โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นโรงพยาบาลสังกัดสภากาชาดไทย ในเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2457 ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า[1] เป็นที่ตั้งและที่ดำเนินการเรียนการสอนให้กับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือเป็นโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์แห่งที่สองของประเทศไทย ต่อจากโรงพยาบาลศิริราช นอกจากนี้คณาจารย์สังกัดคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ด้วย[2]
| โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ | |
|---|---|
| สภากาชาดไทย | |
อาคาร ภปร. (หน้า) และอาคารอื่นของโรงพยาบาล | |
![]() | |
| ภูมิศาสตร์ | |
| ที่ตั้ง | 1873 ถนนพระรามที่ 4 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย |
| พิกัด | 13°43′56″N 100°32′12″E / 13.732181°N 100.536730°E |
| หน่วยงาน | |
| ประเภท | โรงพยาบาลสภากาชาดไทย โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย |
| สังกัดสถาบัน | คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| บริการสุขภาพ | |
| มาตรฐาน | Advance HA |
| แผนกฉุกเฉิน | มี |
| จำนวนเตียง | 1,432[3] |
| ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ | มี |
| ขนส่งมวลชน | |
| ประวัติ | |
| เปิดให้บริการ | 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2457 |
| ลิงก์ | |
| เว็บไซต์ | www.kcmh. chulalongkornhospital. go.th |
ประวัติ
[แก้]
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ที่จะทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพร้อมด้วยพระราชภาดาและภคินี เพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมชนกนาถของพระองค์[4] ด้วยเมื่อครั้งพระพุทธเจ้าหลวงทรงพระชนม์อยู่นั้น ได้ทรงพระราชดำริจัดตั้งสภากาชาดไทย ซึ่งเรียกในเวลานั้นว่า สภาอุณาโลมแดง ขึ้นไว้ โดยรับการรักษาพยาบาลผู้เจ็บไข้ได้ป่วย ตามคติของนานาชาติที่เจริญแล้ว แต่การสภากาชาดไทยยังไม่แล้วเสร็จบริบูรณ์ ถ้าจะบริจาคทรัพย์สร้างโรงพยาบาลสภากาชาดขึ้น ก็จะเป็นพระกุศล อันประกอบด้วยถาวรประโยชน์อนุโลม ตามพระราชประสงค์แห่งองค์สมเด็จพระบรมชนกนาถ และเป็นเกียรติแก่ราชอาณาจักรโดยทรงพระดำริเห็นพ้องกัน บรรดาพระราชโอรส พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงบริจาคทรัพย์รวมกันเป็นจำนวนเงิน 122,910 บาท[5] สมทบกับทุนของสภากาชาด สร้างโรงพยาบาลขึ้น และพระราชทานนามตามพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์รำลึกถึงพระบรมชนกนาถ โรงพยาบาลของกาชาดนี้จึงมีนามว่า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2457[6]
ตามแจ้งความสภากาชาดสยาม ลงวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2457[7] ได้กำหนดจุดมุ่งหมายให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นโรงพยาบาลที่ดีจริงต้องตามวิทยาศาสตร์แผ่พระเกียรติยศในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับทั้งแพร่เกียรติยศของชาติไทย บริการรักษาพยาบาลช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาล ให้บริการรักษาผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยไข้ทั้งในยามสงครามและปกติ โดยยึดมั่นในปณิธานอันแน่วแน่ที่จะให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทั่วไป โดยไม่เลือกชาติ ชั้น วรรณะ ลัทธิ ศาสนา หรือความคิดเห็นทางการเมือง
เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2489 เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เสด็จพระราชทานปริญญาบัตรและอนุปริญญาบัตร ณ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (มหาวิทยาลัยมหิดล ในปัจจุบัน) พระองค์ท่านได้พระราชทานพระบรมราโชวาทตอนหนึ่งว่า "...พระองค์มีพระราชประสงค์ให้มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ผลิตแพทย์ผู้ได้สำเร็จหลักสูตรให้มีปริมาณมากขึ้น เพื่อออกมาช่วยเหลือประเทศชาติ..." โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ซึ่งถือเป็นโรงพยาบาลที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นโรงเรียนแพทย์จึงได้รับการประสานงานจากรัฐบาลให้เป็นที่ตั้งโรงเรียนแพทย์แห่งที่สองของประเทศไทย โรงเรียนแพทย์แห่งใหม่นี้ถือกำเนิดในนาม คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ จนกระทั่งมีมติให้โอนคณะที่ซ้ำซ้อนของมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ให้กับมหาวิทยาลัยเดิมที่เป็นรากฐานของคณะนั้น ๆ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ จึงถูกโอนมาสังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในนามใหม่ว่า คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[8]
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้บริการทางการแพทย์ พยาบาล ตลอดจนการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย มาใช้ศึกษาเพื่อการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพ โดยมีการส่งเสริมการค้นคว้าวิจัยนับตั้งแต่โรงพยาบาลได้เปิดบริการ[9]และพัฒนาการรักษา พัฒนาบุคลากรทุกระดับอย่างต่อเนื่อง ทำให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ทั้งในด้านการรักษาพยาบาลและงานวิจัย ทั้งนี้ด้วยการประสานงานกันเป็นอย่างดีระหว่างโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นอกจากการรักษาพยาบาลผู้ป่วยแล้ว โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ยังทำหน้าที่เป็นสถานฝึกอบรมนิสิตแพทย์ แพทย์ประจำบ้าน และแพทย์ประจำบ้านต่อยอดของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักศึกษาพยาบาลของสถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย นิสิตคณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนิสิต–นักศึกษาจากสถาบันอื่น ๆ ด้วย
การส่งเสริมพัฒนาการของโรงพยาบาล
[แก้]
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นหน่วยงานในสังกัดของสภากาชาดไทยซึ่งเป็นองค์กรสาธารณกุศลไม่แสวงหาผลกำไร จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาชนเพื่อดำเนินการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะเมื่อมีความร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำให้โรงพยาบาลมีภารกิจหลากหลายด้านมากขึ้น เช่น ให้บริการการรักษา ร่วมกับคณะแพทย์จัดการศึกษาเพื่อผลิตแพทย์ และนักวิทยาศาสตร์ที่มีความสามารถสู่สังคม ซึ่งล้วนเป็นเรื่องสำคัญและใช้ทรัพยากรมาก ด้วยเหตุนี้โรงพยาบาลจึงเปิดรับความช่วยเหลือจากภาคประชาชนหลายด้าน อาทิ
การอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา
[แก้]ประชาชนผู้บริจาคร่างกายจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาการศึกษาแพทยศาสตร์อย่างมาก เพราะการอุทิศร่างกายถือเป็นการสอนนิสิตแพทย์ให้เข้าใจร่างกายมนุษย์อย่างครบทุกมิติ ทำให้นิสิตแพทย์สามารถปฏิบัติหัตถการกับผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ และยังเป็นการฝึกทักษะการผ่าตัดให้ชำนาญ ช่วยลดโอกาสการผิดพลาดในการทำการรักษาได้อย่างดีเยี่ยม จึงเป็นการได้ช่วยพัฒนาโรงพยาบาลทั้งด้านวิชาการและการรักษาและนอกจากจะได้ส่งเสริมการเรียนแพทย์ของนิสิต ผู้อุทิศร่างกายยังสามารถช่วยสร้างองค์ความรู้เมื่อท่านอุทิศร่างกายเพื่อการฝึกผ่าตัดและวิจัยทางการแพทย์ ผู้มีความประสงค์จะอุทิศร่างกายฯ เมื่อถึงแก่กรรมแล้ว ให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดขอแบบฟอร์มพร้อมส่งแบบฟอร์มที่กรอกข้อความแล้วได้ที่ ศาลาทินทัต ด้านข้างอาคาร ภปร. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย[10]
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ทำหน้าที่เป็นโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นโรงเรียนแพทย์ขนาดใหญ่ ในแต่ละปีมีการเรียนการสอนหลายสาขาวิชา มีการฝึกหัดแพทย์เพิ่มพูนประสบการณ์จำนวนมาก และมีการฝึกผ่าตัดกว่า 100 ครั้งต่อปี ทำให้การศึกษาผ่านร่างอาจารย์ใหญ่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อพันธกิจและภาระงานด้านวิชาการดังกล่าว ที่จะผลิตบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ มีทักษะพร้อมออกสู่สังคมไทย ผู้อุทิศร่างกายให้กับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จึงถือว่าเป็นบุคคลที่มีคุณูปการสูงยิ่งต่อวงวิชาการด้านแพทยศาสตร์และการบริการสุขภาพของประเทศไทย
ปัจจุบันการลงทะเบียนอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาแก่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามารถทำได้ง่ายขึ้นผ่านทางอินเทอร์เน็ต ผ่านเว็บไซต์ของฝ่ายกายวิภาคศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย[11]
การบริจาคอวัยวะ
[แก้]ปัจจุบันโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มีผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่มีอาการเจ็บป่วยขั้นร้ายแรงจากที่อวัยวะสำคัญไม่สามารถทำงานได้หรือทำงานผิดปกติเป็นจำนวนมาก การได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะจากผู้บริจาคจึงเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุด โดยศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย เปิดรับอวัยวะที่สามารถบริจาคได้ ได้แก่ หัวใจ ตับ ไต ปอด ตับอ่อน กระดูก ฯลฯ
อาคารและสิ่งก่อสร้าง
[แก้]ภายในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มีอาคารและสิ่งก่อสร้างที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และเป็นพระราชานุสรณ์ของบุคคลสำคัญในราชวงศ์หลายพระองค์
อาคาร ภปร.
[แก้]
เนื่องจากอาคารจักรพงษ์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นอาคารผู้ป่วยนอกเดิม เริ่มคับแคบลงเพราะมีผู้ป่วยเข้ารับบริการจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มากขึ้นอย่างมาก ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2530 ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และในโอกาสครบ 72 ปี แห่งการสถาปนาโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ใน พ.ศ. 2529 สภากาชาดไทยจึงได้จัดสร้างอาคารผู้ป่วยนอกแห่งใหม่เพื่อเฉลิมพระเกียรติและให้บริการประชาชนได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น โดยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์อาคารผู้ป่วยนอกหลังใหม่นี้เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529 และมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร ทรงเป็นประธานกรรมการอุปการะฝ่ายบรรพชิตและประทานพระอุปการะในเรื่องต่าง ๆ มาตลอด อาคารแห่งใหม่นี้เป็นอาคารคอนกรีตเสริมแรงด้วยเหล็ก สูง 24 ชั้นเมื่อรวมชั้นใต้ดินและชั้นลอย ก่อสร้างขึ้นบริเวณหน้าตึกจักรพงษ์ มูลค่าการก่อสร้าง 400 ล้านบาท พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่ออาคารว่า "ภปร." โดยอาคาร ภปร. เป็นจุดสังเกตที่สำคัญของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เพราะตั้งอยู่บริเวณหัวมุมแยกศาลาแดง และยังมีป้ายอักษรชื่อ "โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย" และตราพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. ประดับอาคารด้วย
อาคารมงกุฎ–เพชรรัตน (หลังเก่า)
[แก้]ด้วยใน พ.ศ. 2508 พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ในรัชกาลที่ ๖ ทรงมีพระชนมายุ 60 พรรษา มีองค์กร ประชาชน ได้เฝ้าทูลเกล้าถวายเงินโดยพระอัธยาศัย จึงทรงประทานเงินสร้างตึกสำหรับผู้ป่วย ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในด้านสวนลุมพินี โดยมิได้ใช้พระนามของพระองค์เป็นนามตึก เนื่องด้วยทรงพอพระทัยที่จะบำเพ็ญพระกุศลแบบปิดทองหลังพระ ต่อมาได้เสด็จพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา พระราชธิดา มาทรงวางศิลาฤกษ์อาคารดังกล่าว เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2508 อาคารนี้ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2510 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดอาคารเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2510 ซึ่งตรงกับวันฉลองพระชนมายุ 42 พรรษา ของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา โดยมีสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา และพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ในรัชกาลที่ ๖ เฝ้าฯ รับเสด็จ ในโอกาสนั้น พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานเหรียญกาชาดสรรเสริญ แด่พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ในรัชกาลที่ ๖ ด้วย และทั้งสองพระองค์ยังพระราชทานเงินสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดพิมพ์หนังสือ "ตำนานสภากาชาดสยาม" เป็นอนุสรณ์ในพิธีเปิดตึกดังกล่าว เพื่อให้ผู้สนใจได้ทราบประวัติของสภากาชาดไทย
ปัจจุบันอาคารมงกุฎ–เพชรรัตนหลังเก่าได้ถูกรื้อถอน เพื่อนำเนื้อที่ไปสร้างอาคารจักรีทศมรามาธิบดินทร์ และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในฐานะองค์พระบรมราชูปถัมภกแห่งสภากาชาดไทย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ "อาคารมงกุฎ–เพชรรัตน" สำหรับอาคารศูนย์วิจัยและนวัตกรรมงานบริการแทนอาคารเดิม
อาคารวชิรญาณวงศ์
[แก้]อาคารวชิรญาณวงศ์ใช้เป็นที่รักษาพยาบาลพระภิกษุและสามเณรอาพาธ และใช้ประกอบพิธีทำบุญเลี้ยงพระ รวมถึงการเปิดรับบริจาคเงินเพื่อบำรุงพระภิกษุ และสามเณรอาพาธในเรื่องการรักษาพยาบาลทางการแพทย์ ตลอดรวมถึงการรับบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และสำนักงานต่าง ๆ ของสภากาชาดไทย อาคารวชิรญาณวงศ์เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสี่ชั้น แบบทรงไทยประยุกต์ ได้ดำเนินการก่อสร้างมาแต่ต้น พ.ศ. 2525 และเสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์ใน พ.ศ. 2526 ทดแทนอาคารหลังเก่า (ตึกวชิรญาณ) และเพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (หม่อมราชวงศ์ชื่น นพวงศ์) พระราชอุปัธยาจารย์พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระอุปัชฌาจารย์สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร โดยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดตึกในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2526
อาคาร อปร.
[แก้]สืบเนื่องจากความไม่เพียงพอของแพทย์ รัฐบาลจึงมีนโยบายให้คณะแพทยศาสตร์ทุกแห่งผลิตแพทย์เพิ่ม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้รับอนุมัติให้ก่อสร้างตึกใหม่ เพื่อรองรับจำนวนนิสิตแพทย์ที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยได้รับอนุมัติงบประมาณแผ่นดินประจำปี พ.ศ. 2536 จากนั้นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่ออัญเชิญอักษรพระปรมาภิไธย "อปร." มาเป็นชื่ออาคาร เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร พระผู้พระราชทานกำเนิดคณะแพทยศาสตร์ฯ ซึ่งพระองค์พระราชทานพระบรมราชานุญาต และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ทรงประกอบพิธีเปิดอาคารเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2546 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของรัชกาลที่ 8 อาคารดังกล่าวเป็นย่อมุม 8 มุม สูง 19 ชั้น บนยอดอาคารประดับอักษรพระปรมาภิไธย "อปร." ตั้งอยู่ริมถนนราชดำริ ลักษณะเด่นของอาคารคือมีการอัญเชิญพระราชดำรัสของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ขึ้นแสดงไว้บนผนังด้านนอกของอาคาร เป็นที่มองเห็นได้อย่างโดดเด่นข้อความว่า
ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตน เป็นที่สอง
ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์ เป็นกิจที่หนึ่ง
ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศ จะตกแก่ตัวท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมแห่งอาชีพ ไว้ให้บริสุทธิ์— สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
อาคาร สก.
[แก้]

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2535 ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นเกล้าล้นกระหม่อม กอปรทั้งเมื่อครั้งพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2530 ของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร และสภากาชาดไทยได้ร่วมกันจัดสร้าง "ตึก ภปร." เป็นอาคารผู้ป่วยนอกหลังใหม่ของโรงพยาบาลเพื่ออำนวยความสะดวกแก่สาธารณชนเสร็จเรียบร้อยไปแล้วอาคารหนึ่ง ข้าราชการบริพาร ร่วมกับสภากาชาดไทย จึงดำริที่จะดำเนินการก่อสร้างอาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อีกอาคารหนึ่งในพื้นที่ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งความจงรักภักดีที่ประชาชนชาวไทยมีอยู่อย่างมั่นคงในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงนำความกราบทูลสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย และพระองค์ทรงเห็นชอบด้วยที่จะก่อสร้างอาคารผู้ป่วยทางกุมารเวชศาสตร์แทนอาคารรักษาพยาบาลกุมารเวชกรรมเดิม คือ "ตึก หลุยส์ ที เลียวโนเวนส์" ซึ่งมีสภาพทรุดโทรมลงมาก อีกทั้งจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น ทำให้สถานที่ยิ่งคับแคบลงเด็กผู้ป่วยอยู่กันโดยไม่ถูกต้องตามสุขลักษณะ กับทั้งเพื่อใช้เป็นศูนย์ผู้ป่วยโรคหัวใจของโรงพยาบาลด้วย
อาคารที่สร้างใหม่นี้ ได้รับพระราชทานพระราชาอนุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธยย่อ "สก." เป็นมงคลนาม โดยตั้งเป้าหมายดำเนินการด้วยเงินบริจาคตลอดทั้งจำนวนโดยไม่รบกวนงบประมาณแผ่นดินหรือของสภากาชาดไทย โดยมีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเป็นจำนวนมาก ทำให้การก่อสร้างตึก สก. แล้วเสร็จ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดตึก สก. ด้วยพระองค์เองเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2540
อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์
[แก้]
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้จัดสร้างอาคารรักษาพยาบาลใหม่ขึ้น ได้รับพระราชทานนามอาคารจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ว่า อาคาร "ภูมิสิริมังคลานุสรณ์" มีความหมายว่า "อนุสรณ์ที่เป็นมงคลของสองพระองค์ (สองพระองค์ในที่นี้ คือ 'ภูมิ' มาจาก 'ภูมิพล' หรือพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ 'สิริ' มาจาก 'สิริกิติ์' หรือสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง)" ตั้งอยู่ริมถนนราชดำริ ลักษณะภายในอาคารเป็นอาคารเดี่ยว 29 ชั้น ชั้นใต้ดิน 4 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยรวมทั้งสิ้น 224,652.25 ตารางเมตร[12] ภายในอาคารนี้จะรวบรวมศูนย์ความเป็นเลิศในด้านต่าง ๆ เช่น ศูนย์โรคหัวใจ ศูนย์ผ่าตัด ศูนย์ผู้ป่วยศัลยกรรมประสาท ศูนย์บริการมารดาและทารกแรกคลอด ซึ่งในส่วนนี้จะให้บริการอย่างครบวงจรโดยจะดูแลตั้งแต่การปฏิสนธิของมารดาจนถึงการคลอด และศูนย์บริการฉุกเฉิน ห้องไอซียูเพื่อพร้อมรับสภาวะภัยพิบัติ และอุบัติภัยหมู่[13] ทั้งนี้งบประมาณในการก่อสร้างและจัดซื้ออุปกรณ์อยู่ที่ 12,500 ล้านบาท โดยงบที่ได้ในการก่อสร้างมาจากสภากาชาดไทย 2,500 ล้านบาท และจากรัฐบาล 4,000 ล้านบาท รวมถึงโครงการสมทบทุนโดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นผู้เปิดโครงการสมทบทุนในครั้งนี้ ซึ่งเงินสมทบทุนที่ได้นอกจากการก่อสร้างแล้ว ยังนำไปใช้จัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ให้มีความทันสมัยมากขึ้นโดยรวมเป็นเงิน 6,000 ล้านบาท[14]

เนื่องจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มีแผนกในการรักษาต่าง ๆ กระจายตัวอยู่ในอาคารหลายหลังทั่วพื้นที่ในโรงพยาบาล จึงทำให้เกิดปัญหาการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ผู้ป่วยจะมีอาการบอบช้ำมากในขณะเดินทางจากอาคารหนึ่งไปอีกอาคารหนึ่ง รวมถึงทำให้เสียเวลาเป็นอย่างมากในการรักษา อีกทั้งจำนวนผู้ป่วยที่มีมากขึ้นในปัจจุบัน อาคารต่าง ๆ ที่ให้บริการนั้นมีขนาดพื้นที่ไม่เพียงพอที่จะรองรับผู้ป่วย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ต้องสร้างอาคารอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ขึ้นเพื่อรวบรวมความเป็นเลิศของศูนย์การรักษาไว้ในอาคารเดียว เมื่ออาคารหลังนี้เปิดให้บริการจะช่วยเสริมศักยภาพของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ การวิจัย และการให้บริการ เพื่อมุ่งสู่การเป็น "โรงพยาบาลชั้นนำระดับโลก" ของประชาชนชาวไทย[15]
อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์เปิดให้บริการรักษาผู้ป่วยตั้งแต่ พ.ศ. 2558 ต่อมา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคาร เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2562[16]
อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์เป็นสถานที่ประทับรักษาพระอาการประชวรของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2562[17] จนกระทั่งเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568[18][19]
อาคาร ส.ธ.
[แก้]
ด้วยนโยบายส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จึงได้จัดสร้างอาคารสำหรับดูแลผู้สูงวัยแบบบูรณาการขึ้น โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย พระราชทานชื่ออาคารนี้ว่า "อาคาร ส.ธ." ภายใต้โครงการ "กองทุน ส.ธ. เพื่อผู้สูงวัย" เพื่อเป็นศูนย์การแพทย์ต้นแบบในการดูแลผู้สูงอายุแบบบูรณาการครบวงจรของสภากาชาดไทยขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสพระราชพิธีฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 และเพื่อแก้ไขป้องกันปัญหาด้านสุขภาพที่จะเกิดขึ้นในผู้สูงวัย รวมถึงฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย จิตใจ ให้ความรู้แก่ผู้ดูแลด้วยการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่เหมาะสม[20]
อาคารจักรีทศมรามาธิบดินทร์
[แก้]
อาคารจักรีทศมรามาธิบดินทร์ หรือเดิมคือโครงการศูนย์บูรณาการบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข เป็นส่วนต่อขยายทางทิศเหนือของอาคาร ภปร. สร้างบนพื้นที่เดิมของอาคารมงกุฎ–เพชรรัตน (หลังเก่า), อาคารจุฬาภรณ์ และอาคารอัพภันตรีปชา เพื่อเพิ่มพื้นที่และเชื่อมโยงการให้บริการแก่ผู้ป่วยนอก ได้รับพระราชทานนามอาคารจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความหมายว่า "อาคารเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นพระรามาธิบดินทรราชา รัชกาลที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์"[21]

และเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี มาทรงเปิดอาคารนี้เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567[22]
อาคารจักรีทศมรามาธิบดินทร์ มีความสูงเหนือดิน 15 ชั้น ใต้ดิน 4 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 36,850 ตารางเมตร[23] ภายในประกอบด้วยคลินิกบางส่วนที่ย้ายมาจากอาคาร ภปร.[24] และศูนย์อาหาร[25]
อาคารมงกุฎ–เพชรรัตน์ (หลังใหม่)
[แก้]พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่ออาคารศูนย์วิจัยและนวัตกรรมงานบริการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ว่า "อาคารมงกุฎ–เพชรรัตน" (มง–กุด–เพ็ด–ชะ–รัด) ซึ่งพระนาม "มงกุฎ" มาจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระนาม "เพชรรัตน์" มาจาก "เจ้าฟ้าเพชรรัตน์" ของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา พระราชธิดา
อาคารแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณด้านข้าง (หลัง) อาคาร ส.ธ. ฝั่งถนนราชดำริ เพื่อใช้เป็นอาคารที่รวมของศูนย์วิจัย ห้องปฏิบัติการและสร้างนวัตกรรมงานบริการ อันเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณชน[26]
- อาคารสำคัญภายในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
- ด้านหน้าอาคารอำนวยการหลังแรก
- โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้านถนนราชดำริ
- อาคารโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ด้านถนนราชดำริ และพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 ผู้พระราชทานกำเนิดโรงพยาบาล
ผู้อำนวยการโรงพยาบาล
[แก้]ตามข้อตกลงระหว่างมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์และสภากาชาดไทย ใน พ.ศ. 2490 ให้คณบดีคณะแพทยศาสตร์และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นบุคคลคนเดียวกันแต่แยกการบริหารออกเป็น 2 หน่วยงาน แม้ว่าคณะแพทยศาสตร์จะถูกโอนมาสังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ข้อตกลงนี้ยังคงใช้ปฏิบัติจนถึงปัจจุบัน รายนามผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มีดังนี้
การเดินทาง
[แก้]

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งอยู่ใจกลางเขตธุรกิจของกรุงเทพมหานคร เช่น ย่านถนนสีลม แยกสามย่าน ย่านถนนพระรามที่ 4 จึงมีระบบขนส่งมวลชนหลายรูปแบบที่ให้บริการ การเดินทางมายังโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้ดังนี้
- รถไฟฟ้าบีทีเอส ลงที่สถานีศาลาแดง
- รถไฟฟ้ามหานคร ลงที่สถานีสีลม
- รถโดยสารประจำทาง ได้แก่ สาย 4 (3–36), 14 (3–39), 15 (4–2), 21E (4–7E), 24 (2–39), 37 (4–9), 45 (3–9E), 46 (3–10), 47 (3–41), 50 (2–7), 67 (3–43), 74, 77 (3–45), 141 (4–24E), 163 (4–55), 504 (1–18E), 505 (2–24E), 507 (3–13), 2–2 (16), 3–52, 3–53, 4–35, 4–68
- สามารถใช้บริการรถโดยสารภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาย 3 ศาลาพระเกี้ยว–แพทยศาสตร์ เพื่อเข้ามายังบริเวณโรงพยาบาลได้ รถโดยสารจะจอดรับ–ส่งผู้โดยสารบริเวณด้านหน้าศูนย์อาหารทวีวงศ์ถวัลยศักดิ์
รางวัล
[แก้]| ปี | รางวัล | สาขา | ผล |
|---|---|---|---|
| พ.ศ. 2566 | Thailand Zocial Awards 2023[28] | Best Brand Performance on Social Media กลุ่มธุรกิจบริการทางการแพทย์ | ชนะ |
อ้างอิง
[แก้]- ↑ ราชกิจจานุเบกษา. “พระราชดำรัสตอบในการเปิดโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ .” เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา. 14 มิถุนายน 2457. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2457/D/567.PDF (29 พฤษภาคม 2559 ที่เข้าถึง).
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา. “ พระราชกฤษฎีกาเลิกล้มคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๑๐.” เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา. 29 ธันวาคม 2510. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2510/A/127/14.PDF (29 พฤษภาคม 2559 ที่เข้าถึง).
- ↑ Gishealth.moph.go.th. (2022). ระบบสารสนเทศภฺมิศาสตร์ทรัพยากรสุขภาพ - เครื่องมือแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย. [online] Available at: http://gishealth.moph.go.th/healthmap/infoequip.php?maincode=13756 เก็บถาวร 2022-03-30 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน [Accessed 28 Dec. 2022].
- ↑ แจ้งความสภากาชาดสยาม เรื่องเปิดโรงพยาบาล ลงวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2457
- ↑ หนังสืออานันทฯ แพทยาลัย.เข้าถึงวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559
- ↑ "พระราชดำรัสตอบในการเปิดโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ณ วันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๗". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2008-05-06. สืบค้นเมื่อ 2021-10-11.
- ↑ แจ้งความสภากาชาดสยาม เรื่องเรี่ยไรเงินจากสมาชิกก่อสร้างโรงพยาบาล ลงวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๗
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา. พระราชบัญญัติโอนกิจการ ทรัพย์สิน หนี้สิน ข้าราชการ ลูกจ้างและเงินงบประมาณของมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เฉพาะที่เกี่ยวกับราชการของคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ไปเป็นของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๑๐. 28 ธันวาคม 2510. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2510/A/126/5.PDF เก็บถาวร 2007-09-30 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน (28 เมษายน 2559 ที่เข้าถึง).
- ↑ แจ้งความสภากาชาดสยาม เรื่องชักชวนบุคคลให้ทำการตรวจค้นในทางแพทยศาสตร์
- ↑ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์,โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์. ประกาศโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เรื่อง การรับอุทิศร่างกาย ให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อการศึกษาการวิจัยและการรักษาทางการแพทย์ เก็บถาวร 2016-03-04 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. เข้าถึงวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2559
- ↑ "สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2018-10-03. สืบค้นเมื่อ 2018-09-29.
- ↑ "อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์." Plan consultants. Accessed April 20, 2017. http://plan-consultants.com/?post_type=projects&p=3876 เก็บถาวร 2017-04-16 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน.
- ↑ "รพ.จุฬาฯ เปิด ‘อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์’ มิติใหม่แห่งการให้เพื่อทุกชีวิต เพื่อประชาชนทุกชนชั้น". 2017. Hfocus.Org. https://www.hfocus.org/content/2017/07/14301.
- ↑ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย. โครงการก่อสร้างอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์. 20 มกราคม 2559 http://www.chulalongkornhospital.go.th/ecc/index.php/2016-01-18-07-07-03 เก็บถาวร 2016-03-22 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน (3 พฤษภาคม 2559 ที่เข้าถึง).
- ↑ ไทยรัฐฉบับพิมพ์. "ราคา "ติดดิน"-บริการ "พรีเมียม" : รพ.จุฬาลงกรณ์เปิด "อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์" อัพเกรดการรักษา." Www.thairath.co.th. January 18, 2016. Accessed May 23, 2017. http://www.thairath.co.th/content/564363.
- ↑ "สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2024-04-20. สืบค้นเมื่อ 2024-11-19.
- ↑ "แถลงการณ์สำนักพระราชวัง พระพันปีหลวง เสด็จฯ ไปประทับ ร.พ.จุฬาลงกรณ์". ข่าวสด. 9 กันยายน 2019. สืบค้นเมื่อ 25 ตุลาคม 2025.
- ↑ "ประกาศสำนักพระราชวัง "สมเด็จพระพันปีหลวง" สวรรคต". ไทยรัฐ. 25 ตุลาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 25 ตุลาคม 2025.
- ↑ "'ในหลวง-พระราชินี' เสด็จฯ เชิญพระบรมศพ 'สมเด็จพระพันปีหลวง'". กรุงเทพธุรกิจ. 26 ตุลาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 26 ตุลาคม 2025.
- ↑ http://www.redcrossfundraising.org/th/html/project2.aspx?ContentID=2511&CategoryID=10
- ↑ "นามอาคารศูนย์บูรณาการด้านการแพทย์และสาธารณสุข (อาคารผู้ป่วยนอกหลังใหม่) โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย". โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2024-09-03. สืบค้นเมื่อ 2024-09-03.
- ↑ "ในหลวง พระราชินี ทรงเปิดอาคาร 'จักรีทศมรามาธิบดินทร์' โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์". โพสต์ทูเดย์. 17 พฤศจิกายน 2024. สืบค้นเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2024.
{{cite news}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์) - ↑ "รพ.จุฬาฯระดมบุญ สร้างตึกผู้ป่วยนอก". www.thairath.co.th. 2022-06-06.
- ↑ "ย้ายบริการคลินิกฯ". โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2024-09-03. สืบค้นเมื่อ 2024-09-03.
- ↑ "ประกาศการเปิดบริการศูนย์อาหารอาคารผู้ป่วยนอก (หลังใหม่)". โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2024-08-26. สืบค้นเมื่อ 2024-09-03.
- ↑ "อาคารศูนย์วิจัยและนวัตกรรมงานบริการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย". โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย. สืบค้นเมื่อ 2026-02-16.
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา. “คำกราบบังคมทูล ในการเปิดโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ .” เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา. 14 มิถุนายน 2457. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2457/D/563.PDF (28 พฤษภาคม 2559 ที่เข้าถึง).
- ↑ "ประกาศผล Thailand Social Awards ครั้งที่ 11 แบรนด์และผู้ทรงอิทธิพลบนโลกโซเชียลยกทัพร่วมงานคับคั่ง". ไทยรัฐ. 2023-02-24. สืบค้นเมื่อ 2023-02-25.
