โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Jump to navigation Jump to search
โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย
Aywemblemed.jpg
ตั้งใจเรียน เพียรทำดี มีวินัย รับใช้สังคม
เลขที่ 53 ถนนป่าโทน หมู่ที่ 2 ตำบลประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 13000
ข้อมูล
ชื่ออังกฤษ Ayutthaya Wittayalai School
อักษรย่อ อ.ย.ว. / A.Y.W.
ประเภท โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ แบบสหศึกษา
สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
สถาปนา พ.ศ. 2448
ผู้ก่อตั้ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รหัส 1014101001
ผู้อำนวยการ นายวรากร รื่นกมล
จำนวนนักเรียน 4189 คน (พ.ศ. 2561)
ภาษา ภาษาที่มีการเรียนการสอนในโรงเรียน

ไทย ภาษาไทย
สหราชอาณาจักร ภาษาอังกฤษ
ประเทศจีน ภาษาจีน
ญี่ปุ่น ภาษาญี่ปุ่น

สี ████ สีขาว และ สีแดง
เพลง เพลงธง
[1]

เพลงชาติเสือ

เว็บไซต์

โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย (อังกฤษ: Ayutthaya Wittayalai School) เป็นโรงเรียนประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดทำการสอนตั้งแต่ พ.ศ. 2448 ปัจจุบันโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย เปิดสอนทั้งระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย ซึ่งในปัจจุบันเป็นการจัดการศึกษาแบบสหศึกษาเพื่อให้สอดคล้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของสังคมปัจจุบันตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และได้เข้าร่วมโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากล (World-Class Standard School) ในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นให้นักเรียนมีศักยภาพเป็นพลโลก เป็นเลิศทางวิชาการ สื่อสารสองภาษา ล้ำหน้าทางความคิด ผลิตงานอย่างสร้างสรรค์ ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมโลก ปัจจุบันสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 (นนทบุรี-พระนครศรีอยุธยา)

เนื้อหา

ประวัติ[แก้]

สถาปนาโรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลกรุงเก่า[แก้]

พ.ศ. 2448 - 2484

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้พระราชทานกำเนิดโรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลกรุงเก่า

ในแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศพระบรมราชโองการจัดตั้งโรงเรียนหลวงขึ้นตามมณฑลต่าง ๆ โดยทั่วกัน ยึดแบบอย่างของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยโรงเรียนหลวงแห่งแรกของประเทศไทย (จัดตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2425) ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลในพระองค์ที่มีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง โรงเรียนหลวงขึ้นนี้ เพราะพระองค์มีพระราชปณิธานอันยิ่งใหญ่ ดังปรากฏในพระราชหัตถเลขา ความตอนหนึ่งว่า

เจ้านายราชตระกูล ตั้งแต่ลูกฉันเป็นต้นไป จนถึงราษฎรที่ต่ำที่สุด จะได้มีโอกาสเล่าเรียนได้เสมอกัน ไม่ว่าเจ้า ว่าขุนนาง ว่าไพร่ เพราะฉะนั้นจึงขอบอกได้ว่าการเล่าเรียนในบ้านเมืองนี้ จะเป็นข้อสำคัญที่หนึ่ง ซึ่งฉันอุตส่าห์จัดให้เจริญขึ้นให้จงได้

(พระบรมราชโองการฯ จัดตั้งโรงเรียนหลวงตามมณฑล ประกาศเมื่อปี พ.ศ. 2441)

ซึ่งในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้จัดการปฏิรูปการปกครองทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยการปกครองส่วนภูมิภาคนั้น โปรดให้จัดการปกครองแบบเทศาภิบาลขึ้น โดยให้รวมเมืองที่อยู่ใกล้เคียงกัน 3-4 เมือง ขึ้นเป็นมณฑล มีข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้ปกครอง โดยในปี พ.ศ. 2438 โปรดให้จัดตั้งมณฑลกรุงเก่าขึ้น ประกอบด้วยหัวเมืองต่าง ๆ คือ กรุงเก่าหรืออยุธยา อ่างทอง สระบุรี ลพบุรี พรหมบุรี อินทร์บุรี และสิงห์บุรี โดยมี พระยาโบราณบุรานุรักษ์ เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลประจำมณฑล และได้สนองพระบรมราชโองการของพระองค์ท่านจัดตั้งโรงเรียนประจำมณฑลขึ้นใน ร.ศ. 123 หรือปี พ.ศ. 2448 โดยในระยะแรกใช้กุฏิพระ และศาลาวัดและบริเวณใกล้เคียงกับวัดเสนาสนาราม หลังพระราชวังจันทรเกษม เป็นสถานที่ทำการเรียนการสอน โดยเรียกชื่อว่า "โรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลกรุงเก่า"

ครั้นถึงปี พ.ศ. 2450 กระทรวงธรรมการเห็นว่าประชาชนนิยมส่งบุตรหลานมาศึกษาเล่าเรียนเป็นจำนวนมากจนทำให้สถานที่เดิมคับแคบ จึงได้จัดสร้างอาคารเรียนแบบประยุกต์ครึ่งตึกครึ่งไม้ ลักษณะถาวร 2 ชั้นแบบ 6 ห้องเรียนและห้องประชุมอีก 1 ห้อง ประชาชนในมณฑลกรุงเก่าขณะนั้นเรียกชื่อโรงเรียนกันว่า "โรงเรียนหลังวัง" (ซึ่งตึกที่กระทรวงธรรมการได้สร้างนั้นต่อมาโรงเรียนอยุธยานุสรณ์ขอใช้ตึกนี้เป็นที่ตั้งของโรงเรียน เพราะโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยย้ายมาอยู่ในสถานที่ปัจจุบัน)

เนื่องจากมณฑลกรุงเก่า ได้รับการยกย่องให้เป็นหัวเมืองเอกอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นโรงเรียนจึงอยู่ในความสนใจของผู้ใหญ่และเจ้านายชั้นสูงตลอดมา จนทำให้โรงเรียนมีมาตรฐานการศึกษาอบรมสูงสมฐานะเมื่อ ร.ศ. 127 และในปีต่อ ๆ มานักเรียนของโรงเรียนทุกคนต้องไป ทำพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ทุก ๆ ปี แม้ภายหลังจะยกเลิกเสีย แต่ก็ย่อมแสดงถึงฐานะของโรงเรียนเป็นอย่างดี ครู อาจารย์ และนักเรียนเก่าก็ล้วนแต่เป็นผู้มีวิทยาคุณและเกียรติอันควรคารวะทั้งสิ้น

ต่อมาในปี พ.ศ. 2467 ทางราชการได้ยุบเลิกมณฑลต่าง ๆ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมเมืองอินทร์บุรีและเมืองพรหมบุรีเข้ากับเมืองสิงห์บุรี ตั้งที่ว่าการมณฑลที่อยุธยา ซึ่งก็คือพระราชวังจันทรเกษม ในส่วนของตึกที่ทำการภาค (อาคารมหาดไทย)และพระที่นั่งพิมานรัตยาแต่อาคารหลังอื่นๆในพระราชวัง ทางโรงเรียนก็ได้ขอใช้ทำการเรียนการสอนต่อ แต่ก็ส่งผลทำให้สถานที่เล่าเรียนของโรงเรียนมีพื้นที่น้อยลง และในปี พ.ศ. 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อจาก "มณฑลกรุงเก่า" เป็น "จังหวัดพระนครศรีอยุธยา" ซึ่งจากการจัดตั้งมณฑลอยุธยามีผลให้อยุธยามีความสำคัญทางการบริหารการปกครองมากขึ้น การสร้างสิ่งสาธารณูปโภคหลายอย่างมีผลต่อการพัฒนาเมืองอยุธยาในเวลาต่อมา[2] จนเมื่อยกเลิกการปกครองระบบเทศาภิบาลตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยระเบียบราชการบริหารส่วนอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2467 เปลี่ยนให้มณฑลต่างๆนั้นเลื่อนฐานะเป็นจังหวัดแต่อยุธยายังคงเป็นมณฑลเทศาภิบาลอยู่ จนกระทั่งภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 อยุธยาจึงเปลี่ยนฐานะเป็นจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจนถึงปัจจุบัน และก็เป็นผลทำให้โรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลกรุงเก่า เปลี่ยนชื่อมาเป็น โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย ดังปัจจุบัน

อาคารพระราชทาน[แก้]

พ.ศ. 2484 – ปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 พระผู้ทรงพระราชทานกำเนิดโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยในปัจจุบัน

หลังจากที่เปลี่ยนชื่อโรงเรียนจาก โรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลกรุงเก่า มาเป็น โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยแล้วนั้น การเรียนการสอนก็เป็นไปอย่างราบรื่นและได้เจริญก้าวหน้ามาโดยตลอด นับจากปี พ.ศ. 2448 จนถึงปี พ.ศ. 2483 โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยมีอายุถึง 35 ปี ที่ใช้อาคารเรียนอยู่ด้านหลังพระราชวังจันทรเกษม จนประชาชน ชาวบ้านเรียกกันว่า โรงเรียนหลังวัง จนมีศิษย์เก่าสำเร็จการศึกษาเป็นจำนวนมาก และซึ่งศิษย์เก่ารุ่นแรก ๆ เหล่านี้เป็นบุคคลที่มีเกียรติอันควรคารวะ อาทิ

ศาสตราจารย์ ดร. ปรีดี พนมยงค์ หรือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม รัฐบุรุษอาวุโส อดีตนายกรัฐมนตรี 3 สมัย และยังเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เข้าศึกษาใน ร.ศ. 131 หรือ พ.ศ. 2455 เลขประจำตัว 791[2]

พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ หรือหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าศึกษาใน ร.ศ.131 หรือ พ.ศ. 2455 เลขประจำตัว 640[2]

พลตรี หม่อมทวีวงศ์ถวัลยศักดิ์ หรือหม่อมราชวงศ์เฉลิมลาภ ทวีวงศ์ อดีตองคมนตรี

นายวิโรจน์ กมลพันธ์ อดีตธรรมการจังหวัดและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เลขประจำตัว 684

ชื่อเสียงและประวัติศาสตร์อันยาวนานของโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย รวมทั้งครู อาจารย์ที่ทรงคุณวุฒิอีกมากมายหลายท่าน ทำให้ประชาชนในมณฑลกรุงเก่าขณะนั้น ให้การยอมรับและพร้อมใจกันส่งบุตรหลานเข้ารับการศึกษาเป็นจำนวนมากยิ่งขึ้นทุก ๆ ปีจนสถานที่นั้นคับแคบลงทุกปี

จนกระทั่งเมื่อ ดร.ปรีดี พนมยงค์ นักเรียนเก่าอยุธยาวิทยาลัย ได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (พ.ศ. 2481 - พ.ศ. 2484) ได้ตั้งปณิธานที่จะใช้เครื่องมือทางการคลังสร้างความมั่นคงให้แก่ชาติ สร้างความเป็นธรรมและความสุขสมบูรณ์แก่ราษฎร และได้มีแผนที่จะปรับปรุงเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา และได้เล็งเห็นว่า สถานที่ตั้งของโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย แต่เดิมนั้นคับแคบ ไม่มีโอกาสขยายได้อีกเท่าที่ควร ซึ่งโดยความหวังของท่านดร.ปรีดี พนมยงค์ นั้น มุ่งหวังที่จะให้จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีมหาวิทยาลัยด้วย

ฉะนั้น เมื่อนายวิโรจน์ กมลพันธ์ นักเรียนเก่าอยุธยาวิทยาลัย ซึ่งดำรงตำแหน่งธรรมการจังหวัดในขณะนั้นได้ปรึกษาหารือกันในเรื่องการย้ายสถานที่ตั้งของโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย ดร.ปรีดี พนมยงค์ มีความเห็นชอบด้วย จึงได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 ซึ่งได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่าน บริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นจำนวนเงิน 1 แสนบาท และได้มีพระราชดำรัสตรัสสั่ง ให้จัดสร้าง อาคารตึกถาวร 2 ชั้น 1 หลัง เป็นสถานศึกษาโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยที่แข็งแรง สง่างาม พร้อมกันนี้ยังได้จัดสร้างหอประชุมพระราชทานอีก 1 หลัง และบ้านพักครูอีก 20 หลัง''

จากนั้น ดร.ปรีดี พนมยงค์ ได้มอบหมายให้ หลวงบริหารชนบท ข้าหลวงประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นผู้พิจารณาเลือกสถานที่ ซึ่งนับได้ว่าเป็นโชคดีของโรงเรียนที่จะได้ไปอยู่ในที่ที่เหมาะสมมาก โดยหลวงบริหารชนบทได้เสนอแผนการก่อสร้างสนองความประสงค์ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และได้รับการเห็นชอบ เพราะเห็นว่าอยู่ในเกณฑ์เหมาะสม เป็นโรงเรียนรัฐบาลของจังหวัด นอกจากนี้ยังสามารถขยายบริเวณออกไปให้กว้างขวางได้อีก ซึ่งความหวังของท่าน ดร.ปรีดี พนมยงค์ นั้น มุ่งหวังที่จะให้มีมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นด้วยในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในอนาคต[2]

หลวงบริหารชนบทได้ให้ข้อคิดเห็นไว้ว่า "สถานที่ตั้งของโรงเรียนนี้เหมาะสมมาก โดยอยู่จุดกึ่งกลางของเกาะเมองและมีบริเวณสภาพแวดล้อมที่สวยงาม มีปูชนียสถาน ซึ่งเหมาะสมกับสถานศึกษา ด้านหน้าของโรงเรียนก็เป็นที่ตั้งของ สวนสาธารณะบึงพระราม ด้านหลังก็เป็นถนนที่ตัดตรงมาจากกรุงเทพฯ มี สถานที่ราชการสองฝั่งถนน ซึ่งเหมาะสมในทุกๆด้าน"[2]

งานก่อสร้างได้เริ่มขึ้นเมื่อเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2482 แล้วเสร็จเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2483 โดยมีหลวงบริหารชนบท เป็นกรรมการควบคุมการก่อสร้าง พร้อมกันนี้ยังได้ควบคุมงานก่อสร้างหอประชุมพระราชทานอีก 1 หลัง และบ้านพักครูอีก 20 หลังด้วย และอาคารเรียนนั้นได้ทำพิธีเปิดอาคารเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2484 และเนื่องจากอาคารหลังนี้สร้างขึ้นจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ทีได้พระราชทานให้สร้าง ครู อาจารย์ และนักเรียนตั้งแต่บัดนั้นจึงเรียกว่า “อาคารพระราชทาน”

และเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2534 พระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานชื่ออาคารนามว่า “สิริมงคลานันท์” ซึ่งยังคงความปลาบปลื้มมาแก่ชาวอยุธยาวิทยาลัยที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ที่ได้ทรงพระราชทานนาม “สิริมงคลานันท์” มาให้ตราบเท่าทุกวันนี้[3]

ภายหลังจากที่ทรงพระราชทานชื่ออาคาร พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แทนพระองค์ ไปเป็นประธานเปิดแพรคลุมป้ายอาคาร “สิริมงคลานันท์” เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 และได้ทรงปลูกต้นพิกุลไว้ด้านหน้าอาคารอเนกประสงค์ขณะที่กำลังก่อสร้างอยู่ด้วย

ด้วยพระบารมีปกเกล้าฯ ของพระบาทสมเด็จปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 ที่ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์นั้น นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งกว่าจะหาที่เปรียบได้ สร้างความปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่งแก่พวกเราชาวอยุธยาวิทยาลัยและชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมถึงทำให้การเรียนการสอนของโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ

ครั้นถึงปี พ.ศ. 2486 - 2487 ประเทศไทยต้องประสบปัญหาภัยคุกคามจากสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น และผลกระทบจากภัยสงครามก็ทำให้โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยจำเป็นต้องรับภาระด้วย กล่าวคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขออาศัยใช้สถานที่เรียนเป็นการลี้ภัยชั่วคราว จึงทำให้นักเรียนโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยมีการเรียนกันอย่างกระท่อนกระแท่น ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ครู อาจารย์ และนักเรียนก็เต็มใจและยินดี เพราะถือได้ว่าได้ให้ความช่วยเหลือเอื้ออารีที่ยิ่งใหญ่แก่เพื่อนร่วมชาติและแก่สถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของไทยอันสูงส่ง[3]

เมื่อชาติบ้านเมืองกลับคืนสู่สภาวะปกติในยุคต่อ ๆ มา การเรียนการสอน การศึกษาของโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยได้ขยายตัวอย่ารวดเร็ว มีอาคารเรียนถาวรเพิ่มขึ้นอีกหลายอาคาร ภายใต้การบริหารของผู้อำนวยการโรงเรียน ครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่อีกหลายท่านที่ล้วนเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถมาก จำนวนครูและนักเรียนก็เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เทคนิคและวิธีการสอนรูปแบบต่าง ๆ ตลอดจนเทคโนโลยีที่ทันสมัยจึงได้ถูกนำมาบรรจุเข้าไว้เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน อย่างค่อนข้างพร้อมมูลในโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย

ปัจจุบัน โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย จัดการเรียนการสอนแบบสหศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยมีการพัฒนาทุกด้านมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้โรงเรียนได้รับเกียรติบัตรรางวัลพระราชทาน จำนวน 4 ครั้งด้วยกัน ดังนี้

  • พ.ศ. 2522, 2537, 2546, 2557

และยังมีนักเรียนของโรงเรียนที่ได้รับเกียรติบัตรรางวัลพระราชทานเช่นกัน ซึ่งได้รับในปี

  • พ.ศ. 2526, 2527, 2546, 2549, 2551, 2557

ลำดับการเปลี่ยนชื่อโรงเรียน[แก้]

  • โรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลกรุงเก่า พ.ศ. 2448 - 2469
  • โรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลอยุธยา พ.ศ. 2469 - 2476
  • โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย พ.ศ. 2476 - ปัจจุบัน

ข้อสังเกต โรงเรียนประจำมณฑลส่วนใหญ่จะมีคำสร้อย "วิทยาลัย" ต่อท้าย อาทิ ราชสีมาวิทยาลัย (โรงเรียนประจำมณฑลนครราชสีมา), ยุพราชวิทยาลัย (โรงเรียนหลวงประจำมณฑลพายัพ), ภูเก็ตวิทยาลัย (โรงเรียนตัวอย่างมณฑลภูเก็ต), ร้อยเอ็ดวิทยาลัย (โรงเรียนประจำมณฑลร้อยเอ็ด) และอยุธยาวิทยาลัย เป็นต้น

เกียรติบัตรรางวัลพระราชทาน[แก้]

รางวัลพระราชทานสำหรับนักเรียน นักศึกษาและสถานศึกษา เกิดขึ้นจากน้ำพระทัยอันเปี่ยมด้วยเมตตาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีพระราชปรารภแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ม.ล. ปิ่น มาลากุล) ในปี พ.ศ. 2506 เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานแสดงศิลปหัตถกรรมนักเรียน การศึกษา 2506 ใจความของพระราชปรารภมีว่า "มีนักเรียนจำนวนมากซึ่งมีความประพฤติดีและมีความมานะพยายามศึกษาเล่าเรียนได้ผลดี รวมทั้งมีโรงเรียนซึ่งจัดการศึกษาดี จนนักเรียนได้รับการเรียนดีเป็นส่วนรวม นักเรียนและโรงเรียนที่มีคุณสมบัติดังกล่าวสมควรจะได้รับรางวัลพระราชทาน และทรงยินดีจะพระราชทานรางวัลให้" ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการ (โดยกรมวิชาการ) ได้รับพระราชปรารภมาพิจารณาดำเนินการด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น และถือเป็นภารกิจที่สำคัญที่ปฏิบัติสืบต่อมา เพราะนอกจากจะเป็นโอกาสอันดีในการทำกิจกรรมที่สนองพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว รางวัลพระราชทานยังเป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดการพัฒนามาตรฐานคุณภาพการศึกษาของชาติให้ดียิ่งขึ้นด้วย จึงเป็นที่ตระหนักชัดว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชนั้นทรงมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ทรงเล็งเห็นความสำคัญในการส่งเสริมการศึกษาแห่งชาติ พระราชทานขวัญกำลังใจแก่นักเรียน นักศึกษาที่มีความประพฤติดี มีผลการเรียนดี ตลอดจนผู้บริหารสถานศึกษาที่จัดการศึกษาได้มาตรฐานดีเด่นด้วยการพระราชทานรางวัลให้ ซึ่งในระยะแรกทรงพระราชทานด้วยพระองค์เองจวบจนบัดนี้เป็นเวลาเกือบ 40 ปี กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการและพัฒนางานมาโดยตลอด จนถึงปัจจุบันมีนักเรียน นักศึกษาได้รับรางวัลพระราชทานไปแล้วกว่า 3,000 คน มีสถานศึกษาที่เป็นผู้นำทางวิชาการประมาณกว่า 2,000 แห่ง

โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยได้สมัครเข้ารับการพิจารณาเพื่อเข้ารับรางวัลพระราชทานทั้งของนักเรียนและสถานศึกษา โดยเข้ารับคัดเลือกในระดับจังหวัดได้เป็นลำดับที่ 1 แล้วจึงเข้ารับการพิจารณาได้ระดับเขตการศึกษา และเขตตรวจราชการ โดยนำเสนอการพัฒนาระบบทั้งองค์กร 6 ประการคือ

1. มุ่งพัฒนาการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปีให้มีคุณภาพ สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 นโยบายปัญจปฏิรูปของ กระทรวงศึกษาธิการและยุทธศาสตร์ 10 ประการของกรมสามัญศึกษา

2. เร่งพัฒนาการจัดการกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ มีกระบวนการคิดที่เป็นระบบ มีความคิดสร้างสรรค์ มีนิสัยรักการอ่าน และวิธีการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ

3. พัฒนาโรงเรียนให้มีบรรยากาศแห่งการเรียนรู้มีสภาพแวดล้อมที่ร่มรื่นสวยงาม น่าอยู่เพื่อให้นักเรียนมีนิสัยที่อ่อนโยน ภูมิใจและรักโรงเรียน

4. ส่งเสริม สนับสนุนให้ครู อาจารย์ ได้พัฒนาความรู้ความสามารถ สร้างสรรค์ผลงานดีเด่นตามมาตรฐานวิชาชีพครู

5. สนับสนุนให้ชุมชนองค์กรท้องถิ่น สมาคมศิษย์เก่า สมาคมผู้ปกครองฯเครือข่าย ฯลฯ ได้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของโรงเรียน

6. มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนให้อยู่ในระดับดีเยี่ยม มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อขยายผล และพัฒนาแนวทางให้เกิดเป็นระยะที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ยังได้นำโครงการและกิจกรรมดีเด่นของโรงเรียน ได้แก่ การจัดการเรียนการสอน การพัฒนาองค์กร การจัดสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียน โครงการส่งเสริมแหล่งเรียนรู้ และระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

คณะกรรมการประเมินโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย[แก้]

คณะกรรมการการประเมินเพื่อรับรางวัลพระราชทาน เข้ามายังโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย เพื่อประเมินโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยในทุกด้าน โดยเริ่มประเมินตั้งแต่นักเรียนเริ่มมาโรงเรียน จนถึงกลับบ้านในตอนเลิกเรียน การประเมินคณะกรรมการได้ทำการประเมินทุกรูปแบบ อาทิ ดูจากเอกสารร่องรอยของการดำเนินการ การสัมภาษณ์บุคลากรตั้งแต่ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน นักเรียนเก่า ครู อาจารย์ และที่สำคัญที่สุดคือการสัมภาษณ์นักเรียน ทั้งนักเรียนที่นัดหมายหรือนักเรียนที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างของคณะกรรมการเอง

โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยได้รับเกียรติบัตรรางวัลพระราชทาน 4 ครั้ง และนักเรียนโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยได้รับเกียรติบัตรรางวัลพระราชทาน 6 ครั้ง[แก้]

จากความร่วมมือร่วมใจของนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ผู้บริหาร และองค์กรภายนอก ส่งผลให้โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยได้รับการคัดเลือกให้เข้ารับพระราชทานเกียรติบัตรรางวัลพระราชทานถึง 4 ครั้ง โดยครั้งแรกในปี พ.ศ. 2522 นายเจริญ ลัดดาพงศ์ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน ครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2537 นายจักรกฤษณ์ ธีระอรรถ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน ครั้งที่ 3 ในปี พ.ศ. 2546 นายอำนาจ ศรีชัย เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน และครั้งที่ 4 ในปี พ.ศ. 2557 นายเฉลิมศักดิ์ ภาระธัญญา เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน รวมถึงนักเรียนโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยยังได้รับเกียรติรางวัลพระราชทานถึง 6 ครั้งอีกด้วย อาทิ นายวีระ ขันธชัย, นายณัฐพล อัศวสงคราม, นายอรรถพงษ์ รักขธรรม และนายต้นตระการ ทรัพย์ภักดี

รางวัลเกียรติยศสูงสุดยิ่งดังกล่าวที่โรงเรียนและนักเรียนอยุธยาวิทยาลัยได้รับนี้นับเป็นเกียรติประวัติที่สร้างความยินดีและปลาบปลื้มปิติเป็นอย่างยิ่ง เราทุกคนจะผสานการร่วมพัฒนาการศึกษาให้แก่นักเรียนโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้มีมาตรฐานคุณภาพการศึกษาดีเด่นและรักษามาตรฐานนี้ไว้ตลอดไป เพื่อให้เป็นไปตามพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

สมาคมนักเรียนเก่าอยุธยาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์[แก้]

เป็นความมงคลสำหรับชาวอยุธยาวิทยาลัยเป็นอย่างยิ่งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับ สมาคมนักเรียนอยุธยาวิทยาลัย[4] ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อปีพุทธศักราช 2527

อาคารและสถานที่สำคัญในโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย[แก้]

แผนผังโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย
  • พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8
    • โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่งแสนบาท ในการสร้างอาคารเรียน 1 หลัง หอประชุม 1 หลัง และบ้านพักครูอีกจำนวน 20 หลัง โดยพระบรมราชานุสาวรีย์ฯจะตั้งอยู่ ณ สนามกลางโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย บริเวณด้านหน้าอาคารสิริมังคลานันท์ ซึ่งในทุกวันจันทร์นักเรียนโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยจะทำการถวายพวงมาลัยข้อพระกรและทำการถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ โดยพร้อมเพรียงกัน และในทุกวันที่ 9 มิถุนายน ของทุกปีทางโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย อันประกอบด้วย คณะผู้บริหาร คณะครู สมาคมนักเรียนเก่าอยุธยาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นักเรียนปัจจุบัน และนักเรียนเก่า ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทาน พิธีวางพวงมาลาและถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ เพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน
  • อาคาร 1 อาคารสิริมงคลานันท์ เป็นอาคารเรียนที่เก่าแก่ที่สุดในโรงเรียน ก่อสร้างในปี พ.ศ. 2484 โดยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ปัจจุบันเป็นอาคารอำนวยการของโรงเรียน
    • ชั้น 1 ห้องผู้อำนวยการ สำนักงานผู้อำนวยการ กลุ่มบริหารบุคคลและกิจการนักเรียน กลุ่มบริหารงบประมาณ กลุ่มบริหารทั่วไป (ฝ่ายอาคาร/สถานที่, ฝ่ายสารบรรณ, ฝ่ายพัสดุ) และห้องประชุมวิวัฒน์ชาญอนันตชัย
    • ชั้น 2 พิพิธภัณฑ์ทางการศึกษาโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย จำนวนทั้งสิ้น 9 ห้อง
  • อาคาร 2 เป็นอาคารเรียนวิชาคอมพิวเตอร์
    • ชั้น 1 กลุ่มบริหารวิชาการ ห้องประชุมแววกตสาโรอุปถัมภ์ ศูนย์อาเซียนศึกษา และห้องพักครูกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
    • ชั้น 2 ห้องพักครูวิชาคอมพิวเตอร์ ห้องเรียนคอมพิวเตอร์จำนวน 4 ห้องเรียน และศูนย์การเรียนรู้
  • อาคาร 3 เป็นอาคารเรียนสังคมศึกษา สุขศึกษา ภาษาต่างประเทศ และการงานและเทคโนโลยี (ธุรกิจศึกษา)
    • ชั้น 1 ห้องประชาสัมพันธ์ ห้องวิทยฐานะ ห้องถ่ายเอกสาร และห้องเรียนจำนวน 5 ห้องเรียน
    • ชั้น 2 ห้องพักครูวิชาธุรกิจศึกษา ห้องพิมพ์ดีด ห้องจำลองธุรกิจ และห้องเรียนจำนวน 4 ห้องเรียน
    • ชั้น 3 ห้องเรียนจำนวน 7 ห้องเรียน
  • อาคาร 4 เป็นอาคารเรียนวิชาภาษาต่างประเทศ
    • ชั้น 1
    • ชั้น 2 ห้องพักครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ห้อง Multimedia Center และห้องเรียนจำนวน 1 ห้องเรียน
    • ชั้น 3 ห้องเรียนจำนวน 6 ห้องเรียน
    • ชั้น 4 ห้องเรียนจำนวน 6 ห้องเรียน
  • อาคาร 5 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษามหาราชินี เป็นอาคารเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ก่อสร้างขึ้นในวาระที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ 60 พรรษา
    • ชั้น 1 ห้องสมุดประจำโรงเรียน ห้องสมุดอาเซียน (ASEAN Library Room) โดยกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ และร้านค้าสวัสดิการโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย
    • ชั้น 2 ห้องพักครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และห้องเรียนจำนวน 6 ห้องเรียน
    • ชั้น 3 ห้องเรียนจำนวน 8 ห้องเรียน ในวันเสาร์ - อาทิตย์ เป็นห้องเรียนของนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง
    • ชั้น 4 ห้องเรียนจำนวน 8 ห้องเรียน
  • อาคาร 6 อาคารอเนกประสงค์ เป็นอาคารเรียนวิชาวิทยาศาสตร์
    • ชั้น 1 ห้อง TOT IT SCHOOL สำนักงานย่อยเขตการศึกษามัธยมศึกษาเขต 3 ห้องประชุม ห้องวิทยาศาสตร์อากาศยาน และห้องเรียนจำนวน 3 ห้องเรียน
    • ชั้น 2 ห้องพักครูกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ 2 ห้องเรียน และห้องเรียนจำนวน 5 ห้องเรียน
    • ชั้น 3 ห้องหุ่นยนต์และอิเล็คทรอนิกส์ ห้องโครงงาน ห้องเรียนจำนวน 4 ห้องเรียน และห้องประชุม ในวันเสาร์ - อาทิตย์ เป็นห้องเรียนของนักศึกษาปริญญาโทหลักสูตร MBA มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
    • ชั้น 4 หอประชุมใหญ่ของโรงเรียน
  • อาคาร 7 อาคารบุญประเสริฐ เป็นอาคารเรียนชั้นเดียว บริจาคเงินก่อสร้างโดย พลเอกชาญ บุญประเสริฐ ประกอบด้วยห้องเรียนจำนวน 5 ห้องเรียน และห้องสำนักงาน A.Y.W. SMART
  • อาคาร 8 อาคารอานันทศิลป์ เป็นอาคารเรียนวิชาศิลปะ
    • ชั้น 1 ห้องพักครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ห้องเรียนจำนวน 2 ห้องเรียน (ทัศนศิลป์)
    • ชั้น 2 ห้องเรียนจำนวน 3 ห้องเรียน (ดนตรีไทย ขับร้อง และการแสดง)
    • ชั้น 3 ห้องเรียนจำนวน 2 ห้องเรียน (นาฏศิลป์ และดนตรีสากล)
  • อาคาร 9 อาคาร 100 ปี อยุธยาวิทยาลัย เป็นอาคารที่สร้างขึ้นในวาระโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยมีอายุครบ 100 ปี ก่อสร้างโดยเงินบริจาคของนักเรียนเก่าโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย
    • ชั้น 1 ห้องพักครูวิชาสุขศึกษา ห้องจ่ายยา ห้องผ่าตัดเล็ก ห้องนอนพักฟื้น
    • ชั้น 2 ห้อง Academic Internet และที่ทำการสถานีโทรทัศน์อยุธยาวิทยาลัย
  • อาคาร 10 อาคารขนาบน้ำ เป็นอาคาร 1 ชั้น ห้องเรียนจำนวน 4 ห้องเรียน และห้องเรียนสีเขียว 1 ห้อง
  • อาคาร 11 อาคารฮาน่า เป็นอาคาร 1 ชั้น ใช้สำหรับการทำปฏิบัติการฟิสิกส์
  • อาคาร 12 อาคารอักษรานันท์ เป็นอาคารก่อสร้างใหม่ 2 ชั้น ใช้ในการเรียนวิชาภาษาไทย
  • อาคารศูนย์กีฬาอยุธยาวิทยาลัย เป็นอาคารสำหรับเล่นกีฬาแบดมินตัน ตระกร้อ ปิงปอง และบาสเก็ตบอล
    • ชั้น 1 ห้องกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (ลูกเสือ, เนตรนารี, ยุวกาชาด) เวทีมวย ลานเล่นแบดมินตัน ตระกร้อ และปิงปอง
    • ชั้น 2 ห้องพักครูกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ห้องเรียนวิชาสุขศึกษาจำนวน 2 ห้องเรียน ห้องสมุดการกีฬา และห้องออกกำลังกาย
    • ชั้น 3 สนามบาสเกตบอล พร้อมอัฒจันทร์ 3 ด้าน จุคนได้ประมาณ 1,500 คน
  • ลานอุตสาหกรรม เป็นบริเวณอาคารเรียนวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี ประกอบด้วย
    • อาคารอุตสาหกรรม 1 ห้องเรียนจำนวน 2 ห้องเรียน (การออกแบบ, การประดิษฐ์, การเขียนแบบ)
    • อาคารอุตสาหกรรม 2 ห้องพักครูวิชาอุตสาหกรรม ห้องเรียนจำนวน 4 ห้องเรียน (เครื่องยนต์, อิเล็กทรอนิกส์, การเขียนแบบ)
    • อาคารคหกรรม ห้องพักครูวิชาคหกรรม ห้องเรียนจำนวน 4 ห้องเรียน (การประกอบอาหาร, การประดิษฐ์, งานบ้าน)
  • อาคารเกษตรและบริเวณโดยรอบ เป็นอาคารเรียนวิชาเกษตร 4 ห้องเรียน บริเวณโดยรอบเป็นแปลงเกษตร โรงเรือนปลูกต้นไม้ และบ้าน 1 หลัง ชั้นล่างเป็นห้องเรียนจำนวน 1 ห้องเรียน ชั้นบนเป็นห้องพักครูวิชาเกษตร ซึ่งบ้านหลังนี้เป็นบ้านพักครูหลังสุดท้ายจากจำนวน 20 หลังที่ก่อสร้างในปี พ.ศ. 2484 โดยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์
  • อาคารศุภพิพัฒน์ เป็นอาคารศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
  • อาคารดิษยรักษ์ เป็นที่ทำการธนาคารโรงเรียน โดยความร่วมมือระหว่างโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยกับธนาคารออมสิน
  • หอประชุมพระราชทาน รัชกาลที่ 8 เป็นหอประชุมแห่งแรกของโรงเรียน ก่อสร้างในปี พ.ศ. 2484 โดยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์
  • หอประชุม 2 มีความจุประมาณ 500 คน สามารถใช้เป็นที่ทำการสอนวิชาพลศึกษา โดยปรับเป็นสนามวอลเล่ย์บอลหรือสนามแบตมินตันจำนวน 1 สนามได้
  • โรงยิมตะกร้อ ห้องพักครูวิชาพลศึกษา สนามตระกร้อในร่ม 3 สนาม และที่ทำการสำหรับหน่วยรักษาความปลอดภัย
  • โดม 1 เป็นที่สำหรับนั่งพักผ่อน ทำกิจกรรมนันทนาการ และเป็นเวทีแสดงศักยภาพนักเรียน
  • โดม 2 เป็นสนามกีฬาในร่ม แบ่งเป็นสนามวอลเล่ย์บอล 1 สนาม และสนามบาสเกตบอล 2 สนาม (สามารถปรับเป็นสนามฟุตซอลได้ 2 สนาม หรือ สนามฟุตบอล 1 สนาม)
  • โดม 3 เป็นสนามกีฬาในร่ม เป็นสนามบาสเกตบอล 2 สนาม (สามารถปรับเป็นสนามฟุตซอลได้ 2 สนาม หรือ สนามฟุตบอล 1 สนาม)
  • โดม 4
  • สนามฟุตบอล เป็นสนามฟุตบอลขนาดมาตรฐาน พร้อมลู่วิ่งจำนวน 6 ลู่ และอัฒจันทร์ไม้จำนวน 6 อัฒจันทร์ (ปัจจุบันอัฒจันทร์ไม้อยู่ในระหว่างการรื้อถอนและก่อสร้างอัฒจันทร์ใหม่ เนื่องจากอัฒจันทร์ไม้เดิมนั้นอยู่ในสภาพชำรุดยากต่อการซ่อมแซม)
  • สระว่ายน้ำอยุธยาวิทยาลัย เป็นสระว่ายน้ำขนาดมาตรฐาน 50 เมตร (พร้อมอัฒจันทร์มีความจุประมาณ 1,000 คน) โดยได้รับงบประมาณก่อสร้างจากกรมพลศึกษา
  • หอพระพุทธรูปประจำโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย มี 2 แห่งคือ
    • จุดที่ 1 ตั้งอยู่บริเวณประตูทางเข้าด้านถนนโรจนะ ตรงข้ามจวนผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา บริจาคเงินก่อสร้างโดย พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักเรียนเก่าโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยและอดีตนายกรัฐมนตรี โดยนามของพระพุทธรูปที่ประดิษฐานคือ "พระพุทธปฏิมาวาสนฐารสม์"
    • จุดที่ 2 หอพระพุทธไตรรัตนนายก ตั้งอยู่บริเวณประตูทางเข้าด้านถนนป่าโทน ตรงข้ามสวนสาธารณะบึงพระราม ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2554 โดยนามของพระพุทธรูปที่ประดิษฐานคือ "พระพุทธไตรรัตนนายก"
  • ลานธรรมะ เป็นลานอเนกประสงค์เพื่อการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของโรงเรียนในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และฝึกจิตใจให้สงบ การนั่งสมาธิ
  • ศูนย์อาหารโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย มีจำนวน 2 แห่ง
    • ศูนย์อาหาร 1 เป็นโรงอาหารเดิมตั้งแต่ก่อตั้งโรงเรียน อยู่ติดประหอประชุมพระราชทาน รัชกาลที่ 8 มีร้านค้าประมาณ 20 ร้านค้า มีความจุประมาณ 800 คน
    • ศูนย์อาหาร 2 เปิดใช้เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2554 มีร้านค้าประมาณ 20 ร้านค้า มีความจุประมาณ 1,000 คน
  • โรงผลิตน้ำดื่มอยุธยาวิทยาลัย เป็นโครงการผลิตน้ำดื่มส่งเสริมอาชีพนักเรียนอยุธยาวิทยาลัย อยู่บริเวณด้านหลังศูนย์อาหาร 1 ผลิตเพื่อจำหน่ายในโรงเรียนให้แก่ครู อาจารย์ และนักเรียน
  • ศูนย์ฝึกนักศึกษาวิชาทหาร โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย เป็นศูนย์ฝึกย่อยสำหรับฝึกนักศึกษาวิชาทหาร โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย
  • กำแพง 100 ปี เป็นกำแพงที่สร้างขึ้นในวาระโรงเรียนมีอายุครบ 100 ปี เป็นกำแพงอิฐ ลักษณะคล้ายกำแพงเมืองโบราณ

แผนการเรียน[แก้]

  • ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
    • ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
      • ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี
      • ห้องเรียนพิเศษโครงการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเป็นภาษาอังกฤษ (English Program)
      • ห้องเรียนปกติ 3 กลุ่มการเรียน ได้แก่
        • ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์
        • ห้องเรียนคณิตศาสตร์ - ภาษา
        • ห้องเรียนทักษะชีวิต
    • ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
      • ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี
      • ห้องเรียนพิเศษโครงการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเป็นภาษาอังกฤษ (English Program) (วิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์)
      • ห้องเรียนพิเศษโครงการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเป็นภาษาอังกฤษ (English Program) (คณิตศาสตร์ - ภาษา)
      • ห้องเรียนปกติ 4 กลุ่มการเรียน ได้แก่
        • ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ (เตรียม 4 เหล่า)
        • ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์
        • ห้องเรียนคณิตศาสตร์ - ภาษา
        • ห้องเรียนทักษะชีวิต
    • ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
      • ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี
      • ห้องเรียนพิเศษโครงการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเป็นภาษาอังกฤษ (English Program) (วิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์)
      • ห้องเรียนพิเศษโครงการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเป็นภาษาอังกฤษ (English Program) (คณิตศาสตร์ - ภาษา)
      • ห้องเรียนปกติ 4 กลุ่มการเรียน ได้แก่
        • ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ (เตรียม 4 เหล่า)
        • ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์
        • ห้องเรียนคณิตศาสตร์ - ภาษา
        • ห้องเรียนทักษะชีวิต
  • ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
    • ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
      • ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม
      • ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ (ห้องเรียนเน้นวิศวกรรมศาสตร์)
      • ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ (ห้องเรียนปกติ)
      • ห้องเรียนคณิตศาสตร์ - ภาษาอังกฤษ
      • ห้องเรียนภาษาอังกฤษ - ภาษาญี่ปุ่น
      • ห้องเรียนภาษาอังกฤษ - ภาษาจีน
      • ห้องเรียนคอมพิวเตอร์กราฟิก
      • ห้องเรียนภาษาไทย - สังคมศึกษา (ห้องเรียนเน้นนิติศาสตร์ - รัฐศาสตร์)
      • ห้องเรียนภาษาไทย - สังคมศึกษา (ห้องเรียนปกติ)
    • ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
      • ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม
      • ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ (ห้องเรียนเน้นวิศวกรรมศาสตร์)
      • ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ (ห้องเรียนปกติ)
      • ห้องเรียนคณิตศาสตร์ - ภาษาอังกฤษ
      • ห้องเรียนภาษาอังกฤษ - ภาษาญี่ปุ่น
      • ห้องเรียนภาษาอังกฤษ - ภาษาจีน
      • ห้องเรียนคอมพิวเตอร์กราฟิก
      • ห้องเรียนภาษาไทย - สังคมศึกษา (ห้องเรียนเน้นนิติศาสตร์ - รัฐศาสตร์)
      • ห้องเรียนภาษาไทย - สังคมศึกษา (ห้องเรียนปกติ)
    • ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
      • ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม
      • ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ (ห้องเรียนเน้นวิศวกรรมศาสตร์)
      • ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ (ห้องเรียนปกติ)
      • ห้องเรียนคณิตศาสตร์ - ภาษาอังกฤษ
      • ห้องเรียนภาษาอังกฤษ - ภาษาญี่ปุ่น
      • ห้องเรียนภาษาอังกฤษ - ภาษาจีน
      • ห้องเรียนคอมพิวเตอร์กราฟิก
      • ห้องเรียนภาษาไทย - สังคมศึกษา (ห้องเรียนเน้นนิติศาสตร์ - รัฐศาสตร์)
      • ห้องเรียนภาษาไทย - สังคมศึกษา (ห้องเรียนปกติ)

การบริหารจัดการ[แก้]

โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยมีการบริหารจัดการด้วยระบบคุณภาพ TQA (Thailand Quality Award)

  • วิสัยทัศน์ (Vision)

โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย เป็นผู้นำด้านการศึกษา ด้วยระบบคุณภาพมาตรฐานสากล พัฒนาผู้เรียนมีความรู้ คู่คุณธรรม น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สู่การพัฒนาทักษะชีวิตที่ยั่งยืน

  • ค่านิยม (Core Value)

ตั้งใจเรียน เพียรทำดี มีวินัย รับใช้สังคม

  • เอกลักษณ์ (Identity)

ภูมิใจสถาบัน มุ่งมั่นความเป็นเลิศ เทิดองค์อานันท์

  • อัตลักษณ์ (Uniqueness)

ชาติเสือ อันหมายถึง บุคคลที่มีความเข้มแข็ง ไม่ย่อท้อต่อปัญหาอุปสรรค มีความเมตตากรุณา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย เสียสละ เป็นมิตร ช่วยเหลือ และรับใช้สังคม ซึ่งคำดังกล่าวนี้เกิดขึ้นตั้งแต่อดีต เมื่อโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยได้มีนักเรียนที่สร้างชื่อเสียงในการแข่งขันกีฬา จนเป็นที่รู้จักถึงเกียรติคุณของโรงเรียน ทำให้คนทั่วไปเรียกว่า "เสือ" และคำว่าว่า "ชาติเสือ" นี้ จึงเป็นอัตลักษณ์นับตั้งแต่นั้นมา ต่อมาในปี พ.ศ. 2478 ครูประสิทธิ์ พิมล ท่านได้แต่งเพลง "ชาติเสือ" เป็นเพลงประจำโรงเรียนที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน

  • สมรรถนะหลักของโรงเรียน (Competencies of School)

1. วัฒนธรรมองค์กร

2. ศูนย์รวมจิตใจขององค์กร

3. ศักยภาพของบุคลากร

4. ความผูกพันของครู นักเรียน และศิษย์เก่า

  • วัฒนธรรมองค์กร (Organization Culture)

รักสถาบัน สร้างสรรค์สังคม

  • พันธกิจ (Mission)

1. พัฒนาระบบบริหารจัดการของโรงเรียนให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล

2. สนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเป็นเลิศทางวิชาการ สื่อสารได้อย่างน้อย 2 ภาษา มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

3. ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ พัฒนาตนเองตามศักยภาพและมีสมรรถนะตามหลักสูตรสถานศึกษา

4. พัฒนาผู้เรียนให้มีระเบียบวินัย มีคุณธรรม จริยธรรมและมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตรสถานศึกษา

5. พัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะ การคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจ แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์

6. พัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะชีวิต และใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีสุขภาพ บุคลิกภาพสุนทรียภาพที่ดี อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างมีความสุข

7. ส่งเสริมและพัฒนาครูและบุคลากรให้มีมาตรฐานวิชาชีพ จัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีความรักและเสียสละเพื่อองค์กร

8. จัดแหล่งการเรียนรู้และสาธารณูปโภคให้เพียงพอ พัฒนาสิ่งแวดล้อมให้สะอาด สวยงามปลอดภัยมีบรรยากาศเอื้อต่อการเรียนรู้

9. สร้างเสริมสัมพันธภาพและเครือข่ายทางการศึกษา ทั้งในประเทศและนานาชาติ

  • กลยุทธ์ของโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2559 - 2561

1. พัฒนาหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล

2. พัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา

3. พัฒนาผู้เรียนให้ก้าวไปสู่โลกกว้างด้วยการศึกษาค้นคว้าได้อย่างอิสระ มีทักษะในการค้นคว้าแสวงหาความรู้ได้อย่างมีคุณภาพ และเกิดองค์ความรู้ ทั้งเห็นคุณค่าในตนเองในการเสริมสร้างทักษะชีวิต

4. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา

5. พัฒนาระบบบริหารจัดการและส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา

6. พัฒนาห้องเรียนคุณภาพ แหล่งเรียนรู้ภายใน สิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้

  • Warakorn 4G Model
    • Good Student, Good Teacher, Good Management, Good School

รายนามผู้อำนวยการโรงเรียน ครูใหญ่ และอาจารย์ใหญ่[แก้]

ตั้งแต่สถาปนาโรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลกรุงเก่าขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2448 โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยก็ได้เจริญรุดหน้ามาโดยตลอด ทั้งนี้ก็เป็นเพราะบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนที่ได้ทุ่มเท ทั้งชีวิตและจิตใจ จนทำให้โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยประสบความสำเร็จมาถึงทุกว้นนี้ และผู้ที่สำคัญท่านหนึ่งในการเป็นผู้นำที่จะขับเคลื่อนสถานศึกษาให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จในทุก ๆ ด้าน บุคคลนั้นก็คือ ผู้อำนวยการโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย โดยตั้งแต่ พ.ศ. 2448 - ปัจจุบัน มีรายนามผู้บริหารสถานศึกษาเรียงตามลำดับ ดังนี้

ลำดับ ชื่อ-สกุล ปีที่ดำรงตำแหน่ง (พุทธศักราช)
1 ขุนประกอบวุฒิสารท (พระยาราชโยธา) พ.ศ. 2448 - พ.ศ. 2449
2 พระอนุสิษฐ์วิบูลย์ (นายเปี่ยม) พ.ศ. 2449 - พ.ศ. 2450
3 พระวิเศษกลปกิจ (นายรัตน์) พ.ศ. 2450
4 ขุนบำเหน็จวรสาร (นายชิต) พ.ศ. 2451
5 พระชำนาญขบวนสอน (นายเฉย) พ.ศ. 2452
6 นายรัตน์ พ.ศ. 2452 - พ.ศ. 2453
7 นายปุ่น พ.ศ. 2453
8 นายเล็ก พ.ศ. 2454
9 นายผัน พ.ศ. 2455
10 ขุนกลั่นวิชาสอน (นายวิชา) พ.ศ. 2456 - พ.ศ. 2464
11 ขุนทรงวรวิทย์ (นายแม้น) พ.ศ. 2464 - พ.ศ. 2466
12 หลวงภารสาส์น (ขุนภารสาส์น) พ.ศ. 2466 - พ.ศ. 2477
13 นายฟุ้ง ศรีวิจารณ์ พ.ศ. 2478 - พ.ศ. 2479
14 นายฉลวย สาตพร พ.ศ. 2479 - พ.ศ. 2481
15 นายสุรินทร์ สรศิริ พ.ศ. 2481 - พ.ศ. 2482
16 นายสังข์ อิศรางกูร ณ อยุธยา พ.ศ. 2482 - พ.ศ. 2484
17 นายเชื้อ สาริมาน พ.ศ. 2484 - พ.ศ. 2486
18 นายเชื้อ สมบุญวงศ์ พ.ศ. 2486 - พ.ศ. 2488
19 นายสุรินทร์ สรศิริ พ.ศ. 2489 - พ.ศ. 2491
20 นายแวว นิลพยัคฆ์ พ.ศ. 2491 - พ.ศ. 2498
21 นายจรูญ ส่องสิริ พ.ศ. 2498 - พ.ศ. 2505
22 นายพิทยา วรรธนานุสาร พ.ศ. 2505 - พ.ศ. 2516
23 นายเจริญ ลัดดาพงศ์ พ.ศ. 2517 - พ.ศ. 2526
24 นายลือชา สร้อยพาน พ.ศ. 2526 - พ.ศ. 2528
25 นายมาโนช ปานโต พ.ศ. 2528 - พ.ศ. 2530
26 นายชลิต เจริญศรี พ.ศ. 2530 - พ.ศ. 2532
27 นายอุเทน เจริญกูล พ.ศ. 2532 - พ.ศ. 2535
28 นายจักรกฤษณ์ ธีระอรรถ พ.ศ. 2535 - พ.ศ. 2542
29 นายวิโรจน์ ฟักสุวรรณ์ พ.ศ. 2542 - พ.ศ. 2543
30 นางรัชนี ศุภพงศ์ พ.ศ. 2543 - พ.ศ. 2546
31 นายอำนาจ ศรีชัย พ.ศ. 2546 - พ.ศ. 2547
32 นายมาโนช จันทร์เทพ พ.ศ. 2547 - พ.ศ. 2554
33 นายเฉลิมศักดิ์ ภาระธัญญา พ.ศ. 2554 - พ.ศ. 2559
34 นายวรากร รื่นกมล พ.ศ. 2559 - ปัจจุบัน

บุคคลสำคัญและบุคคลที่มีชื่อเสียง[แก้]

ข้าราชการทหาร ข้าราชการพลเรือน และนักการเมือง[แก้]

ศาสนบุคคล[แก้]

นักธุรกิจ[แก้]

ศิลปิน ดารา นักแสดง นักดนตรี นักเขียนสารคดี และอื่น ๆ[แก้]

  • มาโนช พุฒตาล นักร้อง นักดนตรี เคยเป็นนักจัดรายการดนตรีเพลงสากลทางโทรทัศน์ และทำนิตยสารเกี่ยวกับดนตรี ปัจจุบันเป็นนักจัดรายการวิทยุ
  • ดำรง พุฒตาล ผู้ก่อตั้งและเจ้าของนิตยสาร “คู่สร้างคู่สม” รวมถึงเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อที่มีประสบการณ์ให้กับสถาบันการศึกษาและองค์กรหรือหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งของรัฐและเอกชน
  • สมบัติ พลายน้อย (ส. พลายน้อย) นักเขียนสารคดีเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย วัฒนธรรม ภูมิศาสตร์ ประเพณี สังคมไทยด้านต่าง ๆ
  • ปราจีน ทรงเผ่า นักดนตรี นักแต่งเพลง อดีตหัวหน้าวงดนตรีดิ อิมพอสซิเบิล
  • รังสิโรจน์ พันธุ์เพ็ง (เอก) นักแสดง, นักร้อง, นักแต่งเพลง
  • ไชยา มิตรชัย (เสมา สมบูรณ์) พระเอกลิเกชื่อดัง, นักแสดง, นักร้อง, พิธีกร
  • ชญาน์ทัต อยู่เป็นแก้ว (น้ำแข็ง AF7) นักร้อง
  • กันต์ธีร์ ปิติธัญ (ซีดี The Star 10) นักร้อง, นักแสดง, แร็ปเปอร์

ข้อมูลทั่วไป[แก้]

สีประจำโรงเรียน[แก้]

  • สีประจำโรงเรียน คือ สีขาวและสีแดง
    • ██ สีขาว หมายถึง น้ำใจอันบริสุทธิ์ของลูกขาวแดง
    • ██ สีแดง หมายถึง โลหิตแห่งความเสียสละ

ปรัชญาโรงเรียน[แก้]

  • ปรัชญาโรงเรียน คือ ตั้งใจเรียน เพียรทำดี มีวินัย รับใช้สังคม

อัตลักษณ์ของโรงเรียน[แก้]

  • อัตลักษณ์ของโรงเรียน คือ ชาติเสือ

ต้นไม้ประจำโรงเรียน[แก้]

  • ต้นไม้ประจำโรงเรียน คือ ต้นพะยอม

กิจกรรม ชุมนุม ชมรม[แก้]

  • ชมรมช่างภาพ โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย (A.Y.W. Photographer Club)
  • ชมรมยุวมัคคุเทศก์จิตอาสาโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย
  • ชมรมสิ่งแวดล้อม โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย (A.Y.W. Environment School)
  • ชมรมดาราศาสตร์
  • ชมรมยุวกวี
  • ชมรมอาสาสมัครคุ้มครองผู้บริโภค
  • ชมรมบรรณารักษ์ห้องสมุด
  • ชมรมเด็กไทยทำได้
  • ชมรมแว่นหนังสือ
  • ชมรมนาฏศิลป์ไทย
  • ชมรมดนตรีไทย
  • ชมรมเทควันโด้ อยุธยาวิทยาลัย
  • ชมรมวงโยธวาทิต
  • ชมรมคอมพิวเตอร์
  • ห้องเรียนสีเขียว
  • ชมรมเคหะพยาบาล
  • ชมรมฟิสิกส์โอลิมปิก

คณะสี[แก้]

  • คณะสีราชพฤกษ์ (สีเหลือง)
  • คณะสีราชาวดี (สีฟ้า)
  • คณะสียูงทอง (สีแสด)
  • คณะสีนาคราช (สีเขียว)
  • คณะสีอินทนิล (สีม่วง)
  • คณะสีจามจุรี (สีชมพู)

เพลงประจำสถาบัน[แก้]

  • เพลงธง[10]
  • เพลงชาติเสือ[11]
  • เพลงเชียร์เถิดเรา (เดิน)[12]
  • เพลงกราวอยุธยา[13]
  • เพลงชนะ[14]
  • เพลงอยุธยาพร้อมกัน[15]
  • เพลงอยุธยาเมืองเก่า[16]
  • เพลงอยุธยาเมืองงาม[17]
  • เพลงบาดแผลแห่งแผ่นดิน[18]
  • เมดเล่ย์รวม (เพลงธง, เพลงชาติเสือ, เพลงอยุธยาพร้อมกัน)[19]

รายชื่อนักดนตรีผู้ช่วยบรรเลงเพลงข้างต้น ได้แก่

  • Trumpet: สำรอง พูนทวี,ยงยุทธ มีแสง
  • Trombone: อรุณกรณ์ ชัยสุบรรณ์กนก
  • Alto Saxophone: ปิติ เกยูรพันธ์
  • Tenor Saxophone: ยงยุทธ อารัมภีร
  • Piano, Bass, Drums: ปราจีน ทรงเผ่า
  • บันทึกเสียง: ห้องบันทึกเสียง Music Source
  • ช่างบันทึกเสียง: เสริมศักดิ์ นิวาศานนท์
  • ช่างผสมเสียง: สนอง โสตถิลักษณ์
  • ควบคุมการผลิต: ปราจีน ทรงเผ่า

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

พิกัดภูมิศาสตร์: 14°21′10″N 100°34′06″E / 14.3527899°N 100.5684591°E / 14.3527899; 100.5684591