนื่องจากขณะนั้นมีพระอาการประชวรอยู่ในขั้นวิกฤต เจ้าพระยารามราฆพจึงเชิญพระหัตถ์ขึ้นสัมผัสพระราชธิดา เมื่อจะเชิญเสด็จพระราชกุมารีกลับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงโบกพระหัตถ์แสดงพระราชประสงค์จะทอดพระเนตรพระราชธิดาอีกครั้ง จึงเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกเธอมาเฝ้าฯ เป็นครั้งที่สอง และเป็นครั้งสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพจนกลางดึกคืนนั้นเองก็เสด็จสวรรคต[6]
พระนมของสมเด็จเจ้าฟ้าพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ บุปผา พนมวัน ณ อยุธยา ซึ่งเป็นพระนมโดยตำแหน่ง เพราะสมเด็จเจ้าฟ้าฯ เสวยพระกษิรธาราจากพระมารดา มีคณะพยาบาลจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ถวายอภิบาลในเบื้องต้น จากนั้นจึงมีคณะพระอภิบาลจำนวน 12 คน ซึ่งเป็นอดีตคุณพนักงานในรัชกาลที่ 6 โดยผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าอภิบาลจนทรงเจริญพระวัยพอสมควร
พระนาม
พระนามของสมเด็จเจ้าฟ้าพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2468[7] และมีคำนำพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอ (ภาติกา หมายถึง หลานสาวที่เป็นลูกสาวของพี่ชาย หรือ หลานอา) โดยก่อนสมโภชมีการคิดพระนามไว้ 3 พระนาม ได้แก่ สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชอรสา สิริโสภาพัณณวดี, สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนจุฬิน สิริโสภิณพัณณวดี และ สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี[8] ท้ายที่สุด พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงเลือกพระนามสุดท้ายพระราชทาน[6] ซึ่งมีความหมายว่า เจ้าฟ้าพระราชธิดาผู้มีพระชาติกำเนิดเป็นศรีดั่งดวงแก้ว เป็นพัชรแห่งมหาวชิราวุธ มีพระฉวีพรรณสิริโฉมงามพร้อม[9]
เมื่อทรงพระเยาว์
หลังจากประสูติไม่นาน สมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ทรงย้ายไปประทับ ณ ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนสุพรรณภาควดี ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อทรงเจริญวัยขึ้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นห่วงว่าสมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอฯ จะไม่มีสถานที่ทรงวิ่งเล่นเพราะในพระบรมมหาราชวังมีบริเวณคับแคบ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายออกมาประทับ ณ พระตำหนักสวนหงษ์ พระราชวังดุสิต ตามพระประสงค์ของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า[10] ซึ่งเป็นที่กว้างขวางร่มรื่นแวดล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่เหมาะแก่การสำราญพระอิริยาบถของสมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอฯ
ขณะสมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณว ดียังทรงพระเยาว์ สมเด็จพระพันวัสสามาตุจฉาเจ้าทรงมีพระเมตตาเอาพระราชหฤทัยใส่ดูแลทั้งด้านพระอนามัยและความเป็นอยู่มาโดยตลอด ด้วยเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหนักอยู่นั้น ได้มีพระราชดำรัสกับสมเด็จพระมาตุจฉาเจ้าว่า “ขอฝากลูกด้วย” ต่อมา สมเด็จพระพันวัสสามาตุจฉาเจ้ายังได้มีพระราชกระแสถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “เจ้าฟ้านี่ ฉันตายก็นอนตาไม่หลับ พระมงกุฎฝากฝังเอาไว้”[6]
ระหว่างทรงพระเยาว์ มีเหตุการณ์ผันผวนทางการเมืองหลายครั้ง เช่น การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 และกบฏบวรเดช ทำให้ต้องทรงย้ายที่ประทับอยู่ตลอดเวลา เช่น ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนสุพรรณภาควดี ในพระบรมมหาราชวัง, พระตำหนักสวนหงส์ พระราชวังดุสิต, ตำหนักเขาน้อย จังหวัดสงขลา, พระตำหนักสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ในสวนสุนันทา และพระตำหนักเขียว วังสระปทุม
จนกระทั่งพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี โปรดให้สร้างตำหนักใหม่ขึ้นเป็นส่วนพระองค์บนที่ดินหัวมุมถนนราชสีมาตัดกับถนนสุโขทัยซึ่งเป็นที่ดินพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวตั้งแต่คราวอภิเษกสมรส[10] ตำหนักแห่งนี้พระราชทานนามว่า พระตำหนักสวนรื่นฤดี มีหมิว อภัยวงศ์เป็นสถาปนิก และพลโท พระยาศัลวิธานนิเทศ (แอบ รักตะประจิต) เป็นวิศวกร (ต่อมาได้ทรงขายให้แก่ทางราชการขณะเสด็จไปประทับ ณ ประเทศอังกฤษ และปัจจุบันเป็นส่วนราชการของกองทัพบก)
สมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงพระอักษรเบื้องต้นโดยพระอาจารย์จากโรงเรียนราชินี เช่น หม่อมเจ้าพิจิตรจิราภา เทวกุล, หม่อมเจ้าเสมอภาค โสณกุล และพิศ ภูมิรัตน เป็นต้น จากนั้น ได้เสด็จไปทรงศึกษา ณ โรงเรียนราชินี เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2476[11] (หมายเลขประจำพระองค์ 1847) โดยได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทั้งอาจารย์และผู้ปกครอง พระองค์มีพระสหายสนิทในขณะนั้นคือ หม่อมราชวงศ์กอบศรี เกษมสันต์, โรสลิน เศวตศิลา และงามเฉิด อนิรุทธเทวา[11]
ต่อมาพระองค์ได้ทรงลาออกจากโรงเรียนราชินีในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2478 ขณะทรงพระอักษรในชั้นประถมศึกษาปีที่ 4[11] เพื่อทรงพระอักษรต่อ ณ สวนรื่นฤดี โดยพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ทรงจ้างมิสซิสเดวีส์ อดีตครูโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยมาถวายพระอักษรวิชาภาษาอังกฤษและวิชาการคำนวณ[11] ยังได้นำเด็ก ๆ ชาวต่างชาติมาร่วมกิจกรรมสนทนาภาษาอังกฤษ ว่ายน้ำและดื่มน้ำชาร่วมกับพระองค์เพื่อให้ทรงคุ้นเคยกับชาวต่างชาติและฝึกการรับสั่งภาษาอังกฤษด้วย[11] นอกจากนั้นยังได้ทรงศึกษากับพระอาจารย์ไทยเป็นการส่วนพระองค์ที่พระตำหนัก โดยมีหม่อมเจ้าเสมอภาค โสณกุล ถวายพระอักษรวิชาวรรณคดีไทยและพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ โดยมีการถวายพระอักษรตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเคร่งครัด[11]
สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ
วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 (ปฏิทินสากลคือ พ.ศ. 2478) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบต่อจากสมเด็จพระปิตุลาธิราช คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงออกประกาศเปลี่ยนคำนำพระนามจาก สมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอ เป็น สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ[12] เทียบเท่าพระองค์นับเป็นพระภคินีฝ่ายพระชนก (ลูกพี่ลูกน้องหญิง)
จากนั้นในปี พ.ศ. 2489 เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคต สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบต่อสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คงคำนำพระนามของสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ ที่ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ ดังเดิม เนื่องจากคำว่า "ภคินี" หมายถึง ลูกพี่ลูกน้องหญิง[13] เนื่องจากสังคมไทยจะพิจารณาจากความเป็น "ลูกผู้พี่" และ "ลูกผู้น้อง"[14] จึงทรงพระนามตามพระฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ว่า สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ส่วนพระนามในภาษาอังกฤษตามทางราชการใช้ว่า "Her Royal Highness Princess Bejaratana Rajasuda Sirisobhabannavadi"[15]
ประทับ ณ ประเทศอังกฤษ

ต่อมาใน พ.ศ. 2480 พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ทรงเห็นว่าพระพลานมัยของพระธิดาไม่สู้สมบูรณ์นัก จึงนำสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ผู้เป็นพระธิดา ไปทรงพระอักษรและประทับรักษาพระอนามัย ณ ประเทศอังกฤษ ซึ่งในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปประทับอยู่ก่อนการสละราชสมบัติแล้ว[16] พระองค์ทรงย้ายที่ประทับหลายแห่งตามลำดับ กล่าวคือ ตำหนักแฟร์ฮิลล์ เมืองแคมเบอร์เลย์ มณฑลเซอร์เรย์, ตำหนักหลุยส์เครสเซนต์ เมืองไบรตัน มณฑลซัสเซค และตำหนักไดก์โรด (บ้านรื่นฤดี) เมืองไบรตัน มณฑลซัสเซค[16] ทั้งสองพระองค์ต้องประสบความยากลำบากนานัปการอันเนื่องมาจากเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จึงทรงประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งรวมไปถึงการทำงานบ้านเองเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจ้างข้าหลวงชาวต่างประเทศ[16] โดยผู้ที่รับใช้ภายในพระตำหนักจะเป็นสตรีทั้งหมด[16]
สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงศึกษาวิชาภาษาอังกฤษ, ภาษาฝรั่งเศส และเปียโนกับพระอาจารย์ชาวต่างประเทศ ครั้นในช่วงเสด็จลี้ภัยสงครามโลกครั้งที่สอง ปี พ.ศ. 2473 พระองค์เสด็จไปทรงศึกษาในโรงเรียนประจำสตรีชื่อโรงเรียนเซเครดฮาร์ต แคว้นเวลส์[11] ส่วนพระมารดาทางสถานทูตได้จัดให้ทรงพำนักในโรงแรมอิมพีเรียลในเมืองแลนดัดโน (อังกฤษ: Landudno) ทั้งนี้ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่พระองค์ประทับ ณ ประเทศอังกฤษ พระองค์และพระชนนีมีพระกรุณาต่อชาวไทยในประเทศอังกฤษ โดยโปรดให้เข้าเฝ้าและจัดประทานเลี้ยงให้อยู่เสมอ[16] และพระราชทานพระกรุณาแก่กิจการต่าง ๆ ของชาวไทยอยู่เสมอ ทรงร่วมงานของสามัคคีสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นสมาคมนักเรียนไทยในสหราชอาณาจักรเป็นประจำ นอกจากนี้ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง พระองค์ยังทรงอุทิศพระองค์ช่วยเหลือกิจการสภากาชาดอังกฤษ ประทานแก่ทหารและผู้ประสบภัยสงครามด้วยการเสด็จไปทรงบำเพ็ญประโยชน์ เช่น ม้วนผ้าพันแผล จัดยา และเวชภัณฑ์ สภากาชาดอังกฤษจึงได้ถวายเกียรติบัตรประกาศพระกรุณา[16] และในขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวยังมีพระชนมชีพหลังการสละราชสมบัติแล้ว พระองค์และพระชนนีได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่เสมอ
นิวัตประเทศไทย
สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เสด็จกลับประเทศไทยเป็นการชั่วคราวเมื่อ พ.ศ. 2500 โปรดให้สร้างวังในซอยสุขุมวิท 38 (ซอยสันติสุข) โดยมีพลเรือตรีสมภพ ภิรมย์ ศิลปินแห่งชาติ เป็นสถาปนิก แล้วเสด็จไปประเทศอังกฤษอีกในปี พ.ศ. 2501 เพื่อทรงเตรียมพระองค์ในการเสด็จกลับประเทศไทยเป็นการถาวร จากนั้นจึงได้เสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นการถาวรในปี พ.ศ. 2502 ประทับ ณ วังแห่งใหม่ จึงได้ขนานนามวังดังกล่าวว่า วังรื่นฤดี เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2503[16] ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 69 ซอยสุขุมวิท 38 กรุงเทพมหานคร และพระองค์ได้ประทับอยู่ตราบจนสิ้นพระชนม์[17] ส่วนในช่วงฤดูร้อนพระองค์จะเสด็จแปรที่ประทับไปยังตำหนักพัชราลัย ถนนเพชรเกษม อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
หลังพระมารดาสิ้นพระชนม์

หลังการสิ้นพระชนม์ของพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี เมื่อ พ.ศ. 2528 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรีผลัดเปลี่ยนกันอัญเชิญดอกไม้และผลไม้ และสังเกตพระอนามัยของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็นประจำทุก 2 สัปดาห์ มีการจัดตำรวจคอยอารักขาตลอดเวลา และโปรดฯ ให้ห้องเครื่องสวนจิตรลดาจัดเครื่องเสวยมาทุกวัน[18] นอกจากนี้ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลขาธิการพระราชวังจัดกรมวัง และสารถีมาปฏิบัติหน้าที่ประจำทั้งภายในวังที่ประทับ และจัดเจ้าหน้าที่มาตกแต่งสถานที่ และปฏิบัติในเวลาที่มีงานพิเศษ เช่น งานวันคล้ายวันประสูติ และการทรงบำเพ็ญพระกุศลอย่างสมพระเกียรติยศทุกประการ[18] ส่วนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท่านผู้หญิงนราวดี ชัยเฉนียน มาเฝ้าและคอยติดตามพระอนามัย และใส่ใจรายละเอียดเล็กน้อย เช่น คลุมพระบรรทมและปลอกพระเขนยที่สวยงาม รวมไปถึงการจัดดอกไม้ที่พระองค์โปรดมาไว้ในห้องพระบรรทม เพื่อให้ทรงชื่นพระทัย[18]
สิ้นพระชนม์
เมื่อวันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ได้เสด็จประทับรักษาพระอาการติดเชื้อในกระแสพระโลหิต ณ โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาพระอาการอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ จนกระทั่งเมื่อวันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 พระอาการประชวรได้ทรุดลงตามลำดับ และสิ้นพระชนม์เมื่อเวลา 16.37 นาฬิกา ณ ตึก 84 ปี โรงพยาบาลศิริราช สิริพระชนมายุ 85 ปี 8 เดือน 3 วัน[19][20]
จากนั้น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สำนักพระราชวังจัดการพระศพถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี มีพระราชพิธีถวายสรงน้ำพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานเชิญพระศพลงสู่พระโกศ ประดิษฐานบนพระแท่นแว่นฟ้าทอง ประกอบพระลองทองใหญ่ ภายใต้เบญจปฎลเศวตฉัตร (เศวตฉัตร 5 ชั้น) ณ มุขตะวันตก พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง[21]
นอกจากนี้ สำนักนายกรัฐมนตรีได้มีประกาศให้สถานที่ราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และสถานศึกษาทุกแห่งลดธงครึ่งเสา กับทั้งให้ข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจไว้ทุกข์ 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เป็นต้นไป (ยกเว้นวันที่ 12 สิงหาคม เนื่องจากเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง)[22][23]
พระราชทานเพลิงพระศพ
ต่อมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2555 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระอนุสรณ์ถึงสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ว่าเป็นพระราชธิดาพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นสมเด็จพระปิตุลาธิราช และเป็นพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่ ผู้เป็นที่เคารพนับถือในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์ เมื่อสิ้นพระชนม์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานพระศพไว้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานเป็นลำดับมา จนกระทั่งถึงวาระพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพแล้ว มีพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงพระเกียรติคุณเป็นที่เชิดชูแห่งพระราชวงศ์ อีกทั้งทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจเป็นประโยชน์เกื้อกูลน้อยใหญ่แก่ประเทศชาติและประชาชนนานัปการ ควรได้รับพระเกียรติยศใหญ่ขึ้นตามโบราณราชประเพณี จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานจัดสัปตปฎลเศวตฉัตร (เศวตฉัตร 7 ชั้น) กางกั้นพระโกศทองใหญ่ทรงพระศพแทน[24]
ซึ่งพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพนั้นจัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติเช่นเดียวกับพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี โดยพระราชทานเพลิงพระศพ เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2555[25][26] ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง ส่วนพระสรีรางคารนั้นถูกแบ่งเป็นสองส่วน ดังนี้[27]
- ส่วนแรก พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงอัญเชิญไปบรรจุในเสาวภาประดิษฐาน สุสานหลวง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2555[28]
- ส่วนที่สอง พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เสด็จแทนพระองค์ ไปทรงอัญเชิญไปบรรจุ ณ ใต้ฐานพระร่วงโรจนฤทธิ์ วัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2555[27] โดยทรงบรรจุไว้เคียงข้างพระบรมราชสรีรางคารของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบิดา และพระสรีรางคารของพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี พระมารดา[29]
วันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ข้าราชบริพารนำโดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล ได้อัญเชิญพระสรีรางคารส่วนสุดท้ายที่จำเริญจากเตาเผาพระศพก่อนการรื้อพระเมรุไปลอยกลางอ่าวไทย ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
อนึ่ง สัปตปฎลเศวตฉัตรสุมพระอัฐิ ได้เชิญไปถวายพระพุทธรูปปางประสูติ ในวิหารพระร่วงโรจนฤทธิ์
การเฉลิมพระนามหลังสิ้นพระชนม์
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2568 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระราชทานเฉลิมพระนามและสถาปนาพระอิสริยศักดิ์พระอัฐิ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็น “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา” โดยเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จแทนพระองค์ไปในการจารึกพระสุพรรณบัฏเฉลิมพระนามพระอัฐิของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา พร้อมกับเฉลิมพระปรมาภิไธยพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง[30] และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาอย่างเป็นทางการในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอภิลักขิตสมัยวันคล้ายวันประสูติครบ 100 ปี เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง[31]
พระจริยวัตร

ในส่วนพระจริยวัตรส่วนพระองค์นั้น สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ทรงแสดงความกตัญญูต่อพระบุพการี เช่น ทรงตั้งพระกระยาหารสังเวยแก่พระบรมอัฐิและพระอัฐิของพระพระบิดาและพระมารดา ทั้งเวลาเช้าและกลางวัน ครั้นเมื่อค่ำแล้วก็ทรงสวดมนต์ถวายพระราชกุศล และถวายพระราชสักการะด้วยดอกไม้ธูปเทียน ซึ่งทรงปฏิบัติมาตั้งแต่เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์[32] พระองค์ได้รับการปลูกฝังจากพระมารดาให้มีความกตัญญูต่อพระบิดา ดังความตอนหนึ่งที่พระองค์เคยตรัสไว้กับคุณหญิงศรีนาถ สุริยะ ขณะเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ ความว่า "...ฟ้าหญิงรักทูลกระหม่อมก๊ะมาก ชาติหน้าขอให้ได้เกิดเป็นลูกทูลกระหม่อมก๊ะ ขอนับถือพระพุทธศาสนา และขอให้ได้เกิดเป็นคนไทย"[32] และเมื่อพระมารดาสิ้นพระชนม์ก็ตรัสกับข้าราชบริพารว่า "...ฟ้าหญิงอยากมีอายุสัก 100 ปี จะได้อยู่ทำบุญให้แม่ก๊ะ ฟ้าหญิงทำให้แม่ก๊ะลำบากเพราะฟ้าหญิงมามาก"[33]
พระองค์ทรงศรัทธาในพระบวรพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ได้เคยเสด็จไปทรงศึกษาธรรมะกับ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)[18] นอกจากนี้ยังมีพระอุปนิสัยทรงเคร่งครัดในการตรงต่อเวลา ทรงปฏิบัติพระกิจวัตรประจำวันเป็นเวลาและไม่ทรงปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ทรงประหยัดอดออมและโปรดความเรียบง่าย[18] ทั้งยังทรงนิยมและภาคภูมิพระทัยในความเป็นไทย โปรดเครื่องใช้รวมถึงฉลองพระองค์ที่ผลิตภายในประเทศ เช่น ชุดผ้าไหม, ฉลองพระบาท, กระเป๋า และพระสุคนธ์ซึ่งโปรดน้ำอบเป็นพิเศษ[32]
ส่วนการใช้ภาษาไทยนั้น ก็เป็นที่ทราบกันในหมู่ข้าราชบริพารว่าไม่โปรดให้ผู้ใดกราบทูลภาษาไทยปนภาษาต่างประเทศ มีรับสั่งด้วยวาจาอันสุภาพอ่อนโยน [34] และโดยส่วนพระองค์เองก็มีรับสั่งภาษาไทยถูกต้องชัดเจนเสมอ เช่น ทีวี ให้กราบทูลว่า โทรทัศน์, แอร์ ให้กราบทูลว่า เครื่องปรับอากาศ และล็อกประตู ให้กราบทูลว่า ลงกลอนประตู เป็นต้น[32] พระองค์จะมีรับสั่งภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศสกับชาวต่างประเทศเท่านั้น[18]
พระองค์มีพระจริยาวัตรที่บริสุทธิ์สะอาด ทรงได้รับการอบรมจากพระชนนี ไม่ทรงรู้จักคำหยาบคายเลยแม้แต่คำเดียว ถ้าจะทรงบริภาษผู้ใดอย่างรุนแรงจะรับสั่งว่า ซีด เท่านั้น แต่ส่วนมากเมื่อทรงกริ้วก็จะทรงสามารถระงับพระพิโรธไว้ได้ โดยทรงเคยแสดงธรรมประจำพระทัยแก่ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา ความว่า “โทสะก็เหมือนไฟในตะเกียง ถ้าแรงนักก็ค่อยๆ หรี่ลง แล้วโทสะจะดับหายไปเอง”[35]
พระองค์ทรงใช้จ่ายทรัพย์ส่วนพระองค์อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า ไม่โปรดให้ผู้ใดเปิดไฟไว้ล่วงหน้า และเมื่อเสด็จออกก็ปิดไฟด้วยพระองค์เอง[32] เมื่อครั้งที่พระองค์ยังมีสุขภาพเอื้ออำนวย ได้มีการบันทึกรายรับรายจ่ายส่วนพระองค์ไว้อย่างรอบคอบ[32]
พระองค์โปรดการถักนิตติ้งมากที่สุด เมื่อครั้งที่ยังมีพระพลานามัยเอื้ออำนวย พระองค์ทรงถักไหมพรมพระราชทานแก่ข้าราชบริพาร และผ้าพันคอพระราชทานแก่ทหารและตำรวจที่ประจำการแถบภาคเหนือที่ต้องรักษาการท่ามกลางความหนาวเย็น[34] พระองค์โปรดการเล่นเปียโน สามารถเล่นเพลงที่สดับนั้นได้โดยไม่ต้องพึ่งตัวโน้ต[34] โปรดการจัดดอกไม้และการจัดสวน ตั้งแต่ประทับในอังกฤษ[34] และยังทรงมีอัจฉริยภาพในเรื่องความทรงจำและการคำนวณที่แม่นยำ เวลามีผู้เข้าเฝ้าจะรับสั่งถามถึงวันเดือนปีเกิดแล้วจะทรงบอกได้ว่า ตรงกับวันอะไร แต่เมื่อมีพระชนมายุสูงได้มีผู้เข้าเฝ้าถามถึงการจำชื่อและวันเดือนปีเกิดที่เคยโปรดได้ไหม พระองค์จึงรับสั่งว่า "สมองฟ้าหญิงแก่แล้ว ทำ (คิดเลข) ไม่ได้แล้ว"[34] แต่กระนั้นพระองค์ก็ทรงใฝ่รู้อยู่เสมอ มีรับสั่งกับคุณหญิงศรีนาถ สุริยะ พระอาจารย์ที่เข้าเฝ้าประจำว่า "ฟ้าหญิงอยากเรียนหนังสือ" คุณหญิงศรีนาถจึงถวายบทเรียนง่าย ๆ แก่พระองค์[34]
พระกรณียกิจโดยสังเขป
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ทรงมีพระปณิธานอันแน่วแน่ในการทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจ ดังปรากฏในพระดำรัสที่พระราชทานในงานฉลองพระชนมายุครบ 61 ปี เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529 ณ วชิราวุธวิทยาลัย ความตอนหนึ่งว่า
ฉันขอกล่าวต่อท่านทั้งปวงว่า จะพยายามบำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์แก่บ้านเมือง ด้วยความจงรักภักดีต่อบ้านเกิดและต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นพระประมุขของชาติ ทั้งจะได้รักษาเกียรติศักดิ์แห่งความเป็นราชนารีในมหาจักรีบรมราชวงศ์ไว้ชั่วชีวิต
— สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา[36]
นับแต่พระองค์เสด็จนิวัติประเทศไทยเป็นการถาวรใน พ.ศ. 2502 พระกรณียกิจก็ได้เพิ่มพูนขึ้นเป็นลำดับ ได้ทรงแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทั้งในการเสด็จแทนพระองค์ไปในพระราชพิธี รัฐพิธี และพิธีต่างๆ โดยเฉพาะในด้านสังคมสงเคราะห์พระองค์เสด็จออกเยี่ยมราษฎรตามหัวเมืองทั้งใกล้ไกล พร้อมพระราชทานพระอนุเคราะห์แก่ผู้ยากไร้อยู่เสมอ ครั้นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอในรัชกาลที่ 9 ทรงเจริญพระวัยขึ้นกระทั่งทรงสามารถแบ่งเบาพระราชกรณียกิจได้ ประกอบกับพระองค์มีพระชนมายุสูงขึ้น จึงได้เสด็จออกทรงเยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดารน้อยลง[32][37] เมื่อพระองค์มีพระชนมายุสูงขึ้น พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้เข้าเฝ้าและได้ปฏิบัติพระกรณียกิจแทนพระองค์อยู่เนือง ๆ[18]
การพุทธศาสนา

พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ทรงกำหนดธรรมเนียมเป็นแบบแผนไว้สำหรับพระองค์และพระธิดา เป็นพระกรณียกิจแบบฉบับเฉพาะพระองค์ที่ทรงปฏิบัติตลอดพระชนมชีพ เล่ากันว่าในเทศกาลทอดกฐิน นอกจากจะทรงเป็นผู้แทนพระองค์เชิญพระกฐินหลวงไปถวายตามพระอารามหลวงแล้วปีละ 2 วัด โดยส่วนมากจะเสด็จวัดพระปฐมเจดีย์ ในส่วนพระองค์ทรงเลือกวัดราษฎร์ที่ยากจนและอยู่หัวเมืองไกล ๆ อีก 3 วัด เพื่อเสด็จไปทอดกฐิน เล่ากันถึงวิธีการเลือกวัดดังกล่าวไว้ว่า จะโปรดให้คนในวังไปสำรวจหาวัดที่มีคุณสมบัติดังที่ทรงประสงค์ และเก็บข้อมูลมาเล่าถวายว่าสมควรจะได้รับพระอุปการะอย่างไร ด้านไหน ก็จะทรงช่วยเหลือให้ตรงกับความต้องการและยังประโยชน์ให้แก่พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ดังที่มหาดเล็กในวังเล่าไว้ว่า “...โปรดที่จะเสด็จไปทำบุญกับวัดที่ยากจน หรือไม่ก็ไม่มีใครเหลียวแลจริง ๆ...”[38] ส่วนในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ก็โปรดที่จะเสด็จไปบำเพ็ญพระกุศลอยู่เสมอ อาทิ วันมาฆบูชา ก็โปรดจะเสด็จไปบำเพ็ญพระกุศลและทรงเวียนเทียนที่วัดพระปฐมเจดีย์ นอกจากนี้ยังทรงเคยเสด็จไปสักการะปูชนียสถานสำคัญ ๆ มาแล้วทั่วประเทศ อาทิ พระพุทธบาทสระบุรี พระแท่นดงรัง พระธาตุลำปางหลวง พระธาตุดอยตุง พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช พระธาตุหริภุญชัย ฯลฯ และในบางแห่งยังทรงมีพระราชศรัทธาสร้างเครื่องราชสักการะถวายเป็นพุทธบูชา เช่น ทรงสร้างต้นไม้เงินต้นไม้ทอง จากทองคำและเงิน สูงกว่า 1 ฟุต ถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระพุทธชินราช[39]
ด้านการศึกษา
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ทรงรับสถาบันและองค์กรต่าง ๆ ไว้ในพระอุปถัมภ์เป็นจำนวนกว่า 30 แห่ง ทั้งในส่วนที่สืบสานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และโดยส่วนพระองค์เอง ในด้านการศึกษานั้น พระองค์ทรงอุปการะกิจการของสถาบันการศึกษาอันเกี่ยวเนื่องกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา โรงเรียนห้องสอนศึกษา [40] นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงอุปการะกิจการของสถาบันการศึกษาอันเกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และได้ทรงตั้ง “ทุนสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ” เพื่อมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนและนักศึกษาของสถาบันการศึกษาอันเกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้แก่ โรงเรียนราชินี โรงเรียนราชินีบน วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา โรงเรียนราชินีบูรณะ โรงเรียนวิเชียรมาตุ โรงเรียนสภาราชินี โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ โรงเรียนศรียานุสรณ์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย[40] ในส่วนพระองค์นั้น พระองค์ทรงให้การอุปการะกิจการของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เช่น มหาวิทยาลัยศิลปากร โรงเรียนเพชรรัตนราชสุดา และสถานศึกษาไว้ในพระอุปถัมภ์หลายแห่ง เช่น โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย สถาบันสันติราษฎร์บริหารธุรกิจ โรงเรียนเพชรรัชต์ โรงเรียนสายน้ำผึ้ง โรงเรียนสยามธุรกิจและพณิชยการ โรงเรียนศรีอยุธยา โรงเรียนกองทัพอุปถัมภ์ เพชราวุธวิทยา [40][41]
ด้านการสาธารณสุข
ในด้านการแพทย์และการสาธารณสุข พระองค์ทรงตั้งกองทุนและมูลนิธิในโรงพยาบาลต่าง ๆ เช่น ทุนเพชรรัตนการุญ ในศิริราชมูลนิธิ โรงพยาบาลศิริราช มูลนิธิสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ในโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร[40] นอกจากนี้ทรงรับมูลนิธิวชิรพยาบาล โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร สำนักงานอาสากาชาด สภากาชาดไทย และมูลนิธิดุลยภาพบำบัดเพื่ออายุและสุขภาพไว้ในพระอุปถัมภ์[41] และทรงให้การอุปการะกิจการของโรงพยาบาลต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย[40]
ด้านงานอันเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบิดา
พระองค์ทรงเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนับสนุนให้มีการจัดตั้งหอวชิราวุธานุสรณ์ ในบริเวณหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี เพื่อรวบรวมข้อมูลพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ ตลอดจนบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและจัดตั้งมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อช่วยเหลือกิจการของหอวชิราวุธานุสรณ์[42][40]
ด้านการลูกเสือ เนตรนารี
พระองค์ทรงสืบสานพระราชกรณียกิจต่างๆ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกหลายกิจการ เช่น กิจการลูกเสือ-เนตรนารี พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งอุปถัมภิกา คณะลูกเสือแห่งชาติ และทรงรับองค์กรที่เกี่ยวเนื่องกับลูกเสือและเนตรนารีไว้ในอุปถัมภ์หลายแห่ง ได้แก่ คณะลูกเสือแห่งชาติ ค่ายลูกเสือเพชรรัชต์ สโมสรเนตรนารีเพชรรัชต์ สมาคมสโมสรลูกเสือวิสามัญแห่งประเทศไทย และสโมสรลูกเสือวิสามัญกรุงเทพฯ[40][41] ด้วยพระกรุณาที่พระองค์ทรงมีต่อกิจการลูกเสือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นสิริยิ่งรามกีรติ ลูกเสือสดุดีชั้นพิเศษ แก่พระองค์เมื่อปี พ.ศ. 2533 [43]
งานด้านสตรี
นอกจากนี้ ทรงรับองค์กรสตรีอาสาสมัครรักษาดินแดน ได้แก่ สมาคมสตรีอาสาสมัครรักษาดินแดนแห่งประเทศไทย สหพันธ์สมาคมสตรีอาสาสมัครรักษาดินแดนแห่งประเทศไทย และสมาคมสตรีอาสาสมัครรักษาดินแดน กรุงเทพมหานคร ไว้ในพระอุปถัมภ์ โดยองค์กรสตรีอาสาสมัครรักษาดินแดนเหล่านี้จัดตั้งขึ้นเนื่องจากได้ตระหนักถึงพระราชดำริของสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่จะให้สตรีไทยได้มีส่วนรับใช้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยเป็นสมาชิกแม่เสือควบคู่กับเสือป่า[40]
ด้านศิลปวัฒนธรรม
นอกจากนี้ ยังทรงเป็นผู้นำในการอนุรักษ์มรดกสถาปัตยกรรมในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว อันได้แก่ พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน จังหวัดเพชรบุรี และ พระราชวังพญาไท ในบริเวณโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า[44] โดยพระองค์ทรงรับเป็นประธานในคณะกรรมการอำนวยการบูรณะพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม จนกระทั่งการบูรณะเสร็จสมบูรณ์ และมีการน้อมเกล้าถวายพื้นที่คืนให้พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษาค้นคว้า รวมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ[45] ในส่วนของพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน จังหวัดเพชรบุรี นั้น พระองค์ทรงจัดตั้งมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวันเพื่อนำเงินที่ได้รับบริจาคของผู้มีจิตศรัทธามาบูรณะพระราชนิเวศน์มฤคทายวันและทรงรับมูลนิธิไว้ในพระอุปถัมภ์[46] นอกจากนี้ พระองค์ทรงรับมูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไทไว้ในพระอุปถัมภ์ด้วย[47]
ด้านสังคมสงเคราะห์
ส่วนกิจกรรมสังคมสังเคราะห์ พระองค์ทรงบุกเบิกกิจกรรมสังคมสงเคราะห์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2500 โดยจัดขึ้นที่วังรื่นฤดี จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดงานหารายได้เพื่อการกุศลสงเคราะห์ต่าง ๆ เมื่อวังสร้างเสร็จได้สองปี ก็มีงานการกุศลงานแรกคืองานเมตตาบันเทิง รื่นฤดี ซึ่งมีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ มาทรงเป็นประธาน เพื่อหารายได้สมทบทุนสมาคมสตรีภาคพื้นแปซิฟิกและเอเชียอาคเนย์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ต่อมายังมีอีกหลายงาน เช่น งานหาทุนสร้างหอพักเพชรรัตน ในมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์, งานหาทุนสร้างตึกอุบัติเหตุ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, งานหาทุนสร้างตึกเรียนวิทยาศาสตร์ วชิราวุธวิทยาลัย เป็นต้น[48] นอกจากนี้ พระองค์ทรงรับเป็นนายกกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิเพชรรัตน-สุวัทนา ที่พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี พระมารดาในพระองค์นั้น ทรงจัดตั้งขึ้นเพื่อการกุศล เช่น สงเคราะห์ผู้สละชีวิตเพื่อป้องกันประเทศชาติ มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนนักศึกษา ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา บำรุงโรงพยาบาล สถานสงเคราะห์ และองค์กรสาธารณกุศลต่าง ๆ [40]
พระอัจฉริยภาพ
พระอัจฉริยภาพด้านดนตรี
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา มีพระอัจฉริยภาพด้านเปียโน โดยทรงเรียนเปียโนกับพระอาจารย์ชาวต่างชาติที่พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีทรงจ้างมาสอน ตั้งแต่เมื่อคราวที่ประทับ ณ พระตำหนักสวนรื่นฤดี จนเมื่อเสด็จไปประทับ ณ ประเทศอังกฤษ จนทรงสามารถบรรเลงเปียโนได้อย่างคล่องแคล่ว แม้จะทรงทอดพระเนตรโน้ตเพลงเพียงครั้งเดียว หรือทรงสดับเพลงนั้นเพียงครั้งเดียว ซึ่งพระอัจฉริยภาพนี้คล้ายคลึงกับพระบิดายิ่งนัก[49]
พระอัจฉริยภาพด้านภาษา
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ทรงพระอักษรภาษาอังกฤษจากครูที่พระมารดาทรงจ้างมาสอน ตั้งแต่ประทับ ณ สวนรื่นฤดี จนทรงสามารถมีรับสั่งกับชาวต่างชาติได้อย่างคล่องแคล่ว และพระองค์ยังทรงสื่อสารภาษาฝรั่งเศสได้อย่างดี แต่มิทรงโปรดที่จะทรงภาษาต่างประเทศกับภาษาไทยอย่างเด็ดขาด ห้ามมิให้คนไทย ข้าราชบริพารพูดภาษาต่างประเทศปนภาษาไทย และไม่ทรงโปรดให้กราบทูลภาษาต่างประเทศโดยจะต้องสรรหาคำภาษาไทยมากราบทูลให้จงได้โดยจะทรงใช้คำที่ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติไว้ เช่น แบงก์ กราบทูลว่า ธนบัตร, ล็อกประตู กราบทูลว่า ลงกลอนประตู, เน็ตคลุมผม กราบทูลว่า ร่างแหคลุมผม หรือหากไม่มีก็จะทรงบัญญัติขึ้นเอง เช่น ฟาร์มจระเข้ กราบทูลว่า ที่เลี้ยงจระเข้ หากผู้ใดกราบทูลปะปนกันก็จะตรัสว่า“เราเป็นคนไทย ต้องใช้ภาษาไทยนะจ๊ะ”[50]
พระอัจฉริยภาพด้านกีฬา
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ทรงมีพลังแห่งการสร้างสรรค์ เมื่อทรงพระเยาว์ทรงสนพระทัยและทรงเล่นกีฬาหลายประเภท อาทิ ขี่จักรยาน โคร์เกต ฯลฯ ตั้งแต่ประทับที่สวนดุสิต และ วังสระปทุม ต่อมาเมื่อเสด็จไปประทับ ณ สหราชอาณาจักร ก็ทรงโปรดที่จะทรงกอล์ฟ หรือจะทรงพระดำเนินเป็นระยะทางไกล แม้จะเสด็จกลับมานิวัติประเทศไทยก็ทรงพระดำเนินรอบพระตำหนักวันละ 6 รอบ หรือ ถ้าประทับ ณ ตำหนักพัชราลัน หัวหินก็จะทรงพระดำเนินไปกลับตามชายหาดเป็นระยะทางร่วม 4 กิโลเมตร และจะทรงแกว่งพระกรทุกเช้าวันละ 200 ครั้ง[51]
พระอัจฉริยภาพด้านการคำนวณและความจำ
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา มีพระอัจฉริยภาพด้านการคำนวณโดยทรงสามารถคำนวณเลขได้เพียงไม่กี่วินาที ทั้งยังทรงสามารถคำนวณปฏิทินร้อยปีได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ หรือแม้ผู้ที่มาเฝ้าเคยมาเฝ้านานแล้วเป็นสิบปีก็ทรงจำได้อย่างแม่นยำ ตามที่ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ได้เล่าไว้ว่า คราวหนึ่งเมื่อเสด็จหัวเมือง ดิฉันทูลท่านว่าทรงจำชายคนนี้ได้ไหม ทรงตอบว่าชื่ออะไร ทูลว่าพัฒนพงศ์ ทรงตอบว่าไม่รู้จัก เลยทูลว่าเมื่อก่อนชื่อจุ้นเค็ง ตรัสกับชายคนนั้นว่ายินดีด้วยวันนี้เป็นวันเกิดครบ 50 ปีของจุ้นเค็ง[52]
พระพุทธรูปประจำพระชนมวาร

พระพุทธรูปประจำพระชนมวารของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา เป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ สร้างด้วยเงิน มีพุทธลักษณะบรรทมแบบสีหไสยาสน์ พระกรซ้ายวางแนบเสมอพระองค์ พระกรขวาหนุนพระเศียร บรรทมทอดพระเนตรลงต่ำ พระเกตุมาลาเป็นเปลวเพลิง ครองจีวรเปิดพระอังสาขวา เบื้องหลังมีแผ่นประภามณฑลประดับอยู่ พระพักตร์เป็นรูปไข่ พระขนงโก่ง พระโอษฐ์เรียว พระบาทเหยียดเสมอกันทั้งสองข้าง แบบพุทธศิลป์สมัยสุโขทัย ฐานทำเป็นดอกบัวบาน ประดับอีกษรพระนาม พร สร้างเมื่อวันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 เนื่องในวันคล้ายวันประสูติพระชนมายุครบ 80 ปี โดยได้ประกอบพิธี ณ มณฑลพิธีวังรื่นฤดี พระพุทธรูปประจำพระชนมวารองค์นี้จะเชิญออกมาประดิษฐานในพระพิธีที่เกี่ยวเนื่องกับพระองค์ เช่น งานบำเพ็ญพระกุศลวันประสูติ งานพระศพ หรืองานบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย แต่เดิมถ้ามีงานพระพิธีบำเพ็ญพระกุศลในวังรื่นฤดีก็จะอัญเชิญพระพุทธรูปที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทาน พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ออกมาประดิษฐานบนโต๊ะหมู่บูชา ปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นี้ยังประดิษฐาน ณ ห้องพระวังรื่นฤดี เช่นเดิม แม้พระอัฐิจะเชิญมาประดิษฐาน ณ พระวิมานพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทแล้วก็ตาม[53] นอกจากนี้เมื่อคราวเชิญพระสรีราประดิษฐาน ณ เสาวภาประดิษฐาน สุสานหลวง ทางวัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม ได้จัดสร้างพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร สร้างจากโลหะปิดทอง พุทธลักษณะละม้ายคล้ายคลึงกัน เพื่อประดิษฐานคู่กับพระสรีรางคารต่อไป
พระอิสริยยศและพระเกียรติยศ
| ธรรมเนียมพระยศของ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี | |
|---|---|
ธงประจำพระอิสริยยศ | |
ตราประจำพระองค์ | |
ธงประจำพระองค์ | |
| การทูล | ใต้ฝ่าพระบาท |
| การแทนตน | ข้าพระพุทธเจ้า |
| การขานรับ | พ่ะย่ะค่ะ/เพคะ |
พระอิสริยยศ
- 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 – 30 ธันวาคม พ.ศ. 2468 : สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิง
- 30 ธันวาคม พ.ศ. 2468 – 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2478 : สมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
- 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2478 – 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 : สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
ภายหลังการสิ้นพระชนม์
- 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 : สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา[31]
เครื่องอิสริยยศราชูปโภค
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ทรงได้รับพระราชทานเครื่องราชูปโภคสำหรับสมเด็จเจ้าฟ้า ซึ่งสร้างขึ้นมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีรายการดังต่อไปนี้[54]
- พานพระศรี (พานใส่หมากพลู) ทองคำลงยา เครื่องพร้อม (ภายในบรรจุด้วย ผอบทรงมณฑปย่อเหลี่ยมไม้สิบสอง 1 คู่ จอกหมากทรงมังสี ทองคำลงยา 1 คู่ ซองพลูทองคำลงยา 1 ซอง ตลับภู่สำหรับใส่สีผึ้งสีพระโอษฐ์ ฝาและก้นตลับใส่ยอดแบบปริก 1 ตลับ มีสายสร้อยทองพร่อมจิ้มพระทนต์ทองคำ 1 และแคะพระกรรณทองคำ 1 และมีดเจียนหมาก 1)
- พระสุพรรณศรี (กระโถนเล็ก) ทองคำลงยา
- หีบพระศรีทองคำลงยา พร้อมพานรอง
- พระคนโททองคำลงยา พร้อมพานรอง
- พานเครื่องพระสำอาง พร้อมพระสางวงเดือนกับพระสางเสนียดสอดในซองเยียรบับ และพระกรัณฑ์ทองคำลงยาสำหรับบรรจุเครื่องพระสำอาง
- ราวพระภูษาซับพระพักตร์ทองคำลงยารูปพญานาค 2 ตน ขนดหางพันเกลียวเป็นเสาราว ผินเศียรไปทางซ้ายและขวาเป็นราวพาด 2 กิ่ง พร้อมซับพระพักตร์จีบริ้วพาดบนราว 2 องค์
- พระฉายกรอบทองคำลงยาทำเป็นรูปพญานาคขนดพันกันโดยรอบบานพระฉาย ด้านบนเป็นรูปพระมหามงกุฎเปล่งรัศมี
เครื่องสูงประกอบพระอิสริยยศ
- ฉัตรหักทองขวาง 7 ชั้น 4 คัน
- ฉัตรหักทองขวาง 5 ชั้น พื้นสีแดง 2 คัน
- ฉัตรหักทองขวาง 5 ชั้น พื้นสีเขียว 2 คัน
- ฉัตรหักทองขวาง 5 ชั้น พื้นสีน้ำเงิน 2 คัน
- ฉัตรชุมสาย 4 คัน
- บังแทรก 4 คัน
- พระกลดหักทองขวาง 1 คัน
- บังสูรย์หักทองขวาง 1 คัน
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ทรงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยเรียงลำดับตามปีที่ได้รับพระราชทาน ดังนี้
- พ.ศ. 2500 –
เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ (ม.จ.ก.) (ฝ่ายใน)[55] - พ.ศ. 2501 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ 1 ปฐมจุลจอมเกล้า (ป.จ.) (ฝ่ายใน)[56] - พ.ศ. 2468 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์รัตนวราภรณ์ (ร.ว.) (ฝ่ายใน) [57] - พ.ศ. 2535 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นสูงสุด มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)[58] - พ.ศ. 2510 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสูงสุด มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.)[59] - พ.ศ. 2538 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ ชั้นที่ 1 ปฐมดิเรกคุณาภรณ์ (ป.ภ.)[60] - พ.ศ. 2533 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นสิริยิ่งรามกีรติ ลูกเสือสดุดีชั้นพิเศษ[61] - พ.ศ. 2468 –
เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 6 ชั้นที่ 1 (ว.ป.ร.1)[62] - พ.ศ. 2469 –
เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 7 ชั้นที่ 1 (ป.ป.ร.1)[63] - พ.ศ. 2529 –
เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้นที่ 1 (ภ.ป.ร.1)[64] - พ.ศ. 2468 –
เหรียญบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 7 (ร.ร.ศ.7) - พ.ศ. 2493 –
เหรียญพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 9 (ร.ร.ศ.9) - พ.ศ. 2475 –
เหรียญเฉลิมพระนคร 150 ปี (ร.ฉ.พ.) - พ.ศ. 2500 –
เหรียญงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ - พ.ศ. 2510 –
เหรียญกาชาดสมนาคุณ ชั้นที่ 1 (เหรียญทอง)
พระยศทางทหาร และตำแหน่งทหาร
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา | |
|---|---|
| รับใช้ | |
| แผนก/ | กองทัพบกไทย, กองทัพเรือไทย และกองทัพอากาศไทย |
| ประจำการ | |
| ชั้นยศ | |
- พ.ศ. 2512: พันโทหญิง
- พ.ศ. 2512: ผู้บังคับการพิเศษ กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 15 จังหวัดนครศรีธรรมราช
- พ.ศ. 2533: พันเอกหญิง, นาวาเอกหญิง และ นาวาอากาศเอกหญิง
- นายทหารพิเศษประจำกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์
- พ.ศ. 2533: นายทหารพิเศษประจำกรมนักเรียนนายเรือรักษาพระองค์ โรงเรียนนายเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ
- พ.ศ. 2533: นายทหารพิเศษประจำกรมนักเรียนนายเรืออากาศรักษาพระองค์ โรงเรียนนายเรืออากาศ กรมยุทธศึกษาทหารอากาศ
- พ.ศ. 2533: ราชองครักษ์พิเศษ กรมราชองครักษ์
- พ.ศ. 2533: นายทหารพิเศษประจำกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์
- 23 เมษายน พ.ศ. 2552: นายทหารพิเศษประจำกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์[65]
- 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552: พลเอกหญิง[66]
- 14 มกราคม พ.ศ. 2553: พลเรือเอกหญิง พลอากาศเอกหญิง นายทหารพิเศษประจำ ฝูงบิน 602 รักษาพระองค์ กองบิน 6[67]
ปริญญากิตติมศักดิ์
- คหกรรมศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาพัฒนาการครอบครัวและเด็ก สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. 2534[68][69]
- ศิลปศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สายอุตสาหกรรมบริการ โปรแกรมวิชาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี พ.ศ. 2540[68][69]
- ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2541[68][69]
- ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2550[69]
- ศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาพัฒนศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2551[70][69]
รางวัล
- รางวัลมหิดลวรานุสรณ์ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พ.ศ. 2547[69][71]
การเฉลิมพระเกียรติ
ส่วนนี้ไม่มีการอ้างอิงจากเอกสารอ้างอิงหรือแหล่งข้อมูล โปรดช่วยพัฒนาส่วนนี้โดยเพิ่มแหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือ เนื้อหาที่ไม่มีการอ้างอิงอาจถูกคัดค้านหรือนำออก |
วาระสำคัญต่าง ๆ
พระราชพิธีฉลองพระชนมายุ 60 พรรษา
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีการบำเพ็ญพระราชกุศลพระชนมายุ 5 รอบ 60 ปี ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528 โดยเสด็จกลับจากพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์มาเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีฯ และพระราชทานน้ำพระมหาสังข์ โดยในช่วงเช้า สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา เสด็จพระดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระกุศลถวายพระศพ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี พระมารดา ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ณ พระที่นั่งทรงธรรม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร
พระราชพิธีฉลองพระชนมายุ 80 พรรษา
ในปี พ.ศ. 2548 เป็นอภิลิขิตสมัย 2 วาระมาบรรจบกัน คือ วาระที่ 1 อภิลิขิตสมัยที่ครบรอบพระประสูติกาลพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี พระมารดาครบ 100 ปี และ วาระที่ 2 สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา มีพระชนมายุครบ 80 ปี ทางกองทัพบก โดยกรมแพทย์ทหารบก โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และหน่วยงานในสังกัดร่วมกับชมรมคนรักวัง ในพระอุปถัมภ์ฯ ได้ร่วมกันจัดงาน เพชรรัตน-สุวัทนา สองราชนารีในรัชกาลที่ 6 ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม จนถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่วังพญาไท โดยจะเป็นงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่โดยมีการแสดงดนตรีวงโยธวาทิตและวงปี่สก๊อต การแปรขบวนด้วยธงเสือป่า ของนักเรียนวชิราวุธวิทยาลัยที่รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตั้งขึ้น และการแสดงละครจากบทพระราชนิพนธ์เรื่อง "พระร่วง"
นอกจากนี้จะมีการแสดงเพลงโหมโรง เพชรรัตน์-สุวัทนา ซึ่งแต่งโดย อ.ณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า มือเดี่ยวระนาดเอกแห่งยุค ซึ่งแต่งให้มีความหมายว่า อันเป็นที่รักและสวัสดิ์มงคลควรค่า "ราชนารี" จึงใช้ชื่อโหมโรงเพชรัตน-สุวัทนา โดยการแสดงจะใช้ระนาดมากที่สุดถึง 81 รางซึ่งไม่เคยมีการละเล่นเช่นนี้มาก่อน โดยใช้คนตีระนาด 1 คนต่อ 2 ราง ส่วน อ.ณรงค์ฤทธิ์ เล่นนำวง 1 ราง การเล่นระนาดแบบนี้จะให้ความสนุกสนานไพเราะ รวมทั้งท่วงทำนองที่เร้าใจเป็นอย่างยิ่ง
งานฉลองพระชนมายุ 84 พรรษา
ใช้ชื่องานอย่างเป็นทางการว่า งานฉลองพระชนมายุ 84 พรรษา สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี (อังกฤษ: The Celebrations of the 84th Birthday Anniversary of Her Royal Highness Princess Bejaratana) และคณะกรรมการดำเนินงานจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ของเหล่าข้าราชบริพารและองค์กรในพระอุปถัมภ์ฯ ยังกำหนดอีกชื่อหนึ่งว่า งานฉลองพระชนมายุ 7 รอบปีฉลูนักษัตร โดยวางขอบเขตการจัดงานไว้ในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2552 จนถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2553 ประกอบด้วยพระราชพิธี รัฐพิธี และกิจกรรม ดังนี้[72]
- การบำเพ็ญพระราชกุศลถวาย ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เสด็จแทนพระองค์[73]
- พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 285 รูป ถวายเป็นพระกุศล โดยในกรุงเทพมหานครจัด ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร สำหรับจังหวัดอื่น ๆ นั้นจัดตามสถานที่ที่เหมาะสม
- กิจกรรมการบริจาคโลหิตถวายเป็นพระกุศล
- การจัดทำสารคดีพระประวัติ พระกรณียกิจ และพระเกียรติคุณ เผยแพร่ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
- การจัดทำหนังสือเรื่อง "ดวงแก้วแห่งพระมงกุฎเกล้า" ฉบับพ็อคเก็ตบุ๊ค
- การจัดทำหนังสือจดหมายเหตุการจัดงานฉลองพระชนมายุ 84 ปี สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
- กรมธนารักษ์จัดทำเหรียญที่ระลึก
- บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จัดทำดวงตราไปรษณียากรที่ระลึก
- พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ออกแบบภาพวัว เพื่อจัดทำเสื้อจำหน่ายให้แก่มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
- มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดทำนาฬิกาที่ระลึกจำหน่าย
วันคล้ายวันประสูติครบ 100 ปี

ใช้ชื่องานอย่างเป็นทางการว่า งานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติครบ 100 ปี 24 พฤศจิกายน 2568 ร่วมกันจัดขึ้นโดยรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล และประชาชนชาวไทย ในกรอบระยะเวลาเดียวกับงานเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันครบรอบ 100 ปี อีก 2 งาน คือ งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2568 และงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568[74]
พระราชพิธี (วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568)
เวลา 17:17 น. พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง ในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอภิลักขิตสมัยวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ครบ 100 ปี พุทธศักราช 2568
เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึง สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการพานทองสองชั้นบูชาพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 6 และพระพุทธรูปประจำวันประสูติของพระอัฐิสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ที่ประดิษฐานในพระที่นั่งบุษบกมาลา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจุดธุปเทียนเครื่องราชสักการะทองลงยาราชาวดี และทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยกราบถวายบังคมพระอัฐิสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ที่ประดิษฐานบนพระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร จากนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายรุตม์ ธัญวงษ์ รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี กำกับดูแลกองอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ปฏิบัติหน้าที่อาลักษณ์ อ่านประกาศพระบรมราชโองการสถาปนาพระอิสริยศักดิ์เฉลิมพระนามพระอัฐิสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา จบ เสด็จฯ ไปถวายหีบพระสุพรรณบัฏที่เบื้องหน้าพระโกศพระอัฐิ พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา เจ้าพนักงานประโคมฆ้องชัย สังข์ แตร ดุริยางค์
จากนั้น พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประเคนพัดรองที่ระลึกพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอภิลักขิตสมัยวันคล้ายวันประสูติครบ 100 ปี แด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะเจ้าคณะรอง และพระราชาคณะ รวมจำนวน 86 รูป พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ จบแล้ว พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน) ถวายศีล และถวายพระธรรมเทศนา เรื่อง "กตัญญูกตเวทิตากถา" จบแล้ว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ แล้วทรงทอดผ้าไตร 18 ไตร และย่ามที่ระลึก พระสงฆ์สดับปกรณ์พระอัฐิ ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา จากนั้นทรงทอดผ้าไตรและย่ามที่ระลึกแด่พระสงฆ์อีกเที่ยวละ 17 รูป พระสงฆ์สดับปกรณ์ เมื่อครบ 4 เที่ยวแล้ว เสด็จฯ ไปทรงกราบพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 6, พระพุทธรูปประจำวันประสูติของพระอัฐิ และทรงกราบถวายบังคมพระอัฐิสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับ[75]
รัฐพิธีและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ
ในส่วนที่จัดโดยรัฐบาลนั้น รัฐบาลกำหนดกรอบการจัดกิจกรรมไว้ระหว่างวันที่ 1–30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 พร้อมกับงานเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2568 โดยกิจกรรมหลักในส่วนกลางจัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ณ วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร จังหวัดนครปฐม ประกอบด้วย พิธีทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระกุศล ในเวลา 7:30 น. และพิธีวางพุ่มดอกไม้ถวายสักการะ ในเวลา 8:00 น.[76]
นอกจากนี้ ยังมีการจัดสร้างของที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ ประกอบด้วย เหรียญพระราชทาน และหนังสือจดหมายเหตุ จัดทำโดยกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม, เหรียญกษาปณ์ จัดทำโดยกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง, ดวงตราไปรษณียากร จัดทำโดยบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และการจัดกิจกรรมถวายเป็นพระราชกุศล โดยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ กับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี[77]
ตราสัญลักษณ์
ตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติฯ ประกอบด้วย อักษรพระนามย่อ พ.ร. (ย่อจากพระนาม "เพชรรัตน์") ภายในกรอบลายทองและเงินรูปหัวใจประดับเพชร พื้นสีหงชาด (สีชมพู) สีประจำวันประสูติ (วันอังคาร) อยู่ภายใต้พระชฎามหากฐิน ซึ่งเป็นเครื่องแสดงพระอิสริยยศสมเด็จเจ้าฟ้า ประกอบอุณาโลมอุตราวรรตเลียนแบบลักษณะเลข ๖ ไทย หมายถึง ทรงเป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ด้านซ้ายและขวาประกอบด้วยเบญจปฎลเศวตฉัตรระบายขลิบทอง 2 ชั้น เบื้องล่างกรอบอักษรพระนามมีเลข ๑๐๐ ไทย สีส้ม ซึ่งเป็นสีมงคลประจำวันประสูติ สื่อถึงโอกาสวันคล้ายวันประสูติครบ 100 ปี ด้านล่างสุดมีแพรแถบพื้นสีหงชาดขลิบสีทอง ปลายทั้งสองด้านคล้องกับคันฉัตร ในแพรแถบระบุข้อความว่า "เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติครบ ๑๐๐ ปี ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๘"[78]
ของที่ระลึก
หนังสือดวงแก้วแห่งพระมงกุฎเกล้า
เป็นหนังสือเฉลิมพระเกียรติพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา เรียบเรียงโดยคุณหญิงวินิตา ดิถียนต์ และ ดร.ชัชพล ไชยพร สำนักนายกรัฐมนตรีให้จัดพิมพ์เนื่องในวโรกาสที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ทรงเจริญพระชนมายุ 84 ปี จำนวน 711 หน้า โดยผู้เรียบเรียงได้มอบลิขสิทธิ์ให้แก่มูลนิธิเพชรรัตน-สุวัทนา
เหรียญกษาปณ์
กรมธนารักษ์ออกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ดังต่อไปนี้
- เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ฉลองพระชนมายุ 80 ปี เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 มีลักษณะดังนี้[79]
- ด้านหน้า กลางเหรียญมีพระรูปทรงฉลองพระองค์ชุดไทย ทรงสายสะพายและสายสร้อยเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ พระอังสาเบื้องซ้ายประดับเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 6 ชั้นที่ 1, เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 7 ชั้นที่ 1, และเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้นที่ 1 ภายในวงขอบเหรียญเบื้องบนมีข้อความว่า "สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี"
- ด้านหลัง กลางเหรียญมีอักษรพระนามย่อ "พ.ร." ภายใต้มงกุฎขัตติยราชนารี และมีพระวชิระ ดอกบัว และดารารัศมีประดับอยู่โดยรอบ ภายในวงขอบเหรียญเบื้องบนมีข้อความว่า "พระชนมายุ ๘๐ พรรษา ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๘" เบื้องล่างมีข้อความบอกราคาและ "ประเทศไทย" ตามลำดับ
- เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ฉลองพระชนมายุ 84 ปี เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 มีลักษณะดังนี้[80]
- ด้านหน้า กลางเหรียญมีพระรูปทรงฉลองพระองค์ชุดไทย ทรงสายสะพายและสายสร้อยเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ พระอังสาเบื้องซ้ายประดับเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 6 ชั้นที่ 1, เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 7 ชั้นที่ 1, และเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้นที่ 1 ภายในวงขอบเหรียญเบื้องบนมีข้อความว่า "สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี"
- ด้านหลัง กลางเหรียญมีอักษรพระนามย่อ "พ.ร." ภายใต้มงกุฎขัตติยราชนารี ล้อมด้วยลายไทยประดิษฐ์ ภายในวงขอบเหรียญเบื้องบนมีข้อความว่า "พระชนมายุ ๘๔ พรรษา ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒" เบื้องล่างมีข้อความว่า "ประเทศไทย" โดยมีจุดกลมคั่นระหว่างข้อความเบื้องบนกับเบื้องล่าง
- เหรียญที่ระลึกพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2555 มีลักษณะดังนี้
- ด้านหน้า กลางเหรียญมีพระรูปทรงฉลองพระองค์ชุดไทย ทรงสายสะพายและสายสร้อยเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ พระอังสาเบื้องซ้ายประดับเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 6 ชั้นที่ 1, เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 7 ชั้นที่ 1, และเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้นที่ 1 ภายในวงขอบเหรียญเบื้องล่างมีข้อความว่า "สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี"
- ด้านหลัง กลางเหรียญเป็นรูปพระเมรุมาจัดวาง เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติยศของพระองค์ หลังรูปพระเมรุมีรูปแสงพระอาทิตย์แผ่รัศมีผ่าน ปุยเมฆ สื่อความหมายว่าแสงสุดท้ายและเป็นการน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย
ตราไปรษณียากร
บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ออกตราไปรษณียากรที่ระลึกสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ดังต่อไปนี้
- ตราไปรษณียากรที่ระลึก 80 ปี สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุ 80 ปี - เป็นพระรูปทรงฉลองพระองค์ชุดไทยสีเทาเข้ม ประดับเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ ที่พระอังสาเบื้องซ้ายประดับเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 6 ชั้นที่ 1 เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 7 ชั้นที่ 1 และเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้นที่ 1 ที่พระอังสาเบื้องขวาประดับเข็มกลัดเพชรอักษรพระบรมนามาภิไธย ร.ร.6 ในรัชกาลที่ 6 ฉากพื้นเป็นสีชมพูซึ่งเป็นสีวันประสูติ-วันอังคาร (วันแรกจำหน่าย: 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548)[81]
- ตราไปรษณียากรที่ระลึก 84 ปี สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุ 84 ปี เป็นพระรูปทรงฉลองพระองค์ชุดไทยสีน้ำเงินเข้ม ประดับเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ ที่พระอังสาเบื้องซ้ายประดับเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้นที่ 1 อักษรบอกราคา 3 บาทเป็นสีชมพูซึ่งเป็นสีวันประสูติ-วันอังคาร (วันแรกจำหน่าย: 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552)[82]
บทเพลง
- เพลงดวงแก้วจากฟ้า โดยธีรนัยน์ ณ หนองคาย และคณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู, ไกวัล กุลวัฒโนทัย (ทำนอง), ไกวัล กุลวัฒโนทัย และชัชพล ไชยพร (เนื้อร้อง)
- เพลงเพชรแห่งพระมงกุฎเกล้า โดยสุนทราภรณ์[83]
- โหมโรงเพชรรัตน-สุวัทนา โดยณรงค์ โตสง่า
- เพลงพระหน่อนาถ โดยธีรนัยน์ ณ หนองคาย และทฤษฎี ณ พัทลุง (ทำนอง) อัญเชิญเนื้อร้องมาจากบทกล่อมพระบรรทมพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ประกอบลำปลาทอง[84]
- เพลงพสุธากันแสง บทร้อง ชาลี อินทรวิจิตร[85]
- เพลงใบไม้ร่วง บทร้อง เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์[86]
- เพลงเพชร บทร้อง วัฒนะ บุญจับ[87]
สิ่งอันเนื่องด้วยพระนาม
พระพุทธรูป
- พระพุทธเพชรรัตนสุวัทนามัยมหามุนีชินสีห์วิสุทธิโสภาคย์ วัดสิริจันทรนิมิตร
- พระพุทธเพชรกาญจน์ วัดโมลีโลกยาราม
- พระเจ้าศรีสรรเพชรรัตนาทร – วัดโนนสว่าง อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี[88]
พันธุ์ไม้
- กล้วยไม้สิงโตเจ้าฟ้าเพชรรัตน์ เป็นกล้วยไม้คู่ผสมใหม่ของโลก ผสมโดยนายภวพล ศุภนันทนานนท์ ได้รับพระราชทานพระอนุญาตให้เชิญพระนามมาตั้งเป็นนามกล้วยไม้สิงโตคู่ผสมใหม่ว่า สิงโตเจ้าฟ้าเพชรรัตน์ ขึ้นทะเบียนกับสมาคมพืชสวนอังกฤษเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 ในชื่อ Bulbophyllum "Princess Bejaratana"[89]
สถานที่
- สถานศึกษา
- ถนนเพชรรัตน มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์
- โรงเรียนเพชรรัตนราชสุดา จังหวัดสระแก้ว
- ตึกเพชรรัตน วชิราวุธวิทยาลัย
- โรงอาหารเพชรรัตน มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์
- อาคารเพชรรัตน์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช
- อาคารเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า
- อาคารเพชรรัตน-สุวัทนา มหาวิทยาลัยศิลปากร จังหวัดนครปฐม
- อาคารเพชรรัตน-สุวัทนา โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่
- อาคารเพชรรัตนราชสุดา โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่
- อาคารเพชรรัตนราชสุดา โรงเรียนเพาะปัญญา จังหวัดตรัง
- อาคารสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ โรงเรียนสายน้ำผึ้ง
- อาคารสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตน วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามธุรกิจ
- โรงเรียนเพชรรัชต์
- อาคารเพชรรัตน, อาคารราชสุดา, อาคารสิริโสภา, และอาคารพัณณวดี โรงเรียนศรีอยุธยา กรุงเทพมหานคร
- ห้องระบบสืบค้นข้อมูล เพชรรัตน[90] คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ห้องสมุดเพชรรัตนราชสุดา[91] วิทยาลัยอาชีวศึกษาสันติราษฎร์
- ห้องสมุดเพชรรัตน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
- ห้องบรรยายธีรราชธิดา อาคารเทพทวาราวดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- หอพักเพชรรัตน์ 1-7 มหาวิทยาลัยศิลปากร
- การสาธารณสุข
- ตึกมงกุฎ-เพชรรัตน (สุวัทนาอุทิศ) โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
- อาคารเพชรรัตน-สุวัทนา โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี
- ตึกเทิดพระเกียรติเจ้าฟ้าเพชรรัตน โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี
- พยาบาลสถาน วัชราเพชรรัตน มหาวิทยาลัยศิลปากร จังหวัดนครปฐม
- การลูกเสือ-เนตรนารี
- สโมสรเนตรนารีเพชราวุธ จังหวัดสมุทรสาคร
- ค่ายลูกเสือเพชรรัชต์ จังหวัดสระบุรี
- เรือนพยาบาลเจ้าฟ้าเพชรรัตน์[92] จังหวัดชลบุรี
- การศาสนา
- กุฏิสงฆ์เจ้าฟ้าเพชรรัตน์ วัดเขาสุกิม จังหวัดจันทบุรี
- สถานที่ราชการ
- ตึกสุวัทนา-เพชรรัตน พระตำหนักสวนรื่นฤดี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กรุงเทพมหานคร
ทุน
|
|
พงศาวลี
เชิงอรรถ
- ↑ บทพระราชนิพนธ์บทกล่อมบรรทมบทนี้ ไม่ได้นำมาใช้ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ประสูติพระราชธิดา อย่างไรก็ตาม ภายหลังได้มีการนำบทพระราชนิพนธ์นี้มาใส่ทำนองและใช้ชื่อว่า เพลง "พระหน่อนาถ" เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ทรงเจริญพระชนมายุครบ 7 รอบ (อ้างอิง: ""พระหน่อนาถ" จาก "บทกล่อม" ร.6 สู่ "บทเพลง" โดย ทฤษฎี ณ พัทลุง". mgronline.com. 2011-08-09. สืบค้นเมื่อ 2025-11-24.)
อ้างอิง
- ↑ Soravij. A Regal Princess a Remembered - Her Rayal Highness Princess Bejaratana เก็บถาวร 2013-12-08 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. เรียกดูเมื่อ 20 ตุลาคม 2555
- ↑ Sokheounpang. Khmer-Siam Royal Family Tree. เรียกดูเมื่อ 27 มกราคม 2556
- ↑ ส.พลายน้อย. พระบรมราชินีและเจ้าจอมมารดาแห่งราชสำนักสยาม. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ:ฐานบุ๊คส์, 2554. หน้า 205
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ สถาปนาพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี, เล่ม ๔๒, ตอน ๐ ก, ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๘, หน้า ๑๙๑
- ↑ "หอจดหมายเหตุ อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ - สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-03-08. สืบค้นเมื่อ 2012-03-10.
- 1 2 3 4 เฉลิมพระชนมายุ 84 พรรษา สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, การสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่เจ้าฟ้าพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งประสูติ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ที่ในพระบรมมหาราชวัง, เล่ม 42, ตอน 0 ง, 10 มกราคม พ.ศ. 2468, หน้า 3094
- ↑ "พระนามและคำนำพระนาม สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ดวงแก้วแห่งมงกุฎเกล้า". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-03-06. สืบค้นเมื่อ 2010-05-11.
- ↑ คุณหญิงวนิตา ดิถียนต์ และ ดร.ชัชพล ไชยพร, ดวงแก้วแห่งพระมงกุฎเกล้า, อมรินทรพริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2552, ISBN 978-974-9559-96-3
- 1 2 ส.พลายน้อย. พระบรมราชินีและเจ้าจอมมารดาแห่งราชสำนักสยาม. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ:ฐานบุ๊คส์, 2554. หน้า 207
- 1 2 3 4 5 6 7 พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี. พระประวัติ เก็บถาวร 2020-08-15 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. เรียกดูเมื่อ 17 เมษายน 2555
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศคำนำพระนามพระบรมวงศานุวงศ์, เล่ม 52, ตอน 0 ง, 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2478, หน้า 1179
- ↑ บ. บุหงามาศ. "สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ" เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี. ในศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 33 ฉบับที่ 9 กรกฎาคม 2555. กรุงเทพฯ:มติชน. 2555, หน้า 24
- ↑ บ. บุหงามาศ. "สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ" เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี. ในศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 33 ฉบับที่ 9 กรกฎาคม 2555. กรุงเทพฯ:มติชน. 2555, หน้า 25
- ↑ Office of His Majesty's principal private secretary: Royal Signatures เก็บถาวร 2011-11-12 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, สืบค้นข้อมูลวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2554
- 1 2 3 4 5 6 7 กัลยา เกื้อตระกูล. พระอัครมเหสี พระบรมราชินี พระชายานารี เจ้าจอมมารดา และเจ้าจอมในรัชกาลที่ ๑-๗. กรุงเทพฯ:ยิปซี, 2552, หน้า 234
- ↑ พระราชประวัติ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
- 1 2 3 4 5 6 7 "สกุลไทย - พระผู้ทรงเป็น "เพชรรัตน" แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2011-07-15. สืบค้นเมื่อ 2008-09-11.
- ↑ ประกาศ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี สิ้นพระชนม์ เก็บถาวร 2011-11-12 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, สำนักพระราชวัง, เข้าถึงวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2554
- ↑ "NNT - HRH Princess Bejaratana Rajasuda passes away at 85". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2011-09-07. สืบค้นเมื่อ 2011-07-28.
- ↑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปสรงน้ำพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี สิ้นพระชนม์, เล่ม ๑๒๘, ตอนพิเศษ ๘๒ ง, ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔, หน้า ๕
- ↑ "เปิดให้ประชาชนเข้า สักการะ พระศพหลังครบ 7 วัน". นสพ.ไทยรัฐ. 29 กรกฎาคม 2554. สืบค้นเมื่อ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554.
{{cite news}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|accessdate=(help) - ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาพระเกียรติยศ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี, เล่ม ๑๒๙, ตอน พิเศษ ๖๑ ง, วันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕, หน้า ๑
- ↑ ""ในหลวง-พระราชินี"เสด็จฯพระราชทานเพลิงพระศพ" (Press release). เดลินิวส์. 10 เมษายน 2555. สืบค้นเมื่อ 16 เมษายน 2555.
{{cite press release}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|accessdate=(help) - ↑ ""ในหลวง-พระราชินี" เสด็จพระราชทานเพลิงจริง สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ" (Press release). ผู้จัดการออนไลน์. 9 เมษายน 2555. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-06-04. สืบค้นเมื่อ 16 เมษายน 2555.
{{cite press release}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|accessdate=(help) - 1 2 CH7NEWS (12 ธันวาคม 2555). พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงบรรจุพระสรีรางคาร สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และทรงยกฉัตรไปกางกั้นถวายพระพุทธรูปปางประสูติที่วัดพระปฐมเจดีย์ เก็บถาวร 2016-03-17 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. เรียกดูเมื่อ 14 ธันวาคม 2555
- ↑ "ในการบรรจุพระสรีรางคาร ณ ผนังทางมุขด้านใต้ของเสาวภาประดิษฐาน สุสานหลวง วัดราชบพิธฯ" (Press release). เดลินิวส์. 12 เมษายน 2555. สืบค้นเมื่อ 16 เมษายน 2555.
{{cite press release}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|accessdate=(help) - ↑ "พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ เสด็จมาทรงบรรจุพระสรีรางคารเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ" (Press release). เดลินิวส์. 12 ธันวาคม 2555. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-12-15. สืบค้นเมื่อ 14 ธันวาคม 2555.
{{cite press release}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|accessdate=(help) - ↑ "ข่าวในพระราชสำนัก วันอังคาร ที่ ๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๘" (PDF). หน่วยราชการในพระองค์. 4 พฤศจิกายน 2025. สืบค้นเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2025.
- 1 2 "พระบรมราชโองการ ประกาศ เรื่อง สถาปนา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 142 (72 ข): 1–2. 24 พฤศจิกายน 2568.
- 1 2 3 4 5 6 7 บ้านจอมยุทธ - พระราชสุดาได้ จากฟ้ามาแทน
- ↑ คุณหญิงวนิตา ดิถียนต์ และ ดร.ชัชพล ไชยพร, ดวงแก้วแห่งพระมงกุฎเกล้า, อมรินทรพริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2552, ISBN 978-974-9559-96-3
- 1 2 3 4 5 6 "สกุลไทย - พระจริยวัตรในพระองค์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2011-07-15. สืบค้นเมื่อ 2008-09-11.
- ↑ คุณหญิงวนิตา ดิถียนต์ และ ดร.ชัชพล ไชยพร, ดวงแก้วแห่งพระมงกุฎเกล้า, อมรินทรพริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2552, ISBN 978-974-9559-96-3
- ↑ พระประวัติสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี : พระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, สำนักงานผู้บริหารงานในสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และมูลนิธิเพชรรัตน-สุวัทนา, เข้าถึงวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2554
- ↑ ผลพระกรณียกิจ เก็บถาวร 2012-03-17 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, ศูนย์สื่อมวลชนพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี, เรียกดูเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2556
- ↑ คุณหญิงวนิตา ดิถียนต์ และ ดร.ชัชพล ไชยพร, ดวงแก้วแห่งพระมงกุฎเกล้า, อมรินทรพริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2552, ISBN 978-974-9559-96-3
- ↑ คุณหญิงวนิตา ดิถียนต์ และ ดร.ชัชพล ไชยพร, ดวงแก้วแห่งพระมงกุฎเกล้า, อมรินทรพริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2552, ISBN 978-974-9559-96-3
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 พระกรณียกิจในสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี, สำนักบริหารงานในสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และมูลนิธิเพชรรัตน-สุวัทนา, เรียกดูเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2556
- 1 2 3 เว็บไซต์มูลนิธิเพชรรัตน-สุวัทนา : องค์กรในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี, เรียกดูเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2556
- ↑ พระกรณียกิจบางประการ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ เก็บถาวร 2020-08-15 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, ศูนย์สื่อมวลชนพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี, เรียกดูเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2556
- ↑ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ กับพระกรณียกิจเกี่ยวกับกิจการลูกเสือ - เนตรนารี เก็บถาวร 2012-04-09 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, ศูนย์สื่อมวลชนพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี, เรียกดูเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2556
- ↑ พระกรณียกิจบางประการ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ (๒๗ มีนาคม ๒๕๕๕) เก็บถาวร 2020-08-15 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, ศูนย์สื่อมวลชนพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี, เรียกดูเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2556
- ↑ พระราชวังสนามจันทร์ เก็บถาวร 2020-08-15 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, ศูนย์สื่อมวลชนพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี, เรียกดูเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2556
- ↑ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เก็บถาวร 2020-08-15 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, ศูนย์สื่อมวลชนพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี, เรียกดูเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2556
- ↑ มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท เก็บถาวร 2012-03-25 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, เรียกดูเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2556
- ↑ ""วังรื่นฤดี" จุดเริ่มต้นของงานสังคมสงเคราะห์ในประเทศไทย" (Press release). แนวหน้า. 7 เมษายน 2555. สืบค้นเมื่อ 17 เมษายน 2555.
{{cite press release}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|accessdate=(help) - ↑ คุณหญิงวนิตา ดิถียนต์ และ ดร.ชัชพล ไชยพร, ดวงแก้วแห่งพระมงกุฎเกล้า, อมรินทรพริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2552, ISBN 978-974-9559-96-3
- ↑ คุณหญิงวนิตา ดิถียนต์ และ ดร.ชัชพล ไชยพร, ดวงแก้วแห่งพระมงกุฎเกล้า, อมรินทรพริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2552, ISBN 978-974-9559-96-3
- ↑ คุณหญิงวนิตา ดิถียนต์ และ ดร.ชัชพล ไชยพร, ดวงแก้วแห่งพระมงกุฎเกล้า, อมรินทรพริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2552, ISBN 978-974-9559-96-3
- ↑ คุณหญิงวนิตา ดิถียนต์ และ ดร.ชัชพล ไชยพร, ดวงแก้วแห่งพระมงกุฎเกล้า, อมรินทรพริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2552, ISBN 978-974-9559-96-3
- ↑ คุณหญิงวนิตา ดิถียนต์ และ ดร.ชัชพล ไชยพร, ดวงแก้วแห่งพระมงกุฎเกล้า, อมรินทรพริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2552, ISBN 978-974-9559-96-3
- ↑ การประดิษฐานพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี, ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวาร,หน้า 12
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักคณะรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์, เล่ม ๗๔ ตอน ๑๐๗ ง หน้า ๒๙๙๒, ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๐
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักคณะรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๗๕, ตอน ๓๙ ง หน้า ๑๕๕๐, ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๑
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ฝ่ายใน, เล่ม ๔๒ ตอน ๐ ง หน้า ๓๑๐๔, ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๘
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เก็บถาวร 2015-09-28 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, เล่ม ๑๐๙ ตอน ๑๕๔ ง หน้า ๑, ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๕
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักคณะรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เก็บถาวร 2015-09-27 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, เล่ม ๘๔ ตอน ๑๒๘ ง หน้า ๒๗, ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๐
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักคณะรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เก็บถาวร 2011-11-11 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, เล่ม ๑๑๒, ตอน ๑๗ ข หน้า ๑, ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๘
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นสิริยิ่งรามกีรติลูกเสือสดุดีชั้นพิเศษ, เล่ม ๑๐๗ ตอน ๑๘๘ ง ฉบับพิเศษ หน้า ๑, ๒๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๓
- ↑ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อรัตนวราภรณ์ - ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์, เล่ม ๔๓, ตอน ๐ ง หน้า ๓๑๕๕, ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๙
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์, เล่ม ๑๐๓, ตอน ๑๑ ง ฉบับพิเศษ หน้า ๑๔, ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๙
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งนายทหารพิเศษ (พันเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี), เล่ม 126, ตอน พิเศษ 73 ง , 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2552, หน้า 16
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, เก็บถาวร 2011-11-12 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระยศทหารเป็นกรณีพิเศษ [พันเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็น พลเอกหญิง , เล่ม 126, ตอน 13 ข, 9 ตุลาคม พ.ศ. 2552, หน้า 14
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระยศทหารและแต่งตั้งนายทหารพิเศษประจำหน่วยทหารรักษาพระองค์เป็นกรณีพิเศษ (สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี) เก็บถาวร 2011-11-12 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน , เล่ม 127, ตอน 4 ข, 23 เมษายน พ.ศ. 2553, หน้า 1
- 1 2 3 สนเทศน่ารู้ :สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณวดี, เรียกดูเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2556
- 1 2 3 4 5 6 ปริญญากิตติมศักดิ์และรางวัล (ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2552) เก็บถาวร 2020-08-15 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, ศูนย์สื่อมวลชนพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี, เรียกดูเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2556
- ↑ รายพระนามและรายนามผู้ที่ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ปีการศึกษา 2550 เก็บถาวร 2015-09-22 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, เรียกดูเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2556
- ↑ รายงานพิเศษเรื่อง สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ถวายรางวัลมหิดลวรานุสรณ์ ประจำปี 2546 แด่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
- ↑ กรมศิลปากร, สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ (2011). จดหมายเหตุงานฉลองพระชนมายุ 84 พรรษา สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี (1st ed.). กรุงเทพฯ: ด่านสุทธาการพิมพ์. ISBN 9789744178466. สืบค้นเมื่อ 4 พฤศจิกายน 2011.
- ↑ "หมายรับสั่งการบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชนมายุ 84 พรรษา สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี". สนุก.คอม. 24 พฤศจิกายน 2009. สืบค้นเมื่อ 4 พฤศจิกายน 2025.
- ↑ "นายกฯ เป็นประธานการประชุม คกก.จัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ ย้ำบูรณาการทำงานให้สมพระเกียรติ". มติชน. 21 ตุลาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2025.
- ↑ "'ในหลวง-พระราชินี' ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันคล้ายวันประสูติ กรมพระนครปฐมฯ ครบ 100 ปี". เดลินิวส์. 24 พฤศจิกายน 2025. สืบค้นเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2025.
- ↑ "นายกฯทำบุญครบรอบ 100 ปี วันสวรรคตรัชกาลที่ 6 วันคล้ายวันประสูติ 'เจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ'". เดลินิวส์. 24 พฤศจิกายน 2025. สืบค้นเมื่อ 24 พฤศจิกายน 2025.
- ↑ "'รัฐบาล' จัด3งานใหญ่ประเทศ จงรักภักดี เฉลิมพระเกียรติ3พระองค์". กรุงเทพธุรกิจ. 7 กรกฎาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2025.
- ↑ "ความหมายของตราสัญลักษณ์ งานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติครบ ๑๐๐ ปี ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๘". สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์. 7 ตุลาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2025.
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ออกใช้เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระชนมายุ ๘๐ พรรษา พ.ศ. ๒๕๔๙, เล่ม ๑๒๓, ตอนพิเศษ ๑๑ ง, ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙, หน้า ๑
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ออกใช้เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระชนมายุ ๘๔ พรรษา พ.ศ. ๒๕๕๓, เล่ม ๑๒๗, ตอนพิเศษ ๑๐๖ ง, ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓, หน้า ๔๔
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่อง สร้างและจำหน่ายตราไปรษณียากรที่ระลึก ๘๐ พรรษา สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี, เล่ม ๑๒๒, ตอน ๑๒๐ ง, ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๘, หน้า ๑๕
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่อง สร้างและจำหน่ายตราไปรษณียากรที่ระลึก ๘๔ พรรษา สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี, เล่ม ๑๒๖, ตอนพิเศษ ๑๘๓ ง, ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒, หน้า ๒๗
- ↑ เพลงเพชรแห่งพระมงกุฎเกล้า, บริษัท อสมท จำกัด(มหาชน), เรียกดูเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2556
- ↑ “พระหน่อนาถ” จาก “บทกล่อม” ร.6 สู่ “บทเพลง” เก็บถาวร 2011-11-15 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, ผู้จัดการออนไลน์, เรียกดูเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2556
- ↑ เพลงพสุธากันแสง, สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, เรียกดูเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2556
- ↑ เพลงใบไม้ร่วง, สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, เรียกดูเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2556
- ↑ เพลงเพชร, สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, เรียกดูเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2556
- ↑ "พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงยกช่อฟ้าวิหารเฉลิมพระเกียรติฯ วัดโนนสว่าง จังหวัดอุดรธานี". สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7. 3 ตุลาคม 2558. สืบค้นเมื่อ 8 มกราคม 2559.
{{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|accessdate=(help)[ลิงก์เสีย] - ↑ สิงโตเจ้าฟ้าเพชรรัตน์ (Bulbophyllum 'Princess Bejaratana'), เรียกดูเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2556
- ↑ ห้องระบบสืบค้นข้อมูล เพชรรัตน, คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เรียกดูเมื่อ 25 *กุมภาพันธ์ 2556
- ↑ ห้องสมุดเพชรรัตนราชสุดา เก็บถาวร 2008-09-14 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, วิทยาลัยอาชีวศึกษาสันติราษฎร์
- ↑ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ, เรียกดูเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2556
- ↑ "สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ สืบเชื้อสายพระมารดา "อภัยวงศ์"". เดลินิวส์. 2555. สืบค้นเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2556.
{{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|accessdate=(help) - ↑ คุณหญิงวนิตา ดิถียนต์ และ ดร.ชัชพล ไชยพร, ดวงแก้วแห่งพระมงกุฎเกล้า, อมรินทรพริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2552, ISBN 978-974-9559-96-3
หนังสือ
- " การประดิษฐานพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี " เก็บถาวร 2011-11-12 ที่ เวย์แบ็กแมชชีนของสำนักราชเลขาธิการ
- วินิตา ดิถียนต์, ชัชพล ไชยพร. ดวงแก้วแห่งพระมงกุฎเกล้า[ลิงก์เสีย]. กรุงเทพฯ: บริษัท อักษรโสภณ จำกัด, 2550.
- สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ เก็บถาวร 2008-08-01 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 6 รอบ. กรุงเทพฯ: บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), 2542.
แหล่งข้อมูลอื่น
- พระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ที่ทรงมีต่อมหาวิทยาลัยศิลปากรและพระราชวังสนามจันทร์[ลิงก์เสีย]
- อาริยา สินธุ, พระจริยวัตรในพระองค์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เก็บถาวร 2011-07-15 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน สกุลไทย
- ชัชพล ไชยพร, พระผู้ทรงเป็น “เพชรรัตน” แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เก็บถาวร 2011-07-15 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน พระผู้ทรงเป็น “เพชรรัตน” แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์
- เว็บไซต์บ้านจอมยุทธ พระราชสุดาได้ จากฟ้ามาแทน โดย ชัชพล ไชยพร
- เว็บไซต์มูลนิธิเพชรรัตน-สุวัทนา เก็บถาวร 2014-01-11 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน พระประวัติ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี
- ข่าวการสิ้นพระชนม์, INN News. เจ้าฟ้าเพชรรัตนฯสิ้นพระชนม์พระชันษา 85 ปี เก็บถาวร 2011-09-30 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
| ก่อนหน้า | สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา | ถัดไป | ||
|---|---|---|---|---|
| สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี | กุลเชษฐ์ในราชวงศ์จักรี (2 มกราคม พ.ศ. 2551 – 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554) |
พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร |
- บทความคัดสรร
- บุคคลที่เกิดในปี พ.ศ. 2468
- บุคคลที่เสียชีวิตในปี พ.ศ. 2554
- สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา
- ราชวงศ์จักรี
- รัชกาลที่ 6
- พระราชธิดาในพระมหากษัตริย์ไทย
- พุทธศาสนิกชนชาวไทย
- เจ้าฟ้าหญิง
- ทหารบกชาวไทย
- ทหารเรือชาวไทย
- ทหารอากาศชาวไทย
- นายพลชาวไทย
- พลเรือเอกชาวไทย
- พลอากาศเอกชาวไทย
- พลอากาศโทชาวไทย
- ผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ม.จ.ก. (ฝ่ายใน)
- ผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ร.ว.
- ผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ป.จ. (ฝ่ายใน)
- ผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ม.ป.ช.
- ผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ม.ว.ม.
- ผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ป.ภ.
- ผู้ได้รับเหรียญรัตนาภรณ์ ว.ป.ร.1
- ผู้ได้รับเหรียญรัตนาภรณ์ ป.ป.ร.1
- ผู้ได้รับเหรียญรัตนาภรณ์ ภ.ป.ร.1
- ชาวไทยเชื้อสายเขมร
- ชาวไทยเชื้อสายเปอร์เซีย
- ชาวไทยเชื้อสายมอญ
- ชาวไทยเชื้อสายจีน
- บุคคลจากโรงเรียนราชินี
- ผู้ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- พระกุลเชษฐ์ในราชวงศ์จักรี
- เสียชีวิตจากภาวะพิษเหตุติดเชื้อ
- บุคคลจากเขตพระนคร
- บุคคลในประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์
- สกุลอภัยวงศ์
- สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 6
- พลเอกชาวไทย
- เจ้าฟ้าชั้นโท
- กรมพระ