โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
MDCUFront.JPG
ประเภท โรงพยาบาลฝึกหัดแพทย์
ที่ตั้ง 1873 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ไทย
ข้อมูลทั่วไป
ก่อตั้ง 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2457[1]
สังกัด สภากาชาดไทย
ผู้อำนวยการ ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ
จำนวนเตียง 1,479[2]
บุคลากร 3,275 คน
เว็บไซต์ www.chulalongkornhospital.go.th

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นโรงพยาบาลสังกัดสภากาชาดไทย ในเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2457 ตามพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว[3] เป็นที่ตั้งและที่ดำเนินการเรียนการสอนให้กับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือเป็นโรงพยาบาลฝึกหัดแพทย์แห่งที่สองของประเทศไทย คณาจารย์สังกัดคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ด้วย[4]

ประวัติ[แก้]

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
อาคารอำนวยการหลังแรกของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สร้างขึ้นตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพร้อมด้วยพระราชภาดาและภคินี เพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมชนกนาถของพระองค์[5] ด้วยเมื่อครั้งพระพุทธเจ้าหลวงทรงพระชนม์อยู่นั้น ได้ทรงพระราชดำริจัดตั้ง สภากาชาดไทย ซึ่งเรียกในเวลานั้นว่า สภาอุณาโลมแดง ขึ้นไว้ โดยรับการรักษาพยาบาลผู้เจ็บไข้ได้ป่วย ตามคติของนานาชาติที่เจริญแล้ว แต่การสภากาชาดไทยยังไม่แล้วเสร็จบริบูรณ์ ถ้าจะบริจาคทรัพย์สร้างโรงพยาบาลสภากาชาดขึ้น ก็จะเป็นพระกุศล อันประกอบด้วยถาวรประโยชน์อนุโลม ตามพระราชประสงค์แห่งองค์สมเด็จพระบรมชนกนาถ และเป็นเกียรติแก่ราชอาณาจักรโดยทรงพระดำริเห็นพ้องกัน บรรดาพระราชโอรส พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงบริจาคทรัพย์รวมกันเป็นจำนวนเงิน 122,910 บาท[6] สมทบกับทุนของสภากาชาด สร้างโรงพยาบาลขึ้น และพระราชทานนามตามพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์รำลึงถึงพระบรมชนกนารถ โรงพยาบาลของกาชาดนี้จึงมีนามว่า "โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์" เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2457[7] ตามแจ้งความสภากาชาดสยาม ลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2457[8] ได้กำหนดจุดมุ่งหมายให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นโรงพยาบาลที่ดีจริงต้องตามวิทยาศาสตร์แผ่พระเกียรติยศในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวกับทั้งแพร่เกียรติยศของชาติไทย บริการรักษาพยาบาลช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาล ให้บริการรักษาผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยไข้ทั้งในยามสงครามและปกติ โดยยึดมั่นในปณิธาณอันแน่วแน่ที่จะให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทั่วไป โดยไม่เลือกชาติ ชั้น วรรณะ ลัทธิ ศาสนา หรือความคิดเห็นทางการเมือง

พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 8 ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2489 เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรเสด็จพระราชทานปริญญาบัตรและอนุปริญญาบัตร ณ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (มหาวิทยาลัยมหิดล ในปัจจุบัน) พระองค์ท่านได้พระราชทานพระบรมราโชวาทตอนหนึ่งว่า "...พระองค์มีพระราชประสงค์ให้มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ผลิตแพทย์ผู้ได้สำเร็จหลักสูตรให้มีปริมาณมากขึ้น เพื่อออกมาช่วยเหลือประเทศชาติ..." โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ซึ่งถือเป็นโรงพยาบาลที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นโรงเรียนแพทย์จึงได้รับการประสานงานจากรัฐบาลให้เป็นที่ตั้งโรงเรียนแพทย์แห่งที่สองของประเทศไทย โรงเรียนแพทย์แห่งใหม่นี้ถือกำเนิดในนาม "คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์" จนกระทั่งมีมติให้โอนคณะที่ซ้ำซ้อนของมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ให้กับมหาวิทยาลัยเดิมที่เป็นรากฐานของคณะนั้น ๆ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จึงถูกโอนมาสังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในนามใหม่ว่า "คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย"[9]

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ให้บริการทางการแพทย์ พยาบาล ตลอดจนการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย มาใช้ศึกษาเพื่อการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพ โดยมีการส่งเสริมการค้นคว้าวิจัยนับตั้งแต่โรงพยาบาลได้เปิดบริการ[10]และพัฒนาการรักษา พัฒนาบุคลากรทุกระดับอย่างต่อเนื่อง ทำให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ทั้งในด้านการรักษาพยาบาลและงานวิจัย ทั้งนี้ด้วยการประสานงานกันเป็นอย่างดีระหว่างโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นอกจากการรักษาพยาบาลผู้ป่วยแล้ว โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ยังทำหน้าที่เป็นสถานฝึกอบรมนิสิตแพทย์ แพทย์ประจำบ้าน และแพทย์ประจำบ้านต่อยอดของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักศึกษาพยาบาลของวิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย นิสิตคณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หน่วยงาน/ฝ่าย[แก้]

ศูนย์เฉพาะทาง[แก้]

การส่งเสริมพัฒนาการของโรงพยาบาล[แก้]

ศาลาทินทัต สถานที่ติดต่อบริจาคให้กับโรงพยาบาลจุฬาฯ

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เป็นหน่วยงานในสังกัดของสภากาชาดไทยซึ่งเป็นองค์กรสาธารณกุศลไม่แสวงหาผลกำไร จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาชนเพื่อดำเนินการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะเมื่อมีความร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำให้โรงพยาบาลมีภารกิจหลากหลายด้านมากขึ้น เช่น ให้บริการการรักษา ร่วมกับคณะแพทย์จัดการศึกษาเพื่อผลิตแพทย์ที่สมบูรณ์สู่สังคม ซึ่งล้วนเป็นเรื่องสำคัญและใช้ทรัพยากรมาก ด้วยเหตุนี้โรงพยาบาลจึงเปิดรับความช่วยเหลือจากภาคประชาชนหลายด้าน อาทิ

การอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา[แก้]

ประชาชนผู้บริจาคร่างกายจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาการศึกษาแพทยศาสตร์อย่างมาก เพราะการอุทิศร่างกายถือเป็นการสอนนิสิตแพทย์ให้เข้าใจร่างกายมนุษย์อย่างครบทุกมิติ ทำให้นิสิตแพทย์สามารถปฏิบัติหัตถการกับผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ และยังเป็นการฝึกทักษะการผ่าตัด จึงเป็นการได้ช่วยพัฒนาโรงพยาบาลทั้งด้านวิชาการและการรักษาและนอกจากจะได้ส่งเสริมการเรียนแพทย์ของนิสิต ผู้อุทิศร่างกายยังสามารถช่วยสร้างองค์ความรู้เมื่อท่านอุทิศร่างกายเพื่อการฝึกผ่าตัดและวิจัยทางการแพทย์ ผู้มีความประสงค์จะอุทิศร่างกายฯ เมื่อถึงแก่กรรมแล้ว ให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดขอแบบฟอร์มพร้อมส่งแบบฟอร์มที่กรอกข้อความแล้วได้ที่ ศาลาทินทัต ด้านข้างอาคาร ภปร. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย[11]

การบริจาคอวัยวะ[แก้]

ปัจจุบันโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มีผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่มีอาการเจ็บป่วยขั้นร้ายแรงจากที่อวัยวะสำคัญไม่สามารถทำงานได้หรือทำงานผิดปกติเป็นจำนวนมาก การได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะจากผู้บริจาคจึงเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุด อวัยวะที่สามารถบริจาคได้ ได้แก่ หัวใจ ตับ ไต ปอด ตับอ่อน กระดูก ฯลฯ ติดต่อแสดงความจำนงได้ที่ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย อาคารเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ชั้น 5 ถนนอังรีดูนังต์ ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โทร. 1666

มีขั้นตอนการบริจาค[แก้]

  1. กรอกรายละเอียดในใบแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะให้ชัดเจน ที่อยู่ควรจะตรงกับทะเบียนบ้าน (หากต้องการให้ส่งบัตรประจำตัวไปยังสถานที่อื่น กรุณาระบุ)
  2. พิมพ์ใบแสดงความจำนงบริจาค ส่งเอกสารมายังศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย ตามที่อยู่ด้านล่าง และเมื่อศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ ได้รับใบแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะของท่านแล้ว ศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ จะส่งบัตรประจำตัวผู้มีความจำนงบริจาคอวัยวะให้ตามที่อยู่ที่ได้ระบุไว้
  3. หลังจากที่ท่านได้รับบัตรประจำตัวผู้มีความจำนงบริจาคอวัยวะจากศูนย์รับ บริจาคอวัยวะฯ แล้ว อย่าลืมกรอกชื่อ และรายละเอียดการบริจาคลงในบัตร
  4. กรุณาเก็บบัตรประจำตัวผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะไว้กับตัวท่าน หากสูญหายกรุณาติดต่อกับศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย[12]

คุณสมบัติผู้สนใจบริจาค[แก้]

  1. ผู้บริจาคอวัยวะต้องมีอายุไม่เกิน 60 ปี
  2. เสียชีวิตจากสภาวะสมองตายด้วยสาเหตุต่าง ๆ
  3. ปราศจากโรคติดเชื้อ และโรคมะเร็ง
  4. ไม่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน, โรคหัวใจ, โรคไต, ความดันโลหิตสูง, โรคตับ และไม่ติดสุรา
  5. อวัยวะที่จะนำไปปลูกถ่ายต้องทำงานได้ดี
  6. ปราศจากเชื้อที่ถ่ายทอดทางการปลูกถ่ายอวัยวะ เช่น ไวรัสตับอักเสบชนิดบี, ไวรัสเอชไอวี ฯลฯ
  7. จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแจ้งเรื่องการบริจาคอวัยวะแก่บุคคลในครอบครัวหรือญาติให้รับทราบด้วย

อาคารและสิ่งก่อสร้าง[แก้]

ภายในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มีอาคารและสิ่งก่อสร้างที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และเป็นพระราชานุสรณ์ของบุคคลสำคัญในราชวงศ์หลายพระองค์

อาคาร ภปร.[แก้]

อาคาร ภปร.

เนื่องจากอาคารจักรพงษ์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นอาคารผู้ป่วยนอกเดิม เริ่มคับแคบลงเพราะมีผู้ป่วยเข้ารับบริการจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มากขึ้นอย่างมาก ในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 60 พรรษา ในปี พ.ศ. 2530 และในโอกาสครบรอบ 72 ปี แห่งงานสถาปนาโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในปี พ.ศ. 2529 สภากาชาดไทยจึงได้จัดสร้างอาคารผู้ป่วยนอกแห่งใหม่เพื่อเฉลิมพระเกียรติและให้บริการประชาชนได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์อาคารผู้ป่วยนอกหลังใหม่นี้ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529 และมีสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกทรงเป็นประธานกรรมการอุปการะฝ่ายบรรพชิตและประทานพระอุปการะในเรื่องต่าง ๆ มาตลอด อาคารแห่งใหม่นี้เป็นอาคารคอนกรีตเสริมแรงด้วยเหล็ก สูง 24 ชั้นเมื่อรวมชั้นใต้ดินและชั้นลอย ก่อสร้างขึ้นบริเวณหน้าตึกจักรพงษ์ มูลค่าการก่อสร้าง 400 ล้านบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อาคารว่า "ภปร." อาคาร ภปร. เป็นจุดสังเกตที่สำคัญของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เพราะตั้งอยู่บริเวณหัวมุมแยกศาลาแดงและยังมีป้ายอักษรชื่อ"โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย" และตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชประดับอาคารด้วย

อาคารมงกุฎ-เพชรรัตน[แก้]

อาคารมงกุฏ-เพชรรัตน

ด้วยในปี พ.ศ. 2508 พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีทรงมีพระชนมายุ 60 พรรษา มีองค์กร ประชาชน ได้เฝ้าทูลละอองพระบาท ทูลเกล้าถวายเงินโดยพระอัธยาศัย จึงทรงพระราชทานเงินสร้างตึกสำหรับผู้ป่วย ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในด้านสวนลุมพินี โดยมิได้ใช้พระนามของพระองค์เป็นนามตึก เนื่องด้วยทรงพอพระทัยที่จะบำเพ็ญพระกุศลแบบปิดทองหลังพระ ต่อมาทรงเสด็จพร้อมด้วยพระธิดามาทรงวางศิลาฤกษ์อาคารดังกล่าว เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๘ อาคารนี้ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จใน พ.ศ. ๒๕๑๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิด "ตึกมงกุฎ-เพชรรัตน" เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๐ โดยมี สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ และพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ในโอกาสนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานเหรียญกาชาดสรรเสริญ แด่พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ด้วย ในพิธีเปิด ตึกมงกุฎ-เพชรรัตน ทั้งสองพระองค์ ทรงพระกรุณาพระราชทานเงินสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดพิมพ์หนังสือ "ตำนานสภากาชาดสยาม" เป็นอนุสรณ์ในการเปิดตึกดังกล่าว และเพื่อให้ผู้สนใจได้ทราบประวัติความเป็นมาของสภากาชาดไทย

อาคารวชิรญาณวงศ์[แก้]

อาคารวชิรญาณวงศ์

" อาคารวชิรญาณวงศ์ " ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยใช้เป็นที่รักษาพยาบาลพระภิกษุและสามเณรอาพาธ และใช้ประกอบพิธีทำบุญเลี้ยงพระ รวมถึงการเปิดรับบริจาคเงินเพื่อบำรุงพระภิกษุ และสามเณรอาพาธในเรื่องการรักษาพยาบาลทางการแพทย์ ตลอดรวมถึงการรับบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และสำนักงานต่างๆของสภากาชาดไทย " อาคารวชิรญาณวงศ์ " เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ๔ ชั้น แบบทรงไทยประยุกต์ ได้ดำเนินการก่อสร้างมาแต่ต้นปี ๒๕๒๕ และเสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์ในปี ๒๕๒๖ ทดแทนอาคารหลังเก่า ( ตึกวชิรญาณ ) และเพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ( ม.ร.ว.ชื่น นพวงศ์ ) พระราชอุปัธยาจารย์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และพระอุปัชฌาจารย์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดตึกฯในวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๖

อาคาร อปร.[แก้]

อาคาร อปร.

สืบเนื่องจากความไม่เพียงพอของแพทย์ รัฐบาลจึงมีนโยบายให้คณะแพทยศาสตร์ทุกแห่งผลิตแพทย์เพิ่ม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้รับอนุมัติให้ก่อสร้างตึกใหม่ เพื่อรองรับจำนวนนิสิตแพทย์ที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยได้รับอนุมัติงบประมาณแผ่นดินประจำปี 2536 และในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ทำหนังสือขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเชิญอักษรพระปรมาภิไธย " อปร. " มาเป็นชื่ออาคาร เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ซึ่งได้พระราชทานกำเนิดคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักราชเลขาธิการได้มีหนังสือลงวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2539 พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญอักษรพระปรมาภิไธย " อปร. " เป็นชื่ออาคาร เมื่อดำเนินการก่อสร้างเสร็จสิ้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ทรงประกอบพิธีเปิดอาคารเมื่อวันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2546 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของรัชกาลที่ 8 อาคารดังกล่าวเป็นย่อมุม 8 มุม สูง 19 ชั้น บนยอดอาคารประดับอักษรพระปรมาภิไธย " อปร. " ตั้งอยู่ริมถนนราชดำริ ลักษณะเด่นของอาคารคือมีการอัญเชิญพระราชดำรัสของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ขึ้นแสดงไว้บนผนังด้านนอกของอาคาร เป็นที่มองเห็นได้อย่างโดดเด่นข้อความว่า

ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตน เป็นที่สอง
ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์ เป็นกิจที่หนึ่ง
ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศ จะตกแก่ตัวท่านเอง
ถ้าท่านทรงธรรมแห่งอาชีพ ไว้ให้บริสุทธิ์

สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

อาคาร สก.[แก้]

อาคาร สก.

ด้วยในปีพุทธศักราช 2535 ที่ผ่านมาเป็นศุภมงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถองค์สภานายิกาสภากาชาดไทย ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นเกล้าล้นกระหม่อม กอปรทั้งเมื่อครั้งมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อปีพุทธศักราช 2530 วัดบวรนิเวศวิหาร และสภากาชาดไทยได้ร่วมกันจัดสร้าง “ ตีก ภปร. ” เป็นอาคารผู้ป่วยนอกหลังใหม่ของโรงพยาบาลเพื่ออำนวยความสะดวกแก่สาธารณชนเสร็จเรียบร้อยไปแล้วอาคารหนึ่ง ด้วยเหตุทั้งสองประการนี้คณะข้าราชการบริพารร่วมกับสภากาชาดไทยจึงดำริที่จะดำเนินการก่อสร้างอาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถอีกอาคารหนึ่งในพื้นที่ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยเพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งความจงรักภักดีที่ประชาชนชาวไทยมีอยู่อย่างมั่นคงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถจึงได้นำความกราบทูลสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในฐานะองค์อุปนายิกาสภากาชาดไทยทรงเห็นชอบด้วยที่จะก่อสร้างอาคารผู้ป่วยทางกุมารเวชศาสตร์แทนอาคารรักษาพยาบาลกุมารเวชกรรมเดิม คือ “ ตึก หลุยส์ ที เลียวโนเวนส์ ” ซึ่งมีสภาพทรุดโทรมลงมาก อีกทั้งจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น ทำให้สถานที่ยิ่งคับแคบลงเด็กผู้ป่วยอยู่กันโดยไม่ถูกต้องตามสุขลักษณะ กับทั้งเพื่อใช้เป็นศูนย์ผู้ป่วยโรคหัวใจของโรงพยาบาลด้วยอาคารที่สร้างใหม่นี้ ได้รับพระราชทานพระราชาอนุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธยย่อ “ สก. ” เป็นมงคลนาม การก่อสร้างครั้งนี้ตั้งเป้าหมายที่จะดำเนินการด้วยเงินบริจาคตลอดทั้งจำนวนโดยไม่รบกวนงบประมาณแผ่นดิน หรืองบประมาณของสภากาชาดไทยเลย เดชะพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมตั้งแต่เริ่มดำเนินการมาจนกระทั่งบัดนี้ศรัทธาจากมหาชนผู้เปี่ยมด้วยความจงรักภักดีหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย เป็นผลให้การดำเนินงานทุกขั้นตอนเป็นไปด้วยความราบรื่นทุกประการ บัดนี้ตึก “ สก. ” สร้างเสร็จสมบูรณ์ภายในพื้นที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย “ ตึก ภปร. ” และ “ ตึก สก. ” ได้ประดิษฐานอยู่คู่กันเป็นนิมิตหมายแห่งพระมหากรุณาธิคุณอันมากล้นพ้นประมาณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยเสมอมา

อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์[แก้]

อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์(ขวา)
อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์จัดสร้างอาคารรักษาพยาบาลใหม่ขึ้น ได้รับพระราชทานชื่ออาคารจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ว่า อาคาร “ ภูมิสิริมังคลานุสรณ์ ” มีความหมายว่า “ อนุสรณ์ที่เป็นมงคลของสองพระองค์ ” ตั้งอยู่ริมถนนราชดำริ ลักษณะภายในอาคารเป็นอาคารเดี่ยว 29 ชั้น ชั้นใต้ดิน 4 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยรวมทั้งสิ้น 224,652.25 ตารางเมตร ภายในอาคารนี้จะรวบรวมศูนย์ความเป็นเลิศในด้านต่าง ๆ เช่น ศูนย์โรคหัวใจ ศูนย์ผ่าตัด ศูนย์ผู้ป่วยศัลยกรรมประสาท ศูนย์บริการมารดาและทารกแรกคลอด ซึ่งในส่วนนี้จะให้บริการอย่างครบวงจรโดยจะดูแลตั้งแต่การปฏิสนธิของมารดาจนถึงการคลอด และศูนย์บริการฉุกเฉิน ห้องไอซียูเพื่อพร้อมรับสภาวะภัยพิบัติ และอุบัติภัยหมู่ ทั้งนี้งบประมาณในการก่อสร้างและจัดซื้ออุปกรณ์อยู่ที่ 12,500 ล้านบาท โดยงบที่ได้ในการก่อสร้างมาจากสภากาชาดไทย 2,500 ล้านบาท และจากรัฐบาล 4,000 ล้านบาท รวมถึงโครงการสมทบทุนโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีเป็นผู้เปิดโครงการสมทบทุนในครั้งนี้ ซึ่งเงินสมทบทุนที่ได้นอกจากการก่อสร้างแล้ว ยังนำไปใช้จัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ให้มีความทันสมัยมากขึ้นโดยรวมเป็นเงิน 6,000 ล้านบาท[13]

เนื่องจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มีแผนกในการรักษาต่าง ๆ กระจายตัวอยู่ในอาคารหลายหลังทั่วพื้นที่ในโรงพยาบาล จึงทำให้เกิดปัญหาการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ผู้ป่วยจะมีอาการบอบช้ำมากในขณะเดินทางจากอาคารหนึ่งไปอีกอาคารหนึ่ง รวมถึงทำให้เสียเวลาเป็นอย่างมากในการรักษา อีกทั้งจำนวนผู้ป่วยที่มีมากขึ้นในปัจจุบัน อาคารต่าง ๆ ที่ให้บริการนั้นมีขนาดพื้นที่ไม่เพียงพอที่จะรองรับผู้ป่วย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ต้องสร้างอาคารอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ขึ้นเพื่อรวบรวมความเป็นเลิศของศูนย์การรักษาไว้ในอาคารเดียว เมื่ออาคารหลังนี้เปิดให้บริการจะช่วยเสริมศักยภาพของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ การวิจัย และการให้บริการ เพื่อมุ่งสู่การเป็น “ โรงพยาบาลชั้นนำระดับโลก ” ของประชาชนชาวไทย ทั้งนี้ในอนาคตจะมีการสร้างอาคารเดี่ยวสำหรับรักษาผู้ป่วยที่สูงวัย หรือชราภาพขึ้นอย่างครบวงจรเพื่อความสะดวกในการรักษา และการเดินทางรวมถึงขนาดพื้นที่ที่จะมีมากขึ้นเพื่อรองรับในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีมากขึ้นในอนาคตต่อไป

ผู้อำนวยการโรงพยาบาล[แก้]

ตามข้อตกลงระหว่างมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์และสภากาชาดไทย ในปี พ.ศ. 2490 ให้คณบดีคณะแพทยศาสตร์และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นบุคคลคนเดียวกันแต่แยกการบริหารออกเป็น 2 หน่วยงาน แม้ว่าคณะแพทยศาสตร์จะถูกโอนมาสังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ข้อตกลงนี้ยังคงใช้ปฏิบัติจนถึงปัจจุบัน รายนามผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มีดังนี้

ทำเนียบผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
รายนามผู้อำนวยการ วาระการดำรงตำแหน่ง
1. นายพันเอก พระศักดาพลรักษ์[14] 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2457 - พ.ศ. 2465
2. ศาสตราจารย์อุปการคุณ พลตรี พระยาดำรงแพทยาคุณ (ชื่น พุทธิแพทย์) 4 มิถุนายน พ.ศ. 2490 - 5 มกราคม พ.ศ. 2493
3. ศาสตราจารย์ นายแพทย์ หลวงพรหมทัตตเวที (ไหมพรม ศรีสวัสดิ์) 20 มีนาคม พ.ศ. 2493 - 8 เมษายน พ.ศ. 2495 (รักษาการ)
9 เมษายน พ.ศ. 2495 - 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2497
4. ศาสตราจารย์อุปการคุณ นายแพทย์ หลวงเฉลิมคัมภีร์เวชช์ (เฉลิม พรมมาส) 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2497 - 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 (รักษาการ)
5. ศาสตราจารย์ พันเอก นายแพทย์ หลวงประกิตเวชศักดิ์ (แก้ว บำรุงชีพ) 1 เมษายน พ.ศ. 2500 - 30 เมษายน พ.ศ. 2503
6. ศาสตราจารย์ นายแพทย์ หม่อมหลวงเกษตร สนิทวงศ์ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2503 - 4 ธันวาคม พ.ศ. 2508
5 ธันวาคม พ.ศ. 2508 - 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2509 (รักษาการ)
7. ศาสตราจารย์อุปการคุณ พันตรี นายแพทย์ ทวี ตุมราศวิน 8 ตุลาคม พ.ศ. 2506 - 5 กันยายน พ.ศ. 2507 (รักษาการ)
29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2509 - 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2516
8. ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ สมัค พุกกะณะเสน 1 เมษายน พ.ศ. 2516 - 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2520
9. ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ ศริพร วณิเกียรติ 1 มีนาคม พ.ศ. 2520 - 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524
10. รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ ยาใจ ณ สงขลา 1 มีนาคม พ.ศ. 2524 - 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2528
11. ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ จรัส สุวรรณเวลา 1 มีนาคม พ.ศ. 2528 - 28 มกราคม พ.ศ. 2532
12. รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ บรรเทอง รัชตะปีติ 1 มีนาคม พ.ศ. 2532 - 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2536
13. ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ ศุภวัฒน์ ชุติวงศ์ 1 มีนาคม พ.ศ. 2536 - 8 มกราคม พ.ศ. 2540
14. รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ ปรีดา ทัศนประดิษฐ์ 9 มกราคม พ.ศ. 2540 - 30 กันยายน พ.ศ. 2542
15. ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ภิรมย์ กมลรัตนกุล 1 ตุลาคม พ.ศ. 2542 - 30 กันยายน พ.ศ. 2550
16. ศาสตราจารย์ นายแพทย์ อดิศร ภัทราดูลย์ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2550 - 30 กันยายน พ.ศ. 2554
17. รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ โศภณ นภาธร 1 ตุลาคม พ.ศ. 2554 - 30 กันยายน พ.ศ. 2558
18. ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558 - 30 กันยายน พ.ศ. 2562

การเดินทาง[แก้]

สถานีรถไฟฟ้ามหานครสีลมและรถไฟฟ้าบีทีเอสศาลาแดง

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตั้งอยู่ใกล้เขตธุรกิจของกรุงเทพมหานคร อาทิ สีลม สามย่าน จึงมีระบบขนส่งมวลหลายชนิดที่สามารถมายังโรงพยาบาลแห่งนี้ได้ ดังนี้

อ้างอิง[แก้]

  1. ราชกิจจานุเบกษา, การเปิดโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, เล่มที่ 31, หน้า 560,วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2457.
  2. ข้อมูลผู้ป่วยใน.โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์,2558
  3. ราชกิจจานุเบกษา. “พระราชดำรัสตอบในการเปิดโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ .” เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา. 14 มิถุนายน 2457. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2457/D/567.PDF (29 พฤษภาคม 2559 ที่เข้าถึง).
  4. ราชกิจจานุเบกษา. “ พระราชกฤษฎีกาเลิกล้มคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๑๐.” เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา. 29 ธันวาคม 2510. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2510/A/127/14.PDF (29 พฤษภาคม 2559 ที่เข้าถึง).
  5. แจ้งความสภากาชาดสยาม เรื่องเปิดโรงพยาบาล ลงวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2457
  6. หนังสืออานันทฯ แพทยาลัย.เข้าถึงวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559
  7. พระราชดำรัสตอบในการเปิดโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ณ วันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๗
  8. แจ้งความสภากาชาดสยาม เรื่องเรี่ยไรเงินจากสมาชิกก่อสร้างโรงพยาบาล ลงวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๗
  9. ราชกิจจานุเบกษา. พระราชบัญญัติโอนกิจการ ทรัพย์สิน หนี้สิน ข้าราชการ ลูกจ้างและเงินงบประมาณของมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เฉพาะที่เกี่ยวกับราชการของคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ไปเป็นของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๑๐. 28 ธันวาคม 2510. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2510/A/126/5.PDF (28 เมษายน 2559 ที่เข้าถึง).
  10. แจ้งความสภากาชาดสยาม เรื่องชักชวนบุคคลให้ทำการตรวจค้นในทางแพทยศาสตร์
  11. ภาควิชากายวิภาคศาสตร์,โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์. ประกาศโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เรื่อง การรับอุทิศร่างกาย ให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อการศึกษาการวิจัยและการรักษาทางการแพทย์. เข้าถึงวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2559
  12. สภากาขาดไทย, บริจาคอวัยวะ รายละเอียดการบริจาคอวัยวะ. เข้าถึงวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2559
  13. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย. โครงการก่อสร้างอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์. 20 มกราคม 2559. http://www.chulalongkornhospital.go.th/ecc/index.php/2016-01-18-07-07-03 (3 พฤษภาคม 2559 ที่เข้าถึง).
  14. ราชกิจจานุเบกษา. “คำกราบบังคมทูล ในการเปิดโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ .” เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา. 14 มิถุนายน 2457. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2457/D/563.PDF (28 พฤษภาคม 2559 ที่เข้าถึง).

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

พิกัดภูมิศาสตร์: 13°43′56″N 100°32′12″E / 13.732181°N 100.536730°E / 13.732181; 100.536730