มหาวิทยาลัยขอนแก่น

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Khon Kaen University
Khon Kaen University Logo.svg
ตราพระธาตุพนม
สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย
ชื่อย่อมข.[1] / KKU
คติพจน์วิทยา จริยา ปัญญา
สถาปนา25 มกราคม พ.ศ. 2509 (55 ปี)
ประเภทสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ
งบประมาณ18,284,443,820 บาท
(ปีการศึกษา 2564)[2]
อธิการบดีรศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล
นายกสภาฯดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี
จำนวนอาจารย์2,838 (ปีการศึกษา 2564) [3]
จำนวนเจ้าหน้าที่8,419 (ปีการศึกษา 2564) [3]
จำนวนผู้ศึกษา39,684 คน [4] (ปีการศึกษา 2564)
ที่ตั้งมหาวิทยาลัยขอนแก่น
123 หมู่ 16 ถนนมิตรภาพ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40002
วิทยาเขตมหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย
112 หมู่ 7 ถนนมิตรภาพ ตำบลหนองกอมเกาะ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย 43000
ชื่อเดิมสถาบันเทคโนโลยีขอนแก่น (K.I.T)
มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มภน.)
สีประจำสถาบัน██ สีดินแดง
เพลงมาร์ชมหาวิทยาลัยขอนแก่น
มาร์ชกาลพฤกษ์
ฉายามอดินแดง
มาสคอตพระธาตุพนม และกาลพฤกษ์
เครือข่ายASAIHL
เว็บไซต์www.kku.ac.th
KKU SLA Logo.svg

มหาวิทยาลัยขอนแก่น (อังกฤษ: Khon Kaen University; อักษรย่อ: มข. — KKU) เดิมชื่อมหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มภน.)[5] เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แห่งที่ 2 ในส่วนภูมิภาคและเป็นมหาวิทยาลัยลำดับที่ 7 ของประเทศไทย ปัจจุบันอายุ 57 ปี ถือกำเนิดมาจากสถาบันเทคโนโลยีขอนแก่น (K.I.T) ในปี พ.ศ. 2505 ยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อปี พ.ศ. 2507 และได้ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยขอนแก่นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2509[6] และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงประกอบพิธีเปิดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2510 จนกระทั่งปีพ.ศ. 2552 มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 9 มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติจากกระทรวงศึกษาธิการ มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ตั้งอยู่ถนนมิตรภาพ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น มีจุดประสงค์เพื่อให้การศึกษาชั้นสูงขยายออกไปถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจุบันอยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2558[7] มีสถานะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ

ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยขอนแก่นการจัดการเรียนการสอนนั้นครอบคลุมสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์การแพทย์ การเกษตร มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ใน 19 คณะ 4 วิทยาลัย 2 บัณฑิตวิทยาลัยทั้งวิทยาเขตขอนแก่นและวิทยาเขตหนองคาย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยระดับดีเลิศทางด้านการเรียนการสอน และดีเยี่ยมทางด้านการวิจัย[8] มหาวิทยาลัยขอนแก่นเปิดหลักสูตรรวมทั้งสิ้น 330 หลักสูตร แบ่งได้เป็นหลักสูตรระดับปริญญาเอก 72 หลักสูตร ปริญญาโท 129 หลักสูตร ปริญญาตรี 105 หลักสูตร ประกาศนียบัตรบัณฑิต 24 หลักสูตร โดยสัดส่วนสาขาวิชาที่เปิดสอนระดับปริญญาตรีกับระดับบัณฑิตศึกษา เท่ากับ 3.0 : 7.0 และเป็นหลักสูตรนานาชาติ/ภาษาอังกฤษ ร้อยละ 11.21[9] มีนักศึกษาอยู่ในคณะและวิทยาลัยต่างๆ รวมแล้วประมาณ 39,000 คน และมีบุคลากรสายวิชาการ 2,075 คน มีตำแหน่งทางวิชาการ ระดับศาสตราจารย์ 32 คน รองศาสตราจารย์ 508 คน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ 619 คน และอาจารย์ 916 คน[10] เป็นมหาวิทยาลัยที่มีอัตราการสอบแข่งขันเข้าเรียนมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ[11]

ประวัติ[แก้]

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ เปิดมหาวิทยาลัยขอนแก่น
พิธีปฐมนิเทศนักศึกษา พ.ศ. 2511

ในปี พ.ศ. 2484 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล โดยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายและโครงการที่จะขยายการศึกษาระดับอุดมศึกษาสู่ส่วนภูมิภาค สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะจัดตั้งมหาวิทยาลัยที่จังหวัดอุบลราชธานี แต่ในระหว่างนั้น ได้เกิดสงครามเอเชียบูรพา ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องตัดสินใจเข้าร่วมกับญี่ปุ่นต่อสู้กับฝ่ายสัมพันธมิตร จึงทำให้การจัดตั้งมหาวิทยาลัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยุติลงในปี พ.ศ. 2503 รัฐบาล จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการทบทวนการจัดตั้งมหาวิทยาลัยนี้อีกครั้งหนึ่ง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2505 จึงได้มีมติให้จัดตั้งสถาบันการศึกษาชั้นสูง ด้านวิศวกรรมศาสตร์ และเกษตรศาสตร์ขึ้น ที่จังหวัดขอนแก่น เสนอชื่อสถาบันแห่งนี้ว่า "สถาบันเทคโนโลยีขอนแก่น" และเสนอชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า "Khon Kaen Institute of Technology" มีชื่อย่อว่า K.I.T. หลังจากนั้นได้เปลี่ยนชื่อสถาบันนี้เป็น "มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ" มีชื่อย่อว่า "North-East University หรือ N.E.U" เนื่องจากขณะนั้นยังไม่มีหน่วยราชการใด ที่จะรับผิดชอบการดำเนินการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยโดยตรง รัฐบาลจึงได้มีมติให้สภาการศึกษาแห่งชาติเป็นผู้รับผิดชอบในด้านการหาสถานที่ จัดร่างหลักสูตร ตลอดจนการติดต่อความช่วยเหลือจากต่างประเทศ [12]

ในปี พ.ศ. 2506 คณะอนุกรรมการได้ตกลงเลือกบ้านสีฐานเป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยในเนื้อที่ ประมาณ 5,500 ไร่ ห่างจากตัวเมืองขอนแก่น 4 กิโลเมตร เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2507 ได้มีการลงรกฐานก่อสร้างอาคาร "คณะวิทยาศาสตร์ - อักษรศาสตร์"[13] สำนักงานจัดตั้งมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ ได้รับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยรุ่นแรก ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2507[14] จำนวนทั้งสิ้น 107 คน โดยแยกเป็นนักศึกษาเกษตรศาสตร์ 49 คน และวิศวกรรมศาสตร์ 58 คนโดยฝากเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (มหาวิทยาลัยมหิดลในปัจจุบัน)

ปี พ.ศ. 2508 คณะรัฐมนตรีมีมติให้เปลี่ยนชื่อ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็น "มหาวิทยาลัยขอนแก่น"[15] ตามชื่อเมืองที่ตั้ง และได้โอนกิจการจากสำนักงานสภาการศึกษาแห่งชาติไปเป็นของมหาวิทยาลัยขอนแก่นในปี

ปี พ.ศ. 2509 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยขอนแก่น และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2509 ซึ่งถือเป็น วันสถาปนามหาวิทยาลัย อีกทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของมหาวิทยาลัย จอมพล ถนอม กิตติขจร และนายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่นในขณะนั้น ได้ประชุมสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น และพิจารณาแต่งตั้งให้:

  1. ฯพณฯ พจน์ สารสิน เป็นอธิการบดี
  2. ศาสตรจารย์ พิมล กลกิจ เป็นรองอธิการบดี, ผู้รักษาการคณบดีคณะวิทยาศาสตร์-อักษรศาสตร์ และคณะ เกษตรศาสตร์
  3. ศาสตราจารย์ ดร.วิทยา เพียรวิจิตร เป็นผู้รักษาการคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์[16]

และในปีเดียวกันนี้ ได้ย้ายนักศึกษาที่ฝากเรียนไว้ที่คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (มหาวิทยาลัยมหิดลในปัจจุบัน) มาศึกษาที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นในสถานที่ปัจจุบัน

ปี พ.ศ. 2510 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2510 [17]

มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีพัฒนาการมาโดยลำดับนับจากวันแรกก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน โดยแบ่งพัฒนาการของมหาวิทยาลัยเป็น ๓ ยุคคือ

ยุคที่หนึ่ง : ในช่วงทศวรรษที่ 1 และ 2 เป็นช่วงยุคของมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งภูมิภาคของประเทศ (พ.ศ. 2507-2526)

ทศวรรษที่ 1 ทศวรรษแห่งการก่อตั้ง (พ.ศ. 2507-2616)

มหาวิทยาลัยขอนแก่นในยุคเริ่มก่อตั้ง มี 3 คณะวิชาคือคณะ เกษตรศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์ - อักษรศาสตร์ โดยคณะเกษตรศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มีนักศึกษารวม 107 คน ส่วนคณะวิทยาศาสตร์-อักษรศาสตร์ เป็นคณะวิชาที่เปิดสอนวิชาพื้นฐานจึงยังไม่ได้เปิดรับนักศึกษา ในทศวรรษที่ 1 นี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่นผลิตบัณฑิตระดับปริญญาตรีรุ่นแรกในปีการศึกษา 2510 จำนวนทั้งสิ้น 59 คน จากนั้นได้ขยายไปสู่การจัดตั้งคณะวิชาเพิ่มอีก 3 คณะวิชาคือ คณะศึกษาศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ และคณะแพทยศาสตร์ โดยลำดับ

ทศวรรษที่ 2 ทศวรรษแห่งการขยายตัว (พ.ศ. 2517-2526)

เป็นช่วงที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ขยายการศึกษาในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยได้จัดตั้งคณะวิชาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพเพิ่มขึ้น 4 คณะวิชา คือ คณะเทคนิคการแพทย์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ และคณะเภสัชศาสตร์ และจัดตั้งคณะ วิชาในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ อีก 1 คณะวิชาคือ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และเพื่อรองรับการขยายตัวทางการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่นจึงได้จัดตั้ง สำนักวิทยบริการ สถาบันวิจัยและพัฒนา และบัณฑิตวิทยาลัย เพื่อเป็นหน่วยงานขับเคลื่อนภารกิจสนับสนุนการจัดการศึกษาและการวิจัยของมหาวิทยาลัย

ยุคที่สอง : ในช่วงทศวรรษที่ 3 และ 4 เป็นช่วงยุคของ มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ (พ.ศ. 2527-2546)

ทศวรรษที่ 3 ทศวรรษแห่งการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง (พ.ศ. 2527-2536)

ในช่วงต้นของทศวรรษนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้จัดตั้งคณะวิชาและหน่วยงานเพิ่มขึ้นหลายส่วนอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ คณะเทคโนโลยี คณะสัตวแพทยศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ ศูนย์คอมพิวเตอร์ ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้รับผิดชอบดำเนินการจัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานีและวิทยาลัยสุรนารี ซึ่งต่อมามีพัฒนาการไปเป็นมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีโดยลำดับ

ทศวรรษที่ 4 ทศวรรษแห่งมหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบ (พ.ศ. 2537-2546)

ในช่วงทศวรรษนี้ เป็นช่วงที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีคณะวิชาที่ครอบคลุมในหลายสาขาวิชา นับว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์แบบ (Comprehensive University) ของภูมิภาค โดยในช่วงทศวรรษนี้ได้จัดตั้งวิทยาเขตหนองคาย คณะศิลปกรรมศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตศึกษาการจัดการ และจัดตั้งหน่วยงานสนับสนุนการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นอีกหลายหน่วยงาน ได้แก่ สำนักทะเบียนและประมวลผล สถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง และสถาบันสันติศึกษา

ยุคที่สาม : ในช่วงทศวรรษที่ 5 เป็นช่วงยุคของการก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการวิจัย และมหาวิทยาลัยชั้นนำของภูมิภาคอาเซียน

(พ.ศ. 2547-2556)

ทศวรรษที่ 5 ทศวรรษของมหาวิทยาลัยแห่งการวิจัย และ มหาวิทยาลัยชั้นนำของภูมิภาคอาเซียน (พ.ศ. 2547-2556)

ในช่วงทศวรรษนี้เป็นช่วงที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีความเข้มแข็งทางการวิจัย จากการพัฒนางานวิจัยโดยต่อเนื่องในช่วงปลายทศวรรษที่ 4 และมีปัจจัยสำคัญอีกส่วนหนึ่งคือ ได้มีการจัดตั้งศูนย์วิจัยเฉพาะทางในหลากหลายสาขา ทั้งยังเป็นช่วงที่มหาวิทยาลัยก้าวสู่ระบบการประเมินอย่างเข้มข้น ทั้งจากองค์กรภาครัฐและองค์กรอิสระจากภายนอก เป็นช่วงที่มีการปรับโครงสร้างการบริหารงานในสำนักงานอธิการบดีและคณะวิชา มีการขยายตัวทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยได้จัดตั้งคณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น วิทยาลัยนานาชาติ สำนักวิชาศึกษาทั่วไป มีการควบรวมศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้เป็นส่วนราชการมีฐานะเทียบเท่าภาควิชาในคณะแพทยศาสตร์ และจัดตั้งส่วนงานภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย โดยจัดตั้งคณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์และวิศวกรรมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์บูรณาการ คณะบริหารธุรกิจ และคณะศิลปศาสตร์

ปี พ.ศ. 2558 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยมหาวิทยาลัยขอนแก่น [18] ส่งผลทำให้มหาวิทยาลัยได้เปลี่ยนรูปแบบการบริหารงานเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย[แก้]

  • ตราพระธาตุพนม คือตราประจำมหาวิทยาลัยขอนแก่นือ ตราพระธาตุพนม ซึ่งเป็นรูปเทพยดากระหนาบองค์พระธาตุพนมอัญเชิญมิ่งมงคลประทานแก่สถาบันสถิตเหนือขอนไม้ซึ่งสลักเป็นชื่อมหาวิทยาลัย พื้นหลังแบ่งเป็น 3 ช่อง มีความหมายถึง คุณธรรมของนักศึกษา 3 ประการ ได้แก่

วิทยา คือ ความรู้ดี
จริยา คือ ความประพฤติดี
ปัญญา คือ ความฉลาด เกิดแต่การเรียนดี และคิดดี

สาเหตุที่กำหนดให้พระธาตุพนมเป็นตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นนั้น เนื่องจากตระหนักว่าพระธาตุพนมเป็นปูชนียสถานสำคัญ เป็นมิ่งขวัญสิริมงคลอันเป็นที่เคารพบูชาของ ชาวไทย-ลาว ทั้งสองฝั่งโขง มหาวิทยาลัยขอนแก่นก็เช่นเดียวกัน ที่จะต้องเป็นศูนย์รวมความคิด สติปัญญาของสังคมและเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ศาสตราจารย์พิมล กลกิจ ได้เดินทางไปนมัสการพระธรรมราชานุวัตร (แก้ว กนฺโตภาโส) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร เพื่อทำพิธีขออนุญาตเชิญรูปพระธาตุพนมมาเป็นตราสถาบันอย่างถูกต้องและเป็นทางการในปี ๒๕๐๙ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ตราพระธาตุพนมก็กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำสถาบันการศึกษาแห่งนี้[19]

  • สีประจำมหาวิทยาลัย คือ สีดินแดง

██ สีดินแดง[20] อันมีความหมายโยงไปถึงลักษณะ และภูมินามของพื้นที่ซึ่งเป็นเนินดินลูกคลื่นสีแดงหรือที่เรียกว่า "มอดินแดง" อันซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย “มอ” ในความหมายของภาคอีสาน หมายถึงพื้นที่เนินดินสูงที่มีสีแดง อีกนัยหนึ่งมอดินแดง ก็คือ สมญานามของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่คนรู้จักกันทั่วไปว่าเป็นมหาวิทยาลัย ที่มีดินสีแดงเป็นส่วนใหญ่[21]

  • ต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย คือ ต้นกาลพฤกษ์ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ ว่า Cassia bakeriana Craib วงศ์ FABACEAE (ชื่อวงศ์เดิม LEGUMINOSAE) เป็นต้นไม้ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปลูกพระราชทานเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีเปิดมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พุทธศักราช 2510 ลักษณะเป็นต้นไม้ขนาดย่อม พุ่มใบแบนกว้าง ดอกสีชมพู เมื่อโรยจะกลายเป็นสีขาว ออกดอกเป็นช่อช่วงฤดูหนาว เรียกกันมาแต่ดั้งเดิมว่า “กาลพฤกษ์” ด้วยเหตุที่ต้นไม้นี้ในปลายฤดูหนาวย่างเข้าฤดูร้อนจะทิ้งใบทั้งต้น ให้ดอกสีชมพูระเรื่อสลับขาว ดอกกาลพฤกษ์บานคราใดก็ถึงเวลาสอบไล่ ปิดปลายภาคและจบการศึกษา หมายถึงสัญญาณของการเปลี่ยนแปลง เป็นช่วงที่รุ่นพี่กำลังจะจบการศึกษาต้องออกสู่สังคมเพื่อช่วยกันสร้างสรรค์ประเทศ และเป็นช่วงที่น้องใหม่กำลังจะเข้ามาศึกษาและใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย เป็นเสมือนต้นไม้แห่งกาลเวลา ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น และถือเป็นต้นไม้ประจำสถาบันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา[22]
  • สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำมหาวิทยาลัย คือ ศาลเจ้าพ่อมอดินแดง โดยในระยะแรกๆนั้นเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง คณาจารย์ประสบอุบัติเหตุทางรถเสียชีวิตหลายท่าน คนงานถูกรถชนตาย นักศึกษาแตกแยกกัน จึงมีการจัดสร้างศาลเจ้าพ่อมอดินแดงขึ้นมาในสมัยศาสตราจารย์พิมล กลกิจ เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยทำพิธียกศาลในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2509 ศาลเจ้าพ่อมอดินแดงจึงได้เป็นที่เคารพสักการะ และนักศึกษาใหม่ต้องทำพิธีไหว้เจ้าพ่อมอเพื่อฝากตัวเป็นลูกเจ้าพ่อมอดินแดงทุกคน [23]

ปี 2547 คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ดำเนินการก่อสร้าง ศาลาธรรมสถาน เจ้าพ่อมอดินแดงขึ้นใหม่โดยนับเนื่องเข้าเป็นหนึ่งในโครงการเฉลิมฉลองในวาระที่มหาวิทยาลัยสถาปนามาครบ 40 ปี ทั้งนี้ได้มอบหมายให้สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นแกนนำในการดำเนินงาน

การศึกษา[แก้]

มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประกอบด้วย 19 คณะ 4 วิทยาลัย และมีวิทยาเขตหนองคายที่ดำเนินงานภายใต้มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น สามารถอำนวยการสอนได้ 71 หลักสูตร 330 สาขาวิชา แบ่งเป็นระดับต่ำกว่าปริญญาตรี 3 สาขา ปริญญาตรี 105 สาขา ประกาศนียบัตรหลังปริญญาตรี 26 สาขา ปริญญาโทหรือเทียบเท่า 126 สาขา และปริญญาเอก 72 สาขา