ประสาร ไตรรัตน์วรกุล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
ดำรงตำแหน่ง
1 ตุลาคม พ.ศ. 2553 – 30 กันยายน พ.ศ. 2558
ก่อนหน้า ธาริษา วัฒนเกส
ถัดไป วิรไท สันติประภพ
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 20 สิงหาคม พ.ศ. 2495 (64 ปี)
คู่สมรส นิศารัตน์ ไตรรัตน์วรกุล
ลายมือชื่อ

ดร. ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการในคณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้างในรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 9/2560 อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย อดีตประธานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต[1] และดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการในคณะอนุกรรมการร่วมไทย-เมียนมาร์ ฝ่ายไทยสาขาการเงิน อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกสิกรไทย เขาทำงานเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงวิกฤตการณ์การเมืองไทย พ.ศ. 2548–2553 และวิกฤตการณ์การเมืองไทย พ.ศ. 2556–2557 ซึ่งมีความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง ครั้งหนึ่งนาย กิตติรัตน์ ณ ระนอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังใน รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวว่า อยากปลดเขาทุกวัน[2]สาเหตุที่ไม่สามารถปลดได้ในขณะนั้นเนื่องจากติดขัดข้อกฎหมาย พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2551 และเกรงว่านายประสารจะใช้สิทธิฟ้องกลับนาย กิตติรัตน์ ณ ระนอง ทางศาลปกครอง โดย ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวตำหนิเขาอย่างรุนแรงจากกรณีที่เขาไม่ยอมลดดอกเบี้ย[3]

ประวัติ[แก้]

ดร. ประสาร เป็นบุตรคนที่ 3 ของนายบักเท้ง และนางเต้สี ในจำนวนพี่น้อง 4 คน คือ[4]

  1. นพ.ประเสริฐ ไตรรัตน์วรกุล
  2. นายประสิทธิ์ ไตรรัตน์วรกุล
  3. ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล
  4. นายประวิทย์ ไตรรัตน์วรกุล

ชีวิตส่วนตัวได้สมรสกับ นางนิศารัตน์ ไตรรัตน์วรกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย[5] มีบุตร 2 คน คือ ตรัยวัชร์ และ ประวรรตน์ ไตรรัตน์วรกุล

หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ดร. ประสาร ได้เป็นนักวิจัยอยู่ที่ International Food Policy Research Institute, Washington, D.C. เป็นระยะเวลา 2 ปี ดร. ประสาร กลับมายังประเทศไทย โดยเริ่มต้นทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยในฝ่ายวิชาการ ฝ่ายกำกับและตรวจสอบธนาคารพาณิชย์ และต่อมาได้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ ฝ่ายกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน หลังจากนั้น ดร. ประสาร ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับดูแลและพัฒนาตลาดทุน

การทำงาน[แก้]

ดร. ประสาร ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นคนที่ 19 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2553 ก่อนเข้ารับตำแหน่ง ดร. ประสาร เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ในองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) นอกจากนั้น ดร.ประสาร ยังเคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญในสังคมอีกหลายตำแหน่ง เช่น คณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน กระทรวงการคลัง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายทุนรัฐวิสาหกิจ ที่ปรึกษา คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย อีกทั้งได้รับการเสนอชื่อและได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย (TBA) ทำให้มีประสบการณ์ครอบคลุมอย่างกว้างขวางในธุรกิจธนาคารและตลาดการเงิน

กันยายน 2554 ดร.ประสารได้รับรางวัล Central Bank Governor of the Year for Asia ประจำปี 2554 จากวารสาร Emerging Markets ในเครือ Euromoney Group[6]

การศึกษา[แก้]

ระดับประถมศึกษา โรงเรียนประสาทปัญญา โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี และระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจาก โรงเรียนอัสสัมชัญ จากนั้นศึกษาต่อยังคณะคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2517 ด้วยผลคะแนนเอ็นทรานซ์แผนกวิทยาศาสตร์เป็นอันดับที่ 9 ของประเทศ[7] และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 ในปี พ.ศ. 2519 ระดับปริญญาโท คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) และต่อมาได้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล ปี พ.ศ. 2521 ปริญญาโท Master in Business Administration และปี พ.ศ. 2524 ระดับปริญญาเอก Doctor of Business Administration จาก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา

เหตุการณ์ 14 ตุลา[แก้]

ในเหตุการณ์วิปโยค 14 ตุลาคม 2516 ขณะนั้นนายประสารเป็นนายกสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[8] ได้เจรจากับรัฐบาล จอมพลถนอม กิตติขจร ให้ปล่อยตัวผู้ต้องหา 13 คนเป็นผลสำเร็จ[9]

การเมืองและเศรษฐกิจในสมัยดำรงตำแหน่งผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย[แก้]

ในสมัย ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ถือได้ว่าเป็นสมัยที่ธนาคารแห่งประเทศไทย มีการแทรกแซงจากการเมืองมากที่สุด เนื่องจากมีการมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลถึง 3 รัฐบาล และมีเหตุการณ์วิกฤตทางการเมืองมากที่สุดในสมัยเขาดำรงตำแหน่งโดยในทุกรัฐบาลมีการประกาศใช้พระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เหตุการณ์ทางการเมืองดำเนินเรื่อยมา จน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ ในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ในที่สุดและสุดท้ายแล้วมีการรัฐประหารเกิดขึ้น ในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ก่อนกน้านี้รัฐบาลพลเรือนจากพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยนั้นแสดงความเป็นศัตรูกันอย่างชัดเจน เขาดำรงตำแหน่งภายใต้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมากถึง 5 คน มีการแสดงเจตนาจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นาย กิตติรัตน์ ณ ระนอง ว่ามีความคิดจะปลดเขาทุกวัน[10] และก่อนเกษียณ อายุราชการ ได้เกิดการรัฐประหาร ในปี พ.ศ. 2557 นับว่าเป็นผู้ว่าราชการแห่งประเทศไทยที่ดำรงตำแหน่งทั้งรัฐบาลทหารและรัฐบาลพลเรือน ภายหลังรัฐประหาร เขายังดำรงแหน่งตำแหน่งอีกหลายตำแหน่งในคณะกรรมการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งตั้งขึ้น สื่อมวลชนในสมัยนั้นต่างแสดงความแปลกใจที่เขาสามารถดำรงตำแหน่งจนเกษียณอายุราชการได้ ในสมัยที่เขาดำรงตำแหน่งธนาคารแห่งประเทศไทยในยุคของเขาคณะกรรมการนโยบายการเงิน อนุมัติให้ลดดอกเบี้ยนโยบาย ต่ำสุดในรอบ 4 ปี[11]และอัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนพันธบัตรไทยอายุ 10 ปี ปรับลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี[12]จำนวนบัญชีหลักทรัพย์รวมอยู่ที่ 1.2 ล้านบัญชี[13]ซึ่งนับว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์[14]แม้ว่าหนึ่งคนสามารถเปิดได้หลายบัญชีก็ตามแสดงให้เห็นว่าในยุคของเขามีประชาชนนำเงินเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจำนวนมาก ในขณะที่ราคาน้ำมันโลกต่ำสุดในรอบ 6 ปี[15]และจำนวนหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงสุดรอบ 5 ปี มากถึง 12%[16]ในสมัยที่เขาดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย

หลังรัฐประหาร พ.ศ. 2557[แก้]

ในปี พ.ศ. 2559 เขารับตำแหน่งกรรมการอิสระ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ต่อมา ในปี พ.ศ. 2560 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 6/2560 แต่งตั้งเขาเป็นประธานคณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง มีผลตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 และเขารับตำแหน่งกรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบ บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

อ้างอิง[แก้]

ก่อนหน้า ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ถัดไป
ธาริษา วัฒนเกส 2leftarrow.png Seal of the Bank of Thailand.svg
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
(1 ตุลาคม พ.ศ. 2553 - 30 กันยายน พ.ศ. 2558)
2rightarrow.png วิรไท สันติประภพ