คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
คณะทันตแพทยศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
DentCU.JPG
ชื่ออังกฤษ Faculty of Dentistry, Chulalongkorn University
ที่อยู่ ถนนอังรีดูนังต์ แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
วันก่อตั้ง 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2483
คณบดี ผศ.ทพ.ดร.สุชิต พูลทอง
วารสาร วารสารทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ
(J. Dental Medicine)
สีประจำคณะ      สีม่วงสุทธาสิโนบล
เว็บไซต์ www.dent.chula.ac.th
    

คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นคณะทันตแพทยศาสตร์แห่งแรกของประเทศไทย จัดตั้งเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2483 มีฐานะเป็นแผนกอิสระทันตแพทยศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยแต่งตั้งให้ศาสตราจารย์ พ.อ.หลวงวาจวิทยาวัฑฒน์ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกอิสระคนแรกและต่อมาได้ดำรงตำแหน่งคณบดีคนแรกเช่นกัน [1] ปี 2559 คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นคณะทันตแพทยศาสตร์อันดับ 1 ของประเทศไทย จากการจัดอันดับของ QS World University Rankings by Subject 2016

ประวัติ[แก้]

อาคารคณะทันตแพทยศาสตร์

แนวความคิดการจัดการศึกษาทันตแพทยศาสตร์เริ่มต้นขึ้นแต่ พ.ศ. 2471 ขณะที่ ศาสตราจารย์ พ.อ.หลวงวาจวิทยาวัฑฒน์ เป็นอาจารย์ ในแผนกอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เคยเสนอ หากแต่หามีผู้ใดสนใจไม่ เหตุที่หลวงวาจวิทยาวัฑฒน์มีความสนใจศาสตร์ด้านนี้เนื่องด้วยเคยได้รับทุนสำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาสาขาทัตแพทยศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ในเวลาใกล้เคียงกัน ศาสตราจารย์ พ.ท.สี สิริสิงห ได้รับพระราชทานทุนการศึกษา จากสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ให้เข้าศึกษาวิชาทันตแพทยศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน

หลวงวาจวิทยาวัฑฒน์ ขณะดำรงตำแหน่งผู้บังคับบัญชาการกองเสนารักษ์ มณฑลทหารบกที่ 1 ใน พ.ศ. 2479 พยายามติดต่อกับศาสตราจารย์ นายแพทย์ แอลเลอร์ เอลลิส อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในขณะนั้นถึงเรื่องการจัดตั้งโรงเรียนทันตแพทย์ และได้เสนอโครงการจัดตั้งโรงเรียนทันตแพทย์สำหรับราชการทหารไปยัง จอมพล ป.พิบูลสงคราม ขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการตามโครงการที่เสนอนั้นได้ในกรมแพทย์ทหารบก และได้อนุมัติให้ ศาสตราจารย์ พ.อ.หลวงวาจวิทยาวัฑฒน์ เดินทางไปดูงานเกี่ยวกับการจัดโรงเรียนทันตแพทย์ในต่างประเทศ เมื่อ หลวงวาจวิทยาวัฑฒน์ เดินทางกลับจากดูงานในต่างประเทศนั้น ประจวบกับเป็นเวลาที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้เข้าดำรงตำแหน่งอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่ด้วย จึงเปลี่ยนนโยบายจากการจัดตั้งโรงเรียนทันตแพทย์ในกรมแพทย์ทหารบก มาดำริที่จะจัดตั้งขึ้นในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2483 จอมพล ป. พิบูลสงคราม อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ประกาศจัดตั้งแผนกอิสระทันตแพทยศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขึ้น พร้อมกันนี้ได้แต่งตั้งให้ ศาสตราจารย์ พันเอก หลวงวาจวิทยาวัฑฒน์ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนก นับได้ว่าเป็นครั้งแรกที่มีการจัดการศึกษาทันตแพทยศาสตร์ขึ้นในระดับอุดมศึกษาในประเทศไทยอย่างเป็นระบบ โดยใช้ตึกวิทยาศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์เป็นที่ทำการสอนในระยะเริ่มแรก มีนิสิตสำเร็จการศึกษารุ่นแรก 8 คน

ต่อมาได้มีการจัดสร้างตึกประจำแผนกทันตแพทยศาสตร์และทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2484 ณ ซอยจุฬาลงกรณ์ 11 ถนนพญาไท จึงได้ย้ายสถานที่ทำการสอนมายังตึกประจำแผนก ส่วนวิชาการแพทย์พื้นที่ฐานยังคงเรียน ณ คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาลต่อไป ใน พ.ศ. 2486 ได้มีพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ขึ้น โดยแยกคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล แผนกทันตแพทยศาสตร์ แผนกเภสัชศาสตร์ และ แผนกสัตวแพทยศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมเป็นมหาวิทยาลัย สังกัดอยู่ในกระทรวงสาธารณสุข โดยมี ศาสตราจารย์ พ.อ.หลวงวาจวิทยาวัฑฒน์ ดำรงตำแหน่งเป็นคณบดีคนแรกของคณะทันตแพทยศาสตร์ (ฬช้สถานที่ภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเช่นเดิม)

ในวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2499 คณะทันตแพทยศาสตร์ ได้จัดตั้งโรงพยาบาลโรคฟัน และได้รับเงินจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อซื้อรถยนต์ขนาดใหญ่สำหรับเป็นหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ของโรงพยาบาลทันตกรรม ต่อมาในวันที่ 8-15 สิงหาคม พ.ศ. 2506 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระบรมราชานุญาตให้ คณะทันตแพทยศาสตร์ จัดฉายภาพยนตร์ส่วนพระองค์ ชุดเสด็จเยือนประเทศญี่ปุ่น และสาธารณรัฐจีน เพื่อหารายได้เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศล รวมเป็นเงิน 1,007,801.15 บาท และเงินจำนวนนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานแก่คณะทันตแพทยศาสตร์ เพื่อเป็นทุนเริ่มแรกในการก่อสร้างอาคารหลังใหม่ และคณะทันตแพทยศาสตร์ จึงได้จัดของบประมาณสมทบเงินจำนวนดังกล่าวนี้อีก 4,000,000 บาท เพื่อสร้างอาคารเรียนปฏิบัติการและ วิจัยเป็นพระบรมราชานุสรณ์เฉลิมพระเกียรติสืบต่อไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่ออาคารนี้ว่า “ทันตรักษ์วิจัย”

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2508 ได้ทำพิธีเปิดตึกรังสีวิทยา (รื้อถอน เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2534) โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์ ตึกทันตรักษ์วิจัย และในวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ (พระนามในขณะนั้น) เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดตึกทันตรักษ์วิจัย พร้อมทั้งพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประดิษฐานพระปรมาภิไธย “ภปร.” ไว้ด้านหน้าอาคาร ด้านถนนอังรีดูนังต์ ภาควิชาต่าง ๆ ทางคลินิกได้ย้ายเข้ามาอยู่ในตึกทันตรักษ์วิจัยนี้ นอกจากภาควิชาศัลยศาสตร์ และภาควิชาทันตกรรมประดิษฐ์ยังคงอยู่ในตึกทันตกรรมเดิม ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ได้รับพระราชทานนามว่า “มหิดล” และได้ออกพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2512 เป็นต้นมา คณะทันตแพทยศาสตร์ จึงสังกัดอยู่ในมหาวิทยาลัยมหิดล จนกระทั่ง วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2515 คณะทันตแพทยศาสตร์ จึงโอนกลับมาสังกัด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกครั้งหนึ่ง

วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2513 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพิธีเจิมรถยนต์ทำฟันเคลื่อนที่เป็น “หน่วยทันตกรรมพระราชทาน” นับเป็นหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ส่วนพระองค์ ซึ่งสืบเนื่อง มาจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงสนพระทัยต่อสุขภาพในช่องปากของประชาชน โดยเฉพาะนักเรียนและประชาชนที่อยู่ห่างไกล ต่อมาในปี พ.ศ. 2525 ได้จัดตั้ง “พิพิธภัณฑ์สถานวาจวิทยาวัฑฒน์” เป็นสถานที่จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติ และวิวัฒนาการทางด้านทันตแพทยศาสตร์ ของคณะฯ ในขณะที่คณะฯ มีอายุครบ 42 ปี เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่มีการเฉลิมฉลองและสมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ ครบ 200 ปี

ในปี 2533 ในวาระที่คณะทันตฯ ได้ก่อตั้งมาครบ 50 ปี และเป็นปีมหามงคลที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระชนมายุ 90 พรรษา คณะฯ ได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และศิษย์เก่า ตลอดจนมีผู้จิตศรัทธาได้ร่วมกันจัดสร้างอาคารโรงพยาบาลคณะทันตแพทยศาสตร์ขึ้น พร้อมครุภัณฑ์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและเทิดพระเกียรติองค์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี อาคารนี้จัดเป็นโรงพยาบาลทางทันตกรรมแห่งแรกในประเทศไทย ที่ให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วยด้านศัลยกรรมช่องปาก กระดูกขากรรไกรและใบหน้า รวมทั้งโรคฟันอื่น ๆ ครบวงจร โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้นรวม 317,900,000.- บาท เป็นเงินนอกงบประมาณ 9,000,000.- บาท และ เงินงบประมาณแผ่นดิน 308,900,000.- บาท โดยผูกพัน 5 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2534 – 2538 ในวโรกาสเดียวกันนี้ ยังได้จัดสร้างพระรูปหล่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ขนาดเท่าพระองค์จริง ประดิษฐานไว้ ณ บริเวณโถงชั้น 2 อาคารโรงพยาบาลคณะทันตแพทยศาสตร์นี้ เพื่อให้เป็นที่เคารพสักการะของเหล่าอาจารย์ นิสิต ข้าราชการ บุคลากร และประชาชนที่มารับบริการด้วย ต่อมาในปี 2536 ในวโรกาสที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระชนมายุ 93 พรรษา คณะทันตแพทยศาสตร์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่าน โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม อาคารโรงพยาบาลคณะทันตแพทยศาสตร์ ว่า “อาคารสมเด็จย่า 93” ซึ่งนับเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งแก่คณะทันตแพทยศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทำพิธีเปิดเมื่อวันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม 2539 [2]

หลักสูตร[แก้]

ระดับปริญญาบัณฑิต[แก้]

  • หลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต [3]

ระดับบัณฑิตศึกษา[แก้]

หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตทางวิทยาศาสตร์การแพทย์คลินิก [4]
หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต [5]
หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง [7]
  • สาขาวิชาบูรณะช่องปากและใบหน้า
  • สาขาวิชาฟื้นฟูสภาพฟันทั้งปาก
  • สาขาวิชาทันตแพทยศาสตร์
หลักสูตรวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต [8]
  • สาขาวิชาชีววิทยาช่องปาก
  • สาขาวิชาทันตชีววัสดุศาสตร์
  • สาขาวิชาทันตกรรมประดิษฐ์

อ้างอิง[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]